อุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย
09/07/04 (By: รัตน์ เปสตันยี)

เราไม่สามารถเรียกการสร้างภาพยนตร์ ในเมืองไทยว่าเป็น อุตสาหกรรมได้อย่างเต็มปากเต็มคำนัก ตราบใดที่ผู้สร้างภาพยนตร์ ยังผลิตภาพยนตร์ขนาด 16 ม.ม. อยู่ แทนที่จะเป็นขนาด 35 ม.ม. แบบมาตรฐานเสียงในฟิล์มอันเป็นสากลนิยม แต่เป็นที่น่าสนใจสำหรับผู้สร้างภาพยนตร์ขนาด 35 ม.ม.อยู่มากเพราะเมืองไทยมีภาพยนตร์แคบจนไม่สามารถที่จะลงทุนมากมายได้ ภาพยนตร์ 16 ม.ม. ที่ถ่ายทำในเมืองไทยนั้นค่อนข้างจะล้าสมัยและทำกันอย่างสมัครเล่นเสียมากกว่าสำหรับการพากย์ โดยใช้คนพากย์อย่างสดๆ ร้อนๆอยู่ใกล้กับห้องฉายภาพยนตร์ได้ยังความแปลกใจระคนความขบขันให้แก่ผู้แทนหนังสือพิมพ์ต่างประเทศ เมื่อได้กล่าวขวัญถึงอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย

ในส่วนตรงกันข้าม ภาพยนตร์ 16 ม.ม. ก็ได้นำความสำเร็จอันงดงามให้กับผู้สร้างภาพยนตร์ผู้ลงทุนแต่น้อยในปัจจุบันนี้เป็นอย่างมาก แต่ผู้สร้างก็ต้องเปลี่ยนอาชีพใหม่ ในเมื่อผลงานของเขาเสื่อมทรามลงเช่นเดียวกัน การผลิตภาพยนตร์ ในระยะ 15 ปีที่ผ่านมาปรากฎว่ามีภาพยนตร์ที่ดีไม่ถึงขนาดผลิตออกมามากกว่าภาพยนตร์ชั้นดีจริงๆ ทั้งนี้ก็เพราะว่าผู้สร้างภาพยนตร์ชั้นดีจริงๆ ทั้งนี้ก็เพราะว่าผู้สร้างภาพยนตร์บางรายไม่ใช่ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์อาชีพ หากแต่เป็นพ่อค้าที่หารายได้พิเศษจากภาพยนตร์ชั่วครั้งชั่วคราว

อุตสาหกรรมภาพยนตร์ในปัจจุบันจึงประสบวิกฤตการณ์อันน่าสพึงกลัวจากเหตุผลหลายอย่างหลายประการด้วยกัน แต่ประการสำคัญขึ้นอยู่กับการที่ไม่มีการควบคุมปริมาณการนำภาพยนตร์เข้ามาจากต่างประเทศ แทบทุกประเทศทั่วโลกต่างก็มีโควต้าสำหรับการนำภาพยนตร์เข้าประเทศ ทั้งนี้เพื่อให้การสนับสนุนอุตสาหกรรมภาพยนตร์ภายในประเทศได้พัฒนา และเป็นการป้องกันเงินตรารั่วไหลออกนอกประเทศไปในตัวด้วย

สำหรับประเทศไทยในปีหนึ่งๆ มีภาพยนตร์ต่างประเทศเข้ามาฉายประมาณ 1670 เรื่อง และเมื่อจะนำมาเทียบกับจำนวนภาพยนตร์ไทย ที่ได้ทำขึ้นโดยฝีมือของคนไทยเองแล้ว ก็เป็นการแน่เหลือเกินว่า โรงภาพยนตร์ต่างๆก็ฉายแต่ภาพยนตร์ต่างประเทศเป็นเกณฑ์ จากจำนวนโรงภาพยนตร์ชั้นหนึ่ง 16 โรงที่มีอยู่ในกรุงเทพฯ มีเพียงโรงเดียวหรือสองโรงเท่านั้นที่รับฉายภาพยนตร์ไทยเป็นประจำตลอดปีส่วนที่เหลือต่างก็ทำสัญญากับบริษัทต่างประเทศตลอดระยะเวลา 365 วันเลยทีเดียว นี่เท่ากับเป็นการตัดอาชีพของคนไทยโดยสิ้นเชิง

อนาคตของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยจึงมืดมน และความหวังที่จะไปได้ตลอดรอดฝั่งจึงมีอยู่น้อยเหลือเกิน จนกว่าจะมีวิธีใดวิธีหนึ่งที่สามารถหยุดยั้งภาพยนตร์ต่างประเทศที่ท่วมท้นเข้ามาในประเทศไทยลดน้อยลงไป

การผลิตภาพยนตร์ 16 ม.ม. นั้นใช้งบประมาณน้อย เพราะเป็นภาพยนตร์ไม่มีเสียงซึ่งใช้อุปกรณ์แต่เพียงกล้องถ่ายไฟจำนวนไม่กี่ดวง และจะใช้บ้านใดบ้านหนึ่งเป็นโรงถ่ายก็ได้ ภาพยนตร์ 16 ม.ม. ดังกล่าวนี้แล้ว ฉายได้แต่ เฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ ตลาดภาพยนตร์ 16 ม.ม. จึงแคบเหลือประมาณ และในเมื่อภาพยนตร์ขนาดนี้ต้องประสบกับการเสียเปรียบนานัปการดังกล่าวมาแล้ว ความหวังที่จะได้เห็นพวกเราพากันหันเหมาสร้างภาพยนตร์ขนาดมาตรฐานก็พอเห็นช่องทางอยู่บ้าง

ในประเทศเรายังพอจะคุยได้ว่ามีผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ 35ม.ม. อยู่เหมือนกัน แม้ว่าการสร้างภาพยนตร์ขนาด 35 ม.ม. นั้นต้องใช้ค่าใช้จ่ายสูงประมาณ 5 เท่าของการสร้างภาพยนตร์ขนาด 16 ม.ม. ก็ตาม แต่ในปัจจุบันก็มีผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ขนาด 35 ม.ม. จำนวนหยิบมือเดียวที่กล้าเสี่ยงที่จะผลิตภาพยนตร์ 35 ม.ม. ออกมา ถึงแม้ว่าจะมีการลงทุนสูง แต่ก็ได้เปรียบอย่างมากถ้าได้นำออกฉายต่างประเทศได้ แต่ก็คงจะประสบกับปัญหาจำกัดโควต้าภาพยนตร์ต่างประเทศของประเทศนั้นๆ ถึงกระนั้นก็ยังมีทางแทรกเข้าไปได้ถ้าเราใช้วิธีการดำเนินงานร่วมกัน หมายถึงผลิตภาพยนตร์ร่วมกันกับต่างประเทศ

เมื่อกล่าวถึงผู้แสดงหญิงและชาย เขาจะรุ่งโรจน์เป็นดาราได้นานสักเท่าใดนั้น ขึ้นอยู่กับทุนทรัพย์ของผู้อำนวยการสร้างที่ตนสังกัดอยู่ ผู้แสดงฝ่ายชายส่วนมาก ไม่มีพันธะผูกพันแน่นอนคือจะแสดงให้กับบริษัทใดก็ได้ ส่วนผู้แสดงฝ่ายหญิงที่ผู้อำนวยการสร้างได้กะเกณฑ์ไว้ก็ประมาณ 50,000 บาท ฝ่ายชายประมาณ 30,000 บาท ท่านคงระลึกได้ว่า เคยมีดาราหญิงหลายคนไปแสดงภาพยนตร์ให้กับบริษัทอเมริกัน แม้ว่าค่าแสดงของดารานั้นจะไม่เป็นที่เปิดเผย แต่ก็แน่เหลือเกินว่า ค่าแสดงของเธอที่ได้รับสูงกว่าที่เคยรับตามปกติ

สำหรับภาพยนตร์สี 16 ม.ม. จะเสียค่าใช้จ่ายประมาณ 200,000 บาท ถึง 400,000 บาท ต่อเรื่อง ส่วนภาพยนตร์ขาว-ดำ นั้นไม่เป็นที่นิยมจึงไม่มีผู้ใดคิดสร้าง

แต่ภาพยนตร์ 35 ม.ม. สีและเสียงนั้นต้องเสียค่าใช้จ่ายประมาณ 1,200,000 บาท หรือมากกว่าและ เมื่อได้นำออกฉายในประเทศไทยแล้วต่างก็ไม่ประสบความสำเร็จในการเรียกทุนคืนฉะนั้น ผู้อำนวยการสร้างต่างก็พยายามที่จะต้องหาตลาดจำหน่ายในต่างประเทศ

สถานีโทรทัศน์ในประเทศไทยต่างก็ใช้ภาพยนตร์ 16 ม.ม. ของต่างประเทศเป็นจำนวนมาก และส่วนมากเป็นภาพยนตร์ที่เก่าซึ่งทางสถานีได้รับซื้อมาในราคา “กล้วยน้ำว้า” ฉะนั้นจึงย่อมจะมีภาพยนตร์ดีและเลวปะปนระคนกันอยู่หากสถานีโทรทัศน์สามารถที่จะจำกัดขอบเขตหรือว่างกฎเกณฑ์ในการสั่งซื้อจากต่างประเทศได้ ก็เชื่อว่า จะมีผู้ผลิตภาพยนตร์สั้นๆ ให้กับสถานีโทรทัศน์อันจะส่งผลสะท้อนให้คนไทยมีงานทำกันมากขึ้น

อุตสาหกรรมภาพยนตร์มิใช่จะใช้คนเป็นจำนวนร้อย หากนับเป็นเรือนพันทั้งหญิงและชายแต่ละคนทำงานในหน้าที่นานาชนิด ประเทศอินเดียและญี่ปุ่นซึ่งนำหน้าในอุตสาหกรรมประเภทนี้ ต่างก็มีช่างเทคนิคทั้งหญิงและชาย และผู้เชี่ยวชาญนับเป็นพันๆคน ประชาชนในฮอลลีวู้ดส่วนมากมีอาชีพที่ต้องเกี่ยวข้องกับการแสดงภาพยนตร์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

เพื่อเป็นสื่อสัมพันธ์ทางการโฆษณาและการศึกษา ไม่มีสื่อใดจะดีเท่ากับภาพยนตร์ ประชาชนชาวยุโรป อเมริกา และอัฟริกา หรือทั่วโลกจะสามารถใช้ตาดูหูฟังสภาพชีวิตของคนไทยได้ดีก็ด้วยภาพยนตร์เป็นสื่อเท่านั้น เมื่อเขาเหล่านั้นไม่สามารถจะมาเยือนประเทศไทยด้วยตนเองได้ก็ควรจะเป็นหน้าที่ของเราชาวไทยที่จะนำความเป็นอยู่หรือชีวิตของเราไปอวดเขาจนถึงที่

เมื่อสรุปถึงอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยในปัจจุบันแล้ว ดูๆ ก็คล้ายกับทารกซึ่งกำลังตกอยู่ในสภาพที่ปราศจากการเลี้ยงดูและเหลียวแล จากผู้ปกครอง ทารกเหล่านี้ซูบซีดผอมโซลงทุกที และนับวันแต่จะตายไปในไม่ช้า

บัดนี้ ก็สามารถแก่ควรแล้วที่ท่านผู้ปกครองจะลงมือปฎิบัติการอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อให้ทารกนี้มีชีวิตรอดอยู่ต่อไป ! หมายเหตุ บทความนี้ ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร ความรู้คือประทีป (ชุดเก่า ประทีปรับขวัญ ESSO) เมษายน 2505


       











สมัครสมาชิก Thai Film เพื่อรับข่าวสารข้อมูลทางอีเมล์และรับสิทธิประโยชน์ต่างๆสำหรับสมาชิก [ JOIN ]


Copyright © 2004
Thai Film Foundation All Rights Reserved.
Site by Redlab