Search Latest Topics | Create New Topic  
ทำเนียบผู้อำนวยการสร้างและผู้กำกับการแสดง
เปิดเกี่ยวกับประวัติดาราแล้ว เห็นว่าประวัติผู้สร้างผู้กำกับก็อาจจะมีผู้สนใจ ผมเลยเปิดอีกคอลั่มน์นึง ขอเริ่มด้วยอดีตผู้สร้างผู้กำกับโกอินเตอร์ ฉลอง ภักดีวิจิตร

จาก: ชัยโรจน์
วันที่: 04/05/49 - 7:12 น.
หัวข้อที่: B287
IP Address:
ความคิดเห็นที่ 1
บทสัมภาษณ์ฉลอง ภักดีวิจิตร
"ผมเริ่มเข้าจับงานภาพยนตร์เรื่องแรกคือ แสนแสบ ในฐานะช่างกล้อง (ถ่ายภาพ) เป็นภาพยนตร์ขาวดำ รู้สึกจะปี 2493 เห็นจะได้นะครับ ผมเริ่มสนใจอย่างจังในเรื่อง แสนแสบ เป็นการจับกล้องอย่างแท้ริง ผมช่วยพ่อแม่ไปด้วย ผมต้องยอมรับว่าแรก ๆ ก็ไม่ได้มีความสนใจหรอกนะครับ แต่มันไปของมันเอง
ตอนนั้นผมยังเรียน ม. 8 อยู่อำนวยศิลป์ พอหนังออกฉายมันเฟื่องครับ นี่ก็อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ดึงผมให้เข้ามาสู่วงการเป็นผู้กำกับนะครับ พอหนังได้รับความสำเร็จ เราก็ภูมิใจ ความภูมิใจนี่เป็นพลังที่ดีอย่างหนึ่ง ผลักดันให้มนุษย์เราประสบผมสำเร็จในชีวิตมามากแล้วนะครับ
ผมยังทำงานในฐานะช่างกล้องต่อไป พยายามรวบรวมเงินสร้างภาพยนตร์ เริ่มด้วยเรื่อง ฝนใต้ สร้างในระบบ 16 มิลลิเมตร
ผมเองไม่เคยไปศึกษาวิชาการสร้างภาพยนตร์จากฮอลลีวู๊ดหรือจากประเทศไหน ทุกอย่างที่เกิดขึ้นและสร้างวันนี้ให้กับผม เกิดจากการศึกษาด้วยตัวเองจากตำราของต่างประเทศ ทั้งจากการเข้าไปคลุกคลีและจากการแนะนำของผู้ประสบการณ์อยู่ก่อนอย่างอบรมครู ศรีบูรพา ไงครับ
ก่อนผมจะสร้างเรื่อง ฝนเหนือ ในระบบ 35 มิลลิเมตร ผมรับจ้างเป็นช่างกล้องให้กับภาพยนตร์รื่อง ประกาศิตจางซูเหลียง ของคุณสุพรรณ ราหมณ์พันธุ์ มาก่อนซึ่งเป็นระบ 35 เช่นกัน ทำให้ผมพอได้ศึกษาถึงความแตกต่างระหว่างของทั้งสองระบบ มันแตกต่างกันมาก เพราะระบบ 16 มิลลิเมตรพอถ่ายเสร็จล้างเสร็จก็ออกฉายได้เลย ไปพากย์ให้เสียงกันทีหลังได้แต่ระบบ 35 มิลลิเมตรพอถ่ายเสร็จต้องเอาทำซาวด์เอ็กเพ็ค ทำเสียงดนตรี เสียงคนใส่เข้าไปด้วย ปัญหายุ่งยากกว่ากันมาก
แต่การที่ผมผมตัดสินใจมาจับหนัง 35 มิลลิเมตร เพราะผมอยากเห็นความเจริญของภาพยนตร์ไทย หนังของต่างประเทศเขาล้วนแต่เป็นหนัง 35 ทั้งนั้นและเป็นมานานแล้ว ถ้าหากเราจะสู้กับเขาคือส่งหนังออกไปฉายตลาดโลก สิ่งแรกก็คือเราต้องทำหนัง 35 มิลลิเมตรนี่ล่ะครับ
อย่างเรื่อง สองสิงหืสองแผ่นดิน ที่ร่วมทำกับทางฮ่องกงผมก็ไม่ได้อะไรเลย ซึ่งที่จริงทางฮ่องกงมาติดต่อร่วมสร้างกับผม แต่ผมก็ไม่ได้คิดอะไรถือว่าเป็นประสบการณ์อย่างหนึ่ง
ทอง นั่นเป็นประการณ์ครั้งแรกที่แท้จริงของผม ที่สร้างภาพยนตร์ออกสู่ตลาดโลก ยอมรับว่ายังมีข้อผิดพลาดมาก หลายสิ่งหลายอย่างไม่ได้เป็นไปตามที่คาดคิด แต่มันก็เป็นบทเรียนที่ดีในการก้าวต่อไป ปัญหาแรกที่พบก็คือ ดารานักแสดงเราเองจำเป็นที่ต้องมีดาราสากลร่วมด้วย เพราะดาราไทยตลาดโลกขายไม่ออกไม่มีใครรู้จัก และถึงจะได้ดาราสากลมาร่วมก็ต้องสร้างให้ภาพยนตร์อยู่ในแนวที่ตลาดสนใจประเภทเกี่ยวกับชายแดน เกี่ยวกับฝิ่น ซึ่งต้องดีด้วย ไม่ใช่ทำแบบถังขยะเขาก็ไม่เอาเหมือนกัน
อย่างประเทศจีนทั้ง ๆ ที่เป็นคนในเอเซีย แต่เขากลับสร้างภาพยนตร์ฉายทั่วโลกได้สบาย เพราะประชากรชาวจีนเขามีอยู่ทั่วโลกเขารู้กัน และจำนวนไม่น้อยเสียด้วย ปัญหาติดต่อดาราสากลก็มีขั้นตอนมากต้องผ่านเอเย็นซี่(ตัวแทนบริษัท) เสร็จต้องผ่านผู้จัดการส่วนตัวของดารา แล้วพอถึงดาราบทที่เราเสนอไปก็ต้องถูกใจเขาอีก
อย่าง โรเบิร์ต จินตี้ ในทองภาคสอง บี้จนเขาพอใจบท พอเขาพอใจบทยังมีเงื่อนไขอีกคือเขาต้องเป็นตัวยืนเสมอไม่ว่าจะเป็นใบปิดหรือคัตเอ๊าท์ แถมยังต้องเฉลี่ยผลกำไรให้ถึง 50 เปอร์เซนต์ทุกครั้งที่ฉาย เราก้ต้องผอมเพราะตอนนี้เขาเหนือกว่า นี่ยังดี ในทองภาคแรกซิแย่กว่านี้เยอะ เพราะไม่ไพด้วิ่งจำหน่ายเองขายให้ตัวแทนไปเลยถูกกดราคาเสียแทบแย่

จาก: ชัยโรจน์
วันที่: 04/05/49 - 7:37 น.
IP Address:
ความคิดเห็นที่ 2
ผมขอประวัติบรมครูด้านกำกับการแสดง 2 ท่าน คือ ครูเนรมิต และ ครูมารุตและผลงานเด่นๆของทั้งสองท่าน ครับ

จาก: อิท
วันที่: 04/05/49 - 9:18 น.
IP Address:
ความคิดเห็นที่ 3
อยากทราบประวัติของ คุณวิจิตร คุณาวุฒิ (ขอด้วยคนค่ะ)

จาก: จุฑามาศ
วันที่: 04/05/49 - 13:05 น.
IP Address:
ความคิดเห็นที่ 4
ทั้งคุณอิทคุณจุเตรียมได้เลยครับผมจะนำมาลงเรื่องราวของบรมครูเนรมิต ครูมารุต และครูวิจิตร คุณาวุฒิ ซึ่งแต่ละท่านที่ผมนำมาลงจะสลับเรื่องที่ไม่ค่อยได้รู้กันผสมกับประวัติ จะได้อ่านกันสนุก ๆ แบบเรื่องของฉลอง ภักดีวิจิตร ดังนั้นคงต้องติดตามกันบ่อย ๆ นะครับ เพราะผมจะไม่เรียงเรื่องของใครคนหนึ่งตลอดนะครับ จะได้ไม่เบื่อกันครับ

จาก: ชัยโรจน์
วันที่: 04/05/49 - 13:43 น.
IP Address:
ความคิดเห็นที่ 5
ขอแสดงความไว้อาลัยแด่ เชิด ทรงศรี อัจฉริยะแห่งวงการบันเทิงอีกคน
การจากไปของพี่เชิดของผม แม้พวกเราจะรู้มานานแล้วว่าพี่เชิดเป็นมะเร็ง พร้อมทำให้ไว้นานแล้วว่าพี่เชิดจะจากเราไปเมื่อไหร่ แต่พอเอาเข้าจริง ๆ ก็อดเสียดายและเสียใจไม่ได้ ความเป็นอัจฉริยะของพี่เชิดหาจับตัวยาก นับแต่ ป๋า ส. ก็เห็นจะมีพี่เชิดนี่แหละที่เก่งเกือบทุกอย่างในการสร้างสรรค์ผลงานภาพยนตร์ไทย ทั้งเขียนบท ประพันธ์เรื่อง ถ่ายภาพ กำกับการแสดง และเป็นผู้อำนวยการสร้าง เพื่อเป็นการไว้อาลัยให้กับพี่เชิดผมขอนำประวัติของพี่เชิดมาให้เพื่อน ๆ ได้เก็บไว้ศึกษาเรื่องราวของชีวิตพี่เชิด
เชิด ทรงศรี เกิดเมื่อวันที่ 20 กันยายน เริ่มต้นทำงานตั้งแต่อายุ 12 ปีด้วยการเขียนรูปและแกะสลักตัวหนังตะลุงขายในเทศกาลประจำปีงานเดือนสิบ ที่อำเภอเมืองจังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นบ้านเกิด ครั้นพอย่าที่เลี้ยงดูพี่เชิดมาเสียชีวิตลง พี่เชิดก็ย้ายมาอยู่กรุงเทพฯ เข้าเรียนต่อจนจบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย เมื่อเรียนจบก็เข้ามาเป็นครูที่โรงเรียนประจำตำบลบ้านม่วงเจ็ดต้อน 1 (วัดจอมแจ้ง) กิ่งอำเภอฟากท่า จังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งเป็นโรงเรียนกลางป่า ต้องเดินจากตัวเมืองโดยทางเรือและทางเท้านาน 4 วันทีเดียว พี่เชิดเป็นครูอยู่ที่นั่นนาน 4 เดือน ก็เกิดล้มป่วยด้วยโรคไข้ป่า จนถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลที่กรุงเทพฯ เมื่อหายก็ตัดสินไม่กลับสอนหนังสืออีก ลาออกมาทำงานที่ ร.ส.พ. ในตำแหน่งบุรุษพยาบาลประจำห้องแพทย์ จากนั้นก็ได้เลื่อนตำแหน่งมาทำบัญชี ที่แผนกตรวจสอบรายได้ จากนั้นก็มาเป็นหัวหน้าส่วนทัศนาจร ช่วงที่ทำงานก็เริ่มจับปากกาเขียนหนังสือไปด้วย ประเดิมด้วยนิยายเรื่องสั้น ใช้นามปากว่า วันชัย ต่อมาเปลี่ยนมาเป็น ธม ธาตรี
ยิ่งเขียนหนังสือก็ยิ่งได้รับความนิยม พี่เชิดก็เลยตัดสินใจลาออกจากงานประจำ มายึดงานเขียนหนังสือโดยมาเป็นบรรณาธิการนิตยสารยานยนต์ ของ ร.ส.พ.เป็น บก.นิตยสารชีวิตใหม่รายสัปดาห์ และบรรณาธิการวารสารทัศนาจร และบรรณาธิการหนังสือพิมพ์หลักเมืองรายวัน งานเขียนครั้งแรกของพี่เชิดมีทั้งเรื่องสั้น สารคดี บทวิจารณ์ภาพยนตร์ เขาเขียนนวนิยายเรื่องยาวขนาด 20 - 90 ตอนจบ จำนวน 10 เรื่อง เรื่องสั้นประมาณ 60 เรื่อง ละครวิทยุ 10 เรื่อง และละครโทรทัศน์ 20 เรื่อง นอกจากนี้ยังแต่งเพลงร้อง เพลงประกอบภาพยนตร์และโทรทัศน์ อีก 10 เพลง
ชีวิตการทำหนังของพี่เชิดเริ่มขึ้นในปี 2509 เขาเริ่มตัดสินใจสร้างหนังเรื่องแรกคือ โนห์รา เป็นภาพยนตร์ 16 มม. เป็นทั้งผู้ประพันธ์ เขียนบทภาพยนตร์ ออกแบบฉากเอง ลำดับภาพเอง แต่งเพลงประกอบเอง กำกับการแสดงเอง และยังทำโฆษณาเองอีกด้วย ผลงานการเรื่องประสบความสำเร็จ สามารถทำรายได้สูงสุดของปี จากนั้นก็เริ่มทำหนังมาอย่างต่อเนื่อง ปี 2510 สร้างเรื่อง เมขลา ปี 2511 สร้างเรื่อง อกธรณี ปี 2512 เรื่อง พญาโศก ปี 2513 เรื่อง ลำพู ปี 2514 เรื่อง คนใจบอด ปี 2515 เรื่อง พ่อปลาไหล ปี 2516 เรื่อง ความรัก ปี 2520 เรื่อง พ่อไก่แจ้ ปี 2521 เรื่อง แผลเก่า ปี 2523 เรื่อง เลือดสุพรรณ ปี 2526 เรื่อง เพื่อน แพง ปี 2530 เรื่อง พลอยทะเล ปี 2533 เรื่อง ทวิภพ ปี 2535 เรื่อง คนผู้ถามหาตนเอง ปี 2537 เรื่อง อำแดงเหมือนกับนายริด และเรื่องล่าสุด ข้างหลังภาพ ปี 2542 นี่คือเรื่องราวชีวิตของเชิด ทรงศรี

จาก: ชัยโรจน์
วันที่: 21/05/49 - 9:38 น.
IP Address:
ความคิดเห็นที่ 6



ย้อนร้อยชีวิตเศรษฐีตุ๊กตาทอง
วิจิตร คุณาวุฒิ
ปัจจุบันวงการหนังไทยเกิดผู้กำกับรุ่นใหม่ออกมามากมาย ผลิบานแตกหน่อไปเหมือนต้นไม้ที่จากเล็กไปสู่ต้นใหญ่ ผู้กำกับหลายคนผันตนเองมาเป็นผู้ผลิต ผู้ช่วยผู้กำกับก้าวขึ้นมาสู่การเป็นผู้กำกับตามวัฎจักรของเวลา แต่ในการสืบทอดงานและประสบการณ์แล้ว ผู้กำกับฯย่อมมีครูอยู่ในใจ ครูในที่นี้บางทีไม่จำเป็นต้องสอนกันในห้องเรียน อาจจะเป็นครูโดยอาชีพก็ย่อมเป็นไปได้ เช่นกันกับเขาผู้นี้ ที่ถูกขนานนามให้เป็นผู้กำกับเศรษฐีตุ๊กตาทอง แม้กาลเวลาจะเนิ่นนานไปเพียงใด และแม้ว่าเขาจะจากเราไปนานเท่าไรแล้วก็ตาม แต่คำว่า เศรษฐีตุ๊กตาทอง ก็ยังไม่มีใครสามารถลบสถิติเขาออกไปได้ เขาผู้นี้ก็คือ วิจิตร คุณาวุฒิ
ในวงการภาพยนตร์ไทย ตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบันไม่มีใครไม่รู้จัก วิจิตร คุณาวุฒิ เขาคือผู้กำกับอีกคนที่กลายเป็นตำนานแห่งวงการไปแล้ว ฉะนั้น ตำนานชีวิตรักคนบันเทิง จึงพลาดไม่ได้กับการที่จะนำเอาเรื่องราวชีวิตของ วิจิตร คุณาวุฒิ มานำเสนอต่อท่านผู้อ่าน ตั้งแต่เริ่มจนกระทั่งถึงวาระสุดท้ายของท่าน เพื่อเป็นการรำลึกถึงวันครบรอบต่อการจากไปของครบรอบ 5 ปี
ใครเลยจะคิดว่าจากเด็กชาวสวนธรรมดาๆ จะกลายมาเป็นผู้กำกับที่มีชื่อเสียงได้ วิจิตร คุณาวุฒิ มีชื่อเดิมว่า ซุ่นจือ นามสกุล เค้งหุน เกิดเมื่อวันอังคารที่ 23 มกราคม พ.ศ.2465 ที่ตำบลบางคล้า อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา บิดาชื่อ นายสุจินต์ เดิมนามสกุล เค้งหุน ต่อมาเปลี่ยนเป็นคุณาวุฒิ มีตำแหน่งเป็นผู้ใหญ่บ้าน มารดาชื่อ นางหลด เค้งหุน ทั้งสองท่านเป็นคนบางคล้ามาแต่กำเนิด เด็กชายซุ่นจือเป็นบุตรคนที่สอง ในจำนวนพี่น้อง 5 คน มีนายประพาส เป็นพี่คนโต คนต่อมาก็คือซุ่นจือ น้องสาวคือนางส้มเช้า เธียรประมุข คุณหญิงสายหยุด จามิกรณ์ และนายสายันห์ คุณาวุฒิ นอกจากนี้ซุ่นจือยังมีพี่น้องต่างมารดาอีกสามคนคือ นางวนิดา จามิกรณ์ นายปรีชา และนายมีชัย
เด็กชายซุ่นจือเริ่มเข้าเรียนครั้งแรกที่โรงเรียนเนาวรัตน์ศึกษา ต่อมาก็ย้ายมาเรียนที่โรงเรียนวัดแจ้ง เมื่อเริ่มจะเข้าเรียนชั้นประถมปีที่ 1 บิดาก็ได้ส่งไปพักกับน้าชายที่ตัวจังหวัดฉะเชิงเทรา เริ่มเรียนชั้นประถมที่โรงเรียนดัดดรุณี ในตัวเมืองฉะเชิงเทรา ช่วงที่เรียนจบชั้นประถมปีที่ 4 ก็พอดีน้าชายคือหลวงการีธนกิจ ได้ถูกเรียกให้เข้ามารับราชการที่กรุงเทพมหานคร วิจิตรจึงต้องย้ายกลับไปบ้านที่บางคล้า เขาต้องลงทุนนั่งเรือเมล์ไปกลับทุกวันจากบ้านถึงโรงเรียนเบญจมราชรังสฤษติ์ ที่ตั้งอยู่ในตัวเมืองฉะเชิงเทรา จากบ้านถึงตัวเมืองจังหวัดมีระยะห่างกันถึง 14 กิโลเมตร
คนเราถ้ารักดี รักเรียน ไม่ว่าจะมีอุปสรรคมากน้อยแค่ไหน หนทางในการเดินจะไกลเพียงใด ก็ไม่สามารถเป็นอุปสรรค์สำหรับเขาได้ ความตั้งใจของคนเราไม่มีอะไรที่สามารถจะเปลี่ยนแปลงได้ถ้ามุ่งมั่นจะทำ เช่นกันกับซุ่นจือผู้รักเรียน แม้จะลำบากยากเข็ญในการเดินทางไปเรียนเพียงใด เขาก็ยังมุ่งมั่นต่อการเรียน แถมยังเรียนดีอีกด้วย บิดาได้เห็นถึงความตั้งใจเรียนของบุตรชาย ดังนั้นเมื่อซุ่นจือจบมัธยมศึกษาปีที่ 1 บิดาก็พาเข้ากรุงเทพฯ เพื่อมาศึกษาต่อที่โรงเรียนวชิราวุธ สิ่งปรารถนาของบิดาเวลานั้นก็คืออยากเห็นลูกชายตนเองได้เป็นผู้พิพากษา ในอดีตการเรียนต่อชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 นั้นไม่ต้องสอบ เข้าเรียนได้เลย ในปีแรกเขาเรียนตามเพื่อนๆไม่ทัน เลยต้องเรียนกวดวิชาหลังเลิกเรียน เรียนกวดวิชาอยู่ประมาณ 1 เทอมก็สามารถเรียนทันเพื่อนได้ ช่วงเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปี 5 ซุ่นจือเริ่มไม่ค่อยสนใจการเรียน หันมาสนใจต่อการอ่านหนังสืออื่นๆ สนใจการเขียนหนังสือ แม้จะไม่ค่อยสนใจในการเรียนเท่าใดแต่ซุนจือก็สามารถจบชั้นมัธยมศึกษาปี 6 ได้ด้วยคะแนนที่ต่ำมาก หลังจากเรียนจบนายซุนจือไม่สามารถสอบเข้าโรงเรียนเตรียมธรรมศาสตร์ได้ เลยพลิกผันตนเองไปในอีกแนวทางหนึ่ง
ครั้นเมื่อจบมัธยมศึกษาปีที่ 6 บิดาก็ได้พาซุนจือไปเปลี่ยนชื่อและนามสกุลใหม่เป็น วิจิตร คุณาวุฒิ งานแรกของเขาคือการเขียนหนังสือ ในหนังสือประมวลสาส์น ชื่อเรื่องว่า “เรื่องของครอบครัว” ลงตีพิมพ์ในปี พ.ศ.2483 แล้ววิจิตร คุณาวุฒิก็ผันชีวิตตนเองมาเป็นนักประพันธ์ วิจิตรตัดสินใจทำงานที่หนังสือพิมพ์ชีวิตไทย เป็นหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ หน้าที่ของเขาคือเขียนเรื่อง พิสูจน์อักษร หาแจ้งความ จัดสายส่งหนังสือ รับเงินเดือนครั้งแรก 20 บาท
ครั้งหนึ่งเคยคิดอยากจะไปเรียนการหนังสือพิมพ์ที่ประเทศฟิลิปปินส์ ความต้องการของบิดาตั้งใจให้ลูกเป็นนักปกครอง แต่ลูกกลับเบี่ยงเบนไปอีกแบบ มีหรือบิดาจะยอม เมื่อไม่ได้ดั่งที่ตั้งใจวิจิตรจึงตัดสินใจสอบเข้าเรียนเตรียมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อีกครั้ง ในการสอบครั้งนี้ปรากฏว่าเขาสอบได้ ตอนกลางวันเขาต้องไปเรียน พอตกกลางคืนก็ต้องมาทำงานหนังสือพิมพ์ ต่อมาหนังสือพิมพ์ชีวิตไทยได้ขายกิจการให้กับทางกรมประชาสัมพันธ์ แล้วย้ายกิจการตนเองไปอยู่ที่อาคารราชดำเนิน พอเกิดสงความโลก ญี่ปุ่นบุกเมืองไทย บรรณาธิการคือประมุท จันทร์เรือง ถูกกล่าวหาทำหนังสือต่อต้านญี่ปุ่น หนังสือพิมพ์จึงถูกปิด เมื่อหนังสือพิมพ์ถูกปิด ทุกอย่างก็ชะงัก วิจิตรตัดสินใจเดินทางกลังบ้าน เป็นช่วงที่เขาอายุครบ 20 ปีพอดี ก็เลยตัดสินใจบวชเพื่อทดแทนคุณพ่อแม่ ขณะที่บวชอยู่ก็ยังไม่ยอมทิ้งงานกเขียนหนังสือ ยังคงเขียนหนังสือลงในหน้าหนังสือพิมพ์ที่กรุงเทพฯ เพราะเป็นคนที่มีความรู้ ทางเทศบาลเลยมอบหน้าที่เป็นครูสอนเด็กนักเรียนชั้น ประถมปีที่ 4 ที่โรงเรียนวัดแจ้งด้วย ครบพรรษาสึกออกมา ก็มาทำงานที่เทศบาลบางคล้า ในแผนกการศึกษา ทำงานอยู่ได้ไม่เท่าไรก็ไปเกิดปัญหากับเด็กในบ้าน เลยถูกบิดาลงโทษอย่างรุนแรง วิจิตรเกิดความน้อยใจเลยตัดสินใจเดินทางเข้ากรุงเทพฯ มาพักอยู่กับเพื่อน ช่วงนั้นงานก็ไม่มีทำเงินก็เริ่มจะร่อยหลอลงทุกที พอดีลูกพี่ลูกน้องกันเขาได้ชวนให้ไปทำงานที่ตลาดท่าเรือ แถวท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี การไปทำงานครั้งนี้ ทำให้เขามีรายได้ดี แต่ก็มีความลำบาก ยากเย็นแสนเข็ญ เพราะอยู่ช่วงภัยสงคราม แล้วที่เมืองกาญจนบุรีก็เต็มไปด้วยทหารญี่ปุ่น
ต่อมาบิดาได้ส่งคนไปตามวิจิตรให้กลับบ้านเพื่อมาดูแลกิจการ เหมืองทองแดง กลับมาทำงานเหมืองได้ไม่กี่เดือน เหมืองทองแดงก็ปิดกิจการไป ปี พ.ศ. 2488 วิจิตรได้แต่งงานกับทองปอนด์ โกมลภิส ซึ่งต่อมาก็มีบุตรธิดาด้วยกัน 2 คน เหมืองทองแดงประสบปัญหาจนต้องปิดกิจการ วิจิตรเลยตัดสินใจเข้ากรุงเทพฯ ต่อมาเพื่อนชวนไปค้ารถเก่าหลังสงคราม ที่จังหวัดลำปาง ความรักการเขียนหนังสือ ทำให้เขาต้องมาทำงานหนังสือพิมพ์อีกครั้งกับเพื่อนคือสด กูระมะโรหิต ที่โรงพิมพ์อักษรนิตต์ เอาประสบการณ์ของการไปทำงานที่กาญจนบุรี มาเขียนเป็นเรื่องราวชื่อว่า บนทางรถไฟสายพม่า เป็นนวนิยายเรื่องสั้น เรื่องนี้ได้สร้างชื่อเสียงให้กับเขามาก เขากลายเป็นบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ชวนชื่น จากการสนับสนุนจากนายสด ช่วงนี้ชีวิตของเขาสัญจรไปตามหนังสือพิมพ์ต่างๆ เช่น ปิยมิตร สยามสมัย โบว์แดง เริงรมณ์ ประชามิตร ไทยประเทศ เขียนเรื่องสั้นส่ง ระยะหลังได้ย้ายไปทำงานที่เดลิเมล์วันจันทร์ และเดลิเมล์รายวัน
คลุกคลีอยู่วงการหนังสือพิมพ์อยู่นาน จนได้มีโอกาสเล่นละครเวทีเป็นครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ.2493 ช่วงเดือนตุลาคม โดยรับบทเป็นผู้ร้ายญี่ปุ่น ในเรื่อง สิ้นเวร ของคณะอัศวินการละคร เหตุที่ได้แสดงก็เพราะเพื่อน คือสด กูระมะโรหิต เป็นผู้กำกับ นอกจากนี้ยังได้มีโอกาสแสดงภาพยนตร์เป็นผู้ร้ายอีกครั้งในเรื่อง ฟ้ากำหนด พอเริ่มได้แสดงภาพยนตร์ วิจิตรก็เริ่มฝึกการเขียนบทภาพยนตร์ แล้ว ปี พ.ศ.2495 วิจิตรก็ได้เขียนบทภาพยนตร์และแสดงเป็นผู้ร้ายอีกครั้งในเรื่อง พรหมบันดาล ต่อแต่นั้นมาก็มีงานการเขียนบทภาพยนตร์อย่างต่อเนื่อง เช่นเรื่อง สันติวีณา ของมารุต เมื่อปี พ.ศ.2497 เช่นกันกับเรื่อง ธนูทอง ของครูมารุต วิจิตรตัดสินใจลองขึ้นแท่นเป็นผู้กำกับฯดู โดยเริ่มจากเรื่อง ผาลีซอ เมื่อปี พ.ศ.2497 ผลงานแรกพอไปได้ เขาเริ่มมองเห็นทางในการเดินต่อไปในอนาคตแล้วว่าจะเดินในเส้นทางใด ปี พ.ศ.2498 เขาตัดสินใจประกาศสร้างหนังเองในฐานะผู้อำนวยการสร้าง ในเรื่อง มรสุมสวาท ลงทุนไปถ่ายทำถึงประเทศพม่า เขานางเอกพม่ามาแสดงคือ ขิเรส่วย
ภาพของการเป็นผู้กำกับเริ่มจุดประกายเด่นชัดขึ้น ปีพ.ศ.2500 วิจิตรมีผลงานการกำกับถึง 2 เรื่องคือ ปรารถนาแห่งหัวใจ เรื่องนี้สามารถทำรายได้เกิน 1 ล้านบาท และเรื่อง รมดี ผลงานด้านการสร้างและกำกับของวิจิตร คุณาวุฒิ นับจากนี้ไปก็มีเรื่อง คู่ชีวิต (2501) เรื่องเหนือมนุษย์ (2502) เรื่อง มือโจร เป็นทั้งผู้อำนวยการสร้างและกำกับ เรื่อง สายเลือดสายรัก (2505) ทั้งสร้างและกำกับฯ เรื่องดวงตาสวรรค์ (2507) กำกับอย่างเดียว เรื่อง จำเลยรัก และ กัปตันเคียวฉลามเหล็ก (2507) เรื่อง นางสาวโพระดก(2508) เป็นทั้งผู้อำนวยการสร้างและกำกับฯ เรื่อง คมแสนคม (2508) ทำหน้าที่กำกับฯ เรื่อง คนเหนือคน (2510) ก็รับหน้าที่กำกับนอกสังกัดเป็นเรื่องสุดท้าย จากนั้นก็เริ่มสร้างหนังเองโดยไม่รับกำกับหนังนอกสังกัด อย่าง เสน่ห์บางกอก (2509) ไทรโศก (2510) ดาวรุ่ง (2511) น้องรัก (2512) แม่ศรีไพร (2514) หัวใจป่า (2515) น้ำเซาะทราย (2516) ป่ากามเทพ (2519) เมียหลวง (2521) คนภูเขา (2522) ลูกอิสาน (2523) ผู้หญิงนั้นชื่อบุญรอด (2529) และ เรื่อง เรือนแพ (2531) ซึ่งเป็นเรื่องสุดท้ายที่วิจิตร คุณาวุฒิสร้าง ตลอดระยะเวลาแห่งการสร้างและกำกับ เขียนบท สามารถคว้ารางวัลมาได้ถึง 27 รางวัล
ด้วยความสามารถของวิจิตร คุณาวุฒิในด้านการกำกับฯ ทางสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้มอบปริญญานิเทศศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ โดยได้รับพระราชทานเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน พ.ศ.2526 ในปี พ.ศ. 2530 ได้รับการยกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง วิจิตร คุณาวุฒิ เสียชีวิตเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ.2540 นับเป็นการศูนย์เสียบุคคลสำคัญอีกคนของวงการ ปีนี้ก็ 5 ปีเต็มแล้วกับการจากไปของวิจิตร คุณาวุฒิ เจ้าของฉายา เศรษฐีตุ๊กตาทอง ตำนานชีวิตรักนำเรื่องราวของปูชนียบุคคลท่านนี้มาเพื่อการรำลึกถึงท่านอีกครั้งหนึ่ง




จาก: ชัยโรจน์
วันที่: 02/06/49 - 22:38 น.
IP Address:
ความคิดเห็นที่ 7
อยากทราบเรื่องของผู้กำกับ คุณสุพรรณ พราห์มพันธุ์ ที่เป็นหนังสือในงานศพท่านบ้างค่ะ ท่านเป็นอะไรเสีย และปีอะไร

จาก: จุฑามาศ
วันที่: 04/06/49 - 19:49 น.
IP Address:
ความคิดเห็นที่ 8
ประวัติ สุพรรณ พราหมณ์พันธุ์
สุพรรณ พราหมณ์พันธุ์ เกิดเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2469 ที่อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นบุตรคนที่ 3 ของท่านขุนสมพลประศาสตร (เอก พราหมณ์พันธุ์) กับนางสอาด พราหมณ์พันธุ์ มีพี่น้องร่วมบิดามารดา 6 คน มี นางสาคร สายสุวรรณ (เสียชีวิตแล้ว) พลตำรวจโท ประจันต์ พราหมณ์พันธุ์,นายสุพรรณ พราหมณ์พันธุ์(เสียชีวิต),นายสะสม พราหมณ์พันธุ์,นางรมนีย์ สุทธิเทศ และพันตำรวจเอกวิศาล พราหมพันณ์พันธุ์ คุณแม่สอาดได้ย้ายจากอำเภอสองพี่น้องเข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯ แถวย่านบางลำภู นายสุพรรณได้เข้าเรียนต่อที่โรงเรียนเทพศรินทร์ จนจบ ม.6 แล้วได้ย้ายไปเรียนต่อที่โรงเรียนนายเรือ แต่ไม่จบ เพราะได้หันหน้าเข้าสู่วงการบันเทิง เมื่อปี พ.ศ.2496 และได้ตั้งเป็นบริษัทภาพยนตร์เพราะความที่ยังหลงรักความเป็นลูกทหารเรือ สุพรรณเลยใช้ชื่อบริษัทว่า สหนาวีไทยภาพยนตร์ เมื่อปี พ.ศ.2497 และได้ร่วมกัทางกองทัพเรือจัดหาเงินให้แก่สวัสดิการของกองทัพเรือ โดยมีหลวงยุทธศาสตร์โกศล เป็นผู้ร่วมลงทุนด้วย ดำเนินการสร้างภาพยนตร์ทั้งสิ้น 23 เรื่อง มี เชิงทะเล,สี่สิงห์นาวี,สามเสือสมุทร,ลี้หลิน,ฟ้าธรรมาธิเบศร์,สุภาพบุรุษเสือผา,เล็บครุฑ,มังกรแดง,การะเกด,สองฝั่งฟ้า,ละอองดาว,เล็บอินทรี,ดรรชนีนาง,ประกาศิตจางซูเหลียง,ยอดรัก,ศึกบางระจัน,มือเหล็ก,ภูติเหลือง,ดอกฟ้าโดมผู้จองหอง,เกียรติศักดิ์ทหารเสือ,ตะบันไฟตะไลเพลิง,เสือเก่า,นางฟ้าชาตรี เป็นต้น
หลังวงการภาพยนตร์ไทยซบเซา ในปี พ.ศ.2531 สุพรรณก็มาดำเนินการอาชีพ อิมพอร์ท เอ็กซ์พอร์ท อาชีพนี้ประสบความสำเร็จ จนมาปลายปี พ.ศ.2538 สุพรรณมีอาการเจ็บป่วยมากได้เข้าโรงพยาบาลพระมงกุฎ 1 ครั้ง ประมาณ 1 เดือน ได้กลับมาอยู่บ้าน แต่ต้องกลับเข้ารับการรักษาอีกครั้ง เพราะมีอาการเจ็บหน้าอก ที่โรงพยาบาลพญาไท 1 เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ.2538 และมาเสียชีวิตในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2538 เมื่อเวลา ตีหนึ่งของวันที่ 12

จาก: ชัยโรจน์
วันที่: 04/06/49 - 21:46 น.
IP Address:
ความคิดเห็นที่ 9
ขอบคุณอย่างสูงเลยค่ะ ถ้ามีเวลาขอทราบประวัติของ คุณพันคำ บ้างนะคะ

จาก: จุฑามาศ
วันที่: 05/06/49 - 17:53 น.
IP Address:
ความคิดเห็นที่ 10



ประวัติ
เปี๊ยก โปสเตอร์
เปี๊ยก โปสเตอร์ มีชื่อจริงว่า สมบูรณ์สุข นิยมศิริ เกิดเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2475 ที่จังหวัดเชียงใหม่ จบการศึกษาจากโรงเรียนเพาะช่าง เริ่มทำงานในปี 2496 โดยเป็นช่างเชียนอยู่ที่ร้านไพบูลย์การช่าง รับเขียนป้ายโฆษณาสินค้าต่าง ๆ วาดรูปปกนิตยสาร ต่อมาได้เขียนภาพด้วยสีโปสเตอร์ลงในตัดเอาท์ ซึ่งต่างเอาช่างเขียนอื่นที่ใช้สีน้ำมันแล้วเกิดถูกอกถูกใจคุณพิสิฐ ตันสัจจา แห่งโรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมไทย จึงให้เขียนโปสเตอร์หนังของโรงภาพยนตร์ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
เปี๊ยก โปสเตอร์ เป็นผู้บุกเบิกการใช้เทคนิคการเขียนภาพด้วยสีโปสเตอร์ ยุคแรก ๆ เปี๊ยกจะเซ็นชื่อว่า เปี๊ยก ในใบปิดทุกเรื่อง แล้วต่อมาจึงเปลี่ยนมาใช้ตามฉายาที่ได้มาว่า เปี๊ยก โปสเตอร์ ผลงานในใบปิดหนังไทยยุค 16 ม.ม. ของเปี๊ยก โปสเตอร์ เช่น เล็บครุฑ , แสงสูรย์ , ธนูทอง , เสือเหลือง , เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีนักเขียนรุ่นหลังอีกหลายคนที่ได้รับอิทธิพลการวาดมาจากเปี๊ยก โปสเตอร์ เช่น ทองดี ภานุมาศ , บรรหาร สิตะพงศ์ เป็นต้น
ในปี 2511 เปี๊ยก โปสเตอร์ ได้ร่วมกับเพื่อนทำหนังสือเกี่ยวกับภาพยนตร์ไทยชื่อ ดาราภาพ โดยเปี๊ยกซึ่งคลุกคลีอยู่กับผู้สร้างดาราในกองถ่ายทำมาก่อน เพราะต้องไปถ่ายรูปดารา หาข้อมูลต่าง ๆ เพื่อเอามาเขียนคัดเอาท์และใบปิดหนัง รับหน้าที่ข้อมูลในกองถ่ายทำและรูปดาราเพื่อทำหนังสือ และเปี๊ยกยังเขียนคอลัมน์ชื่อ เงาจิตรกร สอนวาดภาพแก่คนทั่วไปด้วย
จุดนี้เองคือ จุดเริ่มต้นที่ทำให้ เปี๊ยก โปสเตอร์ เดินทางเข้าสู่วงการภาพยนตร์ในฐานะผู้กำกับการแสดงภาพยนตร์ โดยความร่วมมือจากทีมงานหนังสือดาราภาพที่ถูกแฟนภาพยนตร์คะยั้นคะยอให้สร้างภาพยนตร์สักเรื่องหนึ่ง ซึ่งเปี๊ยกก็ไม่ขัดข้อง แต่ต้องไม่ใช่หนัง 16 มม. อย่างที่ทำอยู่ในขณะนั้น เปี๊ยกและทีมงานต้องการพัฒนาการสร้างภาพยนตร์ให้เป็นระบบ 35 ม.ม. เสียงในฟิล์ม จึงให้เปี๊ยกเดินทางไปอบรมดูงานที่โรงถ่ายไดเอะประเทศญี่ปุ่นเป็นเวลา 4 เดือน แล้วก็กลับมาเปิดกล้องกำกับภาพยนตร์ เรื่องแรกในชีวิตเมื่อวันที่ 9 กันยายน ด้วยภาพยนตร์เรื่อง โทน
ในเดือนสิงหาคม 2513 โทน ออกฉายที่โรงภาพยนตร์เฉลิมไทย ก็ประสบความสำเร็จเกินคาด เพราะรูปแบบการสร้าง เนื้อเรื่องที่แตกต่างและงานสร้างที่มีความสมจิรงกว่าระบบ 16 ม.ม แม้ว่าตอนแรก โทน จะขายสายหนังต่างจังหวัดไม่ได้ มีการวิพากย์วิจารณ์บทที่ให้นางเอกถูกข่มขืน แต่โทนก็ทำรายได้เพียงโรงเพียงถึงหกล้านบาท ส่งผลให้ ไชยา สุริยัน กลับมาแจ้งเกิดในวงการภาพยนตร์อีกครั้ง ส่วนอรัญญา นามวงศ์ก็ได้รับงานแสดงมากขึ้น ชื่อเสียงของเปี๊ยก โปสเตอร์ ผู้กำกับหน้าใหม่ก็ติดอยู่ในวงการภาพยนตร์ตั้งแต่นั้นมา เช่นเดียวกันจนเปี๊ยกต้องตัดสินใจทิ้งพู่กันหันมาเอาดีทางกำกับภาพยนตร์ และมีผลงานติดต่อกันมาทุกปี
เปี๊ยก โปสเตอร์ ได้ชื่อว่า เป็นนักสร้างและส่งดาราให้กับวงการภาพยนตร์มาแล้วหลายต่อหลายคน เช่น ไพโรจน์ ใจสิงห์ จากเรื่อง ดวง , วันดี ศรีตรัง จากเรื่อง ชู้ , อุเทน บุญยงค์ จากเรื่อง เขาสมิง , ไพโรจน์ สังวริบุตร กับลลนา สุลาวัลย์ จากเรื่อง วัยอลวน , ทูน หิรัญทรัพย์ กับลินดา ค้าธรรมเจริญ จากเรื่อง แก้ว , อำพล ลำพูน กับ วรรษมน วัฒโรดม จากเรื่อง ข้างหลังภาพ , รอน บรรจงสร้าง จากเรื่อง สะพานรักสารสิน และบรรดากลุ่มซูโม่กับกลุ่มกลิ่นสีจากภาพยนตร์เรื่อง กลิ่นสีและกาวแป้ง
กว่า 26 ปี ที่เปี๊ยกใช้ชีวิตในการกำกับภาพยนตร์มาจนถึงเรื่องสุดท้าย ออกฉายในปี 2538 คือ บินแหลก จากนั้น เปี๊ยกก็กลับไปใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติที่บ้านกลางขุนเขาปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา จนถึงทุกวันนี้



จาก: ชัยโรจน์
วันที่: 06/06/49 - 22:54 น.
IP Address:
ความคิดเห็นที่ 11
สุรัฐ พุกกะเวส
ท่านนี้เป็นทั้งนักข่าวบันเทิง เจ้าของนิตยสาร แล้วยังเป็นผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์อีกด้วย ผลงานที่โดดเด่นของท่านก็คือเรื่อง สาวน้อย เมื่อปี พ.ศ.2501 ท่านเป็นผู้อำนวยการสร้างในนามของ บริษัท ดาราไทยฟิล์ม จำกัด ประวัติความเป็นมาของท่าน สุรัฐ พุกกะเวส เกิดเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2467 เป็นชาวพระประแดง สมุทรปราการ บิดาคือคุณพ่อประสงค์ มารดา คุณแม่สาลี พุกกะเวส เป็นข้าราชการอยู่ที่จังหวัดเพชรบุรี เริ่มการศึกษาจากโรงเรียน อัมพวันวิทยาลัย แล้วมาต่อที่โณงเรียนวัดราษบูรณะ จากนั้นก็มาเรียนที่วัดทรงธรรม โรงเรียนอำนวยศิลป์ ก่อนมาต่อที่ธรรมศาสตร์เรียนด้านกฎหมาย
หลังเรียนจบก็มาเป็นเลขานุการผู้อำนวยการที่องค์การโรงแรมและภาพยนตร์ให้กับทางสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ สมัยที่ พันตำรวจเอกเผ่า ศรียานนท์เป็นผู้อำนวยการ ประมาณปี 2486 คุณสุรัฐมีใจรักในด้านงานเพลงอย่างมาก เลยไปทำงานกับวงดนตรีกรมโฆษณาการ กรมประชาสัมพันธ์ นอกจากนี้ยังเป็นผู้ให้แนวคิดการตั้งวงดนตรีให้กับกรมโฆษณาการของ ครูเอื้อ สุนทรสนาน ที่ใช้ชื่อวงว่า สุนทราภรณ์ เมื่อปี 2486
คุณสุรัฐได้มีโอกาสเรียนวิชาดนตรีกับพระเจนดุริยางค์และครูเพิ่ม ที่เป็นครูสอนจากทหารเรือให้กับวงดนตรีกรมโฆษณาการ ผลงานด้านเพลงที่แต่งให้กับครูเอื้อ สุนทรสนานก็คือเพลง ดอกไม้เมืองเหนือ หลายเพลงที่คุณสุรัฐร่วมแต่งกับครูเอื้อ เช่น บุพเพสันนิวาส,ปทุมไฉไล,อุษาสวาท,ธรณีกรรแสง เป็นต้น เพลงที่ถือว่าเป็นเกียรติแก่คุณสุรัฐมากที่สุดก็คือการได้เป็นผู้แต่งเพลง สดุดีมหาราชา นอกจากงานเพลงแล้วคุณสุรัฐยังเคยเล่นละครเพลง เรือ่ง สลัดดำ ที่ศาลาเฉลิมไทย
อยู่วงการบันเทิงมานานเลยตัดสินใจเปิดนิตยสารบันเทิง ให้ชื่อว่า ดาราไทย รายงานข่าวบันเทิงทั้งไทยและเทศ ตั้งแต่ปี 2497 เป็นต้นมา กระทั่ง ปี 2501 คุณสุรัฐก็คิดจะหันมาเป็นผู้อำนวยการสร้างบ้าง เลยสร้างหนังเรื่อง สาวน้อย ให้ ชรินทร์ งามเมือง นามสกุลสมัยนั้นของชรินทร์ นันทนาคร แสดงคู่กับนางเอกละครรำทางโทรทัศน์ช่อง 4 บางขุนพรหม ทรงศรี เทวคุปต์ มี ส. อาสนจินดา เพื่อนรักมาทำหน้าที่กำกับให้ แล้วใช้ชื่อหนังสือตนเองมาเป็น ชื่อบริษัท ว่า บริษัท ดาราไทยฟิล์ม จำกัด นอกจากเรื่องนี้แล้วคุณสุรัฐยังได้สร้างเรื่อง รัศมีแข กับ ดวงชีวันอีกด้วยหลังจากนั้นก็เริ่มห่างงานการสร้าง เพราะภาระกิจในการทำข่าวเยอะมาก โดยเฉพาะการทำหน้าที่ก่อตั้ง สมาคมผู้สื่อข่าวบันเทิง ขึ้นมา แล้วสมาคมผู้สื่อข่าวบันเทิงก็เป็นรูปเป็นร่างขึ้นเมื่อปี 2507 คณะกรรมการชุดแรกประกอบไปด้วย รัตนะ ยาวประภาษ,สุธี มีศิลสัตย์,สำเริง เนาวศัยศรี,กมลพันธ์ สันติธาดา,วีนัส พยัคฆ์ชาติ,น้อย กมลวาทิน เป็นต้น คุณสุรัฐ พุกกะเวส ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนายกสมาคมถึง 3 สมัย ปัจจุบันท่านเสียชีวิตไปแล้ว แต่ผลงานของท่านยังอยู่ในความทรงจำตลอดมาจนถึงทุกวันนี้

จาก: ชัยโรจน์
วันที่: 12/06/49 - 12:01 น.
IP Address:
ความคิดเห็นที่ 12
ขอคุณมาก ครับ แท้จริงแล้วหนังในบ้านเรานี่เกิดจากลัทธิออร์เตอร์แท้ๆเลยนะครับเป็นปัจเจกมาก คนทำหนังคนเดียงเป็นทั้ง คนเขียนบท ผู้กำกับ คนตัดต่อ ช่างเทคนิค ผู้อำนวยการสร้าง นักการตลาด นักธุรกิจ และนักวิจารย์อะไรต่อมิอะไรมากมาย แล้วต่อมาเราถึงรับเอารูปแบบ(ดีๆ)สไตล์ต่างๆของตะวันตกเข้ามา

คนทำหนังรุ่นใหม่ๆต้องประคับประคองความเป็นไทยกับรูปแบบของสากลเอาไว้

ปล.หนัง คืออินเด็กส์(index) มากกว่าที่จะเป็นไอคอน(icon) หรือสัญลักษณ์(sign)

จาก: the author
วันที่: 15/06/49 - 11:33 น.
IP Address:
ความคิดเห็นที่ 13
เชิด ทรงศรี กับผลงานที่ยิ่งใหญ่ เลือดสุพรรณ นำโดย ลลนา สุลาวัลย์ และไพโรจน์ สังวริบุตร

จาก: วินัย สมประสงค์
วันที่: 05/09/49 - 19:32 น.
IP Address:
ความคิดเห็นที่ 14
i love

จาก: toon
วันที่: 21/09/49 - 17:51 น.
IP Address:
ความคิดเห็นที่ 15
คอลัมน์นี้ดีมากเลยค่ะ..อยากอ่านมากกว่านี้..

จาก: ปาริชาติ บริสุทธิ์
วันที่: 30/01/50 - 19:31 น.
IP Address:
ความคิดเห็นที่ 16
เตรียมพบกับการกลับมาอีกครั้งนะครับในสัปดาห์หน้าครับ

จาก: ชัยโรจน์
วันที่: 10/02/50 - 22:49 น.
IP Address:
ความคิดเห็นที่ 17
ทำเนียบผู้กำกับคนเก่งนายสายตาผมยุคนี้
ยุคนี้มีผู้กำกับเกิดขึ้นหลาย แต่ว่า แต่ละคนจะเก่งกันคนละแบบครับ ถ้าจับทุกคนมารวมกันรับรองเราจะได้ดูหนังดีมีคุณภาพเลยทีเดียว อย่าง
พี่บัณฑิต ฤทธิ์ถกล เป็นคนกำกับหนังที่เก็บรายละเอียดของเนื้อหาได้ดีมาก ชนิดที่ไม่มีใครสู้ได้ สังเกตุได้จากหนังทุกเรื่องของพี่บันฑิต เนื้องเรื่องจะดีทุกเรื่องไม่สะดุดให้น่ารำคาญเหมือนผู้กำกับคนอื่น ๆ ที่ตัดเนื้อหาจนดูไม่รู้รู้เรื่อง
ปื๊ด ธนิตย์ จิตนุกุล ฉากบุ๊ แอ็คชั่นประเภทยิงปืน ต้องยกให้พี่ปื๊ด จะทำได้เนียน เอาอารมณ์ผู้ชมมาใช้ได้ดี ทำให้ผู้ชมคล้อยตามได้ ดูหนังพี่ปื๊ดทีไร จะติดใจฉากยิงไล่ล่า ดูเพลินสะใจดีมาก
ปรัชญา ปิ่นแก้วกับพันนา ฤทธิ์ไกร ทั้งสองผู้กำกับนี้ต้องไปด้วยกัน ปรัชญามีหัวในทางพัฒนาการต่อสู้ แอ็คชั่น ส่วนพันนา ฤทธิ์ไกร ชำนาญในเรื่องศิลปการต่อสู้ โดยเฉพาะฉากชกต่อย ดังนั้นคู่นี้ต้องไปด้วยกันถึงจะดี
เก้ง จิระ มะลิกุล คล้ายกับพี่บัณฑิต คือทำหนังเนื้อหาดี ถ้าจะให้มาร่วมงานกับใครแล้ว หน้าที่ตัดต่อต้องยกให้เก้ง เพราะเป็นคนละเอียดเรื่องเนื้อหา ดังนั้นถ้าทำงานร่วมกับพี่บัณฑิต งานจะออกมาละเอียดอ่อนมากเลยทีเดียว
ราเชนทร์ ลิ้มตระกูล คนนี้อาจจะมีผลงานน้อยในสายตาคนอื่น แต่ผมมองว่าถ้าให้ราเชนทร์มาดูแลเรื่องอารมณ์ในหนังช่วงที่มีดนตรีประกอบ หรือเพลงประกอบ จะได้อารมณ์ความรู้สึกของฉากหนังอย่างดี เพราะราเชนทร์อยู่อาวอง ทำมิวสิควีดีโอมาเยอะ โดยเฉพาะผลงานโลกทั้งใบให้นายคนเดียว จุดเด่นของเรื่องนี้คือ ภาพกับเพลงที่ออกมาได้ลงตัวพอดี
ต้อม ยุทธเลิศ สิปปภาค ผู้กำกับคนนี้เก่งในเรื่องจังหวะของหนัง สังเกตุหนังเขาหลายเรื่องมีจังหวะที่ดี การออกมาแต่ละจังหวะดูเล้าใจผู้ชมอย่างมาก เช่น จังหวะไหนควรนักแสดงคนไหนควรจะออก จังหวะไหนควรใช้ดนตรีช่วย จังหวะไหนจะทำให้คนดูรู้สึกอินกับภาพ ถ้าได้ต้อมไปช่วยเก้งตัดต่อผมว่าจะเวิร์คมากครับ
สิน ยงยุทธ ทองกองทุน ผู้ชำนาญด้านมุขฮา เรื่องตลกมีสาระก็ต้องยกให้สินเขาจะมีมุขแปลก ๆ มาใส่ในหนังรับรองแจ๋วเลย ถ้าได้หม่ำ จ๊กมกมาช่วยเสริมอีกคนในเรื่องฮา รับรองฉากฮา ๆ จะไปได้สวย
นี่คือผู้กำกับฯที่ผมถือว่าเป็นผู้กำกับที่สอบผ่านเรียกว่าเป็นผู้กำกับอันดับต้น ๆ ของไทย ถ้าเรื่องไหนนำทั้งหมดมากำกับร่วมกัน ผมว่าเรื่องนี้ยิ่งใหญ่ที่สุดเลยครับ ผมเขียนแต่เฉพาะข้อดี แต่ทั้งหมดทุกคนก็มีข้อเสียนะครับ ใครสนใจอยากทราบก็ลองกระทู้เข้ามานะครับ หายไปนานผมกลับว่าจะไม่มีใครสนใจ โดยเฉพาะถ้ามีผู้กำกับฯเห็นกระทู้นี้แล้ว อยากรู้ฟิคแบ็คของท่านในสายตาคนนอกเป็นเช่นไร ถ้าไม่ถือสากันก็ลองเขียนมานะครับ ถือว่าเป็นการแรกเปลี่ยนทัศนคติกันครับ

จาก: ชัยโรจน์
วันที่: 12/02/50 - 18:17 น.
IP Address:
ความคิดเห็นที่ 18
คุณชัยโรจน์ค่ะ พอมีข้อมูล คุณพันคำ สีบุญเรือง บ้างไหมค่ะ..

จาก: จุฑามาศ
วันที่: 13/02/50 - 11:29 น.
IP Address:
ความคิดเห็นที่ 19
ครบถ้วนสุดยอดผู้กำกับในอดีต ถ้าลงประวัติผู้กำกับรุ่นเก่าหมดแล้ว รบกวนขอประวัติของผู้กำกับรุ่นใหม่ด้วยนะครับ เช่น เป็นเอก รัตนเรือง,เก้ง จิระ มะลิกุล,ธนิต จิตนุกูล,อังเคิล,ป้อม ยุทธเลิศ,ปรัชญา ปิ่นแก้ว,เรียว กิตติกร,องอาจ สิงห์ลำพอง ฯ ด้วยนะครับ ขอบคุณครับ

จาก: อ๊อด
วันที่: 13/02/50 - 11:52 น.
IP Address:
ความคิดเห็นที่ 20
ผู้กำกับเก่ายังไม่หมดครับมีอีกเยอะ แต่อยากสลับกันไป คุณจุอยากได้ประวัติอาพร้อมสิน สีบุญเรือง ได้ครับผมเตรียมจะเขียนเป็นชุดตั้งแต่รุ่นพ่อทิดเขียวไล่มาจนถึงอาพร้อมสิน แต่คงสลับกับประวัติผู้กำกับรุ่นใหม่นะครับเริ่มตั้งแต่พรุ่งนี้เลยครับ

จาก: ชัยโรจน์
วันที่: 13/02/50 - 15:06 น.
IP Address:
ความคิดเห็นที่ 21
ขอบคุณครับ

จาก: อ๊อด
วันที่: 13/02/50 - 15:07 น.
IP Address:
ความคิดเห็นที่ 22
เรื่องของผู้สร้างผู้กำกับฯจะกลับมาครับ

จาก: ชัยโรจน์
วันที่: 03/03/51 - 8:05 น.
IP Address: 124.120.166.xx
ความคิดเห็นที่ 23



ผมถูกใจกับการนำประวัติของผู้กำกับยุคเก่ามาเผยแพร่ให้คนรุ่นใหม่ทราบจังครับ เพื่อเด็กรุ่นใหม่จะได้ทราบว่าท่านทั้งหลายเหล่านั้น มีผลงานเป็นมาอย่างไร และคนไทยก็มีคนเก่งไม่แพ้ประเทศเพื่อนบ้านหรอกนะ จะบอกให้

จาก: หนุ่มร้อยปี
วันที่: 04/09/51 - 9:01 น.
IP Address: 125.24.6.xx
ความคิดเห็นที่ 24
ถึง...คุณชัยโรจน์

กรุณา...กลับไปตอบ...ในกระทู้...เรื่องย่อ...หนังไทย ด้วยครับ

ขอบคุณ

จาก: ศ.ไกรทอง
วันที่: 06/09/51 - 20:01 น.
IP Address: 203.153.169.xx
ความคิดเห็นที่ 25
รบกวนขอประวัติคนวงการบันเทิงรุ่นเก่าชื่ิอ คุณวิจิตร วิจิตรธรรมกร หรืออาจจะใช้ชื่อสุริยน หรืออื่นๆไม่แน่ใจ

จาก: อินทิรา
วันที่: 06/06/53 - 10:14 น.
IP Address: 180.180.152.xx
ความคิดเห็นที่ 26
With the bases loaded you struck us out with that aswner!

จาก: Youngy
วันที่: 23/09/54 - 2:48 น.
IP Address: 146.243.4.xx
ความคิดเห็นที่ 27
fW1xpf <a href="http://ivdoylqmmjgc.com/">ivdoylqmmjgc</a>

จาก: owzamkxq
วันที่: 23/09/54 - 14:29 น.
IP Address: 222.231.61.xx
ความคิดเห็นที่ 28
mogjdd , [url=http://aqowvgxqcips.com/]aqowvgxqcips[/url], [link=http://wdrlnszdabea.com/]wdrlnszdabea[/link], http://yktilqpumljf.com/

จาก: sddzkddvtue
วันที่: 23/09/54 - 21:49 น.
IP Address: 79.170.50.xx
ความคิดเห็นที่ 29
eTuvl9 <a href="http://oyrcilonpjps.com/">oyrcilonpjps</a>

จาก: hxluuob
วันที่: 28/09/54 - 23:16 น.
IP Address: 184.106.198.xx
ความคิดเห็นที่ 30
ขอบคุณมากๆสำหรับกระู้ทู้ดีๆ

จาก: ผมเอง
วันที่: 29/09/54 - 18:24 น.
IP Address: 180.183.143.xx
ความคิดเห็นที่ 31
มาต่ออีกนะครับ

จาก: ผมเอง
วันที่: 29/09/54 - 18:39 น.
IP Address: 180.183.143.xx
ความคิดเห็นที่ 32
ชอบมาก

จาก: เอิร์ท
วันที่: 29/09/54 - 19:18 น.
IP Address: 110.77.229.xx
ความคิดเห็นที่ 33
Bb6Fcr , [url=http://ernmmocpgsgl.com/]ernmmocpgsgl[/url], [link=http://beknrhjgxafl.com/]beknrhjgxafl[/link], http://pxsgakzotvqo.com/

จาก: yluxdjstzss
วันที่: 04/10/54 - 17:50 น.
IP Address: 206.197.161.xx















สมัครสมาชิก Thai Film เพื่อรับข่าวสารข้อมูลทางอีเมล์และรับสิทธิประโยชน์ต่างๆสำหรับสมาชิก [ JOIN ]


Copyright © 2004
Thai Film Foundation All Rights Reserved.
Site by Redlab