Search Latest Topics | Create New Topic  
ข่าวงานรำลึก 36 ปีมิตร ชัยบัญชา 6-7-8 ตุลา 49 (สำหรับท่านที่เพิ่งอ่านเจอข่าวนี้)


เพื่ออำนวยความสะดวกสำหรับท่านที่ไม่เคยเข้าไปในกระทู้ชุมทางหนังไทยในอดีต ตอนที่ 13 แต่มีความประสงค์จะขอทราบข่าวงานวันมิตร ชัยบัญชา ซึ่งจะจัดขึ้นในปีนี้ ผมจึงขอแจ้งข่าว ณ ที่แห่งนี้อีกทางหนึ่ง โดยขอเอาบทความที่ผมเคยเขียนลงในหนังสือฟิล์มแอนด์สตาร์ มาลงให้อ่าน
ครับ


มิตร ชัยบัญชา ราชาหนัง 16

แต่ก่อนการสร้างภาพยนตร์ของไทยเรา จะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ ภาพยนตร์ 35 ม.ม.กับ ภาพยนตร์ 16 ม.ม. ครั้นพอถึงสิ้นปี 2515 การสร้างภาพยนตร์ 16 ม.ม.ก็ได้ยุติลง ทำให้ภาพยนตร์ 35 ม.ม.กลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้งจนถึงปัจจุบันนี้

ที่ผมใช้คำว่า “กลับมา” นั้น ก็เพราะว่า แต่เดิมเริ่มแรก ไทยเรามีการสร้างภาพยนตร์ 35 ม.ม.มาก่อน ต่อมาฟิล์มภาพยนตร์ 35 ม.ม. ขาดแคลนเนื่องจากเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้มีภาพยนตร์ออกสู่ตลาดลดลงไปเรื่อย ๆ ในขณะที่ฟิล์มภาพยนตร์ 16 ม.ม.ก็เป็นแต่เพียงฟิล์มใช้เฉพาะกิจ ยังไม่นิยมนำมาใช้ในธุรกิจภาพยนตร์

แต่แล้วความสำเร็จในด้านรายได้ของภาพยนตร์เรื่อง สุภาพบุรุษเสือไทย ที่ปรเมรุภาพยนตร์สร้าง ซึ่งถ่ายทำด้วยฟิล์ม 16 ม.ม. และนำออกฉายเมื่อปี 2490 ก็จุดประกายให้บรรดาผู้สร้างภาพยนตร์ไทยรายอื่น ๆ เริ่มหันมาใช้ฟิล์ม 16 ม.ม.ในการถ่ายทำภาพยนตร์เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ แม้จะมีคนบางกลุ่มออกมาท้วงติงว่า นั่นเป็นการถอยหลังเข้าคลองก็ตาม

ขั้นตอนและวิธีการถ่ายทำภาพยนตร์ในระบบ 16 ม.ม.ทั้งในด้านเครื่องไม้เครื่องมือและทุนสร้าง จะไม่ยุ่งยากเหมือนกับระบบ 35 ม.ม. ข้อดีของฟิล์ม 16 ม.ม.อยู่ตรงที่ว่า หลังถ่ายเสร็จแล้ว ก็เอาฟิล์มที่ได้ไปล้างและมาฉายดูภาพได้ทันที ต่างจากฟิล์ม 35 ม.ม. ซึ่งเมื่อล้างแล้วยังต้องเอาไปพิมพ์เป็นฟิล์มอีกชุดหนึ่งก่อน แล้วจึงจะฉายดูภาพได้ ดังนั้น ต้นทุน (ยังไม่รวมค่าตัวดารา) ของภาพยนตร์ 16 ม.ม.จึงไม่สูงนัก แต่สิ่งที่ทำให้ภาพยนตร์ในระบบ 16 ม.ม.ยืนยาวมาได้และเป็นที่ยอมรับของประชาชนจนถึงปี 2515 ก็เพราะมีดารานำแสดงเป็นแม่เหล็กดึงดูดให้คนมาดูภาพยนตร์และช่วงที่เรียกได้ว่า เป็นยุคทองของภาพยนตร์ 16 ม.ม.ก็คือ ช่วงที่ดาราคู่ขวัญผูกขาดอย่าง มิตร ชัยบัญชา-เพชรา เชาวราษฎร์ โลดแล่นอยู่บนจอเงินนั่นเอง

มิตร ชัยบัญชา เกิดปี 2477 เข้าสู่วงการภาพยนตร์จากเรื่อง ชาติเสือ (2501;มิตร-เรวดี) มิตรได้รับพระราชทานรางวัลดาราทอง และได้รับโล่พระราชทานในฐานะดาราคู่ขวัญมิตร-เพชราจากหนังทำเงินสูงสุดเรื่อง เงิน เงิน เงิน (2508;มิตร-เพชรา) และเมื่อเรื่อง มนต์รักลูกทุ่ง (2513;มิตร-เพชรา) ออกฉาย ก็เพิ่มความโด่งดังให้มิตร-เพชรามากยิ่งขึ้น แต่มิตรก็มาเสียชีวิตเมื่ออายุได้เพียง 36 ปีขณะกำลังทำหน้าที่เป็นผู้แสดงและผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง อินทรีทอง (2513;มิตร-เพชรา)

ในช่วงเวลา 12 ปีที่มิตร ชัยบัญชา ยืนเป็นพระเอกอยู่นั้น บรรดาผู้อำนวยการสร้างแทบไม่กล้าจะเปลี่ยนตัวพระเอกเลย ทำให้มิตรมีภาพยนตร์แสดงล้นมือกว่า 300 เรื่อง (นับเฉพาะที่สร้างเสร็จก่อนเสียชีวิตและได้ออกฉายตามโรงภาพยนตร์มี 266 เรื่อง) ซึ่งเป็นภาพยนตร์ 16 ม.ม.พากย์สดจำนวน 250 เรื่อง ที่เหลืออีก 16 เรื่องเป็นภาพยนตร์ 35 ม.ม.บันทึกเสียงพากย์ไว้ในฟิล์ม มิตรแสดงเป็นพระเอกคู่กับนางเอกมาประมาณ 29 คน แต่เพชรา เชาวราษฎร์ เป็นนางเอกที่แสดงคู่กับมิตรมากที่สุดถึง 172 เรื่อง เรียกว่าแสดงจนชื่อมิตร-เพชรา ติดปากชาวบ้านเรื่อยมา
อาจจะไม่เป็นธรรมนัก ที่นักเขียนนักวิจารณ์ในสมัยนั้นกล่าวกันว่า มิตร ชัยบัญชา เป็นตัวถ่วงให้วงการภาพยนตร์ไทยไปสู่มาตรฐานโลกไม่ได้ (เพราะมิตร ชัยบัญชา เป็นดาราแม่เหล็กของวงการภาพยนตร์ 16 ม.ม.) เห็นว่า เป็นการมองแต่เพียงเปลือกนอกว่า ถ้าถ่ายหนังด้วยฟิล์ม 35 ม.ม.แล้วจะเป็นมาตรฐานโลกเพราะเมื่อถึงวันนี้ ก็พิสูจน์ได้แล้วว่า ลำพังแต่อุปกรณ์อย่างเดียว ก็มิได้ช่วยให้ต่างประเทศยอมรับภาพยนตร์ไทยเพิ่มมากขึ้นแต่อย่างไร

ในทางตรงกันข้าม สิ่งที่ช่วยให้มิตร ชัยบัญชา เป็นที่นิยมอยู่ในวงการภาพยนตร์ไทยได้ยาวนาน แม้จะมีอยู่หลายปัจจัย แต่บุคลิกภาพส่วนตัวของมิตร ชัยบัญชานั่นเองเป็นแรงบวกอย่างสำคัญ จึงเป็นที่ยอมรับของประชาชนในยุคนั้น ๆ เห็นได้ชัดจากภาพยนตร์บางเรื่องที่มิตรรับแสดง แม้ว่าบทที่ได้รับจะไม่เหมาะสมกับตัวมิตรเลย บางเรื่องมิตรต้องแสดงในบทพ่อ แต่แฟนภาพยนตร์ของเขา ก็ยังยอมรับสิ่งนั้นได้ จึงทำให้สายหนังต่างจังหวัดและผู้อำนวยการสร้างไม่กล้าเสี่ยงที่จะหาดาราท่านอื่นมาเล่นแทน จึงแสดงให้เห็นว่า มิตร ชัยบัญชา เป็นดารายอดนิยมในยุคนั้นจริง ๆ

ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้การเสียชีวิตอย่างกะทันหันของมิตร ชัยบัญชา ในวันที่ 8 ตุลาคม 2513 กลายเป็นข่าวช็อคไปทั้งประเทศ ภาพคลื่นมหาชนในวันรดน้ำศพมิตร ชัยบัญชา ที่วัดแค นางเลิ้งและภาพของผู้คนที่ไปร่วมพิธีพระราชทานเพลิงศพในวันที่ 21 มกราคม 2514 ที่วัดเทพศิรินทราวาส จึงประจักษ์เป็นประวัติศาสตร์แก่คนทั่วไปได้ดีว่า มีคนรักมิตร ชัยบัญชา มากแค่ไหน ดังนั้น เมื่อนำความเป็นดารายอดนิยมดังกล่าวบวกเข้ากับปริมาณภาพยนตร์ 16 ม.ม.ที่มิตร ชัยบัญชา แสดงไว้ในจำนวนที่มากกว่าดาราท่านอื่น ๆ มาประกอบเข้าด้วยกันแล้ว จึงกล่าวได้ว่า มิตร ชัยบัญชา เป็นราชาหนัง 16 ม.ม.

ในโอกาสที่ปีนี้ครบ 36 ปีที่มิตร ชัยบัญชา เสียชีวิตจึงมีการจัดงานรำลึกถึงมิตร ชัยบัญชา หลายแห่ง แต่ที่อยากจะแนะนำก็คือ งานที่จัดโดย หอภาพยนตร์แห่งชาติ ซึ่งปีนี้ร่วมจัดกับชมรมผู้ชมภาพยนตร์สโมสร ชมรมคนรักมิตร ชัยบัญชาและทริปเปิ้ลเอ๊กซ์ฟิล์ม โดยใช้บริเวณโรงภาพยนตร์ของหอภาพยนตร์แห่งชาติ ที่อาคารหอจดหมายเหตุฯ ซึ่งอยู่หลังตึกหอสมุดแห่งชาติ ท่าวาสุกรี ถนนสามเสน เทเวศร์ กรุงเทพฯ เป็นสถานที่จัดงาน ในงานจะมีนิทรรศการภาพถ่าย ชีวประวัติ ใบปิดภาพยนตร์ที่มิตร ชัยบัญชา แสดงไว้ มีการเสวนาเชิงวิชาการโดยเพื่อนดาราของมิตร ชัยบัญชาและนักวิชาการ โดยงานจะเริ่มตั้งแต่คือ วันที่ 6-7-8 ตุลาคม 2549 มีการฉายภาพยนตร์ 16 ม.ม.ที่มิตร ชัยบัญชา แสดงไว้ 3 เรื่องคือ วันศุกร์ที่ 6 ตุลาคม 2549 เวลา 18.00 นาฬิกา ฉายเรื่อง เกิดเป็นหงส์ (มิตร-เพชรา) วันเสาร์ที่ 7 ตุลาคม 2549 เวลา 15.00 นาฬิกา ฉายเรื่อง นางพรายตานี (มิตร-เพชรา) และวันอาทิตย์ที่ 8 ตุลาคม 2549 เวลา 15.00 นาฬิกา ฉายเรื่อง ปีศาจเสน่หา (มิตร-เพชรา) ซึ่งภาพยนตร์ทั้ง 3 เรื่องนี้จะพากย์โดยทีมพากย์พันธมิตร นอกจากนี้ ยังมีการนำหนังสือวันพระราชทานเพลิงศพ มิตร ชัยบัญชา ที่เคยพิมพ์ไว้เมื่อปี 2514 มาปรับปรุงพิมพ์ขึ้นใหม่เพื่อแจกกับทุกท่านที่มาร่วมงานด้วย ปีนี้ ทุกอย่างชมฟรีครับ...

แม้ว่า บางท่านจะเกิดไม่ทันเรื่องราวและภาพยนตร์ 16 ม.ม.ในยุคมิตร ชัยบัญชา ผมก็ยังอยากให้ไปชมงานนี้ เพราะจะได้เข้าใจว่า ทำไม ทุก ๆ ปีจึงมีการจัดงานรำลึกให้กับ มิตร ชัยบัญชา...
..............................

เพิ่มเติมข่าวล่าสุดอีกครับ

งานมิตร จะเริ่มในวันศุกร์ที่ 6 ตุลาคม 2549 เวลาประมาณ 17.30 นาฬิกา โดยจะมีการเปิดงานโดยท่านผู้อำนวยการสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ (หรือผู้แทน) จากนั้น ก็จะมีการพูดคุยกันเล็กน้อย มีการพักรับประทานอาหารว่าง โดยความเอื้อเฟื้อจากคุณเอ็ม อิงคศักดิ์ เกตุหอม (หรือนามแฝง พักรบ) จากนั้นจึงมีการฉายภาพยนตร์ไทยเรื่อง เกิดเป็นหงส์ นำแสดงโดย มิตร-เพชรา เป็นหนัง 16 ม.ม. ซึ่งทีมพากย์พันธมิตรเป็นผู้พากย์เสียงให้ใหม่ครับ

รุ่งขึ้นวันเสาร์ที่ 7 ตุลาคม 2549 เริ่มงานเวลาประมาณ 12 นาฬิกา ซึ่งคุณจุฑามาศ สมาชิกในเว็บนี้เป็นผู้ประสานงานนำนางเอก พิศมัย วิไลศักดิ์ มาพูดคุยกับแฟน ๆ โดยมีคุณเอ็ม อิงคศักดิ์ เกตุหอม เป็นพิธีกร
สักพักก็จะหยุดรับประทานอาหารว่าง โดยความเอื้อเฟื้อจากคุณเอ็ม อิงคศักดิ์ เกตุหอม อีกเช่นเคย เสร็จแล้ว ก็จะเริ่มฉายหนังเรื่อง นางพรายตานี นำแสดงโดย มิตร-เพชรา

รุ่งขึ้นเช้าวันอาทิตย์ที่ 8 ตุลาคม 2549 ซึ่งเป็นวันที่มิตร ชัยบัญชา เสียชีวิต ที่วัดแค นางเลิ้ง ก็จะมีการทำบุญกระดูกมิตร ชัยบัญชา โดยมีศาลาเฉลิมกรุง เป็นเจ้าภาพใหญ่ พวกเราก็จะร่วมทีมกันไปด้วย หลังจากเสร็จเลี้ยงพระเพลแล้ว คุณเอ็ม อิงคศักดิ์ เกตุหอม ก็จะแยกตัวไปทำหน้าที่พิธีกรให้กับศาลาเฉลิมกรุง ซึ่งจัดงานเพลงดังหนังมิตร เป็นการเอาเพลงในหนังที่มิตรแสดงมาร้องให้ฟังใหม่ (เก็บค่าเข้าชม)
ส่วนพวกเราก็จะกลับมาที่หอภาพยนตร์ฯ ท่าวาสุกรีกันและเริ่มงานในเวลา
12 นาฬิกา มีการพูดคุยกันก่อน เสร็จแล้วก็พักรับประทานอาหารว่าง โดยความเอื้อเฟื้อจากคุณโต๊ะพันธมิตร เสร็จแล้วก็จะฉายหนังเรื่อง ปิศาจเสน่หา นำโดยมิตร-เพชรา ก่อน พอหนังจบก็จะฉายอีกเรื่องคือ ยอดแก่น
ที่มิตร-เพชรา เล่นอีกเรื่องเพื่อปิดงาน...

งานมิตรปีนี้ ชมฟรีครับ.. ใครที่จะโทรมาจองที่นั่งนั้น ไม่ต้องโทรนะครับ
เพราะจะไม่มีการสำรองที่นั่น ใครมาก่อน ก็เลือกนั่งได้ก่อนครับ...

ส่วนนิทรรศการนั้น เป็นความร่วมกันกันระหว่างเพื่อนสมาชิกในเว็บนี้และชมรมคนรักมิตร ชัยบัญชา จัดขึ้นครับ

ข่าวงานมิตรปีนี้ ก็คงมีเท่านี้ครับ....
แล้วพบกันในงานนะครับ...


จาก: มนัส138
วันที่: 02/10/49 - 22:30 น.
หัวข้อที่: B602
IP Address:
ความคิดเห็นที่ 1
งานนี้...ไม่พลาด

จาก: นู๋แพสาวกน้าปุ๊
วันที่: 03/10/49 - 12:24 น.
IP Address:
ความคิดเห็นที่ 2



รำลึก 36 ปีมิตร ชัยบัญชา... 6-7-8 ตุลาคม 2549 ที่หอภาพยนตร์ฯ ท่าวาสุกรี

บทความเก่า ตีพิมพ์ที่หนังสือฟิล์มแอนด์สตาร์ เล่มที่ 27 ประจำเดือนตุลาคม 2547)

ใครฆ่า ? มิตร ชัยบัญชา

โดย มนัส กิ่งจันทร์

วันที่ 8 ตุลาคม 2513 เป็นวันที่มิตร ชัยบัญชา พระเอกหนังไทยเสียชีวิตในขณะแสดงหนังเรื่อง อินทรีทอง…

ข้อมูลที่ได้จากข่าวก็คือ หนังเรื่อง อินทรีทอง นั้น มิตร ชัยบัญชา ในฐานะผู้กำกับการแสดงได้สั่งการให้มิตร ชัยบัญชา ในฐานะดารานักแสดงเข้าไปแสดงฉากโหนบันไดเชือกของเฮลิคอปเตอร์ แต่ในขณะที่เฮลิคอปเตอร์บินอยู่บนท้องฟ้า มือของมิตร ชัยบัญชาก็หลุดจากบันไดเชือก ร่างล่วงลงสู่พื้นดิน ถึงแก่ความตายทันที

บทสรุปในเบื้องต้น ผู้ที่ควรจะต้องรับผิดฐานกระทำการโดยประมาทเป็นเหตุผู้อื่นถึงแก่ความตายก็คือ ผู้กำกับการแสดงหนัง ซึ่งในที่นี้ก็คือ ตัวมิตร ชัยบัญชา เอง แต่ตามกฏหมายแล้ว เมื่อผู้กระทำผิดได้ถึงแก่ความตาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปด้วย ดังนั้น คดีการตายของมิตร ชัยบัญชา จึงถูกปิดสำนวนตั้งแต่นั้นมา…
แต่เรื่องราวและสาเหตุการตายของมิตร ชัยบัญชา ก็ยังคงมีการพูดต่อ ๆ กันไปต่าง ๆ นานา เช่น

บ้างก็ว่า มิตรรับเล่นหนังไว้มากเกินไป จึงอดหลับอดนอนจนไม่มีแรงพอที่จะโหนบันไดเชือกของเฮลิคอปเตอร์ ก็เลยตกมาตาย…
บ้างก็ว่า เป็นเพราะแรงสาบานที่มิตรเคยสาบานไว้ว่า จะไม่เล่นหนังให้กับใครคนหนึ่ง แล้วภายหลังมาผิดคำสาบาน…
บ้างก็ว่า เป็นเพราะมิตรยังไม่ได้เหยียบบันไดเชือกขั้นสุดท้าย แต่เฮลิคอปเตอร์ก็บินขึ้นไปก่อนและยังบินสูงเกินไปอีกด้วย…
บ้างก็ว่า มิตรเป็นคนดื้อ ไม่ยอมฟังใคร ไม่ยอมใช้สแตนอินทั้ง ๆ ที่มีการเตรียมไว้แล้ว…
บ้างก็ว่า เป็นเพราะมิตรไปรื้อบทหนังและคิดฉากจบขึ้นมาใหม่ ก็เลยเกิดเหตุขึ้นมา ฯลฯ

แม้ปีนี้จะครบ 34 ปีที่มิตร ชัยบัญชา เสียชีวิตไป แต่มีคนคนหนึ่งที่ทนเก็บความข้องใจในการตายของมิตร ชัยบัญชา ไว้ลึก ๆ อยู่เพียงคนเดียว แม้เขาจะไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ขณะมิตร ชัยบัญชา เสียชีวิต แต่เพราะเขาเป็นคนที่รักและชื่นชอบมิตร ชัยบัญชา อย่างมาก เคยเขียนหนังสือเรื่องราวเกี่ยวกับมิตร ชัยบัญชา อยู่บ่อย ๆ ซึ่งทีแรกเขาก็ฟังข่าวและเชื่อเหมือนกับคนอื่น ๆ แต่ด้วยความอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับเหตุการณ์ขณะถ่ายทำหนังเรื่องอินทรีทอง เขาจึงเริ่มแสวงหาข้อมูลจากหนังสือพิมพ์เก่า ๆ หรือบทความต่าง ๆ ที่ตีพิมพ์ข่าวเกี่ยวกับการตายของมิตร ชัยบัญชา ไว้ไปอ่าน อ่านไปคิดไป ก็ชักสงสัยกับข่าวที่ได้มา จึงออกตามหาบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการถ่ายทำหนังเรื่องอินทรีทอง เข้าไปพบ ไปพูดคุย สอบถามเก็บข้อมูลต่าง ๆ แล้วนำมาพินิจพิเคราะห์กับพยานหลักฐานที่หามาได้จากแหล่งอื่นจนค่อนข้างมั่นใจว่า มีข้อมูลข่าวบางอย่างถูกปกปิดไว้ จากนั้นเขาก็นำความเห็นดังกล่าวมาตั้งเป็นประเด็นเพื่อให้บุคคลที่เคยเกี่ยวข้องกับมิตร ชัยบัญชา ช่วยกันคิด ช่วยกันหาเหตุผล แล้วในที่สุดเขาก็ฟันธงว่า มีคนทำให้มิตร ชัยบัญชาตาย…ซึ่งเขาจะนำเรื่องทั้งหมดนี้ไปเปิดเผยในเช้า วันจันทร์ที่ 4 ตุลาคม 2547 ที่วัดแค นางเลิ้ง วัดที่เคยตั้งศพมิตร ชัยบัญชาเมื่อ 34 ปีก่อน

นี่เป็นเพียงเรื่องราวย่อ ๆ ที่ คุณเอ็ม เฉลิมกรุง ผู้ซึ่งออกสืบหาข้อมูลต่าง ๆ เล่าให้ฟัง ใครที่อยากรู้เพิ่มเติม ก็ลองแวะไปสอบถามได้ เชื่อว่า เมื่อได้ฟังแล้วจะต้องตกตะลึงแน่ ๆ เพราะข้อมูลจะไม่เหมือนกับข่าวที่เราเคยได้ยินได้ฟังมา แต่บอกก่อนว่า เจตนาของคุณเอ็มที่ใช้เวลาเป็นสิบ ๆ ปีค้นเรื่องดังกล่าวนั้น มิใช่ทำขึ้นเพื่อต้องการให้ผู้หนึ่งผู้ใดลุกขึ้นมาแสดงความรับผิดชอบในการตายของมิตร ชัยบัญชา เพียงแต่อยากให้ใช้บทเรียนนี้เป็นกรณีศึกษาถึงความปลอดภัยในการถ่ายทำหนังเรื่องอื่น ๆ อีก ข้อสำคัญก็คือ เขาต้องการจะปลดปล่อยพันธนาการคำกล่าวหาต่าง ๆ ที่คนหลายคนโยนบาปเหตุการณ์ครั้งนี้ให้กับดวงวิญญาณของมิตร ชัยบัญชา เขาต้องการลบล้างคำพูดที่ว่า คนตายพูดไม่ได้ คนตายจึงต้องเป็นคนผิด...

อย่างไรก็ตาม การตายของมิตร ชัยบัญชา ยังสอดคล้องกับคำกล่าวที่ว่า ตัวตาย แต่ชี่อยัง เพราะได้ทิ้งผลงานการแสดงหนังไว้เป็นร้อยเรื่อง แม้ในปัจจุบันจะมีให้ดูน้อยเกินไปเมื่อเทียบกับจำนวนหนังที่ออกฉายมาทั้งหมด 266 เรื่อง แต่จะทำอย่างไรได้ ในเมื่อหนังรุ่นมิตรส่วนใหญ่จะถ่ายทำด้วยฟิล์ม 16 ม.ม.ซึ่งเป็นระบบที่ไม่มีฟิล์มต้นฉบับ (เนกาตีฟ) ดังนั้น การได้หนังมิตรเรื่องหนึ่งเรื่องใดกลับคืนมา แม้ฟิล์มจะเสียหายหรือเป็นเส้นฝนบ้าง แต่แฟนหนังมิตรก็ไม่เคยบ่น ไม่เคยต่อว่า หากแต่จะถือว่าเป็นบุญแล้วที่ยังอุตส่าห์เหลือกลับมาได้

ใบปิดโปสเตอร์หนังมิตร ชัยบัญชา ที่นำมาตีพิมพ์ในฉบับนี้ทุกเรื่อง ล้วนแต่เป็นหนังที่มีการค้นพบฟิล์มแล้วทั้งสิ้น บางเรื่องก็หาเจอมาเป็นสิบ ๆ ปี แต่สงสัยไหมครับว่า ทำไมจนป่านนี้ เราจึงยังไม่ได้ดูหนังเรื่องนั้น ๆ (ยกเว้น คนเหนือคน ที่จะฉายในปีนี้) นี่แหละคือ ประเด็นที่ผมจะกล่าวต่อไป

ถ้าถือกันว่า ดาราหนังเป็นคนของประชาชนแล้ว หนังก็ย่อมต้องเป็นของประชาชนด้วยเช่นกัน แม้ว่าหนังแต่ละเรื่องจะเป็นงานลิขสิทธิ์ของผู้สร้าง แต่หนังก็เป็นงานศิลปะอย่างหนึ่งที่ผู้สร้างสร้างขึ้นเพื่อให้ความบันเทิงแก่ประชาชนโดยอาศัยฐานแห่งความชื่นชอบของประชาชนเป็นที่ตั้ง หนังจึงเป็นเสมือนงานสาธารณะอย่างหนึ่งที่ประชาชนทุกคนควรมีสิทธิที่จะได้ดูเมื่อต้องการจะดู จึงไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะมีใครคนใดคนหนึ่งมากระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดอันเป็นการปิดกั้นสิทธิการดูหนังเช่นว่านี้

ผมจะไม่พูดถึงผู้ถือลิขสิทธิ์หนังที่มิตรแสดงไว้เพราะเท่าที่ทราบส่วนใหญ่จะถือไว้แต่เพียงสิทธิเท่านั้น ส่วนตัวทรัพย์ซึ่งจะก่อให้เกิดภาพคือฟิล์มหนังนั้น แทบจะไม่มีใครได้ถือไว้เลยเนื่องจากว่ายุคนั้นฟิล์มหนังจะมีการเปลี่ยนมือฉายกันเป็นทอด ๆ ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะหาที่ฉายไม่ได้และสุดท้ายก็จะไปอยู่กับบริการหนังเร่ตามต่างจังหวัด ซึ่งบางเจ้าก็เก็บไว้ บางเจ้าพอหมดยุคหนัง 16 ม.ม.ก็ทิ้งไปหรือถ้าเห็นว่าเป็นหนังที่เคยทำเงินให้มาก่อนก็เอาฟิล์มขึ้นหิ้งบูชาเป็นที่ระลึกก็มี

ส่วนที่ว่า ถ้าได้ฟิล์มหนังมาก็ไม่มีโรงฉายนั้น ไม่เป็นปัญหาเพราะทุกวันนี้ เราสามารถดูหนังอยู่ที่บ้านผ่านทางเครื่องเล่น VCD หรืออุปกรณ์อย่างอื่นได้แล้ว ปัญหาใหญ่จะอยู่ที่ว่า ทำอย่างไรเราจะหาฟิล์มหนังมิตรให้ได้ต่างหากเพราะหนังรุ่นนั้นจะพิมพ์ฟิล์มก๊อบปี้ไว้ไม่กี่ชุด แล้วยังต้องนำออกฉายไปทั่วประเทศ ฟิล์มจึงเสียหายไปตามกาลเวลา แต่ถ้าจะเสียหายด้วยเหตุนี้จริง ๆ ก็ถือเป็นเรื่องธรรมดาเพราะฟิล์มหนังเขามีไว้ให้ฉาย ไม่ได้มีไว้ให้เก็บและการที่หนังมิตรเรื่องหนึ่งเรื่องใดได้ออกฉายมาก ๆ จนถึงขั้นฟิล์มผุพัง คนรักมิตรก็ควรจะดีใจเพราะเป็นเหตุเป็นผลอยู่ในตัวแล้วว่า คนในสมัยนั้นให้การต้อนรับหนังมิตร ชัยบัญชามากแค่ไหน

มีคนชอบพูดว่า ทำไมเจ้าของหนังจึงไม่เก็บฟิล์มไว้ เรื่องนี้อย่าไปว่าเจ้าของหนังเลยครับเพราะเขาสร้างหนังมา เขาลงทุนพิมพ์ฟิล์มก๊อบปี้ขึ้นมาชุดหนึ่งก็เพื่อที่จะเอามาฉายให้คนดูและโดยเฉพาะยุคที่หนังมิตรออกฉายนั้น ก็ยังไม่มีใครรู้ล่วงหน้าด้วยว่าจะมี VDO-VCD เกิดขึ้นในอนาคต ดังนั้น คงไม่มีใครบ้าพอที่จะลงทุนพิมพ์ฟิล์มก๊อบปี้มาเก็บไว้เฉย ๆ หรอกครับ เมื่อฟิล์มยังฉายได้ก็ฉายไปเรื่อย ๆ ผมถึงไม่อยากโทษเจ้าของหนัง แต่ผมอยากเข้าไปหาไปถามว่า หนังเรื่องนั้น ๆ มีฟิล์มกี่ก๊อบปี้และจำหน่ายไปที่ใดบ้าง เผื่อวันหน้าวันหลังจะได้เอาลายแทงนี้ออกไปตามหาหนังมิตรมาดูกัน

ณ วันนี้ ใครที่ครอบครองฟิล์มหนังมิตร ชัยบัญชา อยู่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอันใด แต่เชื่อว่าอย่างน้อย ๆ ก็คงมีใจรักมิตรจึงคิดครอบครองฟิล์มหนังนั้นไว้ ผมว่า ถึงเวลาแล้วที่จะต้องเปลี่ยนความคิดเก่า ๆ นั้นเสียที เคยได้ยินคำว่า รักแท้ต้องเสียสละไหมครับ ทุกวันนี้เรื่องราวของมิตร ชัยบัญชา ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์หนังไทยไปแล้วและยังมีคนรุ่นใหม่ ๆ อีกมากที่ปัจจุบันได้เห็นเพียงแค่ใบปิดโปสเตอร์หนังมิตร แต่ยังหาหนังดูไม่ได้ ดังนั้น หนังมิตร ชัยบัญชา จึงไม่ควรเป็นสมบัติส่วนตัวของใครคนใดคนหนึ่งอีกต่อไปแล้ว หากแต่ต้องกลับมาเป็นสมบัติของประชาชน อย่าลืมนะครับว่าคนที่รักมิตร เขาก็อยากจะดูหนังมิตรเหมือนกับคุณ ในฐานะคนหัวอกเดียวกันก็ควรเห็นใจกันบ้าง ปล่อยเถอะครับ..ปล่อยฟิล์มหนังมิตรออกมาให้คนที่เขามีความชำนาญด้านนี้เอาไปทำเป็น VCD มาแบ่งกันดูดีกว่า โปรดอย่าให้ความรักความชอบที่คุณมีต่อมิตร ชัยบัญชา มาเป็นเครื่องทำลายหนังมิตร ชัยบัญชา อย่างที่คุณคาดไม่ถึงเลยครับ
ผมยังไม่อยากบอกว่า ฟิล์มหนังมิตรเหล่านั้น ตอนนี้มีใครเก็บไว้บ้าง กลัวคนรักมิตรเขารู้เข้า เขาจะเหมาเอาว่า คุณนี่แหละ..เป็นคนฆ่าหนังมิตร ชัยบัญชา

สำหรับงานรำลึก 34 ปีแห่งการจากไปของมิตร ชัยบัญชา ในปีนี้จะจัดที่ โรงหนังศาลาเฉลิมกรุง โดย พันธมิตรฟิล์ม เจ้าของ VCD โครงการคิดถึงหนังไทย จะนำหนัง 35 ม.ม.เสียงในฟิล์มเรื่อง คนเหนือคน มาฉาย เริ่มจาก วันที่ 8-10 ตุลาคม 2547

คนเหนือคน เป็นหนังเรื่องสุดท้าย (ในจำนวน 4 เรื่อง) ที่มิตรกับสมบัติ เมทะนี แสดงคู่กัน สร้างโดย สหการภาพยนตร์ไทย ของ ปริญญา ทัศนียกุล ซึ่งเคยสร้าง เพชรตัดเพชร (2509 มิตร-ลือชัย-เพชรา) มาแล้ว แต่ครั้งนี้ เปลี่ยนให้มิตรมาประกบกับสมบัติ โดยมีโสภา สถาพรและมิสออเดรย์ชิง จากฮ่องกงเป็นนางเอก เป็นหนังบู๊สไตล์สากล แนวรักชาติบ้านเมือง โดยวางเรื่องให้มิตร ชัยบัญชา ซึ่งเป็นนายตำรวจเข้าไปสืบหาข่าวในองค์การก่อการร้ายที่มีเกชา เปลี่ยนวิถี เป็นหัวหน้า แล้วต่อมามิตรถูกจับตัวไว้ ทางการจึงต้องส่งนายตำรวจภูธรหน้าใหม่ซึ่งแสดงโดยสมบัติ เมทะนี รับบทเป็นน้องชายมิตรเข้าไปช่วยพี่ จากนั้นก็มีการรวมพลเข้ากวาดล้างองค์การก่อการร้ายแห่งนี้

คนเหนือคน เคยฉายครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2510 ที่โรงหนังเฉลิมเขตร์ เป็นหนังที่ลงทุนสร้างอย่างยิ่งใหญ่ กำกับแสดงโดย วิจิตร คุณาวุฒิ คนที่พูดเสมอว่า ไม่ชอบทำหนังบู๊ แต่เมื่อทำทีไร ก็ยิ่งใหญ่ทุกที นอกจากนี้การตั้งชื่อตัวละครในหนัง ก็เป็นเรื่องแปลกเพราะตัวละครแทบทุกคนต่างถูกเรียกชื่อตามชื่อจริงชื่อเล่นของดาราคนนั้น ๆ เลยเช่น มิตร ชัยบัญชา ก็เรียกตามชื่อจริงว่า พิเชษฐ์ สมบัติ เมทะนี ก็เรียกว่า สมบัติ ชุมพร เทพพิทักษ์ ก็เรียกตามชื่อเล่นว่า เดียร์ โสภา สถาพร ก็เรียกว่า โสภา อมรา อัศวนนท์ ก็เรียกว่า อมรา แมน ธีระพล ก็เรียกว่า แมน ฯลฯ เป็นต้น ใครที่ไม่รู้ชื่อดาราหนังรุ่นเก่า ๆ ถ้าไปดูหนังเรื่องนี้ก็จะรู้เองว่าดาราคนที่แสดงอยู่นั้นมีชื่อจริงหรือชื่อเล่นว่าอะไร

การนำหนังมิตร ชัยบัญชา กลับมาฉายในโรงภาพยนตร์ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ และไม่แน่ว่าปีต่อ ๆ ไปจะมีหนังมิตรมาฉายอีกหรือไม่เพราะนับวันฟิล์มหนังมิตร ชัยบัญชา ก็ยิ่งหายากขึ้นเรื่อย ๆ

(เป็นบทความเก่า ตีพิมพ์ปี 2547)


จาก: มนัส138
วันที่: 03/10/49 - 22:43 น.
IP Address:
ความคิดเห็นที่ 3
อ่านแล้วทั้งซึ่ง...ที่มีคนรักมิตรมากมายอย่างนี้ แต่ก็เศร้าใจกับฟิล์มภาพยนตร์ที่มีมิตรแสดงอีกมากมายเหมือนกัน....

จาก: จุฑามาศ
วันที่: 03/10/49 - 23:13 น.
IP Address:
ความคิดเห็นที่ 4
ถ้าไม่มีธุระที่ไหนอาจจะแวะไปวันเสาร์นี้ครับขอบคุณสำหรับข้อมูลครับ

จาก: JasonSจัง!!!
วันที่: 04/10/49 - 0:46 น.
IP Address:
ความคิดเห็นที่ 5
สู้ต่อไป...เพื่อหนังไทย..และมิตร ชัยบัญชา

จาก: แพ
วันที่: 04/10/49 - 10:02 น.
IP Address:
ความคิดเห็นที่ 6



ผมมีบทความเก่าที่เขียนถึง มิตร ชัยบัญชา ตีพิมพ์ในหนังสือฟิล์มแอนด์สตาร์ เล่มที่ 3 ประจำเดือนตุลาคม 2545 มาให้อ่านเพื่ออุ่นเครื่องรับงานมิตรครับ....


อวสานอินทรีแดง หน้ากากมิตร-หน้ากากชีวิต 32 ปี…ไม่มีวันจบ
โดย…..มนัส กิ่งจันทร์

เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นเรื่องธรรมดา…
การตายของใครคนใดคนหนึ่ง ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ถ้าคนนั้นตายไปนานแล้ว ยังมีคนคิดถึง ยังอยู่ในความทรงจำและมีการจัดงานรำลึกนึกถึงเป็นประจำทุก ๆ ปี ก็เรียกว่า เป็นเรื่องแปลก

ในวงการหนังไทย แม้จะเต็มไปด้วยดาวหลาย ๆ ดวง แต่ก็ไม่มีดาวดวงไหนจะอยู่ค้างฟ้า เมื่อถึงเวลา ดาวแต่ละดวง ก็ต้องอับแสงลง เหลือแต่เพียงอดีต ซึ่งไม่ช้า ไม่นาน ดาวดวงนั้นก็จะถูกลืมเลือนไปในที่สุด

แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับพระเอกหนังไทยคนหนึ่งเมื่อ 32 ปีที่ผ่านมา แม้ถึงทุกวันนี้ก็ยากที่แฟนหนังไทยจะลืมเลือนไปได้
พระเอกผู้ซึ่งต้องจบชีวิตลงด้วยอายุเพียง 36 ปี จากอุบัติเหตุพลัดหลุดบันไดเชือกของเฮลิคอปเตอร์ขณะโหนตัวเพื่อแสดงฉากสุดท้ายในการถ่ายทำหนังเรื่อง อินทรีทอง เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2513 ที่บริเวณอ่าวดงตาลพัทยาใต้ จังหวัดชลบุรี
พระเอกหนังไทยผู้ยิ่งใหญ่…มิตร ชัยบัญชา

มิตร ชัยบัญชา เขียนประวัติด้วยลายมือตัวเองไว้ก่อนตายว่า ”……เขาเป็นบุตรนายชม-นางสงวน ระวีแสง เกิดเมื่อวันที่ 1 มกราคม2477 ที่ตำบลท่ายาง อำเภอท่ายางจังหวัดเพชรบุรี ตั้งแต่เกิดมาก็ไม่เคยเห็นหน้าพ่อแม่เพราะท่านแยกทางกัน ทิ้งเขาไว้จนชาวบ้านเรียกว่า ไอ้ทิ้งหรือบุญทิ้ง ระวีแสง เขาเป็นเด็กวัดอาศัยอยู่กับหลวงอาแช่มน้องชายพ่อซึ่งบวชเป็นพระ แต่พออายุได้8 ขวบ แม่ก็กลับมารับไปกรุงเทพฯ โดยไปอยู่แถวถนนพะเนียง ข้างวัดแคนางเลิ้ง อำเภอป้อมปราบฯ แม่เปลี่ยนชื่อให้เขาใหม่เพราะชื่อบุญทิ้งมันบาดใจพร้อมกับให้ใช้นามสกุลของนายเฉลิมฯพ่อใหม่ว่า สุพิศ พุ่มเหม ในวัยเด็กเขาต้องช่วยแม่ขายผัก ขายของที่ตลาดนางเลิ้ง ทำทุกอย่างให้ได้เงินมาเรียนหนังสือ เขาเรียนจบ ม.6 ที่โรงเรียนไทยประสาทวิทยาและไปจบ ม.8 ที่โรงเรียนพระนครวิทยาลัย จากนั้น ก็ไปเรียนโรงเรียนการบิน ที่นครราชสีมาและเป็นนักเรียนศิษย์การบิน รุ่น ป.15 ของกองทัพอากาศ แล้วจึงได้มาประจำอยู่ที่ อย.ตอ.ร้อย 1 พัน 1 ดอนเมือง กรุงเทพฯ ในชื่อและยศ จ่าอากาศโท พิเชษฐ์ พุ่มเหม…….”
ปี 2499 จ่าสิบเอกสมจ้อยฯ ได้แนะนำให้มิตรรู้จักกับ กิ่ง แก้วประเสริฐ นักหนังสือพิมพ์ แล้วกิ่ง ก็พาไปพบกับ สุรัตน์ พุกกะเวส บรรณาธิการนิตยสารดาราไทย เพื่อฝากฝัง ใบหน้าท่าทางของมิตร เป็นที่ถูกอกถูกใจ ประทีป โกมลภิส ผู้กำกับหนังซึ่งกำลังมองหาคนที่จะมารับบทเป็น ไวยศักดา พระเอกในหนังเรื่องใหม่
ชื่อ มิตร ชัยบัญชา จึงได้กำเนิดขึ้นมาพร้อม ๆ กับหนังเรื่องแรกในชีวิต…..ชาติเสือ

ชาติเสือ สร้างเป็นหนัง 16 ม.ม.โดยทัศไนยภาพยนตร์ มี รังสรรค์ ตันติวงศ์ อำนวยการสร้าง ประทีป โกมลภิส กำกับการแสดง แม้จะเป็นหนังเรื่องแรก แต่มิตรก็ได้แสดงประกบกับนางเอกสาวในยุคนั้นถึง 6 คน คือ เรวดี ศิริวิไล-ประภาศรี สาทรกิจ-น้ำเงิน บุญหนัก-นัยนา ถนอมทรัพย์- อุษณี อิศรานันท์- นพมาศ ศิริโสภณ ไปถ่ายทำที่โคกสำโรง จังหวัดลพบุรีประมาณ 3 เดือน นำออกฉายครั้งแรกในวันที่ 18 มิถุนายน 2501 ที่โรงภาพยนตร์ ศาลาเฉลิมกรุง และเฉลิมบุรี ก็ประสบความสำเร็จเพราะเมื่อถอดโปรแกรมแล้ว ได้เงินประมาณเจ็ดแสนบาทเศษไม่น้อยเลยสำหรับหนังที่ใช้พระเอกหน้าใหม่อย่าง มิตร ชัยบัญชา….
ทุกวันนี้ ชาติเสือ กลายเป็นหนังที่คนรักมิตร ชัยบัญชา อยากดูมาก ถามไถ่ไปยัง โครงการคิดถึงหนังไทย ผู้ผลิตวีซีดีหนังมิตร ชัยบัญชาเรื่องดัง ๆ ออกจำหน่ายว่า จะมีโอกาสได้ดูหรือไม่ ซึ่งก็ยังให้คำตอบไม่ได้ และหอภาพยนตร์ฯ ก็ไม่มีฟิล์มหนังเรื่องนี้เช่นเดียวกัน
ชาติเสือ จึงถูกแทงบัญชีว่าไม่น่ามีฟิล์มหนังเหลืออยู่ให้กลับมาฉายหรือทำวีซีดีได้อีก ถ้ามีอยู่ ฟิล์มหนังเรื่องนี้จะมีอายุถึง 44 ปีแล้ว จะฉายได้หรือไม่ ก็ยังเป็นปัญหาอยู่
แต่แทบไม่น่าเชื่อว่า จะมีการพบฟิล์มหนังเรื่องแรกของมิตร ชัยบัญชา
ล่าสุดเดือนตุลาคม 2544 ข่าวว่าคนที่เก็บฟิล์มหนังเรื่องชาติเสือ และหนังมิตร ชัยบัญชาอีกหลายเรื่องได้ขายฟิล์มหนังนั้นให้พ่อค้าตลาดคลองถม แต่ยังไม่ทันที่ โครงการคิดถึงหนังไทย และผู้เขียน จะได้เห็นฟิล์มว่า มีสภาพสมบูรณ์หรือไม่ ก็มีการขายฟิล์มไปอีกทอดหนึ่ง ได้ความว่า คนที่ซื้อให้ราคา 3 เท่าของราคาหนังที่ซื้อขายกันและว่าจะเอาไปทำวีซีดีออกขายด้วย แต่รอมาจนถึงวันนี้ ยังไม่มีวี่แววว่าจะเห็นวีซีดี ชาติเสือ ออกวางตลาดแต่อย่างไร

อย่างไรก็ตาม ก็อุ่นใจว่า ชาติเสือ ยังมีฟิล์มหนัง แม้จะรู้ว่าการเอาหนัง16 ม.ม.ไปทำเป็นวีซีดีซึ่งเริ่มจากการเจรจาซื้อลิขสิทธิ์กับผู้สร้างหรือทายาท แล้วจึงนำฟิล์มหนังไปเทเลซีนเปลี่ยนให้เป็นเทป จากนั้นก็บันทึกเสียงพากษ์ วางเพลงประกอบ ขออนุญาตทำการผลิตต่อรัฐฯ เริ่มปั๊มแผ่นวีซีดีและหาตลาดจำหน่าย ล้วนเป็นเรื่องยุ่งยากที่ผู้ผลิตมือใหม่ต้องมีใจสู้พอควร จึงจะฝ่าฟันทำวีซีดีออกจำหน่ายได้ ก็ขอให้ดวงวิญญาณของมิตร ชัยบัญชา ช่วยดลใจ ช่วยเป็นกำลังใจให้คนที่ซื้อฟิล์มหนังไป รีบผลิตวีซีดีออกมาให้กลุ่ม คนรักมิตร ชัยบัญชา ได้มีโอกาสดูหนังเรื่องแรกของมิตร ชัยบัญชา หลังจากที่หายไปถึง 44 ปี

เปิดหน้ากากอินทรีแดง

13 ปีในชีวิตการแสดงของมิตร ชัยบัญชา แสดงหนังไว้กว่า 266 เรื่อง ผ่านการแสดงมาแล้วทุกบทบาท แม้จะไม่เคยได้รับรางวัลตุ๊กตาทอง แต่การแสดงของมิตรก็ยังเป็นที่ชื่นชอบ ไม่เคยทำให้ผิดหวัง รางวัลดาราทองพระราชทานและโล่พระราชทานดาราคู่ขวัญมิตร- เพชรา จึงเป็นเสมือนเกียรติยศที่มหาชนรักและศรัทธามอบให้มิตร ชัยบัญชา
แต่มีอยู่บทบาทหนึ่งที่มิตร รักและหลงใหล เขาจะตั้งใจแสดงให้ดีที่สุดเมื่อมีโอกาสได้เล่นบท อินทรีแดง

ในปี 2500 นิยายอินทรีแดง เขียนโดย เศก ดุสิต ได้รับความนิยมจากนักอ่านอย่างมาก หนึ่งในนั้นก็รวมถึง มิตร ชัยบัญชา เรียกได้ว่า ชอบอินทรีแดงและปรารถนาเหลือเกินที่จะแสดงบท โรม ฤทธิไกร หรือ อินทรีแดง จนทำให้ รังสรรค์ ตันติวงศ์ และประทีป โกมลภิส ตัดสินใจซื้อนิยายอินทรีแดง ตอน จ้าวนักเลง มาสร้างหนังและมอบให้ มิตร ชัยบัญชา แสดงเป็นหนังเรื่องที่สองและรับบท อินทรีแดง ตามที่ปรารถนา

จ้าวนักเลง สร้างเป็นหนัง16 ม.ม.โดย ทัศไนยภาพยนตร์ ครั้งนี้ มิตร ชัยบัญชา ได้แสดงกับนางเอกสาวสวย อมรา อัศวนนท์ และ เรวดี ศิริวิไล ตลอดการถ่ายทำ มิตร ชัยบัญชา ตั้งใจแสดงอย่างเต็มความสามารถ สมกับที่ประทีป โกมลภิส คาดหวังว่า จะทำให้มิตร ชัยบัญชา โด่งดังจากหนังเรื่องนี้ให้ได้และก็ไม่ผิดหวัง เมื่อนำออกฉายครั้งแรกวันที่ 7 มีนาคม 2502 ที่โรงภาพยนตร์ ศาลาเฉลิมกรุง และ เฉลิมบุรี ประชาชนให้การต้อนรับมิตร ชัยบัญชา กับบทบาทใหม่ อินทรีแดง อย่างมาก จนสามารถทำรายได้เกินล้านบาท

จ้าวนักเลง สร้างชื่อเสียงให้มิตร ชัยบัญชา เป็นที่รู้จักเพิ่มมากขึ้น เรียกได้ว่า เกิดอย่างเต็มตัวเพราะหนังเรื่องนี้และสามารถก้าวขึ้นมาเป็นพระเอกใหม่เคียงข้างกับพระเอกที่โด่งดังอยู่แล้วอย่าง ลือชัย นฤนาท -ชนะ ศรีอุบล อดุลย์ ดุลยรัตน์ เป็นต้น น่าเสียดายที่ขณะนี้ ไม่มีใครพบฟิล์มหนังเรื่องนี้เลย ใครอยากดู คงต้องทำใจ

มิตร ชัยบัญชา ได้กลับมาสวมหน้ากาก อินทรีแดง อีกเป็นครั้งที่สอง ซึ่งครั้งนี้ มิตรร่วมกับเพื่อน ๆ สร้างหนังเองหนังในเรื่อง ทับสมิงคลา
ทับสมิงคลา สร้างเป็นหนัง 16 ม.ม. ประพันธ์และบทหนังของ เศก ดุสิต มี อมรา อัศวานนท์ เป็นนางเอกและ วิน วันชัย กำกับการแสดง มิตร ชัยบัญชา ก็ยังทุ่มเทให้กับบท อินทรีแดง ที่เขารักอย่างมาก แม้ว่าก่อนหน้านั้น มิตรเพิ่งจะประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์จนขาหักและต้องใช้เหล็กดามขาไว้ตลอดมา เมื่อนำออกฉายครั้งแรกในวันที่ 21 ธันวาคม 2505 ที่โรงภาพยนตร์เอ็มไพร์ ก็ประสบความสำเร็จในด้านรายได้อีก
อินทรีแดง เป็นบทบาทที่มิตร ชัยบัญชา รักและอยากแสดงมานานแล้ว จึงไม่แปลกใจเลยว่า จะมีคนเห็นมิตร ชัยบัญชา วนเวียนแอบไปนั่งดูหนังในห้องเครื่องฉายที่โรงภาพยนตร์เอ็มไพร์ ดูไม่น้อยกว่าสิบรอบยิ่งถ้าคนดูชื่นชอบในบทบาทที่เขาแสดงแล้ว มิตรจะถือว่าเป็นกำลังใจ ทำให้กล้าแสดงหนังเอาใจแฟน ๆ แม้ว่าจะต้องเสี่ยงในบทบู๊ โลดโผน
เครื่องแต่งกายชุดอินทรีแดงที่ใช้แสดงนั้น มิตรจะเป็นผู้ตัดและเก็บรักษาเองอย่างทะนุถนอม พร้อมจะนำออกใช้งานได้ทันที ซึ่งประกอบไปด้วย เสื้อกางเกงสีดำ เข็มขัดริ้วแดง มีหัวเป็นรูปนกอินทรีถลาลงจับเหยื่อ หน้ากากสีแดงตัดด้วยสักหลาด เป็นรูปนกอินทรีกางปีกขลิบด้วยหนังสีดำตามขอบ มีเส้นยางสีดำใช้สำหรับรัดกับศรีษะ เหล่านี้เองเป็นเครื่องยืนยันได้ดีว่า มิตรรักและหลงใหลในบทอินทรีแดงเป็นที่สุด
แล้ว มิตร ชัยบัญชา ก็มีโอกาสใช้เครื่องแบบอินทรีแดงอีก ในเรื่อง อวสานอินทรีแดง

อวสานอินทรีแดง บทประพันธ์ของ เศก ดุสิต สร้างเป็นหนัง 16 ม.ม.โดยดุสิตภาพยนตร์ มี แดน กฤษดา อำนวยการสร้าง ครั้งนี้ เปลี่ยนให้ เพชรา เชาวราษฎร์ นางเอกสาวสวยหน้าใหม่ซึ่งโด่งดังจาก บันทึกรักพิมพ์ฉวี (2505) มารับบทเป็น วาสนา เทียนประดับ คู่หูขวัญใจของอินทรีแดง เป็นครั้งแรก กำกับการแสดงโดย ครูเนรมิต นำออกฉายครั้งแรกวันที่ 27 ธันวาคม 2506 ที่โรงภาพยนตร์ ศาลาเฉลิมกรุง ก็ไม่สร้างความผิดหวังแต่อย่างใด

มิตร ชัยบัญชา ยังคงรับบท โรม ฤทธิไกร ในมาด อินทรีแดง อีกในเรื่อง ปีศาจดำ (2509) และจ้าวอินทรี (2511) ตามที่ปรารถนา แล้วโอกาสสุดท้ายในบท อินทรีแดง ก็มาถึง

อินทรีทอง บทประพันธ์ของ เศก ดุสิต สร้างเป็นหนังมาตรฐาน 35 ม.ม. เสียงในฟิล์มโดย สมนึก เหมบุตร ซึ่งมิตร ชัยบัญชาขอเป็นผู้กำกับการแสดงด้วยตนเองเป็นครั้งแรก ในบทจะมีอินทรีแดงตัวปลอมออกอาละวาดทำลายชื่อเสียงอินทรีแดงตัวจริง มิตรรับบทเป็นอินทรีทองเพื่อมาปราบอินทรีแดงตัวปลอม ชุดอินทรีแดงที่มิตรยังเก็บรักษาไว้แทบไม่ต้องใช้ มิตรได้มอบหน้ากากอินทรีแดงและเข็มขัดให้ ครรชิต ขวัญประชา หรือที่มิตรเรียกเขาว่า มิตร ปลาทู ผู้ซึ่งมิตรหมายมั่นจะให้ขึ้นเป็นดาราแทนเขาในอนาคต

มิตร ชัยบัญชาทุ่มเทให้กับ อินทรีทองอย่างมาก การถ่ายทำดำเนินไปเรื่อย ๆ จนมาถึงการถ่ายทำฉากสุดท้ายของเรื่องที่อ่าวดงตาล พัทยา ซึ่งมี วิเชียร วีระโชติ ทำหน้าที่ตากล้อง

เศก ดุสิต เขียนถึงการถ่ายทำฉากนี้ว่า“..นักบินซึ่งแต่งกายด้วยเสื้อผ้าของเพชราขับเฮลิคอปเตอร์มายังจุดที่ถ่าย วิเชียรกดสวิทซ์กล้องจับภาพไว้ เครื่องก็บินมาหยุดตรงจุดและหย่อนบันไดเชือกลงมา มิตรในชุดอินทรีแดงวิ่งปราดเข้าไปหาบันไดเชือกที่ห้อยโตงเตงอยู่ เขากระโดดเกาะบันไดนั้นโดยใช้มือซ้ายจับบันไดขั้นที่สามไว้ เครื่องก็ยกตัวขึ้นพาร่างในชุดดำของมิตรลอยละลิ่วขึ้นกลางฟ้าและเริ่มบินห่างกล้องออกไป วิเชียรแพนกล้องตาม เห็นร่างในชุดดำของมิตรโหนต่องแต่งอยู่ เครื่องก็บินวนได้รอบหนึ่งแล้วและกำลังเริ่มรอบที่สอง หลายคนในกองถ่ายเห็นมิตรใช้เท้าที่ห้อยอยู่ตบกันเองหลายครั้ง ทุกคนคิดว่าจะต้องมีอะไรเกิดขึ้นแล้ว ผู้กำกับบทวิ่งออกไปโบกมือสั่งให้นักบินนำเครื่องลงทันที ขณะนั้นเครื่องกำลังตีวงเลี้ยวกลับมายังจุดถ่าย แต่ทว่าเกือบจะถึงจุดลงทุกคนก็เห็นมือซ้ายของมิตรหลุดจากบันไดที่จับอยู่ หัวใจของทุกคนหายวาบ ภาวนาให้มือมิตรจับบันไดให้มั่นแต่ไม่เป็นผล มือขวาของมิตรหลุดจากบันไดอีก ร่างของเขาลอยละลิ่วลงมาทันที…เขาตายทั้งๆที่เขากำลังปฏิบัติหน้าที่ ตายในเครื่องแบบอินทรีแดงที่เขารักที่สุดนั่นเอง….“

มิตร ชัยบัญชา จากไปเพราะหนังเรื่อง อินทรีทอง ทำให้ อินทรีทอง เป็นหนังที่มหาชนสนใจอยากดูมากที่สุดเหมือนกับรู้ว่ามิตร ชัยบัญชา รักและหลงใหลในบท อินทรีแดง เป็นที่สุด ถึงขนาดยอมเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย เพื่อให้งานแสดงออกมาสมจริงสมจัง

อินทรีทอง ออกฉายครั้งแรกเมื่อวันที่12 พฤศจิกายน 2513 ที่โรงภาพยนตร์ เพชรรามา

อินทรีแดงผงาดฟ้า…กลับมาเฉลิมกรุง

แม้เราจะไม่มีโอกาสเห็นมิตร ชัยบัญชา ในบทบาท อินทรีแดง จากเรื่อง จ้าวนักเลง ทับสมิงคลา เพราะหาฟิล์มหนังไม่ได้ แต่ยังโชคดีที่บทบาท อินทรีแดง ของมิตร ชัยบัญชา ครั้งที่สาม ยังมีฟิล์มเหลืออยู่
สมัยก่อนหนังแต่ละเรื่องเมื่อเลิกฉาย ก็จะกลายเป็นของเก่า ไร้ค่า บางคนก็สาวฟิล์มทิ้งแล้วเอา รีนเหล็ก กลับมาใช้ต่อ โดยไม่เฉลียวใจว่าจะมีใครอยากดูหนังเรื่องนั้นในอนาคตหรือไม่ ทำให้หนังไทยเก่าหายไปจากวงการ

หนังไทยเก่าๆ ในอดีตเลยกลายเป็นเพียงเรื่องเล่าขานให้ลูกหลานได้ฟังเท่านั้น แต่ถ้าจะดู ก็ไม่มีให้ดู เพราะโรงหนังมักจะไม่นำกลับมาฉาย จนเมื่อมีโทรทัศน์ วีดีโอเทป วีซีดี ก็ยิ่งเหมือนไปเพิ่มความอยากดูหนังไทยเก่า ดาราเก่าๆให้มากขึ้น มีคำถามหาหนังไทยเก่าๆ อยู่เสมอว่าทำเป็นวีซีดีหรือยัง แต่ก็ไม่ทันการณ์ หนังไทยเก่าหลายเรื่องได้รับการยืนยันแล้วว่า ไม่มีฟิล์มหนังเหลืออยู่ที่จะนำมาฉายหรือทำวีซีดีได้อีก

การกำเนิดของหอภาพยนตร์ฯ ในปี 2527 โดยหัวเรี่ยวหัวแรงใหญ่อย่างคุณโดม สุขวงศ์และคณะ เสมือนหนึ่งเป็นเปลวเทียนจุดประกายให้คนไทยเริ่มมีความหวังที่จะมีหนังเก่าดูและได้หันกลับมาดูอดีตพร้อมกับให้ความร่วมมือต่างๆ เพื่อให้ได้ฟิล์มหนังไทยบางส่วนกลับจากห้องแลปต่างประเทศซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นฟิล์ม 35 ม.ม เสียงในฟิล์ม

ส่วนหนังไทยเก่าที่แสดงโดยพระเอกคนสำคัญหลายๆ คน ก็พบกับปัญหาเพราะสร้างในยุค16 ม.ม. ซึ่งจะไม่มีฟิล์มต้นฉบับเนกาตีฟ ใช้ฟิล์มที่ถ่ายนำไปล้างแล้วตัดต่อออกฉายได้เลย กว่าจะครบทั่วประเทศฟิล์มหนังก็ชำรุดผุพังไปตามวันเวลาที่ฉาย การจะนำหนัง16 ม.ม.กลับมาฉายหรือทำวีซีดีจึงมีอยู่ทางเดียวคือค้นหาฟิล์มหนังที่ใช้ฉายในยุคนั้นให้ได้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ แต่ถ้าเป็นหนังมิตร ชัยบัญชา กลุ่มคนรักมิตร ชัยบัญชา ก็ยังจะพยายามค้นหาต่อไป

เป็นอันรู้กันว่าทุกวันที่ 8 ตุลาคมของทุกปี จะมีงานรำลึกถึง พระเอกผู้ยิ่งใหญ่ มิตร ชัยบัญชา

“…แต่ก่อนผมก็เหมือนกับอีกหลาย ๆ คนคือเกลียดหนังไทย ผมนี้เกลียดมิตร ชัยบัญชาเป็นที่สุด ตอนที่เขาตาย ผมยังดีใจ ตายเสียก็ดีหนังไทยจะได้เจริญจนเมื่อมาศึกษาและเข้าทำงานทางด้านนี้จริงๆจังๆ ผมถึงรู้ในความยิ่งใหญ่และอิทธิพลของเขาที่มีต่อหนังไทยอย่างแท้จริงคงจะเป็นเพราะสมัยก่อนผมถูกครอบงำจากวัฒนธรรมตะวันตกมากไปหน่อย ทุกวันนี้ ผมไม่ปฏิเสธเลยว่าเป็นผู้หนึ่งที่หลงรักมิตร แม้ว่าจะดูช้าไปหน่อยก็ตามที” โดม สุขวงศ์ ให้สัมภาษณ์ไว้ในหนังสือหนังและวีดีโอ ฉบับที่ 12 ปักษ์หลังสิงหาคม 2531

แม้วันเวลาจะผ่านไปนาน แต่ก็ยังมีคนอีกมากที่ให้ความรักและชื่นชอบในงานการแสดงของมิตร ชัยบัญชา จึงไม่แปลกอะไรที่จะเรียกว่า พระเอกผู้ยิ่งใหญ่ มิตร ชัยบัญชา ได้เต็มปากเต็มคำ

ในงานรำลึกถึงมิตร ชัยบัญชาจะมีนิทรรศการแสดงภาพถ่ายและใบปิดโปสเตอร์หนังมิตร ชัยบัญชาไว้ให้ดู แม้ว่าจะหาได้ยาก แต่ก็ได้ความร่วมมือจากคนรักมิตรเสมอและจะมีการนำหนังมิตร ชัยบัญชามาฉาย ซึ่งในระยะหลังได้โรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมกรุง ช่วยเหลือด้านสถานที่ จนกลายเป็นที่ชุมนุมคนรักมิตร ชัยบัญชา ที่จะมาพร้อมกันในวันที่ 8 ตุลาคมของทุกปีไปโดยปริยาย

ใครที่ต้องการอยากดูภาพถ่าย หนังสือ หาซื้อวีซีดีหนังมิตร ชัยบัญชา ก็มาหาได้จากงานที่ ศาลาเฉลิมกรุง รับรองไม่ผิดหวัง แต่ว่าหนังมิตร ชัยบัญชา มีไม่มาก ที่ทำมาขายก็เป็นหนังที่โชคดีหาฟิล์มได้ อย่าตั้งใจรอเรื่องหนึ่งเรื่องใดเพราะวีซีดีที่ทำออกมามีจำนวนจำกัด หมดแล้วก็หมดเลย

แม้ว่า ระยะหลังจะหาหนังมิตร ชัยบัญชา มาฉายได้ยาก แต่กลุ่มทีมพากษ์พันธมิตร เจ้าของ โครงการคิดถึงหนังไทย ผู้ทำให้คนรักมิตร มีวีซีดีหนังมิตรหลังจากที่รอคอยมาช้านานอย่างเรื่อง อินทรีทอง พระลอ กังหันสวาท มนต์รักลูกท่ง แม่ย่านาง จุฬาตรีคูณ พระอภัยมณี โดดเข้ามาช่วยด้านการนำหนังมาฉาย จนคนรักมิตรติดอกติดใจ เรียกร้องให้หาหนังมาฉายอยู่ทุกปีและตุลาคมปีนี้ ก็จะนำ อวสานอินทรีแดง กลับมาฉาย

ฟิล์ม อวสานอินทรีแดง ชุดนี้ได้รับความอนุเคราะห์จากหอภาพยนตร์แห่งชาติและเป็นฟิล์มชุดเดียวที่เคยใช้ฉายครั้งแรกในปี 2506 แต่สภาพฟิล์มค่อนข้างสมบูรณ์ เมื่อบันทึกเสียงพากษ์ วางเพลงประกอบใหม่ตรงตามต้นฉบับเดิม จึงดูสนุก ตื่นเต้นไปกับบทบาท อินทรีแดง ที่มิตร ชัยบัญชารักและถือว่าแสดงได้ดีที่สุดเรื่องหนึ่ง

อินทรีแดง จึงบินกลับมาผงาดฟ้ายึดรัง เฉลิมกรุง อีกครั้ง แต่ปีนี้จะเริ่มงานเร็วกว่าทุกๆ ปี รอบแรกวันศุกร์ที่ 4 ตุลาคม 2545 เวลา 19.30น. และวันที่ 5-6-7-8 ตุลาคม 2545 ฉายวันละ 4รอบเวลา 12.00 - 14.30 - 17.00 19.30น. เฉพาะวันที่ 8 ตุลาคม 2545 จะมีงานคืนแห่งหน้ากากอินทรีแดง เริ่มเวลา 16.00น. ใครที่แต่งชุดหน้ากากอินทรีแดง มาร่วมงาน แล้วเข้าตากรรมการ จะได้รับรางวัลพิเศษเป็น วีซีดีหนังมิตร ชัยบัญชาเรื่องดัง ๆ 9 เรื่องจากโครงการคิดถึงหนังไทย
แม้ มิตร ชัยบัญชา จะไม่มีโอกาสกลับมารับบท อินทรีแดง ได้อีก แต่เรื่องราวของ มิตร ก็ยังถูกเล่าขานไม่รู้ลืม หนังที่ มิตร แสดงไว้ก็ยังมีคนออกค้นหาเพื่อนำกลับมาฉายดูอีก ทั้งหลายทั้งปวงเป็นเหตุเป็นผลชี้ให้เห็นว่า แม้จะผ่านมาถึง 32 ปี เรื่องราวของ มิตร ชัยบัญชา พระเอกผู้ยิ่งใหญ่ ไม่มีวันจบและจะมีอยู่อย่างนี้ตลอดไป ตลอดกาล……..


(หมายเหตุ เป็นบทความเก่าที่เคยตีพิมพ์ในหนังสือฟิล์มแอนด์สตาร์ เล่มที่ 3 ประจำเดือนตุลาคม 2545)

แล้วพบกันในงานมิตรปีนี้ที่หอภาพยนตร์ฯ ท่าวาสุกรีนะครับ








จาก: มนัส138
วันที่: 04/10/49 - 21:08 น.
IP Address:
ความคิดเห็นที่ 7
ผมมีหนัง มิตร หลายเรื่อง แต่ก็ไม่มีหลายเรื่อง และอยากมีใบปิดหนัง
ใครกรุณาหน่อย

จาก: มนัส ชุมทอง
วันที่: 18/08/51 - 9:52 น.
IP Address: 118.173.37.xx
ความคิดเห็นที่ 8
คุณมนัส ชุมทอง กรุณาเข้าไปในกระทู้ชุมทางหนังไทย
ตอนที่ ๒๕ ของคุณมนัส กิ่งจันทร์
แล้วจะได้หนังและใบปิดแน่นอน

จาก: มนัส คู่กรรม
วันที่: 18/08/51 - 22:03 น.
IP Address: 124.120.224.xx
ความคิดเห็นที่ 9
เด็กรุ่นใหม่ๆน่าจะได้อ่านบทความเหล่านี้ของคุณมนัส จะได้รู้จักมิตร ชัยบัญชา และความยิ่งใหญ่ของเขา ที่ครองใจประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศได้อย่างที่ไม่มีใครทำได้
น่าจะมีเรื่องความตั้งใจและการทุ่มเทให้กับวงการ ความช่วยเหลือให้กับผู้สร้าง และเพื่อนร่วมงาน ความมีน้ำใจ ความดีของมิตร มาลงไว้ด้วย ผู้ที่เคยคิดอย่างคุณโดม หรือคนรุ่นใหม่ที่ศึกษาหรือไม่ได้ศึกษาด้านนี้ จะได้เปลี่ยนมารักมิตรอย่างคุณโดมเพิ่มขึ้น และเข้าใจว่า มิตร คือผู้ส่งเสริมวงการหนังไทยในยุคนั้นต่างหาก อย่างน้อยๆก็ทำให้มีการสร้างหนังไทยออกมามาก คนมีงาน และมีหนังไทยดู ไม่ซบเซาเพราะทำหนัง 35 ม.ม.ไม่ได้
คุณภาพของหนังคงไม่ใช่แค่ชนิดของฟิลม์อย่างเดียว ความตั้งใจในการทำต่างหากที่สำคัญ ทั้งเนื้อหาและผู้แสดงด้วย หนังสมัยนี้แย่ๆกว่าหนังยุคมิตรมีเยอะแยะ ทั้งคุณภาพ เนื้อหาสาระ และผู้แสดง
ความดังของมิตรนั้นขนาดยังไม่เคยไปแสดงหนังต่างชาติ พระเอกชื่อดังของอินเดียยังถามหาอยากพบเมื่อมาเมืองไทย
ดังนั้นหวังว่าชื่อเสียงและสิ่งที่ดีๆเกี่ยวกับมิตร ชัยบัญชา จะอยู่คู่วงการตลอดไปไม่ว่าจะอีกกี่รุ่น ขออย่าให้รุ่นใหม่ๆได้จดจำหรือรับข้อมูลที่ผิดเพี้ยนไปอย่างที่นำเสนอในละครเลย

จาก: 8 ต.ค.
วันที่: 20/08/51 - 12:20 น.
IP Address: 61.91.251.xx
ความคิดเห็นที่ 10
ตามที่คุณมนัสเขียนไว้ในตอนต้น มิตร ชัยบัญชา เป็นพระเอกที่แสดงภาพยนตร์ 16 ม.ม. มากที่สุด ใช่ไหม

มิตร จะได้ตุ๊กตาทองหรือไม่ ก็ไม่ได้มีความหมายกับความนิยมของประชาชน คนที่รักมิตร อยากดูมิตร ก็ยังมีอยู่มากมาย และยอมรับในตัวมิตร การแสดงของมิตร
"ตุ๊กตาทอง" 1ตัว ก็แค่การยอมรับจากหนังเรื่องเดียว บทบาทเดียว แต่...
"ดาราทอง" คือภาพรวมของการแสดง และการทำงาน รวมทั้งลักษณะนิสัย ที่เป็นที่ยอมรับ โดดเด่นในวงการ และ...
"โล่ห์เกียรตินิยม "รางวัลนักแสดงนำชายที่ทำรายได้สูงสุด ก็บ่งบอกถึงการได้รับความนิยมสูงสุด (อาจจะแค่เรื่องเดียว และมีผลจากองค์ประกอบอื่นๆในเรื่องด้วย แต่สำหรับมิตร สิ่งที่ปรากฏให้เห็นเป็นเรื่องจริง คือ ไม่ใช่เรื่องเดียว แต่เป็นส่วนมากของจำนวนหนังที่มิตรแสดงประสบความสำเร็จได้รับความนิยม หรือแม้แต่หนังธรรมดาๆ แต่มีมิตร แสดงก็ยังทำเงินได้ )
สองรางวัลนี้ก็เป็นรางวัลที่ได้รับพระราชทานเหมือนกัน แล้วก็ไม่มีพระเอกคนไหนได้รับไม่ใช่หรือ เพราะฉะนั้นน่าจะเป็นรางวัลที่น่าภาคภูมิใจกว่า
พระเอกยอดนิยม ผู้ยิ่งใหญ่ ตลอดกาล........มิตร ชัยบัญชา

จาก: 8 ต.ค.
วันที่: 20/08/51 - 14:55 น.
IP Address: 61.91.251.xx
ความคิดเห็นที่ 11
มิตร ชัยบัญชา

จาก: doo
วันที่: 14/09/52 - 13:09 น.
IP Address: 203.146.186.xx
ความคิดเห็นที่ 12
คห.11 ให้คำมิตร ชัยบัญชา มีความหมายมาก 1 ปี ที่คห.กระทู้นี้ได้จางหายไป แต่คำว่า มิตร ชัยบัญชา มิได้จางหายไปจากแฟน ๆ หนังไทยของมิตรเลย โดยเฉพาะผมคนหนึ่งล่ะที่ชื่นชอบอยู่ในใจตลอด จนท่านเป็นเอกลักษณ์พระเอกตลอดกาลไม่มีใครแทนที่ได้

จาก: ไก่โต้ง
วันที่: 14/09/52 - 16:36 น.
IP Address: 125.24.191.xx















สมัครสมาชิก Thai Film เพื่อรับข่าวสารข้อมูลทางอีเมล์และรับสิทธิประโยชน์ต่างๆสำหรับสมาชิก [ JOIN ]


Copyright © 2004
Thai Film Foundation All Rights Reserved.
Site by Redlab