เสียงจากเพชรา เชาวราษฏร์ เพชรของภาพยนตร์ไทย
09/07/04 (By: กองบรรณาธิการ)

เพชรา เชาวราษฎร์ เข้าสู่วงการภาพยนตร์หลังจากที่ชนะการประกวดธิดาเมษาฮาวาย เมื่อปีพ.ศ.2504 ศิริ ศิริจินดา แห่งบริษัทจินดาวรรณภาพยนตร์ชักชวนให้แสดงในภาพยนตร์เรื่องแรก "บันทึกรักของพิมพ์ฉวี" (2505) คู่กับ มิตร ชัยบัญชา และจากนั้น ทั้งคู่กลายเป็นดาราคู่ขวัญสัญลักษณ์ของภาพยนตร์ไทยจนกระทั่ง หยุดการแสดงในปีพ.ศ.2521

เพชรา เชาวราษฎร์ เป็นนักแสดงภาพยนตร์อาชีพโดยแท้จริง ไม่เคยแสดงด้านอื่นเลยมีผลงานการแสดง ภาพยนตร์ในฐานะเป็นนางเอกหรือผู้แสดงนำกว่า 300 เรื่อง ตลอดช่วงเวลาเกือบ 20 ปีในอาชีพนักแสดง ย่อมเป็นหลักฐานรองรับความจัดเจนในศิลปการแสดงภาพยนตร์ และการทุ่มเทให้กับงานอาชีพของเพชรา เชาวราษฎร์ ฝีไม้ลายมือการแสดงของเพชรา อาจไม่เท่าเทียมกับฝีไม้ลายมือของนักแสดงที่ได้รับ การศึกษาเล่าเรียนหรือฝึกฝน ตามทฤษฎีในโรงเรียนหรือสำนักการแสดงสกุลต่างๆ แต่การแสดงของเพชรา ซึ่งปรากฏ อยู่ในแผ่นฟิล์มหรือเมื่อฉายให้โลดเต้นอยู่บนจอภาพยนตร์ เป็นภาพการแสดงที่ยิ่งใหญ่ มีมนต์หรือเสน่ห์พิเศษซึ่งสามารถยึดกุมหัวใจของผู้ชม โดยเฉพาะมหาชนชาวไทยและมหาชนประเทศ เพื่อนบ้านได้อย่างหมดหัวใจ อย่างล้ำลึก และอย่างยั่งยืน อย่างที่กล่าวได้ว่าเป็นปรากฏการณ์ ซึ่งไม่เกิดขึ้นบ่อยนัก หรืออาจไม่เกิดขึ้นได้อีก บทบาทการแสดงหรือการมีอยู่ของเพชรา เชาวราษฎร์ จึงเป็นปรากฏการณ์ที่สังคมไทยไม่อาจมองข้ามไปได้เฉยๆ

ผลงานที่สร้างสรรค์ขึ้นมาใหม่หรือที่โดดเด่นของเพชราคือการแสดงที่เป็นไปตามธรรมชาติหรือตามสัญชาตญาณ ซึ่งเธอถ่ายทอดออกมาในกรอบของขนบการแสดงหรือการละเล่นพื้นบ้านตลอดจนขนบทางนาฏลักษณ์แบบไทย ผนวกซ้อนกับกรอบหรือขนบของภาพยนตร์ไทย ทำให้เกิดแบบฉบับของการแสดง โดยเฉพาะการแสดงในบทบาท นางเอกของภาพยนตร์ไทย ซึ่งเธอค่อยๆ พัฒนาขนบนี้ขึ้นมาเบื้องหน้ากล้องถ่ายภาพยนตร์ 16 มิลลิเมตร และรีเฟลกซ์สะท้อนดวงอาทิตย์อันแรงกล้าในเวลากลางวัน จนถึงดวงไฟฟ้านับหมื่นแรงเทียนใน ตอนดึกดื่นตลอดเวลาเกือบ 20 ปี

แม้ว่าปัจจุบันเพชราได้เลิกราชีวิต การเป็นนักแสดงภาพยนตร์แล้ว นับแต่ปีพ.ศ. 2521 ผลงานการแสดงของเธอ ยังมีชีวิตโลดเต้นต่อไปบนจอภาพยนตร์ ผลงานภาพยนตร์กว่า 300 เรื่องของเพชรา ซึ่งแม้ว่าอาจจะเหลือรอด อยู่ในปัจจุบันไม่ถึงครึ่งหนึ่ง แต่ภาพยนตร์เหล่านี้ซึ่งควร จะได้รับการอนุรักษ์ไว้ในฐานะมรดกภาพยนตร์หรือมรดก ทางศิลปวัฒนธรรมอย่างหนึ่งของชาติ หากมีการนำออกฉายอีกเมื่อไร การแสดงของเพชราก็เสมือนกลับฟื้นคืน ชีวิตกลับมาและคงอยู่ตลอดไป

แม้ว่าในชีวิตจริงของเพชราวันนี้จะ อยู่ในโลกมืด แต่จิตใจของเธอสว่างไสว เพชราอาจไม่ปรากฏตัวต่อสาธารณะ แต่เธอปรากฏเสียง และ โดยเฉพาะปรากฏจิตใจที่งดงามต่อสาธารณะอยู่เนืองๆ โดยการให้สัมภาษณ์ ถ่ายทอดเรื่องราวและ แสดงทัศนะทั้งต่อเรื่องราวในอดีตและต่อชีวิต นับเป็นการแสดงออกที่มีคุณค่าจรรโลง จิตใจของมนุษย์ได้อย่างเหมาะสมและงดงาม

ทุกวันนี้ เพชราเริ่มบทบาทใหม่ด้านการเป็นผู้ถ่ายทอดประสบการณ์ โดยร่วมจัดรายการวิทยุ ทุกวันศุกร์ เวลา 9.00 - 11.00 น. ทางสถานีวิทยุ 95 เมกกะเฮิร์ทซ

ชีวิตของเพชรา เชาวราษฎร์ เริ่มต้นที่จังหวัดระยอง เธอมีชื่อจริงว่า เอก ชาวราษฎร์ มีพี่น้องทั้งหมด 7 คน ชาย 3 คน หญิง 4 คน ตัวเธอเองเป็นคนที่ 4 เริ่มเรียนหนังสือที่ โรงเรียนเกาะกลอย ออกจากโรงเรียนเมื่อจบการศึกษาชั้นประถมปีที่ 4 เข้ากรุงเทพฯ เมื่ออายุประมาณ 15 ปี อาศัยอยู่กับพี่สาวและพี่เขย ที่กรุงเทพฯ เธอเรียนกวดวิชา จนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 พร้อมทั้งช่วยงานที่ร้านเสริมสวยวรรณา ของน้องสาวพี่เขย...และที่ร้านเสริมสวยวรรณานี่เอง เป็นจุดเริ่มต้นในการเข้าประกวด ธิดาเมษาฮาวาย …

Q : ตอนที่เข้าประกวด ธิดาเมษาฮาวาย อายุเท่าไรคะ
A : ตอนนั้นอายุประมาณ 18 - 19 ปี น้องสาวพี่เขยเป็นคนส่งเข้าประกวด ตอนที่เข้าประกวดนั้น อายมาก เพราะสมัยก่อนตอนที่อยู่กับพ่อ แม่ เขาก็ไม่ให้เราแสดงออก เวลาประกวดต้องเดินชุดกีฬา ชุดเดินเล่น เดินให้คนดูเราก็อาย เหงื่อออกจมูกเราก็ป้ายซ้าย ป้ายขวา ไม่คิดว่าจะได้ตำแหน่งเทพธิดาฮาวาย แต่แอบคิดว่า 1 ใน 5 คน เราติดแน่

Q : ใครเป็นผู้จัด การประกวดธิดาเมษาฮาวาย
A : กองสลากเป็นผู้จัด จะจัดประจำทุกปีของเดือนเมษายน ช่วงต้นๆ เดือน บางทีก็เป็นวันที่ 1 ที่ 2 ปีนั้นรู้สึกว่าจะเป็นวันที่ 4 มีคนเข้าประกวดเยอะ เวลาเดินก็ใส่ชุดฮาวาย

Q : เมื่อได้ตำแหน่งแล้วรู้สึกอย่างไรบ้าง
A : เหนื่อยมาก หลังจากที่ได้ตำแหน่งก็ต้องไปงานเปิดต่างๆ งานแรกเป็นงานเปิด หมู่บ้านเศรษฐกิจ ของคุณไถง สุวรรณทัต ประทับใจมาก เมื่อคุณไถงจะให้เล่นหนังบทอะไรก็เล่น หลังจากนั้นมีไปงานรับกระบี่ของนายร้อย ตำรวจ บางทีก็ไปงานเลี้ยงของกรรมการ การไปงานเลี้ยงกลายเป็นงานที่เหน็ดเหนื่อยที่สุด บางทีกลางวัน บางทีก็กลางคืน ตอนนั้นอดนอนไม่เก่ง นึกถึงตัวเองตอนนั้นแล้วจะตายให้ได้ งานเลี้ยงเป็นงานที่หนักและน่าเบื่อ แต่ก็เป็นหน้าที่ที่เราจะต้องไป

Q : ยังจำได้ไหมคะว่า รางวัลที่ได้ เป็นอะไร
A : รางวัลที่ได้ก็มีมงกุฏ มีคทา มีถ้วยเงิน และอีกกองพะเนินเทินทึก เสร็จแล้วเราก็ไม่ได้เอามา ที่เก็บกลับมามีแอร์ในรถยนตร์ ตั๋วเครื่องบิน ของเล็กๆ นิดเดียว เพราะรถที่ไปนั้นคันเล็กนิดเดียว ถ้าเอากลับมาหมดคงต้องเอารถบรรทุกมาขน หลังงานประกวดเขามีลีลาศโต้รุ่งกัน อยู่กันตั้งตีสาม ตีสี่ คนอื่นเขาสนุกกัน แต่ตอนนั้นเราอดนอนไม่เป็น ก็นั่งหลับ มีคนมาถามว่า หนูๆ ไม่ดีใจหรือ ก็ได้แต่ตอบว่า ก็ดีใจคะ แต่มันง่วง พอจะกลับคนที่เขารับส่งอยู่ เขาก็บอกว่า ของขวัญนี้ ถ้าไม่เอาไปคืนนี้ พรุ่งนี้ก็หายหมดเลยนะ เราได้แต่บอกว่า มันจะหายก็ไม่เอาแล้ว ขอแค่กลับบ้านนอน มันง่วงมาก สมัยก่อนถ้าอดนอนถึงเที่ยงคืน ตีหนึ่ง ก็ไม่ไหวแล้ว พอตีหนึ่งยืนก็เหมือนกองอยู่ตรงนั้น

Q : ตอนที่เข้าประกวด เคยคิดว่าจะมาเป็นดาราหรือเปล่า
A : ไม่ได้คิด แต่ช่วงที่เข้ามากรุงเทพฯ ไปเรียนกวดวิชา ต้องไปเรียนวันละ 2 ชั่วโมง อาทิตย์หนึ่งเรียน 4 - 5 วัน หลังจากเลิกเรียนก็หอบหนังสือไปดูหนังกับเพื่อน จำได้ว่ามีครั้งหนึ่งไปดูหนังที่โรงหนังเอ็มไพร์ วันนั้นคนเขารอหน้าโรงหนังเยอะมาก เราก็ยืนรอกับเพื่อน ในระหว่างที่รอดูหนังก็ดูใบปิด โชว์การ์ด เราก็รู้สึกว่า คนที่มารอดูหนังวันนั้นเขามองเรากันเป็นตาเดียว เราก็เลยบอกกับมาลัย (อัมพาโรจน์) เพื่อนที่ไปด้วยว่า นี่เธอถ้าฉันได้เป็นนางเอกหนังเมื่อไหร่นะ ฉันจะพาเธอไปดูหนังฟรี แต่น่าเสียดายที่สอบเสร็จก็จากกัน เราไม่ได้ติดต่อกันอีก จนกระทั่งเป็นนางเอกหนังแล้ว ขับรถเป็นแล้ว ถึงได้ไปหาเขาแต่ไม่เจอกัน นึกเสียใจอยู่จนทุกวันนี้ว่าเราติดต่อเขาช้าไป

หลังจากที่ประกวดแล้วแรกๆ ก็ไม่คิดว่าจะมาเล่นหนัง คณะกรรมการจัดงานเขาเคยถามว่า จะทำงานมั้ย จะทำงานอะไร ช่วงนั้นก็ไม่ได้คิดจะทำงานอะไร เรายังรู้สึกสบายอยู่กับการที่ไม่มีภาระผูกพัน คิดว่าอย่างดีก็ได้ไปทำงานขายของหน้าร้านตามห้างสรรพสินค้า ตอนนั้นมี ห้างแมวดำ ห้างใต้ฟ้า แถวเยาวราช ซึ่งสมัยก่อนมันโก้ดีเหมือนกันนะ คิดไว้แค่นั้น … แต่พอต้องไปงานเลี้ยงบ่อยก็เริ่มจ๋อย เพราะต้องอดทน แล้วเราก็ไม่เคยต้องมานั่งเป็นตุ๊กตา นั่งยิ้มซ้ายที ขวาที

Q : แล้วมาเล่นหนังได้อย่างไร
A : ครั้งแรกมีคนมาติดต่อบอกว่าทาง บูรพาศิลป์ภาพยนตร์ จะสร้าง "แม่ยอดสร้อย" จะปั้นนางเอกใหม่ 3 คนพร้อมกัน เราก็ไม่ได้สนใจอะไร แต่ที่มาสนใจของ คุณศิริ ศิริจินดา เพราะเราชอบละครวิทยุเรื่อง "บันทึกรักพิมพ์ฉวี" ของทางคณะกันตนาเป็นละครวิทยุที่ดังมาก พอเขามาติดต่อให้เล่นเรื่องนี้ เราก็ตอบตกลง ในใจก็คิดว่าไม่น่าจะยากเท่าไร เพราะเราไม่เคยรู้ว่าจะต้องมายืนท่ามกลางสายตาคน ต้องมาทำอย่างนี้ อย่างนั้น ต้องถูกสาดรีเฟล็กซ์ เวลาถ่าย

คุณศิริ ศิริจินดา เขาเคยเล่าให้ฟังว่าเห็นเราจากการถ่ายทอดการประกวดทางทีวี ตอนที่เข้าประกวดพอเขาประกาศชื่อ นามสกุล กว่าจะเดินลงบันได เดินบทเวที กล้องทีวีเขาจะจับใกล้มาก คุณศิริ เขาบอกว่าคนนี้ น่าจะเล่นบทชีวิตได้

Q : รู้หรือเปล่าคะ ว่าต้องมาเล่นคู่กับคุณมิตร
A : รู้คะ ทางคุณศิริบอก และตอนนั้นคุณมิตรเขาก็เริ่มดังแล้ว แต่เราเคยดูหนังที่คุณมิตร เล่นเรื่องเดียวคือ "ชาติเสือ" ในความรู้สึกของเรา คุณมิตร เป็นพระเอกหน้าตาดี หุ่นดี

Q : ชื่อ เพชรา ใครเป็นคนตั้งให้คะ
A : ตอนที่มาติดต่อให้เล่นหนังเรื่อง บันทึกรักของพิมพ์ฉวี คุณศิริ ศิริจินดา มากับคุณดอกดิน กัญญามาลย์ มากัน 2 คน คุณศิริ ไม่ได้พูดหรอก น้าดินพูดอยู่คนเดียว คุณศิริ ได้แต่นั่งยิ้มเฉยๆ พอตกลงกันเรียบร้อยแล้ว เขาก็กลับไป วันที่คุณศิริมารับไปถ่ายหนังไม่แน่ใจว่าวันแรก หรือวันที่สอง คุณศิริ บอกในรถว่า หนูอี๊ด เปลี่ยนชื่อแล้วนะ ปัทมา (ชื่อที่ใช้ในการประกวดธิดาเมษาฮาวาย : ผู้เขียน) มันเรียบไป ตั้งให้ใหม่แล้วนะ ชื่อ เพชรา เราก็ได้แต่ร้องว้าย! คุณศิริก็หน้าสลด … ไม่รู้แหละ…ไปหาพระ พระตั้งให้ เมื่อคุณศิริ พูดอย่างนี้ เราก็เลยเงียบ … ตอนนั้นนะชื่อ เพชรา ฟังแล้วใจมันวาบนะ …ถ้าเราไม่นึกถึงเพชร - ชรา ที่แก่นะ แต่เป็น เพชรา ที่สว่างไสว

เราก็เข้าใจว่าพระตั้งให้อยู่ตลอดเวลา จนกระทั่งเลิกเล่นหนังแล้ว จึงได้รู้ว่า น้าดิน ตั้งให้ เพราะช่วงหลังที่ น้าดิน เขาปั้นนางเอกใหม่ แล้วเขาก็ให้สัมภาษณ์ เราถึงได้รู้ว่าน้าดินตั้งให้

มีอยู่ครั้งหนึ่ง น้าดิน ให้พี่หนูภรรยามารับเราไปที่บ้าน พอไปถึงที่บ้าน เขาก็เอากระดาษมา แล้วก็บอกว่า หนูเอ๋ย…เวลาจะเซ็นชื่อให้มันมีหัวมีหางหน่อยซิ เพราะเขาเคยเห็นเวลาไปถ่ายหนัง มีคนขอลายเซ็น เขาก็เซ็นชื่อมันตรงๆ วันนั้นเราก็ได้แต่คิดว่า ทำไมต้องมายุ่งกับเราด้วยนะ เราก็ไม่รู้ว่าน้าดินตั้งชื่อให้

Q : ทำงานในกองถ่ายครั้งแรกรู้สึกอย่างไร
A : ถ่ายหนังวันแรก ทางกองถ่ายเขาก็เอาแผ่นรีเฟล็กซ์มาส่องสะท้อนแสงแดดวูบวาบไปหมด ให้เราใส่เสื้อ นุ่งผ้าถุง ทำท่าฟัดข้าว เราอยู่บ้านนะเคยทำที่ไหน เวลาฟัดข้าวก็เอวคดเอวอ่อน ในเรื่องพอเราเห็นพระเอก เราก็ต้องทิ้งกระด้งวิ่งไปหาเขา เราก็อายอย่างบอกไม่ถูก กว่าจะผ่านก็ต้องหลายเทค วันที่สองต้องเข้าฉากกับพระเอก ต้องซบหลังพระเอก เราอายก็อาย ร้อนก็ร้อน เหงื่อออกจนเราเพลีย …เราคิดว่าหนังเรื่องแรกก็จะเลิก ไม่ไหวแล้ว ไปขายของหน้าร้านดีกว่า อยู่ในห้องแอร์เย็นฉ่ำ

Q : อะไรทำให้เปลี่ยนใจ
A : สมัยนั้น เวลาถ่ายหนังบางครั้งเขาก็จะทำฉากในโรงถ่าย ช่วงนั้นมีโรงถ่ายศรีอยุธยา โรงถ่ายสุริยะ และในโรงถ่ายก็จะมีบริษัทหนังบริษัทนั้น บริษัทนี้ เจ้าของหนัง ผู้กำกับ ดารา เดินเข้าเดินออกในโรงถ่าย เวลาไปโรงถ่ายเรา เป็นดาราใหม่ก็จะมีพี่วงศ์ทอง ผลานุสนธิ์ เป็นเหมือนพี่เลี้ยง และมีดาราอีกคนที่คุณศิริ ศิริจินดา ปั้นคู่กันคือ คุณขวัญใจ สะอาดรักษ์ไปด้วยกัน ไปในโรงถ่ายก็จะเห็นผู้กำกับ เจ้าของหนัง พระเอก นางเอก ผู้ร้ายเขานั่งกันเป็นกลุ่มๆ บางครั้งเราก็ได้ยินเขาก็พูดถึงนางเอกคนอื่นว่า นางเอกคนนี้หรือ เรื่องหนึ่งก็ไปไม่รอดแล้ว บางคนสอง สามเรื่อง ก็ไปไม่ไหว เขาพูดสบประมาทนางเอกคนอื่นให้เข้าหูเราโดยที่เขาก็ไม่ได้ตั้งใจ เราก็หูผึ่งนะซิ คิดว่าถ้าเราเล่นเรื่องเดียวเลิก เขาก็ต้องว่าเราอย่างนั้นบ้าง เลยทำให้เรามีมานะ พอดีกับได้แสดงหนังเรื่อง "ดอกแก้ว" เลยทำให้เราได้เกิดอย่างเต็มตัว

ดอกแก้ว เป็นละครวิทยุดังเหมือนกัน คุณวิจารณ์ ภักดีวิจิตร ผู้สร้างก็เป็นที่เชื่อถือของคนในวงการ เวลาถ่ายหนังผู้หญิง คุณวิจารณ์ จะละเมียดละไม จัดแสงสวย พิถีพิถันในการเลือกมุมภาพ ครั้งแรกที่เล่น บันทึกรักพิมพ์ฉวี เราก็เล่นเป็นผู้หญิงบ้านนอก ไว้ผมบ๊อบ นั่งที่ไหนก็น้ำตาซึม แต่ในเรื่อง ดอกแก้ว ได้ถักผมเปีย ได้กระโดดโลดเต้น เป็นอีกแบบหนึ่งที่ทำให้เรามีชีวิตชีวา

Q : เคยดูหนังที่ตัวเองเล่นหรือเปล่าคะ
A : ส่วนใหญ่จะไม่ได้ดู เคยดูสมัยแรกๆ ที่แสดงในสังกัดจินดาวรรณภาพยนตร์ บันทึกรักพิมพ์ฉวี ดอกแก้ว หนึ่งในทรวง อ้อมอกสวรรค์

Q : ดูรอบพิเศษหรือ…
A : ส่วนใหญ่จะดูรอบพิเศษ ไปกับเจ้าของหนัง จะไปอยู่ห้องนักพากย์ จะไม่ออกไปรวมกับคนดู ถ้าไปเอง ถูกแอร์ก็หลับ เพราะเราไม่ได้พักผ่อน อดนอนมาก

Q : เวลาติดต่อให้เล่นหนังจะติดต่อโดยตรง หรือต้องผ่านใคร
A : ก่อนนี้อยู่ในสังกัดจินดาวรรณภาพยนตร์ ของคุณศิริ ศิริจินดา กับพี่วงศ์ทอง ผลานุสนธิ์ ใครจะติดต่อก็ต้องติดต่อเจ้าสังกัด ก็แล้วแต่เจ้าสังกัดจะว่าอย่างไร แต่เมื่อออกมาแล้วเขาก็ติดต่อโดยตรง

Q : ช่วงที่รับงานเยอะที่สุด
A : ก็เริ่มจากปลายปี 2506 ไปจนถึงปี พ.ศ.2515

Q : เคยคิดมั้ยคะว่า ทำไมพอมาจับคู่กัน มิตร - เพชรา จึงได้เป็นที่ชื่นชอบของประชาชน
A : ก็งงเหมือนกันนะ ส่วนตัวแล้วคิดว่าเล่นคู่กับ คุณไชยา (ไชยา สุริยัน) น่าจะดีกว่า เพราะหน้าตาก็คล้ายกัน แล้วเขาก็ไม่ค่อยสูง นุ่มนิ่มเหมือนกัน น่าจะดีกว่า แต่มิตร - เพชรา เป็นความนิยมมาจากประชาชน บางทีคนดูไปถึงโรงหนังแล้วไม่ใช่ มิตร - เพชรา นำแสดง คนดูเขาก็กลับบ้าน มันไม่ได้อยู่ที่เจ้าของหนังอย่างเดียว … ช่วงหลังที่ไม่สบายอยู่บ้านจะมีหมอนวดมาคอยนวดให้ที่บ้าน เขาก็เป็นแฟนหนังเรา เขาเคยเล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนพอออกจากโรงหนังนี้ ก็เข้าโรงหนังโน้น วันหนึ่งบางทีดูสอง สามเรื่อง แล้วบางเรื่องจะมีพระเอก นางเอกตอนเด็ก เขาดูไปก็จะนั่งบ่นไป ว่าเมื่อไหร่พระเอก นางเอกจะโตเสียที เพราะเขาอยากดูเราแสดง

Q : ในสมัยนั้นมีแม่ยก เหมือนกับละครกรมศิลป หรือเปล่า
A : ไม่มีนะ เพราะเราไม่ค่อยมีเวลา ที่จะทำความรู้จักส่วนตัวกับใคร

Q : มีคนส่งของขวัญมาที่บ้านบ้างหรือเปล่า
A : ก็มีบ้าง แต่ส่วนมากเราก็ไม่ค่อยมีเวลา ก็มีบางคนมาเฝ้า มาคอยที่บ้าน อยากเป็นพี่ อยากเป็นเหมือนผู้ปกครองเรา แต่เมื่อมาหลายๆ ครั้งไม่เจอ ก็หายไป

Q: เวลาแสดง เคยได้อ่านบทมาก่อนหรือเปล่า
A : ส่วนมากจะได้เห็นวันที่ถ่ายทำ ตอนที่รับเล่นหนังมากๆ บางทีก็ไม่ได้รู้เหมือนกันว่าเนื้อเรื่องเป็นอย่างไร ส่วนใหญ่เขาก็จะบอกเราว่าแสดงเรื่องนี้นะ คู่กับพระเอกคนนั้น บางครั้งเขาก็เล่าเรื่องให้ฟัง แต่ถ้าไว้ใจกันมากๆ ก็ไม่ได้เล่าให้ฟัง ส่วนใหญ่จะพูดกันแค่นั้น ด้วยความไว้ใจ บางครั้งเราก็ได้บทไม่ค่อยดี

Q : เล่นหนังเรื่องแรกต้องมีการฝึกการแสดงก่อนหรือเปล่า
A : สมัยนั้นไม่มี เล่นหนังตอนแรกๆ ด้วยความที่ขี้อายและก็พูดเบา พูดไม่อ้าปากเลยด้วยซ้ำไป หนังก็ต้องไปพากย์ก่อนเข้าฉาย ไม่ได้ใช้เสียงจริงของเรา พี่จุ๊ (จุรี โอศิริ) เขาเคยบ่นให้เข้าหูว่า… แหม นางเอกคนนี้พูดจับปากยากจริงๆ เลย ไม่รู้ว่าพูดอะไร… ก็เราพูดเบานี่คะ ปากก็ไม่ค่อยขยับ สมัยก่อนเวลาอยู่บ้านพูดเสียงดังไม่ได้ หัวเราะมีเสียงก็ไม่ได้ พูดอ้าปากกว้างก็ไม่ได้ อยู่กับพ่อแม่ทำไม่ได้เลย เวลาเดินต้องเขย่งจนเท้าบานกันทุกคนเลยลูกสาว เพราะอยู่บ้านไม้เดินลงส้นไม่ได้ จนมาเล่นหนัง ใส่รองเท้าส้นสูงสามารถวิ่งได้ เพราะเดินเขย่งมาตลอดชีวิต ไม่ต้องฝึก

Q : แสดงว่าไม่มีครูสอนในเรื่องการแสดงอย่างจริงจัง
A : ครูคือผู้กำกับ แต่ละท่านก็มีความโดดเด่นคนละอย่าง ต้องค่อยๆ เรียนรู้จากงานที่แสดง ต้องช่างสังเกต บางครั้งเราเรียนรู้ด้วยตัวเอง สมมุติว่า เราถูกตบแล้วล้มลงไป ทำอย่างไรให้ดูไม่แข็ง เราก็ต้องช่วยเขา ระยะหลังๆ นี้ พวกเด็กที่มาเป็นพระเอกหลายคน เวลาถูกต่อยๆ ล้มลงทำไมมันดูแข็ง เพราะเขาไม่รับแอคชั่น

Q : เพื่อนนักแสดงด้วยกันจะมีการแลกเปลี่ยนกันไหม
A : ไม่คะ เราจะต้องช่างสังเกตและเรียนรู้ด้วยตัวเอง

Q : มีโอกาสได้สอนนักแสดงรุ่นหลังหรือเปล่า
A : ไม่มีโอกาส ตอนนั้นตัวเองยังเอาตัวไม่รอดเลย งานแสดงก็มีมากไม่อยากจะลืมตาก็ต้องลืม

Q : นอกจากเล่นหนังแล้ว เคยแสดงละครทีวี ละครเวที บ้างหรือเปล่า
A : ไม่เคยคะ เล่นหนังอย่างเดียว

Q : ถ่ายวันหนึ่งกี่เรื่อง…
A : ส่วนใหญ่กลางวันก็เรื่องหนึ่ง กลางคืนก็เรื่องหนึ่ง แล้วแต่คิวว่าเขาต้องการอย่างไร กลางวันก็ออก out door กลางคืนก็เข้าโรงถ่าย บางครั้งต้องเร่งทั้งกลางวัน ทั้งกลางคืนในเรื่องเดียวกัน

Q : ช่วงที่รับงานเยอะ ไม่ทราบว่าจำได้หรือเปล่าว่ากี่เรื่อง
A : ในหนึ่งเดือนไม่น่าเกิน 20 เรื่อง บางเรื่องเขาขอเพียงแต่ว่าให้ถ่ายเปิดกล้องเท่านั้นก็มี เขาจะเอารูปไปขายสายหนัง หาเงินมาสร้างต่อซึ่งก็จะเว้นไปก่อน แต่ถ้าหนังเรื่องไหนที่มีโปรแกรมที่จะเข้าฉาย เป็นอันว่ารู้กันจะต้องเทคิวมาให้หนังเรื่องนั้นก่อน

Q : ในกรณีคิวกลางวันอยู่ต่างจังหวัด คิวกลางคืนอยู่กรุงเทพฯ จะแก้ปัญหาอย่างไร
A : เราก็ต้องกลับมาให้ทัน และคิวส่วนใหญ่ก็จะเป็นแบบนั้น บางทีอยู่ที่ พัทยา ศรีราชา สระบุรี นครนายก เมืองกาญจน์ ต้องวิ่งกลับมากรุงเทพฯ ให้ทันสองทุ่ม สามทุ่มต้องพร้อม แต่บางครั้ง บางเรื่องเขาก็ขอทุ่มหนึ่งพร้อมเข้าฉาก

Q : คิวกลางวันจะเริ่มกี่โมง
A : ทั่วๆ ไป ก็จะเริ่ม สามโมงเช้า ไปจนถึง สี่ห้าโมงเย็น คิวกลางคืน บางทีเขาก็ขอเร็ว ถ้า มาตราฐานก็สามทุ่ม หน้าตาเราต้องพร้อมที่จะเปลี่ยนเสื้อผ้าเข้ากล้องได้เลย ก็จะยาวไปถึงหกโมงเช้า

Q : ตอนหลังนี่แสดงว่าอดนอนเก่งแล้ว
A : ไม่เก่ง ก็ต้องเก่ง ตอนที่เล่น ดอกแก้ว นั้นตีสอง ตีสาม ต้องเอาหัวไปชนเก้าอี้ ในเรื่องมีบทที่ดอกแก้วต้องโดนเฆี่ยน เขาบอกว่า เวลาเขาหวดไป ก็สะดุ้ง แหม! มันสะดุ้งไม่ออก มันง่วง มันมึนไปหมดแล้ว

Q : ที่เล่าว่า จะต้องพร้อม แสดงว่าต้องเตรียมทุกอย่าง ทั้งในเรื่องเสื้อผ้า แต่งหน้า พอถึงกองถ่ายก็เข้าฉากเลยหรือเปล่า
A : เสื้อผ้า ส่วนใหญ่เขาจะเตรียมให้ มาในช่วงหนังเยอะๆ เราก็ต้องดูแลเสื้อผ้า เพราะ เจ้าของหนังบางรายเป็นหนุ่มๆ ก็จะไม่ค่อยรู้เรื่องเสื้อผ้า แม้กระทั่งเรื่องอาหารการกิน คนที่ไม่รู้เรื่องก็จะถ่ายอย่างเดียว เราใส่เสื้อผ้าไปอย่างไรก็ถ่ายอย่างนั้น แต่ถ้าเป็นหนังของคุณชาลี พี่ศรินทิพย์ เสื้อผ้าดี ของนครพิงค์ภาพยนตร์ ลุงหนาน กับป้าภา (สมาน - วรรณภา คราประยูร) ก็เสื้อผ้าดี หนังของพี่ปอนด์ (ทองปอนด์) กับอาวิจิตร คุณาวุฒิ ของน้าดิน ของครูรังสี จะสบายใจ ไม่ต้องห่วงเรื่องเสื้อผ้า

Q : ในช่วงที่งานเยอะ เคยคิดอยากจะเลิกเล่นหนังบ้างหรือเปล่า
A : ช่วงนั้น ไม่คิดอยากจะเลิก แต่อยากจะให้เขางดกองถ่ายมากกว่า บางวันเราง่วงจังเลย คืนนี้ถ้าเขางดก็ดีนะ บางครั้งกลางคืนที่ไม่ไหวจริงๆ ก็คิดว่ากลางวันเขางดก็ดี

Q : ในหนึ่งเดือน ไม่ทราบว่ามีวันหยุดกี่วัน
A : ไม่มีวันหยุดหรอก ตอนที่คุณมิตร เขาหยุดวันที่ 15 เราก็ไม่มีวันหยุด เพราะเราต้องไปถ่ายหนังกับพระเอกคนอื่น กองถ่ายอื่นเขาก็จะรีบคว้าตัว ช่วงนั้นจะมีแต่ว่าหนังเรื่องไหนที่เขาไม่ค่อยพร้อม ก็จะมีโอกาสงด เราก็จะแอบนึกในใจให้เขางดกองถ่าย บางครั้งตัวแสดง พระเอก นางเอกพร้อม แต่ถ้าตัวรองไม่พร้อม กองถ่ายก็ต้องงดเหมือนกัน เพราะไม่อาจแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้

Q : คุณมิตร เป็นอย่างไรบ้างในความคิด
A : คุณมิตร พี่รักเขานะ รักในความจริงใจ คบง่าย เวลาที่ไปไหนด้วยกัน หรือเล่นหนังด้วยกัน เราอบอุ่น ถึงจะโกรธกันอย่างไร เราก็ไม่เคยโกรธกันอย่างจริงจัง เราจะคุยกันทุกเรื่อง คุณมิตรรักงาน จะไม่เบื่อเวลาที่เราเป็นดาราใหม่ๆ ต้อง เทคแล้ว เทคอีก จะไม่เบื่อ จะให้กำลังใจ แต่เวลาไม่พอใจก็ปิดไม่ค่อยอยู่ จะแสดงออก บอกให้รู้หมดด้วยหน้าด้วยท่าที บางครั้งไปถ่ายสระบุรี กว่าจะกลับถึงกรุงเทพฯ ก็มืด แล้วอีกเรื่องหนึ่งเขาขอโดดสองคัท สามคัท ก่อนเจ้าของคิวจริงตอนหัวค่ำ เขาจะขอถ่ายเราก่อน เพราะไม่เช่นนั้นจะถ่ายต่อไม่ได้ บางทีไปด้วยกัน คุณมิตรก็จะบอก เข้าโรงถ่ายเลยนะอี๊ดนะ โดดให้เขาหน่อย เวลานอนยังมีอีกถมไปในหลุมฝังศพ

Q : วันที่คุณมิตร ประสบอุบัติเหตุ พี่อี๊ดอยู่ในกองถ่ายด้วยหรือเปล่า
A : วันนั้นไม่ได้ไป เพราะต้องไปเข้าฉากปิดกล้องเรื่อง พุดตาล ของคุณหวล รัตนงาม และระหว่างที่รอถ่ายทำในช่วงกลางคืน เราก็ไปทำผมเตรียมเข้าฉากที่ร้านทำผมใกล้ๆ กับวัดแค แถวนางเลิ้ง เราก็เห็นคนวิ่ง ก็คุยกับเจ้าของร้านว่า เขาวิ่งไปไหนกันนะ ด้วยความอยากรู้ ก็วานให้เจ้าของร้านไปช่วยถามให้หน่อยว่าเขาวิ่งไปที่ไหนกัน อีกสักพักก็มีคนมาบอกว่า เดี๋ยวศพของมิตร ชัยบัญชาจะมาที่วัดแค … เราก็นึกว่าอะไรกัน เพิ่งจะถ่ายหนังด้วยกันเมื่อวานนี้ … ทีแรกก็ไม่ค่อยเชื่อ … แต่เมื่อนึกอีกทีว่าจะต้องเข้าฉากมีการโหนบันไดเชือกก็อาจจะจริง หลังจากนั้นก็โทรศัพท์เช็คข่าวกับ คุณวิเชียร สงวนไทย เมื่อได้รับการยืนยันว่าจริง เราก็หมดแรงนั่งอยู่ตรงนั้น พูดอยู่คนเดียวว่า ไม่เชื่อ … ไม่จริง … กว่าจะไปบ้านเปลี่ยนเสื้อผ้า มาถึงวัดก็ 4 ทุ่ม …เมื่อไปถึงที่วัด ทางวัดก็เอาศพใส่โลงแล้ว เขาก็เปิดให้ดู เราก็ยังไม่เชื่อ … คิดว่าเขาไม่ตายหรอก เขาแค่สลบไปมั้ง

Q : หลังจากที่คุณมิตรประสบอุบัติเหตุแล้ว เล่นประกบกับใครบ้าง
A : ส่วนใหญ่จะเป็น คุณสมบัติ เมทะนี คุณไชยา สุริยัน คุณลือชัย นฤนาท ช่วงนั้นเขาก็หาพระเอกใหม่กับให้วุ่นวาย พระเอกใหม่ในช่วงเวลานั้นมี คุณครรชิต ขวัญประชา คุณนาท ภูวนัย คุณยอดชาย เมฆสุวรรณ คุณกรุง ศรีวิไล พระเอกใหม่ก็ดูว่าจะเด็กกว่าเราทั้งนั้น นางเอกอายุมาก พระเอกอายุน้อย มันสู้พระเอกอายุมาก นางเอกอายุน้อยไม่ได้ เวลาที่จะเข้าฉากมีบทรัก เขาก็จะไม่ได้แสดงออกอย่างคนรัก โดยมากจะออกมาแบบเกรงใจ ไม่ค่อยกล้า ในแววตาของเขาไม่สามารถแสดงออกมาได้ ในความรู้สึกของนักแสดงเหล่านั้นเขาเกรงใจ เขาศรัทธาเราไปอีกแบบหนึ่ง พอจะเล่นบทรัก ทำอย่างไรแววตาก็ไม่ค่อยออก …บางครั้ง เราก็ต้องคุยกัน เคยถามเขาว่า เคยมีคนรัก มีแฟนมั้ย และรักกันมากหรือเปล่า … ก็ต้องบอกเขาว่านี่ไม่ใช่เพชรานะ มองหน้านี้ให้เป็นหน้าของคนรัก ทำความรู้สึกให้เหมือนกับเป็นคนรักของเขา

Q : เคยคิดที่จะเลิกแสดง หรือไปทำอย่างอื่นบ้างหรือเปล่า
A : ช่วงที่เจอพระเอกเด็กกว่า เราก็รู้สึกไม่สนุก ไม่ค่อยอบอุ่นเหมือนแสดงกับคุณมิตร หรือ คุณชนะ ศรีอุบล หรือใครๆ ที่อาวุโสกว่า พอเราจะเป็นพี่ใหญ่ เราก็เริ่มไม่สนุกแล้ว ไม่เหมือนเมื่อครั้งแรกๆ ที่เข้ามาทำงาน เราจะรู้สึกเป็นน้องไปไหนก็ได้รับความอบอุ่นความเมตตา ในช่วงเวลานั้น คุณชรินทร์ ทำหนังก็อยากจะให้เราหยุดงานแสดงมาช่วยทำงานเบื้องหลังบ้าง ตอนนั้นก็ประมาณปี พ.ศ.2515 เป็นช่วงเดียวกับที่ตาเริ่มมีปัญหามองไม่ค่อยเห็น ขับรถอาทิตย์หนึ่งเฉี่ยว 2 ครั้ง ชน 2 ครั้ง เกาะกลางถนนก็ไม่ค่อยเห็นแล้ว มีอยู่ครั้งหนึ่งขับจนปืนเกาะกลางถนนยางระเบิด

ช่วงที่ช่วยคุณชรินทร์ทำหนัง ถ้าเราไม่ได้แสดงก็จะไม่มีชื่อเราอยู่ในหนัง ที่นี้เราก็มีความฝันที่อยากจะเป็นผู้อำนวยการสร้างกับเขาบ้าง ก็เลยลงทุนทำเรื่อง "ไอ้ขุนทอง" สรพงษ์ ชาตรี เป็นพระเอก ปิยมาศ โมณยกุล และเรวดี ปัตตะพงศ์ เป็นนางเอก ตัวเองก็รับบทเป็นแม่ของขุนทอง นี่เป็นเรื่องสุดท้าย ตอนนั้นนะถ้าตาไม่มีปัญหาก็อยากจะทำหนังร่วมทุนกับทางไต้หวัน ฮ่องกง เพราะช่วงที่ไปถ่ายหนังที่ ฮ่องกง เขาอยากจะร่วมงานกับเรา ด้วยความที่เรามีเลือดจีนเขาก็เห็นเราเหมือนกับญาติเขา แต่ที่น่าเสียดายคือเราพูดภาษาจีนไม่ได้ ถ้าพูดได้ก็คงจะอยู่ที่ฮ่องกง ไต้หวันสบายไปแล้ว ถ้าทำได้อยากทำหนังเพลง หนังรักโรแมนติก ไม่อยากทำหนังบู๊

Q : ไม่ทราบว่า ไปเล่นหนังที่ประเทศฮ่องกงได้อย่างไร
A : คุณมิตร เขาเป็นคนรับมา บทก็ผ่านมาจากเขา แต่เมื่อไปแล้วก็ต้องเล่นคู่เป็นพี่เป็นน้องกับนางเอกจีน พูดไปพูดมา คุณมิตรเขาบอก อย่าเล่นเลย ถ้าเล่นคู่ ให้เล่นคนละก็อปปี้ดีกว่า เราเป็นหนึ่งในกระท่อม ดีกว่าเป็นที่ สองในพระราชวัง อะไรแบบนั้น ก็เลยเล่นคนละก็อปปี๊ พอเรื่องที่สอง จอมดาบพิชัยยุทธ รับบทเขามา 15 วัน พอดีกับที่คุณมิตร เขาไม่ได้รับเล่นหนังเรื่อง รักเธอเสมอ ของคุณชรินทร์ ทำให้คิวไม่ค่อยตรงกัน พลาดกันไปพลาดกันมา บทที่รับเขามาก็เลยคืนเขาไป

Q : ไปถ่ายหนังที่ฮ่องกง แล้วเรื่องภาษา
A : ก็มีล่ามที่เป็นคนจีนในไทย เป็นพี่เป็นน้องกับคนที่อยู่ที่ฮ่องกง เรามีบทของเรา คนจีนเขาก็มีบทของเขา เรานี่บอกบท เราไม่จำ ไม่ท่อง เขาจะบอกบทเรา เราก็รู้ของเรา แต่นักแสดงจีนเขาต้องท่องบท พอไปถึงโรงถ่ายเขาก็นั่งท่องคนละมุม ไม่คุย ถึงเวลาแสดงเราก็จำว่าท้ายของเขาอะไร แล้วเราต้องขึ้น เราก็รู้อารมณ์ พอท้ายของเรา เขาก็จำ แล้วก็ขึ้น

ช่วงท้ายๆ กำหนดกลับเราก็มีแล้ว จะถ่าย out door ก็ถ่ายไม่ได้ มรสุมเข้า ช่างฉากเขาต้องจำลองฉากในโรงถ่ายรอบหมดให้เป็น out door แม้แต่ประตูเข้าก็เขียน ช่างเขาจำลองฉากดีมาก ไปที่ฮ่องกงก็เหมือนญาติสนิทของเรา ตอนที่ไปถ่ายหนังกลางวันเขาก็แจกคนละ 3 เหรียญ เขามีร้านอาหารในโรงถ่าย ตอนนั้นเหรียญละ สามบาทเจ็ดสิบห้าสตางค์

Q : หลังจากจบงานเจ้าขุนทอง...
A : ก็ทุ่มเทเวลาทั้งหมดกับการรักษาตา เมื่อรักษาไปรักษามาก็มีโรคอื่นๆ แทรกเข้ามา ก็ต้องมานั่งรักษาโรคที่ไม่ได้เป็นแต่หามาเป็น 10 กว่าปีเต็มๆ ที่เจ็บหนักมาตลอด เจ็บจนกระทั่งยกแขนไม่ขึ้น มือก็กำไม่ได้ ขยับตัวก็เจ็บไปหมด ตัวบวมจนเนื้อแตก และด้วยความที่เราตัวเล็กพอตัวเราบวม เวลาหายใจก็จะไม่ค่อยออก กลืนน้ำก็ต้องค่อยๆ ตาก็ฝ้าลง จนมืดไปหมด ตัวเราเองก็ยังงงว่าทำไมรอดมาได้ …

ตอนนั้นใครบอกว่าที่ไหนดีก็ไปรักษาหมด ไปหาหมอจนหมดกำลังใจในการรักษา พอมีกำลังใจใหม่ก็ไปรักษาใหม่ ตอนนี่ก็เหลือซากที่เราเคยป่วยเอาไว้ จนถึงวันนี้ก็ 20 กว่าปีมาแล้ว…

เดี๋ยวนี้ทำใจได้แล้ว ก่อนนี้ที่ยังไม่ยอมให้ใครพบเลย เพราะยอมรับไม่ได้ ยังมีความหวังว่าฉันจะต้องเห็น ฉันจะต้องหาย อย่างไรก็รับไม่ได้ ทุกวันนี้ก็ค่อยๆ อ่อนลง จะเห็นหรือไม่เห็นก็ช่างเถอะ ต้องทำใจอย่างนี้ เพราะถ้าเราหวังมาก และคิดมาก บางครั้งก็อยากจะควักลูกตาออกมาโยนทิ้งไปเลย โมโหนะ ทำไม ทำไมถึงมองไม่เห็น แรกๆ มันร้อนรนมาก ฟุ้งซ่านมาก ฉันจะมีชีวิตอยู่อย่างไร ฉันจะอยู่ได้ยังไง แล้วใครจะคิดอย่างไร มันทำใจไม่ได้ ใช้เวลาปรับตัวนานมาก ทุกแห่งที่ไปไปด้วยศรัทธา ไปจนเกินกว่าที่เขาจะพูด ใครว่าที่ไหนดีก็ไป บางครั้งเราก็ได้รับกำลังใจว่าเราจะเห็น บางครั้งก็บั่นทอนกำลังใจว่าไม่มีทาง

Q : หลังจากที่หยุดทำงานไปกว่า 20 ปี เมื่อกลับมาทำงานจัดรายการวิทยุอีกครั้งรู้สึกอย่างไรบ้าง
A : ด้วยความที่เราไม่เคยพูด ไม่เคยใช้เสียง อยู่ๆ จะให้เรามาพูดวิทยุ เราก็อัศจรรย์ตัวเองว่าจะไปได้ครบเดือนหรือเปล่า ครั้งแรกที่คุณวิทยา ศุภพรโอภาส เขาบอกว่าจะให้จัดรายการวิทยุ เขาจะมาหาจะมาคุยด้วย …เราก็บอกอย่ามายังไม่พร้อมให้เห็นเรา ได้แต่บอกว่าแน่ใจแล้วหรือว่าเราจะพูดได้ คุณวิทยาเขาบอก ผมแน่ใจว่าพี่ต้องพูดได้ ต้องทำได้ พี่อยากจะพูดอะไรก็พูดไปเถอะ

แล้วเราจะพูดอะไรก็พูดไปเถอะได้อย่างไรกัน อย่างเรื่องเก่าๆ บางเรื่องเราก็เริ่มจำไม่ค่อยได้ อีกอย่างเวลาที่เราถ่ายหนังแต่ละเรื่อง เราก็ไม่ได้ถ่ายติดต่อกันตลอด บางเรื่องก็มีบทมาก บางเรื่องก็มีบทน้อย เรื่องที่มีบทมากเราก็จำได้เยอะ เราเองก็ไม่เคยจัดรายการวิทยุมาก่อน หลายคนก็เริ่มเป็นห่วงว่าจะไปรอดหรือเปล่า … ตัวเองยังงงตัวเองเลยว่าจะพูดอะไร … เราเองก็ยังไม่แน่ใจตัวเอง ยังบอก คุณวิทยาไปว่า ทดลองงานกันก่อนสักเดือนมั้ย ถ้าไม่ดีก็ตัวใครตัวมันนะ ไม่มีพันธะผูกพันกัน

Q : แล้วเสียงตอบรับ
A : จากแฟนๆ ก็ดีนะ เพื่อนๆ ยังบอกว่าเขาอัศจรรย์กันนะ ไม่คิดว่าเราจะพูดได้ พวกเพื่อนเขายังบอกว่า เขาตาดีๆ ยังพูดไม่ได้เลย พูดเมื่อตะกี้ยังลืม แล้วนี่พูดเป็นเรื่องเป็นราว พูดได้อย่างไร …เก่งนี่น่า ถ้าเป็นเขาแล้วตามองไม่เห็นด้วยเข้าคงอยู่แต่ในกุฏิแล้ว … ตอนนี้เวลาที่มีเรื่องพูดจะสนุกมาก แต่ถ้าวันไหนไม่มีเรื่องพูดก็จะเริ่มคิดว่าทำอย่างไรดี เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยเครียดเหมือนครั้งแรกๆ ที่ถึงเวลาพูดวิทยุที่ก็หัวใจเต้นตูมตาม ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรบ้าง ไม่รู้จังหวะ ตอนนี้เริ่มดีขึ้น แรกๆ คุณวิทยา เขากลัวว่าเราจะไม่เข้าใจ กลัวเราแก่แล้วช้า ซึ่งแรกๆ เราก็ช้าเหมือนกันนั่นแหละ เพราะมัวแต่อือ…อ้า คุณวิทยาเขาบอกว่า พี่เวลาออกวิทยุจะรีเลย์นะ ต้องพูดเร็วหน่อยนะ เราก็บอกว่าเรื่องนี้ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก เพราะเราฟังบทเวลาแสดงมาแล้ว แสดงไปพูดไป …

ครั้งแรกๆ จัดรายการเสร็จแล้วก็โทรหาคุณวิทยาถามว่าเป็นอย่างไรบ้าง คุณวิทยาเขาบอกไม่เป็นไร ดีแล้ว คนอื่นเขาแย่กว่าพี่อีก คุณวิทยาให้กำลังใจตลอด งานใหม่นี่ทำให้ชีวิตสนุกขึ้น

คนเราถ้าได้ทำงาน ไม่ว่าจะเป็นงานอะไรก็จะทำให้ชีวิตเรามีคุณค่ามากขึ้นที่เรายังได้ทำงาน…

ที่มา วารสารหนัง : ไทย ปีที่ 3 ฉบับที่ 11 (กรกฎาคม-กันยายน 2544)


       











สมัครสมาชิก Thai Film เพื่อรับข่าวสารข้อมูลทางอีเมล์และรับสิทธิประโยชน์ต่างๆสำหรับสมาชิก [ JOIN ]


Copyright © 2004
Thai Film Foundation All Rights Reserved.
Site by Redlab