Search Latest Topics | Create New Topic  
ฟิล์มจับฉ่าย กับ น. หนามเตย (ตอนที่ 1)
สวัสดีครับ คุณผู้อ่านทุกท่าน วันนี้ผมขอถือโอกาสแนะนำเป็นครั้งแรกกับการนำเสนอบทความบนเว็บไซต์ของมูลนิธิหนังไทย เพราะเห็นว่าน่าจะเป็นทางเลือกอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งเนื้อหาในการนำเสนอเป็นแบบหลากหลายของภาพยนตร์ โดยไม่มีการยึดติดครับ

สำหรับปฐมฤกษ์วันนี้ ขอนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับ ภาพยนตร์กลางแปลง ซึ่งตอนนี้เริ่มค่อย ๆ ลดความสำคัญลง ทุกที ในเรื่อง "หนังกลางแปลง ไม่ตาย...แต่ไม่..." ครับ

เนื่องจากบทความนี้ ต้องมีรูปภาพประกอบเพื่อการนำเสนออย่างชัดเจน ดังนั้นจึงต้องอาศัยพื้นที่ของความเห็นลำดับที่ต่าง ๆ นะครับ คุณสามารถเข้ามาอ่านและติชมได้หลังจากได้อ่านจบแล้วนะครับ เพียงแต่จะไปตรงกับความเห็นที่เท่าไหร่เท่านั้นเอง นอกจากนี้ยังเป็นการเขียนบทความครั้งแรกอาจมีความผิดพลาดได้ ต้องอภัยมา ณ โอกาสนี้ และหวังว่าคงจะได้พบกันอีกในเรื่องต่อไปครับ

จาก: น. หนามเตย
วันที่: 17/05/50 - 7:35 น.
หัวข้อที่: C300
IP Address:
ความคิดเห็นที่ 1



หนังกลางแปลง ไม่ตาย...แต่ไม่...


เมื่อหลายทศวรรษที่ผ่านมา หนังกลางแปลง เป็นมหรสพที่ได้รับความนิยมจากเจ้าภาพและผู้จัดงานบันเทิง ซึ่งสามารถเรียกผู้ชมได้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นงานวัด งานประจำปี งานแก้บน งานศาลเจ้า แม้กระทั่งงานศพ โดยทุกบริการจะมีงานเข้ามาตั้งแต่ช่วงหลังวันออกพรรษา จนถึง ช่วงวันสงกรานต์ในปีถัดไป ยิ่งถ้าเป็นช่วงวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 12 สิงหาคม และวันที่ 5 ธันวาคม ที่ท้องสนามหลวงด้วยแล้ว จะมีการจัดฉายภาพยนตร์ประชันกันเป็นประจำทุกปี

จาก: น. หนามเตย
วันที่: 17/05/50 - 7:38 น.
IP Address:
ความคิดเห็นที่ 2



นอกเหนือจากการบริการให้กับเจ้าภาพแล้ว ในต่างจังหวัดซึ่งผู้ชมจะได้ชมภาพยนตร์ใหม่ หลังจากที่ภาพยนตร์เรื่องนั้นได้ออกจากโรงในกรุงเทพ ฯ แล้ว บรรดาสายหนังก็จะนำภาพยนตร์เรื่องนั้นเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ประจำจังหวัดก่อน แล้วจึงจะนำออกฉายตามชนบทโดยเก็บค่าชม ซึ่งเรียกว่า “หนังปิดวิก” จนกระทั่งเมื่อภาพยนตร์เรื่องนั้นหมดความนิยมจากคนดูแล้ว ปลายทางสุดท้ายของภาพยนตร์ก็จะไปจบลงที่บริการอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งไม่ได้แค่ฉายภาพยนตร์แต่เพียงอย่างเดียว แต่มีการขายสินค้าควบคู่กันไปด้วย โดยเฉพาะ “ยา” ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัย 4 ที่มีความสำคัญ ดังนั้น จึงมีการเรียกชื่อบริการฉายภาพยนตร์ที่มีลักษณะนี้ว่า “หนังขายยา” อย่างไรก็ตาม แม้จะมีหน่วยงานหรือองค์กรอื่นได้จัดบริการฉายภาพยนตร์กลางแปลงร่วมกับการขายสินค้าประเภทอื่นที่ไม่ใช่ยา เช่น เครื่องดื่ม , รถไถนา แม้กระทั่งเครือข่ายโทรศัพท์มือถือรวมไปถึงการประชาสัมพันธ์องค์กรของตนในรูปแบบภาพยนตร์โฆษณา ก็ยังถูกเรียกเหมารวมว่า “หนังขายยา” เช่นกัน

จาก: น. หนามเตย
วันที่: 17/05/50 - 7:41 น.
IP Address:
ความคิดเห็นที่ 3



เมื่อพูดถึงบรรยากาศของหนังกลางแปลง ไม่ว่าจะเป็นการปิดวิก , การฉายโดยการจ้างของเจ้าภาพเพื่อให้ผู้ชมได้ชมฟรี และตามงานประเพณีต่าง ๆ แม้กระทั่งหนังขายยา ล้วนเป็นความบันเทิงที่ผู้ชมทุกเพศทุกวัยได้รับประสบการณ์โดยทางตรงและทางอ้อมนอกเหนือจากความบันเทิงจากภาพยนตร์ที่คุณกำลังชมอยู่นั่นเอง

ที่กล่าวมามาตั้งแต่ต้น พร้อม ๆ กับที่คุณกำลังอ่านบทความนี้อยู่ หากคุณผู้อ่านเคยมีประสบการณ์ร่วมกับผู้เขียนแล้วละก็ ขอยืนยันได้ ณ ที่นี้เลยว่า บรรยากาศที่กล่าวมาทั้งหมดกำลังจะค่อย ๆ ลดลงไป พร้อม ๆ กับบรรดาเจ้าของหนังกลางแปลงที่ต่างทยอยยุติกิจการเช่นกัน

เกิดอะไรขึ้นกับเจ้าของกิจการ แล้วอนาคต “หนังกลางแปลง” จะเป็นอย่างไร

นี่คือ คำตอบที่สะท้อนความเป็นจริงที่ผู้ชมหรือเจ้าภาพอาจจะยังไม่รู้มาก่อน


จาก: น.หนามเตย
วันที่: 17/05/50 - 7:43 น.
IP Address:
ความคิดเห็นที่ 4



อย่างที่กล่าวไว้เมื่อช่วงต้นว่า หนังกลางแปลง เป็นมหรสพที่ได้รับความนิยมจากผู้ชม , เจ้าภาพและผู้จัดงานมาตลอดนั้น เพราะว่า สามารถเรียกผู้ชม รวมไปถึงผู้ที่มาร่วมงานได้มากกว่า แม้ว่าในขณะนั้น ภาพยนตร์ไทยส่วนใหญ่ยังสร้างและถ่ายทำเป็นฟิล์มขนาด 16 มม. พากย์สด โดยมีดาราระดับแม่เหล็กอย่าง มิตร ชัยบัญชา และเพชรา เชาวราษฎร์ สามารถเรียกผู้ชมได้มาก ขณะที่ภาพยนตร์ต่างประเทศ โดยเฉพาะฝั่งฮอลลีวู้ดของอเมริกา หรือแถบเอเซีย อย่างจีนและฮ่องกง ได้สร้างในระบบฟิล์มขนาด 35 มม. ซึ่งเป็นฟิล์มขนาดมาตรฐานมาตลอด จนกระทั่งเมื่อหลังจากที่ มิตร ชัยบัญชา เสียชีวิตจากอุบัติเหตุในปี พ.ศ. 2513 จึงทำให้ผู้สร้างภาพยนตร์ไทยกลับไปสร้างภาพยนตร์ในระบบฟิล์มขนาด 35 มม. เหมือนเดิม ทำให้จำนวนการสร้างของภาพยนตร์ไทยและการนำภาพยนตร์ต่างประเทศมาเข้าฉายมีเป็นจำนวนมาก เลยทำให้เกิดความต้องการของผู้ที่อยากจะชมด้วย ส่วนโทรทัศน์ได้มีเข้ามาจำหน่ายแล้ว แต่ว่าราคาในขณะนั้นยังสูง รวมไปถึงรูปแบบการนำเสนอรายการ และการออกอากาศยังไม่ทันสมัยเหมือนเช่นในปัจจุบัน แต่ปัจจัยที่สำคัญนั่นคือ หลาย ๆ พื้นที่ในชนบทยังไม่มีไฟฟ้าใช้

แม้โทรทัศน์จะเป็นคู่แข่งที่ไม่น่ากลัวสำหรับบรรดาเจ้าของบริการหนังกลางแปลงที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก แต่เมื่อความเปลี่ยนแปลงได้เกิดขึ้น ภายหลังจากที่โทรทัศน์ได้พัฒนาการส่งออกอากาศที่ดีขึ้น รวมไปถึงรูปแบบการนำเสนอรายการที่หลากหลาย ทำให้ผู้ชมเกิดความสนใจและชวนติดตาม ทำให้บริการหนังกลางแปลงเริ่มได้รับผลกระทบบ้างแล้ว

ในที่สุด เมื่อโสตทัศนวัสดุอย่าง วิดีโอ เทป ระบบ วีเอชเอส (VHS) เข้ามามีบทบาท ยิ่งทำให้ผู้ชมอยู่หน้าจอโทรทัศน์มากกว่าจะไปชมที่โรงหรือหนังกลางแปลง ทำให้โรงภาพยนตร์หลายแห่งในกรุงเทพ ฯ ต้องเลิกกิจการ และยังส่งผลไปถึงบริการหนังกลางแปลงด้วย ยิ่งถ้าเป็นช่วงที่ละครโทรทัศน์เรื่องนั้นกำลังโด่งดัง ทำให้คนดูมีน้อยมาก บางครั้งไม่มีคนดูเลย

หลังจากที่วิดีโอ เทป เข้ามาแล้วได้ไม่นาน ความวิตกกังวลของเจ้าของโรงภาพยนตร์หรือหนังกลางแปลงก็เริ่มคลี่คลายไป เพราะราคาของเครื่องเล่น ม้วนวิดีโอ เทป รวมไปถึงราคาสำหรับให้เช่ายังสูงมาก เพราะฉะนั้นผู้ที่มีฐานะค่อนข้างดี จึงจะซื้อหามาชมได้ ทำให้ผู้คนเริ่มหันมานิยมชมภาพยนตร์ในโรงเหมือนเดิม ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ไทยหรือภาพยนตร์ต่างประเทศ ส่วนหนังกลางแปลงโดยเฉพาะบริการที่มีขนาดเล็กและมีทุนน้อยต่างทยอยเลิกกิจการไปเรื่อย ๆ ส่วนบริการที่มีขนาดใหญ่และทุนมากพอ รวมไปถึงความไว้วางใจจากผู้ชม , เจ้าภาพ และเจ้าของงาน ก็ยังมีการออกฉายอยู่เรื่อย ๆ ขณะเดียวกัน ก็เริ่มมีวิดีโอ เทป ละเมิดลิขสิทธิ์ ที่เรียกว่า “หนังชนโรง” โดยนำเอากล้องวิดีโอ ไปบันทึกภาพและเสียงจากภาพยนตร์ใหม่ซึ่งกำลังเข้าฉายในกรุงเทพ ฯ ซึ่งคุณภาพของภาพและเสียงไม่ดี กับอีกแบบหนึ่งเกิดขึ้นในช่วงที่แผ่นเลเซอร์ ดิสก์เข้ามามีบทบาท (แต่ไม่มาก เพราะราคาเช่าแผ่น ซึ่งแพงกว่า วิดีโอ เทป) นั่นคือ การบันทึกภาพยนตร์จากแผ่นใส่วิดีโอ เทป แล้วออกวางจำหน่าย ซึ่งขณะบันทึกจะต้องใส่ตลับคำบรรยายภาษาไทยเพื่อปรากฏบนจอลงไปด้วย เพราะภาพยนตร์ต่างประเทศที่อยู่ในรูปแบบแผ่นเลเซอร์ ดิสก์ ไม่มีเสียงพากย์ภาษาไทย บางเรื่องก็ไม่มีเลย

กระทั่งเมื่อปี พ.ศ. 2540 ซึ่งบ้านเรากำลังประสบปัญหาภาวะเศรษฐกิจอย่างมาก และส่งผลกระทบทุกวงการ แม้กระทั่งหนังกลางแปลง บางบริการก็ทราบถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น จึงเปลี่ยนไปประกอบอาชีพอื่น และรับฉายภาพยนตร์กลางแปลงเป็นงานเสริมก็มี ที่ยืนหยัดและยังคงให้บริการก็มี ส่วนที่ปรับตัวไม่ได้ก็ทยอยเลิกกิจการ โดยประกาศขายทั้งบริการหรือขายเฉพาะอุปกรณ์ รวมไปถึงฟิล์มภาพยนตร์ก็มี ซึ่งคนทั่วไปอาจจะไม่ทราบเท่านั้นเอง และดูเหมือนว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นกับบริการหนังกลางแปลงดังกล่าว ได้ส่งผลกระทบมาจนถึงปัจจุบัน

นอกเหนือจากภาวะเศรษฐกิจแล้ว ยังมีปัจจัยอื่น ๆ เข้ามา ส่งผลทำให้เกิดวิกฤติให้กับบริการหนังกลางแปลงอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ดังนี้

1. การเข้ามามีบทบาทของแผ่นวิดีโอ ดิสก์
ในขณะที่แผ่นเลเซอร์ ดิสก์ ซึ่งเป็นแผ่นที่มีขนาดใหญ่เทอะทะถึง 12 นิ้ว ในหนึ่งด้านเล่นหนังได้ 1 ชั่วโมง พอหมดหนึ่งด้านก็ต้องกดปุ่มหรือรีโมทเพื่อเลื่อนถาดออกมาแล้วกลับแผ่นอีกด้านหนึ่งแล้วกดปุ่มหรือรีโมทเพื่อเลื่อนถาดเข้าและสั่งให้เล่นต่อไป นับเป็นข้อจำกัดอย่างมาก จนกระทั่งเมื่อแผ่นวิดีโอ ซีดี ถือกำเนิดขึ้นในปี พ.ศ. 2537 แต่ก็ได้รับความนิยมไม่มาก เนื่องจากยังมีข้อจำกัดอีกเช่นกัน อีกทั้งราคาของเครื่องเล่นและตัวแผ่นยังสูงมาก จนกระทั่งถึง พ.ศ. 2540 ซึ่งแผ่นดีวีดีถือกำเนิดขึ้น และมีประสิทธิภาพดีกว่า แผ่นเลเซอร์ ดิสก์ ในขนาดของแผ่นที่เท่ากับแผ่นซีดี ทำให้แผ่นเลเซอร์ ดิสก์ หมดความนิยม แต่ยังส่งผลให้กับแผ่นวิดีโอ ซีดี ราคาถูกลง พร้อม ๆ กับการนำเข้ามาวางจำหน่ายของเครื่องเล่นจากประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้วิดีโอ ซีดี ได้ครับความนิยมมากขึ้น จนกระทั่งเมื่อปี พ.ศ. 2549 ก็ได้เปิดตัวแผ่นดิสก์ขนาดความจุสูงอย่าง เอชดี-ดีวีดีและ บลูเรย์ ดิสก์ ทำให้ราคาแผ่นและเครื่องเล่นดีวีดีถูกลงมาอีก

ขณะเดียวกัน ปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ภาพยนตร์ที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ในช่วงของวิดีโอ เทปก็ดูจะเหมือนรุนแรงมากขึ้น เพราะสามารถทำได้ง่ายและมีกำไรมากกว่า ทำให้ภาพยนตร์ใหม่ที่กำลังเข้าฉายได้ไม่กี่วัน ก็ถูกบุคคลกลุ่มหนึ่งได้นำไปผลิตเป็นวิดีโอ ซีดีและดีวีดี ทั้งการนำเข้าแผ่นละเมิดลิขสิทธิ์จากประเทศเพื่อนบ้าน การลักลอบผลิตแผ่นภายในประเทศ และการ “ไรท์” แผ่น จากคอมพิวเตอร์ทั้งที่บ้าน และที่ทำงาน ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและวงการภาพยนตร์และบันเทิงโดยรวม

แม้ว่าทางสมาพันธ์ภาพยนตร์แห่งชาติจะได้แก้ปัญหาเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์ภาพยนตร์ โดยการให้ผลิตภาพยนตร์เรื่องนั้นเป็นแผ่นวิดีโอ ซีดีและดีวีดีเพื่ออกวางจำหน่ายได้หลังจากภาพยนตร์เรื่องนั้นได้เข้าฉายและออกจากโรงไปแล้วเป็นเวลา 3 เดือน ซึ่งนโยบายดังกล่าวนี้ไม่ได้ช่วยให้การละเมิดลิขสิทธิ์ภาพยนตร์ลดลงและผู้ที่กระทำความผิดกลับหนักข้อยิ่งกว่าเดิม ทั้งยังส่งผลกระทบไปถึงบริการหนังกลางแปลงที่จะต้องนำภาพยนตร์ใหม่ออกฉายในลักษณะปิดวิก ในที่สุด การฉายภาพยนตร์กลางแปลงในลักษณะที่เรียกว่า “ปิดวิก” ก็เป็นอันยุติและไม่มีให้เห็นอีกแล้ว นอกจากนี้ในภาวะทางการตลาดของแผ่นวิดีโอ ซีดีและดีวีดียังอยู่ในสภาพที่ย่ำแย่ เพราะภายหลังจากการวางจำหน่ายแผ่นภาพยนตร์ลิขสิทธิ์ซึ่งมีราคาแพงออกมาได้ไม่นาน ทางเจ้าของก็จะนำมาลดราคา หรือเปลี่ยนสภาพ เช่น จากเดิมที่เคยอยู่ในกล่องแพ็คเกจอย่างดี ก็จะนำมาใส่ซองพลาสติก เป็นต้น


จาก: น. หนามเตย
วันที่: 17/05/50 - 7:48 น.
IP Address:
ความคิดเห็นที่ 5



2. นโยบายและการดำเนินการของผู้ประกอบการสายหนัง
เนื่องจาก สายหนัง มีอยู่ทั่วประเทศ แต่ละแห่งก็มีนโยบายที่แตกต่างกันไป สายหนังเหล่านี้ได้ดำเนินกิจการมายาวนานนับสิบปี อีกทั้งภาพยนตร์ที่เข้าฉายก็มีเป็นจำนวนมาก จึงทำให้เกิดการต่อรองของเจ้าของภาพยนตร์และสายหนัง ทั้งยังส่งผลต่อจำนวนก็อปปี้ที่จะได้รับด้วย บางครั้งถ้าเจ้าของสายหนังรู้เนื้อหาของหนังมาก่อนก็ตัดสินใจไม่ซื้อหนังเรื่องนั้นเข้ามาฉายก็มี โดยราคาของหนังแต่ละเรื่องจะมีราคาที่สูง และสายหนังของแต่ละแห่งจะต้องนำภาพยนตร์ที่ซื้อเพื่อเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ประจำจังหวัดนั้น ๆ พร้อมกับการฉายในกรุงเทพ ฯ จนกระทั่งเมื่อหนังเรื่องนั้นได้ออกจากโรงประจำจังหวัดแล้วก็จะไปยังโรงภาพยนตร์ชั้นสอง (ถ้ามี) ต่อจากนั้นจึงจะปล่อยฟิล์มให้บริการหนังกลางแปลงได้เช่าเพื่อนำออกไปฉายต่อไป กว่าจะถึงช่วงเวลาดังกล่าว ภาพยนตร์เรื่องนั้นก็ได้ผลิตเป็นแผ่นวิดีโอ ซีดีหรือดีวีดีลิขสิทธิ์แล้ว

ก่อนที่สายหนังจะดำเนินการปล่อยฟิล์มให้กับภาพยนตร์กลางแปลง ทางเจ้าของสายหนังจะต้องคัดเลือกภาพยนตร์ก่อน สำหรับภาพยนตร์ต่างประเทศ จะเน้นภาพยนตร์ประเภท แอ๊คชั่น หรือผจญภัย ที่คนดูในโรงชื่นชอบและมีผู้เข้าชมเป็นจำนวนมากทุกรอบก่อน ส่วนแนวอื่น ๆ ก็พิจารณาเป็นลำดับไป ยิ่งถ้าเป็นภาพยนตร์ที่แสดงโดย เฉิงหลง , โจวซิงฉือ หรือดาราฮ่องกงที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก ทางเจ้าของสายหนังก็จะคัดไว้ ส่วนภาพยนตร์ที่มาจากฮอลลีวู้ดไม่ว่าจะเป็นแนวดรามา , โรแมนติก , เบาสมอง , ไซไฟ จะส่งคืนบริษัททั้งหมด ส่วนหนังไทย ทุกสายหนังต้องมีเช่นกัน


จาก: น. หนามเตย
วันที่: 17/05/50 - 7:53 น.
IP Address:
ความคิดเห็นที่ 6



อีกเรื่องหนึ่งที่ผู้ชมทั่วไปไม่ค่อยทราบกัน แต่สำหรับผู้ที่เป็นเช็คเกอร์อาจจะทราบดี นั่นคือ ภาพยนตร์ต่างประเทศที่เป็นฝั่งฮอลลีวู้ด ของอเมริกา โดยเฉพาะกลุ่มที่เป็นสตูดิโอหลัก ซึ่งเรียกว่า “เมเจอร์” หรือ “หนังตึก” เช่น ฟ็อกซ์ , วอร์เนอร์ , โคลัมเบีย พิคเจอร์ส , บัวนาวิสต้า และยูไอพี จะมีระยะเวลาการใช้งานฟิล์มที่สั้นคือไม่เกิน 1 ปี เมื่อถึงระยะเวลาดังกล่าว ทางเจ้าของก็จะมีหนังสือส่งมายังเจ้าของสายหนังเพื่อดำเนินการส่งฟิล์มที่ทางสายหนังได้ปล่อยเพื่อให้บริการภาพยนตร์กลางแปลงให้เช่าดังกล่าวนั้นกลับคืน เพื่อดำเนินการทำลายต่อไป จุดประสงค์ดังกล่าวก็คือ ป้องกันเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์ ยกตัวอย่างเช่น ขณะนี้มีหนังเรื่อง สไปเดอร์-แมน 3 กำลังฉายอยู่ พร้อมกันทั้งในกรุงเทพ ฯและต่างจังหวัด แต่พอถึงเวลาแล้ว ทางโคลัมเบีย ฯ ก็จะมีหนังสือให้สายหนังดำเนินการส่งฟิล์มคืน ซึ่งหากไม่ดำเนินการก็จะมีผลตามมา เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีการ “แอบ” เก็บฟิล์มเหล่านี้ไว้ เพื่อหวังเก็บราคาค่าจ้างจากเจ้าภาพหรือเจ้าของงาน ในราคาสูง ๆ


จาก: น. หนามเตย
วันที่: 17/05/50 - 7:54 น.
IP Address:
ความคิดเห็นที่ 7



สำหรับราคาให้เช่าฟิล์มนั้น ทางเจ้าของสายหนังจะเป็นผู้กำหนดเอง โดยดูจากความนิยมและระยะเวลาของตัวหนัง ส่วนเจ้าของบริการก็จะคิดค่ารับงานโดยรวมค่าเช่าฟิล์มแล้ว แต่ละบริการก็มีราคาแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับขนาดของบริการและความนิยมชมชอบของผู้ชมและเจ้าภาพ เพราะราคาเช่าฟิล์มภาพยนตร์ใหม่ที่กำลังฉายในโรงหรือเพิ่งจะออกจากโรง จะมีราคาให้เช่าอยู่ที่เป็นหมื่น ส่วนหนังที่ออกจากโรงมานานแล้วราคาก็จะลดลงมาในระดับเป็นพันหรือเป็นร้อย อย่างไรก็ตาม ราคาที่ลดลงระดับนี้ ย่อมมีความเสียหายอันเกิดจากการใช้งาน เช่น เป็นเส้นฝน มีรอยต่อ บ้าง บางบริการก็มีการเก็บรักษาเป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม เมื่อเจ้าภาพมีความต้องการที่จะติดต่อบริการภาพยนตร์กลางแปลงไปฉาย ต้องนึกถึงไว้ 2 ประการ คือ

1. ที่ตั้งของสายหนังกับบริการต้องอยู่ในเขตพื้นที่เดียวกัน ถ้าต่างเขตพื้นที่จะมีปัญหาได้

2. ราคาในการจ้างบริการภาพยนตร์ จะต้องมีความสัมพันธ์กับตัวภาพยนตร์ที่เจ้าภาพจะนำมาฉายด้วย เช่น ถ้าเป็นหนังใหม่ล่าสุด ราคาต้องระดับเป็นหมื่น ส่วนหนังอื่น ๆ ราคาก็ลดลงไป บางครั้งก็ต้องดูข้อต่อรองของบริการด้วย เพราะต้องนึกถึง ค่าใช้จ่ายส่วนอื่น ๆ ที่ทางเจ้าของบริการจะต้องเสียไป เช่น ค่าน้ำมัน , ค่าอุปกรณ์การใช้งาน ฯลฯ เพราะถ้าเห็นว่าเสี่ยงที่จะขาดทุน ทางบริการก็มีสิทธิ์ที่จะปฏิเสธการรับงานก็ได้ ฉะนั้นบางบริการจึงแก้ปัญหาโดยการตั้งราคารับงานโดยกำหนดไว้ว่าราคาเท่าใดจึงจะออกงาน เพราะฉะนั้นจึงควรสอบถามราคาให้ดีและควรมีข้อมูลเกี่ยวกับภาพยนตร์ รวมไปถึงความเชื่อมั่นในการให้บริการเพื่อเป็นพื้นฐานด้วย


จาก: น. หนามเตย
วันที่: 17/05/50 - 8:00 น.
IP Address:
ความคิดเห็นที่ 8



3. ตัวเจ้าของบริการเอง

เนื่องจากบริการหนังกลางแปลง ต่างก็มีแข่งขันเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับเจ้าภาพ หวังจะได้มีงานเข้ามา แต่ถ้าแข่งขันเพื่อสร้างภาพนั้นมีแต่เสียกับเสีย เพราะผู้ชมและเจ้าภาพจะเป็นผู้ตัดสินเอง เพราะว่ามีบางบริการที่ไม่มีการพัฒนาหรือปล่อยปละละเลย บางครั้งก็เป็นเหตุอันตรายได้เช่นกัน เช่น ไฟฟ้ารั่วหรือไฟฟ้าดูดจากอุปกรณ์การฉาย หรือที่ไฟประดับข้างจอ จนมีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต คุณภาพของเสียงที่ไม่สม่ำเสมอ เดี๋ยวดังเดี๋ยวแหลมหรือทุ้มเกินไป ระบบการฉายที่ไม่ดี ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีบริการอีกกลุ่มหนึ่งที่มีความคลั่งไคล้ในเครื่องเสียงมากกว่าการฉายภาพยนตร์ ดังนั้นจึงมีการออกแบบโดยการจัดวางลำโพงเรียงกันเป็นตับจำนวนมาก ผลที่ตามมาก็คือ บริการนี้ไม่ได้ผู้ใดใคร่นิยมเลยและเป็นอันตรายระบบการได้ยินของผู้ชมอย่างมาก


จาก: น.หนามเตย
วันที่: 17/05/50 - 8:04 น.
IP Address:
ความคิดเห็นที่ 9



4. ความนิยมชมชอบของเจ้าภาพกับมหรสพประเภทอื่น
ในงานประจำปี งานวัด หรืองานบันเทิงขนาดใหญ่ ตามชนบท ซึ่งมีคณะกรรมการจัดงานเป็นผู้ดูแล ต่างก็เสนอความคิดและความเห็นซึ่งกันและกัน บางครั้งความเห็นก็อาจจะไม่ตรงกัน จนทำให้เจ้าภาพต้องหาการแสดงมหรสพอื่นที่ดีกว่า เช่น การแสดงดนตรีสตริง ลูกทุ่ง คณะลิเกที่มีชื่อเสียง รวมไปถึงการแสดงประจำท้องถิ่น เช่น หมอลำซิ่ง ในภาคอีสาน หรือรำวงย้อนยุค ในภาคกลางตอนบน เป็นต้น ส่วนใหญ่ก็จะอ้างว่าเพื่อเป็นการประหยัด และคนส่วนใหญ่ได้ดูหนังมาจากแผ่นแล้ว ทั้ง ๆ ที่ความจริง หนังกลางแปลง มีค่าใช้จ่ายในการจ้างที่ใกล้เคียงกับมหรสพชนิดอื่น ๆ ขึ้นอยู่กับกำลังเงินของเจ้าภาพ ทั้งนี้ความประทับใจและความไว้วางใจของบริการก็เป็นส่วนหนึ่งในการตัดสินใจของเจ้าภาพด้วย อีกกรณีหนึ่งก็คือการถูกต่อว่าเหมารวมจากเจ้าภาพว่า ทุก ๆ บริการว่าไม่ดี ให้ราคาแพงเกินไปบ้าง เป็นต้น


จาก: น. หนามเตย
วันที่: 17/05/50 - 8:05 น.
IP Address:
ความคิดเห็นที่ 10



ในความรู้สึกของผู้ที่มาเที่ยวงาน แล้วในงานนั้นไม่มีหนังมาฉาย ก็มีความรู้สึกตรงกันว่า งานนั้นไม่มีความคึกคัก เพราะถ้าคนที่มาเที่ยวงานทราบว่างานนี้ไม่มีหนัง วันต่อ ๆ ไปคนก็จะไม่ค่อยมาเที่ยวงานแล้ว แต่ถ้ามีหนังอย่างน้อยก็มีคนมาดูกัน แม้ว่าพวกเขาเคยดูหนังเรื่องนี้มาแล้วจากแผ่นก็ตาม เพราะคนที่ตั้งใจมาดูหนังกลางแปลงก็มีทั้ง ผู้ที่พลาดจากการชมในโรง ผู้ที่ตั้งใจมาดูเรื่องนี้จริง ๆ เพราะไม่อยากไปดูที่โรงซึ่งเสียค่าชมมากกว่า แล้วบังเอิญทางบริการนำมาฉายในงานด้วยและผู้ที่อยากชมซ้ำอีก เพราะฉะนั้น ถ้างานไหนมีหนังกลางแปลง งานนั้นก็จะมีผู้มาเที่ยวงานอย่างคึกคักแน่นอน นอกจากนี้ ผู้ที่เคยชมภาพยนตร์จากแผ่นบนจอโทรทัศน์ , จอคอมพิวเตอร์ แม้กระทั่งการฉายขึ้นจอโดยใช้เครื่องฉายภาพที่เรียกว่า “วิดีโอ โปรเจคเตอร์” กับจอภาพยนตร์ที่ใช้ฟิล์มจะมีความรู้สึกที่แตกต่างกัน เพราะการชมภาพยนตร์บนจอโทรทัศน์หรือหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่บ้านจะดูกันได้เพียงไม่กี่คน ส่วนการฉายภาพบนเครื่องวิดีโอ โปรเจคเตอร์ แม้จอภาพจะมีขนาดใหญ่ขึ้นจริง แต่ก็ยังถือว่าภาพที่ออกมายังมีขนาดที่เล็กอยู่ดี เพราะภาพที่ออกมาจะเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส ไม่ต่างจากการชมภาพยนตร์ที่ฉายด้วยฟิล์มขนาด 16 มม. ส่วนภาพยนตร์ที่ชมจากการฉายด้วยฟิล์มจะมีขนาดภาพที่ขึ้นจอสมบูรณ์กว่า และที่สำคัญ ความทนทานของตัวสื่ออย่างวีดีโอ ซีดีและดีวีดีก็เป็นข้อจำกัดด้วย เพราะถ้าแผ่นมีรอยขูดขีดหรือเสียหายจากการเก็บรักษา แผ่นนั้นก็เสียใช้ชมไม่ได้แล้วก็ต้องทิ้งไป ขณะที่ฟิล์มภาพยนตร์แม้จะมีข้อเสียที่คล้ายกับตัวแผ่นวิดีโอ ซีดีหรือดีวีดี ตรงที่ความเสียหายอันเนื่องมาจากการขูดขีดจนทำให้ฟิล์มเป็นรอยหรือความเสียหายอื่น ๆ อันเนื่องมาจากการใช้งาน แต่ตัวภาพยนตร์ก็ยังสมบูรณ์อยู่เหมือนเดิม นอกเสียจากว่าทางเจ้าของฟิล์มจะตั้งใจตัดฟิล์มหนังเพื่อลดระยะเวลาการฉายให้น้อยลงเท่านั้นเอง

จาก: น. หนามเตย
วันที่: 17/05/50 - 8:06 น.
IP Address:
ความคิดเห็นที่ 11



5. การเปลี่ยนแปลงด้านเทคนิคของฟิล์มภาพยนตร์ขนาด 35 มม.
ภาพยนตร์ที่ฉายในปัจจุบันเป็นระบบฟิล์ม 35 มม. เป็นมาตรฐานที่ใช้กันทั่วโลก แต่จะแตกต่างกันที่ตัวเครื่องฉาย เพราะในโรงภาพยนตร์ที่เป็นแบบซีเนเพล็กซ์จะเป็นเครื่องฉายที่นำเข้ามาจากต่างประเทศซึ่งมีราคาแพงเป็นหลักล้าน ระบบเสียงก็จะเป็นแบบดิจิตอล ซึ่งจะบันทึกเสียงอยู่ที่ร่องหนามเตย ดังรูปที่แสดงหมายเลข 1 ส่วนโรงภาพยนตร์ประจำจังหวัดหรือประจำอำเภอ (มีน้อยมาก) ที่เป็นโรงภาพยนตร์แบบยืนเดี่ยวหรือสแตนด์อะโลน จะใช้ระบบเสียงที่มาจากร่องเสียงในฟิล์ม ดังรูปที่แสดงหมายเลข 2 ซึ่งก่อนปี พ.ศ. 2537 จะบันทึกเสียงในระบบโมโน โดยใช้หลอดไฟเอ็กซิเตอร์ที่อยู่ภายในเครื่องฉายยิงแสงไปกระทบกับเส้นเสียงและไปตกกระทบกับโซล่าร์ เซลล์ เพื่ออ่านสัญญาณเสียงออกมา โดยตัวเส้นเสียงจะพิมพ์เป็นสีม่วงน้ำเงินเข้มเพื่อให้เกิดการตอบสนองของการอ่านสัญญาณได้ดี จนกระทั่งเมื่อมีโรงภาพยนตร์ประเภทมัลติเพล็กซ์เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2537 ทำให้ทางห้องบันทึกเสียงและทางแล็บ ต้องบันทึกเสียงในระบบดอลบี้ สเตอริโอ และดอลบี้ ดิจิตอลควบคู่กัน ทำให้ฟิล์มภาพยนตร์สามารถใช้งานร่วมกันได้ทั้งในโรงที่เป็นระบบเสียงดิจิตอลและบริการหนังกลางแปลง จนกระทั่งเมื่อปีพ.ศ. 2548 ทางบริษัทเทคนิคัลเลอร์ ของอเมริกาได้มีนโยบายที่จะลดระยะเวลาในการพิมพ์เส้นเสียงและเป็นการรักษาสภาพแวดล้อม จึงได้มีการพิมพ์เส้นเสียงแบบสีเขียวอมฟ้า โดยมีการเริ่มนำเข้ามาจากภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดของอเมริกาหลายเรื่องที่พิมพ์ฟิล์มแบบนี้ ต่อมาทางแล็บที่พิมพ์ฟิล์มในประเทศไทย ได้แก่ เทคนิคัลเลอร์ และกันตนา ได้ปรับวิธีการพิมพ์เส้นเสียงบนฟิล์มมาเป็นเส้นเสียงสีเขียวอมฟ้าทั้งในภาพยนตร์ไทยและภาพยนตร์ต่างประเทศ โดยพิมพ์จากเนกาทีฟที่เป็นฟิล์มต้นฉบับ


จาก: น. หนามเตย
วันที่: 17/05/50 - 8:07 น.
IP Address:
ความคิดเห็นที่ 12



ฟิล์มภาพยนตร์ในรูปแบบนี้ แม้จะไม่ได้ส่งผลกระทบกับโรงภาพยนตร์ประเภทซีเนเพล็กซ์ แต่กลับส่งผลต่อบริการหนังกลางแปลงอย่างมาก เนื่องจากว่า หลอดไฟเอ็กซิเตอร์ที่ใช้แต่เดิม สามารถอ่านเส้นเสียงสีเขียวอมฟ้าได้ไม่ดี ทำให้สัญญาณเสียงที่ออกมาต่ำมากจนทำให้คนฉายต้องปรับสัญญาณเสียงให้แรงขึ้น บางครั้งอาจมีเสียงฮัมออกมาด้วย จนกระทั่งเมื่อฉายภาพยนตร์อีกเรื่องหนึ่งซึ่งเป็นเส้นเสียงสีม่วงน้ำเงินเข้มแบบเดิม แล้วคนฉายลืมลดเสียงลง ก็จะเกิดความเสียหายให้กับเครื่องขยายเสียงและลำโพงอย่างมาก เพราะเคยมีเหตุการณ์แบบนี้มาแล้ว

จาก: น. หนามเตย
วันที่: 17/05/50 - 8:09 น.
IP Address:
ความคิดเห็นที่ 13



ในการแก้ปัญหาดังกล่าว จึงผู้ผลิตอุปกรณ์สำหรับอ่านเส้นเสียงสีเขียวอมฟ้าโดยเฉพาะ เป็นหลอดไฟ LED สีแดงเข้ม ซึ่งอุปกรณ์ที่ว่านี้ต้องสั่งและนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งมีราคาแพงอยู่ที่ 45,000 บาท ทั้งยังต้องดัดแปลงในส่วนของตัวอ่านเสียงที่เครื่องฉายเพื่อสามารถติดตั้งลงไปได้ แต่แล้วในที่สุดก็มีคนไทยที่สามารถผลิตอุปกรณ์ในการอ่านเส้นเสียงสีเขียวอมฟ้าได้เองในราคาที่ไม่แพง ทั้งยังสามารถใช้ฉายกับฟิล์มที่บันทึกเส้นเสียงแบบเดิมได้อีกด้วย

แต่ปัจจัยที่สำคัญตอนนี้ก็คือ ทางเจ้าของบริการไม่ค่อยใส่ใจในเรื่องนี้มาก เหตุผลก็คือ ไม่อยากที่จะลงทุนนั่นเอง ขณะเดียวกันก็มีหลายบริการได้เปลี่ยนแปลงเพื่อปรับตัวในด้านนี้ ทำให้หลาย ๆ บริการมีงานฉายเข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกรุงเทพ ฯ ส่วนต่างจังหวัดก็มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอยู่บ้าง โดยเฉพาะบริการที่มีขนาดใหญ่และมีทุนหนาพอ รวมไปถึงความไว้วางใจของผู้ชมและเจ้าภาพที่ทำให้พวกเขาสามารถดำเนินงานต่อไปได้ ในขณะที่บางบริการไม่มีการพัฒนาก็ถึงเวลาที่จะต้องปิดตัวลง

บทสรุปมาถึงตรงนี้แล้ว ก็คงจะเห็นว่าตอนนี้หนังกลางแปลงได้เกิดอะไรขึ้น ที่สำคัญที่สุดก็คือ จิตสำนึกและการปรับตัวของบริการ รวมไปถึงความเข้าใจของเจ้าภาพเกี่ยวกับการจ้างภาพยนตร์มาฉายที่นับวันหาได้น้อยเต็มที อีกไม่นานบรรยากาศเหล่านี้คงจะไม่ได้เห็นอีกแล้วครับ

(หมายเหตุ : ต้องขออภัยที่ลืมใส่หมายเลขครับ หมายเลขที่ 1 ของรูปในความเห็นที่ 12 คือ ตรงที่ร่องหนามเตยที่เป็นแถบสีออกน้ำเงินด้านซ้าย ส่วนหมายเลขที่ 2 อยู่ที่เส้นเสียงสีเขียวอมฟ้า ที่เรียกว่า ออพติคอล ซาวนด์ นั่นแหละครับ)


จาก: น. หนามเตย
วันที่: 17/05/50 - 8:13 น.
IP Address:
ความคิดเห็นที่ 14
เรื่องราวหนังกลางแปลงสนุกที่บรรยากาศรอบข้างครับ สมัยเด็กๆ หนังกลางแปลงของบริษัทขายโอวัลติน ไมโล จะดูมีคลาสกว่าใครเพื่อนเพราะมีโอวัลติน ไมโล ที่แสนอร่อย (ชงที่บ้านทำอย่างไรก็ไม่เหมือน) แถมมีหนังฝรั่งชั้นดีมาฉายให้ดู ผมได้ดู แหกค่ายมฤตยู รถด่วนมฤตยู ศึกระฆังทอง จากหนังกลางแปลง รวมทั้งหนังญี่ปุ่นประเภทซามูไร แต่ก็มีหลายคนไม่ชอบ อยากดูหนังไทย หนังอินเดีย หรือหนังจีนกำลังภายในมันๆ มากกว่า ข้างๆสนามหญ้าที่ฉายหนังก็จะมีขนมขายอย่าง ปลาหมึกปิ้ง ลูกชิ้นปิ้ง ข้าวเกรียบว่าว ข้าวโพดคั่วพรมกระทิ อาหารหนักอย่างก๋วยเตี๋ยว ก๋วยจั๊บ ก็มีขาย มีรถเข็นขายผลไม้เชื่อมหลากชนิดหลากสี ดูหนังไปก็วิ่งไปซื้อขนมมานั่งกินไปดูไปท่ามกลางท้องฟ้ากว้าง แสงจันทร์สาดส่อง ดวงดาวบนท้องฟ้าระยิบระยับ

จาก: อิท
วันที่: 17/05/50 - 9:12 น.
IP Address:
ความคิดเห็นที่ 15
ขอบคุณคุณ น. หนามเตย ครับ ที่นำเรื่องราวที่ทรงคุณค่ามาให้ได้รับรู้กัน

รบกวน พอจะมีประวัติกำเนิดหนังกลางแปลงไหมครับ ว่าเกิดมาจากเหตุใด เกิดที่ประเทศไหนก่อนในโลก และในเมืองไทยเริ่มมีหนังกลางแปลงเมื่อไร ประมาณปี พ.ศ.อะไร ขอบคุณมากครับ



จาก: อ๊อด
วันที่: 17/05/50 - 9:15 น.
IP Address:
ความคิดเห็นที่ 16
เรื่องราวของหนังกลางแปลงก็มีอยู่มากตามยุคสมัยแต่ตอนนี้กำลังจะตายห่ากันหมดแล้วในเขตภาคตะวันออกอาทิชลบุรี-ระยอง-จันทบุรียิ่ง จ ตราดหลับสนิท
เท่าที่ทราบมาซีดีผีก็ยิ่งระบาดมากๆไม่เห็นสายหนังสมานฟิล์มเดือดร้อนหนังตัวเองฉายเดินโรงตัวเองแท้ๆขายหน้าโรงตัวเองไม่เห็นมาตรวจจับแผ่นซีดีผีแต่เสือกมาจับฟิล์มที่เขาเอามาปล่อยในราคาถูกๆเสือกมาจับยุติธรรมตรงไหนประเทศไทยเห็นมีพ่อค้ายี่ปั๊วมาขายทั่วทุกตำบลทั่วประเทศไม่จับมาจับบริการหนังกลางแปลงที่ไม่มีจะกินมันเกี่ยวกันไหมครับคิดดู

จาก: บริการหนังเล็กๆ
วันที่: 17/05/50 - 13:58 น.
IP Address:
ความคิดเห็นที่ 17
ต้องขอขอบคุณทุก ๆ คนในแต่ละความคิดเห็นนะครับ ที่ได้เข้ามาอ่านบทความ ซึ่งหลาย ๆ คนที่เคยผ่านประสบการณ์มาคงจะทราบเป็นอย่างดี

ส่วนความเห็นที่คุณอ๊อดถามเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของภาพยนตร์กลางแปลงนั้น ผมขอสรุปดังนี้ครับ

การถือกำเนิดของภาพยนตร์กลางแปลงในโลก ไม่มีหลักฐานปรากฏแน่ชัดว่าเกิดที่ประเทศใดกันแน่ แต่สันนิษฐานว่า น่าจะมีขึ้นภายหลังจากการที่สองพี่น้องตระกูลลูมิแอร์ของฝรั่งเศสที่ได้ฉายภาพยนตร์ขึ้นด้วยอุปกรณ์ที่เรียกว่า “ซีนีมาโตกราฟ” (Cinematograph) แล้ว ต่อมาจึงได้มีการเผยแพร่อุปกรณ์ดังกล่าวไปทั่วโลก คล้าย ๆ กับ “หนังเร่” ในบ้านเรา

ในวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2440 ได้มีโฆษณาแจ้งความลงในหนังสือพิมพ์บางกอกไตมส์ เกี่ยวกับการจัดฉายภาพยนตร์เป็นเวลา 3 วัน ระหว่างวันที่ 10-12 มิถุนายน ที่โรงละครหม่อมเจ้าอลังการ และมีการเก็บค่าชมด้วย โดยในคืนแรก มีผู้ชมจำนวน 600 คนได้เข้าไปชมสิ่งประดิษฐ์ดังกล่าว จึงถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ในประเทศไทย แต่การจัดฉายภาพยนตร์ยังไม่ถือว่าเป็น “หนังกลางแปลง”

หลังจากนั้นเป็นต้นมาก็มีคณะหนังเร่จากต่างประเทศเข้ามาฉายโดยเก็บค่าเข้าชมเป็นระยะ ๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้สถานที่ต่าง ๆ ที่เหมาะสม เช่น โรงละคร โรงแรม เป็นต้น เพราะในขณะนั้นยังไม่มีโรงมหรสพสำหรับจัดฉายภาพยนตร์โดยเฉพาะ ซึ่งคณะหนังเร่ต่างประเทศที่ประสบความสำเร็จและเป็นที่นิยมอย่างมาก นั่นคือ คณะของ ที. วาตานาเบ้ ของญี่ปุ่น โดยได้เข้ามาฉายภาพยนตร์เมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2447 ที่บริเวณที่ว่างข้างวัดตึก (ปัจจุบันคือ เวิ้งนาครเขษม) โดยตั้งเป็นกระโจมสำหรับวางเครื่องฉาย ส่วนจอภาพยนตร์จะอยู่ด้านนอก ซึ่งลักษณะดังกล่าวน่าจะเรียกว่าเป็น “หนังกลางแปลง” ก็ได้ เพราะไม่ได้นำเครื่องฉายไปจัดไว้ในสถานที่เฉพาะเหมือนอย่างคณะอื่น ๆ นั่นเอง และนอกจากนี้ยังได้นำไปฉายในงานวัดเบญจมบพิตรอีกด้วย จนกระทั่งงานวัดสิ้นสุดจึงได้เดินทางกลับประเทศ และด้วยความสำเร็จดังกล่าว ทำให้ปลายปี พ.ศ. 2448 ได้กลับเข้ามาตั้งโรงภาพยนตร์ขึ้นเป็นแห่งแรก โดยใช้สถานที่ที่เคยนำภาพยนตร์มาฉายครั้งแรก นั่นคือ ที่ว่างข้างวัดตึก นั่นเอง

ส่วนการฉายภาพยนตร์กลางแปลงให้ผู้ชมได้ชมฟรีนั้น ได้เกิดขึ้นเมื่อ สำนักข่าวสารอเมริกัน หรือ ยูซิส (USIS) ได้นำภาพยนตร์เกี่ยวกับประเทศสหรัฐอเมริกาเข้ามาฉายในประเทศไทย เพื่อให้คนไทยได้รู้จักประเทศสหรัฐอเมริกามากขึ้น การจัดฉายในครั้งนั้นจะเป็นเครื่องฉายที่ใช้กับฟิล์มภาพยนตร์ขนาด 16 มิลลิเมตร และตัวจอภาพยนตร์จะเป็นขนาดสี่เหลี่ยมจัตุรัสเหมือนจอภาพของเครื่องฉายภาพ วิดีโอ โปรเจคเตอร์ ในปัจจุบัน ภาพยนตร์ที่ฉายในขณะนั้นจะเป็นภาพยนตร์ข่าว หรือสารคดี เป็นส่วนใหญ่ ส่วนภาพยนตร์เรื่องนั้นมีน้อยมาก เช่น ภาพยนตร์ตลกของชาลี แชปปลิน , ลอเรลแอนด์ฮาร์ดี้ (คนไทยจะรู้จักกันในชื่อ “อ้วนผอม”) หรือตลกคณะ The Three Stooges (สามเกลอหัวแข็ง) รวมไปถึงภาพยนตร์การ์ตูนของดิสนีย์ อย่าง โดนัล ดั๊กและมิคกี้ เมาส์ เป็นต้นซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 (ผู้เขียนมีหลักฐานที่ยืนยันได้จากคำพูดของคุณพ่อ ที่ตอนสมัยยังเด็กได้ไปดูภาพยนตร์ดังกล่าว และยังมีเหตุการณ์ที่อยู่ในความทรงจำเกี่ยวกับการชมภาพยนตร์ทั้งในโรงและกลางแปลงอีกมาก ไว้นำเสนอในโอกาสหน้าครับ)

จากการที่ ยูซิส เป็นต้นแบบของการฉายภาพยนตร์กลางแปลง ทำให้องค์กรที่เป็นบริษัทหรือผู้ผลิตยาหรือสินค้าประเภทอื่นได้ริเริ่มการจัดฉายภาพยนตร์กลางแปลง ประกอบกับได้เข้าสู่ยุคของภาพยนตร์ที่ใช้ฟิล์ม 16 มิลลิเมตรพอดี ที่สำคัญมีเฉพาะหนังต่างประเทศ ส่วนหนังไทยมีน้อยมาก แต่ได้รับความนิยมจากคนดูมากกว่า

ส่วนหนังขายยาที่ริเริ่มฉายภาพยนตร์ด้วยฟิล์ม 35 มิลลิเมตร ซีเนมาสโคปจอกว้างนั้น เริ่มมาจาก บริษัท อารยะโอสถ ตรามือ เป็นแห่งแรก หนังที่ฉายก็ยังเป็นหนังต่างประเทศอีกเช่นเดิม เพราะหนังไทยมีราคาแพงมาก และที่สำคัญจะเน้นเฉพาะหนังฮอลลีวู้ดที่เป็นหนังตึก อย่าง ฟ็อกซ์ , วอร์เนอร์ , เมโทร โกลวิน เมเยอร์ (สัญลักษณ์สิงโตคำราม) เป็นต้น ทั้งที่เป็นฟิล์มระบบ 35 มม. โดยตรงและที่พิมพ์ฟิล์ม 35 มม. ขึ้นใหม่ เพื่อลดขนาดจากฟิล์ม 70 มม. ซึ่งตัวฟิล์มมีขนาดใหญ่และมีฉายเฉพาะที่โรงในกรุงเทพ ฯ เท่านั้น (ภาษาวงการเรียกว่า “โบลว์”) เช่น ยอดคนจังโก้ , เจ็ดสิงห์แดนเสือ , เบน-เฮอร์ , คลีโอพัตรา , วันเผด็จศึก (ฉบับเดิมที่เป็นภาพขาว-ดำ) เป็นต้น ทำให้บริษัทอื่น ๆ ที่เคยฉายแต่ฟิล์มระบบ 16 มม. ต้องปรับเปลี่ยน และยังมีอีกกรณีหนึ่งนั่นคือ การฉายภาพยนตร์ด้วยฟิล์ม 16 มม.ที่พิมพ์ลดขนาดจากฟิล์ม 35 มม. เพื่อสะดวกในการฉาย แต่ต้องใช้เลนส์อะนามอร์ฟิก หรือเลนส์สโคปเพื่อขยายภาพออกเหมือนกับการฉายจากฟิล์ม 35 มม.

ส่วนฟิล์มภาพยนตร์โฆษณาผลิตภัณฑ์สินค้า , ภาพยนตร์ข่าว หรือ สารคดีจะถ่ายทำเป็นระบบพานาวิชั่นเท่านั้น ทราบมาว่าเวลาฉายทางโทรทัศน์ ซึ่งต้องใช้กล้องโทรทัศน์ซูมภาพจากจอขณะฉาย เมื่อประมาณ 20-30 ปีก่อน ถ้าฟิล์มภาพยนตร์นั้น ถ่ายภาพแบบใช้เลนส์สโคปจะเสียรายละเอียดด้านข้างออกไป และกล้องโทรทัศน์ไม่สามารถเก็บภาพได้ทั้งหมด ถ้าถอดเลนส์สโคป ตัวภาพบนจอก็สูงแคบขึ้นไปอีก ดังนั้นจึงจำเป็นต้องถ่ายทำในระบบนี้ เพราะกล้องโทรทัศน์จะซูมภาพจากจอได้พอดี แต่สำหรับการฉายหนังกลางแปลง ต้องเอาเลนส์สโคปออกและฉายผ่านเลนส์ในอย่างเดียว ไม่อย่างนั้น ภาพจะขยายออกและผิดสัดส่วนอย่างที่ควรจะเป็น สมัยก่อนนั้นไม่มีบริการไหนกล้าซื้อเลนส์ตัวนี้มาใช้ เพราะราคาแพงมาก แต่เดี๋ยวนี้กลับตรงกันข้าม เพราะหนังไทยและหนังต่างประเทศบางเรื่องได้ถ่ายทำแบบนี้กันเกือบหมด และมีคำเรียกว่า “วายด์สกรีน” (Widescreen) และผู้เขียนเคยได้ยินเจ้าของบริการเรียกเลนส์ชนิดนี้ว่า “เลนส์ตัดซีน” เหตุที่เรียกแบบนี้คงเพราะเมื่อสวมเลนส์ตัวนี้เข้าไปแทนที่เลนส์ในของเครื่องฉาย แล้วก็จะปรับให้ส่วนที่เป็นขอบดำออกไปเหลือแต่ภาพของหนังปรากฏที่บริเวณกลางจอ แต่ได้สัดส่วนของภาพเหมือนปกติ เดี๋ยวนี้ที่ตัวฟิล์มในส่วนที่เป็นหัวฟิล์มที่มีตัวเลขถอยหลัง (Countdown Leader) รวมไปถึงที่กล่องบรรจุฟิล์มจะใช้คำว่า “แฟลท” (FLAT) แทนคำว่า “วายด์สกรีน” (Widescreen) แล้ว เพราะจะสับสนกับความหมายของโทรทัศน์จอกว้างนั่นเอง


จาก: น. หนามเตย
วันที่: 18/05/50 - 8:26 น.
IP Address:
ความคิดเห็นที่ 18
ขอบคุณคุณ น.หนามเตยครับ ข้อมูลสุดยอดมาก

จาก: อ๊อด
วันที่: 18/05/50 - 8:35 น.
IP Address:
ความคิดเห็นที่ 19
ขอรบกวนคุณอิทครับ ขอถามเพื่อรื้อฟื้นจำได้ไหมว่า ตัวหนังที่ดูในขณะนั้นเป็นเสียงซาวนด์แทรคในฟิล์มจากต้นฉบับ แต่มีการทำคำบรรยายภาษาไทยบนฟิล์ม ซึ่งจะต้องพากย์สดอยู่แล้วใช่ไหมครับ

จาก: น. หนามเตย
วันที่: 18/05/50 - 8:56 น.
IP Address:
ความคิดเห็นที่ 20
หนังกลางแปลงที่ได้ดูเป็นหนังพากษ์สดครับ บางเรื่องไม่มีคำบรรยาย บ่อยๆที่มีคนพากษ์คนเดียวพากษ์มันทุกตัวทั้งผู้หญิงผู้ชาย คนแก่ เด็ก ซึ่งผมทำเอาผมชอบนั่งมองคนพากษ์เวลาพากษ์หนังมาก ยิ่งเวลายิงตะลุมบอนกันนี่ เด็กๆก็ชอบเอาไปเลียนแบบกันสนุกดี แต่บางคนก็พากษ์เก่งมากนะครับ บางคนเสียงห้าวแล้วบีบเสียงเป็นเด็กนี่ คนดูนั่งขำกลิ้งเลย อีกอย่างพากษ์สดนี่เขายิงมุขสดๆสนุกดี

จาก: อิท
วันที่: 18/05/50 - 9:08 น.
IP Address:
ความคิดเห็นที่ 21



เข้ามาเพิ่มเติมเกี่ยวกับหนังกลางแปลงประเภท “หนังขายยา” นะครับ เท่าที่ได้พูดคุยกับบุคคลหลาย ๆ ท่านเกี่ยวกับเรื่องนี้ ก็ได้เอ่ยนามถึงเจ้าของผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ หลายชื่อที่มีบริการตรงนี้ หลาย ๆ แห่งก็ยังดำเนินกิจการอยู่ แม้ว่าจะไม่บูมเหมือนเมื่อก่อน บางผลิตภัณฑ์ก็ยุติไปแล้ว

ประเภทยาและเวชภัณฑ์ :

1. บริษัท โอสถสภา จำกัด (มีหลากหลายผลิตภัณฑ์ ทั้งยา เครื่องดื่ม รวมทั้งแป้งทเวลฟ์ พลัส : ใครจำภาพโฆษณาที่มีเพลง “รักคุณเข้าแล้ว” ซึ่งร้องโดย ป๊อด โมเดิร์น ด็อก และมีหนึ่งใน 3 หรือ 4 พรีเซ็นเตอร์ ที่เคยร้องเพลงให้กับแกรมมี่มาก่อนก็ที่จะโกอินเตอร์และเงียบหายไปเลย ก็คือ ไบรโอนี่ รอดโพธิ์ทอง)

2. ห้างขายยาอังกฤษ ตรางู (แป้งตรางู , แป้งเซ็นต์ลุกซ์ ; มี VCD ภาพยนตร์โฆษณาที่เป็นหนังขาวดำ สร้างสรรค์โดยคุณสรรพสิริ วิริยะสิริ อยู่ที่เจ้าของบทความและเคยดูจากบริการนี้จากภาพยนตร์โฆษณาที่สายัณห์ สัญญาเป็นพรีเซ็นเตอร์ รวมไปถึงผลิตภัณฑ์แป้งน้ำซึ่งจำยี่ห้อไม่ได้ แต่เป็นของบริษัทนี้ครับ ทำเป็นแอนนิเมชั่น หนังสี โดยเอามาจากเรื่อง “สโนว์ไวท์” ที่เริ่มต้นเป็นภาพปรากฏตัวแบบกะทันหันของกระจกปีศาจซึ่งหน้าตาน่ากลัว (สำหรับเจ้าของบทความ ตอนยังเป็นเด็กที่ถึงกับร้องไห้จ้าทันที) แล้วตัวการ์ตูนอีกตัวหนึ่งบอกว่า “กระจกวิเศษบอกข้าเถิด ใครงามเลิศในปฐพี”

3. ยาตราไก่ บีเอ็ลฮั้ว (ตราไก่เกาะลูกโลก)

4. ยาหม่องตราถ้วยทอง (มีเศษฟิล์มภาพโฆษณาผลิตภัณฑ์ถ้วยทอง แต่ยังไม่ได้นำไปสแกน)

5. ยาสตรีเพ็ญภาค (ปัจจุบันมีรถฉายอยู่ที่หอภาพยนตร์แห่งชาติ ศาลายา)

จาก: น. หนามเตย
วันที่: 02/06/50 - 13:20 น.
IP Address:
ความคิดเห็นที่ 22
ประเภทเครื่องดื่ม :

1. บริษัท เสริมสุข จำกัด (เป๊ปซี่ ; เคยเห็นที่นครสวรรค์)

2. บริษัท ไทยน้ำทิพย์ จำกัด (เครื่องดื่มโคคาโคล่า แต่คนไทยจะคุ้นชื่อ “โค้ก” มากกว่า แต่คำว่า “โค้ก” เป็นภาษาแสลงซึ่งมีความหมายไม่สุภาพ เวลาคุณสั่งเครื่องดื่มยี่ห้อนี้เวลาตอนคุณไปต่างประเทศ กรุณาใช้ชื่อแรกนะครับ ; เคยเห็นที่นครสวรรค์)
3. เครื่องดื่มแรงเยอร์

4. บริษัท อารยโอสถ ตรามือ จำกัด

5. เครื่องดื่มกระทิงแดง (เคยดูที่กำแพงเพชร ; ยังเคยฉายภาพยนตร์โฆษณา สปาย ไวน์คูลเลอร์ เวอร์ชั่นแรกอีกด้วย)

6. เครื่องดื่มไมโล (เลิกกิจการไปแล้ว แต่ตัวผลิตภัณฑ์ยังอยู่)

7. เครื่องดื่มโอวัลติน (เลิกกิจการไปแล้ว แต่ตัวผลิตภัณฑ์ยังอยู่)

ประเภทผลิตภัณฑ์อื่น ๆ

1. เครื่องยนต์ คูโบต้า (เคยดูที่กำแพงเพชร เมื่อปี พ.ศ. 2531 ฉายภาพยนตร์ไทยเรื่อง “ฟ้าบันดาล” นำแสดงโดยสายัณห์ สัญญาและนันทิดา แก้วบัวสาย เรื่องนี้สายัณห์ ต้องรับบทเป็นคนตาบอดด้วย และยังฉายภาพยนตร์เรื่องขนาดสั้นแฝงโฆษณาของเครือซีเมนต์ไทย ความยาว 20 นาที ก็คือ 1 รีลพอดี แต่มี 2 เรื่อง เรื่องละ 1 รีลแล้วจึงฉายภาพยนตร์จีนเรื่อง “มังกรแม่น้ำเหลือง”)

2. ธนาคารออมสิน (เคยดูที่นครสวรรค์ เมื่อปี พ.ศ. 2532 - พ.ศ. 2536 ปีละครั้ง ซึ่งครั้งที่หนึ่งถึงครั้งที่สี่ ไม่มีภาพยนตร์โฆษณา ฉายแต่ภาพยนตร์ 2 เรื่องเพียงอย่างเดียว ส่วนครั้งสุดท้ายเป็นการฉายผ่านบริการ “ศรีสมบูรณ์ภาพยนตร์” โดยฉาย 3 เรื่องและมีภาพยนตร์โฆษณาของธนาคารด้วย ซึ่งฟิล์มก็เก่ามาก มี 2 ชุดที่จำได้ติดตาก็คือ ชุดที่โจรแฝงตัวมากับผู้โดยสารบนรถโดยสารแล้วทำการปล้น แต่ผู้โดยสารให้เป็นตั๋วแลกเงินของธนาคาร อีกชุดหนึ่งเป็นภาพที่เด็กเก็บเงินออมใส่กระปุกของธนาคาร ที่สำคัญเคยเก็บเศษฟิล์มภาพยนตร์โฆษณาที่ฉายครั้งล่าสุดไว้ เนื่องจากเป็นท่อนที่ชำรุดซึ่งยาวพอสมควร ก็เลยต้องตัดออกมากองไว้แล้วนำมาทิ้งรวมกับขยะ แต่น่าเสียดายมันหายไปตอนย้ายบ้านเมื่อปี พ.ศ. 2537 ไม่เช่นนั้นคงได้นำมาสแกนเผยแพร่ให้ชมแน่นอน
3. เครือข่ายโทรศัพท์มือถือ “ดีแทค” ซึ่งใช้ชื่อว่า “แฮปปี้กลางแปลง”

นอกจากนี้ยังมีการฉายภาพยนตร์กลางแปลงที่คล้ายกับ “หนังขายยา” แต่เป็นการเผยแพร่หรือเป็นสปอนเซอร์สนับสนุน เท่าที่นึกออกก็มี 2 แห่ง ได้แก่

1. หน่วยประชาสัมพันธ์เคลื่อนที่ กรมประชาสัมพันธ์ ซึ่งมีมาตั้งแต่ในยุคภาพยนตร์ขนาดฟิล์ม 16 มม. ปัจจุบันได้ยุติบทบาทไปแล้ว ครั้งล่าสุดที่เคยชมก็คือ เมื่อคราวที่ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ เมื่อปี พ.ศ. 254... (0 หรือ 1 ไม่แน่ใจ) โดยมีการวิ่งถือธงไปยังจังหวัดต่าง ๆ ซึ่งนครสวรรค์ก็เป็นอีกที่หนึ่งที่มีการจัดกิจกรรม โดยคืนนั้นทางหน่วยประชาสัมพันธ์เคลื่อนที่ กรมประชาสัมพันธ์ ก็ได้นำภาพยนตร์ไทยไปฉาย 2 เรื่อง คือ อุแว้สวรรค์ ฯ และ วัยระเริง (เวอร์ชั่น นพพร วาทิน) พร้อมกับภาพยนตร์ตัวอย่างและภาพยนตร์โฆษณารณรงค์เกี่ยวกับโรคเอดส์

2. แอ๊ด เทวดา ชื่อนี้ หลาย ๆ คนที่เคยชมมาแล้วคงจะรู้จักกันเป็นอย่างดี ด้วยเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร นั่นคือ จอโค้งเรดาร์ หรือจอผ่าโลก ขนาดสูงเท่ากับตึก 10 ชั้น ขนาดกว้าง 11 ห้องแถว ระบบแสง 10,000 โวลต์ ทีมงานหัวเกรียนทุกคน ในการฉายแต่ละครั้งจะมีสปอนเซอร์สนับสนุน เช่น บริษัท ไทยน้ำทิพย์ จำกัด , บริษัท ลีเวอร์ บราเธอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด แต่ส่วนใหญ่จะเป็นบริษัทหลังมากกว่า ซึ่งปัจจุบันเป็น ยูนิลีเวอร์ ไปแล้ว โดยจะประชาสัมพันธ์ให้ผู้ที่สนใจนำผลิตภัณฑ์มาแลกเป็นบัตรชมและเสียค่าใช้จ่ายเพียงเล็กน้อย เช่น นำฉลากข้างกล่องของผงซักฟอก , กล่องยาสีฟัน , ฝาเครื่องดื่ม เป็นต้น ซึ่งจะขับรถไปตามหมู่บ้านหรือจะแลกที่หน้างานก็ได้ ปัจจุบันคุณแอ๊ด เทวดาได้ยุติกิจการการฉายภาพยนตร์กลางแปลงและหันมาประกอบธุรกิจเคมีเกษตรที่พิษณุโลก ครั้งหนึ่งเคยฉายภาพยนตร์กลางแปลงข้ามแม่น้ำน่านที่พิษณุโลก โดยจอและเครื่องฉายจะตั้งอยู่คนละฝั่งของแม่น้ำ

สำหรับผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่ไม่มีชื่ออาจจะเป็นเพราะตกสำรวจหรือไม่มีข้อมูล ก็เลยนำเสนอเท่าที่จะนึกได้ รวมถึงประสบการณ์จากการชมและเป็นเช็คเกอร์ เวลาบริการนั้นได้เช่าฟิล์มไปฉาย ซึ่งผมจะต้องเฝ้าอยู่ด้วย เพราะถ้าฟิล์มเกิดการสูญหายหรือเสียหายขึ้นมา ก็ต้องโดนผู้จัดการตำหนิและต้องจ่ายค่าเสียหายอีกด้วย

สำหรับตอนหน้าจะเป็นเรื่องของภาพยนตร์ประเภทหนึ่งที่ทุกคนจะต้องรู้จักกันเป็นอย่างดี แต่ไม่ค่อยได้ถามหรือตั้งกระทู้กัน โปรดติดตามเร็ว ๆ นี้ครับ

จาก: น. หนามเตย
วันที่: 02/06/50 - 13:22 น.
IP Address:
ความคิดเห็นที่ 23



ปิดท้ายด้วยภาพหนังกลางแปลงล้อมผ้า พร้อมที่นั่งจากจังหวัดระยองเป็นการส่งท้าย

จาก: น. หนามเตย
วันที่: 03/06/50 - 10:54 น.
IP Address:
ความคิดเห็นที่ 24



ขออนุญาตเจ้าของกระทู้ร่วมให้ข้อมูลด้วยคนครับ สำหรับหนังกลางแปลงในอดีตที่เคยผ่านตามา(มาจากความจำล้วนๆ)
1.ภาพยนตร์กลางแปลงจากการรถไฟแห่งประเทศไทย
ฉายบริเวณสถานีรถไฟ อำเภอสวรรคโลก จังหวัดสุโขทัย ตั้งจอฉายคล่อมรางรถไฟกันเลย
ส่วนเครื่องฉายตั้งฉายบนตู้รถไฟครับ จอหนังเป็นจอสี่เหลี่ยมจัตุรัส เครื่องฉาย
เป็นเครื่อง 16 ม.ม ภาพยนตร์ที่ฉาย คือเรื่อง
สาวดาวเทียม นำแสดงโดยสมควร กระจ่างศาตร์ ดอกดิน ฯลฯ พากย์สด จำได้ว่าคนดูเยอะมากๆ
แถมหนังก็ดูสนุก เพราะคนพากย์ปล่อยมุขสดๆ
หัวเราะกันแทบจะทั้งเรื่อง ประมาณปี 2512 กระมัง
ซึ่งตอนนั้นผมยังเด็กอยู่เลย
2.หนังกลางแปลงจาก บริษัทน้ำมันเอสโซ่ นำมาฉายสนามหญ้าหน้าสถานีภูธรตำรวจสวรรคโลก
รายนี้มาแปลก คือไม่ได้ขายผลิตภัณฑ์ประกอบการฉาย เหมือนเจ้าอื่นๆ แต่มาให้ข้อมูลความรู้เกีึ่่ยวกับเครื่องยนต์ก่อนฉาย
พอพูดเสร็จก็ฉายหนังรวดเดียวเลยจนจบ จอที่ฉายเป็นจอสโคปขนาด 10 เมตร แต่เครื่องฉาย
เป็นเครื่อง 16 ม.ม ใช้เลนส์ Blow up ฉายออกมาเป็นสโคปเต็มจอ หนังที่ฉายเป็นหนังจีน
กำลังภายใน จำชื่อเรื่องไม่ได้ รู้แต่ว่า เมิ่งเฟย พระเอกหนังจีนในยุคนั้นนำแสดง
3. หนังกลางแปลงจากบริษัท แป้งน้ำคลีโอพัทตรา ได้ชมตอนมาฉายที่สนามหญ้า อำเภอศรีสำโรง สุโขทัย งวดนี้เป็นหนัง 35 ม.ม และฉายหนังอินเดียซะด้วย แต่ที่ผมชอบก็ตรง
รายนี้ฉายหนังการ์ตูน วอลส์ ดีสนีย์ ก่อนฉายหนังเรื่องเต็ม สำหรับเด็กๆให้ชมกันจุใจ
เป็นหนัง มิคกี้ เมาส์ โดนัลดั๊กส์ และ กูฟฟี่ส์ ที่ทำให้ผมต้องมนต์เสน่ห์ของหนังกลางแปลงจนยากจะเลือมเลือนมาจนถึงทุกวันนี้
4. หนังกลางแปลงจากบริษัท ห้างขายยา คาอูลิน ตรานกแก้วคู่เกาะถ้วย ฉายบริเวณตลาด อ.สวรรคโลก ประมาณ พ.ศ 2511 จอฉายประมาณ 30 เมตร เครื่องฉาย 35 ม.ม 1 คู่ ฉายสลับกัน ซึ่งขนาดจอที่ใหญ่มาก ทำให้ต้องทำนั่งร้านเป็นโครงจอ แต่ใช้ไม้ทำเป็นนั่งร้าน(สมัยโน้นไม้ยังราคาไม่แพง)
ฉายอยู่ 3 วันครับเป็นงานฉลองอะไรสักอย่างของบริษัทนี้ ที่มีสำนักงานอยู่ที่ อ.สวรรคโลก
แค่นี้ก่อนนะครับ แล้วจะแวะมาให้ข้อมูลใหม่
จากภาพเป็นภาพที่ผมลองฉายหนังที่สนามหญ้าหน้าบ้านตอนช่วงสงกรานต์
ที่ผ่านมา เมื่อเวลากลับบ้านในช่วงเทศกาลวันหยุดครับ


จาก: ๋JTR
วันที่: 03/06/50 - 13:10 น.
IP Address:
ความคิดเห็นที่ 25



ถ้าภาพไม่ขึ้นรบกวนไปดูภาพแบบเต็มๆที่เวปนี้ครับ

http://www.htg2.net/index.php?topic=19818.0

จาก: ๋JTR
วันที่: 03/06/50 - 13:19 น.
IP Address:
ความคิดเห็นที่ 26
ขอบคุณคุณ JTR นะครับ ที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับเจ้าของหรือผู้ให้บริการบริการฉายภาพยนตร์ที่เคยมีในอดีตที่ปัจจุบันได้ยุติไปแล้ว (ในส่วนของการฉายภาพยนตร์) เช่น การรถไฟ ฯ , น้ำมันเอสโซ่ เป็นต้น

ขอนอกประเด็นเล็กน้อยครับ

ส่วนภาพเครื่องฉาย 104 X-2 นี้ โดยส่วนตัวแล้วก็สนใจอยู่เหมือนกัน เพราะกะทัดรัด ราคาสมน้ำสมเนื้อ บังเอิญพอดีมีข้อมูลเกี่ยวกับเจ้าของทีรับซ่อมพร้อมอะไหล่สำหรับรุ่นนี้ พร้อมกับมีเครื่องฉายมือสองอยู่แล้วก็เลยสบายใจได้

ส่วนทางร้านแจกันหยกที่ด้านหลังเฉลิมกรุงก็ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า มีบริการอยู่บริการหนึ่งซึ่งใช้งานอยู่ โดยออกฉายตามงานศาลเจ้าด้วยขนาดจอ 8 เมตรกับเครื่องฉายรุ่นนี้อย่างไม่มีปัญหา ส่วนข้อมูลเกี่ยวกับเจ้าของที่รับซ่อมพร้อมอะไหล่ก็ตรงกับข้อมูลที่ให้มาก่อนหน้าพอดี ประกอบกับเมื่อคราวก่อนเคยมีคนนำมาฝากขายที่ร้านนี้ แต่ว่ามีคนซื้อไปแล้ว ก็เลยหลงรักมันตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา (ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้เป็นเจ้าของ)

ที่ผมชอบก็เพราะไม่กล้าเล่นชุดใหญ่อย่างโตกิว่า หรือยามากิว่าอย่างที่บริการใช้กัน เพราะมันหนัก เทอะทะ ที่สำคัญกลัวเรื่องไฟดูดหรือไฟรั่วนี่แหละครับ ผมเองก็ยังมือใหม่ไม่กล้าที่จะเล่น เลยขอแค่ "พอเพียง เพื่อความเพียงพอ" ครับ

จาก: น. หนามเตย
วันที่: 03/06/50 - 13:34 น.
IP Address:
ความคิดเห็นที่ 27



ขอบคุณคุณอนุกูล อีกเช่นกันสำหรับบทความและข้อมูลดีๆ ครับ

จาก: JTR
วันที่: 03/06/50 - 13:55 น.
IP Address:
ความคิดเห็นที่ 28
เอ้ รู้ได้ไงครับ ว่าจะเงียบอยู่เชียว

จาก: น. หนามเตย
วันที่: 03/06/50 - 14:11 น.
IP Address:
ความคิดเห็นที่ 29
สวัสดีครับคุณ jtr ผมก็ป็นอีกคนที่เล่นเครื่อง 104 แต่ผมมีแค่เครื่องเดียว กำลังหาอีกตัวมาเข้าคู่ หากคุณ jtr ทราบแหล่งรบกวนแนะนำด้วยนะครับ อยากถามคุณว่า หากกำลังฉายอยู่ฟิล์มของเครื่องที่ 1 กำลังฉายหมดม้วน เครื่องที่ 2 จะทำงานต่อทันทีอัตโนมัติเลยไหม โดยเราไม่ต้องดันปุ่มสตาร์ทที่เครื่องที่ 2 เพราะตอนซื้อมาเห็นเจ้าของเดิมบอกมา

จาก: คุณตุ่ม
วันที่: 04/06/50 - 12:24 น.
IP Address:
ความคิดเห็นที่ 30
ขอบคุณมากำสหรับข้อมูลนะคะ

มีประโยชน์มากโดยเฉพาะกับดิฉันในฐานะคนไทยที่ควรรับรู้ความเป็นมาของสิ่งที่กำลังหายไป และสำหรับฐานะนักศึกษาที่จะต้องทำรายงานค่ะ ^^"

จาก: ยิ้ม
วันที่: 04/09/51 - 12:50 น.
IP Address: 58.9.192.xx

Opinion
Opinion:
Name:
Email:
Photo:
กรุณา post รูปไม่เกินรูปละ 100 Kb.
This Is CAPTCHA Image กรุณากรอกตัวเลขที่เห็นก่อน post >>
 















สมัครสมาชิก Thai Film เพื่อรับข่าวสารข้อมูลทางอีเมล์และรับสิทธิประโยชน์ต่างๆสำหรับสมาชิก [ JOIN ]


Copyright © 2004
Thai Film Foundation All Rights Reserved.
Site by Redlab