จากแอนนากับพระเจ้ากรุงสยาม ถึง The King and I ภาพสะท้องแนวคิดเสรีนิยม และชาตินิยมแบบไทยๆ
09/07/04 (By: ภาณุ อารี)

ภายหลังจากสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง โลกได้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นมากมายทั้งในด้านรูปธรรม และนามธรรม สำหรับ โลกตะวันตกความเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรม นอกจากปรากฏในรูป ของพัฒนาการทางด้านเทคโนโลยี และวิทยาศาสตร์อย่างไม่หยุดยั้งแล้ว

ก็ยังรวมถึงมุมมองต่อโลกตะวันออกที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะการ ลุกขึ้นท้าทายอำนาจจักรวรรดินิยมของชนพื้นเมืองที่เกิดขึ้นตามประ- เทศใต้อาณานิคมทั่วโลก ส่วนโลกตะวันออก ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในลักษณะ “พร้อมๆ กัน” อย่างเห็นได้ชัดก็คือการถือกำเนิดขึ้นของลัทธิชาตินิยม และเสรีนิยม ซึ่งก่อนหน้านี้แม้ว่าจะเคยมีมาก่อนแล้วแต่ก็ยังไม่ระบาด และรุนแรงเท่ากับช่วงเวลานี้

สำหรับหลายชาติ แนวความคิดดังกล่าว ได้นำไปสู่การเรียกร้องอิสรภาพ ซึ่งผลสุดท้ายลงเอยด้วยการถือกำเนิด เกิดขึ้นของธงชาติผืนใหม่ๆ และเพลงชาติทำนองใหม่ที่ไม่คุ้นหูมา ก่อน สำหรับประเทศไทย แม้ว่าจะไม่มีประสบการณ์ร่วมโดยตรง กับอีกหลายๆ ชาติในภูมิภาค แต่แนวคิดเสรีนิยม และชาตินิยมก็ได้ เกิดขึ้นก่อนสงครามแล้ว เพียงแต่ยังแพร่หลายอยู่ในวงจำกัดเท่านั้น

จนกระทั่งสงครามโลกครั้งที่สองผ่านพ้นไป แนวความคิดดังกล่าวจึง ขยายออกสู่วงกว้างขึ้น บทพิสูจน์ที่ถือเป็นรูปธรรมที่สุดก็คือการ เพิ่มจำนวนขึ้นของหนังสือพิมพ์ และนิตยสารแนววิพากษ์สังคมควบคู่ ไปกับการเกิดขึ้นของนักเขียนหนุ่มสาวหัวก้าวหน้าหลายต่อหลายคน ไม่ว่าจะเป็น จิตร ภูมิศักดิ์ สุภา ศิริมานนท์ หรือเสนาะ ธรรมเสถียร เนื้อหาของบทความที่พวกเขาเขียนลงในสื่อสิ่งพิมพ์เหล่านี้ นอกจากจะวิพากษ์แนวทางการทำงานของรัฐบาลพอเป็นกระษัย แล้วก็ยังวิจารณ์พาดพิงถึงการคุกคามหลังสงครามของลัทธิจักรวรรดิ- นิยมต่อประเทศ และประเทศเพื่อนบ้านอีกด้วย

ประเด็นเล็กๆ ประเด็น หนึ่งที่มักพูดถึงกันเป็นระยะๆ ได้แก่ การรุกรานในแนวทางใหม่ของ ชาติตะวันตก เป็นการรุกรานที่ไม่ใช้กำลังกองทัพ หากแต่เปลี่ยนเป็น ยุทธวิธีครอบงำทางวัฒนธรรมแทน สำหรับประเทศไทย และอีกหลายๆ ประเทศในเอเชียอาคเนย์ การรุกรานทางวัฒนธรรมอย่างแรกสุดของชาติตะวันตก นับตั้งแต่ สงครามสิ้นสุดลงก็คือ การเข้ามาตั้งสำนักงานของกลุ่มบริษัท จัดจำหน่ายภาพยนตร์จากฮอลลีวู้ด ผ่านการบังคับโดยกลายๆ ของ รัฐบาลกลางอเมริกา การรุกรานดังกล่าวดำเนินไปอย่างราบเรียบ และไม่รุนแรง พอถึงขนาดเป็นกระแสที่สอดคล้องกับแนวคิดชาตินิยมในระดับ การเมือง

แต่อย่างไรก็ดีเมื่อเข้าสู่ปีพ.ศ. 2490 ทันทีที่ข่าวคราวเกี่ยวกับ ภาพยนตร์ของฮอลลีวู้ด ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับกษัตริย์ไทย สมเด็จพระ- จอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เรื่อง Anna and the King of Siam แพร่กระจาย ออกไปทั่วภูมิภาคเอเชีย กระแสการต่อต้านในสิ่งที่เรียกว่า “การ รุกรานทางวัฒนธรรมของจักรวรรดินิยมใหม่” ก็ดังขึ้น โดยประเทศ แรกที่ตอบสนองต่อกระแสการต่อต้านดังกล่าวก็คือ ประเทศอินเดีย ซึ่งในขณะนั้นเพิ่งได้รับเอกราชจากประเทศอังกฤษมาอย่างสดๆ ร้อนๆ

พวกเขาให้เหตุผลว่า “ภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวสร้างออกมาอย่างผิด ข้อเท็จจริง อันจักเสื่อมเสียพระเกียรติแก่เจ้าแผ่นดินแห่งภาคตะวันออก พระองค์หนึ่ง ดังนั้นจึงไม่อนุญาตให้จัดฉายได้” ท่าทีที่ชัดเจนของอินเดียได้รับการคาดหมายว่าประเทศไทย ซึ่งมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับภาพยนตร์เรื่องนี้จะต้องห้ามฉายภาพ- ยนตร์เรื่องนี้เช่นเดียวกัน ... แต่การณ์กลับตรงกันข้ามเมื่อภาพยนตร์ เรื่องนี้สามารถเข้าฉายที่โรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมกรุงอย่างเสรีใน กลางปีพ.ศ.2490 ด้วยเหตุผลที่ว่าภาพยนตร์ก็คือภาพยนตร์ ความเป็น จริงก็คือความเป็นจริงไม่เหมือนกัน การตัดสินใจดังกล่าวก่อให้เกิด ความขัดแย้งเล็กๆ ในหมู่ผู้คัดค้าน และสนับสนุน

จนกลายเป็นประเด็น ที่พูดกันอย่างกว้างขวางอยู่ช่วงเวลาหนึ่ง Anna and the King of Siam : หนามยอกที่เจ็บนานของคณะกรรมการ พิจารณาภาพยนตร์ Anna and the King of Siam เป็นผลงานการสร้างของบริษัท ทเวนตี้เซ็นจูรี่ฟ็อกซ์ จากบทประพันธ์ชื่อเรื่องเดียวกันของ มากาเร็ท แลนดอน ซึ่งว่าด้วยเรื่องราวชีวประวัติของ แอนนา เลียวส์โนเวน สุภาพสตรีชาวอังกฤษ ที่ได้รับการว่าจ้างให้มาสอนภาษาอังกฤษแก่ บรรดาเจ้าจอมหม่อมห้าม และพระเจ้าลูกยาเธอและพระเจ้าลูกเธอ ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

โดยผู้ที่รับบทเป็นสมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็คือดาราชาวอังกฤษผู้มีนามว่า เร็กซ์ แฮริสัน ส่วนดาราสาวที่มารับบทเป็นแหม่มแอนนาคือ ไอรีน ดันน์ นักแสดง ผู้มีชื่อเสียงมากในช่วงก่อนสงคราม ในส่วนเบื้องหลังงานสร้าง ตามหลักฐานที่บันทึกไว้ในสูจิบัตร “แอนนากับกษัตริย์ไทย” ระบุว่าทางทีมงานได้ทำการค้นคว้าหาข้อ- มูลจากเอกสารจดหมายเหตุจากหอสมุดในวอชิงตัน โดยอาศัยความ ร่วมมือจาก มากาเร็ท แลนดอน กับสามีของเธอ เคนแนท แลน- ดอน ซึ่งเคยรับราชการ และสอนศาสนาในเมืองไทยเป็นเวลากว่า 10 ปี ร่วมด้วยกลุ่มคนไทยผู้ทรงคุณวุฒิ

ซึ่งนำโดย ม.ร.ว.เจตนากร วร- วรรณ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาทางยุทธการของ สหรัฐ อย่างไรก็ดี แม้ว่าทางทีมงานจะได้คณะคนไทยมาเป็นที่ ปรึกษาอย่างใกล้ชิด แต่มันก็ไม่ช่วยให้คนไทยที่มีโอกาสชม เกิดความ รู้สึกที่คล้อยตามได้ ตรงกันข้ามกลับสร้างความรู้สึกไม่พอใจต่อภาพ- ลักษณ์ของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ถูกนำเสนอออกมาอย่างบิดเบือน โดยเฉพาะ ภาพความโหดร้ายทารุณที่นำเสนอผ่านฉากตอนที่ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจับเจ้าจอมทับทิม และพระปลัดเผาทั้งเป็นใน ข้อหาสมคบชู้ เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังกล่าวเมื่อเสริมกับแนวความคิดชาติ- นิยมซึ่งขณะนั้นกำลังระอุ ด้วยความไม่พอใจต่อการกระทำของอังกฤษ ที่เรียกร้องผลประโยชน์ต่างๆ จากไทยในฐานะของประเทศผู้แพ้สง- ครามโลกครั้งที่สอง

จึงทำให้หนังเรื่องนี้กลายเป็นประเด็นที่พูดถึงอย่าง อื้ออึงตลอดช่วงระยะเวลาที่หนังฉายในกรุงเทพฯ โดยเฉพาะมุมมอง ชาวตะวันตกที่มีต่อชาวตะวันออก ถึงแม้ว่าโดยภาพรวมแล้ว Anna and the King of Siam จะ ไม่ได้รับการตอบรับอย่างดีนักจากผู้ชม และนักวิจารณ์ชาวไทยส่วน ใหญ่ แต่ถึงอย่างไรก็มีอยู่จำนวนไม่น้อยที่สนับสนุนให้มีการฉายภาพ- ยนตร์เรื่องนี้อย่างเสรี โดยเหตุผลที่พวกเขาให้ มีตั้งแต่เปิดโอกาสให้ คนไทยได้รับรู้มุมมองของชาวตะวันตกที่มีต่อตัวเอง ไปจนถึงให้ยอม รับกับความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้

ดังเช่นคำชี้แจงที่ตีพิมพ์ลงใน หนังสือ ประมวลภาพยนตร์ ฉบับวันที่ 17 มีนาคม พ.ศ.2490 ที่ว่า “...หากเราจะไม่ให้ฉายภาพยนตร์เรื่องนี้ในเมืองไทยเสียแล้ว เราจะ ได้ประโยชน์อันใดบ้างจากการห้ามฉายนี้ เพราะอย่างไรก็ตามทั่วทั้ง โลกเขาก็ได้ดูกันมาหมดแล้ว เราไม่ได้ดูตัวเราเองว่าเปนอย่างไร แต่ให้ คนอื่นเขาดูเรานั้น ย่อมไม่เปนการสมควรอย่างยิ่ง เราคนไทยไม่ใช่เปน ป่าเถื่อนอะไร ทำไมกับการที่จะสู้หน้ากับความจริง ซึ่งเรารู้อยู่ว่าเท็จ จริงเพียงใดนั้นจะทำไม่ได้เทียวหรือ เราดูว่าฝรั่งเขาเขียนภาพของ เราว่ามีสารรูปเปนอย่างไรแล้ว เราจำไว้เพื่อแก้ไขเสียให้ดีแล้ว ถ้าดีก็ ได้ดีมากขึ้นไปอีกนั้น นั่นแหละเปนการสมควรที่สุด” ข้อเขียนจาก หนังสือประมวลภาพยนตร์ ยังได้รับการตอบรับ อย่างดีจากบุคคลสำคัญในระดับประเทศอย่าง นายควง อภัยวงศ์ อดีตนายก

รัฐมนตรีในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งขณะนั้นเป็น สมาชิกฝ่ายค้านในรัฐบาลหลวงธำรงค์นาวาสวัสดิ์ นายควง ได้กล่าว ว่า “การฉาย “แอนนากับพระเจ้ากรุงสยาม” ให้ประชาชนคนไทย ได้ดู กลับจะเป็นผลดีเสียอีกที่จะได้เห็นว่า ฝรั่งเขามองคนไทยอย่างไร อีกประการหนึ่งก็คือ ภาพยนตร์เรื่องนี้เปนเรื่องของเมืองไทย สมควร อย่างยิ่งที่จะให้คนไทยได้ดู” แต่ไม่ว่าทัศนะที่แสดงออกมาจะฟังดูมีเหตุผลเพียงใด มันก็ ไม่ช่วยให้เจ้าหน้าที่พิจารณาภาพยนตร์ ที่อนุมัติให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ เข้ามาฉายในเมืองไทย รู้สึกผ่อนคลายลงแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามกลับ ต้องระมัดระวังในการอนุมัติฉายภาพยนตร์ต่างประเทศที่มีเนื้อหาหมิ่น- เหม่มากขึ้นกว่าเดิม ด้วยเหตุนี้จึงไม่น่าแปลกใจที่เมื่อ

บริษัททเวนตี้ เซ็นจูรี่ฟ็อกซ์ ขออนุญาตนำภาพยนตร์เรื่อง Anna and the King of Siam กลับมาฉายที่กรุงเทพฯ อีกครั้งในปี พ.ศ.2494 คณะกรรม- การพิจารณาภาพยนตร์จึงไม่ลังเลที่จะถอนคำร้องใบขออนุญาตแทบ จะทันที แม้ว่าหนามยอกสำหรับคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์ จะถูกบ่งออกไปแล้วด้วยตัวของพวกเขาเอง แต่สำหรับคนไทยอีกจำ- นวนไม่น้อย จะมีสักกี่คนที่มั่นใจได้ว่าเรื่องราวเกี่ยวกับสถาบันราช- วงศ์ ที่พวกเขาเทิดทูนจะไม่ถูกนำไปเสนอในมุมมองที่ผ่านมาอีก โดย เฉพาะกับใครบางคนที่พอล่วงรู้ว่า ที่อเมริกาในช่วงเวลานี้ (พ.ศ. 2494) ละครเพลงเรื่องหนึ่งซึ่งดัดแปลงจากภาพยนตร์ และหนังสือเรื่อง Anna and the King of Siam ในชื่อ “The King and I” ”กำลัง เป็นที่นิยมอย่างมาก

ถึงขนาดมีรายงานว่าตั๋วเข้าชมทุกรอบเต็มก่อนที่ การแสดงจริงจะเริ่มเป็นเดือนๆ เลยทีเดียว อันที่จริงความคิดในการสร้างละครเพลงเรื่อง The King and I ไม่เคยอยู่ในหัวของสองนักประพันธ์เพลง และผู้สร้างละครเพลง ผู้ยิ่งใหญ่ของฮอลลีวู้ด ริชาร์ด ร้อดเจอร์ กับ ออสการ์ แฮมเมอร์- สไตน์เลยแม้แต่น้อย หากพวกเขาไม่ได้รับการรบเร้าจากภรรยาของ พวกเขาเองซึ่งชื่นชอบบทประพันธ์เรื่อง Anna and the King of Siam เป็นอย่างมาก และตัวพวกเขาเองก็มีโอกาสได้ชมฉบับภาพยนตร์ซึ่งนำ แสดงโดย เร็กซ์ แฮริสัน และ ไอรีน ดันน์ ในบ่ายวันหนึ่ง เมื่อแรงบันดาลใจก่อกำเนิดขึ้นแล้ว ทั้ง ร้อดเจอร์ และแฮม- เมอร์สไตน์ ก็เริ่มลงมือเขียนบท และแต่งเพลงเดินเรื่องทันที อย่างไร ก็ดีปัญหาของพวกเขาไม่ได้อยู่ที่ความคิดในการนำเสนอออกมาเป็น ละครเพลงที่สมบูรณ์อย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผู้ที่จะมารับบท เป็นตัวละครสำคัญของเรื่องอีกด้วย ซึ่งภายหลังจากเฟ้นหาอยู่ระยะ หนึ่งพวกเขาก็ได้ เกอร์ทรูด ลอว์เรนซ์ มารับบทเป็นแอนนา ส่วน บทพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

ท่ามกลางตัวเลือกมากมายไม่ว่าจะเป็น โนเอล โควาร์ด ,อัลเฟรด เดรค รวมถึงดาราผู้เคยแสดงเป็นคิงมงกุฎ อย่าง เร็กซ์ แฮริสัน แต่สุดท้ายผู้ที่โชคดีที่สุดกลับเป็น ยูล บรีนเนอร์ นักแสดงผู้เคยผ่านงานระดับมหากาพย์อย่าง Brothers Karamazov มาแล้ว ด้วยทุนการสร้างถึง 360,000 เหรียญ The King and I เปิดตัว อย่างอลังการที่โรงละครบรอดเวย์ในนิวยอร์ค เมื่อวันที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2494 นับตั้งแต่วันนั้นความนิยมของละครเรื่องนี้ก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เช่นเดียวกับบทเพลงประกอบหลายๆ เพลงที่ผู้ชมต่างประทับใจไม่รู้ลืม ไม่ว่าจะเป็น Shall We Dance หรือ Getting to Know You สิ่งที่ยืนยัน ความสำเร็จของละครเพลงเรื่องนี้นอกเหนือจาก 5 รางวัลโทนี่ ซึ่งรวม ถึงเพลงยอดเยี่ยมและนักแสดงยอดเยี่ยมแล้ว ยังรวมถึงจำนวนรอบ การแสดงทั้งในอเมริกาและทั่วโลกในระยะเวลา 3 ปีถึง 1,246 รอบ อีกด้วย ปลายปี พ.ศ. 2496

ในระหว่างที่ The King and I กำลังแสดง อยู่ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ หนึ่งในจำนวนผู้เข้าชม ฯพณฯ ดิเรก ชัยนาม ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งเป็นเอกอัครราชฑูตไทยประจำ อังกฤษรวมอยู่ด้วย ไม่มีใครบอกได้ว่า ท่านรู้สึกอย่างไรขณะที่เห็นตัว ละครที่แสดงเป็นสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวกำลังเต้นรำอย่างสนุก สนานอยู่บนเวทีกับตัวละครแอนนา หรือ รู้สึกอย่างไรกับขนบธรรม- เนียมที่นำเสนอออกมา ซึ่งแตกต่างไปจากกรอบประสบการณ์ที่ท่าน รับรู้ แต่ที่แน่นอนก็คือหลังจากวันนั้น จดหมายฉบับหนึ่งของฯพณฯ ดิเรก ได้ถูกส่งตรงไปยังหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง โดยเนื้อหาของจดหมาย ระบุจุดประสงค์ผู้เขียนว่า ต้องการชี้แจงให้คนอังกฤษเข้าใจว่า ละครเพลง The King and I เป็นเพียงเรื่องบันเทิงที่อิงประวัติศาสตร์ เพียงน้อยนิดเท่านั้น นอกจากนี้ยังได้ชี้แจงด้วยว่า คิงมงกุฎหรือสมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ ผู้ทรงคุณอันประ- เสริฐ และมีพระปรีชาญาณในการปกครองอันเป็นอัจฉริยบุรุษองค์ หนึ่งของตะวันออก

ข่าวคราวเกี่ยวกับละครเพลงเรื่อง The King and I ได้ถูกนำ เสนอให้คนไทยได้รับรู้เป็นระยะๆ ผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ ทั้งหนังสือพิมพ์ และ นิตยสารภาพยนตร์ หลายฝ่ายเริ่มกังวลว่าประวัติศาสตร์ที่เคยเกิดขึ้น ในปี พ.ศ. 2490 จะย้อนรอยกลับมาเกิดขึ้นอีกในปลายทศวรรษนี้ ซึ่ง คราวนี้เห็นทีบิดเบือนมากกว่าเดิม เนื่องจากพระจริยวัตรของสมเด็จ พระจอมเกล้าได้ถูกนำเสนอเป็นละครเพลง เมื่อเป็นดังนี้ บริษัทปร- เมนทร์ภาพยนตร์ บริษัทสร้างภาพยนตร์ไทยของ มจ.ศุกรวรรณดิศ ดิศกุล จึงตัดสินใจที่จะสร้างภาพยนตร์เพื่อเทอดพระเกียรติพระองค์ ขึ้นมา โดยมีชื่อเรื่องว่า “มรดกพระจอมเกล้า” แต่เบื้องหลังของหนัง เรื่องนี้คือ สำนักข่าวสารอเมริกัน เป็นผู้ให้ทุนสร้างเป็นหนังที่จะแสดง ให้เห็นความสัมพันธ์อันดีระหว่างสหรัฐอเมริกากับประเทศไทย เนื้อหาของภาพยนตร์เรื่อง “มรดกพระจอมเกล้า” ดำเนิน เรื่องตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 เรื่อยมาจนถึงรัชกาลที่ 5 และมาสิ้นสุดลงใน รัชกาลปัจจุบัน (รัชกาลที่ 9 )

โดยผู้แสดงนำในภาพยนตร์เรื่องนี้ประ- กอบด้วย “สันตสิริ” นักวิจารณ์ และผู้เชี่ยวชาญภาพยนตร์แห่ง นิตยสาร “ตุ๊กตาทอง” รับบทเป็นสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แดนนี่ มัวร์ ชาวอเมริกัน รับบทเป็นหมอบลัดเลย์ ผู้นำเอาวิทยาการ แพทย์สมัยใหม่มาเผยแพร่ในสยาม ส่วนผู้ที่แสดงเป็นสมเด็จพระ- จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวคือ นายอัมพร ณ ป้อมเพชร โดยมี นายไตรพันธ์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา แสดงเป็น กรมพระยาดำรง- ราชานุภาพ และม.จ.จักรพันธ์ เพ็ญศิริ จักรพันธ์ ทรงแสดงเป็น พระองค์เอง สำหรับบทแหม่มแอนนา ซึ่งเป็นตัวละครสำคัญของเรื่อง นั้นตกเป็นของแหม่มชาวอเมริกันที่มีชื่อว่า นางอาร์โนลด์ เบ็ลการ์ด อย่างไรก็ตามแม้ข้อมูลจากบทความ “เมื่อสันตสิรินักประ- พันธ์เอก” แสดงเป็น “คิงมงกุฎ” ซึ่งตีพิมพ์ลงในหนังสือตุ๊กตาทอง ฉบับเดือน มีนาคม พ.ศ.2497 จะระบุว่าภาพยนตร์เรื่อง มรดกพระ- จอมเกล้า สร้างเสร็จสมบูรณ์แล้ว แต่ก็ไม่ปรากฏว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ จะเข้าฉายตามโรงภาพยนตร์ในกรุงเทพฯ ตามที่ประกาศ คงออกฉาย ตามจอภาพยนตร์เร่ หรือหนังขายยา แต่ที่แน่นอนก็คือ

ไม่นานนักข่าว คราวเกี่ยวกับ “มรดกพระจอมเกล้า” ค่อยๆ เลือนหายไปจากความ สนใจของคนกรุงเทพฯ จนในที่สุดก็ไม่มีใครได้ยินชื่อภาพยนตร์เรื่องนี้ อีกเลย วกกลับมาที่ละครเพลง The King and I ภายหลังจากบริษัท ทเวนตี้ เซ็นจูรี่ฟอกซ์เห็นว่าละครเพลงเรื่องนี้โด่งดังไปทั่วโลก ก็เลยเกิด ความคิดที่จะนำมาดัดแปลงให้เป็นภาพยนตร์อย่างสมบูรณ์ โดยได้ มอบหมายให้ ดารีล เอฟ ซานุค ผู้ซึ่งเคยอำนวยการสร้างภาพยนตร์ เรื่อง Anna and the King of Siam เมื่อปี พ.ศ. 2489 มารับตำแหน่ง ผู้อำนวยการสร้างอีกครั้ง และให้ วอเตอร์ แลงก์ เป็นผู้กำกับ ส่วน ดารานำแสดง ถึงตอนนี้ตัวเลือกสำหรับบทคิงมงกุฎคงไม่มีใครที่เหมาะ สมเท่ากับ “คิงที่แท้จริง” ของคณะละครบรอดเวย์ และชาวอเมริกัน ที่ชื่อ ยูล บรีนเนอร์ อีกแล้ว จะมีก็แต่บทของแอนนาซึ่งต้องเลือก เฟ้นกันหน่อย แม้ว่าผลสุดท้ายทางทีมงานจะไม่ได้เลือกนักแสดงคู่ขวัญ ยูล ที่ฝากฝีมือไว้บนละครเวทีอย่าง เกอทรูด ลอว์เรนซ์ มาร่วมแสดง

แต่การได้เดบบอร่า คารร์ ดาราสาวสวยผู้มีผลงานดังๆ อย่าง An Affair to Remember เป็นหลักประกัน ก็ถือเป็นการทดแทนที่คุ้มค่า สุดแล้ว ดังนั้นจะแปลกอะไรที่ภาพยนตร์เรื่องนี้จะได้รับความนิยม จากทั้งมหาชน และนักวิจารณ์ในเวลาเดียวกัน สิ่งที่น่าแปลกเห็นจะมี อยู่ประการเดียวคือ ปฏิกิริยาเชิงบวกของคนไทยที่มีต่อภาพยนตร์เรื่อง นี้ต่างหาก แต่กระนั้นความเป็นไปไม่ได้ก็อาจเกิดขึ้นได้ สำหรับประเทศ ที่ความขัดแย้งเกิดขึ้นถี่พอๆ กับความพยายามทำรัฐประหาร (ในสมัย ทศวรรษที่ 2490) อย่างประเทศไทย โดยแบบทดสอบที่ดีที่สุดก็คือ ภาพยนตร์เรื่อง The King and I นั่นเอง กรณี The King and I ภาพสะท้อนแนวคิดแบบผิดที่ผิดทาง ของคนไทยยุค (ใกล้) กึ่งพุทธกาล และแล้วเหมือนกับประวัติศาสตร์ที่เคยเกิดขึ้นกับภาพยนตร์ เรื่อง Anna and the King of Siam เมื่อปี พ.ศ.2490 จะย้อนกลับมา เกิดขึ้นอีกครั้งในอีก 9 ปีต่อมา

เมื่อกระแสความนิยมของภาพยนตร์ เรื่อง The King and I ได้รับการต่อต้านรุนแรงจากหลายประเทศใน เอเชีย โดยเหตุผลของการต่อต้านหนีไม่พ้นข้อกล่าวหาที่ว่าผู้สร้าง อเมริกันดูหมิ่นตะวันออกอย่างร้ายแรง ถึงขนาดมีรายงานข่าวว่าที่ ฮ่องกง ผู้ชมคนหนึ่งวิจารณ์ว่า “ภาพยนตร์เรื่องนี้มอมหน้ากษัตริย์ ไทยอย่างไม่มีอะไรดี” อย่างไรก็ดีสำหรับประเทศไทย แม้ว่าบริษัททเวนตี้ เซนจูรี่ ฟ็อกซ์จะยื่นเรื่องขออนุญาตฉายภาพยนตร์เรื่อง The King and I ที่โรง ภาพยนตร์เฉลิมเขตร์ ต่อแผนกพิจารณากรมตำรวจตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2499 แล้ว แต่กว่าที่กระแสต่อต้านจะเริ่มเป็นที่พูดถึง ในวงกว้างก็ปาเข้าไปในวันที่ 13 ตุลาคม หรือสองเดือนหลังจากภาพ- ยนตร์เรื่องนี้เข้ามาในเมืองไทยแล้ว

โดยสถานที่ที่ใช้พูดถึงประเด็นนี้ก็ คือ ท้องสนามหลวง สถานที่ซึ่งคนกรุงเทพฯ ในสมัยนั้นใช้เป็นเวที ไฮด์ปาร์คสำหรับแสดงความคิดเห็นตามแบบตะวันตก อันเป็นผลมา จากการทัวร์รอบโลกของจอมพล ป.พิบูลสงครามเมื่อตอนต้นปี พ.ศ. 2498 โดยปกติแล้ว ประเด็นที่อภิปรายกันอยู่เป็นประจำบนเวที ไฮด์ปาร์คแห่งนี้ หากไม่ใช่เรื่องราวเศรษฐกิจปาก ท้อง หรือการสาด โคลนทางการเมือง ก็มักจะเป็นปัญหาเศรษฐกิจ แต่สำหรับเมืองไทย ตั้งแต่เริ่มต้นพุทธศักราช 2499 เป็นต้นมา ประเด็นที่นำมาอภิปราย กันบ่อยมักหนีไม่พ้นเรื่องการระรานของชาติตะวันตกที่มีต่อชาติ ตะวันออกในรูปแบบต่างๆ โดยบริบทภายนอกประเทศที่พูดถึงกัน อยู่เป็นประจำก็คือ กรณีคลองสุเอซซึ่งอังกฤษพยายามทุกวิถีทาง เพื่อบีบให้อียิปต์ผู้เป็นเจ้าของพื้นที่ดังกล่าวคืนผลประโยชน์ให้ใน ฐานะที่เคยเป็นเจ้าอาณานิคมมาก่อน ส่วนบริบทภายในประเทศเห็น จะหนีไม่พ้นพฤติกรรมที่เสื่อมทรามของกองทหารอเมริกันที่ประ-จำอยู่ในประเทศไทย ตามพันธะสัญญาความร่วมมือทางการทหาร เพื่อปราบปรามคอมมิวนิสต์ซึ่งรัฐบาลไทยทำไว้กับสหรัฐ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2494 พฤติกรรม (ที่นักหนังสือพิมพ์ไทยในสมัยนั้นเรียกว่า ‘เสื่อม ทราม’ ) ของทหารอเมริกันเหล่านี้มีตั้งแต่การใช้อำนาจบาตรใหญ่ต่อ คนไทย การลวนลามหญิงสาว เรื่อยไป จนถึงเมาอาละวาดทำลายข้าว ของของคนไทย ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ที่กรณี The King and I จะถูก นำไปเชื่อมกับประเด็นที่เรียกว่า “การคุกคามของจักรวรรดินิยม ใหม่” อย่างไม่ต้องสงสัย

โดยผู้นำการอภิปรายในวันนั้นคือ นายชวน รัตนวราหะ ได้กล่าวโจมตีภาพยนตร์เรื่องนี้ว่า “เป็นความประสงค์ของ อเมริกาที่จะสร้างเพื่อเหยียดหยามไทย” แถมยังได้นำไปเปรียบเทียบ กับกรณีที่สหรัฐอเมริกาได้ใช้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางในการซ้อม รบขององค์การซีโต้ซึ่งได้รับการต่อต้านมาก่อนนี้แล้ว นายชวนได้ ปิดท้ายการอภิปรายในวันนั้น ด้วยการเรียกร้องให้คนไทยงดดู ภาพยนตร์เรื่องนี้อย่างเด็ดขาดเพื่อเป็นการตอบโต้การดูหมิ่น ของอเมริกาอย่างไร้ความเป็นธรรม อย่างไรก็ดีไม่มีใครทราบว่าก่อนหน้านี้ นายชวน ได้ล่วงรู้ เบื้องลึกบางอย่างที่เกี่ยวกับขั้นตอนขออนุญาตฉายภาพยนตร์เรื่อง The King and I ในเมืองไทยหรือไม่ เบื้องหลังดังกล่าวก็คือ ภายหลัง จากบริษัทฟ็อกซ์ได้ยื่นเรื่องต่อแผนกพิจารณาภาพยนตร์กอง ทะเบียนกรมตำรวจในวันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ.2499

แล้ว อีกสามวัน ต่อมาคือวันที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2499 ทางเจ้าหน้าที่กองทะเบียนได้ เชิญผู้ที่เกี่ยวข้องในการตรวจพิจารณาภาพยนตร์นอกสังกัด กองทะเบียนมาร่วมกันพิจารณาภาพยนตร์เรื่องนี้ที่ โรงภาพยนตร์ เฉลิมเขตร์ ซึ่งผู้เป็นเจ้าของคือ พระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ยุคล ข้างฝ่ายพระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ยุคล ก็ได้กราบบังคมทูลเชิญ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระบรมราชินีนาถ มาทอดพระเนตร พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์หลายพระองค์อัน ประกอบด้วย หม่อมเจ้าประเสริฐศรี ชยางกูร, หม่อมเจ้า มูรธาภิเษก โสณกุล, หม่อมเจ้าแววจักร์ จักรพันธ์, หม่อมบัว กิตติยากร หม่อมหลวงทวีวงศ์ ถวัลย์ศักดิ์ และ พระยาอนุรักษ์- ราชมณเฑียร จากคำรายงานชี้แจงของกรมตำรวจเกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่อง The King and I (ติดตามเพิ่มเติมจากภาคผนวก) ระบุว่า “ภายหลัง จากได้ทอดพระเนตรภาพยนตร์เรื่องนี้แล้ว พระบรมราชินีได้ทรงรับสั่ง ต่อพระพักตร์ในหลวง พระองค์เจ้าภาณุพันธ์ยุคล และเจ้านายบาง พระองค์ว่า ‘ไม่มีอะไรแสลง’ และในหลวงทรงรับสั่งต่อไป ‘แล้วแต่ผู้ ดู’ ” พระราชวินิจฉัยของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระ บรมราชินีนาถทรงมีความสอดคล้องกับความเห็นของกรมตำรวจ ที่ว่า

แม้ภาพยนตร์จะนำเสนอพระจริยาวัตรของพระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวผิดจากความเป็นจริงไปบ้าง แต่ก็ไม่ได้มีความ เกินเลยจนดูโหดร้ายเหมือนภาพยนตร์เรื่อง Anna and the King of Siam ตรงกันข้ามในภาพรวมกลับแสดงออกในเชิงบวกด้วยซ้ำ ซึ่งกรม ตำรวจได้จำแนกออกเป็นฉากเป็นตอนดังนี้
  • 1. ภาพยนตร์ได้ยกย่อง สมเด็จพระจอมเกล้าว่าเป็นกษัตริย์ที่เป็นนักคิดหัววิทยาศาสตร์ และนักค้นคว้าวิชาการต่างๆ (จากฉากห้องสมุดที่ใหญ่โต และทรง ท้วงติงในเรื่องคัมภีร์ไบเบิ้ลกับแอนนา)
  • 2.ภาพยนตร์ยกย่องประเทศ ไทยว่าเป็นประเทศที่มีความโอบอ้อมอารี จากฉากที่สมเด็จพระ- จอมเกล้ามีพระราชดำริจะส่งช้างไปช่วยประธานาธิบดีลินคอล์น ในการทำสงครามกับฝ่ายใต้
  • 3.ภาพยนตร์เสนอภาพพระองค์ในฐานะ ของกษัตริย์ที่ยอมรับความคิดเห็นของผู้อื่นในเมื่อได้ทรงพิจารณา เห็นว่าความคิดนั้นๆ เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง
  • 4.ภาพยนตร์นำ เสนอให้เห็นว่า พระองค์ทรงมีดำริที่จะนำรถไฟมาใช้ในประเทศ จาก ฉากรถไฟจำลองในพระบรมมหาราชวัง และ
  • 5.ภาพยนตร์นำเสนอ แนวคิดเกี่ยวกับความกตัญญูรู้คุณ ซึ่งเป็นคุณสมบัติประจำชาติ ของคนไทย ผ่านฉากการแสดงความเคารพของเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน ต่อพระอาจารย์ที่เป็นคนสามัญ ส่วนเมื่อกล่าวถึงพระราชอริยาบทบางตอนของสมเด็จ พระจอมเกล้า ซึ่งอาจดูไม่เหมาะสมรวมทั้งฉากเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย ที่ผิดความจริง ทางกรมตำรวจได้ชี้แจงว่า เนื่องจากภาพยนตร์เรื่อง The King and I เป็นภาพยนตร์เพลง จึงเป็นเรื่องหลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่จะมีความผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริงไปบ้าง ซึ่งสุดท้ายแล้ว วิจารณญาณของผู้ชมชาวไทยจะตัดสินเองว่า ระหว่างเรื่องบันเทิงกับ เรื่องจริงนั้นมีความแตกต่างกันอย่างไร
แม้ว่าในคำแถลงการณ์ของกรมตำรวจจะไม่มีอำนาจชี้ชัดลง ไปว่าภาพยนตร์เรื่อง The King and I จะสามารถฉายในเมืองไทย ได้หรือไม่ (ทั้งนี้เป็นเพราะต้องยื่นเรื่องทั้งหมดต่อรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทยเพื่อพิจารณาต่อไปเสียก่อน) แต่จากความคิดเห็น ในท้ายแถลงการณ์ที่ว่า “...ถ้าจะห้ามไม่ให้ฉายภาพยนตร์เรื่องนี้ โดย เห็นว่าเปนการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ หรือทำให้เสื่อมเสียพระราช วงศ์จักรีแล้ว ก็ไม่มีทางที่จะให้ต่างประเทศเข้าใจว่าพระมหากษัตริย์ ของไทยเราในยุคนั้นไม่เปนเช่นในภาพยนตร์เรื่องนี้ และอาจทำให้ต่าง ประเทศเข้าใจว่าการที่เราห้ามหรือตัดต่อตอนใดตอนหนึ่งออกนั้น เพราะเปนเรื่องจริงซึ่งอาจทำให้เสื่อมเสียพระเกียรติรัชกาลที่ 4 ได้...” ก็พอแสดงให้เห็นว่า จุดยืนส่วนหนึ่งของรัฐที่มีต่อหนังเรื่องนี้เป็นเช่นไร อย่างไรก็ดี กว่าที่คำแถลงการณ์ของกรมตำรวจจะได้รับการ เผยแพร่สู่สาธารณะ (วันที่ 16 ตุลาคม พ.ศ.2499) ก็ปาเข้าไปในช่วง

เวลาที่กระแสการต่อต้านดังพอจะกลบเสียงสนับสนุนให้ฉายภาพ- ยนตร์เรื่องนี้ในเมืองไทยเสียแล้ว ทั้งการอภิปรายไฮด์ปาร์คที่ท้อง- สนามหลวงกับบทความที่ลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์กรอบใหญ่ ต่าง พร้อมใจกันส่งเสียงคัดค้านการฉายภาพยนตร์เรื่องนี้ในเมืองไทย เสียหมด ดังนั้นจึงไม่เป็นเรื่องน่าแปลกใจที่ภายหลังจากกรณี The King and I เริ่มเป็นที่โจษจันได้เพียง 5 วัน (นับตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม) จอมพลป.พิบูลสงคราม ซึ่งขณะนั้นกำลังเผชิญกับมรสุมหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความขัดแย้งภายในหมู่คณะ การเตรียมตัวเพื่อการ เลือกตั้งในปี พ.ศ.2500 รวมถึงความพยายามลดกระแสความเกลียด ชังมหามิตรอเมริกันของคนไทยซึ่งทวีเพิ่มขึ้นทุกวัน จึงได้ตัดสินใจ แก้ปัญหาที่กำลังจะกลายเป็นหอกข้างแคร่ด้วยการออกคำสั่งห้าม ไม่ให้ฉายภาพยนตร์เรื่อง The King and I ในเมืองไทยอย่างเด็ดขาด โดยให้เหตุผลสั้นๆ แต่ชัดเจนว่า “สิ่งใดที่จะเกิดความไม่ดีไม่งามแก่ บ้านเมือง และขัดต่อความประสงค์ของประชาชนแล้วสิ่งนั้นก็ไม่ ควรจะกระทำ” หลังจากวันนั้น กรณีความขัดแย้งเรื่อง The King and I ก็ไม่ เป็นที่พูดถึงอีกเลย

ทั้งตามหน้าหนังสือพิมพ์ไปจนถึงบนเวทีไฮด์ปาร์ค จวบจนเข้าสู่ยุคกึ่งพุทธกาล (พ.ศ. 2500) และยุคเสื่อมอำนาจของ จอมพล ป.พิบูลสงคราม อันถือเป็นจุดสิ้นสุดที่สมบูรณ์ของทศวรรษ ที่ 2490 ส่งท้าย แม้ว่าสำหรับประวัติศาสตร์บันทึกของไทย กรณีของภาพ- ยนตร์เรื่อง Anna and the King of Siam กับ The King and I จะเป็น เพียงเสี้ยวเล็กๆ ที่ไม่อาจมีค่าพอเมื่อเทียบกับเหตุการณ์สำคัญอื่นๆ แต่สิ่งหนึ่งที่สามารถพิสูจน์ได้ นอกเหนือจากสัจธรรมที่เป็นรูปธรรม ที่ว่า “สถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นสิ่งสูงค่าไม่สามารถลบหลู่ได้” ก็คือ วัฏจักรของประวัติศาสตร์ไม่เคยจางหายไปไหน หากแต่จะเกิด ขึ้นอยู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า นับตั้งแต่ตัวประวัติศาสตร์ก่อกำเนิดขึ้น ด้วยเหตุ นี้จะแปลกอะไรหากกรณีซึ่งเคยเกิดขึ้นในทศวรรษที่ 2490 จะวกกลับ มาเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่งในอีก 4 ทศวรรษต่อมาในรูปแบบของการขอ อนุญาตเข้ามาถ่ายทำของกองถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง Anna and the King แห่งบริษัททเวนตี้ เซนจูรี่ฟ็อกซ์ บริษัทเดียวกับที่เคยสร้าง Anna and the King of Siam และ The King and I มาก่อน ซึ่งบทสรุปก็อย่าง ที่รู้กันว่าจบลงด้วยความขัดแย้งที่ไม่ต่างอะไรจาก 2 กรณีที่เคยเกิด ขึ้นเมื่อ 4 ทศวรรษก่อน ไม่มีใครบอกได้ว่า วัฏจักรของประวัติศาสตร์บทนี้จะเกิดขึ้น อีกเมื่อใด และจะลงเอยเหมือนครั้งที่ผ่านมาหรือไม่ เห็นทีผู้ที่จะให้ คำตอบได้ดีที่สุดก็คือ คนไทยกับทัศนคติของพวกเขานั่นเอง

วารสารหนัง : ไทย ปีที่ 1 ฉบับที่ 4 (มกราคม-มีนาคม 2542)


       











สมัครสมาชิก Thai Film เพื่อรับข่าวสารข้อมูลทางอีเมล์และรับสิทธิประโยชน์ต่างๆสำหรับสมาชิก [ JOIN ]


Copyright © 2004
Thai Film Foundation All Rights Reserved.
Site by Redlab