ตุ๊กตาทอง ตุ๊กตาล้มลุกของการประกวดหนังไทย
09/07/04 (By: วิมลรัตน์ อรุณโรจน์สุริยะ)

ตุ๊กตาทอง รางวัลสำหรับภาพยนตร์ไทยสถาบันแรกในประเทศไทย มีจุดเริ่มต้นมาตั้งแต่ก่อนกึ่งพุทธกาล มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดการแข่งขัน และการพัฒนาทางด้านคุณภาพของภาพยนตร์ไทยมีต้นแบบมาจากงานแจกรางวัลภาพยนตร์ในสหรัฐอเมริกา หรือรางวัลออสการ์ที่พวกเรารู้จักเป็นอย่างดี เมื่อนับเวลาตั้งแต่ครั้งแรกที่มีการแจกรางวัลตุ๊กตาทองของภาพยนตร์ไทย ในปี พ.ศ.2500 จนถึงวันนี้ ก็ย่างก้าวเข้าสู่ปีที่ 44 แต่การเดินทางของรางวัลตุ๊กตาทองในเมืองไทยก็ไม่ได้ราบรื่นสวยงามอย่างที่คณะบุคคลผู้แรกเริ่มคาดการณ์ไว้

ตำนานบทแรกของตุ๊กตาทองในนิตยสาร ตุ๊กตาทอง ปีที่ 1 ฉบับที่ 27 ประจำวันที่ 11 มกราคม พ.ศ.2496 ปรากฏบทความสั้นๆ ที่เอ่ยถึงการจัดประกวดภาพยนตร์ในประเทศไทยว่า " … ส่วนในประเทศไทยเรานั้นเล่า ขณะนี้การสร้างภาพยนตร์กำลังตื่นตัวกันมาก ถึงขนาดที่พอจะเรียกว่าจริงจังและเป็นล่ำเป็นสันได้แล้ว เพราะปรากฏว่า ได้มีการลงทุนกันเป็นเรือนแสนเรือนล้านเพื่อกิจการนี้โดยเฉพาะ จึงน่าจะถึงเวลาที่เราจะยกระดับของภาพยนตร์ไทยให้สูงขึ้นกว่าที่แล้วๆ มาได้แล้ว บัดนี้เรามีข่าวดีที่จะเรียนให้ทราบว่า ในเมืองไทยเราได้ริเริ่มดำเนินงานเพื่อกิจการดังว่าขึ้นแล้ว โดยบริษัทกรรณสูตกับคณะหนังสือพิมพ์ตุ๊กตาทอง ได้ตกลงที่จะร่วมมือจัดให้มีการประกวดภาพยนตร์ชิงรางวัลตุ๊กตาทองขึ้น เช่นเดียวกับประเทศต่างๆ ที่ได้กล่าวข้างต้น ข่าวรายละเอียดเราจะได้เสนอต่อไป…"

จากบทความนี้จะเห็นได้ว่า นิตยสารตุ๊กตาทอง โดยมี สงบ สวนสิริ เป็นบรรณาธิการ ได้ประกาศเจตนาที่ชัดเจนในการที่จะจัดให้มีการประกวดภาพยนตร์ไทยขึ้นครั้งแรกตั้งแต่ปี พ.ศ.2496 แต่เมื่อข่าวการจัดประกวดแพร่กระจายออกไปก่อให้เกิดเสียงสะท้อนกลับในเชิงไม่เห็นด้วยต่อการประกวด เนื่องจากผู้สร้างภาพยนตร์บางรายกลัวว่าถ้าภาพยนตร์ของตนไม่ได้รางวัลแล้ว จะกระทบกระเทือนถึงรายได้ในขณะเข้าฉาย อีกทั้งกลัวว่าจะเสียหน้า และที่รุนแรงที่สุดเห็นจะเป็นการทักท้วงในเชิงว่า "…การจัดให้รางวัลตุ๊กตาทองแก่ภาพยนตร์ไทยนั้นเป็นการใช้อิทธิพลเข้าควบคุมศิลปินทั้งเมืองไทย…" ซึ่งในเรื่องนี้ทางผู้จัดได้ยืนยันในเจตนาว่า "…การจัดให้รางวัลตุ๊กตาทาองแก่ภาพยนตร์ไทยนั้นเป็นเจตน์จำนงเพื่อส่งเสริมให้ภาพยนตร์ไทยเข้าสู่ระบบอันเหมาะสม…" (ตุ๊กตาทอง ปีที่ 2 ฉบับที่ 31 (8 กุมภาพันธ์ 2496) )

โครงร่างของการประกวดในครั้งนั้นได้กำหนดการให้รางวัลเอาไว้เพียง 9 รางวัลเท่านั้น ประกอบด้วย 1.พระเอก 2.นางเอก 3.ตัวประกอบฝ่ายชาย 4.ตัวประกอบฝ่ายหญิง 5.การกำกับ 6.การเขียนบทภาพยนตร์ 7.การถ่ายภาพ (ขาวดำ) 8.การถ่ายภาพ (สี) 9.ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม แต่เรื่องที่ยังสรุปไม่ได้ของคณะผู้จะจัดงานคือ รูปรางวัลที่จะใช้ในการประกวด และเพื่อให้ทุกคนที่สนใจมีส่วนร่วมในการจัดงาน ทางนิตยสารตุ๊กตาทองจึงได้จัดให้มีการประกวดแบบในการสร้างตัวรางวัล ตุ๊กตาทอง ชิงเงินรางวัล 1000 บาท โดยตั้งเงื่อนไขว่า จะต้องเป็นแบบที่สามารถจำลองเป็นรูปปั้นได้ มีความสูงไม่เกิน 10 นิ้วฟุต กำหนดหมดเขตส่งผลงานในวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ.2496 (ตุ๊กตาทอง ปีที่ 1 ฉบับที่ 38 (29 มีนาคม 2496) ) ซึ่งความเคลื่อนไหวนี้เป็นข่าวสุดท้ายที่เราหาได้ในปี พ.ศ.2496 เราไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมการจัดประกวดตุ๊กตาทองจึงไม่เกิดขึ้นในปีนั้น ข่าวที่ประโคมมาตั้งแต่ต้นปีจางหายไป

ข่าวของการประกวดภาพยนตร์ชิงรางวัลตุ๊กตาทองกลับมาอีกครั้งในปี พ.ศ.2500 นิตยสารผดุงศิลปประจำวันที่ 19 พฤษภาคม ได้ลงข่าวคืบหน้าถึงการสร้างรางวัลตุ๊กตาทอง ต่อเนื่องจากข่าวการจัดทำรางวัลตุ๊กตาทองที่ ฯพณฯ จอมพลป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ได้มอบเงินจำนวนหนึ่งสำหรับสร้างตุ๊กตาทองที่เสนอไปก่อนหน้านี้ ว่า "…บัดนี้ ได้รับรายงานข่าวว่า การสร้างตุ๊กตาทองเพื่อมอบเป็นรางวัลแก่ภาพยนตร์และผู้ที่เกี่ยวข้องกับงานภาพยนตร์ที่ชนะการประกวดแต่ละประเภท ได้กำหนดขึ้นแล้ว แต่ทุนจำนวนนี้ ทราบว่า เป็นเงินทุนของหอการค้ากรุงเทพฯ หาใช่เงินทุนของ ฯพณฯ จอมพลป.พิบูลสงคราม ตามข่าวที่เราได้เสนอไปแล้ว…"

ในเนื้อข่าวยังระบุถึงกำหนดการจัดงานว่า จะจัดให้มีขึ้นเป็นครั้งแรกในงานสัปดาห์แห่งการแสดงอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม และเกษตรกรรมของหอการค้ากรุงเทพฯ ที่จะมีขึ้นในเดือนพฤษภาคม และได้มีการแต่งตั้งคณะทำงานทั้งในส่วนของคณะกรรมการดำเนินงาน และคณะกรรมการตัดสินการประกวดภาพยนตร์ ซึ่งคณะกรรมการการดำเนินงานมี สงบ สวนสิริ เป็นประธาน ส่วนคณะกรรมการตัดสินภาพยนตร์จะประกอบด้วย นักประพันธ์ นักวิจารณ์ นักเซ็นเซอร์ นักหนังสือพิมพ์ และผู้ที่ดูภาพยนตร์เป็นประจำ รายชื่อคณะกรรมการตัดสินภาพยนตร์ของการประกวดครั้งแรก ประกอบด้วย พ.ท.จง แปลกบรรจง, พ.ต.ต.ปรีชา จงเจริญ, พ.ต.ต.ประสัตถ์ ปันยารชุน, แก้ว อัจฉริยกุล, ศักดิ์เกษม หุตาคม, ระบิล บุนนาค, ลมูล อติพยัคฆ์, กาญจนา ศยามานนท์, และเถาวัลย์ มงคล (รายชื่อคณะกรรมการ : จากสูจิบัตร งานประกวดภาพยนตร์ไทยยอดเยี่ยม ประจำปี 2502)

สงบ สวนสิริ อดีตบรรณาธิการนิตยสารตุ๊กตาทอง ได้เล่าถึงการจัดประกวดตุ๊กตาทองครั้งที่ 1 ไว้ใน บทความ "ตุ๊กตาทองของไทย" ว่า "…วันหนึ่งใน พ.ศ.2500 ซึ่งตรงกับปีที่ 25 แห่งพุทธศตวรรษพอดี คล้ายกับว่าจะเป็นนิมิตรอันดีสำหรับวงการภาพยนตร์ไทยหรืออะไรไม่ทราบ ข้าพเจ้าได้มีโอกาสพบกับ คุณสนอง รัตนวิจัย แห่งหอการค้ากรุงเทพฯ และได้สนทนากันถึงเรื่องเกี่ยวแก่ภาพยนตร์ไทย คุณสนองมีความคิดที่อยากจะหาทางส่งเสริมอุตสาหกรรมประเภทนี้ เพราะเห็นว่าเป็นอุตสาหกรรมที่ทำรายได้ให้แก่รัฐมิใช่น้อย จึงควรหาทางอุปถัมภ์ค้ำชูไม่ทางตรงก็ทางอ้อม ซึ่งเป็นความคิดที่ข้าพเจ้าเองก็เห็นด้วย และได้ปวารณาตัวยินดีร่วมมือด้วยโดยทุกทาง คุณสนองมีความเห็นว่า จะส่งเสริมโดยทางอ้อมก่อนด้วยการจัดให้มีการประกวดภาพยนตร์ไทยขึ้นในงานประจำปีของหอการค้ากรุงเทพฯ ข้าพเจ้าก็เห็นดีด้วย เพราะเป็นความคิดที่ข้าพเจ้าอยากดำริให้มีขึ้นนานมาแล้ว แต่ยังหาสถาบันที่จะร่วมมือร่วมใจด้วยไม่ได้ ก็เมื่อคุณสนอง ดำริขึ้นเช่นนี้ แม้ว่าจะเป็นปีที่ทางอเมริกาได้มีการแจกรางวัลตุ๊กตาทองอันมีนามว่า "ออสคาร์" กันมาเป็นปีที่ 30 แล้วในขณะนี้ ข้าพเจ้าก็เห็นว่าแม้จะตั้งต้นช้าก็ยังดีกว่าไม่ตั้งต้นเสียเลย จึงรับปากกับคุณสนองในอันที่จะร่วมมือด้วยอย่างเต็มสติกำลัง…" (จากสูจิบัตร งานประกวดภาพยนตร์ไทยยอดเยี่ยม ประจำปี 2502)

เมื่อข่าวการจัดประกวดตุ๊กตาทองกระจายออกไปได้รับความสนใจจากสื่อต่างๆ มีการเสนอความเคลื่อนไหว อีกทั้งการแสดงความคิดเห็นถึงความหวังในการประกวดครั้งนี้ "…ในฐานะของผู้สนใจคนหนึ่งแต่ไม่มีโอกาสติดตามกรณีนี้อย่างใกล้ชิด ผู้เขียนจึงไม่ทราบว่าในหลักการ และวิธีการในการประกวด และการตัดสินมอบรางวัลตุ๊กตาทอง และสำเภาทองแก่ภาพยนตร์ที่ชนะการประกวดอันเป็นครั้งแรกที่สุดสำหรับประวัติการณ์แห่งวงการภาพยนตร์ไทย ทว่าอาศัยเหตุผลที่ว่า ครูสงบ สวนสิริ (สันตสิริ) ผู้คุ้นคร่ำต่อธุรกิจทางภาพยนตร์เป็นประธาน คณะกรรมการดำเนินงานจัดประกวดประกอบด้วยองค์กรรมการทั้งฝ่ายดำเนินงาน และฝ่ายตัดสินล้วนด้วยผู้ทรงคุณวุฒิเชี่ยวชาญจากศิลปกรรมนานาแขนงต่างรับหน้าที่ร่วมมือ ร่วมจิตใจอย่างใกล้ชิด จึงทำให้สันนิษฐานไว้ก่อนได้ว่าหลักการและระเบียบการ หรือวิธีการในการประกวดจะเต็มไปด้วยความรัดกุมเป็นพิเศษ อย่างน้อยก็คงได้อาศัยหลักการและวิธีการที่ดำเนินกันอยู่ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งควรเป็นที่วางใจได้ แม้งานนี้จะเป็นงานครั้งแรกในประเทศไทยก็ตามหากเกิดความบกพร่องก็น่าจะได้รับอภัย และความเห็นใจอย่างกว้างขวางจากผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย…" (จรัญ วุธาทิตย์ : "ตุ๊กตาทองของเมืองไทย" : ผดุงศิลป ปีที่ 8 ฉบับที่ 23 (2 มิถุนายน 2500) )

งานประกวดภาพยนตร์ไทยครั้งแรกได้เกิดขึ้นในปี พ.ศ.2500 นี้เอง โดยการสนับสนุนของหอการค้ากรุงเทพฯ มีภาพยนตร์ไทยแจ้งความจำนงเข้าประกวดทั้งสิ้น 52 เรื่อง มีภาพยนตร์ที่ถ่ายทำในระบบ 35 มม. เข้าประกวดเพียง 4 เรื่องเท่านั้น คือ ชั่วฟ้าดินสลาย (2498) ของหนุมานภาพยนตร์ จอมไพร (2500) ของวิจิตรเกษมภาพยนตร์ ถ่านไฟเก่า (2500) และสองพี่น้อง (2501) ของบริษัทอัศวินภาพยนตร์ นอกจากนั้นเป็นภาพยนตร์ที่ถ่ายทำในระบบ 16 มม. และเนื่องด้วยการประกวดที่จัดขึ้นเป็นปีแรกทางผู้จัดงานจึงไม่ได้จำกัดปีของภาพยนตร์ ทำให้มีภาพยนตร์ทั้งเก่าและใหม่เข้าประกวดปะปนกัน ผลการประกวดภาพยนตร์มีการประกาศอย่างเป็นทางการในวันที่ 3 สิงหาคม 2500 ณ สวนลุมพินีสถาน จัดเป็นงานบอลรูม มีการชุมนุมดาราภาพยนตร์ นักแสดงและผู้ประกอบอุตสาหกรรมภาพยนตร์ มีการลีลาศชิงรางวัล แสดงแบบเสื้อโดยเหล่าดาราภาพยนตร์ จำหน่ายบัตรเข้างานในราคา 50 บาท แต่ผลการประกวดภาพยนตร์ไทยในครั้งนี้กลับมีการตีพิมพ์ลงในหนังสือพิมพ์ และนิตยสารก่อนวันงาน

หลังการประกาศผลรางวัลอย่างเป็นทางการปรากฏว่า การจัดงานไม่ค่อยเป็นที่พอใจของบุคคลต่างๆ จรัญ วุธาทิตย์ ได้เขียนในบทความ "บทเรียนอันล้ำค่าของการประกวดภาพยนตร์" นิตยสารผดุลศิลป ปีที่ 8 ฉบับที่ 34 (18 สิงหาคม 2500) ว่า "…ต่อข้อถามที่ว่า การจัดงานปีแรก หรือครั้งแรกนี้ซึ่งต้องทำเป็นการรีบด่วนกระทั่งมีข้อบกพร่องขึ้นนั้น ทางหอการค้ากรุงเทพ หรือคณะกรรมการดำเนินงาน มีความจำเป็นอย่างไร เพียงไร จะเป็นโดยบทบัญญัติทางกฎหมายหรือคำสั่งของใคร ที่กำหนดให้หอการค้ากรุงเทพ "จำเป็น" ต้องดำเนินการจัดการประกวดในปี 2500 นี้ กระทั่งไม่อาจวางแผนงาน หรือหลักเกณฑ์ให้รัดกุมเหมาะสมได้ จนเป็นเหตุให้มีความบกพร่อง และยุ่งยากขึ้น ฯลฯ กรรมการ (ตัดสิน) ผู้นั้นใช้คำตอบด้วยการหัวเราะ ซึ่งผู้เขียนจำเป็นต้องหัวเราะตามไปด้วย ในที่สุดก็ต้องตอบคำถามของตนเองด้วยประโยคต่อไปว่า เมื่อไม่มีความจำเป็นต้องกระทำโดยรีบด่วน ก็ชอบที่จะวางหลักเกณฑ์หรือแผนงานให้รัดกุม แล้วจึงค่อยจัดให้มีการประกวด การที่จะสนับสนุนผลิตกรรมภาพยนตร์ไทย ยังมีอยู่อีกหลายทาง ไม่ใช่เรื่องของการมอบ "ตุ๊กตาทอง" หรือ "สำเภาทอง" มันเป็นเรื่องของการที่เมื่อสร้างภาพยนตร์เสร็จแล้ว หาโรงฉายไม่ค่อยได้ เรื่องของการต้องซื้อเครื่องอุปกรณ์ในการสร้างภาพยนตร์ด้วยราคาสูงขนาดที่ไม่ควรจะเป็นถึงแค่นั้น เรื่องของความขัดข้องเกี่ยวแก่สถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ และอื่นอื่นอีกจิปาถะ การกระวีกระวาดจัดงานประกวด "ตุ๊กตาทอง" และ "สำเภาทอง" ควรจะเป็นเรื่องภายหลังสิ่งเหล่านั้น คำปรารภข้อนี้ กรรมการ (ตัดสิน) ผู้นั้นรับว่าน่าฟัง…"

สุรสิทธิ์ สัตยวงศ์ นักแสดงชั้นนำในเวลานั้นได้ให้สัมภาษณ์ จรัญ วุธาทิตย์ ในบทความ "พระเอกสุรสิทธิ์ เปิดอกเกี่ยวกับการประกวดภาพยนตร์" ในนิตยสารผดุงศิลป ฉบับเดียวกันว่า

"…ผู้เขียน : "คุณไม่สนับสนุนงานชิ้นนี้หรือ"
สุรสิทธิ์ : "ถูกแล้ว ผมไม่สนับสนุน การสนับสนุนส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย มีอยู่หลายทางที่น่าจะคิดทำ แต่ไม่คิดจัดทำ อย่างที่ผดุงศิลป เคยแนะและเคยเขียนไว้หลายหนนั้น ผมเห็นพ้อง และสนับสนุนเต็มที่ และเหตุที่ผมไม่สนับสนุนการประกวดภาพยนตร์ครั้งนี้มีเหตุผลหลายประการ

ประการแรกที่สุดก็คือเรายังไม่มี "สภาการภาพยนตร์" ท่านกรรมการผู้ทรงเกียรติซึ่งเป็นผู้ตัดสิน ท่านมีความรู้แตกฉานในการภาพยนตร์เพียงไร ผมเองก็ยังไม่ทราบชัด คาแรคเตอร์ หรือบทบาทผู้แสดงอย่างไหน ภาพยนตร์ประเภทไหน ที่สมควรพิจารณามอบ "ตุ๊กตาทอง" เป็นเกียรติ ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่จะต้องศึกษากันนานมาก มิใช่ จู่ๆก็ทำขึ้น ซึ่งพอพลาดพลั้งบกพร่องก็ยกเอาเรื่อง "ปีแรก" มาออกตัวขออภัยกัน ผมว่าเหตุการณ์เหล่านี้เป็นเรื่องที่น่าคิดมาก และที่ผมคิด ไม่ใช่ เกิดจากความน้อยเนื้อต่ำใจ เพราะ ผมไม่ได้ "ตุ๊กตาทอง" แต่ผมคิดว่าเราก้าวเร็วเกินไปเสียแล้ว ทั้งทั้งที่งานภาพยนตร์ไทยของเราวนเวียนอยู่เพียงแค่คืบเท่านั้น…"

การวิพากษ์วิจารณ์ถึงการประกวดตุ๊กตาทองที่มีตั้งแต่ก่อนการประกาศรางวัลอย่างเป็นทางการทำให้มีข่าวว่า "รัฐบาลจะโอนการประกวดภาพยนตร์จัดทำเอง จอมพลป. มอบกระทรวงวัฒนธรรมดำเนินงาน" ซึ่งรายละเอียดของข่าวนี้ปรากฏในนิตยสาร ผดุงศิลป ปีที่ 8 ฉบับที่ 32 (4 สิงหาคม 2500)

"…เนื่องแต่ผลของการประกวดภาพยนตร์ที่หอการค้ากรุงเทพได้จัดขึ้น เกิดมีเสียงวิจารณ์ วิพากษ์กันหลายแง่หลายมุมจากวงการที่เกี่ยวข้อง และผู้สนใจในกรณีนี้ ทางกระทรวงวัฒนธรรม จึงเร่งยกเรื่องอันเป็นการดำเนินการประกวดจากหอการค้ากรุงเทพ ไปจัดทำเองในปีพุทธศักราช 2501 …"

นายมงคล ศรียานนท์ ในฐานะประธานจัดงานประกวดภาพยนตร์ประจำปี 2500 ได้กล่าวตอบในประเด็นนี้ว่า "ถ้ารัฐบาล โดยทางกระทรวงวัฒนธรรมจะรับไปดำเนินการตามข่าวใน ผดุงศิลป ทางหอการค้ากรุงเทพ ก็พร้อมที่จะมอบให้ไปด้วยความยินดียิ่ง เพราะการกระทำของหอการค้ากรุงเทพเป็นเพียงการก่อหวอดเท่านั้น …หากรัฐบาลจะให้ทางหอการค้ากรุงเทพร่วมมือด้วย ผมเชื่อว่า ทางคณะกรรมการดำเนินงานของหอการค้ากรุงเทพ คงให้ความร่วมมือด้วยดี เพราะอยู่ในฐานะเป็นผู้ก่อหวอดงานนี้ขึ้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นย่อมขึ้นอยู่กับความดำริของฝ่ายรัฐบาล หอการค้าเพียงแต่จะเป็นผู้รอให้ความร่วมมือเท่านั้น…" (ผดุงศิลป ปีที่ 8 ฉบับที่ 34 (18 สิงหาคม 2500)

สงบ สวนสิริ ในฐานะผู้ริเริ่มได้เขียนถึงงานประกวดภาพยนตร์ครั้งแรก ในสูจิบัตร งานประกวดภาพยนตร์ ประจำปี 2503 ว่า "…ผลของการประกวดภาพยนตร์ไทยในปีแรกสิ้นสุดลงด้วยการที่ข้าพเจ้าถูก "ถอนหงอก" เป็นครั้งแรก เพราะผลของการตัดสินซึ่งคณะกรรมการลงมติกันว่าจะปกปิดเป็นความลับ และจะเปิดเผยในวันงาน ได้เกิดรั่วไหลออกมาดังที่ทราบกันดีอยู่แล้ว ไม่ผิดอะไรกับข้อสอบไล่ของนักเรียน ถ้าหากว่าเป็นข้อสอบไล่ก็จะต้องมีการสอบใหม่ และตัวข้าพเจ้าซึ่งเป็นประธานกรรมการก็จะต้องถูกลงโทษไล่ออกเป็นแน่แท้ แต่ในการประกวดภาพยนตร์เราจะทำเช่นนั้นไม่ได้ นอกจากตกบันไดพลอยโจน คือ ประกาศผลของการประกวดเสียก่อนถึงวันงาน ซึ่งทำให้งานในปีนั้นด้อยในด้านรสชาติไปอย่างน่าเสียดายยิ่ง

ข้าพเจ้ายังรำลึกถึงบุญคุณของบรรดาท่านผู้สร้างภาพยนตร์ที่ได้ให้ความร่วมมือแก่ข้าพเจ้าในการประกวดภาพยนตร์ครั้งแรกนั้นอยู่เสมอ มิได้เสื่อมคลาย เพราะการประกวดภาพยนตร์ยังเป็นของใหม่ในเมืองไทย ซึ่งออกจะหาภาพยนตร์ที่ส่งเข้าประกวดยากสักหน่อย ภาพยนตร์อยู่ในสภาพชำรุดไปแล้วบ้าง ไม่มีผู้พากย์บ้าง และที่สำคัญที่สุดก็คือกลัวจะแพ้กลายเป็นการเสื่อมเสียชื่อเสียงบ้าง ซึ่งด้วยเหตุผลแต่ละอย่างข้าพเจ้าก็รู้สึกเห็นใจ…"

การประกวดภาพยนตร์ครั้งแรกในประวัติศาสตร์จบลงด้วยความไม่พอใจของหลายๆ ฝ่ายทั้งในเรื่องรูปแบบการจัดงาน หลักเกณฑ์ในการประกวดที่สร้างความสงสัยให้ผู้ที่อยู่ในวงการภาพยนตร์ แต่ใช่ว่าการประกวดครั้งนี้จะเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวในประวัติศาสตร์ ในปีถัดมา สนอง รัตนวิจัย ในนามกรรมการ อัสสัมชัญสมาคม ได้เชิญชวน สงบ สวนสิริ จัดการประกวดครั้งที่ 2 โดยครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจาก สมาคมผู้ส่งเสริมการสร้างภาพยนตร์แห่งประเทศไทย (มีพระองค์เจ้าภาณุพันธ์ยุคล เป็นประธาน) และสมาคมโรงภาพยนตร์ไทยแห่งประเทศไทย (ประหลาท อิศรางกูร ณ อยูธยา เป็นนายกสมาคม) ร่วมกันเป็นเจ้าภาพในการจัดประกวดภาพยนตร์ ครั้งที่ 2

คณะผู้จัดงานได้เริ่มฉายภาพยนตร์ที่ส่งเข้าประกวดให้คณะกรรมการตัดสินชม ตั้งแต่วันที่ 3 พฤศจิกายน 2501 และปิดรับภาพยนตร์เข้าประกวดในวันที่ 15 เดือนเดียวกัน โดยจะมีการประกาศผลอย่างเป็นทางการในวันที่ 9 ธันวาคม 2501 โดยคณะกรรมการตัดสินภาพยนตร์มี พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเปรมบุรฉัตร เป็นประธานกรรมการ, ธนิต อยู่โพธิ์ (อธิบดีกรมศิลปากรในขณะนั้น), สนั่น ปัทมะทิน, จิตร บัวบุศย์, บุญยง นิโครธานนท์, เขียน ยิ้มศิริ, เกสรี บูลสุข, ลัดดา ถนัดหัตถกรรม และ ระบิล บุนนาค เป็นคณะกรรมการ โดยมี สงบ สวนสิริ เป็นเลขานุการ นอกจากจะมีการเปลี่ยนแปลงในคณะกรรมการตัดสินแล้ว ตัวรางวัลที่ใช้แจกในงานก็มีการเปลี่ยนแปลงให้เหมาะสมด้วย

ในบทความ "ตุ๊กตาทองของไทย" สงบ สวนสิริ เขียนไว้ว่า "…ที่ประชุมได้มีมติให้มีการเปลี่ยนแปลงบางประการในด้านการประกวด คือ รางวัลซึ่งเดิมมี สำเภาทอง ซึ่งเป็นเครื่องหมายขอหอการค้าให้ยกเลิกไป ใช้รูปตุ๊กตาทองแต่อย่างเดียว และได้มอบให้ อาจารย์จิตร บัวบุศย์ อาจารย์ใหญ่โรงเรียนเพาะช่างเป็นผู้คิดแบบ โดยตกลงไว้อย่าเคร่าๆ ว่าจะให้เป็นรูปตุ๊กตาเพศหญิงแต่เพียงอย่างเดียว แทนที่จะเป็นเพศชาย และเพศหญิงเหมือนปีแรก อาจารย์จิตร ได้เสนอแบบสรัสวดี เทพีแห่งศิลปทั้งหลายด้วยความเห็นชอบของคุณธนิต อยู่โพธิ์ อธิบดีกรมศิลปากร ที่ประชุมลงมติเห็นชอบเป็นเอกฉันท์ และยังเห็นว่าแบบนี้สมควรที่จะยุติได้แล้ว ไม่ควรมีการดัดแปลงเป็นอย่างอื่นอีกสำหรับการประกวดครั้งต่อๆ ไป…" (สูจิบัตรงานประกวดภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ประจำปี 2502)

การจัดงานประกวดภาพยนตร์ในครั้งนี้ได้รับผลกระทบกระเทือนจากงานปีที่แล้วมิใช่น้อย นิตยสารผดุงศิลป ปีที่ 9 ฉบับที่ 52 (28 ธันวาคม 2501) บทความ "พาคุณไปเที่ยวงานประกวดตุ๊กตาทอง" ได้ตั้งข้อสังเกตว่าบุคคลในวงการบันเทิงไปร่วมงานน้อยกว่าที่ควรจะเป็น "…สรุปงาน ตามความรู้สึกของผม รู้สึกว่างานประกวดภาพยนตร์ยอดเยี่ยมปีนี้ด้อยกว่าปีกลายอย่างเทียบกันไม่ได้ เหตุผล? ไม่ทราบเหมือนกัน และทั้งๆ ที่งานนี้เป็นงานของวงการภาพยนตร์ โดยเฉพาะเหล่านักธุรกิจของวงการนี้รวมทั้งดาราและศิลปิน หายหน้าค่าตาไปหลายคน …"

บทความของ เมธี พูนบำเพ็ญ เรื่อง "งานประกวดตุ๊กตาทอง ปี 2501" ที่พิมพ์ในนิตยสารผดุงศิลป ปี 2501 (ไม่ทราบฉบับ) เขียนในทำนองเดียวกันว่า "…คุณสงบ สวนสิริ และคุณสนอง รัตนวิจัย ได้ก้าวเข้ามามีบทบาทอันสำคัญอีกครั้งในการจัดงานส่งเสริมภาพยนตร์ไทย โดยเข้ามาเป็นหัวเรือใหญ่เพื่อหวังจะให้กิจการนี้ก้าวหน้าต่อไปอีก เท่าที่ทราบจากการสืบสวนดู ดูจะเป็นที่หวั่นวิตก โดยที่ความร่วมมือจากเจ้าของภาพยนตร์ยังไม่มีถึงขนาด และยังอาจจะผิดหวังเสียด้วยซ้ำ เพราะผลกระทบกระเทือนจากการตัดสินตุ๊กตาทองครั้งแรกได้สร้างความหวาดหวั่นแก่ผู้จะส่งเข้าประกวดในปีนี้ โดยทีการตัดสินในครั้งนี้ มีสิ่งที่ประชาชนทั่วไป ไม่พึงพอใจอยู่หลายประการ …"

และในบทความนี้ยังได้เสนอให้รัฐบาลหันมาสนใจการประกวดภาพยนตร์ด้วย "…การประกวดภาพยนตร์ไทยของเมืองไทยได้ก้าวเข้ามาอีก นับเป็นขวบปีที่สอง รัฐบาลควรจะเหลียวมองบ้าง ไม่ใช่ปล่อยไปตามเรื่องตามราวโดยคิดว่า "โอ้ย…ฉันไม่มีเอี่ยว ด้วยในเรื่องนี้ ทำกันไปก็แล้วกัน เพราะเรื่องไม้ เรื่องแร่ เรื่องยาง เรื่องยาสูบ เรื่องอะไร … อะไร อีกตั้งเยอะแยะ ปวดหัวใจตายอยู่แล้ว" ถ้าผู้ใหญ่คิดเสียเช่นนี้ ผมก็ต้องขอสรุปว่า "มันเป็นกรรมของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยที่รัฐบาลมองข้ามรายได้ก้อนใหญ่ไปเสียอีกก้อนหนึ่ง" …"

หลังการประกาศผลรางวัลการประกวดตุ๊กตาทองครั้งที่ 2 เสร็จสิ้นไปในวันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ.2501 ก็ปรากฏข่าวการเปิดรับภาพยนตร์เข้าประกวดครั้งที่ 3 โดยในครั้งนี้ สมาคมศิษย์เก่าอำนวยศิลป รับเป็นเจ้าภาพในการจัดงาน มี เจิม ภูมิจิตร นายกสมาคมเป็นประธานจัดงาน สงบ สวนสิริ เป็นเลขานุการ เหมือนกับ 2 ครั้งที่ผ่านมา ข่าวแจ้งถึงวัตถุประสงค์ของการจัดงานครั้งนี้ว่า "…นายกของสมาคมศิษย์เก่าอำนวยศิลป มีปณิธานแน่วแน่ในอันที่เข้ารับเป็นผู้อุปถัมภ์งานนี้ เนื่องด้วยปรารถนาจะส่งเสริมผลิตกรรมภาพยนตร์ไทยให้มีมาตราฐานสูงยิ่งขึ้นพร้อมกับได้กำหนดแผนงานไว้อย่างกว้างขวาง แต่พยายามให้รอบคอบและรัดกุมยิ่งขึ้น…" (ผดุงศิลป ปีที่ 9 ฉบับที่ 52 (28 ธันวาคม 2501) ) ส่วนของคณะกรรมการตัดสินยังคงเป็นชุดเดิมจากปีที่แล้ว มี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเปรมบุรฉัตร เป็นประธาน เปิดรับภาพยนตร์เข้าประกวดถึงวันที่ 7 พฤศจิกายน 2502 กำหนดแจกรางวัลในวันที่ 4 ธันวาคม 2502 ณ สวนลุมพินีสถาน มีการถ่ายทอดทางทีวี ช่อง 4 ตั้งแต่เวลา 21.00น.

การประกวดครั้งที่ 3 (พ.ศ.2502) เป็นครั้งสุดท้ายที่ สงบ สวนสิริ เข้ามามีบทบาทในการดำเนินงาน เพราะในปีรุ่งขึ้นแม้ว่าจะมีชื่อในกลุ่มผู้ทำงาน แต่ สงบ สวนสิริ ก็มิได้เข้าประชุม "…ข้าพเจ้าก็ยังถูก "ถอนหงอก" อีกจนได้ โดยมีผู้กล่าวว่าเขาได้ส่งคนมาติดต่อกับข้าพเจ้ายินดีที่จะให้เงินสองแสนบาท เพื่อช่วยให้ภาพยนตร์ที่เขาสร้างได้รางวัลในฐานะภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และดาราของเขาได้เป็นดาราแสดงนำยอดเยี่ยมทั้งฝ่ายชาย และฝ่ายหญิง ข้าพเจ้าไม่รับเงินจำนวนนั้นจึงให้คณะกรรมการตัดสินบิดเบือนให้ภาพยนตร์เรื่องอื่น และดาราคนอื่นได้ครองตำแหน่งนั้นๆ ไป ท้ายที่สุดเขาประกาศต่อหน้าธารกำนัลว่า "อ้ายหมอนี้จะต้องตีกบาลมันให้ได้!"

เรื่องมันจะกลับกลายเป็นร้ายแรงยิ่งกว่า "ถอนหงอก" เสียแล้ว ฉะนั้นในการประกวดภาพยนตร์ไทยครั้งที่สี่นี้ ข้าพเจ้าแม้จะมีตำแหน่งเดิมร่วมกับ คุณกายสิทธิ์ ตันติเวชกุล และคุณวรเทพ อารยพงศ์ ในโอกาสที่ คุณสงวน มัทวพันธุ์ ได้จัดให้สมาคมโรงภาพยนตร์แห่งประเทศไทยรับเป็นผู้อุปถัมถ์ตลอดไป แต่ข้าพเจ้าก็ยังไม่ได้ร่วมประชุมและปฏิบัติหน้าที่ร่วมกับท่านเหล่านั้นเลย ตั้งแต่ต้นจนกระทั่งเขียนข้อความนี้ ข้าพเจ้ารู้สึกอยู่เหมือนกันว่าได้กระทำผิดต่อหน้าที่ และได้ทอดทิ้งท่านกรรมการ ซึ่งข้าพเจ้าได้เป็นผู้ติดต่อรบกวนเวลาท่านมาหลายปีแล้ว แม้จะสับเปลี่ยนไปบางท่านก็เพียงแต่ท่านที่ไม่มีเวลาจริงๆ เท่านั้น และได้รบกวนท่านอื่นๆ มาแทนที่เป็นที่เรียบร้อย ข้าพเจ้าถือโอกาสกราบขออภัย ขอโอกาสให้ข้าพเจ้าได้ทำตามความปรารถนาของข้าพเจ้าสักครั้งเพื่อรอดูว่า ทั้งๆ ที่ข้าพเจ้ามิได้มีส่วนอะไรด้วยเลยในปีนี้ ตุ๊กตาทองตัวนั้นจะยังความขมขื่นให้แก่ข้าพเจ้าอีกเพียงใดหรือไม่…" (สูจิบัตร งานประกวดภาพยนตร์ประจำปี 2503)

แม้ว่าเจ้าภาพจะเปลี่ยนมือ ผู้ดำเนินงานคนสำคัญจะถอนตัว แต่การประกวดครั้งที่ 4 ประจำปี 2503 ที่จัดโดย สมาคมโรงภาพยนตร์แห่งประเทศไทย มี ประหลาท อิศรางกูร ณ อยุธยา เป็นประธานกรรมการ มีพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเปรม บุรฉัตร เป็นประธานกรรมการตัดสิน ก็ดำเนินต่อไป มีการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการถึงการจัดงาน เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2503 ณ สมาคมพ่อค้าไทย สาระในการแถลงข่าว กำหนดให้จัดงานในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2504 ณ สวนลุมพินีสถาน มีการประกวดนางงามตุ๊กตาทอง แฟชั่นโชว์ เช่นทุกปี รอบบริเวณงานมีภาพยนตร์ฉายให้ประชาชนไปชมฟรี 5 จอ มีภาพยนตร์ไทย อินเดีย จีน ฝรั่ง ญี่ปุ่น ตั้งแต่ 20.00น. และในการประกวดครั้งนี้มีการเพิ่มรางวัลตุ๊กตาทองประเภทภาพยนตร์สารคดีอีก 7 รางวัล (ผดุงศิลป ปีที่ 11 ฉบับที่ 48 (27 พฤศจิกายน 2503) )

หลังจากเสร็จสิ้นงานการประกวดครั้งที่ 4 ข่าวการประกวดตุ๊กตาทองก็หายไปด้วย ไม่มีใครยื่นความจำนงขอเป็นเจ้าภาพต่อทันทีเหมือนกับครั้งที่ผ่านมา จนกระทั่งในปี พ.ศ.2505 นิตยสารผดุงศิลป ปีที่ 13 ฉบับที่ 50 (30 ธันวาคม 2505) ได้ลงข่าว "ฟื้นงานประกวดหนังชิงตุ๊กตาทองขึ้นใหม่ คณะกรรมการงานวันเมตตาเป็นผู้จัด" "…คณะกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์งานวันเมตตา จะจัดงานแจกรางวัล "ตุ๊กตาทอง" แก่ภาพยนตร์ ซึ่งเคยหยุดมา 2 ปีแล้ว และจัดขึ้นปีใหม่ต้นปี 2506 เป็นการชิงรางวัลภาพยนตร์สีเท่านั้น หนังสารคดีทุกประเภทงด ทั้งนี้โดยคณะกรรมการมีจุดประสงค์ในงานแจกตุ๊กตาทองเป็นแขนงหนึ่งของงานวันเมตตา ซึ่งกำหนดไว้ในวันที่ 7-9 กุมภาพันธ์ 2506 และตุ๊กตาทองมีงานในคืนวันสุดท้าย…"

นายหยิบ ณ นคร ประธานกรรมการจัดงานวันเมตตาได้ประชุม และวางโครงงานเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2505 ที่ประชุมได้มีมติดังนี้

รับประกวดเฉพาะภาพยนตร์เรื่องสี ทั้ง 16 มม. และ 35 มม. ภาพยนตร์สารคดีไม่มีการประกวด ภาพยนตร์ที่เข้าประกวดต้องสร้างเสร็จหลังปี พ.ศ.2503 จนถึงวันที่ 15 มกราคม 2506 จะต้องพร้อมนำออกฉายทันที และผ่านการเซ็นเซอร์แล้ว ภาพยนตร์ที่เข้าประกวดให้เจ้าของเป็นผู้ส่งเท่านั้น ระเบียบในการตัดสินให้เป็นไปเช่นเดียวกับการประกวดครั้งก่อนๆ มีการเพิ่มรางวัลตุ๊กตาทองคำแท้ย่อเล็ก ประกอบเป็นเกียรติยศ คณะกรรมการตัดสินมอบให้ พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าเปรม บุรฉัตร เป็นประธาน เปิดรับภาพยนตร์เข้าประกวดตั้งแต่วันที่ 2-15 มกราคม 2506 ที่บ้านมหาโยธิน และมีการประกาศผลอย่างเป็นทางการในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2506 ณ สวนอัมพร

การกลับมาใหม่ของงานประกวดภาพยนตร์ชิงรางวัล ตุ๊กตาทอง ครั้งที่ 5 ได้ช่วยต่ออายุให้งานประกวดครั้งนี้ยืนยาวไปอีก 3 ครั้ง โดยทางหอการค้าไทย รับเป็นเจ้าภาพในการจัดงานประกวดภาพยนตร์ประจำปี 2506 (ประกาศผลในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2507 ณ สนามไชย), การประกวดภาพยนตร์ประจำปี 2507 (ประกาศผลในวันที่ 17 มีนาคม 2508 ณ หอประชุมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์) และการประกวดภาพยนตร์ประจำปี 2508 (ประกาศผลในวันที่ 3 พฤษภาคม 2509 ณ เวทีลีลาศสวนอัมพร) โดยการประกวดทั้ง 3 ครั้ง พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าเปรม บุรฉัตร เป็นประธานคณะกรรมการตัดสิน นายเจิม ภูมิจิตร ในฐานะประธานกรรมการส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยของหอการค้าไทย เป็นประธานในการจัดการประกวด หลังจากเสร็จสิ้นการจัดงานในปี พ.ศ.2509 ซึ่งถือว่าเป็นครั้งที่ 8 ของการประกวดตุ๊กตาทอง ได้กลายเป็นครั้งสุดท้ายของการจัดการประกวดตุ๊กตาทองในยุคแรก แม้ว่าหลังจากนั้นจะมีความพยายามในการจัดงานครั้งที่ 9

งานเลี้ยงเลิกรา ตำนานบทแรกปิดฉาก

ย้อนกลับไปก่อนที่จะพบบทความเกี่ยวกับการประกวดภาพยนตร์ไทย เมื่อปี พ.ศ.2496 ในนิตยสาร ตุ๊กตาทอง มีข้อสังเกตถึงการเปลี่ยนแปลงที่เป็นเสมือนการเริ่มต้นความคิดในการจัดงานประกวดภาพยนตร์เมื่อนิตยสาร ประมวลภาพยนตร์ ที่มี สงบ สวนสิริ เป็นบรรณาธิการ ได้ทำการเปลี่ยนชื่อจาก ประมวลภาพยนตร์ เป็น "ตุ๊กตาทอง" ซึ่งอาจจะเป็นการปักธงทางด้านความคิดที่จะจัดให้มีการประกวดภาพยนตร์ไทยขึ้น อีกทั้งคำว่า "ตุ๊กตาทอง" ก็มักจะใช้เรียกการแจกรางวัลออสการ์ เวทีการประกวดภาพยนตร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก เนื่องจากตัวรางวัลเป็นรูปตุ๊กตาสีทอง

สงบ สวนสิริ ในฐานะนักเขียน นักแปลบทภาพยนตร์ บรรณาธิการนิตยสารภาพยนตร์ ที่คลุกคลีอยู่กับวงการภาพยนตร์มานาน ได้เป็นผู้จุดประกายความคิดในการจัดประกวดภาพยนตร์ไทยขึ้น มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2496 โดยมีวัตุประสงค์เพื่อสนับสนุนให้กิจการการสร้างภาพยนตร์เจริญก้าวหน้า แต่กว่าที่การจัดประกวดภาพยนตร์ครั้งแรกจะถือกำเนิดขึ้นได้ก็ล่วงเข้ามาในปี พ.ศ.2500 และการดำรงอยู่ก็ไม่ยืนยาวอย่างการประกวดในประเทศอเมริกาที่ทางผู้ริเริ่มถือเป็นแม่แบบ

ถ้าคำถามคือ ทำไมการประกวดภาพยนตร์รางวัลตุ๊กตาทองบทแรก จึงไม่สามารถดำรงอยู่ได้ คำตอบที่น่าจะเป็นสาเหตุใหญ่คงหนีไม่พ้น องค์กรในการจัดงาน ถ้าย้อนกลับไปในตอนต้นของบทความจะพบว่ามีการเปลี่ยนองค์กรที่เป็นเจ้าภาพในการจัดงานอยู่ทุกปี โดยมีบุคคลเป็นเสมือนแกนในการจัดงานอยู่เพียงไม่กี่คน เท่ากับว่าความสำคัญในการจัดงานอยู่ที่บุคคลมากกว่าองค์กร ซึ่งบุคคลที่มีบทบาทอย่างมากคงหนีไม่พ้น สงบ สวนสิริ ในฐานะผู้ริเริ่มแต่ขาดองค์กรในการสนับสนุน สังเกตได้จากการประกวดประจำปี พ.ศ.2500-2502 นั้น ครูสงบ มีบทบาทอย่างมากในฐานะเลขานุการคณะกรรมการตัดสินภาพยนตร์

และการที่องค์กรในการจัดงานเปลี่ยนแปลงอยู่ทุกปี ไม่มีองค์กรใดรับภาระอย่างจริงจัง แม้แต่ หอการค้ากรุงเทพ ผู้ริเริ่มครั้งแรกก็วางสถานะของตนเป็นเพียงผู้ก่อหวอดเท่านั้น ไม่คิดที่จะจัดการประกวดเป็นประจำทุกปี หรือแม้แต่รัฐบาลเองที่เคยยื่นความจำนงในการเป็นเจ้าภาพจัดงานในปี พ.ศ.2500 แต่เมื่อเปลี่ยนรัฐบาลความสนใจก็น้อยลง ทำให้การประกวดภาพยนตร์รางวัลตุ๊กตาทองมีสถานะไม่มั่นคง พร้อมที่จะล้มได้ตลอดเวลา และเมื่อเกิดองค์กรที่เกี่ยวข้องกับระบบอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยโดยตรง ทำให้เกิดการโยนความรับผิดชอบในการจัดงานขึ้น

ปัญหาต่อมาที่น่าสนใจคือ ทัศนคติของบุคคลในวงการภาพยนตร์ เพราะความคิดที่จะให้มีการจัดประกวดภาพยนตร์ไม่ได้เกิดจากการผลักดันภายในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ แต่เกิดจากกลุ่มบุคคลที่อาจจะเรียกได้ว่าเป็น "วงนอก" ของระบบอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นนิตยสารตุ๊กตาทอง ในปี พ.ศ.2496 หรือ หอการค้ากรุงเทพ ในปี พ.ศ.2500 ฉะนั้นย่อมที่จะหลีกเลี่ยงไม่ได้ในการเกิดทัศนคติเชิงลบต่อการจัดงานจากบุคคลที่เกี่ยว และการเกิดเหตุการณ์ที่ ครูสงบ เรียกว่า "ข้อสอบรั่ว" ก็ยิ่งสร้างภาพพจน์เชิงลบแก่การประกวด ซึ่งทัศนคติเหล่านี้จะพบได้ในบทความที่เขียนถึงการประกวดในช่วงเวลานั้น

เมื่อการจัดประกวดภาพยนตร์เกิดจากรากที่ไม่มีความมั่นคงแล้ว โอกาสในการเลิกราก็เป็นไปได้ง่าย หลังจากงานเลี้ยงของการประกวดครั้งที่ 8 ในปี พ.ศ.2509 จบลงได้มีความพยายามในการจัดงานครั้งต่อไป แต่ความพยายามก็จบลงที่ความพยายามเท่านั้น

บทส่งท้าย กับการกำเนิดครั้งใหม่

เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2510 หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ หน้า 13 มีการพาดหัวข่าว "หอการค้าไทยวางมือตุ๊กตาทอง ประชุมวันอังคารให้สถาบันอื่นจัด หลังจัดการประกวดครั้งสุดท้ายเผยเหตุขาดทุนไร้กำลังใจ" ในเนื้อข่าวระบุว่า นายเจิม ภูมิจิตร ประธานอนุกรรมการส่งเสริมภาพยนตร์ของหอการค้าไทย ได้แสดงความคิดว่า หอการค้าไทยจะวางมือการจัดประกวดภาพยนตร์อย่างแน่นอน หลังจากที่ได้จัดงานประกาศผลรางวัลตุ๊กตาทอง ประจำปี 2509 (ครั้งที่ 9) นี้เสร็จเรียบร้อยแล้ว เหตุผลที่นายเจิมยกมากล่าวอ้างคือ การจัดงานของหอการค้าไทยหลายปีติดต่อกัน ต้องประสบกับความขาดทุนอยู่เรื่อยๆ และควรจะให้สถาบันที่เชื่อถือได้เป็นผู้รับช่วงงานนี้ไปดำเนินการต่อ เพื่อจะได้ช่วยกันเชิดชูศิลปะภาพยนตร์ให้ก้าวหน้า

หลังจากนั้นหอการค้าไทยโดย นายเจิม ภูมิจิตร ได้เรียกประชุมคณะกรรมการตัดสิน โดยมี พระวรวงศ์เธอพระเจ้าเปรม บุรฉัตร เป็นประธานคณะกรรมการตัดสิน ที่ประชุมลงมติจะให้มีการจัดงานแจกรางวัลตุ๊กตาทองประจำปี พ.ศ.2509 ขึ้นในวันที่ 29 กันยายน 2510 ณ หอประชุมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีภาพยนตร์เข้าประกวดทั้งสิ้น 59 เรื่อง (หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ 13 กรกฎาคม 2510)

เดือนกันยายนมาถึง เสียงเพลงของงานเลี้ยงการประกวดภาพยนตร์ก็ไม่ได้เริ่มบรรเลง ไม่ปรากฏข่าวการแจกรางวัลตุ๊กตาทองในหน้าหนังสือพิมพ์ …เดือนพฤศจิกายน 2510 "…สำหรับงานตุ๊กตาทองปีนี้ซึ่งมีข่าวว่า หอการค้าไทยจะจัดงานเป็นปีสุดท้าย นายกสมาคมผู้อำนวยการสร้าง (พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าอนุสรมงคลการ) ทรงให้ความเห็นว่า ในฐานะที่หอการค้าไทยได้ดำเนินการจัดงานประกวดภาพยนตร์ไทยมาหลายครั้ง ซึ่งก็ได้แสดงเจตนาดีในอันที่จะส่งเสริมกิจการภาพยนตร์ไทย ดังนั้นจึงทรงดำริที่จะเชิญทางหอการค้าไทย ร่วมในการจัดประกวดภาพยนตร์ไทยต่อไป โดยขอความร่วมมือสมาคมศิลปินการแสดง และสมาคมผู้สื่อข่าวบันเทิงแห่งประเทศไทย ให้ร่วมกันเป็นผู้จัดงานประกวดภาพยนตร์ในปีต่อไป…" (หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ 1 พฤศจิกายน 2510)

ก่อนที่เดือนกันยายนจะมาถึง เกิดเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ของวงการภาพยนตร์ไทย ในวันที่ 28 กรกฎาคม 2510 หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ลงข่าวการฟื้นตัวของ สมาคมผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์แห่งประเทศไทย มีการเชิญบรรดาผู้อำนวยการสร้างไป ประชุมกันที่วังละโว้ เพื่อคัดเลือก นายกสมาคม และกรรมการบริหารชุดใหม่ หลังจากที่ต้องยกเลิกหลังการก่อตั้งเพียงไม่กี่เดือนในปี พ.ศ.2509 4 สิงหาคม 2510 มีการประกาศรายชื่อคณะกรรมการ และนายกสมาคมผู้อำนวยการสร้าง ในหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ … การเกิดสมาคมผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ อย่างเป็นทางการทำให้ไม่อาจหลีกเลี่ยงการเข้ามามีส่วนร่วมในการแจกรางวัลตุ๊กตาทอง …

"…4 สมาคมผู้เกี่ยวข้องในวงการธุรกิจบันเทิงเปิดประชุมร่วมกัน โดยมีคณะกรรมการตัดสินภาพยนตร์ไทยยอดเยี่ยมประจำปีเข้าร่วมด้วย ได้แก่ สมาคมผู้สร้างภาพยนตร์ไทย(น่าจะหมายถึงสมาคมผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์แห่งประเทศไทย : ผู้เขียน) สมาคมโรงภาพยนตร์ สมาคมผู้สื่อข่าวบันเทิง และหอการค้าไทย หารือการตระเตรียมจัดงานตุ๊กตาทองแล้ว เมื่อค่ำวันที่ 23 เดือนนี้ที่วังละโว้ สำหรับการประกาศผลรางวัลยอดเยี่ยมภาพยนตร์ไทยซึ่งเรียกว่า "ตุ๊กตาทอง" มอบรางวัลตุ๊กตาทองดีเด่นประเภทต่างๆ ให้แก่ดารา ผู้สร้าง ประจำปี 2509 นั้น ได้กำหนดจัดงานในเดือนกุมภาพันธ์ ที่จะถึงนี้ โดยหอการค้าไทยคงเป็นผู้ดำเนินการตามที่เคยมีข่าว โดยมีสมาคมโรงภาพยนตร์ และสมาคมผู้สร้างร่วมด้วย สำหรับสมาคมผู้สื่อข่าวบันเทิงร่วมในด้านการจัดแสดงด้วย…" (หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ 25 พฤศจิกายน 2510)

ข่าวการจัดงานประกวดตุ๊กตาทองประจำปี 2509 ยืดเยื้อออกไปอีก ครั้งนี้ความหวังอยู่ที่เดือนกุมภาพันธ์ 2511 กำหนดจัดงานในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ครั้งนี้ก็เหมือนกับทุกครั้งที่ผ่านมา การจัดงานไม่สามารถเกิดขึ้นได้ จนกระทั่งเวลาล่วงเลยจนถึงเดือนมกราคม 2512 ก็ปรากฏข่าว การจัดงานตุ๊กตาทองอีกครั้ง และครั้งนี้มีทีท่าว่าจะลงเอย "…งานตุ๊กตาทองที่ยืดเยื้อมา 2 ปีเต็มๆ มีทีท่าว่าจะลงเอยด้วยดีสามารถประกาศผลการตัดสินรางวัลตุ๊กตาทอง 15 รางวัล ตุ๊กตาเงิน 4 รางวัล รวม 19 รางวัล…คาดว่าจะจัดงานในเดือนพฤษภาคม …" (หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ 12 มกราคม 2512) ข่าวครั้งนี้ก็ไม่ได้นำพาการจัดงานประกวดตุ๊กตาทองมาด้วย คล้ายกับหนังตัวอย่างที่ฉายเรียกความสนใจจากคนดู แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถเข้าฉายได้ หรือ ตำนานตุ๊กตาทองจะปิดฉากลงเสียแล้ว …แต่ก่อนที่ม่านจะปิดเกิดการการถกเถียงเล็กๆ ขึ้น

"…อดีตประธานกรรมการส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย แห่งหอการค้าไทย (เจิม ภูมิจิตร) เผยคณะกรรมการตัดสินตุ๊กตาทองภาพยนตร์ไทยประจำปี 2509 ได้ให้คะแนนภาพยนตร์จำนวน 55 เรื่อง พร้อมทั้งสั่งทำตุ๊กตาทอง ตุ๊กตาเงิน 19 ตัว เรียบร้อยแล้ว ที่ไม่มีงานประกวดตุ๊กตาทอง เพราะสมาคมผู้อำนวยการสร้างขันอาสาจะจัด…" (หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ 9 กรกฎาคม 2513)

"…องค์นายกสมาคมผู้อำนวยการสร้างประเทศไทย โต้หอการค้าไทยที่หาว่าดึงงานประกวดตุ๊กตาทองของภาพยนตร์ไทยมาแล้วไม่จัด รับสั่ง หอการค้าไม่จัดเองอ้างว่าขาดทุน จะให้สมาคมจัดรางวัลให้แก่ตัวเองนั้นทำไม่ได้ อยากเสนอให้รัฐบาลจัดเหมือนกระทรวงเกษตรให้รางวัลพันธุ์ข้าวยอดเยี่ยมประจำปีแก่กสิกร …" (หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ 18 กรกฎาคม 2513) การโต้เถียงครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายของข่าวการแจกรางวัลตุ๊กตาทอง ครั้งที่ 9 ที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2510 จนถึง พ.ศ.2513

การประกวดตุ๊กตาทองที่เริ่มก่อตัวมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2496 ได้ปิดฉากลงอย่างสมบูรณ์แบบในปีนี้เอง โดยการจัดงานการประกวดครั้งสุดท้ายเกิดขึ้นในปี พ.ศ.2509 ซึ่งเป็นการประกวดประจำปี พ.ศ.2508 นับเป็นครั้งที่ 8 ของตำนานตุ๊กตาทองยุคแรก

หลังจากนั้นอีก 3 ปีบทที่สองของการประกวดภาพยนตร์ชิงรางวัลตุ๊กตาทองก็ได้เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง เมื่อปรากฏข่าว "งานประกวดภาพยนตร์ชิงตุ๊กตาทองเริ่มแล้ว ตั้งคณะกรรมการ กองอำนวยการประกวด รับสมัคร 20 มกราคม" ในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ วันที่ 15 มกราคม พ.ศ.2516 งานครั้งนี้มี สำเริง เนาวสัยศรี นายกสมาคมผู้สื่อข่าวบันเทิงแห่งประเทศไทยเป็นประธาน มีคุณหญิงจินตนา ยศสุนทร เป็นประธานกรรมการตัดสิน มีการออกแบบตัวรางวัลใหม่ โดย ทวีศักดิ์ เสนาณรงค์ เปิดรับสมัครภาพยนตร์ที่เข้าประกวด ตั้งแต่วันที่ 20 มกราคม 2516 โดยผู้ส่งภาพยนตร์เข้าประกวดเสียค่าสมัครเรื่องละ 3000 บาท เป็นการประกวดครั้งแรกในนามของสมาคมผู้สื่อข่าวบันเทิงแห่งประเทศไทย ประกาศผลในวันที่ 29 ธันวาคม 2517 ณ ห้องบอลรูม โรงแรมนารายณ์ การจัดงานครั้งนี้เป็นการนับหนึ่งใหม่ของการประกวดภาพยนตร์รางวัลตุ๊กตาทอง บทใหม่ของรางวัลตุ๊กตาทองได้เปิดฉากขึ้นแล้ว

ที่มา วารสารหนัง : ไทย ปีที่ 3 ฉบับที่ 10 (เมษายน-มิถุนายน 2544)


       











สมัครสมาชิก Thai Film เพื่อรับข่าวสารข้อมูลทางอีเมล์และรับสิทธิประโยชน์ต่างๆสำหรับสมาชิก [ JOIN ]


Copyright © 2004
Thai Film Foundation All Rights Reserved.
Site by Redlab