มานิต วสุวัต (ผู้สร้างโรงถ่ายภาพยนตร์เสียงแห่งแรกของไทย)
01/01/04

นายมานิต วสุวัต เกิดที่บ้านหน้าวัดสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ ๑๒ พฤษภาคม ๒๔๔๐ ในรัชกาลสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นบุตรของพระยาสุนทรพิมล (เผล่ วสุวัต) และคุณหญิงทิม วสุวัต มีพี่น้องร่วมกันอีก ๔ คน คือ นายศุกรี วสุวัต พี่ชาย และมีน้องชายสามคนคือ หลวงกลการเจนจิต (เภา วสุวัต) นายกระเศียร วสุวัต และนายกระแส วสุวัต

พี่น้องตระกูลวสุวัตเหล่านี้ ล้วนเป็นผู้สนใจและคิดค้นทดลองเล่นในเรื่องการประดิษฐ์ การช่างเกี่ยวกับเครื่องยนต์กลไก การถ่ายรูป การถ่ายภาพยนตร์มาตั้งแต่เยาว์วัย โดยเฉพาะนายมานิตได้สนใจคิดค้นและฝึกฝนในการเล่นกล สามารถแสดงกลโดยอาศัยเครื่องมือได้หลายชุด

เมื่อสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนราชวิทยาลัยแล้ว นายมานิตได้เข้ารับราชการในกระทรวงการคลังอยู่ระยะหนึ่ง แล้วย้ายไปทำงานที่โรงไฟฟ้าสามเสน

ในปี พ.ศ. ๒๔๕๕ นายศุกรี พี่ชายได้ตั้งโรงพิมพ์ศรีกรุงและออกหนังสือพิมพ์รายเดือน ต่อมาปี ๒๔๖๓ ได้ออกหนังสือพิมพ์รายวันสยามราษฎร์

ด้วยความที่พี่น้องวสุวัตสนใจเครื่องยนต์กลไกมาตั้งแต่เด็ก โดยเฉพาะภาพยนตร์ซึ่งเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ทันสมัยอย่างหนึ่งในช่วงเวลานั้น ดังนั้นเมื่อทราบว่ากรมหลวงสรรพสาตรศุภกิจสิ้นพระชนม์ลงในปี พ.ศ. ๒๔๖๒ พี่น้องวสุวัตจึงได้ไปติดต่อขอซื้อกล้องถ่ายภาพยนตร์ที่กรมหลวงสรรพสาตรเคยใช้มาดัดแปลงจนใช้การได้ และได้ประเดิมทดลองถ่ายภาพยนตร์เรื่องแรกโดยนำเอาภาพถ่ายข่าวน้ำท่วมที่เมืองซัวเถามาถ่ายเป็นภาพยนตร์ข่าวด้วยการนำกิ่งไม้มาขยับเคลื่อนไหวจนดูคล้ายเป็นภาพเคลื่อนไหวจริง ๆ เมื่อภาพยนตร์เรื่องนี้ออกฉายที่โรงหนังนาครศรีธรรมราชเมื่อวันที่ ๒ กันยายน ๒๔๖๕ ปรากฎว่ามีพี่น้องชาวจีนในกรุงเทพฯสมัยนั้นแตกตื่นไปดูกันจำนวนมาก

จากความสำเร็จของภาพยนตร์เรื่อง " น้ำท่วมเมืองซัวเถา " ทำให้พี่น้องวสุวัตลงมือทดลองถ่ายทำ ภาพยนตร์สารคดีเชิงข่าวสารสารคดีต่อมาเรื่อย ๆ โดยมีหลวงกลการเจนจิตเป็นหัวแรงสำคัญ และนายมานิตซึ่งตอนนี้ได้บริหารกิจการหนังสือพิมพ์แทนพี่ชายที่เสียชีวิตเป็นผู้ให้การสนับสนุนและร่วมงานอย่างใกล้ชิด

จนกระทั่งปี พ.ศ. ๒๔๗๐ พี่น้องวสุวัตได้หันไปทดลองสร้างภาพยนตร์บันเทิงเป็นครั้งแรกโดยร่วมกับพรรคพวกในขณะหนังสือพิมพ์สยามราษฎร์และศรีกรุงก่อตั้งเป็นบริษัทสร้างภาพยนตร์ชื่อกรุงเทพ ฯ ภาพยนตร์บริษัท สร้างภาพยนตร์เรื่อง "โชคสองชั้น "เป็นเรื่องแรก

ความสำคัญของภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่เป็นผลงานเรื่องแรกของกรุงเทพฯภาพยนตร์บริษัทเท่านั้น หากยังได้รับการยกย่องว่าเป็นภาพยนตร์ประเภทเรื่องแสดงเพื่อการค้าเรื่องแรกที่สร้างโดยคนไทยอีกด้วย

สำหรับภาพยนตร์เรื่อง " โชคสองชั้น " นี้ นายมานิต มีบทบาทเป็นผู้อำนวยการสร้างและผู้ประดิษฐ์ศิลป์ หลวงบุณยมานพพานิช นักประพันธ์เจ้าของนามปากกาแสงทอง เป็นผู้เขียนเรื่อง หลวงกลการเจนจิตเป็นผู้ถ่าย นายกระเศียรเป็นผู้ตัดต่อ และหลวงอนุรักษ์รัถการเป็นผู้กำกับการแสดง

เมื่อภาพยนตร์เรื่อง " โชคสองชั้น " ออกฉายเป็นครั้งแรกเมื่อ วันที่ ๓๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๗๐ ปรากฎว่าได้รับความนิยมอย่างล้นหลามจนทำให้พี่น้องวสุวัตตัดสินใจสร้างภาพยนตร์ต่อในช่วงปลายปีทันทีด้วยภาพยนตร์เรื่อง " ใครดีใครได้ " ต่อมา ปี พ.ศ. ๒๔๗๑ คณะวสุวัตก็ได้สร้างภาพยนตร์เรื่องที่สามออกฉายต่อไปคือเรื่อง " ใครเปนบ้า " หลังจากนั้นพี่น้องวสุวัตและกรุงเทพฯภาพยนตร์บริษัทได้ยุติการสร้างภาพยนตร์ลงชั่วคราวโดยหันไปทดลองค้นคว้าเกี่ยวกับภาพยนตร์เสียงซึ่งเริ่มเป็นที่นิยมแทนภาพยนตร์เงียบอย่างจริงจัง จนถึงขั้นสามารถดัดแปลงประดิษฐ์เครื่องฉายและกล้องถ่ายหนังเงียบที่มีอยู่ให้กลายเป็นเครื่องฉายและกล้องถ่ายหนังเสียงระบบเสียงในฟิล์มแบบของฝรั่ง สำเร็จพอใช้การได้เมื่อปีพ.ศ. ๒๔๗๓ จากนั้นจึงได้ทดลองถ่ายทำภาพยนตร์เสียงขนาดสั้น ๆ สองเรื่อง และได้นำออกฉายที่โรงพัฒนากรในปีเดียวกัน ได้รับความสนใจตื่นเต้นในหมู่ผู้ชมเป็นอันมาก

ถึงตอนนี้นายมานิต วสุวัตมองเห็นว่ากิจการสร้างหนังไทยสามารถที่จะเจริญรุ่งเรืองขึ้นต่อไป จึงได้ลงทุนจัดตั้งกิจการสร้างภาพยนตร์บันเทิงในระบบเสียงในฟิล์มขึ้น เรียกชื่อว่าภาพยนตร์เสียงศรีกรุง โดยจัดสร้างห้องแล็บติดตั้งอุปกรณ์พร้อมมูลขึ้นที่ร้านวสุวัต ย่านสะพานขาว และหลังจากใช้เวลาติดตั้งและปรับปรุงเครื่องมือจนสามารถใช้งานได้ผลพอใจแล้ว คณะภาพยนตร์เสียง ศรีกรุงก็ลงมือสร้างภาพยนตร์บันเทิงเสียงในฟิล์มเรื่อง แรก คือ " หลงทาง " สำเร็จออกฉายเป็นการร่วมฉลองกรุงเทพฯ ๑๕๐ ปี เมื่อวันที่ ๑ เมษายน พ.ศ. ๒๔๗๕ ที่โรงหนังพัฒนากร

กิจการภาพยนตร์เสียงของศรีกรุงเจริญรุดหน้าตามลำดับ ภาพยนตร์ของศรีกรุงประสบความสำเร็จแทบทุกเรื่อง จนทำให้นายมานิตตัดสินใจสร้างโรงถ่ายภาพยนตร์เสียงขนาดใหญ่ติดตั้งอุปกรณ์ทันสมัย และสมบูรณ์แบบขึ้นที่ ซอยอโศก บางกะปิ เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๗ การก่อสร้างโรงถ่ายแล้วเสร็จในอีกหนึ่งปีต่อมา หลังจากนั้นบริษัทภาพยนตร์เสียงศรีกรุงก็สามารถผลิตภาพยนตร์เสียงระบบมาตรฐาน ออกเผยแพร่สู่ประชาชนได้อย่างสม่ำเสมอโดยเฉลี่ยปีละสามถึงสี่เรื่อง เช่น สัตหีบ พญาน้อยชมตลาด เมืองแม่หม้าย เพลงหวานใจ เป็นต้น

แต่แล้วกิจการสร้างภาพยนตร์ที่เจริญรุ่งเรื่องตลอดมาถึงกาลหยุดชะงักลงเมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่สองขึ้น นายมานิตได้หันไปทุ่มเทให้กับกิจการหนังสือพิมพ์รายวัน สยามราษฎร์และ ศรีกรุงแทน จนกระทั่งสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลงสถานการณ์ของบริษัทภาพยนตร์เสียงศรีกรุงก็ไม่กระเตื้องดีขึ้น เพราะศรีกรุงได้สูญเสียบุคคลผู้เป็นกำลังสำคัญของกิจการนี้ไปหลายคน โดยเฉพาะการเสียชีวิตของหลวงกลการเจนจิตในปี พ.ศ. ๒๔๙๑ ประกอบกับช่วงนั้นความนิยมในหนังพากย์ ๑๖ มิลลิเมตรได้เข้ามาแทนที่ภาพยนตร์ ๓๕ มิลลิเมตร เสียงในฟิล์ม จึงทำให้นายมานิต ตัดสินใจยุติการสร้างภาพยนตร์โดยสินเชิง โดยหันไปเปิดโรงงานผลิตแผ่นเสียงแทน ส่วนโรงถ่ายภาพยนตร์ก็ได้รับการดัดแปลงให้เป็นโรงภาพยนตร์ในชื่อ ศาลาศรีกรุง

ปี พ.ศ. ๒๕๑๒ นายมานิตได้หวนกลับมาสร้างภาพยนตร์อีกครั้งโดยรวบรวมทายาทในตระกูลวสุวัตจัดตั้งบริษัทศรีกรุงยุคใหม่ขึ้น แต่กิจการสร้างภาพยนตร์ของศรีกรุงยุคใหม่ดำเนินไปได้สองปีเท่านั้นก็ต้องปิดตัวเองลงอีกครั้ง เนื่องจากประสบความล้มเหลวมาโดยตลอดหลังจากนั้นชื่อศรีกรุงก็ค่อย ๆ เลือนหายไปกับการกาลเวลา

นายมานิต วสุวัต เสียชีวิตเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๖ ด้วยวัย ๘๕ ปี


       











สมัครสมาชิก Thai Film เพื่อรับข่าวสารข้อมูลทางอีเมล์และรับสิทธิประโยชน์ต่างๆสำหรับสมาชิก [ JOIN ]


Copyright © 2004
Thai Film Foundation All Rights Reserved.
Site by Redlab