บางระจัน-แอกของอดีต ปริศนาของปัจจุบัน
09/07/04 (By: ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์)

หนังไม่ใช่ความจริง และแม้แต่หนังที่อ้างว่าสร้างจากเรื่องจริงหรือข้อเท็จจริงอย่างถึงที่สุด ก็ยังไม่อาจถือว่าเป็นความจริงได้ ความจริงเป็นสิ่งซึ่งเกิดขึ้นและจบไปเรียบร้อยแล้ว ณ จุดใดจุดหนึ่งของอดีต ส่วนอะไรที่เป็นอดีตนั้นก็ย่อมไม่อาจทำให้หวนคืนกลับมาได้ และเพราะฉะนั้น จึงเป็นไปไม่ได้ที่ใครจะสร้างอะไรให้เป็นความจริงตามที่เคยเกิดในอดีตจริงๆ ขึ้นมา

แต่ถึงจะไม่ใช่ความจริง หนังกลับเปี่ยมล้นไปด้วยพลังในการที่จะล่อหลอกให้คนดูคล้อยตามและเชื่อมั่นไปกับภาพที่ปรากฏบนแผ่นฟิล์มได้เสมอ หนังมีทั้งแนว “สมจริง” และ “ไม่สมจริง” แต่ไม่ว่าจะเป็นหนังแนวไหน ความสามารถในการทำให้คนดูเห็นพ้องและเชื่อถือก็เป็นสิ่งที่ไม่อาจละเลยไปได้ เพราะแม้แต่หนังที่ “ไม่สมจริง” ก็จะต้องหว่านล้อมให้คนดูเชื่อถือในความไม่สมจริงที่ภาพยนตร์เรื่องนั้นๆ สร้างสรรค์ขึ้นมา

สำหรับอาการของการคล้อยตามหนังนั้น ก็เป็นไปได้ทั้งในรูปของการขานรับและดื่มด่ำไปกับภาพที่หนังสร้างขึ้นมา หรือการหมกมุ่นอยู่กับการค้นหาข้อคิดเตือนใจบางอย่าง ถ้าไม่อย่างนั้นก็คือการวิจารณ์และจับผิดว่าหนังเป็นไปอย่างปราศจากเหตุผลและ “ไม่สมจริง” ซึ่งถึงที่สุดแล้วก็วางอยู่บนฐานคติที่คาดหวังว่าหนังต้องมีอะไรบางอย่างที่ “สมจริง” และมีเหตุมีผลนั่นเอง

การสร้างภาพให้เคลื่อนไหวได้นั้นเป็นสิ่งที่นักวิจารณ์ภาพยนตร์แนวสัญศาสตร์อย่าง Christian Metz เห็นว่ามีความสำคัญอย่างมากต่อการโยงใยหนังเข้ากับความจริง หนังที่ปราศจากภาพเคลื่อนไหวก็ไม่ต่างจากภาพนิ่งในหนังสือ ซึ่งหากจะพูดตามแบบโรลองต์ บาร์ธส์ แล้ว ภาพนิ่งทำได้แค่จำลองสถานที่ในอดีตมาอยู่บนแผ่นกระดาษ แต่ไม่อาจใส่มิติทางเวลาลงไปได้ และเพราะฉะนั้นในการดูภาพนิ่งผู้ดูจะตระหนักอยู่ตลอดเวลาถึงความ “ไม่จริง”

แน่นอนว่าลำพังความเคลื่อนไหวของภาพคงไม่สามารถทำให้ผู้ชมเชื่อถือในความจริงของภาพยนตร์ได้ เพราะถ้าเป็นเช่นนั้น ผู้ชมก็น่าจะเชื่อถือหรือคาดหวังในความจริงจังจากละคร (theatre) ไม่น้อยไปกว่าภาพยนตร์

ปัจจัยอื่นๆ อย่างการผสมผสานของเสียง, แสง, การตัดต่อ, การแสดง, บทสนทนา ฯลฯ มีส่วนไม่น้อยในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างหนังกับความจริงในลักษณะนี้ เทคนิคเหล่านี้จะดึงคนดูออกจากโลกที่เป็นจริงไปสู่กฎกติกาที่แผ่นฟิล์มกำหนดไว้ และเมื่อถึงจุดนี้ แม้ช่องว่างระหว่างหนังกับความจริงมีมากกว่าที่ใครๆ คิด แต่การโหยหาความจริงจากหนังก็กลายเป็นสิ่งที่มีมาเสมอ ไม่ว่าจะโดยรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม

หนังแต่ละเรื่องประกอบด้วยสัญลักษณ์, รหัส และข้อมูลจำนวนมาก คนดูจะเข้าใจความหมายของหนังได้ ก็ต้องมีความคุ้ยเคยต่อระบบความสัมพันธ์ขององค์ประกอบย่อยๆ ที่ถักทอกันอยู่ในหนังเสียก่อน เพราะฉะนั้น ครึ่งหนึ่งของการดูหนังจึงเกี่ยวข้องกับการตีความ และยิ่งตีความได้มากเท่าไร ก็จะยิ่งมีโอกาสอ่านและเข้าใจโลกตามแบบที่หนังต้องการนำเสนอได้มากเท่านั้น

. คติทางสุนทรียศาสตร์แบบ มิเชล ฟูโกต์ ถือว่างานศิลปะนั้นมีหน้าที่ทางสังคมในบริบทใดบริบทหนึ่งอยู่เสมอ และหนังเองก็ไม่ได้เป็นบทยกเว้นของคติทางสุนทรียศาสตร์ที่ว่านี้แต่อย่างใด

สำหรับคนที่เห็นด้วยกับแนวการ มองแบบนี้ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่าหนังเรื่องหนึ่งๆ มีความสมจริงและเป็นเหตุเป็นผลหรือไม่ แต่คือการระแวงระไวอยู่ตลอดเวลาว่าภาพยนตร์กำลังพูดถึงโลกแบบไหน ภาพยนตร์สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ออกมาในลักษณะใด และภาพยนตร์ทำให้โลกของเรา “พร่ามัว” ไปอย่างไรบ้าง

. “ความจริง” ในหนังจึงเป็นเรื่องอันตราย และการคาดหวังความจริงจังจากหนังในนามของ “ความสมจริง” ก็เป็นเรื่องอันตรายไม่น้อยไปกว่ากันด้วย เพราะในระดับล่างสุดของมุมมองแบบนี้ก็คือการคาดคั้นและเชื่อมโยงหนังเข้ากับความเป็นจริงทางสังคม ซึ่งบ่อยครั้งก็มักจะกินความแค่ข้อเท็จจริงระดับย่อยๆ โดยไม่ตระหนักถึงความสามารถของหนังที่จะบิดเบือน, รื้อทำลาย , ทำให้โลกพร่ามัว หรือสร้างความหมายใหม่ให้แก่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ ในสังคม

ในกรณีของหนังประวัติศาสตร์หรือหนังที่อิงจากข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์นั้น ปัญหาว่าด้วยความสมจริงจะได้รับการตอกย้ำความสำคัญยิ่งขึ้นไปอีก หนังประเภทนี้อาจถูกวิพากษ์วิจารณ์โดยคำถามพื้นๆ ว่าไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงปลีกๆ บางอย่าง, ขัดแย้งกับหลักฐานในอดีต , พูดมากกว่าที่หลักฐานปรากฏหรือไม่อย่างนั้นก็คือการโจมตีว่าหนังพูดถึงอดีตผ่านอคติของคนในสายตาปัจจุบัน โดยไม่คำนึงความแตกต่างทางสังคมและเงื่อนเวลา

แน่นอนว่าคำวิพากษ์วิจารณ์เหล่านี้ล้วนโยงใยกับความคิดบางอย่างว่าด้วยอดีตและแน่นอนอีกเช่นกันว่าเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ทำนองนี้ต้องมาจาก “ผู้ดู” กลุ่มที่เชื่อมั่นว่าตนเองรู้และอยู่ใกล้กับอดีตมากกว่าที่คนอื่นคิด

ในกรณีของภาพยนตร์เรื่อง “2499 อันธพาลครองเมือง” นั้น เสียงโจมตีที่โจ่งแจ้งมากที่สุดถูกเปล่งออกมาจากเพื่อนพ้องของแดง ไบเล่ และลูกเมียของตัวละครอื่นๆ ในเรื่อง ขณะที่ในกรณีของ “นางนาก” นั้น ก็คือนักวิชาชีพสังคมศาสตร์นั่นเองที่ออกมาระบุว่า หนังเรื่องนี้ถูกสร้างขึ้นบนมายาคติแบบชนชั้นกลาง ส่วนภาพของสังคมไทยในอดีตก็ถูกสอดไส้ไว้ด้วยจริตของคนในสังกัดชนชั้นนี้ จนภาพยนตร์เรื่องนี้เต็มไปด้วยความ “ไม่จริง”

ไม่ว่าการทำอะไรอย่างนี้จะเป็นไปโดยตระหนักและรู้ตัวหรือไม่ แต่นัยยะที่คำวิพากษ์วิจารณ์ทั้งหมดนี้สร้างไว้ก็คือทรรศนะคติว่าภาพยนตร์ต้องเป็นอะไรบางอย่างที่อิงกับ “ความจริง”

สำหรับภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์เรื่อง “บางระจัน” ก็ไม่ได้อยู่เหนือชะตากรรมข้อนี้ ลำพังตัวเรื่องที่อิงอยู่กับสิ่งที่หลักฐานทางประวัติศาสตร์บันทึกไว้เพียงน้อยนิดนั้น ก็สุ่มเสี่ยงที่จะทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ถูกโจมตีว่า “ไม่สมจริง” มากพออยู่แล้ว บรรทัดฐานว่าด้วยความจริงทำให้ “บางระจัน” ถูกตั้งคำถามในเรื่องที่ไม่มีใครตอบได้ และก็อาจจะไม่ใช่คำถามที่จำเป็นต้องตอบด้วย เช่นกล้ามใหญ่เกินไปหรือไม่, ฉากรักเร่าร้อนมากไปหรือเปล่า, ผมเรียบเกินไป, ทำไมถึงไม่ใส่เสื้อ, นายจันมีรอยปลูกฝี ฯลฯ

แต่นอกเหนือไปจากการเผชิญกับคำถามเชิงข้อเท็จจริงปลีกๆ แล้ว สารัตถะของเรื่องที่ผูกพันอยู่กับความเสียสละเพื่อกอบกู้บ้านเมือง ก็เป็นเหตุให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ถูกตั้งคำถามในแง่ของความสมเหตุสมผลทางประวัติศาสตร์ต่อไปอีกด้วยเช่นกัน”

ปัญหาคือความสมเหตุสมผลในทางประวัติศาสตร์นั้นมีความหมายอย่างไรกันแน่? ”

หากอธิบายตามที่ปรากฏใน “ไทยรบพม่า” ความสมเหตุสมผลย่อมได้แก่ความภักดีที่ราษฎรมีต่อผู้ปกครองส่วนกลาง แต่เหตุผลแบบนี้ไม่มีพลังอีกต่อไปแล้ว หรืออย่างน้อยก็มีพลังลดลงจากในอดีตมาก ยิ่งในยุคที่การศึกษาประวัติศาสตร์ไทยอยู่ภายใต้อิทธิพลของวิธีการศึกษาแบบ “ลัทธิแก้” ถ้วนทั่วไปหมด และมุมมองที่ว่ารัฐชาติเป็นประดิษฐกรรมของมนุษย์ในยุคสมัยใหม่ ส่วนชาติก็เป็นสิ่งที่รัฐสร้างขึ้นเมื่อไม่นานนัก แทบจะกลายเป็นกระแสหลักของการศึกษาประวัติศาสตร์ไทยไปแล้วนั้น

“บางระจัน” ย่อมถูกโจมตีว่าเป็นได้อย่างมากก็แค่งานโฆษณาของนักชาตินิยม

ถ้าปัญหาของการวิจารณ์ตามแนวทางแรกอยู่ที่การหมกมุ่นวุ่นวายและจุกจิกอยู่กับข้อเท็จจริงที่ไม่มีใครตอบได้ และอาจไม่มีนัยยะสำคัญให้ต้องตอบด้วย ปัญหาของการวิจารณ์ตามแนวทางหลังก็ได้แก่การมองหนังด้วยโลกทัศน์และคำถามทางสังคมศาสตร์แบบสำเร็จรูปอย่างง่ายๆ ซึ่งลดทอนหนังให้หนังเป็นแค่ภาพสะท้อนของอุดมการณ์ทางการเมืองบางอย่าง ”

หากเดินตามรอยที่คำวิจารณ์นี้ได้ถางทางไว้ ผลที่จะได้ในท้ายที่สุดก็คือการแทนที่ภาพยนตร์ด้วยงานวิจัยหรือสารคดี

โศกนาฎกรรมอีกข้อของการวิจารณ์แบบเหมากราดอย่างนี้ก็คือ มันสุ่มเสี่ยงและโน้มเอียงที่จะมองข้ามความละเอียดอ่อนหรือลักษณะเฉพาะที่แฝงฝังอยู่ในภาพยนตร์เรื่องนี้ไป อาจจะโจมตีอย่างมากในเรื่องที่หนังไม่ได้พูด หรือเน้นเป็นพิเศษและอย่างเกินจริงในประเด็นที่หนังพูดไว้เพียงนิดเดียว

ในกรณีของ “บางระจัน” คำวิจารณ์แบบนี้วิ่งไปไกลถึงขั้นระบุว่าภาพยนตร์เรื่องนี้เต็มไปด้วยถ้อยคำรักชาติ ทั้งๆ ที่ไม่มีคำว่า “ชาติ” ปรากฏในภาพยนตร์เรื่องนี้แม้สักครั้งเดียว และหากจะถือว่าชาติถูกพูดถึงในรูปของ “อยุธยา” ก็ไม่มีตัวละครรายใดในภาพยนตร์เรื่องนี้ที่แสดงปาฐกถาว่า ด้วยความภักดีต่ออยุธยาเอาไว้แม้สักคนเดียวอีกเช่นกัน”

หากลดทอนทุกอย่างให้เป็นเรื่องของอุดมการ ก็ชวนให้คิดต่อไปได้อีกว่า ภายใต้คำวิจารณ์สูตรสำเร็จเรื่องชาตินิยมนี้ คงไม่มีความแตกต่างกันนักระหว่างภาพยนตร์เรื่อง“บางระจัน” กับนวนิยายชั้นดีที่เปี่ยมไปด้วยภาษาที่ไพเราะอย่าง “คนดีศรีอยุธยา” ของนักประพันธ์อาวุโส เสนีย์ เสาวพงศ์

ความระวังระไวที่คำวิจารณ์ทั้ง 2 แนวทางสร้างไว้ให้แก่ภาพยนตร์เรื่อง “บางระจัน” นั้น เป็นสัญลักษณ์ที่สะท้อนให้เห็นว่าผีของ “ความจริง” จะยังคงหลอกหลอนและเป็นบรรทัดฐานในการตัดสินคุณค่าของภาพยนตร์ต่อไป ถึงแม้จะไม่มีใครรู้ว่า “ความจริง” คืออะไร และทั้งหมดนี้มีความสำคัญอย่างไรบ้างต่อการวินิจฉัยคุณค่าของภาพยนตร์ก็ตาม

อันที่จริงปัญหาใหญ่สุดของภาพยนตร์เรื่อง “บางระจัน” อาจจะไม่ใช่ปัญหาว่าด้วยความสมจริงของภาพ หรือความสมเหตุสมผลของเรื่องก็เป็นได้ ในการให้สัมภาษณ์หลายครั้ง ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องนี้พูดอยู่เสมอถึงการค้นคว้าวิจัยหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่พูดถึง “บางระจัน” เอาไว้ และยังขยายขอบเขตการศึกษาไปถึงงานวิชาการต่างๆ ที่มีระยะเวลาในการศึกษาคาบเกี่ยวกับช่วงเวลาที่ “บางระจัน” ปรากฏ

ซึ่งนั่นย่อมสะท้อนความตั้งใจจะทำภาพยนตร์เรื่องนี้ให้ใกล้เคียงกับความจริงมากที่สุดได้เป็นอย่างดี แต่หลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่พูดถึง “บางระจัน” นั้นมีอะไรบ้าง?

เท่าที่ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องนี้ได้”อ้างเอาไว้และเท่าที่มีเอกสารปรากฏ หลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สามารถใช้อ้างอิงถึงความมีอยู่จริงของ “บางระจัน” นั้นได้แก่พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา แต่ก็เป็นอย่างที่ผู้กำกับท่านนี้และผู้ประกอบวิชาชีพทางประวัติศาสตร์จำนวนมากค้นพบ นั่นก็คือพระราชพงศาวดารฉบับนี้พูดถึงเรื่องนี้ หลังจากเหตุการณ์จริงเกิดขึ้นหลายสิบปี ซ้ำยังเป็นการพูดที่กำกวมจนมีอะไรให้จับต้องได้น้อยเหลือเกิน

โครงเรื่องของ “บางระจัน” เป็นเรื่องของวีรกรรมชาวบ้านในหมู่บ้านเล็กๆ ที่ทำการต่อสู้อย่างห้าวหาญกับกองทัพขนาดใหญ่ของทรราชย์ที่โหดเหี้ยมผิดมนุษย์ผู้บุกรุกจากต่างชาติ ความยิ่งใหญ่ของหมู่บ้านบางระจันอยู่ที่การยืนหยัดต่อสู้อย่างไม่คิดชีวิตของชาวไร่ชาวนาและไพร่ธรรมดาๆ ความเสียสละของบางระจันมาจากการปักหลักสู้รบทั้งที่รู้ว่า ไม่มีทางชนะ ส่วนความน่าสะเทือนใจของบางระจันมาจากการสู้อย่างโดดเดี่ยว เพื่อปกป้องกรุงศรีอยุธยา โดยฝ่ายกษัตริย์ผู้ปกครองเมืองหลวงไม่เคยเหลียวแล

พูดง่ายๆ ก็คือเป็นการสู้รบระหว่างฝ่ายที่อ่อนแอกับฝ่ายที่เข้มแข็งกว่าในทุกๆ ด้าน ซ้ำผู้ที่อ่อนแอยังถูกรังแกเหยียบย่ำจากคนในชาติเดียวกันเอง

โครงเรื่องนี้วางอยู่บนระบบคุณค่าย่อยๆ จำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นความเสียสละ, ความกล้าหาญ, ความรักชาติ, ความหวงแหนบ้านเกิดเมืองนอน, ความจงรักภักดีต่อกษัตริย์, เลือดทาแผ่นดิน, เราถอยไปไม่ได้อีกแล้ว ฯลฯ

ระบบคุณค่าย่อยๆ เหล่านี้ถักทอกันอย่างสลับซับซ้อนและแน่นหนาจนทำให้ “บางระจัน” มีสถานะเป็นตำนานที่น่ายกย่อง ถึงขั้นที่นักประวัติศาสตร์บางรายไปไกลขนาดสดุดีว่า บางระจันเป็นเยี่ยงอย่างของ “ประวัติศาสตร์ชาวบ้าน” หรือ “ประวัติศาสตร์ฉบับสามัญชน” ด้วยซ้ำไป บางระจัน วางอยู่บนหลักฐานที่กำกวม แต่ความกำกวมนั้นเองที่ทำให้วีรกรรมของชาวบ้านบางระจันเป็นเรื่องซึ่งพึงยกย่อง ความกำกวมเปิดช่องให้ตำนานอันยิ่งใหญ่แทรกตัวลงไปในโครงเรื่องอันยิ่งใหญ่ และโครงเรื่องอันยิ่งใหญ่ก็ผลักดันให้ตำนานนั้นยิ่งใหญ่ขึ้นไปอีก

อย่างไรก็ดี ในยุคสมัยที่ทุกอย่างต้องมีความ “สมเหตุสมผล” นั้น ความยิ่งใหญ่ที่ปราศจากคำอธิบายย่อมมีค่าเป็นแค่เรื่องเล่าหรือนิยายปรัมปราที่หาแก่นสารไม่ได้ และเพื่อที่จะถมช่องว่างนี้ ภาพยนตร์เรื่อง “บางระจัน” จึงหันไปมองหาคำอธิบายจากวิชาประวัติศาสตร์ แล้วหยิบยืมมาใช้ในการสร้างภาพยนตร์

บรรดางานศึกษาทางประวัติศาสตร์ทั้งหมดที่ผู้กำกับรายนี้ใช้ค้นคว้านั้น น่าสนใจว่ามีงานชิ้นสำคัญอย่าง “การเมืองไทยในสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี” ของ อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ และ “พม่ารบไทย” ของ ดร.สุเนตร ชุตินทรานนท์ รวมอยู่ด้วย

โดยเฉพาะ “การเมืองไทยในสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี” นั้น เป็นงานวิชาการที่ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องนี้ได้อ้างอิงไว้ในคำสัมภาษณ์อย่างน้อยก็ 3 ครั้งเลยทีเดียว

โชคร้ายที่การศึกษาประวัติศาสตร์ในปัจจุบันไม่มีพื้นที่สำหรับตำนานอย่างนี้ การศึกษาประวัติศาสตร์สมัยใหม่ไม่เชื่อในการมีอยู่ของรัฐชาติและชาติอย่างพร่ำเพรื่อตามคติแบบชาตินิยมอีกต่อไปแล้ว มุมมองแบบนี้เห็นว่าสภาพการเมืองของกรุงศรีอยุธยาช่วงกรุงแตกครั้งที่ 2 เป็น “การเมืองแบบชุมนุม” ส่วนชาวบ้านบางระจันเองก็มีสภาพไม่ต่างจาก”กบฎไพร่ ไม่มีใครที่มีความรู้สึกผูกพันฉันท์พี่น้องร่วมชาติกับผู้ปกครองในเมืองหลวง และเพราะฉะนั้น จึงไม่มีเหตุอันใดที่คนเหล่านี้จะต่อสู้เพื่อปกป้องอาณาจักรอยุธยา

พูดสั้นๆ ก็คือชาติในเวลานั้นหมายถึง “ชาติกำเนิด” หรือ “ชาติภพ” ไม่ใช่ “ประเทศชาติ” และเพราะ “ชาติ” ยังไม่ใช่ “ประเทศชาติ” การตายเพื่อชาติจึงยากจะเป็นไปได้

มุมมองแบบนี้มีนัยยะให้คิดถึง บางระจัน ด้วยคำถามใหม่ๆ และคำถามใหม่ๆ ก็นำไปสู่คำตอบใหม่ๆ ด้วย ถ้าชาวบ้านบางระจันไม่ได้ต่อสู้เพื่อปกป้องกรุงศรีฯ แล้วทำไมจึงรวมตัวอยู่ที่นั่นได้นานขนาดนั้น ?

ธรรมชาติของมนุษย์นั้นต้องการอยู่รอด และความต้องการอยู่รอดก็ดูจะเป็นเหตุผลเดียวที่ทำให้การรวมกลุ่มนี้เป็นไปได้ ภายใต้ภาวะสงครามที่บ้านเมืองเต็มไปด้วยความระส่ำระสายและความอดอยากแผ่กระจายไปทั่ว ส่วนรัฐบาลกลางไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะคุ้มครองใครได้ การรวมกลุ่มของชาวบ้านก็กลายเป็นเรื่องที่มีความจำเป็น ไม่เพื่อป้องกันตนเองจากการกวาดต้อนของพม่า ก็ป้องกันตนเองจากการถูกคนไทยปล้นสะดม หรือไม่อย่างนั้นก็เพื่อความมั่นคงทางอาหาร แต่คำตอบเรื่องความอยู่รอดนี้เป็นอะไรที่ “ชาตินิยม” น้อยลง และเมื่อเป็นชาตินิยมน้อยลงแล้ว ก็ย่อมทำให้ชาวบางระจันเป็น “ตำนาน” น้อยลงไปด้วย และเมื่อถึงจุดนี้ ความยุ่งยากที่สุดของภาพยนตร์เรื่องนี้คือจะผสมผสานระหว่างความรู้จากวาทกรรมหลักในวิชาประวัติศาสตร์ปัจจุบัน เข้ากับโครงเรื่องที่เชิดชูความยิ่งใหญ่-ความกล้าหาญ-ความเสียสละ ฯลฯ ของชาวบ้านบางระจันได้อย่างไร

หากขจัดปัญหาว่าด้วย “ความจริง”ออกไป ตระหนักว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ใช่ “เอกสารทางประวัติศาสตร์” แล้วถือว่ามันเป็น “เรื่องแต่ง” ที่ต้องถูกพิจารณาในฐานะที่เป็น “ตัวบท” ซึ่งพึงได้รับการพิเคราะห์อย่างระมัดระวังและเคร่งครัด คำถามจุกจิกประเภทผมเรียบไปนิด กล้ามใหญ่ไปหน่อย หรือคำถามกวาดๆ อย่างซากเดนชาตินิยม ย่อมไม่ใช่คำถามที่มีความสำคัญต่อไป

ในทางตรงกันข้าม สิ่งที่น่าสนใจนั้นได้แก่ ภาพยนตร์เรื่องนี้เล่าเรื่องอย่างไร และอะไรคือหน้าที่ทางสังคมของภาพยนตร์เรื่องนี้”

“บางระจัน” เป็นภาพยนตร์ที่พูดถึงการสู้รบระหว่างชาวบ้านที่บ้านระจัน กับทัพพม่า แต่มุมมองในการเล่าเรื่องการสู้รบนั้น มาจากสายตาของฝ่ายบ้านระจันเป็นด้านหลัก ผิวหน้าของเรื่องคือเป็นหนังสงคราม และก็เหมือน กับหนังสงครามทั่วๆ ไป ที่ต้องพูดถึงการชิงชัยระหว่างฝ่ายดีและฝ่ายร้าย หรือพูดอีกอย่างก็คือระหว่างฝ่าย “ธรรมะ” กับฝ่าย “อธรรม” ภาพยนตร์เรื่อง “บางระจัน” เล่าเรื่องผ่านตัวละครจำนวนไม่น้อย เฉพาะที่มีชื่อปรากฏก็ได้แก่ นายจัน, นายอิน, นายเมือง, นายทองเหม็น, นายแท่น, นายทองแสงใหญ่, นายแก้ว, ขุนสัน, พันเรือง, นางสา, นางแตงอ่อน และพระอาจารย์ธรรมโชติ ส่วนผู้ร้ายนั้นได้แก่นายทองสุก, เนเมียวสีหบดี และพวกพม่า - รามัญ

เป็นที่รู้กันโดยทั่วไปว่าในภาพยนตร์ที่มีฉากหลังว่า ด้วยการศึกสงครามนั้น การกระจายบทบาทและความสำคัญไปสู่ตัวละครหลักๆ ให้ลึกล้ำที่สุด ถือเป็นกลอุบายสำคัญที่จะทำให้คนดูผูกพันกับตัวละครในเรื่องต่อไปได้ ความผูกพันทำให้คนดูติดตามชะตากรรมของตัวละคร และชะตากรรมของตัวละครก็จะทำให้คนดูผูกพันกับตัวละครมากขึ้นไปอีก ซึ่งในท้ายที่สุดแล้ว คนดูก็จะถูกดึงไปอยู่ฝ่ายเดียวกับตัวละครหลักอย่างไม่ทันรู้ตัว

เพราะฉะนั้น ถึงสงครามจะเป็นเรื่องโหดร้าย ผิดศีลธรรม แปลกแยก และอยู่ห่างไกลจากชีวิตจริง แต่กลอุบายแบบนี้ก็ทำให้คนดูรู้สึกว่าสงครามเป็นเรื่องยอมรับได้ และกระโจนเข้าไป “ร่วมด้วยช่วยกัน” อย่างยินดีปรีดา

มีหนังสงครามบางเรื่องที่เป็นบทยกเว้นของกฎข้อนี้ ตัวอย่างที่เด่นชัดที่สุดคือ The Thin Red Line ของ Terrence Malice ซึ่งมุ่งต่อต้านสงครามทุกชนิดโดยไม่มีข้อยกเว้น ภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างระยะห่างระหว่างผู้ชมกับตัวละครในเรื่องขึ้นมาอย่างจงใจ ไม่มีใครรู้ว่าตัวละครแต่ละตัวมีพื้นเพภูมิหลังจากไหน รู้สึกอย่างไร ทำไมจึงออกรบ ฯลฯ ซึ่งก็สอดคล้องกับความจริงของสงครามที่ไม่มีใครสนใจว่าใครเป็นใคร ใครจะอยู่หรือตายก็ช่างหัวมัน

วิธีการแบบนี้ไปกันได้กับมุมมองของผู้กำกับคนนี้ ซึ่งเห็นสงครามทุกชนิดและทุกกรณีล้วนเป็นเรื่องโหดร้าย บทยกเว้นข้อนี้จึงสัมพันธ์กับตัวเรื่องที่มีลักษณะเฉพาะของภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วย และเพราะภาพยนตร์เรื่องนี้เต็มไปด้วยอะไรต่อ มิอะไรที่เป็นบทยกเว้นเช่นนี้เอง คนส่วนใหญ่จึงรับไม่ได้ ด้วยเหตุว่าแม้สงครามจะเป็นเรื่องโหดร้าย แต่ใครต่อใครก็เลือกจะเชื่อว่ามีสงครามที่จำเป็นใน บางกรณีอยู่ดี

บางระจันไม่ได้มุ่งต่อต้านสงคราม ในทางตรงกันข้าม บางระจันวางอยู่บนทรรศนะคติที่ว่าสงครามเป็นเรื่องยอมรับได้ โดยเฉพาะถ้าเป็นสงครามเพื่อต่อสู้กับฝ่ายผู้รุกราน และเพราะหนังวางอยู่บนมุมมองอย่างนี้ การทำให้คนดูผูกพันกับตัวละครในเรื่องจึงเป็นเรื่องมีความจำเป็น เพื่อที่จะบรรลุเป้าหมายนี้ ตัวละคร 4 ราย คือนายจัน, นายอิน, นายทองเหม็น และนายเมือง จะถูกทำให้มีบทบาทในการเดินเรื่องสูงกว่าตัวละครอื่นๆ ทั้งหมด ถึงแม้จะทำหน้าที่เป็นนักรบเหมือนๆ กันก็ตาม

ภายใต้กรอบของความเป็นเรื่องแต่งนั้น เว้นไว้แต่ นายเมืองแล้ว ตัวละครหลักที่เหลือทั้งหมดล้วนมีความสามารถทางการรบสูงกว่าตัวละครรายอื่นๆ อย่างโจ่งแจ้งและเห็นได้ชัด นายจัน เปี่ยมไปด้วยบารมีและพลังที่จะเป็นผู้นำในการศึก นายอิน แม่นธนูราวกับลงอาคม ส่วน นายทองเหม็น ก็เชี่ยวชาญเชิงขวานและมีน้ำอดน้ำทนอย่างไม่มีใครเปรียบได้ ขณะที่ตัวละครอื่นๆ นั้น ถึงจะเก่งฉกาจเพียงไหน ก็ไม่ได้มีอะไรแปลกพิสดาร

ข้อน่าสังเกตก็คือหากสกัดลักษณะเฉพาะในเชิงศึกของตัวละครหลักทั้ง 4 ตัว ทิ้งไป เราก็จะค้นพบว่าทั้งนายอิน, นายจัน, นายเมือง และนายทองเหม็น ล้วนมีคุณสมบัติบางอย่างเหมือนกัน นั่นก็คือความผูกพันต่อสถาบันครอบครัว

พูดง่ายๆ ก็คือตัวละครหลักทุกตัวล้วนเป็นพวกมีเมีย หรือไม่ก็เมียเคยมี แต่ตายแล้ว

นายจัน ชังพม่าเพราะเมียถูกฆ่าอย่างโหดร้าย นายทองเหม็น ทำศึกเพื่อตามหาลูกเมียที่หายไป นายอิน เข้าร่วมบ้านระจันเพื่อปกป้องเมีย ส่วน นายเมือง ฝันถึงการสร้างหมู่บ้านแห่งนี้เป็นครัวเรือนสำหรับลูกเมียในอนาคต”

นอกเหนือไปจากการสร้างความผูกพันระหว่างผู้ชมกับตัวละครฝ่ายดี โดยเน้นย้ำไปที่ความ “เป็นมนุษย์” ของฝ่ายนี้แล้ว กลวิธีอีกอย่างที่จะทำให้ภาพยนตร์บรรลุเป้าหมายในการตรึงผู้ชมไว้กับเก้าอี้ก็ได้การตอกย้ำความชั่วช้าหรือความเป็น “ปีศาจ” ของฝ่ายร้าย

ตัวละครฝ่ายร้ายในภาพยนตร์เรื่อง “บางระจัน” นั้นได้แก่ฝ่ายพม่า ภาพของทัพพม่าที่ปรากฏในภาพยนตร์เรื่องนี้จึงเต็มไปด้วยความต่ำช้าเหลือที่มนุษย์ธรรมดาจะทำได้ ทหารเลวของพม่านั้นทั้งปล้นสะดม-ข่มขืนผู้หญิง-ทำร้ายเด็ก-กระทืบคนแก่-รังแกคนมือเปล่า-หมาหมู่ ฯลฯ

พูดง่ายๆ ก็คือครบสูตรคนชั่วในสังคมไทย และก็ครบสูตรผู้ร้ายในหนังไทยด้วย

ความสามารถในการกำกับศิลป์และถ่ายภาพเป็นจุดที่น่าสนใจที่สุดในภาพยนตร์เรื่องนี้ เลนส์กล้องจะถ่ายทอดภาพของนายทัพพม่าออกมาอย่างบิดเบี้ยวและแปรปรวน ส่วนการเคลื่อนไหวของนายทัพพม่านั้นมักจะโผล่มาจากฉากหลังที่เต็มไปด้วยเปลวไฟและความชั่วร้าย กล้องกลายเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพที่สุดที่บอกให้คนดูรู้ว่าทัพพม่าในภาพยนตร์เรื่อง “บางระจัน” เต็มไปด้วยความต่ำช้าสามานย์และกระหายเลือดไม่ผิดไปจากปีศาจที่ผุดขึ้นมาจากอเวจี

ความชั่วร้ายของพม่าไม่ได้มาจากความเป็นพม่าของตัวละครแต่เพียงอย่างเดียว ภาพยนตร์เรื่อง “บางระจัน” ยังบอกต่อไปด้วยว่านอกจากจะเลวเพราะเป็นพม่าแล้ว คนพวกนี้ยังเลว เพราะเป็นคนไม่มีศาสนาอีกด้วย สุกี้ นั้นแสดงความภักดีต่อแม่ทัพพม่าโดยการตัดเศียรพระขนาดใหญ่มาถวาย ขณะที่ เนเมียว ก็รับไมตรีนั้นไว้และตอบแทนด้วยคำสั่งให้เป็นผู้นำทัพอย่างไม่ตะขิดตะขวงใจ ซ้ำการประกาศจะฆ่าพระของ สุกี้ ก็ถูก เนเมียว ขานรับด้วยความปรีดา

ความชั่วร้ายและไม่มีศาสนาของพม่าเป็นสิ่งที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ตอกย้ำอยู่บ่อยครั้ง ทัพพม่าฆ่าได้แม้กระทั่งเณรที่อยู่ในโบสถ์เพื่อหลบภัย ส่วนพระของนายกองชาวไทยเชื้อสายมอญอย่างนายสุกี้ นั้น ถึงแม้จะไม่ใช่พม่า แต่ก็ดูจะไม่มีศาสนามากกว่าพวกพม่าเสียอีก ซ้ำยังโหดร้ายกว่าพม่าด้วย เพราะขณะที่พม่าฆ่าคนไทยตาย สุกี้นั้นทำได้ถึงขนาดทำร้ายศพเพื่อข่มขวัญผู้คน

ฉากที่สื่อถึงทรรศนะคติอย่างนี้ออกมาได้โจ่งแจ้งและมีพลังมากที่สุด คือฉากการตระเตรียมออกศึกของฝ่ายสุกี้กับฝ่ายบางระจัน”

ในฉากนี้ สุกี้ จะเริ่มต้นด้วยพิธีทางไสยศาสตร์ที่ดูลึกลับและสยดสยองจนยากจะยอมรับได้ พิธีกรรมของฝ่าย สุกี้ จะกรุ่นไปด้วยคาวเลือดและความตายไปตลอดเวลา ส่วนฝั่งบ้านระจันนั้นปลุกปลอบใจด้วยพระพุทธศาสนา และขณะที่ สุกี้ ประกอบพิธีร่วมกับพระครูผู้รู้วิชาอาคมหมอผี ฝ่ายไทยนั้นมีหลวงพ่อผู้เปี่ยมไปด้วยตบะและเดชะเป็นผู้นำทางจิตใจ

ภาพ, มุมกล้อง และการตัดต่อจะทำหน้าที่สอดประสานกันได้อย่างกลมกลืนเพื่อให้คนดูตระหนักถึงความแตกต่างระหว่างฝ่ายพม่า-มอญ และไทยในข้อนี้ แต่น่าเสียดายที่ผู้เขียนบทภาพยนตร์เรื่องนี้ ไม่เชื่อถือในความโหดร้ายที่ภาพและการตัดต่อได้สร้างขึ้นมา จนถึงกับต้องเข็นให้ พันเรือง ออกมาย้ำต่อหน้าผู้ชมอีกครั้งถึงความโหดร้ายผิดมนุษย์มนาของสุกี้ นายกอง

บางระจันแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากทัพพม่า ชุมชนบ้านระจันในยามสงบนั้นเป็นสังคม “พุทธ-ไทยบริสุทธิ์” ที่เต็มไปด้วยการช่วยเหลือเกื้อกูล แบ่งปันอาหาร เป็นพี่เป็นน้อง ห่วงหาอาทร มีสัมมาคารวะ มีพระพุทธศาสนาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ และมีพระสงฆ์เป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ ไม่เคยคิดรุกรานใคร แต่ก็ไม่ยอมให้ใครมารังแกก่อน

เข้าฟอร์มของ “หมู่บ้านในฝัน” เปี๊ยบเลย

อย่างไรก็ดี เมื่อเทียบกับความสำเร็จในการสร้างความเกลียดชังและ “เป็นอื่น” ให้แก่ฝ่ายพม่าแล้ว ภาพยนตร์เรื่อง “บางระจัน” ไม่ประสบความสำเร็จมากนักในการสร้างความผูกพันระหว่างคนดูกับตัวละครฝ่ายดี ถึงขั้นที่หากผู้ชมปราศจากความสามารถในการเชื่อมโยงภาพยนตร์เรื่องนี้กับการเสียกรุงที่เกิดขึ้นจริงในอดีต ช่องว่างระหว่างผู้ชมกับตัวละครหลักในเรื่องก็จะยิ่งถ่างกว้างขึ้นไปอีก” ภาพที่ผ่านการคิดมาอย่างดีไม่สามารถทำให้คนดูเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับฝ่ายธรรมะในเรื่องได้ และเพราะฉะนั้น การกำกับจึงกลายเป็นสิ่งที่อ่อนที่สุดในภาพยนตร์เรื่องนี้ แม้คนดูส่วนใหญ่จะเชื่อมโยงหนังเรื่องนี้เข้ากับประวัติศาสตร์ว่าด้วยการเสียงกรุงในอดีต แต่ความหดหู่ใจไปกับชะตากรรมของตัวละครก็ไม่ได้เกิดขึ้นมากเท่าที่ภาพยนตร์ทำนองนี้ควรจะเป็น

ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ “ผู้ร้าย” กลายเป็นส่วนผสมที่สำคัญต่อภาพยนตร์เรื่องนี้มากกว่าพวก “ผู้ดี”

คำปาฐกถาเรื่อง ‘Qu’est-ce qu’une nation’ หรือ ‘What is a Nation?’ ซึ่ง เออร์เนสต์ เรนอง แสดงที่กรุงปารีสเมื่อ ค.ศ.1947 มีอิทธิพลอย่างมากต่องานเขียนอันลือชื่อของเบเนดิค แอนเดอร์สัน เรื่อง‘Imagined Communities’ และงานของแอนเดอร์สันเล่มนี้ก็มีอิทธิพลอย่างมากต่อวงการประวัติศาสตร์ไทย โดยเฉพาะในฝ่ายที่เชื่อว่าความเป็นชาติเป็นประดิษฐกรรมของรัฐสมัยใหม่ ส่วนชาติก็เป็นสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่นาน

ในเนื้อหาทั้งหมดของคำปาฐกถาชิ้นนี้ ส่วนที่มีความสำคัญที่สุดก็คือ ตอนที่นักเทววิทยาการเมืองรายนี้กล่าวว่า “สำหรับชาติที่ยิ่งใหญ่นั้น จะสร้างชาติขึ้นมาได้ ก็ต้องลืมอดีตทิ้งไป” แต่ทว่าสำหรับชาติเล็กๆ และอ่อนแอ จะสร้างชาติขึ้นมาได้ ก็ต้อง “สร้าง” อดีตขึ้นมา

นัยยะของประโยคสั้นๆ นี้ก็คือ เพื่อที่จะสร้างชาติให้ปรากฏในปัจจุบันและต่อเนื่องไปถึงอนาคต การหันไปวุ่นวายกับอดีต หรือ “นำอดีตมารับใช้ปัจจุบัน” ย่อมเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ความยิ่งใหญ่ และสง่างามในอดีต ถูกสร้างขึ้นเพื่อตอบสนองความยิ่งใหญ่และสง่างามในปัจจุบัน และในทางกลับกัน ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ย่อมทำให้อดีตถูกใช้ในทิศทางที่เปลี่ยนไปด้วย

ไม่ว่าจะโดยรู้ตัวหรือไม่ ภาพยนตร์เรื่อง “บางระจัน” เริ่มต้นด้วยแรงบันดาลใจที่ห้าวหาญ เพราะวางอยู่บนความต้องการจะอธิบายการรวมตัวของบ้านระจันด้วยมุมมองที่เปลี่ยนไป บ้านระจันเป็นคนกล้า แต่ความกล้าของชาวบ้านระจันนั้นมาจากความปรารถนาจะปกป้องลูกเมียและเอาตัวรอด ไม่ใช่การสละชีพเพื่อชาติหรือ “สู้จนชีพตนมลาย” อย่างที่นักชาตินิยมในอดีตโฆษณา

ตัวละครหลักใน “บางระจัน” คือฝ่ายที่ปกป้องครอบครัว มุมมองแบบนี้ทำให้บ้านระจันมีมิติของการดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดและ “เป็นมนุษย์” มากขึ้น ตัวละครอย่างนายจันนั้นกลัวว่าทัพพม่าจะหันมาตีบางระจัน แทนที่จะเป็นอยุธยา ความหวาดกลัวอย่างนี้ทำให้ชาวบ้านระจันเป็น “ชาตินิยม” น้อยลง และก็ดูยิ่งใหญ่น้อยลงด้วย

การวางบทบาทให้ตัวละครอย่างนี้เป็นผลจากการมองอดีตด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปอย่างไม่ต้องสงสัย แต่อดีตที่ถูกปกคลุมด้วยหมอกควันแห่งลัทธิชาตินิยมนั้น ไม่อาจปัดเป่าให้หมดไปได้โดยง่าย เพราะฉะนั้น หลังจากเริ่มเรื่องได้ไม่นาน ความต่ำช้าของพม่าก็จะปรากฏขึ้น เป็นความต่ำช้าของคนที่ไม่ไทย-ไม่พุทธ และเป็นความต่ำช้าที่มีแต่จะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนนำไปสู่จุดจบของชาวบ้านระจัน

เมื่อถึงตอนนี้ จุดเริ่มต้นที่ห้าวหาญที่จะนำเสนออดีตของชาวบ้านระจันผ่านมุมมองแบบใหม่ๆ จึงปิดฉากลงอย่างน่าเศร้า ทุกๆ วินาทีที่ภาพยนตร์เรื่องนี้เดินไปข้างหน้า ภาพของชาวบ้านระจันที่เต็มไปด้วยคุณสมบัติ อันพึงมีของคนธรรมดาทุกๆ คน ไม่ว่าจะเป็นความเป็นมนุษย์ ความขี้ขลาดหวาดกลัว ความต้องการเอาตัวรอด ตัณหาราคะ ฯลฯ ก็จะเลือนหายไป และถูกแทนที่ด้วยความเป็นนักรบผู้หาญกล้าและปรีดาที่จะหลั่งเลือดเพื่อมาตุภูมิ

วาทกรรมหลักของวิชาประวัติศาสตร์มีที่ทางมากขึ้นในสังคมไทย แต่ที่ทางที่เพิ่มขึ้นนั้นยังไม่สามารถผสมผสานกับวาทกรรมหลักว่าด้วยชาติไทยในอดีตได้อย่างแนบเนียนนัก จุดเริ่มต้นที่เป็นประวัติศาสตร์ของภาพยนตร์เรื่อง “บางระจัน” จึงปิดฉากลงด้วยจุดจบแบบชาตินิยมเชิงจินตนิยาย และพร้อมๆ กันนี้ ชาวบ้านระจันก็ถูกย่อยสลายให้กลายเป็นหุ่นกระบอกของลัทธิชาตินิยมเพ้อเจ้ออีกต่อไป

“บางระจัน” พูดถึงวีรกรรมอันห้าวหาญของชาวบ้านระจัน แต่การสดุดีความห้าวหาญของชาวระจันนั้น มาจากแรงผลักดันของพลังบางอย่างที่เหลวไหลและเหลือวิสัยที่ชาวระจันจะจินตนาการถึง พลังอันลึกลับนี้เป็นผลของปัจจุบันที่จะกลับไปตีความอดีต แล้วนำอดีตมารับใช้ปัจจุบัน

ความหมายระหว่างบรรทัดของการทำอย่างนี้ก็คือการยอมรับอยู่กลายๆ ว่าลำพังการต่อสู้ของบ้านระจันนั้นไม่มีความหมาย ถ้าหากว่าการต่อสู้นั้นไม่เชื่อมโยงกับหลักการบางอย่างที่ปัจจุบันเห็นว่ายิ่งใหญ่และมีค่า เช่นการ “สละชีพเพื่อชาติ” หรือ “เลือดทาแผ่นดิน”

พูดอย่างเปรียบเปรยแล้ว คนระจันนั้นตาย ๒ หน หนแรกคือตายในการศึกกับทัพพม่า และหนที่สองคือตายเพื่อบูชาอุดมการณ์ของปัจจุบัน

ในฐานะเรื่องแต่ง “บางระจัน” เต็มไปด้วยฉากที่น่าตื่นตาตื่นใจ แต่องค์ประกอบภายในของหนังนั้นอ่อนแอเกินกว่าจะสร้างความผูกพันระหว่างผู้ชมกับตัวละครในหนังได้ ความดื่มด่ำที่ผู้ชมมีต่อภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นผลจากความดื่มด่ำที่ผู้ชมมีต่อประวัติศาสตร์ไทย จนน่าสงสัยว่าหากปราศจากความรับรู้เรื่องบางระจันตามแบบที่สั่งสอนกันมาในระบบการศึกษาแห่งชาติแล้ว ความตายของตัวละครอย่าง นายทองเหม็น, นายจัน ฯลฯ จะมีความหมายต่อผู้ชมมากขนาดไหน

ความต้องการสร้างอดีตที่ “สมเหตุสมผล” ทำให้ “บางระจัน” เหลื่อมๆ จะมองชาวระจันอย่างที่เป็นคนธรรมดาสามัญได้ แต่ความต้องการสร้างอดีตที่ “ยิ่งใหญ่” ก็ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ละล้าละลัง เงอะงะลังเล และในท้ายที่สุดก็เปลี่ยนใจไปสู่การขับเน้นอุดมการอันยิ่งใหญ่ ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อรับช้ “ปัจจุบัน”

วาทกรรมหลักของวิชาประวัติศาสตร์ไม่มีช่องว่างให้อดีตอันยิ่งใหญ่นี้ และเมื่อฟิล์มภาพยนตร์เดินไปเรื่อยๆ ประวัติศาสตร์ก็ถูกโยนทิ้งไป ส่วนวาทกรรมหลักของชาตินิยมไทยก็เดินส่ายอาดๆ เข้ามา ในขณะที่ตัวละครซึ่งเริ่มต้นอย่างมีเลือดมีเนื้อและ “สมจริง” ก็ถูกแทนที่ด้วยความเป็นวีรบุรุษเหนือคนธรรมดาสามัญ”

อำนาจของ “ความจริง” ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้เริ่มต้นด้วยการมองอดีตด้วยสายตาใหม่ แต่อดีตที่ปราศจากความยิ่งใหญ่เป็นเรื่องที่ยากจะยอมรับได้ เพราะฉะนั้น ปัญหาใหญ่สุดที่เกิดแก่ภาพยนตร์เรื่อง “บางระจัน” ก็คือจะหยิบฉวยเอาทั้ง “ความจริง” และ “ความยิ่งใหญ่” ไปพร้อมๆ กันได้อย่างไรดี

ภารกิจข้อนี้ยุ่งยากเกินกว่าภาพยนตร์เรื่องหนึ่งจะทำได้ และเมื่อหาวิธีจำอดีตให้เหมาะใจไม่ได้ การสร้างผู้ร้ายให้เป็น “ปีศาจ” จึงต้องดำเนินต่อไป ทั้งในภาพยนตร์และในโลกที่เป็นจริง


       











สมัครสมาชิก Thai Film เพื่อรับข่าวสารข้อมูลทางอีเมล์และรับสิทธิประโยชน์ต่างๆสำหรับสมาชิก [ JOIN ]


Copyright © 2004
Thai Film Foundation All Rights Reserved.
Site by Redlab