ความเป็นมาของภาพยนตร์ทดลองในประเทศไทย
09/07/04 (By: ภาณุ อารี)

คนไทยกับภาพยนตร์ทดลอง สำหรับคนไทยโดยทั่วไปแล้วดูเหมือนคำว่า “ ภาพยนตร์ทดลอง “ จะไม่เป็นที่ค่อยคุ้นหูเท่าใดนัก ทั้งนี้เพราะโอกาสที่จะได้ชมภาพยนตร์แนวนี้ค่อนข้างมีน้อย นอกจากนี้ความไม่ปกติของตัวภาพยนตร์ทั้งในด้านเนื้อหา และวิธีการนำเสนอซึ่งแตกต่างจากภาพยนตร์ที่ฉายตามโรงภาพยนตร์ทั่วไปก็เป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่ปิดกั้นความสนใจของผู้ชมไปโดยอัตโนมัติ ด้วยเหตุนี้ความสนใจในภาพยนตร์ทดลองจึงอยู่ในวงจำกัดซึ่งหากไม่ใช่นักศึกษาวิชาภาพยนตร์ที่จำต้องศึกษาภาพยนตร์แนวนี้อยู่แล้วก็เป็นเพียงผู้ที่สนใจในภาพยนตร์อย่างจริงจังเท่านั้น

อย่างไรก็ตามจะมีใครที่รู้บ้างว่าพัฒนาการของภาพยนตร์ทดลองในประเทศไทยนั้นไม่ได้เกิดขึ้นเพียงห้าปีสิบปีดังที่หลายคนคาดเอาไว้ หากสามารถย้อนกลับไปเมื่อครั้งที่ภาพยนตร์เริ่มต้นประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ในประเทศไทยเสียด้วยซ้ำ แต่ทั้งนี้พื้นที่ส่วนใหญ่ในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ไทยดูเหมือนจะถูกครอบครองโดยภาพยนตร์ที่เน้นความบันเทิงเกือบทั้งหมดจนแทบไม่เหลือที่ว่างสำหรับภาพยนตร์แนวนี้ให้เป็นที่รู้จักกัน

ดังนั้นเพื่อเป็นการศึกษาถึงความเป็นมาของภาพยนตร์ทดลองในประเทศไทยในแนวลึก บทความชิ้นนี้จึงมุ่งเสนอพัฒนาการของภาพยนตร์ทดลองตั้งแต่แรกเริ่มเข้ามาในประเทศไทยจนมาถึงปัจจุบัน ซึ่งสามารถจำแนกได้ 4 ยุคด้วยกันได้แก่ ยุคแห่งความคลุมเครือ ( ตั้งแต่แรกเริ่มบุกเบิกภาพยนตร์ในเมืองไทยในปี พ.ศ. 2440 จนถึง ช่วง พ.ศ. 2470 ) ยุคเริ่มต้นภาพยนตร์ทดลองอย่างเป็นทางการ (ตั้งแต่ช่วง พ.ศ.2513 - พ.ศ. 2517 ) ยุคแห่งการสะดุดนิ่ง ( ตั้งแต่ช่วง พ.ศ. 2517 - พ.ศ. 2529 ) และยุคแห่งการฟื้นฟู (ตั้งช่วง พ.ศ. 2529 - ปัจจุบัน )

ยุคแห่งความคลุมเครือ ( พศ.2440 -พ.ศ.2470 )
สาเหตุที่ให้คำจำกัดความเช่นนั้นกับช่วงเวลาดังกล่าวก็เนื่องมาจากไ ม่มีหลักฐานที่ยืนยันอย่างแน่นอนว่าคนไทยในช่วงเวลานั้นมีโอกาสได้ชมหรือแม้กระทั่งได้สร้างภาพยนตร์ทดลองกันบ้างหรือไม่ อย่างไรก็ตามมีข้อสังเกตบางอย่างทางประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ไทยที่น่าจะลองเชื่อมโยงกับสมมุติฐานในเชิงบวกดู

ภายหลังจากที่ภาพยนตร์ของพี่น้อง Lumiere ถูกนำออกฉายออกฉายสู่ธารณชนเป็นครั้งแรก ที่ Grand Cafe กรุงปารีส เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2438 ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ของโลก นับตั้งแต่นั้นภาพยนตร์ชุดของ Lumiere ก็ถูกพ่อค้าเร่นำไปจัดฉายตามที่ต่าง ๆ ทั่วโลก และที่ใดที่ภาพยนตร์เหล่านี้แวะเวียนไปถึงที่นั่นก็จะเริ่มต้นหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ตามไปด้วย

สำหรับประเทศไทย ประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ไทยเริ่มขึ้นเมื่อ คณะฉายภาพยนตร์เร่ซึ่งนำนาย S.G Marchovsky ได้นำภาพยนตร์ชุดของพี่น้อง Lumiere มาจัดแสดงเก็บค่าเข้าชมเป็นครั้งแรก ณ โรงละครหม่อม่เจ้าอลังการ เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2440

นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาประเทศไทยก็ได้ต้อนรับคณะภาพยนตร์เร่รายต่าง ๆ จากประเทศทางยุโรปทยอยเข้ามาแวะเวียนทีละหลายสองราย นักประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ไทยได้ให้คำจำกัดความของช่วงเวลานี้ว่า เป็นยุคแห่งภาพยนตร์เร่ซึ่งดำเนินมากว่าทศวรรษ ( ตั้งแต่ พ.ศ. 2440 - 2449 )

จุดที่น่าสนใจของยุคแห่งภาพยนตร์เร่ประการหนึ่งก็คือภาพยนตร์ที่นำมาจัดฉาย แน่นอนว่าภาพยนตร์ที่ต้องถูกฉายยืนพื้นถ้าหากไม่ใช่ภาพยนตร์ชุดของ Lumiere ก็คงต้องเป็นภาพยนตร์ที่ถ่ายทำโดยนักสร้างภาพยนตร์ของประเทศที่พ่อค้าภาพยนตร์เร่ถือสัญชาติ อย่างไรก็ตามอย่าลืมว่าช่วงเวลานั้น ยังไม่มีประเทศใดที่สร้างภาพยนตร์เป็นกิจจลักษณะเท่ากับฝรั่งเศส และในบรรดาผู้สร้างภาพยนตร์ของฝรั่งเศสซึ่งมีไม่กี่คนก็มีชื่อของ George Milies ผู้บุกเบิกการสร้างภาพยนตร์ทดลองเป็นคนแรกรวมอยู่ด้วย ตอนนั้นเขาได้เริ่มสร้างภาพยนตร์บ้างแล้ว โดยเฉพาะภาพยนตร์เรื่อง A Trip to the Moon ( 1896 ) ซึ่งเป็นที่รู้จักกันอย่างดีในแวดวงพ่อค้าหนังเร่ที่ต้องหาภาพยนตร์ไปจัดฉายตามที่ต่าง ๆ ทั่วโลก ดังนั้นสำหรับคณะฉายภาพยนตร์เร่ที่แวะเวียนมาฉายภาพยนตร์ที่บางกอก พวกเขาจะยอมผิดพลาดเพียงเพราะลืมที่จัดภาพยนตร์เรื่องหนึ่งเรื่องใดของ Milies ใส่ลงในกรุมาด้วยเชียวหรือ

จวบจนกระทั่งได้มีนักธุรกิจบันเทิงชาวญี่ปุ่นได้เข้ามาจัดตั้งกิจการโรงฉายภาพยนตร์เป็นโรงแรกในกรุงเทพ ฯ เมื่อปีพ.ศ. 2448 ก็ยังน่าเชื่อว่าภาพยนตร์ของ Milies เรื่องใดเรื่องหนึ่งน่าจะยังคงถูกจัดฉายในโปรแกรมด้วย ความเชื่อดังกล่าวยังคงดำเนินต่อมาในยุคที่คนไทยเริ่มจัดตั้งกิจการโรงภาพยนตร์ขึ้นเอง ในช่วงพ.ศ 2450 - พ.ศ 2459 เพราะถึงช่วงเวลานี้อุตสาหกรรมภาพยนตร์ของฝรั่งเศสเติบโตอย่างเต็มที่ และประสบความสำเร็จอย่างงดงามไปทั่วโลก กระทั่งเข้าสู่ทศวรรษที่ พ.ศ. 2460 กระแสความนิยมในภาพยนตร์ฝรั่งเศสที่เคยมีมากในทศวรรษก่อนหน้านี้ถึงคราวเสื่อมลงจากผลของสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ในเมืองไทยภาพยนตร์จากฮอลลีวู้ดซึ่งกำลังได้รับความนิยมไปทั่วโลกเป็นทางเลือกใหม่ที่เข้ามาแทนที่และได้รับความนิยมมากกว่าเมื่อครั้งที่ภาพยนตร์ฝรั่งเศสยังมีอิทธิพลเสียอีก ด้วยเหตุนี้จึงน่าเชื่อว่าภาพยนตร์สั้น ๆ ของ Milies จึงน่าที่จะหายไปพร้อม ๆ กับการเสื่อมความนิยมในภาพยนตร์ฝรั่งเศสของคนไทยไปด้วย แม้กระนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าคนไทยจะหมดโอกาสชมภาพยนตร์ของฝรั่งเศสไปเสียทีเดียว เพราะในปี พ.ศ. 2468 สถานกงสุลฝรั่งเศสในเมืองไทยได้ก่อตั้งสมาคมฝรั่งเศสขึ้นที่ถนนสีลม บางกอก โดยมีจุดประสงค์เพื่อเผยแพร่วัฒนธรรมตลอดจนวิทยาการของฝรั่งเศสให้คนไทยได้รับรู้ และภาพยนตร์ก็เป็นส่วนหนึ่งของการเผยแพร่ด้วย อย่างไรก็ตามในระยะแรกยังไม่เปิดกว้างให้คนภายนอกเข้าไปชมเท่าใดนักนัก และภาพยนตร์ที่ฉายในระยะแรกก็เป็นภาพยนตร์เร่ของพี่น้อง Lumiere เท่านั้น จนกระทั่งเดือนกุมภาพันธ์ ปี พ.ศ. 2470 จึงได้เปิดกว้างให้คนทั่วไปเข้ามาชมโดยประเดิมฉายภาพยนตร์เรื่อง Carmen ของ Raguel Meller

และในช่วงเวลาที่สมาคมฝรั่งเศสกำลังเริ่มเปิดใหม่ ๆ นี้เองในทวีปยุโรป กระแสภาพยนตร์แนวล้ำยุค ( Avant - garde ) และภาพยนตร์แนวเหนือจริง ( Surrealism ) ที่มีรูปแบบต่อต้านแบบแผนการเล่าเรื่องของภาพยนตร์บันเทิง ตลอดจนเหตุผลและการรับรู้เชิงตรรกะกำลังเป็นที่นิยมในแวดวงของศิลปิน นักเขียน และนักสร้างภาพยนตร์หัวก้าวหน้า โดยเฉพาะในฝรั่งเศสซึ่งเป็นศูนย์กลางของศิลปะสมัยใหม่ มีนักสร้างภาพยนตร์หนุ่มสาวฝรั่งเศสหลายคนที่สร้างสรรค์ผลงานที่น่าจดจำอย่าง เช่น Man Ray Marcel Duchamp Rene Clair หรือ Luis Bunnel ภาพยนตร์บาง เรื่องจัดฉายให้ดูกันเฉพาะกลุ่มจนไม่เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป ในขณะที่ภาพยนตร์บางมีเนื้อหาที่รุนแรงและหมิ่นเหม่ต่อกฎเกณฑ์สังคม อย่างเช่น Un Chien Andalou (1927 ) ของ Luis Bunnel แต่ก็มีภาพยนตร์อีกจำนวนไม่น้อยที่ไม่นำเสนอเนื้อหาที่รุนแรงเกินไปหากแต่แสดงมุมมองส่วนตัวผ่านการนำเสนอที่เต็มไปด้วยจินตนาการอย่าง Entract ของ Rene Clair

ด้วยเหตุนี้จึงเป็นไปได้ว่าน่าจะมีภาพยนตร์แนวล้ำยุค ( Avant - garde ) หรือภาพยนตร์ Surrealism ของฝรั่งเศสบางเรื่องที่ไม่มีเนื้อหาขัดต่อศีลธรรม ถูกนำเข้ามาฉายที่สมาคมฝรั่งเศสบ้างโดยสลับกับภาพยนตร์บันเทิงที่นำมาฉายเป็นประจำ แต่ถึงกระนั้นก็เป็นที่น่าสงสัยว่าจะมีคนไทยสักกี่คนกันเทียวที่สนใจแวะเวียนเข้าไปชมกัน เพราะขึ้นชื่อว่าเป็นศูนย์วัฒนธรรมก็ไม่น่าอภิรมย์สำหรับชาวบ้านธรรมดาเท่ากับโรงภาพยนตร์ที่ฉายภาพยนตร์ตลาดอยู่แล้ว

กระนั้นก็ตามดูเหมือนว่าสมาคมฝรั่งเศสน่าจะเป็นสถานที่เดียวที่คนไทยสามารถชมภาพยนตร์ นอกระแสได้และคงเป็นเช่นนี้ต่อไปจนเข้าสู่ยุคทศวรรษที่ พ.ศ. 2500 ซึ่งเป็นยุคที่เกิดความเปลี่ยนแปลงหลาย ๆ อย่างขึ้นกับสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม และที่สำคัญ ได้มีการบุกเบิกในภาพยนตร์ทดลองอย่างเป็นทางการในช่วงเวลานี้อีกด้วย

ยุคบุกเบิกของภาพยนตร์ทดลองในเมืองไทยอย่างเป็นทางการ ( พ.ศ. 2513 - พ.ศ. 2517)
ภายหลังจากที่สงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลงในปี พ.ศ. 2488 สหรัฐอเมริกาได้ขยายอิทธิพลแทรกแซงกิจการทางการเมืองในหลายประเทศในเอเซียโดยมีจุดประสงค์เพื่อป้องกันประเทศเหล่านี้ไม่ให้ถูกคุกคามจากค่ายคอมมิวนิสต์ และประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในหลาย ๆ ประเทศที่ได้รับการคุ้มครองจากอเมริกาเช่นกัน

นอกจากสนธิสัญญาให้ความร่วมช่วยเหลือทางด้านการทหารและเศรษฐกิจที่ประเทศไทยได้รับจากอเมริกาโดยตรงแล้ว ในด้านวัฒนธรรมสิ่งที่คนไทยได้รับจากอเมริกายังรวมถึงสำเนียงอันแปร่งหูของดนตรีร็อคแอนด์โรล ภาพยนตร์แนวใหม่ และที่สำคัญก็คือความฝันแบบอเมริกัน มีคนไทยจำนวนใหม่น้อยที่ใฝ่ฝันถึงดินแดนแห่งเสรีภาพ หลายคนไปที่นั่นในฐานะนักแสวงโชค ในขณะที่บางคนไปเพื่อเปิดโลกกว้างให้ตนเอง และหนึ่งในจำนวนคนประเภทหลังก็คือ จิตกรหนุ่มผู้ซึ่งจบจากคณะจิตรกรรม มหาวิทยาลัยศิลปากรที่ชื่อบรรจง โกศัลวัฒน์ ผู้ซึ่งต่อมาได้ชื่อว่าเป็นผู้บุกเบิกภาพยนตร์ทดลองในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ

บรรจง โกศัลวัฒน์ถือกำเนิดในตระกูลของศิลปิน เมื่อปีพ.ศ. 2486 ในวัยเด็กบิดาของเขามีส่วนสำคัญอย่างมากในการสนับสนุนให้เขารักงานศิลปะ แม้กระทั่งเป็นธุระในการนำผลงานของบรรจงไปแสดงตามงานศิลปะต่าง ๆ ทั้งในและนอกประเทศ

หลังจากจบการศึกษาจากคณะจิตรกรรม มหาวิทยาลัยศิลปากรในปี พ.ศ.2507 บรรจงตัดสินใจใช้ชีวิตเป็นจิตกรเดินทางวาดรูปตามสถานที่ต่าง ๆ ทั้งในและนอกประเทศ พร้อมกันนั้นเขาก็นำผลงานเหล่านี้ออกเเสดงสู่สาธารณะด้วย จนกระทั่งปี พ.ศ. 2510เขาได้รับทุนจากมูลินิธิรอคกี้เฟลเลอร์ที่สามไปทัศนศึกษาที่สหรัฐอเมริกาเป็นเวลาหนึ่งปี ที่นั่นเขามักใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการวาดรูปหรือไม่ก็คลุกคลีกับจิตกรชาวอเมริกันที่ชื่อ Larry Poons และ Ben Cunningham โดยเฉพาะ Cunningham นี้เป็นคนสอนให้บรรจงเรียนรู้เกี่ยวกับดวงตากับการรับรู้ทางศิลปะ เขากระตุ้นให้บรรจงใส่ใจรายละเอียดของมุมมองของสายตามนุษย์กับการรับรู้ถึงความแตกต่างของสีสรร ซึ่งเทคนิคดังกล่าวนี้เองต่อมาบรรจงได้นำมาทดลองกับงานภาพยนตร์ทดลองเรื่องแรกของเขา ระหว่างนี้บรรจงได้ไปลงทะเบียนเรียนภาพยนตร์ระยะสั้นที่ Millinium Film Workshop และได้สร้างภาพยนตร์ทดลองเรื่องแรกที่สุดในชีวิต ( หรืออาจจะเรียกได้ว่าเป็นภาพยนตร์ทดลองเรื่องแรกของคนไทยเลยก็ได้ ) Eye ( 2510 ) โดยเขาได้นำทฤษฎีเกี่ยวกับการมองเห็นภาพที่เขาเรียนรู้จาก Ben Cunningham มาทดลองสร้างภาพที่หลากหลายบนแผ่นฟิล์ม หลังจากนั้นเขาได้สร้างภาพยนตร์ทดลองต่ออีกสองเรื่องได้แก่ Gamma ( 2511 ) และ ” Vortex “ (2511 ) แล้วจึงตัดสินใจไปศึกษาวิชาภาพยนตร์ต่อที่ที่มหาวิทยาลัยนิวยอร์คเป็นเวลาสองปี ที่นั่นเขาได้สร้างภาพยนตร์ทดลองขนาดยาว 20 นาทีเรื่อง The Crossing ( 2512 ) ส่งเข้าประกวดตามเทศกาลภาพยนตร์ต่าง ๆ และได้รับรางวัลกลับมามากมาย บรรจงเดินทางกลับเมืองไทยในปีพ.ศ. 2513 รวมเวลาที่ใช้ชีวิตอยู่อเมริกาสามปี

ภายหลังจากกลับมาเมืองไทย บรรจงได้ทำภาพยนตร์ทดลองอย่างต่อเนื่องควบคู่ไปกับรับจ้างทำภาพยนตร์สารคดีให้กับองค์กรเอกชนเป็นครั้งคราว ขณะเดียวกันก็ได้นำผลงานของตัวเองออกแสดงพร้อมกับให้ความรู้ผู้ชมเกี่ยวกับภาพยนตร์ทดลองตามศูนย์วัฒนธรรมต่าง ๆจนเป็น เป็นที่สนใจของคนรุ่นหนุ่มสาวจำนวนไม่น้อยซึ่งช่วงเวลานั้นแทบไม่มีใครที่รู้จักภาพยนตร์ทดลองเลย ด้วยเหตุนี้อาจถือได้ว่าปี พ.ศ. 2513 เป็นปีที่คนไทยได้รู้จักกับภาพยนตร์ทดลองอย่างเป็นทางการ

ในปีต่อมา ( พ.ศ. 2514 ) บรรจง ได้รับเชิญให้เป็นอาจารย์สอนวิชาภาพยนตร์ที่คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งตอนนั้นเพิ่งเริ่มก่อตั้งแผนกวิชาภาพยนตร์ขึ้นเป็นแห่งแรกในประเทศไทย ที่นั่นเขาได้แนะนำภาพยนตร์ทดลองให้นักศึกษาได้รู้จักควบคู่ไปกับการสอนวิชาภาพยนตร์พื้นฐาน ซึ่งนักศึกษากลุ่มนี้เองในปีต่อมาได้มีโอกาสร่วมกับนักศึกษาอีกหลายสถาบันเข้าชมและฟังสัมมนาภาพยตร์ทดลองถึงสองครั้งด้วยกัน จนก่อให้เกิดเป็นกระบวนการเคลื่อนไหวของคนหนุ่มสาวกับภาพยนตร์ทดลองครั้งสำคัญ

โดยการสัมนาครั้งแรกจัดขึ้นในเดือนเมษายน พ.ศ. 2515 เมื่อทางสำนักข่าวสารอเมริกัน ( USIS ) ได้เชิญชวนนักศึกษาจากสถาบันที่มีการสอนวิชาภาพยนตร์ทั้งในเชิงทฤษฎีและปฏิบัติการมาร่วมฟังการบรรยายจากวิทยากรชาวอเมริกันผู้เชี่ยวชาญในเรื่องภาพยนตร์ทดลอง พร้อมกันนั้นยังจัดฉายภาพยนตร์ทดลองจากอเมริกากว่าหนึ่งร้อยเรื่อง สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับนักศึกษาเหล่านี้เป็นอันมากเพราะเป็นครั้งแรกที่ได้รู้จักกับผู้กำกับภาพยนตร์ทดลองอย่าง Maya Deren ไปพร้อมกับผลงานที่ยอดเยี่ยมของเธอ Meshes in the Afternoon หรือ Stan Brakhage กับงานที่โดดเด่นอย่าง Dog Star Man ผลจากการสัมมนาครั้งนั้น ได้นำไปสู่การสัมมนาเชิงปฏิบัติการซึ่งจัดขึ้นในชื่อรายการ Youth & Film ในอีกสองเดือนต่อมา

โดยในรายการนี้ผู้เข้าร่วมไม่เพียงแค่ชมภาพยนตร์ประกอบคำบรรยายเหมือนการสัมมนาครั้งที่แล้วเท่านั้น หากยังมีโอกาสลงมือทำภาพยนตร์เองด้วย โดยทาง USIS ได้เชิญ Jeff Strickler นักสร้างภาพยนตร์ทดลองชาวอเมริกันมาเป็นวิทยากร ในส่วนของภาพยนตร์ที่นำมาฉายประกอบนอกจากจะเป็นผลงานของนักสร้างภาพยนตร์ทดลองอเมริกันแล้ว ผู้เข้าร่วมสัมมนายังได้มีโอกาสชมภาพยนตร์ทดลองของคนไทยอีกด้วยได้แก่ ผลงาน เรื่อง องุ่น ( 2515 ) ของวรรณี สำราญเวทย์ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ผลพวงจากรายการสัมนาเชิงปฏิบัติการ Youth & Film นอกจากผู้เข้าร่วมอบรมจะมีผลงานภาพยนตร์ของตัวเองแล้ว หลายคนยังนำความรู้และประสบการณ์ที่ได้ไปทดลองสร้างงานของตัวเองอีกด้วย เช่น โดม สุขวงศ์ กับภาพยนตร์เรื่อง ดวงอาทิตย์แตกเมื่อฆ่าแตงโม ( 2516 ) หรือ มล. วราภา เกษมศรี กับผลงาน “แก้ว ( 2516 ) และ Move ( 2517 ) นอกจากนี้อีกหลายคนยังรวบรวมเพื่อนฝูงก่อตั้งเป็นกลุ่มภาพยนตร์ ทำหนังสือเกี่ยวกับภาพยนตร์ จัดหาภาพยนตร์ที่หาชมยากมาชมกันภายในกลุ่ม ไปจนถึงหาเงินทุนทำภาพยนตร์กันเองอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวของหนุ่มสาวกลุ่มนี้ดำเนินอยู่ในระยะเวลาอันสั้นเท่านั้นเพราะหลังจากที่คนกลุ่มนี้ได้จบการศึกษาไปทำงานตามแนวทางของตนเองแล้วก็ไม่มีใครได้หวนกลับมาสร้างภาพยนตร์ทดลองอีกเลย นอกจากนี้กิจกรรมแบบที่ USIS เคยจัดก็ไม่เคยเกิดขึ้นอีก ด้วยเหตุนี้ การเคลื่อนไหวของภาพยนตร์ทดลองในเมืองไทยจึงประสบกับภาวะสะดุดนิ่งและเป็นเช่นนี้ต่อเนื่องไปกว่าหนึ่งทศวรรษ

ยุคแห่งการสะดุดนิ่ง ( พ.ศ. 2517 - พ.ศ. 2529 )
สาเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดภาวะสะดุดนิ่งของภาพยนตร์ทดลองมีสาเหตุสำคัญมาจากปัจจัย 5 ประการได้แก่
  1. การจำกัดอยู่ในวงแคบ ส่วนใหญ่ผู้ที่รู้จักภาพยนตร์ทดลอง หากไม่ใช่นักศึกษาแล้วก็เป็นผู้ที่มีความสนใจในภาพยนตร์อย่างจริงจังซึ่งมีอยู่น้อยมากเมื่อเทียบกับพวกแรกทั้งนี้เนื่องจากภาพยนตร์ทดลองยังถือเป็นสิ่งแปลกใหม่ของสังคมไทยและค่อนข้างซับซ้อนในแง่การนำเสนอจึงไม่สามารถดึงความสนใจจากคนกลุ่มใหญ่ได้
  2. การขาดการรวมกลุ่มที่มั่นคง ทันทีที่กลุ่มนักศึกษาที่เข้าอบรมโครงการ Youth & Film ต่างจบการศึกษาแยกย้ายกันไปตามแนวทางของตนเอง การรวมกลุ่มเคลื่อนไหวก็ยุติลงไปด้วย ไม่มีใครที่หวนกลับมาทำภาพยนตร์ทดลองอีกเลย เช่นเดียวกับการรวมกลุ่มทางด้านภาพยนตร์ในรุ่นต่อ ๆ มา เมื่อสมาชิกในกลุ่มต่างจบการศึกษาไปก็ไม่มีการสานต่ออีกเลย
  3. ทัศนคติต่อภาพยนตร์ทดลอง หลายคนมองว่าภาพยนตร์ทดลองยากเกินกว่าจะเข้าใจซึ่งไม่สามารถเทียบกับภาพยนตร์บันเทิงซึ่งเข้าใจง่ายกว่าและไม่ซับซ้อนเท่า ในขณะที่อีกหลายคนเห็นว่าภาพยนตร์ทดลองเป็นงานสมัครเล่นและดูไม่จริงจัง จึงไม่มีใครคิดจะทำอย่างต่อเนื่อง
  4. ข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการสร้างภาพยนตร์นั้นค่อนข้างสูง แม้ว่าจะเป็นการสร้างภาพยนตร์ขนาด 8 มม. ก็ตาม หลายคนไม่สามารถนึกจะสร้างก็สร้างได้จึงจำเป็นต้องอาศัยเครื่องมือของทางสถาบันที่สอนถาพยนตร์ เท่านั้นดังนั้นเมื่อคนเหล่านี้จบการศึกษาไปจึงไม่มีโอกาสที่จะกลับมาสร้างงานได้อีก
  5. การขาดความต่อเนื่องของกิจกรรมส่งเสริมงานภาพยนตร์ทดลอง นอกจากสถาบันที่สอนภาพยนตร์โดยตรงแล้วก็มีเพียงศูนย์วัฒนธรรมของบางประเทศเท่านั้นที่คนหนุ่มสาวจะมีโอกาสได้ชมหรืออาจจะได้ทำภาพยนตร์ทดลอง ดังนั้นเมื่อไม่มีกิจกรรมทางด้านนี้เกิดขึ้นก็ดูเหมือนว่าไม่มีแรงกระตุ้นให้การเคลื่อนไหวของภาพยนตร์ทดลองเกิดขึ้นตามไปด้วย
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่ายุคนี้จะไม่มีการเคลื่อนไหวของภาพยนตร์ทดลองอย่างเป็นกระบวนการก็ตาม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเมืองไทยจะไม่มีงานแนวนี้ออกมาเลย เพราะอย่างน้อยก็มีนักสร้างภาพยนตร์อิสระอยู่หนึ่งคนที่ชื่อ สุรพงศ์ พินิจค้า สร้างผลงานที่โดดเด่นออกมาสองเรื่องด้วยกันได้แก่ “ ! “ ( 2520 ) และ สำเพ็ง ( 2525 )

สุรพงศ์เริ่มสนใจภาพยนตร์มาตั้งแต่เด็ก โดยเฉพาะภาพยนตร์แอนิเมชั่น แต่เขาก็ไม่มีโอกาสทดลองทำจนกระทั่งเมื่อเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัย ในช่วงเวลานั้นเขาได้สร้างภาพยนตร์แอนิเมชั่นโดยใช้ดินน้ำมันปั้นเป็นรูปสัตว์ต่าง ๆ แล้วถ่ายแบบทีละเฟรม ( Stop Motion ) อย่างลองผิดลองถูกออกมาหลายเรื่องด้วยกันซึ่งหนึ่งในจำนวนนั้นได้รับรางวัลชมเชยจากการประกวดภาพยนตร์สารคดีสมัครเล่น ประเภท 8 มิลลิเมตรประจำปี พ.ศ. 2519ไปครอง

จากความสำเร็จครั้งนี้ทำให้เขาสนใจภาพยนตร์อย่างจริงจัง ถึงกับค้นคว้าอ่านหนังสือเกี่ยวกับทฤษฎีภาพยนตร์ทุกเล่ม ช่วงเวลานี้เองที่เขาให้ความสนใจกับการตัดต่อเป็นพิเศษ โดยเฉพาะการตัดต่อตามหลักทฤษฎีของนักสร้างภาพยนตร์ของรัสเซียยุค 1920 ที่เน้นการสร้างความหมายใหม่จากภาพสองภาพที่ต่างกัน ด้วยเหตุนี้ในภาพยนตร์เรื่องต่อมา “ ! “ ( 2520 ) เขาจึงนำการตัดต่อมาใช้ในการสะท้อนเรื่องราวในมุมมืดของสังคมผ่านบทเพลงกล่อมเด็กอย่าง “ จันทร์เจ้าขา “ ได้อย่างลงตัว ผลก็คือเขาได้รับรางวัลจากการประกวดภาพยนตร์สารคดีสมัครเล่นประจำปี พ.ศ. 2520 ไปครองเป็นปีที่สองติดต่อกัน

หลังจากนั้นสุรพงศ์ตัดสินใจวางมือในการสร้างภาพยนตร์ชั่วคราว โดยมุ่งศึกษาทฤษฎีภาพยนตร์แต่เพียงอย่างเดียวควบคู่ไปกับการติดตามชมภาพยนตร์ตามศูนย์วัฒนธรรมต่าง ๆ นอกจากนี้ในบางโอกาสยังติดตามไปดูงานตามกองถ่ายภาพยนตร์ไทยอีกด้วย จนเวลาผ่านไปสามปี ( พ.ศ. 2523 ) เขาจึงตัดสินใจสร้างภาพยนตร์อีกครั้ง โดยคราวนี้ตั้งใจสร้างเป็นงานสารคดีที่สะท้อนมุมองอีกด้านหนึ่งต่อชุมชนที่ใหญ่ที่สุดและมีความสำคัญชุมชนหนึ่งในกรุงเทพฯ ในชื่อเรื่อง “ สำเพ็ง “ ( 2523 )

ความโดดเด่นของภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ได้อยู่แค่การนำเสนอวิถีชีวิตของชาวสำเพ็งที่ดำเนินตั้งแต่เช้าไปจนถึงกลางคืนเท่านั้นหากแต่การตัดต่อที่มีพลังสอดรับกับเสียงดนตรีประกอบที่เข้ากันอย่างดีทำให้หลายคนอดคิดถึงภาพยนตร์เรื่อง The Man with a Movie Camera ( 1923 ) ของ Dziga Vertov ไม่ได้ ด้วยเหตุนี้สำหรับคนไทย สำเพ็ง ไม่เพียงได้รับการยกย่องว่าเป็นภาพยนตร์สารคดีที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งของเมืองไทยเท่านั้น แต่ยังได้รับการยกย่องว่าเป็นภาพยนตร์ทดลองที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งอีกด้วย

จากความสำเร็จของภาพยนตร์เรื่อง สำเพ็ง นี่เองทำให้สุรพงศ์ พินิจค้า ตัดสินใจเข้าทำงานในสายงานภาพยนตร์สารคดีอย่างเต็มตัวจนไม่มีโอกาสกลับมาสร้างสรรผลงานในลักษณะนี้อีกเลย แต่ถึงกระนั้นไม่ได้หมายความว่าการเปลี่ยนวิถีชีวิตของสุรพงศ์จะหมายถึงการสิ้นสุดของภาพยนตร์ทดลองไทยเพราะในช่วงเวลานี้เอง เริ่มมีสถาบันการศึกษาในระดับอุดมศึกษาจัดตั้งแผนกวิชาภาพยนตร์มากขึ้นโดยไม่เน้นแค่การเรียนทฤษฎีแต่เพียงอย่างเดียวแต่รวมถึงภาคปฏิบัติด้วย ซึ่งปรากฎการณ์ดังกล่าวได้นำไปสู่ยุคแห่งการฟื้นฟูภาพยนตร์ทดลองในเมืองไทยอีกครั้งหนึ่ง

ยุคแห่งการฟื้นฟู ( พ.ศ. 2529 - ปัจจุบัน )
ภายหลังจากที่กระแสการเคลื่อนไหวของภาพยนตร์ทดลองไทยหยุดนิ่งไปกว่าหนึ่งทศวรรษ เริ่มมีสัญญาณบางอย่างที่บ่งบอกว่ากระแสดังกล่าวกำลังจะถูกปลุกขึ้นอีกครั้งโดยเริ่มจากเหตุการณ์ในต้นเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2527 เมื่อหอภาพยนตร์แห่งชาติซึ่งขณะนั้นเพิ่งก่อตั้งขึ้นไม่นานได้จัดสัมมนาภาพยนตร์นักศึกษาขึ้นโดยเชิญชวนให้ตัวแทนของสถาบันการศึกษาที่สอนวิชาภาพยนตร์ 6 สถาบัน นำภาพยนตร์ที่นักศึกษาสร้างมาจัดแสดงร่วมกันโดยมีจุดประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการเรียนการสอนภาพยนตร์ในเมืองไทย

แม้ว่างานสัมมนาในวันนั้นจะไม่เกี่ยวกับภาพยนตร์ทดลองเลยก็ตามแต่สิ่งหนึ่งซึ่งบ่งชี้ถึงผลทางบวกที่ตามมาก็คือภาพยนตร์นักศึกษาส่วนใหญ่มีการพัฒนาในด้านเนื้อหาและการสร้างมากกว่าสมัยก่อน ผลงานส่วนใหญ่จึงไม่ใช่แบบฝึกหัดถ่ายภาพยนตร์เบื้องต้นอีกต่อไป นอกจากนี้ตัวนักศึกษาเองก็มีความเข้าใจในศาสตร์ของภาพยนตร์มากขึ้น พร้อมจะรับความเเปลกใหม่อย่างกระตือรือร้น และเมื่อนักศึกษาบางคนจากงานสัมมนาครั้งนี้ได้มีโอกาสเข้าร่วมการสัมมนาภาพยนตร์ทดลองซึ่งจัดโดยสถาบันเกอเธ่ใน เดือนกันยายน พ.ศ. 2529 ก็ดูเหมือนจะเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ก่อให้เกิดการเคลื่อนไหวของภาพยนตร์ทดลองในเมืองไทยเป็นครั้งที่สอง

การสัมมนาถูกจัดขึ้นภายใต้ชื่องาน เทศกาลหนังทดลองเยอรมันในทศวรรษที่ 70 ซึ่งนอกจากการจัดฉายผลงานของนักสร้างภาพยนตร์ทดลองชาวเยอรมันที่ถูกนำมาจัดฉายให้ชมกว่า 10 เรื่องแล้ว ทางผู้จัดยังได้เชิญ Ingo Petzke อาจารย์สอนภาพยนตร์ และนักสร้างภาพยนตร์ทดลองจากเยอรมันมาเป็นวิทยาการให้ความรู้เกี่ยวกับภาพยนตร์ทดลองเยอรมันตลอดจนสาธิตการทำภาพยนตร์ทดลองอีกด้วย อย่างไรก็ตามสิ่งที่น่าสนใจสำหรับการสัมมนาครั้งนี้มากที่สุดเห็นจะเป็นผู้เข้าร่วมรายการ เพราะไม่ใช่แค่นักศึกษาจากสถาบันที่สอนภาพยนตร์ได้รับเชิญเท่านั้น แต่ประชาชนทั่วไปก็มีโอกาสเข้าร่วมสัมมนาด้วย

ความสำเร็จของงานสัมมนาครั้งนี้ไม่เพียงที่จะส่งผลให้มีงานเทศกาลภาพยนตร์ทดลองเยอรมันขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ในเดือนธันวาคม ปีเดียวกันเท่านั้น แต่ยังได้สร้างแรงบันดาลใจให้กับคนไทยอย่างน้อยสองกลุ่มในการกลุ่มสานต่อการเคลื่อนไหวของภาพยนตร์ทดลองในประเทศไทยให้ดำเนินต่อไป

คนกลุ่มแรกได้แก่คณาจารย์จากแผนกภาพยนตร์คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งภายหลังจากได้เข้าร่วมการสัมมนาในเดือนกันยายน ก็มีมติจัดวิชาภาพยนตร์ทดลองเข้าเป็นหลักสูตรหนึ่งสำหรับสอนนักศึกษาในระดับปริญญาตรีโดยทันที นับเป็นสถาบันแรกที่สอนเกี่ยวกับภาพยนตร์ทดลองอย่างจริงจัง

ในขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งเป็นนักศึกษาชายหญิงจากหลายสถาบันซึ่งสนใจศึกษาภาพยนตร์อย่างจริงจังจึงรวมกลุ่มกันสร้างภาพยนตร์ทดลองในชื่อ สโมสรภาพยนตร์กานจาบ พวกเขาอาศัยเงินทุนจากการเรี่ยไรสมาชิกภายในกลุ่มกันเอง สร้างเสร็จก็ฉายดูกันเอง แต่ในบางโอกาสพวกเขาก็นำผลงานออกฉายสู่สาธารณะด้วย ผลงานที่โดดเด่นของพวกเขาได้แก่ภาพยนตร์ เรื่อง แตงโม 2

นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา สถาบันเกอเธ่ก็นำภาพยนตร์ทดลองมาจัดฉายให้คนไทยได้ชมกันอย่างสม่ำเสมอ โดยในบางโอกาสยังได้เชิญวิทยากรที่มีความชำนาญเกี่ยวกับภาพยนตร์ทดลองมาให้ความรู้ประกอบด้วยเช่นกัน ขณะเดียวกันตามศูนย์วัฒนธรรมของประเทศต่าง ๆ ในเมืองไทยก็เริ่มมีการนำภาพยนตร์ทดลองของประเทศตนเองออกฉายให้คนไทยได้ชมเช่นกันเช่น งานเทศกาลภาพยนตร์ทดลองญี่ปุ่นของศูนย์วัฒนธรรมญี่ปุ่น ในปีพ.ศ. 2531 หรืองานเทศกาลภาพยนตร์แนวล้ำยุค ( Avant - Garde ) ซึ่งจัดโดยสมาคมฝรั่งเศส ในปีพ.ศ. 2534 เป็นต้น

นอกจากการจัดเสวนาประกอบการฉายภาพยนตร์ซึ่งดำเนินอยู่เป็นประจำแล้ว ในยุคนี้ยังมีการจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการให้ผู้เข้าร่วมอบรมได้ทดลองสร้างภาพยนตร์เองสามรายการด้วยกัน ได้แก่ โครงการสนับสนุนนักศึกษาภาพยนตร์ FUJI CINEMATIC CLUB ( 2534 ) ของบริษัทฟูจิโฟโต้ฟิล์ม (ประเทศไทย) งานสัมมนาเชิงปฏิบัติการภาพยนตร์ทดลองครั้งที่ 1 ( 2534 ) และ งานอบรมเชิงปฏิบัติการภาพยนตร์ทดลองกรุงเทพ - 1994 / 1995 ( 2538 ) ทั้งสองงานจัดโดยสถาบันเกอเธ่

โดยในรายการ FUJI CINEMATIC CLUB ทางผู้จัดได้คัดเลือกนักศึกษาปีสุดท้ายจากสถาบันที่สอนเกี่ยวกับวิชาภาพยนตร์ 2 แห่ง ได้แก่ คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีเจ้าคุณทหารลาดกระบัง จำนวน 30 คน มาเข้าร่วมอบรมเกี่ยวกับภาพยนตร์ทดลองตลอดจนเทคนิคการใช้อุปกรณ์ซึ่งในโครงการนี้เน้นการถ่ายทำภาพยนตร์ระบบ 35 มม.เป็นสำคัญ จากนั้นจึงแบ่งกลุ่มให้นักศึกษาสร้างภาพยนตร์ ใช้เวลาในการดำเนินงานทั้งหมด 6 เดือน ซึ่งในที่สุดได้ผลงานออกมา 5 เรื่อง ได้แก่ ตุ๊กตาแก้ว ( 2535 ) Memo ( 2535 ) Midnight Celebration ( 2535 ) วิว ( 2535 ) และ “หลุดพ้น ( 2535 ) ผลงานทั้งหมดถูกนำออกแสดงสู่สาธารณะในช่วงปลายเดือน กรกฎาคม พ.ศ. 2535 ที่เอ็ม 88 เดอะมอลล์รามคำแหง

ส่วน รายการสัมนาเชิงปฏิบัติการภาพยนตร์ทดลอง ของสถาบันเกอเธ่ซึ่งจัดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกัน เปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจจากหลากหลายอาชีพเข้าร่วมอบรมและสร้างภาพยนตร์ทดลองโดยมี Christoph Yanetzko นักสร้างภาพยนตร์ทดลองชาวเยอรมันซึ่งเคยมาเป็นวิทยากรบรรยายเกี่ยวกับภาพยนตร์ทดลองในเมืองไทย 2 ครั้ง ในปี พ.ศ. 2531 และ พ.ศ. 2532 มาเป็นผู้ดำเนินรายการ ใช้เวลาดำเนินงานตั้งแต่การอบรมไปจนถึงให้ผู้เข้าร่วมโครงงานลงมือสร้างภาพยนตร์เป็นเวลาหนึ่งปีเต็ม จนในที่สุดก็ได้ผลงานที่น่าสนใจ 8 เรื่องด้วยกัน ได้แก่ ภาณายักษา / Telechante ( 2536 ) ดินแดนแห่งเสียงหัวเราะ / Land of laugh ( 2536 ) Under Taboo ( 2536 ) พันชาติ / Thoundsand Birth ( 2536 ) โธ่เอ๋ย…ฝรั่ง / Farang ; etc. ( 2536 ) City Dog ( 2536 ) บุญทิ้ง / Boonthing ( 2536 ) และ ฟิล์มบำบัด / Film Therapy ( 2536 ) ภาพยนตร์เหล่านี้ต่อมาถูกนำไปจัดฉายให้คนไทยได้ชมกันในช่วงเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2536 ที่หอภาพยนตร์แห่งชาติ ก่อนจะถูกส่งไปร่วมตามงานเทศกาลภาพยนต์ทั่วโลกในอีกหนึ่งปีต่อมา

ผลพวงจากความสำเร็จของงานสัมมนาเชิงปฏิบัติการภาพยนตร์ทดลอง ครั้งที่ 1 ทำให้สถาบันเกอเธ่ตัดสินใจจัดโครงการลักษณะเช่นนี้ขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ในปีพ.ศ. 2538 โดยใช้ชื่อ โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการภาพยนตร์ทดลองกรุงเทพ -1994 / 1995 ซึ่งนอกจากจะเน้นหนักเกี่ยวกับภาพยนตร์ทดลองโดยตรงแล้วโครงการนี้ยังให้ความสำคัญเกี่ยวกับการบันทึกเสียงในภาพยนตร์อีกด้วย ด้วยเหตุนี้นอกจากสถาบันเกอเธ่ยังคงเชิญ Christoph Janetzko กลับมาเป็นผู้ดำเนินรายการเช่นเดิมแล้วก็ยังได้เชิญ Wolfgang Wildmer ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการบันทึกเสียงในภาพยนตร์จากเบอร์ลินมาร่วมบรรยายด้วย ในส่วนของผู้เข้าร่วมโครงการ นอกจากจะเป็นผู้ที่เคยเข้าร่วมอบรมเมื่อครั้งที่แล้วก็ยังมีการคัดเลือกบุคคลภายนอกจากสายอาชีพต่าง ๆ เข้ามาร่วมด้วยรวมกัน 30 คน แบ่งกลุ่มกันสร้างภาพยนตร์ ความยาว 30 นาทีออกมา 3 เรื่องได้แก่ แม่นาค / Mae Nak ( 2539 ) เมีย / Wife ( 2539 ) และ อุกาบาต / Meteorite ( 2539 ) ซึ่งต่อมาได้ถูกนำออกฉายที่สถาบันเกอเธ่ ในปีพ.ศ. 2539 และที่โรงภาพยนตร์เฉลิมกรุงในเดือนมกราคม พ.ศ. 2540

กระนั้นก็ตามไม่ได้หมายความว่ายุคนี้จะมีแต่ผลงานภาพยนตร์ทดลองที่สร้างโดยกลุ่มคนหนุ่มสาวที่เข้าร่วมโครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการออกแสดงสู่สาธารณะเท่านั้น เพราะในช่วงเวลาดังกล่าวเริ่มมีศิลปินอิสระหลายคนหันมาลองสร้างภาพยนตร์ทดลองกันบ้างแล้ว โดยอาศัยการเรียนรู้ด้วยตนหรือไม่ก็ได้รับแรงบันดาลใจจากการได้ชมภาพยนตร์ทดลองตามสถาบันต่าง ๆ ผลงานของพวกเขาบางเรื่องได้ถูกนำออกแสดงตามศูนย์ศิลปะ และตามศูนย์วัฒนธรรมหลายแห่งในกรุงเทพฯ อาทิผลงานชุด วีดีโออาร์ต ( 2536 ) ของวสันต์ สิทธิเขตต์ ค้างคาวเดือนพฤษภาคม ( 2536 ) ของฮาเมอร์ ซาลวาลา และ The Bugs ( 2537 ) ของนวจุล บุญพรรคนาวิก

นอกจากนี้ในส่วนแวดวงภาพยนตร์นักศึกษาก็มีกิจกรรมจัดแสดงผลงานภาพยนตร์ศึกษาขึ้นหลายงานเช่นกัน เช่น งานแสดงผลงานภาพยนตร์สารนิพนธ์ของนักศึกษาคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระเจ้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เทศกาล กางจอ ของคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หรือว่างาน”จุลกรรมหนังนักศึกษา” (2538) ซึ่งจัดขึ้นโดยสหพันธ์ภาพยนตร์นักศึกษาแห่งประเทศไทย ซึ่งในแต่ละงานมีภาพยนตร์ทดลองฉายประกอบหลายเรื่องด้วยกัน

ไม่เพียงเท่านั้นในช่วงเวลาเดียวนี้กันเริ่มมีคนไทยไปเรียนวิชาภาพยนตร์ต่างประเทศจำนวนไม่น้อยโดยเฉพาะที่ประเทศอเมริกา และได้สร้างผลงานโดดเด่นหลายเรื่อง เช่น ศะศิธร อริยะวิชา กับภาพยนตร์เรื่อง My First Film ( 2536 ) Transfigured Night ( 2536 ) และ Drifter ( 2536 ) อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล กับ 0116643225059 ( 2537 ) Bullet ( 2537 ) และ Kitchen and Bedroom ( 2538 )หรือ ชัชวาลย์ สมประเสริฐ กับผลงาน My Lady Blue ( 2538 ) เป็นต้น

และจากการที่ภาพยนตร์ทดลองของคนไทยถูกสร้างและนำเสนอสู่ผู้ชมมากกว่าครั้งใด ๆ ในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ทดลองที่เกิดขึ้นในประเทศไทยนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2513เป็นต้นมานี่เอง จึงอาจกล่าวได้ว่าพัฒนาการที่โดดเด่นที่สุดของภาพยนตร์ทดลองไทยเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงปีพ.ศ. 2535 แล้วดำเนินต่อมาจนถึงปัจจุบัน

อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าในยุคแห่งการฟื้นฟูนี้จะมีการสร้างภาพยนตร์ทดลองออกมามากมาย แต่ก็ไม่ได้มายความว่ายุคนี้จะเป็นยุคทองที่มีคนลุกขึ้นทำภาพยนตร์ทดลองอย่างเป็นล่ำเป็นสัน หากกลับตรงกันข้ามเมื่องานภาพยนตร์ทดลองส่วนมากกลับเป็นผลงานเพียงชิ้นสองชิ้นที่สร้างไว้เพื่อส่งอาจารย์ หรือเป็นบันไดเพื่อไต่เต้าไปสู่วงการวงการโฆษณา หรือไม่ก็เป็นผลงานที่สร้างเพื่อตอบสนองความต้องการชั่วขณะของผู้สร้างเท่านั้น

สาเหตุสำคัญได้แก่เงื่อนไขทางเศรษฐกิจซึ่งไม่เอื้ออำนวยต่อการดำรงชีพด้วยการสร้างภาพยนตร์ทดลองเพียงอย่างเดียวได้ นอกจากนี้อุปกรณ์ในการผลิตก็มีราคาแพงและหายากจึงไม่สามารถสร้างผลงานต่อเนื่องได้ และที่สำคัญสังคมไทยยังไม่เปิดกว้างพอที่จะตอบรับกระแสภาพยนตร์ทดลองเท่าใดนักเพราะนับตั้งแต่เริ่มมีภาพยนตร์ทดลองจนถึงปัจจุบันก็ยังมีคนอีกจำนวนมากที่ยังไม่ทราบว่าภาพยนตร์ทดลองคืออะไร

เหล่านี้จึงเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้การเคลื่อนไหวของภาพยนตร์ทดลองไทยในยุคนี้เป็นอย่างคงที่และไม่ต่อเนื่องพอที่จะเป็นกระแสที่ถาวรได้ จนทำให้อดสงสัยไม่ได้ว่าทิศทางของภาพยนตร์ทดลองในเมืองไทยในยุคหน้าจะเป็นเช่นไร

อ้างอิง
  • บทสัมภาษณ์ อาจารย์บรรจง โกศัลวัฒน์
  • บทสัมภาษณ์ อาจารย์วรรณี สำราญเวทย์
  • บทสัมภาษณ์ มล.วราภา เกษมศรี
  • บทสัมภาษณ์ คุณโดม สุขวงศ์
  • บทสัมภาษณ์ คุณสุรพงศ์ พินิจค้า
  • บทสัมภาษณ์ คุณสนธยา ทรัพย์เย็น



       











สมัครสมาชิก Thai Film เพื่อรับข่าวสารข้อมูลทางอีเมล์และรับสิทธิประโยชน์ต่างๆสำหรับสมาชิก [ JOIN ]


Copyright © 2004
Thai Film Foundation All Rights Reserved.
Site by Redlab