Search Latest Topics | Create New Topic  
ชุมทางหนังไทยในอดีต ตอนที่ 22 (22 มกราคม 2551)


สวัสดีครับทุกท่าน..
พบกันกับเรื่องราว เรื่องเล่าเกี่ยวกับหนังไทยเก่า ๆ
หากสนใจดูข้อมูลและภาพถ่ายเก่า ๆ ที่เคยลงไว้แล้ว เลือกได้ตามนี้ครับ....

ชุมทางหนังไทยในอดีต ตอนที่ 1 กระทู้ที่ A 939

ชุมทางหนังไทยในอดีต ตอนที่ 2 กระทู้ที่ A 983

ชุมทางหนังไทยในอดีต ตอนที่ 3 กระทู้ที่ B 006

ชุมทางหนังไทยในอดีต ตอนที่ 4 กระทู้ที่ B 022

ชุมทางหนังไทยในอดีต ตอนที่ 5 กระทู้ที่ B 049

ชุมทางหนังไทยในอดีต ตอนที่ 6 กระทู้ที่ B 062

ชุมทางหนังไทยในอดีต ตอนที่ 7 กระทู้ที่ B 121

ชุมทางหนังไทยในอดีต ตอนที่ 8 กระทู้ที่ B 211

ชุมทางหนังไทยในอดีต ตอนที่ 9 กระทู้ที่ B 253

ชุมทางหนังไทยในอดีต ตอนที่ 10 กระทู้ที่ B 278

ชุมทางหนังไทยในอดีต ตอนที่ 11 กระทู้ที่ B 353

ชุมทางหนังไทยในอดีต ตอนที่ 12 กระทู้ที่ B 419

ชุมทางหนังไทยในอดีต ตอนที่ 13 กระทู้ที่ B 505

ชุมทางหนังไทยในอดีต ตอนที่ 14 กระทู้ที่ B 625

ชุมทางหนังไทยในอดีต ตอนที่ 15 กระทู้ที่ B 753

ชุมทางหนังไทยในอดีต ตอนที่ 16 กระทู้ที่ B 844

ชุมทางหนังไทยในอดีต ตอนที่ 17 กระทู้ที่ C 312

ชุมทางหนังไทยในอดีต ตอนที่ 18 กระทู้ที่ C 527

ชุมทางหนังไทยในอดีต ตอนที่ 19 กระทู้ที่ C 711

ชุมทางหนังไทยในอดีต ตอนที่ 20 กระทู้ที่ C 766

ชุมทางหนังไทยในอดีต ตอนที่ 21 กระทู้ที่ C 933


ขอขอบคุณทุกท่านที่รักเรื่องราวของหนังไทยเก่า ๆ และขอขอบคุณเพื่อน ๆ ทุกคนที่มีส่วนช่วยผลักดันให้กระทู้นี้ผ่านมาได้จนถึงทุกวันนี้......
จากใจจริง... มนัส กิ่งจันทร์


จาก: มนัส138
วันที่: 22/01/51 - 0:36 น.
หัวข้อที่: D115
IP Address: 210.86.221.xx
ความคิดเห็นที่ 1



สวัสดีครับทุกท่าน...

แต่ก่อนเราใช้เว็บนี้เป็นสถานที่พูดคุยกัน...ต่อมาเมื่อเราได้มาพบกัน..
ได้รู้จักกัน..เราให้เลขหมายโทรศัพท์ไว้แก่กัน..จากนั้นพอมีอะไร เราก็
มักจะต่อสายถึงกัน.. แต่ว่าเพื่อน ๆ เราหลายคนก็ไม่เคยทอดทิ้งเว็บนี้
แต่อาจจะเข้ามาช้าบ้าง...แต่ก็หาใช่พวกเราจะคุยกันน้อยลง..
ตรงกันข้าม พวกเราต่างมีกิจกรรม มีเพื่อนเพิ่มมากขึ้น..

เดิมทีคิดว่าจะเปิดกระทู้ใหม่หลังจากกลับจากงานมิตร ชัยบัญชาที่อุดรฯ
แต่ก็มีเหตุให้ต้องติดขัดเรื่อยไป...

งานมิตร ชัยบัญชา ที่อุดรฯ น่าสนใจมาก เอาไว้จะกลับมาเล่าให้ฟังอีก
ภาพนี้ยืมจากเพื่อน ๆ ในเว็บครับ..
ส่วนภาพจริง ทั้งภาพเคลื่อนไหวและภาพนิ่ง คุณแอ็ดบอกว่าจะส่งมาให้


จาก: มนัส138
วันที่: 22/01/51 - 0:46 น.
IP Address: 210.86.221.xx
ความคิดเห็นที่ 2



งานมิตรที่อุดร มีขึ้นในวันที่ 12 มกราคม 2551 แต่พวกเราเดินทางไปตั้ง
แต่เย็นวันที่ 11 มกราคม และกลับถึงกรุงเทพฯค่ำวันที่ 13 มกราคม..

ถัดมาอีกวันเสาร์ที่ 19 มกราคม 2551 พี่พักรบก็พวกเราไปบ้านของ
เพชรา เชาวราษฎร์ เป็นงานวันคล้ายวันเกิดของเพชรา เชาวราษฎร์ครับ..
รายละเอียด ผมคิดว่าจะกลับมาเล่าให้ฟังวันหน้านะครับ..
งานเริ่มประมาณ 6 โมงเย็น..เลิกงานประมาณ 5 ทุ่มครึ่ง..
แต่ว่าพวกเราอยู่คุยกับคุณชรินทร์-คุณเพชรา ต่ออีกจนตีหนึ่งกว่า...
จากการพูดคุยกันอย่างใกล้ชิด..จึงทำให้เห็นว่า เพชราในวันนี้..
ยังคงไว้ซึ่งความสง่างาม..จิตใจก็เข้มแข็งดีเหลือเกิน...

ส่วนเสาร์ต่อไปวันที่ 26 มกราคม 2551 พี่พักรบก็นัดพวกเราไปพบกันที่
ร้านอาหาร.....เพื่อฉลองชัยให้กับละครวิทยุเรื่อง ดาวดิน...
เห็นว่า จะเริ่มประมาณเที่ยงวัน..ไปจนเย็น...

นอกจากจะเป็นการฉลองชัยให้กับดาวดินแล้ว..ยังเป็นการเลี้ยงน้องแพ
คนเชียงใหม่ ที่กำลังจะเข้ารับพระราชทานปริญญาโท...ในวันที่ 24
มกราคม ที่ ม.เชียงใหม่...พอรับปริญญาเสร็จปุ๊บ.. น้องแพก็จะรีบวิ่งมา
กรุงเทพฯ ทันที....เพื่อร่วมงานนี้โดยเฉพาะ...
หลังจากอิ่มหน่ำสำราญ...โชว์ลูกคอกันแล้ว..
ตกเย็นวันเดียวกัน พี่พักรบก็มีงานให้พวกเราทำอีกแล้ว..
เป็นงานจัดบอร์ดมิตร ชัยบัญชา เพื่อร่วมในงานคอนเสิร์ต...ที่ ม.ธรรมศาสตร์
กะว่า พอจัดบอร์ดเสร็จ..พวกเราก็จะรีบไปหมอชิตเพื่อส่งน้องแพกลับ
เชียงใหม่...
รุ่งขึ้น..บ่ายวันอาทิตย์ พี่พักก็จะพาพวกเราไปงานคอนเสิร์ตกัน...

ส่วนภาพข้างบน เป็นโรงหนังศรีศาลายา ของหอภาพยนตร์ฯ เกี่ยวข้อง
อะไร เอาไว้คราวหน้าจะเล่าให้ฟังครับ....


จาก: มนัส138
วันที่: 22/01/51 - 0:59 น.
IP Address: 210.86.221.xx
ความคิดเห็นที่ 3
ลืม..ตอบคุณ JasonSจัง!!! ที่ถามหนังใหม่ของค่าย xxx
เผอิญเมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา เจอคุณโต๊ะที่งานวันเกิดคุณเพชรา..
เห็นแกบอกว่า จะไปเอาปกวีซีดีที่ทำไว้...แต่ผมก็ปากหนักไป..
ไม่ได้ถาม..เห็นแต่แกถามเรื่องวันฉายหนังครั้งแรกของ ช้างเพื่อนแก้ว
ที่เป็นหนังอินเดียครับ...

ส่วนที่น้องลัดเกล้า..ถามถึงหนังสือ ไชยา เล่มนั้น..
พี่ไม่มีครับ..แต่เพื่อน ๆ เขามีกันครับ...


จาก: มนัส138
วันที่: 22/01/51 - 1:10 น.
IP Address: 210.86.221.xx
ความคิดเห็นที่ 4



.... คุณมนัสโชว์รูป เหมือนบอกพวกเราว่า
เตรียมตัวพบกับ บันทึกรักของพิมพ์ฉวี เร็วๆนี้
ตื่นเต้น ครับ อยากให้ถึงวันนั้น เร็วๆ

จาก: พักรบ
วันที่: 23/01/51 - 21:48 น.
IP Address: 124.120.230.xx
ความคิดเห็นที่ 5
สงสัยค่าย XxX จะออกหนังเก่าคลาสสิกของอินเดียเรื่อง ช้างเพื่อนแก้ว แหงๆเลยครับคุณมนัสฯ แต่ก็น่าสนใจไม่ใช่น้อยครับ ว่าแต่อย่าลืมออกหนังไทยมาสลับกันบ้างก็ดีนะครับ แฟนๆหนังไทยคิดถึงครับ

ปล. หนังชุด กรุง ศรีวิไล 4 เรื่องที่ออกมาหลายเดือนก่อน ผมยังไม่ได้เปิดดูเลยครับ แฮะๆๆๆ

จาก: JasonSจัง!!!
วันที่: 24/01/51 - 1:50 น.
IP Address: 124.120.164.xx
ความคิดเห็นที่ 6
ไม่ทราบว่าคุณมนัส...เห็นโฆษณาอันนี้รึยัง...ครับ

ต้องการขายฟิล์มหนังจำนวนหลายตัน
ผู้ใดสนใจติดต่อได้ที่ 089-1611930 (คิง)

จากเว็บบ์..........
http://www.recycle.is.in.th/?md=webboard&ma=showtopic&id=1495

เอามาฝากเผื่อว่ายังไม่เคยเห็น...

จาก: โต้ง
วันที่: 24/01/51 - 10:38 น.
IP Address: 125.25.134.xx
ความคิดเห็นที่ 7
ผมไปสำรวจมาแล้วครับ อยู่ที่บางปิ้ง สมุทรสาครเป็นโกดังเก็บฟิล์มเป็นจำนวนมาก ขายเป็นโลครับ ถ้าเป็นฟิล์มธรรมดาและฉีกขาด กก. ละ 4 บาท ถ้าเป็นฟิล์มโพลีเอสเตอร์ (ฟิล์มทอง) กก. ละ 9 บาท สอบถามที่มาที่ไปของฟิล์มเหล่านี้มาจากแถวเฉลิมกรุง ดูแล้วไม่ค่อยมีฟิล์มตัวไหนที่น่าสนใจเลยครับ

จาก: คลังรูปพยนต์
วันที่: 24/01/51 - 23:24 น.
IP Address: 203.113.45.xx
ความคิดเห็นที่ 8
สวัสดีครับ...
ผมโทรคุยกับคุณคลังรูปพยนต์เกี่ยวกับเรื่องขายฟิล์มเก่าแล้ว...
ปัญหาอยู่ที่ว่า ฟิล์มแต่ละถม้วนนั้น ตอนนี้ไม่อาจทราบได้ว่า ฟิล์มเรื่องนั้น
เป็นหนังเรื่องอะไร...สำคัญแค่ไหน
แต่สำหรับผมแล้ว หากเป็นไปได้ ก็อยากจะให้มีใครสักคน(ที่มีเงินเยอะๆ
และใจรักหนังไทย) ไปเหมาซื้อมาและมาทำภาพไว้ก่อน..เพราะไม่แน่
ว่า ฟิล์มหนังเหล่านั้น จะยังมีฟิล์มต้นฉบับเก็บไว้อยู่หรือไม่...

ผัดผ่อนมาหลายครั้งแล้วเกี่ยวกับเรื่องเล่างานมิตรที่อุดรฯ งานบ้านเพชรา
ตอนนี้ก็มีงานเลี้ยงฉลองปิดละครวิทยุดาวดินแถมเข้ามาอีก..ไม่รู้ว่าจะมา
เล่าให้ฟังได้วันไหน...

วันนี้ ขอตัวก่อนครับ..คิดเรื่องฟิล์มหนังทำเป็นเทปเก็บไว้แล้ว...กลุ้ม..


จาก: มนัส138
วันที่: 28/01/51 - 13:05 น.
IP Address: 203.156.25.xx
ความคิดเห็นที่ 9
เกี่ยวกับการที่จะให้รัฐบาลไทยเข้ามาอนุรักษ์หนังแล้ว - กลุ้มด้วยคนครับพี่มนัส

จาก: คนชะอวด
วันที่: 28/01/51 - 15:28 น.
IP Address: 125.27.167.xx
ความคิดเห็นที่ 10
เจ้าของก็ไม่น่าเห็นเรื่องเงินเป็นเรื่องใหญ่...ขนาดชั่งกิโลขายแล้ว..ทำไมไม่มอบให้หอภาพยนตร์เอามาตรวจดูก่อน...ไม่มีใครซื้อก็ยกให้หอฯไป..ถ้าเสียหายไปแล้วมันแก้ไขเอาคืนไม่ได้...

จาก: โต้ง
วันที่: 29/01/51 - 0:55 น.
IP Address: 125.25.149.xx
ความคิดเห็นที่ 11



สวัสดีครับคุณคนชะอวดและคุณโต้ง..
ดูเหมือนว่า ปัญหาเกี่ยวกับการเอาฟิล์มหนังมาทำเทปเก็บไว้ก่อน จะ
เป็นปัญหาโลกแตกสำหรับผมแล้วครับ..เหมือนไม่มีคนสนใจเลยครับ..
อาจเป็นเพราะทุกวันนี้ หลายคนคิดว่า ต้องมีคนทำเป็นหนังเก็บไว้แน่ ๆ
มั้ง เขาถึงทำเป็นเฉย ๆ กันหมด

ปัญหาของหนังไทยเก่า ๆ ทุกวันนี้ อยู่ที่ว่า หนังไทยเก่า ๆ ที่มีการ
นำมาออกวีซีดีหรือดีวีดีนั้น มักจะเป็นหนังที่เคยออกมาแล้ว..แล้วก็เจอ
ปัญหาว่า ยอดขายไม่ดีพอ...ก็เลยคิดว่า คนไทยไม่สนใจหนังไทยเก่าๆ
ทั้ง ๆ ที่หนังไทยเก่า ๆ ฟอร์มสด ๆ นั้นยังมีอีกมาก (เพียงแต่ต้องลงทุน
เพิ่มมากหน่อยเท่านั้น)

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา คุณพักรบก็พาพวกเราไปจัดนิทรรศการย่อยๆ ที่
ม.ธรรมศาสตร์ สนามหลวง ในคอนเสิร์ตเพลงดังหนังไทย..
ดนตรีเขาบอกว่าจะเล่นกันประมาณเที่ยงวัน..แต่ผมหอบสังขารไปถึงเอา
ตอนบ่าย 2 กว่า..พอขึ้นกะไดหอประชุมใหญ่ ก็เจอกับ คุณกั้ง ลูกน้อง
ของคุณโต๊ะพันธมิตร เขาหอบวีซีดี-ดีวีดีหนังไทยไปวางขายในงานนี้ด้วย..
ผมก็เลยสละการเข้าไปดูดนตรี อยู่ช่วยเขาขายวีซีดีเพื่อพูดคุยกับกลุ่ม
ลูกค้า..เพื่อทดสอบกระแสหนังไทยเก่า ๆ กัน...

จากการพูดคุยกันมักจะพบว่า ลูกค้าส่วนใหญ่ไม่เคยรู้มาก่อนว่า วีซีดี
หนังที่คุณโต๊ะทำขายนั้น มีขายที่ไหนกันบ้าง..บ้างก็แนะนำให้ทำหนัง
เก่า ๆ เรื่องอื่น ๆ ดูบ้าง...เช็คกระแสแล้วเห็นว่า หากเจาะฐานลูกค้าให้
ได้มาก ๆ ที่แล้ว ก็น่าจะดีขึ้น...

แต่สิ่งที่ผมกำลังหวั่นใจก็อยู่ที่ว่า คุณโต๊ะแกออกหนังต่างประเทศมาขาย
แล้ว สอบถามจากคุณกั้งเล่น ๆ แล้ว ก็ได้ความอย่างที่ผมคาดไว้เองว่า
คุณโต๊ะแกกำลังเซ็งเกี่ยวกับราคาซื้อหนังไทยเก่า ๆ ครับ...
เรื่องมันก็มีอยู่ที่ว่า เวลาเขาเอาหนังไทยเก่า ๆ มาขายคุณโต๊ะ เขามักจะ
ตั้งราคาไว้สูง ๆ พอคุณโต๊ะไม่เอา สักพักก็เห็นไปขายค่ายอื่น ๆ ในราคา
ที่ต่ำกว่าเสมอ..เหมือนกับไม่จริงใจในการขาย..เห็นคุณโต๊ะเป็นหมูหลอก
ขายว่างั้นเถอะ.. แกก็เลยไม่พูดถึงหนังไทยเก่า ๆ เลยช่วยนี้...เห็นคุณกั้ง
บอกว่า ช่วงนี้ที่บ้านใครพูดถึงหนังไทยเก่า ๆ แกก็ไม่คุยด้วยเลยครับ...
ผมเองฟังแล้วก็ได้แต่เหนือยใจ....

ตอนที่ผมไปงานมิตรที่อุดร.. ผมเห็นศักยภาพของคุณแอ็ดสตูดิโอแล้ว
ผมก็ใจชื่นขึ้นมาหน่อย..คิดว่า หากได้คนอย่างคุณแอ็ดและทีมงานมา
ร่วมงานอนุรักษ์หนังแล้ว ผมว่า หนังไทยเก่า ๆ ไม่ตายแน่...
คุณแอ็ด แกมีอุปกรณ์ครบครัน แถมยังมีใจให้ด้วย..ขนาดวันที่พวกเรา
จะขึ้นเครื่องกลับ.. พวกเราแวะไปดูโกดังเก็บฟิล์มหนังเก่า ๆ ซึ่งคุณแอ็ด
แกเล่าให้ฟังว่า อดีตเคยเป็นหนังขายยามาก่อน ยุคที่พ่อแม่เขายังมีชีวิต
อยู่ เขารักฟิล์มพวกนี้มาก แต่ตอนนี้พ่อแม่เขาตายหมดแล้ว เหลือแต่ลูก
ซึ่งเป็นเพื่อนกับคุณแอ็ด และยินดีให้ฟิล์มเหล่านั้นกับคุณแอ็ดด้วย...
ผมเองประเมินคร่าว ๆ แล้ว ฟิล์มหนังเหล่านั้น สภาพอยู่เพียงแค่ฉายได้
เพื่อเป็นบันทึกประวัติศาสตร์ ครั้งหนึ่งเคยมีหนังเรื่องนี้อยู่ในโลกเพราะ
เท่าที่ดู หนังอาจไม่ครบจบเรื่อง...เรื่องที่น่าจะจบตอนที่ผมรื้อกระเป๋า
ฟิล์มนั้น ก็เห็นเรื่อง รัดใจ (สมบัติ-พิศมัย) ซึ่งคุณแอ็ดเองก็บอกว่า ถ้า
อยากได้จะเอาฟิล์มไปทำเป็นดีวีดีให้...ผมเห็นความใจจริงของคุณแอ็ด
แล้ว ก็เกิดอาการเกรงใจอย่างบอกไม่ถูก...เพราะงานอนุรักษ์แบบนี้
เป็นงานที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้.. จึงได้แต่บอกว่า ถ้าว่างๆ ก็ช่วยทำให้หน่อย
ก็แล้วกัน...

แต่ในความคิดผมแล้วคิดว่า อยากจะหาเวลาว่าง ๆ เพื่อไปตรวจสอบ
สภาพฟิล์มเหล่านั้น แล้วแยกแยะ ทำความสะอาดเพียงเพื่อให้ฉายผ่าน
เครื่องก่อนเท่านั้น จากนั้นก็อยากจะเอาฟิล์มมาฉายทำเป็นดีวีดีเก็บไว้
ในเครื่องคอมฯก่อน จากนั้นก็ค่อย ๆ ค้นดูว่า หนังที่ทำนั้นเป็นเรื่องอะไร
จากนั้นก็เขียนรวมเป็นแผ่นเก็บไว้....ที่คิดเช่นนี้ก็เพราะว่า กลัวว่าฟิล์ม
หนังเหล่านั้นจะเป็นก๊อบปี้สุดท้ายที่ค้นเจอ...อย่างน้อย ๆ ถ้าเป็นหนัง
ที่ไม่มีออกตลาดก่อน จะเหลือยาวเท่าไร ก็นับว่าเป็นโชคดีของเราและ
ของคนไทยแล้วที่เราค้นเจอหนังเรื่องนั้น ๆ.....
ว่าแต่ใครหล่ะจะช่วยผมได้.....

นี่ยังไม่รวมถึงฟิล์มชั่งกิโลขายที่คุณโต้งแนะนำมา...ผมก็อยากจะทำแบบ
นี้เหมือนกัน..แต่หาแนวร่วมไม่ได้จริง ๆ ครับ..ที่คุณโต้งแนะนำให้ไปมอบ
ให้หอภาพยนตร์ฯ นั้น ผมก็เห็นด้วย แต่ยังเห็นว่า หอภาพยนตร์ฯ ทำงาน
ไม่เหมือนอย่างที่พวกเราคิด...เกรงว่าถ้ามอบให้ไป จะเอาไปเก็บไว้เฉยๆ
เพราะงานฟิล์มเก่าๆของเขาก็ล้นมืออยู่แล้ว.....

นี่แหละที่ผมบ่นว่า กลุ้ม...ถ้าไม่รู้ไม่เห็นมาก่อน ก็ไม่เท่าไร.. แต่นี่ทั้งรู้
ทั้งเห็นกับตา..ก็เลยเกิดกิเลส อยากให้กากหนังเหล่านั้น มีโอกาสกลับ
มา แม้ว่าจะมาไม่ครบจบเรื่องก็ตาม....อยากหวังพึ่งโชค พึ่งหวย..
แต่ผมก็ดันไม่เคยเล่นหวยด้วย..ก็เลยไม่รู้ว่าจะหาทุนที่ไหนไปช่วยหนัง
เหล่านั้น....

ป.ล. แม้บางท่านจะบอกว่า อาจมีหนังบางเรื่องที่เคยทำเป็นเทปวีดีโอ
หรือวีซีดีแล้วก็ตาม แต่ผมก็ยังเห็นว่า วีดีโอหรือวีซีดีบางเรื่องที่มีก็ขาด
ความสมบูรณ์ หรือไม่ก็เป็นภาพเต็มจอซึ่งทำให้สัดส่วนของภาพขาดหาย
ไป..หากเจอฟิล์มแม้จะเป็นเส้นฝนบ้าง ก็ควรจะทำภาพขึ้นใหม่เช่นกัน
เพราะอาจจะมีเนื้อหาหนังบางส่วนไม่ตรงกัน.....

เพื่อน ๆ มีความเห็นอย่างไรครับ...


จาก: มนัส138
วันที่: 31/01/51 - 22:15 น.
IP Address: 202.133.143.xx
ความคิดเห็นที่ 12
-นึกถึงสมัยก่อน..เป็นเด็กๆอยู่นครสวรรค์...เดิยจากบ้านไปปากซอยจะมีหน่วยฉายภาพยนตร์คือสหมิตรฟีล์มกับพูนทรัพย์ฟีล์มอยู่ใกล้ๆกัน...
-ทุกๆเช้าพนักงานเขาจะมานั่งกรอฟีล์ม ทำความสะอาดฟีล์มหนังที่ฉายมาเมื่อคืน...ช่วงไหนขากเขาก็จะแก้ไขตัดต่อใหม่..ให้ฉายได้ต่อไป...
-แล้วเศษฟีล์ม สั้นบ้าง ยาวบ้างที่เขาทิ้งลงถังขยะ...ก็เป็นเราที่ไอขอหยิบเอามาปัดฝุ่น ส่องกับแสงแดดดู...ประสาเด็ก..แค่นั้นก็มีความสุขแล้ว
-พอมาเห็นสภาพฟีล์มที่กองเป็นภูเขาเอามาชั่งกิโลขาย...โอกาสเผาทิ้งมีสูงมาก...บอกได้คำเดียวว่า..ใจหาย..ห่อเหี่ยว...เศร้าจริงๆ
.......................
ยอดขายหนังไทยเก่าๆ...มันขึ้นอยู่กับการรณรรงค์..และโฆษณาเหมือนกัน.../สมัยก่อนทีวีหลายช่อง..ต่างพยายามนำเสนอ...แต่ผมว่าคนทำ(ครีเอทีฟรายการ)...เป็นเด็กสมัยใหม่ขาดความรู้มากๆ...รายการจึงไปไม่รอด
ร้านค้าที่จำหน่ายหนังก้เช่นกัน...คิดว่าลูกค้าน้อยไม่เอาไปขาย..พอลูกค้าถามหา..ก็บอกไม่มี..หมด/..เขายังไม่ส่งมา..ไปเรื่อยเปื่อย../นานเข้าๆลูกค้าก้เลิกไปถามหา.../ก็เหมาว่าขายไม่ได้..คนไม่ชอบ
ผู้ขายไม่มีความรู้เรื่องหนังเก่าๆ/..ไม่มีใจรักในหนังไทยเก่าๆ...ลูกค้าสอบถามอะไรก็ตอบไม่ได้.../ไม่รู้จังหวะขาย...เช่น...
-ตอนละครเรื่องเมื่อดอกรักบานออกอากาสทางช่อง3...ซึ่งสร้างมาจากเรื่องเดิม..สันกำแพง...คุณมีหนัง..สันกำแพงอยู่(สรพงษ์)อยู่ก็นำมาขายสิครับ..ส่วนฉบับสมบัติ..บอกลูกค้ารอไปก่อนบ.xxxกำลังทำ...
-ตอนนี้..จำเลยรัก..ออนแอร์ช่อง3...ก็เอามาขายสิครับ..จำเลยรักฉบับแฮปปี้ไทม์..ของคุณมงคล...วางโชว์เลยครับว่ากำลีงเป็นละครช่อง3...เพิ่มความน่าสนใจของคนดูละครได้อีก...ประสาอะไร..หนังสือรวมเรื่องย่อเล่มละ30-50บาทเขายังซื้อไปอ่านได้เลย....

จาก: โต้ง
วันที่: 01/02/51 - 15:40 น.
IP Address: 125.25.142.xx
ความคิดเห็นที่ 13
อ่านข้อความของคุณโต้ง ย่อหน้าแรกเหมือนกับสมัยเด็ก ๆ ของผมเลย

ครั้งหนึ่งเมื่อจำความได้ที่กาญจนบุรี ตอนนั้นก็มีสมานมิตรภาพยนตร์ (ช่วงปลายยุคก่อนเลิกกิจการ) ก็มาฉายกลางแปลงที่วัดญวน ส่วนชื่อทางการนึกชื่อไม่ออกครับ ก่อนจะฉายผมก็ไปดูคนกรอหนังอยู่ ตอนนั้นจังหวะฟิล์มมันขาดพอดี ก็เลยได้เศษฟิล์มมา 1 เฟรม ก็เอามาส่องกับแสงแดดดูกันเล่น ๆ ไป

เมื่อครอบครัวย้ายมาอยู่ อ. ขาณุวรลักษบุรี จ. กำแพงเพชร ก็มีหนังกลางแปลงจากนครสวรรค์เข้ามาฉาย ทั้งจาก จุ้ยเจริญภาพยนตร์ , สหมิตรฟิล์ม , พรสมัยฟิล์ม , เสริมศิลป์ภาพยนตร์ , สุพัฒน์ฟิล์ม , โอบอ้อมภาพยนตร์ , นครสวรรค์ฟิล์ม และหนังขายยาอีกหลายแห่ง อย่าง ตราไก่ บีเอ็ลฮั้ว , เครื่องดื่มกระทิงแดง , เครื่องยนต์คูโบต้า , ปูนซีเมนต์ไทย เนื่องจากบ้านอยู่ติดกับรั้ววัดก็เลยมีโอกาสได้ดูหนังมากขึ้น ทั้งจากการฉายฟรี และปิดวิกล้อมผ้า เพราะครอบครัวได้ออกไปค้าขายของกินของขบเคี้ยวเล่น ก็เลยอยู่จนกระทั่งหนังเลิก ยกเว้นช่วงหน้าฝนซึ่งบรรดาหนังกลางแปลงต้องวัดดวงกันว่า เมื่อไปฉายแล้วจะเจอฝนหรือไม่ แต่ที่บ้านซึ่งตรงกันข้ามกับตลาดสดแสงเจริญ ที่เดี๋ยวนี้เป็นอย่างอื่นแล้ว มีหลังคาสูงให้รถสามารถเข้ามาจอดได้ พอถึงช่วงเวลาดังกล่าว หนังกลางแปลงที่ปิดวิกล้อมผ้าก็เลยได้อาศัยหลังคาแห่งนี้เป็นที่หลบฝน เมื่อครั้งที่ต้องฉายหนังท่ามกลางสายฝน ส่วนคนดูก็หลบฝนเข้ามาด้วย และเมื่อคราวที่น้ำท่วมขึ้นมาจากคลองที่อยู่ข้างวัดและกินพื้นที่เข้าไปในหมู่บ้านซึ่งเป็นพื้นที่ต่ำ หนังกลางแปลงก็ถือโอกาสตั้งจอฉาย ใต้ร่มหลังคาสูงนี้ด้วย

เมื่อย้ายมาอยู่นครสวรรค์ เมื่อปลายปี พ.ศ. 2532 ก็ยังมีโอกาสได้ดูหนังจากหน่วยฉายในนครสวรรค์เหมือนเดิม จนกระทั่งเมื่อเรียน ป. ตรี บรรดาหน่วยหนังจากนครสวรรค์ที่ผมอ้างถึงตั้งแต่แรกก็ลดลง...ลดลง...และลดลง จนเหลือ จุ้ยเจริญ ฯ ที่ยังอยู่ ส่วนหน่วยอื่น ๆ ก็เปลี่ยนไปทำธุรกิจอย่างอื่น

ช่วงซัมเมอร์ ซึ่งเวลาเพียงแค่ 3 เดือน คือ มีนาคม ถึง พฤษภาคม ก็หารายได้เสริมจากการเป็นพนักงานของ บริษัท ธนา รุ่งโรจน์รามา ซึ่งทำแค่ 2 ซัมเมอร์ คือ 2540 กับ 2541 เท่านั้น แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ แต่ก็ได้ประสบการณ์เพิ่มเติมและผูกพันกับหนังจนมันกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้ว

จาก: คลังรูปพยนต์
วันที่: 01/02/51 - 23:21 น.
IP Address: 203.113.45.xx
ความคิดเห็นที่ 14
1.ถูกตามพี่มนัส หนังไทยที่ออกมาเป็นวีซีดีแล้วมักจะออกมาอีกเปลี่ยนปกบ้างเปลี่ยนชื่อบ้างจนคำซื้อมาดูงง เบื่อถูกหลอก คนขายหรือคนที่มีต้นฉบับก็พยายามที่จะขายให้หมดเร็วๆ ผมว่ามันต้องใช้เวลา ขายไปเรื่อย เพราะเป็นหนังยุคอนุรักษ์ ไม่ใช่หนังยุคซีนีเพล็คปัจจุบัน
2.หนังที่เจอฟิล์แล้วน่าจะเก็บไว้ทุกเรื่องไม่ว่าจะเป็นกากฟิมล์ไม่สมบูรณ์ทุกม้วน วันหนึ่งอาจจะไปเจออีกส่วนก็เป็นได้
3.คนที่มีฟิมล์เก่าๆ เหลืออยู่ เมื่อไร้ประโยชน์จะขายโละ ขายชั่ง ขายกอง ก็น่าจะเห็นใจผู้ซื้อไปบ้าง เขาไม่มีเงินทุนเยอะแยะจะซื้อได้หมด ลดแลกแจกแถมไป เพื่ออนุรักษ์ เขาจะไปทำขายก็ช่าง เพราะลงทุนก็ต้องหาเงินมาหมุน
4.ปัญหานิดหน่อยก็กลุ่มที่ทำออกมาแบบสุกเอาเผากิน ชื่อไม่ตรงเรื่อง เรื่องไม่ตรงเนื้อหนัง ภาพไม่ชัด หนังไม่สมบูรณ์ คนที่ไม่เข้าใจก็เหมารวมว่าหนังไทยเก่าๆ เป็นแบเดียวกันหมด ไม่น่าเสี่ยงที่จะซื้อ
5.ถ้าหนังชัดดี สมบูรณ์ดี ตรงตามเนื้อหา 10 -20 ปี ยังขายได้ไปเรื่อยๆ อย่าเพิ่งเร่งตลาด
6.ผมผ่านมาดูบ่อยครั้ง ผมรักประเทศไทย รักคนไทย เคารพบรรพบุรุษไทย รักสมบัติของชาติไทย ตลอดกาล "ผมทำให้ลูกผมเข้าใจเสมอว่า..พ่อเขาเป็นคนไทยที่สมบุรณ์"

จาก: คนชะอวด
วันที่: 04/02/51 - 10:18 น.
IP Address: 125.27.162.xx
ความคิดเห็นที่ 15
สวัสดีครับคุณโต้ง คุณคลังรูปพยนต์ คุณคนชะอวด...

ความรู้สึกของคุณโต้ง คุณคลังรูปพยนต์ ที่มีเกี่ยวกับหนังกลางแปลงนั้น
ผมเองก็เคยเป็นเช่นกัน...แสดงว่า เรากำลังตกอยู่ในภาวะเหงาเช่นกัน..

ชีวิตผมผูกพันกับหนังมาแต่จำความได้..เพราะชอบดูหนังโดยเฉพาะ
หนังกลางแปลงเพราะได้มีโอกาสได้รู้ ได้เห็นว่า เขาฉายหนังกันอย่างไร
พอดูเสร็จตอนกลางคืน..รุ่งขึ้น สาย ๆ ก็ตรงดิ่งที่บริการหนังเร่นั้นเพราะ
เด็กหนังจะกรอฟิล์มหนังกลับ..ไปยืนดูเด็กหนังเขากรอฟิล์มหนัง..
รอดู..แอบคิดในใจว่า ขาด ๆ ๆ อยากให้ฟิล์มขาด เขาจะได้ตัดทิ้ง..
แล้วผมก็จะเก็บเอามาฉายเล่น ๆ ในหมู่เพื่อน ๆ ผมเริ่มเดินเก็บฟิล์มหนัง
ตั้งแต่ประมาณ ป.3 จำได้ว่า ป.4 เวลาไปพักแรม ก็เคยเอาฟิล์มเหล่านี้
ไปฉายสไลด์ให้เพื่อน ๆ ได้ดูกัน...สนุกมาก ๆๆ กลางวันฉายผ่านกระจก
อาศัยแสงแดด ส่วนกลางคืนใช้ไฟฉายส่องผ่านแว่นขยายอันละ 5 บาท
จากนั้น ก็ก้าวหน้าไปพัฒนาเครื่องฉายหนัง 8 ม.ม.ของเพื่อน ๆ ให้ฉาย
ขึ้นจอเล็ก ๆ ที่เราตัดทำเอง....จนเรียนชั้น ม.ศ.3 จึงได้เริ่มไปหัดฉาย
หนังกลางแปลงกับบริการของพ่อเพื่อน....ฉายจนเรียนจบ ม.ศ.5 นั่นแหละ..

ผมจึงผูกพันกับหนังมาตลอด..คนอื่นๆ เขาอาจจะชอบเที่ยว ชอบอะไร...
แต่ผมนั้น ชอบดูหนัง...มาถึงวันนี้อาจจะไม่ค่อยได้ดูหนักๆเหมือนก่อน..
แต่ก็ชอบที่จะแสวงหาหนังตัวใหม่ ๆ อยู่เสมอ....และยังมั่นใจว่า
ถ้าเราไม่ลงมือหาเอง ..ก็อย่าหวังให้ใครลงมือหาให้เลยครับ...
ความคิดผมนั้น เห็นว่า คนมีใจรักหนังไทยนั้นมีมากพอ...แต่คนที่จะลุยค้น
หาหนังไทยเก่าๆ ตัวใหม่ ๆ นั้น ตอนนี้หาตัวยากเต็มทีครับ...
ผมถึงพยายามจะชักชวนเพื่อน ๆ ที่มีความพร้อม อยากให้สละเวลาช่วย
กันบ้าง...ข่าวเกี่ยวกับฟิล์มหนังนั้นเข้าหูผมแทบทุกวัน..แต่ก็ติดตรงที่
เงินไม่ค่อยมี เวลาก็ไม่ค่อยพอเท่านั้น....

ระหว่างที่ผมพยายามเขียนรณรงค์ให้หนังไทยเก่า ๆ ได้กลับคืนมา.
ระหว่างที่กำลังหาแนวร่วมสนับสนุน. สถานการณ์หนังไทยเก่า ๆ ก็
ซบเซาลงไปเรื่อย ๆ ลูกค้าเก่า ๆ เริ่มเจอปัญหาความมักง่ายในการ
ทำหนังออกขายบ้าง...ลูกค้าที่หวังจะได้เป็นลูกค้าใหม่ ก็เจอกับความ
มักง่ายของคนทำหนังมาขาย บางทีก็มั่วปก มั่วเรื่อง แถมยังตัดหนัง
ทิ้งอีก (ทั้งๆ ที่มีเทปตัวเต็มอยู่ในมือ) แล้วถ้าบังเอิญว่า หนังที่วาง
ขายนั้นเป็นหนังเต็งๆ ที่สามารถจะว่า จะดึงลูกค้าใหม่ ๆ ให้ช่วยซื้อได้
แต่หนังที่คุณทำไปนั้นมั่ว ตัดบ้าง เขาซื้อไป เจอความชุ่ยของหนัง
ที่ขายนั้น.. อะไรจะเกิดขึ้นกับอนาคตของหนังไทยเก่า ๆ ละครับ...

แม้จะเคยพยายามคิดว่า ทำออกมาขาย ดีกว่าไม่ทำออกมา...
แต่หากมั่วกันมาก ๆ ก็อาจส่งผลร้ายแก่ธุรกิจหนังไทยเก่า ๆ ในอนาคต
ได้เช่นกัน.. รักหนังไทย..ก็อย่าทำลายหนังไทยทางอ้อมเลยนะครับ..

เมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา.. บนร้านเคเอฟซี...หลังจากที่ผมกับเพื่อนๆ
ไม่ได้ไปเจอกัน 2-3 อาทิตย์ได้.. เราก็ไปเจอกันตามปกติ...
มีเพื่อน ๆ ถามว่า ฟิล์มสตาร์เล่มกุมภานี้ ผมเขียนเรื่องอะไร..
ผมก็บอกว่า เขียนบ่น ๆ เกี่ยวกับหนังไทยเก่า ๆ นี่แหละ...
คุยกันไป คุยกันมา ไม่รู้ว่า ผมบ่นอะไรไปมากหรือเปล่า..
คุณนุ ลูกค้าประจำพันธมิตร ก็ควักกระเป๋าบอกว่า เอาบัตรไปกดเงินเลย
สงสัย..คงจะสงสารหนังไทยเหมือนอย่างผม...แถมยังบอกว่า ถ้าได้ฟิล์ม
มา ไม่มีที่เก็บ ก็ไปเก็บที่บ้านเขาก็ได้... ผมนะอยากทำอย่างที่เขาบอก
แต่ก็เกรงใจจริง ๆ ครับ...

ดีใจครับที่มีเพื่อน ๆ ที่รักหนังไทยเก่า ๆ เหมือนผม...อยากให้คนอื่นๆ
ที่มีความพร้อมกว่าผม เกิดรักหนังไทยขึ้นมาบ้างนะครับ เราอาจจะโชคดี
ได้ดูหนังไทยเก่า ๆ ตัวใหม่ ๆ กันบ้าง

ไม่รู้ว่า เบื่อคนบ่นหรือเปล่า....เข้านอนก่อนนะครับ



จาก: มนัส138
วันที่: 05/02/51 - 0:06 น.
IP Address: 210.86.221.xx
ความคิดเห็นที่ 16
ขอเล่าบ้างครับ
คนเราพออายุมากเข้าก็เริ่มคิดถึงความหลัง พอเห็นเพื่อน ๆ คุยเรื่องความหลังกัน ผมเองก็ติดเรื่องความหลังไม่เคยลืม แต่ก็อยู่ในใจเรา บรรยากาศของอดีตยังจำติดตาจนถึงทุกวันนี้ ที่ผมอายุ 50 กว่าปีเข้าไปแล้ว ผมเป็นเด็กนางเลิ้ง เติบโตอยู่แล้วตรอกศรีศรราช ถนนเพชรบุรีสมัยเมื่อ 40 กว่าปีที่แล้ว เพื่อน ๆ บางท่านอาจจะไม่เคยเห็น ผมเลยอยากจะเล่าให้ฟัง สมัยนั้นผมมีจักรยานคู่ชีพ 1 คัน วิ่งไปเรื่อย อาชีพวัยเด็กของผมคือการเป็นนักล่า แต่ไม่ใช่ล่าอะไรหรอกครับ กลางวันเลิกเรียนก็จะไปล่าเล่นจับฉลาก เพื่อเอารางวัลตามแผงร้านขายของ (เป็นเหมือนปัจจุบันที่จับเบอร์ถูกรางวัลก็เอาไป) รางวัลสมัยนั้นส่วนใหญ่จะเป็นปืน ตุ๊กตา แล้วก็หนังสือดารา ตกกลางคืนผมก็จะไล่ล่าหาดูหนังกลางแปลง ตามวัดต่าง ๆ ที่แรกที่ผมจะไปก็คือวัดวัดพระยายัง เพราะใกล้ที่สุดและมีหนังขายยามาบ่อยที่สุด แต่ผมไม่กล้าไปค่ำมาก เพราะกิติศัพท์ผีดุ ที่นั่นน่ากลัว หลังวัดเป็นป่าช้า มีโกดังเก็บศพทำด้วยสังกะสี ตอนกลางวันผมเคยไปดูกับเพื่อน ๆ เพราะผมเรียนอยู่โรงเรียนวัดพระยายัง น่ากลัวมาก เหมือนหนังแม่นาคสมัยก่อนเลย เห็นโรง บางโรงไม่มีฝาปิดจริง ๆ เลยวัดไปหน่อยจะเป็นสะพานไม้เล็ก ๆ มองจากสะพานไม้จะเห็นสะพานดำ (สะพานรถไฟ) ผมก็กลัวอีกเวลากลางคืนมันมืด แล้วดูทะมึน อีกทั้งแถวนั้นแม่ผมบอกว่าเป็นประตูผี โถใครจะอยากไปละครับ
เห็นเพื่อนเล่าเรื่องหนังกลางแปลง ในต่างจังหวัดกัน ผมเด็กกรุงเทพฯก็จะเล่าบรรยากาศหนังกลางแปลง ในกรุงเทพบ้างครับ ที่ไหนมีหนังกลางแปลงตอนบ่าย ๆ จะมีรถขยายเสียงวิ่งมาตามถนนเพชรบุรี ผมเลิกเรียนก็จะขี่จักรยานไปตามถนนเพชรบุรีผ่านทางรถไฟนางเลิ้ง มามหานาค ไปจนถึงวัดนางเลิ้ง จุดรวมพวกผมวัยเด็กก็คือแถวโคลีเซี่ยม สมัยก่อนรถวิ่งกันไม่เร็วเหมือนสมัย ในหนึ่งสัปดาห์เราจะได้ดูหนังกลางแปลง 1 ครั้ง จะมีมาเรื่อย ๆ ผมจำได้ว่าหนังที่ผมชอบมากในวัยเด็กดูจากหนังกลางแปลง ที่วัดพะยายังก็คือเรื่อง เทพบุตรปืนทอง เพราะเรื่องนี้นอกจากมีมิตร ชัยบัญชา ดาราคนโปรดของผมแล้วยังมีผู้ช่วยซึ่งในเรื่องประกอบไปด้วย รถไฟ เรือเมล์ ลิเก ตำรวจ คนรับบทลิเกถือปืนต่อสู้กับเหล่าร้ายจำได้ติดตาคือ คุณทนงศักดิ์ ภักดีเทวา ส่วนหนังที่ไม่ใช่มิตรเล่นแล้วผมชอบมากที่สุดในยุคนั้นก็คือเรื่อง เกียรติศักดิ์ทหารเสือ ที่สมบัติเล่นคู่กับพิศมัย ผมดูหลายครั้งทั้งในโรงภาพยนตร์กับแม่ผมแล้ว ยังได้ดูตามหนังกลางแปลงอีก ผมโชคดีที่บ้านผมเป็นคนชอบดูหนังกัน ผมเลยได้ดูทุกรสชาด พ่อผมชอบดูหนังฝรั่ง กับหนังจีน แม่ผมดูหนังไทย กับหนังอินเดีย ดูกันเกือบทุกวัน ก็ว่าได้ บ้านเราสมัยนั้นเป็นร้านขายของ จึงมีรายได้พอที่จะไปดูหนัง แหม๋มแล้วคิดดู เราอยู่กลางเมืองเลย เวลาไปดูหนังอินเดียแม่จะขึ้นรถรางที่ตรงมหานาค เพราะค่ารถสามล้อถีบแพง แต่นั่งได้ไม่กี่ปีรถรางก็เลิก เลยต้องไปขึ้นรถสามล้ออย่างเดิม การนั่งรถรางแถวมหานาคไม่ใช่เรื่องสนุกเลย เพราะส่วนใหญ่จะเป็นพ่อค้าแม่ค้านั่งกัน ของนี้เต็มรถรางไปหมด สมัยก่อนจะเป็นเข่ง ๆ บรรดาอาแป๊ะ อาซิ้มขนของใส่เข่งขึ้นรถรางกันแทบไม่มีที่นั่ง ต้องยืนเบียดกัน รถก็วิ่งช้า จอดก็บ่อย ด้วยความเป็นเด็ก ผมเคยคิดอย่างนี้เอาจักรยานคู่ใจวิ่งมาจะดีกว่า รถรางวิ่งผ่านนางเลิ้ง เลี้ยวมาทางเพชรบุรี เลี้ยวซ้ายเข้าถนนจักรวรรคิ์ ตรงไปยังคลองถม เลี้ยวขวาเข้าวังบูรพา นี่คือจุดหมายปลายทางที่แม่จะไปดูหนังอินเดียที่โรงภาพยนตร์ ควีนส์ ผมจำได้ว่าเรื่องแรกของหนังอินเดียในความทรงจำผมก็คือเรื่อง ศกุนตลา หนังเศร้ามาก แม่ผมร้องไห้ แต่ผมเฉย ๆ หนังอินเดียผมชอบฟังเพลง สมัยก่อนหนังอินเดียจะไม่เต้นกันเยอะเหมือนหนังอินเดียสมัยต่อมาครับ นางเอกในดวงใจแม่ผมคือ นีรู ปาลอย เมื่อไหร่ที่ดาราคนนี้เล่นแม่เป็นต้องไปดู ส่วนหนังไทยถ้าแม่ติดละครวิทยุเรื่อง ไหนเป็นไม่พลาดในการดูเรื่องนั้น แล้วละครวิทยุมีเปลี่ยนเรื่องทุกชั่วโมง คิดดูผมจะได้ดูหนังกี่เรื่องครับ ชอบไหมชอบคิดดู แม่ลงทุนเก็บเงินซื้อโทรทัศน์ซึ่งสมัยก่อนแพงมาก ๆ เลย เพื่อจะมาดูหนังไทยเก่า ๆ ที่เขากลับมาฉายใหม่ หรือละครที่เอาเรื่องมาจากวิทยุดัง ๆ สมัยนั้น โทรทัศน์สมัยนั้นก็มีแค่ 2 ช่องเองคือ ช่อง 4 บางขุนพรหม กับช่อง 7 สนามเป้า (ช่อง 5 ปัจจุบัน) ราคาเครื่องโทรทัศน์สมัยนั้นประมาณปี 2507 เครื่องละ 7000 บาท แพงมาก ๆ สมัยนั้น แม่ผมขายก๋วยเตี่ยว ข้าวผัด ชามละ 2 - 3 บาท เก็บเท่าไหร่ถึงจะได้ซื้อโทรทัศน์คิดดู แต่แม่ผมเก็บเงินเก่งมาก เครื่องโทรทัศน์สมัยก่อนเป็นเหล็กนะครับหล่นไม่แตกด้วย เต็มที่ของฐานะบ้านผมก็แค่ 14 นิ้วเท่านั้น เป็นอะไรที่ตื่นเต้นมากครับกับทีวีเครื่องแรก เสาอากาศไม่ต้องหมุนไปหมุนมาเหมือนสมัยนี้ ไม่ต้องติดเสานอกด้วย เพราะมีแค่ 2 ช่องเอง นี่ละครับเลยเป็นที่มาที่ผมถึงชอบภาพยนตร์เป็นชีวิตจิตใจ ถึงทุกวันนี้ผมต้องดูหนังวันละอย่างน้อย 3 - 4 เรื่อง หนังไทย หนังจีน หนังฝรั่ง หนังชุด หนังอินเดีย และหนังอื่น ๆ ผ่านตาผมเป็นพันเรื่อง จนผมต้องอยู่กับภาพยนตร์มาจนถึงทุกวันนี้ ของฝากทิ้งท้าย ใครอยากได้หนังสือเก่า ผมเห็นที่ร้านตรงจตุจักรหัวโค้งไฟแดง เป็นร้านหนังสือเก่าข้างรั้วจตุจักร มีหนังสือ ดาราไทย ภาพยนตร์ เก่า ๆ เยอะมาก แต่ราคาค่อนข้างสูงมากเช่นกัน ถ้าเป็นดาราไทย ภาพยนตร์ ในช่วงปี 2500 - 2510 ราคาเล่มละ 300 - 500 บาท เขาบอกว่าถ้าหน้าปกเป็นรูปมิตร เพชรา ราคา 500 บาททุกเล่ม ผมเห็นอยู่เล่มแต่จับไม่ลงถ้าคุณพักรบอ่านแล้วรีบไปซื้อ ผมจำได้ว่าเป็นภาพยุคแรก ๆ ของมิตร ชัยบัญชา ภาพทำบุญ ผมดูอยู่ตั้งนานว่าใช่มิตรไหมเพราะทรงผมกับใบหน้าแทบจะไม่เหมือน แต่พอดูดีๆเป็นภาพมิตรจริง หนังสือนี้น่าจะก่อนหนังเรื่องชาติเสือเข้าฉาย เพราะมีหลายเล่มที่เอามิตรมาถ่ายปกก่อนแสดง เป็นหนังสือดาราไทยครับ วันนี้เอาแค่นี้ก่อน ค่อยยังชั่วได้นึกถึงความหลัง เพื่อนคนใดอ่านแล้วดูน่าเบื่อก็ขออภัยด้วยครับ มันนึกถึงจริง ๆ แล้วก็อยากให้คนใจเดียวกันได้อ่านครับ ถ้าไม่เบื่อตอนน่าผมจะเอาเรื่องราววันที่มิตรเสียชีวิตมาเล่าให้ฟัง ผมเป็นอีกคนที่ไปงานมิตรตั้งแต่วันแรก วันที่ฝนตกหนัก กลับมาบ้านผมต้องทะเลาะกับแม่ เพราะฝนตกแล้วยังขี่จักรยานออกไปข้างนอก พร้อมกับครั้งแรกที่คนแถวนางเลิ้งรู้ข่าวเขาเป็นอย่างไร ผมจำได้ดี ตรงนี้ไม่ค่อยมีใครรู้ ไว้คุยต่อตอนค่ำนะครับ

จาก: ชัยโรจน์
วันที่: 06/02/51 - 6:59 น.
IP Address: 124.120.163.xx
ความคิดเห็นที่ 17
เรื่องเก่า เรื่องบันเทิงสมัยก่อน มันมีเสน่ห์ตรงนี้ครับ ผมเกิดมารุ่นใหม่ ซึ่งห่างไปเยอะ ยังได้ยินคำบอกเล่าจากคนรุ่นเก่า รุ่นก่อน แม้จะมีความรู้สึกร่วมทั้ง ๆ ที่บางสิ่งบางอย่างได้ล้มหายตายจากไปแล้ว แต่ก็น่าสนใจ และจะยังสานต่อ ในช่วงเวลาคาบเกี่ยวจากอดีตสู่ ณ เวลาปัจจุบันด้วยครับ

จาก: คลังรูปพยนต์
วันที่: 06/02/51 - 11:46 น.
IP Address: 203.113.45.xx
ความคิดเห็นที่ 18
ขอบคุณพี่ชัยโรจน์ครับ ได้ฟังบรรยากาศเก่าๆ สนุกดี ถือเป็นประสบการณ์ชีวิตดีครับ
มีอะไร ก็นำมาเล่าให้ฟังอีกนะครับ สำหรบผมไม่มีเบื่อครับ ของเก่าถือว่ามีค่าครับ
เรื่องหนังสือดาราที่จตุจักร คงไม่ไหวล่ะครับ ราคาโหดไป
นอกจากต้องเป็นแฟนพันธ์แท้ของดาราคนนั้นและเป็นภาพที่หายากจริงๆ
ผมก็โตมากับการดูหนังเหมือนกัน
ดูมันหมดทุกชาติ ทุกแนว
ทุกวันนี้ ก็ยังดูอยู่
แต่รู้สึกจะซื้อมาเก็บมากกว่าดู


จาก: อ๊อด
วันที่: 06/02/51 - 12:06 น.
IP Address: 58.136.52.xx
ความคิดเห็นที่ 19
ผมว่าพวกเราโชคดีนะครับที่เกิดในยุคที่เทคโนต่าง ๆ สมัยก่อนมันค่อนข้างช้าจึงทำให้เราได้สัมผัสกับความสุขอย่างแท้จริงและบรรยากาศสมัยก่อนก็ทำให้เราซึมซับความรู้สึกดี ๆ ไม่เหมือนกับยุคนี้ที่เทคโนโลยีมันช่างมากมายเสียเหลือเกินจนบางครั้งคนเราก็ลืมไปว่าความสุขที่แท้จริงมันอยู่ตรงไหนส่วนใหญ่พวกเราในที่นี้ก็น่าจะ 30 ขึ้นกันทั้งนั้นจึงคุยกันรู้เรื่องเพราะได้เห็นอะไรดี ๆ ในยุคสมัยก่อนเหมือนกันมาคุยและทำกิจกรรมร่วมกันผมถือว่าเป็นกำไรชีวิตครับที่มาเจอพวก พี่ ๆ เพื่อน ๆ ที่คอเดียวกัน
ก็หวังว่าจะมีสักวันที่ความฝันของพวกเราเป็นจริงนะครับพี่มนัส


จาก: อ๋อยหนังไทยพิจิตร
วันที่: 06/02/51 - 22:26 น.
IP Address: 203.113.45.xx
ความคิดเห็นที่ 20
(ต่อ)
เมื่อเพื่อนสนใจ ผมก็จะเล่าต่อครับ ในวัยเด็กอย่างที่บอกผมโตมากับภาพยนตร์ เลยทำให้ผมสนใจภาพยนตร์ แหล่งที่ผมจะได้เห็นดารานักแสดงมีอยู่ไม่กี่แห่ง ทุกครั้งของวันหยุดเสาร์ อาทิตย์ ผมจะต้องขี่รถจักรยานคู่ชีพไปเตร่แถววัดแคนางเลิ้ง ซึ่งยุคนั้นก็ประมาณปี 2509 ถามว่าทำไมผมจึงไปแถวนั้น ไม่ใช่ไปวัดแคหรอกครับ แต่ผมไปดูโปสเตอร์หนังของกัญญามาลย์ภาพยนตร์ ที่มีออฟฟิศอยู่ข้างหน้าวัดแค ซึ่งจะมีใบปิดหนังปิดหน้าออฟฟิศบ่อย ๆ ยิ่งหนังใหม่ใกล้จะเสร็จ ก็จะมีใบปิดออกมา ผมชอบไปยืนดู ผมจำได้เรื่องปูจ๋า กับกบเต้น และมดแดง ดอกอ้อ ที่ผมเห็นมาติดก่อนหนังฉาย ไม่แค่นั้นยังมีใบประกอบตัวอย่างโฆษณาหนังมาให้เห็นด้วย ผมก็จะเป็นม้าเร็วมาบอกแม่ว่า ผลงานของกัญญามาลย์เรื่องต่อไปคืออะไร
ผมเริ่มเก่งกล้าขึ้น ขนาดขี่จักรยานไปถึงวังบูรพา เพราะผมชอบไปดูไปโฆษณาตัวอย่างหนัง โปรแกรมต่าง ๆ ของแต่ละโรง แล้วมาที่วังบูรพาผมได้ดูเต็มอิ่ม เพราะข้าง ๆ โรงหนังเฉลิมกรุง จะมีบริษัทหนังกลางแปลงอยู่เต็มไปหมด ดารานักแสดงที่เคยเห็นในหนังยืนอยู่หลังโรงหนังกันเต็มไปหมด ที่เลยเป็นที่ ๆ ผมชอบมา โปสเตอร์หนังละลานตาไปหมด โปสเตอร์ที่ผมสะดุดตาที่สุดก็คือโปสเตอร์หนังเรื่อง เพชรตัดเพชร ที่ใบใหญ่กว่าโปสเตอร์ของเรื่องอื่น ร้านหนังเร่จะติดไว้ข้างฝา ใกล้ ๆ กันจะมีห้างอยู่ห้างหนึ่งที่ดารามักจะไปซื้อของ ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นห้างรังนกใต้ อยู่ตรงดิโอสยามปัจจุบัน เป็นสาขาเดียวกับที่ต่อมาเปิดที่ข้างโรงหนังโคลีเซี่ยม เสาร์ อาทิตย์ ผมจะเตร่อยู่แถวนั้น แล้วกิจกรรมหนึ่งที่ผมทำประจำก็คือการแอบไปดูหนังฟรี ผมมั่วเข้าไปดูหนังโรงไหนที่คนเยอะผมก็จะมั่วเข้าไปชม ทำเป็นเหมือนมากับผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่บางคนสงสารเขาก็จับมือผมเข้าไปด้วย สมัยนั้นเด็ก ๆ ไม่ค่อยเก็บเงินพอเข้าไปก็ต้องไปหลบ ๆ รอให้เขาปิดไฟก่อนก็ค่อยหาที่นั่งถ้าเจ้าของเขามาก็ลุกขึ้น ไม่ก็นั่งข้างบันได คนตรวจตั๋วส่วนใหญ่จะรู้กัน เป็นพฤติกรรมของเด็กยุคนั้น ก็จะไม่ว่าอะไร พฤติกรรมตรงนี้เคยทำให้ผมพลาดมาครั้งเกือบแย่ ตอนที่มีการเสด็จชมภาพยนตร์เรื่อง อีแตน ถ้าจำไม่ผิดนะครับเพราะนานแล้ว ที่ศาลาเฉลิมเขตร์ ผมก็เบียดไปกับผู้ชมอย่างที่ผมทำทุกครั้ง โดยไม่เฉลียวใจเลยว่ามีการเสด็จ เข้าไปปั๊บปรากฎว่าหาที่นั่งไม่ได้ คนเดินตั๋วร้อนเป็นไฟ ให้ออกก็ไม่ได้ เพราะข้างนอกมีการรอรับเสด็จ ก็เลยให้ผมถอยมาหลังสุดยืนหลบตรงผ้าม่าน อย่างให้เลยชานชั้นสอง เพราะการเสด็จทุกครั้งจะรับชมที่ชั้นสองของโรงภาพยนตร์ ผมโดนบ่นไปหลายกระบุง สถิติที่ผมดูหนังมากที่สุดก็คือเรื่อง มนต์รักลูกทุ่ง แม้จะโตแล้วแต่พฤติกรรมดูฟรีก็ไม่เปลี่ยน เพราะผมชอบอายุก็สิบกว่าควบแล้วต้องย่อเข่าเข้าไป ดีที่ผมตัวเล็กและเตี้ย โชคอีกอย่างเรื่องนี้คนเต็มตลอด ผมดูทุกสัปดาห์ ครั้งแรกเสียเงินไปดูกับแม่ หลังจากนั้นผมดูฟรีตลอด ประมาณของการดูไม่ต่ำกว่า40 - 50 รอบ จนจำตัวนักแสดง เรื่องราว ได้ทุกขั้นตอน เพชรตัดเพชร 20 กว่าครั้งในยุคนั้น คงไม่สงสัยใช่ไหมครับว่าทำไมผมถึงดูหนังมาก เพราะไม่เสียเงินครับ นี่ไม่รวมหนังกลางแปลงที่ไม่เคยขาดเลยทุกนัด นับแต่เล็กยันโตครับ ไม่รู้มีเพื่อนรุ่นเดียวกับผมที่อยู่แถวย่านนางเลิ้งไหมครับ ลองเล่าพฤติกรรมวัยเด็กกับบรรยากาศสมัยอดีตของกรุงเทพให้ฟังหน่อยครับ วันนี้ขอแค่นี้ก่อน ยังไงใครชอบก็บอกได้ครับ ถ้าไม่ชอบก็บอกด้วยครับ เกรงใจคุณมนัส แต่ที่ลงตรงนี้เพราะเห็นหลายคนเอาประสบการณ์ตนเองมาเล่าก็เลยอยากเล่าบ้าง เอาไว้ผมจะบอกความรู้สึกของหนังแต่ละเรื่องที่ได้ดูครับ โดยเฉพาะหนังมิตร ว่าทำไมผมจึงหลงไหลกับมิตร ชัยบัญชาอย่างมาก เหมือนเพื่อน ๆ ครับ พรุ่งนี้ว่างจะเล่าให้ฟังครับ ราตรีสวัส

จาก: ชัยโรจน์
วันที่: 07/02/51 - 0:32 น.
IP Address: 124.120.176.xx
ความคิดเห็นที่ 21
ชิมไป บ่นไป
เอ๊ย พิมพ์ไป กดเอ็นเทอร์ไป
ถ้าทำได้ก็จะดีมากเลยเชียวละค่ะคุณลุงชัยโรจน์ขา

จาก: ลูกสาวลุงแต้ม
วันที่: 07/02/51 - 21:40 น.
IP Address: 203.113.38.xx
ความคิดเห็นที่ 22
สุสานหนังไทย
ผมได้อ่านเรื่องคุณมนัสที่อุดร แล้วทำให้ผมรู้สึกได้เลยว่าหนังไทยเก่า ๆ ใกล้จะตายลงทุกที ถ้าคุณโต๊ะถอดใจไปอีกคน ผมว่าก็น่าหนักใจครับ รำพังพวกเรารวมถึงคุณมนัส ไม่มีแรงเพียงพอจะสร้างสิ่งที่ฝันของพวกเราให้เดินหน้าไปได้ ถ้าใครเคยอ่านที่ผมเคยเขียนไว้จะรู้ว่า หนังไทยเก่า ๆ กำลังนับถอยหลังรอวันตาย ยิ่งอายุพวกเรามากขึ้นเท่าไหร่ อายุของหนังไทยเก่าที่จะคืนชีพก็จะน้อยลงเท่านั้น อย่าลืมว่าพวกเราเกาะกลุ่มกันอายุไม่ต่ำกว่า 35 - 60 ปี จะมีรุ่นใหม่ ๆ มาก็ไม่กี่คน พวกเราทำได้ก็แต่เพียงให้ข้อมูล กับภาพนิ่ง แต่ถ้าพวกเราล้มหายตายจากไปแล้วล่ะ ลูก ๆ หลาน ๆ ของพวกเราจะเจริญรอยตามหรือเปล่าก็ไม่รู้ สำหรับผมมีลูกชายวัยเพียง 4 ขวบกว่าเอง ผมทำได้แค่ให้เขาดูหนังไทยเก่าร่วมกับผม แจมด้วยหนังแปลงร่างอย่างมดแดง อุลตร้าแมน ก็ได้ผลพอประมาณ แต่เมื่อโตขึ้นเขาจะรักษาสิ่งของที่ผมสะสมไว้หรือไม่นั่นคือปัญหา จนถึงทุกวันนี้ผมยังไม่รู้เลยว่าสิ่งที่ผมสะสมไว้เกือบครึ่งชีวิต สุดท้ายจะไปอยู่ที่ไหน ถ้าผมให้ทางหอภาพยนตร์ ก็อย่างที่คุณมนัสบอก หอภาพยนตร์เป็นสถานที่เก็บ ไม่ใช่สถานที่เปิดสมองให้กับคนรุ่นหลัง จะมีผู้ที่ทุ่มทั้งกายและใจอย่างเต็มกำลังก็มีแต่เพียง พี่โดม สุขวงศ์เท่านั้น แต่ผมเชื่อว่าพี่โดมก็คิดเหมือนผม และอาจจะปล่อยวางไปอีกคนแล้วด้วย เพราะโดนสถานะการณ์หลายอย่างบังคับ เช่นเดียวกับที่คุณโต๊ะโดน ก็ได้แต่คิดว่าเอาละว๊ะ ขอแค่ มี หนังมิตรเกือบ 300 เรื่อง มีสัก 50 เรื่อง ที่เหลือขอเป็นเพียงภาพนิ่งก็พอใจแล้ว หนังสมบัติ เกือบ 700 เรื่อง ขอแค่มี 200 เรื่องก็พอใจแล้ว ผมคิดอย่างนี้สบายใจดีครับ บอกจริง ๆ อยากไปร่วมแจมรวมคุยวันเสาร์ อาทิตย์ ด้วย แต่ติดต้องเลี้ยงลูกเสาร์ อาทิตย์ เลยไปไหนไม่ได้ คงได้แค่เขียนพูดคุยกันตรงนี้
แต่ถึงผมจะปลงขนาดไหน ผมก็ยังคงเก็บสะสมสิ่งเก่า ๆ ของหนังไทยเอาไว้ แม้ว่าราคาค่างวดมันจะสูงขนาดเป็นพันก็ต้องยอมซื้อครับ แต่ก็แทบแย่กับราคาหนังสือที่แพงขึ้นทุกวัน เดี๋ยวนี้ผมเริ่มเก็บหนังนับถอยหลังแล้วครับ คือเก็บจากปีนี้ย้อนกลับไปปี 2550 ไล่ลงไปเพื่อให้ได้ครบเท่าที่หนังไทยจะมี ผมก็บ่นเป็นคนแก่อีกแล้ว แต่ก่อนแล้วกันครับ สวัสดี

จาก: ชัยโรจน์
วันที่: 08/02/51 - 7:13 น.
IP Address: 124.120.163.xx
ความคิดเห็นที่ 23
สวัสดีค่ะ พี่ๆทุกท่าน
สวัสดีพี่สาโรจน์หายไปนานเลยนะค่ะ

แวะมาบ่อยๆหน่อยนะค่ะ พี่สาโรจน์

จาก: ลัดเกล้า
วันที่: 08/02/51 - 12:09 น.
IP Address: 117.47.78.xx
ความคิดเห็นที่ 24
ร้านอาหารตอนดึกของดารายุคเก่า
ตรงนี้ผมจะนำเรื่องประสบการณ์ของผมกับดาราเก่า ๆ มาเล่าให้ฟัง ผมเก็บไว้เป็นความทรงจำส่วนตัวนานมากแล้ว ไม่เลยพูดให้ใครฟังเลย แต่เมื่อเพื่อนหลายคนได้เล่าความรู้สึกตนเองผมก็เลยอยากเล่าบ้าง
ตอนผมเป็นเด็ก ผมมักจะติดสอยห้อยตามพ่อไปไหนต่อไหนด้วย ในฐานะบอดี้กับ เพราะพ่อผมเป็นนักดื่มเหล้าตัวยง แล้ววงเหล้าของพ่อก็ไม่นิยมทานกับแกล้ม อาหารตรงหน้าก็เลยตกเป็นของผม สถานที่ดื่มเหล้าของพ่อกับเพื่อน ๆ ก็คือร้านข้าวต้มแถวโคลีเซี่ยม เป็นร้านข้าวต้มโต้งรุ่ง ที่ดังมาก เพื่อนในวงเหล้าของพ่อล้วนอดีตเคยเป็นทหารรุ่นเดียวกัน แทบทุกคน เท่าที่จำได้ก็มี ลุงสุรสิทธิ์ สัตยวงศ์ ลุงสมยศ ทัศนพันธ์ ลุงแป๊ะอ้วน ทั้งหมดนี้เป็นเพื่อนรุ่นเดียวกัน อายุเท่ากันกับพ่อผม ปัจจุบันท่านเสียชีวิตไปนานแล้ว บังเอิญว่ามันเกี่ยวข้องกับวงการ ตรงที่พ่อไปดื่มเหล้ากับเพื่อนนี้เป็นร้านข้าวต้มที่ดารานิยมมาทานกันในตอนดึก เพราะไม่ค่อยมีใครมาวุ่นวายมาก ดึก ๆ บรรดาสาว ๆจากสุรัชภัตตาคาร เลิกงานก็จะมาทานกันที่นี่ แหล่งรวมดาราอีกที่ก็คือร้านข้าวต้มแถวราชดำเนิน ที่นั่นคนจะรู้จักกันเยอะกว่าที่นี่ ผมได้เจอลุงสุรสิทธิ์ กับลุงแป๊ะอ้วนบ่อยมาก แทบทุกครั้ง พ่อผมบอกกับลุงสุรสิทธิ์ว่า ผมบ้าดาราเป็นชีวิตจิตใจ ดาราคนโปรดคือมิตร ชัยบัญชา ที่บ้านมีรูปมิตรจากหนังสือดาราติดเต็มฝาห้อง ลุงสุรสิทธิ์บอกว่า เชษฐ์(มิตร) จะมาบ่อยที่นี่แต่ดึกมาก เที่ยงคืน ตีหนึ่งตีสอง มากินข้าว ประมาณ ทุ่ม สองทุ่ม ผมก็ได้เห็นดาราตลกอย่าง ทองฮะ วงศ์รักไทย ก๊กเฮง ทองแถม เข้าร้าน ทั้งหมดทักทายกันก่อนจะแยกไปนั่งทานอาหารกัน สมัยก่อนคนดูไม่ค่อยมารุมดาราอย่างปัจจุบัน เวลาทานอาหารจะไม่มีใครมารบกวน เขาถือว่าเป็นเวลาส่วนตัว ได้แค่ยืนมองดูจากข้างนอกสักพักต่างก็แยกย้ายกันเดินกลับ
ลุงสุรสิทธิ์ ถามผมว่าชอบมิตรมากหรือ ผมก็บอกว่าครับ ลุงสุรสิทธิ์บอกให้ผมลองทำท่ามิตรให้ดูหน่อยแล้วจะให้รางวัล ผมก็ทำท่ายิงปืนของมิตรให้ทุกคนดู เรียกเสียงหัวเราะให้กับทุกคน แล้วลุงสุรสิทธิ์ก็ควักแบ็งค์ 10 บาทให้ผมไปทานขนม (สมัยนั้นถือว่าเยอะมาก) พอดึกหน่อยพ่อก็ให้ผมกลับบ้าน ลืมบอกไปว่าผมกับพ่อขี่จักรยานมากันคนละคัน บ้านผมอยู่ใกล้ตรงนั้นอยู่แล้ว หลังอิ่มเอมเปรมปรีกับอาหารเรียบร้อยก็กลับบ้าน
หลายวันต่อมาตอนเช้าพ่อบอกว่า พ่อได้เจอมิตร ชัยบัญชา ผมตื่นเต้นมากถามพ่อใหญ่ว่าเป็นอย่างไรบ้าง พ่อบอกมิตรมากินข้าว พอเจอหน้าลุงสุรสิทธิ์ก็ยกมือไหว้ ลุงสุรสิทธิ์ยังแนะนำมิตรว่า พ่อผมก็เป็นเสืออากาศเหมือนมิตร พ่อบอกมิตรเป็นนักเรียนจ่าอากาศรุ่นน้อง มิตรเรียกพ่อผมว่าพี่แล้วมิตรก็นั่งคุยกับพ่อและลุงสุรสิทธิ์ เพราะโต๊ะนี้มีแต่ทหารเก่าทั้งนั้น พ่อผมเดิมเป็นทหารเรือ ลุงสุรสิทธิ์ก็ทหารเรือ ต่อมาพ่อผมย้ายมาอยู่ในกองทัพอากาศ มาเป็นครูสอนโรงเรียนจ่าอากาศ พ่อบอกว่างลุงสุรสิทธิ์จะเรียกมิตรว่าเชษฐ์ มิตรชอบคุยเรื่องทหารมาก แถมยังบอกเสียดายว่าไม่ค่อยมีเวลา ลุงสุรสิทธิ์บอกพวกเรานัดเจอกันเดือนละครั้งที่นี่ แต่วันเอาแน่ไม่ได้ อยากเจอลุงสุรสิทธิ์ก็จะให้ลูกน้องไปตามเพื่อน ตามบ้าน ซึ่งส่วนใหญ่ก็อยู่แถวนั้น โต๊ะวงเหล้าไม่ได้มีแต่พ่อผมและดาราเท่านั้น ยังมีเพื่อนคนอื่นที่ยังทำงานทหาร มิตรเลยชอบพ่อบอกมิตรอยู่คุยด้วยจนดึก ก่อนขอตัวกลับ พร้อมหิ้วของกินกลับบ้าน ลุงสุรสิทธิ์บอกกับพ่อว่า มิตรซื้ออาหารไปฝากเมียกับลูก พ่อผมเลยถามว่าเอ้ามิตรมีเมียแล้วหรือ มีแล้วเลิกกันแล้ว แต่ก็แวะเวียนไปหาลูกบ่อย ๆ ลุงสุรสิทธิ์บอกเชษฐ์นิสัยดี เสียแต่เจ้าอารมณ์ไปหน่อย ก่อนกลับมิตรได้จ่ายค่าเหล้าโต๊ะนั้นเรียบร้อย แล้วเป็นครั้งเดียวที่พ่อผมได้เจอกับมิตร ชัยบัญชา นับแต่นั้นก็ไม่มีโอกาสได้เจอกันอีกเลย เพราะเวลาไม่ตรงกัน คราวหน้าผมจะเขียนบรรยากาศงานศพมิตรซึ่งถ้าใครไม่เคยไป แต่เคยไปงานมิตรที่วัดแคนางเลิ้ง ทุกปี จะนึกภาพออก เพราะผมไปงานศพมิตรเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2513 ทุกวัน ตั้งแต่คนเยอะจนคนเริ่มน้อย เพราะผมไปดูหนังกลางแปลงด้วย มาเล่าให้ฟัง เป็นเรื่องสุดท้ายครับ

จาก: ชัยโรจน์
วันที่: 09/02/51 - 6:49 น.
IP Address: 124.120.159.xx
ความคิดเห็นที่ 25



งานวัดจำลอง ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น

จาก: อุ้ย ธวัชชัย
วันที่: 09/02/51 - 12:29 น.
IP Address: 125.26.140.xx
ความคิดเห็นที่ 26



เป็นงานของพี่โอ วีรวัฒน์ครับ แต่ว่าพี่เขาไม่ว่างก็เลยเป็นให้ผมแล้วพี่ๆน้องๆอีก 5 คนเป็นมวยแทน ฉายเรื่อง บุญชู 2 น้องใหม่ สภาพฟิล์มเยี่ยมครับ ไม่มีเส้นฝน เป็นฟิล์มธรรมดา

จาก: อุ้ย ธวัชชัย
วันที่: 09/02/51 - 12:33 น.
IP Address: 125.26.140.xx
ความคิดเห็นที่ 27



เป็นงานวัดจำลอง ของคณะศึกษาฯ มข. วันที่ 01 กพ.2551 ช่วงดึก มีฝนโปรยลงมา ก็เลยต้องเก็บของครับ โชคดีที่ยังเก็บข้าวของทัน เลยนำภาพมาฝากคุณมนัส แล้วก็ทุกๆคนที่รักหนังไทยครับ..

จาก: อุ้ย ธวัชชัย
วันที่: 09/02/51 - 12:38 น.
IP Address: 125.26.140.xx
ความคิดเห็นที่ 28



เรื่อยๆครับ

จาก: อุ้ย ธวัชชัย
วันที่: 09/02/51 - 13:26 น.
IP Address: 125.26.140.xx
ความคิดเห็นที่ 29



งานบุญแจกข้าวที่บ้านสำโรง ต.พระธาตุขามแก่น จ.ขอนแก่นครับ

จาก: อุ้ย ธวัชชัย
วันที่: 09/02/51 - 13:33 น.
IP Address: 125.26.140.xx
ความคิดเห็นที่ 30



โครงจอ 16 เมตร เสร็จแล้วครับ

จาก: อุ้ย ธวัชชัย
วันที่: 09/02/51 - 13:34 น.
IP Address: 125.26.140.xx
ความคิดเห็นที่ 31



แจ่มครับ

จาก: อุ้ย ธวัชชัย
วันที่: 09/02/51 - 13:35 น.
IP Address: 125.26.140.xx
ความคิดเห็นที่ 32



อีกมุมครับ

จาก: อุ้ย ธวัชชัย
วันที่: 09/02/51 - 13:35 น.
IP Address: 125.26.140.xx
ความคิดเห็นที่ 33



มันเป็นของคู่กัน รถเข็นขายของกับเด็กๆ แล้วก็สุนัขวิ่งไล่กัดกันกลางจอหนัง..

จาก: อุ้ย ธวัชชัย
วันที่: 09/02/51 - 13:37 น.
IP Address: 125.26.140.xx
ความคิดเห็นที่ 34



นี่ไงครับ ทีมงานวีรวัฒน์

จาก: อุ้ย ธวัชชัย
วันที่: 09/02/51 - 13:38 น.
IP Address: 125.26.140.xx
ความคิดเห็นที่ 35



พระเอกในงานนี้

จาก: อุ้ย ธวัชชัย
วันที่: 09/02/51 - 13:41 น.
IP Address: 125.26.140.xx
ความคิดเห็นที่ 36
ติดตามชมแบบเต็มๆได้ที่ thaicine.com นะครับบ..

จาก: อุ้ย ธวัชชัย
วันที่: 09/02/51 - 13:42 น.
IP Address: 125.26.140.xx
ความคิดเห็นที่ 37
สวัสดีค่ะ ทุกคน

ว่าจะบอกพี่ชัยโรจน์แวะมาเขียนเรื่องเล่าบ่อยๆไงกลายเป็นพี่บอกพี่สาโรจน์แทนหว่า อิอิ

พี่ชัยโรจน์ สมัยนั้นเจอดาราท่านไหนบ้างค่ะ ติดตามอ่านบรรยากาศกับความรู้สึกเก่าๆนะค่ะ

จาก: ลัดเกล้า
วันที่: 09/02/51 - 14:32 น.
IP Address: 117.47.96.xx
ความคิดเห็นที่ 38
ได้ครับคุณลัดเกล้าเจอหลายคนอยู่ครับ ในแบบฉบับคนบ้าดาราในอดีต ผมอาจจะโชคดีกว่าเพื่อน ๆ หลายคนตรงที่ว่าบ้านผมอยู่แถวโคลีเซี่ยม เลยสัมผัสกับดารายุคนั้นบ่อย ๆ รวมทั้งดาราโทรทัศน์ ที่ผมอุส่าห์ดั้งด้นไปถึงถนนสุโขทัย เพื่อไปนั่งเฝ้าดูดารา แต่ผลัดเป็นตอนหน้า ตอนนี้อยากเล่าบรรยากาศงานศพมิตร ในฉบับของคนหนึ่งที่ไปร่วมงานด้วยครับ
ผมจำได้ว่า ในเช้าวันที่ 9 ตุลาคม 2513 ผมแต่งตัวเตรียมไปโรงเรียน ๆ ผมอยู่ไกล เพราะสอบเข้ามัธยมแถวนั้นไม่ได้ เลยต้องไปเรียนไกล แต่เช้าวันที่ 9 ดูอึมครึม เพราะคนแถวบ้านผมเขารุมกันเป็นกลุ่ม ๆ รวมไปถึงแม่ผมด้วย ผมก็เลยสงสัยไปฟังเขาใจแทบสลายเมื่อเขาพลิกหนังสือพิมพ์ไทยรัฐหน้า 1 มาดู ขึ้นหัว "มิตร ตายแล้ว" บรรยากาศเช้าวันนั้นผมแทบไม่อยากไปโรงเรียนเลย ใจอยากให้เย็นไว ๆ ผมจะได้ไปวัดแคนางเลิ้ง หลังทราบว่าเขาเอาศพมาไว้ที่วัดแค
พอผมกลับมาจากโรงเรียนก็บึ่งจักรยานคู่ขีพวันนั้นผมจำได้ว่าเป็นวันศุกร์ ธรรมดาผมถึงบ้านต้องกลับไปทำการบ้าน แต่ถ้าเป็นวันศุกร์แม่จะให้ไปเล่นได้ แล้วค่อยทำวันเสาร์ อาทิตย์ แปลว่ามิตรเสียชีวิตวันพฤหัสบดีที่ 8 ตุลาคม
ผมขี่รถไปวัดแคนางเลิ้ง แต่ไม่สามารถเข้าวัดได้ เพราะคนเต็มวัดไปหมด ผมตัดสินใจขี่รถกลับมาบ้านแล้วขออณุญาติแม่ ไปเล่นสนามทราย (ผมหลอกแม่) จากนั้นผมก็เดินเท้าไปทางซอยด้านหลังเข้าตลาดมหานาค ข้ามถนนมาทางโบ๊เบ๊ ไปยังวัดแคนางเลิ้ง คนแน่นมาก ผมต้องเบียดเสียดคน เขาจัดเป็นชุด ๆ เข้าไป ที่ไว้ศพมิตรถ้าตรงเข้าไปจากหน้า ศพจะตั้งอยู่ด้านซ้ายมือ (ปัจจุบันเป็นศาลาที่พวกเราไปทำบุญกัน) ทางด้านโบสถ์สมัยนั้นจะเป็นที่โล่ง มีหนังกลางแปลงอยู่ 2 - 3 จอ ผมเล็งไว้แล้วว่าค่ำนี้ผมไม่พลาดแน่ ผมเบียดเสียดเข้าไปจนได้เห็นศพมิตร ชัยบัญชา แต่บรรยากาศอึมครึมมาก กลิ่นน้ำยาฉีดศพแรงมาก ๆ เลย (สมัยก่อนผมไม่ทราบว่ากลิ่นนี้คืออะไร เข้าใจว่าเป็นกลิ่นศพ นับแต่นั้นผมจะไม่ชอบกลิ่นนี้เลย และกลัวด้วย) มิตรนอนยาวผมมองไปที่หน้า บอกกับตัวเองว่าไม่ใช่มิตรนี่หว่า นี่มันสุเทพ วงศ์กำแหง แต่ใคร ๆ ก็บอกว่าเป็นมิตร เพราะผมไม่เข้าใจเรื่องหน้าบวมเป็นอย่างไร ผมก็ยังเข้าข้างตัวเองว่ามิตรยังไม่ตาย ผมไม่มีโอกาสได้ดูดาราคนอื่นเลย เขาจะให้เดินอย่างเดียวไม่ให้หยุด เพราะคนรออยู่เยาะ อีกทั้งอากาศก็ร้อนอบอ้าวมาก คนที่เข้ามารวมทั้งผมมีแต่เหงื่อทั้งนั้น เขาให้ขึ้นด้านซ้าย ลงด้านขวา (หมายถึงขึ้นจากประตูทางด้านหน้าวัดไปลงประตูทางด้านหลังวัด)
หนังกางแปลงในค่ำคืนผมจำได้ว่า มีการฉายหนังมิตรอยู่หลายวันผมดูทุกวัน โชคดีที่ฝนเริ่มน้อยเม็ดลง แต่ก็มีบ้างบางครั้ง โชคดีของผมที่เป็นวันหยุด ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ก็เลยได้ดู เขาฉายวันละ 2 เรื่อง ต่อจอ เป็นหนังมิตรล้วน ๆ ผมจำได้ว่าหนังที่เขาเอามาฉายมีเรื่อง ดาวรุ่ง ดอกอ้อ สอยดาวสาวเดือน แสนรัก 16 ปีแห่งความหลัง ปีศาจเสน่หา นี่หนังที่ผมจำได้ที่ฉายกลางแปลงตอน เขาฉายกันหลายวัน
กระแสการเสียชีวิตของมิตร ทำให้โรงหนังชั้นสอง หลายโรงจับเอาหนังมิตรดัง ๆ มาฉาย อย่างโรงหนังราชเทวีฉาย หนังเรื่อง คนเหนือคนควบกับเพชรตัดเพชร โรงหนังบุศยพรรณฉาย จุฬาตรีคูณควบกับเรื่อง พยัคฆ์ร้ายใต้สมุทร คนนี้แน่โรงเลย ผมก็ไปดู เรียกว่ามีแต่หนังมิตรทั้งนั้น อีกเรื่องที่มีการโวยกันก็คือ เพลง เมื่อบรรดาหนังกลางแปลงเปิดเพลง ยมพบาลเจ้าขา ที่ร้องโดยบุปผา สายชล คนที่มาเคารพศพมิตรทั้งน้ำตา ต่างโวยวาย ให้ปิดเพลงนี้ เขาบอกเพราะเพลงนี้เป็นเพลงที่แช่งให้มิตรตาย แต่เพลงนี้ปีนั้นดังมาก ๆ เลย จำเป็นต้องปิด เพลงในชุดมนต์รักลูกทุ่งถูกเปิดกระหึ่มวัดเลย เรียกว่าเปิดกันแทบทุกวันก็ว่าได้ครับ เรื่องเกี่ยวกับหนังไทยในความทรงจำผมบางส่วนเผื่อเพื่อน ๆ อยากรู้เลยหยิบมาเล่าให้ฟังครับ

จาก: ชัยโรจน์
วันที่: 10/02/51 - 8:25 น.
IP Address: 124.120.162.xx
ความคิดเห็นที่ 39
สวัสดีครับทุกท่าน...

ดึก ๆ ของวันที่ 5 ผมเล่าความหลังเกี่ยวกับหนังไทยเก่า ๆ ครั้นพอรุ่ง
วันที่ 6 ผมก็ได้คุณชัยโรจน์ มาช่วยเล่าความหลังบ้าง...ดีครับ..
ชุมทางหนังไทยในอดีต ก็เปรียบเสมือน ศาลาที่พัก..ที่ใคร ๆ ผ่านมาก็
แวะพัก แวะพูดคุยกันในฐานะเป็นคนคอเดียวกัน..เพราะหากไม่มีคนแวะ
มาเยี่ยมเยียน คำว่า ชุมทาง ก็คงไม่จะสมบูรณ์แบบ...

ผมน่ะเข้ามาอ่านตั้งแต่วันที่ 6 แล้ว แต่ยังไม่มีโอกาสเข้ามาเขียน..
ยิ่งได้เห็นจอหนังกลางแปลงจากคุณโอวีรวัฒน์ขอนแก่น มาฉายโชว์
ด้วย ยิ่งดีใหญ่เลยครับ...

เสน่ห์ของหนังไทยเก่า ๆ บวกกับได้อ่านได้ฟังเรื่องราวต่าง ๆ ที่เพื่อนๆ
ช่วยกันเล่าให้ฟัง ทำให้รู้สึกว่า ผมคิดไม่ผิดที่หันมาเดินทางหนังไทยเก่าๆ
เสียดายแต่ที่ผมคิดว่า มีคนอื่นๆเขาทำแล้ว จึงชะล่าใจ...ทำให้สูญเสีย
หนังไทยเก่า ๆ ไปหลายเรื่องเหมือนกัน

คุณชัยโรจน์ โชคดีที่อยู่ใกล้แหล่งข้อมูลดิบในกรุงเทพฯ จึงมีเรื่องเล่า
ให้เราฟังได้ตลอด ...ผมเองชอบฟังอยู่แล้ว..เวลาผมเดินทางไปตามหา
ฟิล์มหนังกับคุณโต๊ะที่ต่างจังหวัด ก็มักจะถูกคุณโต๊ะเร่งให้คุยเร็ว ๆ อยู่
เสมอ..จริง ๆ ผมไม่ค่อยได้คุยเท่าไร.. ผมชอบให้คนต่างจังหวัดเล่าเรื่อง
หนังไทยเก่า ๆ ของจังหวัดนั้น ๆ ให้ฟังมากกว่า...

อย่างตอนที่ไปอำเภอกบินทร์บุรี เป้าหมายคือ ฟิล์มเรื่อง คนเหนือคน
แต่ไม่พบ แต่ผมก็ได้ฟังเจ๊เจ้าของหนังกลางแปลงเล่าเรื่อง เสาร์ 5
ผมทั้งฟัง ทั้งพูดกับเจ๊ะแก แกบอกว่า หนังเสาร์ 5 ดังมาก ๆ ถึงขนาด
ฉายล้อมผ้า ยังต้องฉาย 2 รอบเลย จำปี๊บขนมปังหรือปี๊บทองม้วนได้
ไหมครับ.. เจ๊แกบอกว่า เอาเงินใส่ปี๊บจนล้นเลยครับ...

เรื่องเล่าจากปากคนเร่หนังนั้น มีมากจริง ๆ ผมชอบฟัง ฟังแล้วก็ดูสีหน้า
ของเขา รู้สึกเขาปลื้มใจ เขามีความสุขที่ได้เล่าให้เราฟัง..บางครั้งได้ฟัง
หนังเรื่องที่อยู่นอกสายตาเรา..ก็ทำให้เราคิดอยากจะหาหนังเรื่องนั้น ๆ
ไปฝากเขาด้วย เขาจะได้ดีใจ..

เสียดาย ตอนไปงานมิตรที่อุดรฯ ผมพยายามให้ทีมงานคุณแอ๊ดเล่าให้ฟัง
บ้าง แต่ก็ได้ฟังแค่นิดเดียวเพราะต่างคนต่างงานยุ่ง...
ความรู้สึกผมเห็นว่า การได้ฟังบรรยากาศเก่าๆ ของการฉายหนังกลาง
แปลง เป็นอะไรที่สนุกมาก ๆ นะครับ...

เมื่อคืนนี้ กลับจากคลองถมพร้อมด้วยแผ่นดีวีดีงานมิตรที่อุดร ทีคุณแอ๊ด
ฝากมาให้พวกเราคนละชุด ผมก็เอามาเปิดดู..คุณแอ๊ดแกทำเป็นดีวีดี
2 แผ่นจบ.. ผมเปิดดู ดูแล้วก็ชอบครับ..มีเสียงคุณแอ๊ดกับดีเจแสบ
ผู้ซึ่งแต่งชุดอินทรีทองในงานมิตร ทำหน้าที่เป็นผู้บรรยายประกอบ
ดูแล้วชอบมากครับ (แถมแอบอิจฉาคุณแอ๊ดนิดหนึ่ง..อิจฉาที่แกช่าง
พร้อมเสียทุกอย่างจริง ๆ ทั้งเครื่องไม้ เครื่องมือและกำลังคน..คนอย่าง
นี่แหละครับ..ถ้าได้มาร่วมทีมค้นหาหนังไทยเก่า ๆ รับรองยอดเยี่ยมแน่ๆ)

จำได้ว่า ผมเคยขอให้เพื่อน ๆ เล่าความหลังเกี่ยวกับหนังไทยเก่า ๆ
ตามที่เคยได้รู้ ได้สัมผัสมาตั้งแต่เปิดกระทู้แรก ๆ...มาถึงวันนี้ ผมก็ยังคิด
ว่า เป็นแนวทางที่ถูก แม้จะมีบางคนไม่เห็นด้วยก็ตาม...ผมคิดว่า เรื่อง
เล่าจากปากที่เพื่อน ๆ เคยสัมผัสมา..แล้วมาเล่าให้ฟัง มันไม่สามารถจะ
หาอ่านได้จากตำราเล่มไหน ๆ แม้ว่าคุณชัยโรจน์หรือผมจะมีหนังสือ
เขียนประจำก็ตาม แต่เราก็ไม่สามารถใส่หรือเขียนข้อความแบบนี้ได้
ฉะนั้น ทางออกจึงอยู่ที่การเขียนไว้ในเว็บนี้ เชื่อว่า อีกไม่นาน เรื่องราว
ต่าง ๆ ที่พวกเราช่วยกันเขียนไว้ก็อาจจะกลายเป็น ภูมิปัญญาชาวบ้าน
อย่างหนึ่งก็ได้นะครับ...

เคยมีนักศึกษาที่เขาเข้ามาเก็บเกี่ยวความรู้เกี่ยวกับหนังไทยเก่าๆที่เว็บ
บอกผมว่า ชอบที่พวกเราเล่าเรื่องเก่า ๆ เพราะพวกเขาสามารถนำไปสกัด
และผสมกับข้อมูลอื่น ๆ เพื่อใช้ประโยชน์ได้..

ก็เลยอยากเพื่อน ๆ ที่ยังไม่เคยเล่าเรื่องเกี่ยวกับหนังไทยเก่า ๆ ที่เคย
สัมผัสมา ถ้ามีเวลาว่างพอ ก็ขอเชิญเลยนะครับ...
น้องลัดเกล้า อยู่อุดรหรืออุบล จำไม่ได้แล้ว ก็เล่าบ้างนะ...
คุณอ๋อย อยู่พิจิตร ว่างจากจับ... ก็เล่าให้ฟังบ้างนะ..พิจิตรมีหนังกลาง
แปลงเยอะเหมื่อนกัน..
คุณโอวีรวัฒน์และเพื่อน ๆ หนังที่ขอนแก่นก็ใช่เล่นที่ไหน เล่าให้ฟังบ้างนะ

คืนนี้ ขอจบเท่านี้ก่อนนะครับ


จาก: มนัส138
วันที่: 11/02/51 - 20:14 น.
IP Address: 202.133.154.xx
ความคิดเห็นที่ 40
เผชิญหน้าดาราต่างเวลา ต่างวาระ ต่างอารมณ์
ที่ผมโปรยหัวเรื่องแบบนี้ เพราะน้องลัดเกล้าอยากให้เล่าเรื่องเก่า ๆ สมัยเจอดารา ผมกับคุณมนัสเขียนหนังสือหลายเล่ม แต่สิ่งหนึ่งที่เราอยากทำแต่ทำไม่ได้ก็คือการนำเสนอความรู้สึก การถ่ายทอดบรรยากาศกับประสบการณ์ที่เราได้เจอ เราไม่สามารถนำไปเขียนได้ เพราะนั่นเป็นเรื่องของความเป็นส่วนตัวมากไป จะเขียนได้ก็ตรงนี้เท่านั้น
ส่วนที่โปรยหัวเรื่องแบบนี้เพราะ สมัยก่อนผมตื่นเต้นมากเมื่อเจอกับดารานักแสดง ไม่ว่าดาราคนนั้นจะเป็นพระเอกหรือดาวร้าย ตัวประกอบ แต่มาเดี๋ยวนี้ เพราะเราเจอกับนักแสดงเป็นประจำทำให้เกิดความเคยชิน ไม่ค่อยตื่นเต้นเหมือนแต่ก่อน
ขณะที่สมัยนั้นผมเจอดารา อย่างสิงห์ มิลินทราศรัย บุรุษที่หน้ากลัวยามทำท่าขึงขัง แต่แทบไม่น่าเชื่อพอหลุดจากจอภาพยนตร์ สิงห์ มิลินทราศรัย จะเป็นคนยิ้มง่าย ผมเจอสิงห์ มิลินทราศรัยแถวต้นมะขามหลังโรงหนังเฉลิมกรุง เมื่อ 40 กว่าปีที่ผ่านมา แกเห็นผมเดินผ่านไปมา แกก็รู้ว่าผมมาดูดารา ผมเจอ หมี หมัดแมน เป้า ปรปักษ์ เทียว ธารา อดินันท์ สิงห์หิรัญ ฯลฯ เรียกว่าบรรดาดาวร้ายทั้งหลาย จะรวมตัวอยู่ตรงนั้น ช่วงเช้า พอบ่าย ๆ ก็หายไปหมด ในกลุ่มดาวร้ายผมเห็นอยุ่ 2 คนที่รูปร่างใหญ่มากคือ เทียว ธารากับอดินันท์ สิงห์หิรัญ ดาราใหญ่ ๆ ไม่ค่อยมาบ่อย จะเห็นประจำก็ แพน บรเพ็ด หมี หมัดแมน เป้าปรปักษ์ ก๊กเฮง ทองแถม ทองฮะ เรียกว่าตรงนี้เป็นดงดาวร้ายเลยก็ว่าได้ ตั้งแต่สายยันบ่ายผมเห็นแต่ละคนจะไปนั่งร้านกาแฟฝั่งตรงข้ามโรงหนังเฉลิมกรุงก็มี ไม่ก็ร้านกาแฟข้าง ๆ โรงหนังเฉลิมกรุงก็มี
ผมจะเล่าบรรยากาศวังบูรพาให้ฟังครับ สมัยก่อนผมต้องนั่งรถเมล์ขาว(รถนายเลิศ)สาย 2 จากอุรุพงษ์บ้านผม มาอนุเสาวรีย์ประชาธิปไตย ค่าโดยสารสมัยนั้น 10 สตางค์ เหรียญที่ผมใช้ มีตั้งแต่ 5 สตางค์ 10 สตางค์ 25 สตางค์ ใครมีเหรียญบาทก็หรูแล้ว แบงค์ก็มีตั้งแต่ แบ็งค์ 5 บาท 10 บาท 20 บาท 100 บาท ถ้าใครพบแบ็งค์ 100 แม่ค้าไม่อยากขายของให้เลย เพราะไม่มีทอน ค่าของเงินสมัย 100 ก็เท่ากับแบ็งค์พันสมัยนี้ 20 ก็เท่ากับ50 สมัยนี้
ผมลงรถเมล์ขาวที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เดินมาขึ้นรถที่ป้ายรถเมล์เลยร้านอาหารศรแดง (สมัยนั้น) ต่อรถสาย 10 สีน้ำเงิน รถเมล์สมัยก่อนเราจะจำสีกันเป็นหลัก ผมไปเรียนหนังสือทีต้องนั่งสีขาว มาต่อสีเหลือง แล้วจบที่รถสีเขียว (สีขาวสาย 2 สีเหลืองสาย 8 สีเขียวสาย 12) มาเรียนที่ห้วยขวาง
มาถึงศาลาเฉลิมกรุง วันหยุดผมจะดูหนัง ฐานะอย่างผมก็ดูได้แค่แถวหน้า สมัยก่อนคนดูหนังจะจัดเกรทเอาไว้อย่างนี้ครับ จะพูดกันว่าเราจะดูหนังแถวไหน แถวหน้า 5 บาท แถวกลาง 7 บาท แถวหลัง 12 บาท ชั้นบน 15 บาทแถวหน้าที่ผมดูประจำจะเป็นไม้กระดานพับ แถวหลัง ๆ จะเป็นเบาะ ถ้าจะดูแถวหน้าต้องไปซื้อตั๋วด้านข้างโรงหนังแถวด้านหน้า ที่ปัจจุบันเป็นที่นั่งพักผ่อนตรงโรงหนังเฉลิมกรุง จะมีช่องขายตั๋วเฉพาะตรงนั้น เสาร์ - อาทิตย์หนังจะฉายตั้งแต่รอบ 10 โมงเช้า รอบเที่ยง รอบบ่ายสองโมง รอบค่ำและรอบดึก เข้าไปในโรงผ้าคลุมจอส่วนใหญ่จะเป็นสีแดง โรงหนังเฉลิมกรุงก็เช่นกัน พวกเราจะรอฟังเสียงประจำเปิดจอหนังของยุคนั้น แถวหน้าอย่าหวังว่าจะขึ้นไปแถวบนได้เลย เพราะเขาจะมีรั้วกั้นข้างในไม่ให้เดินไปชั้นแถวเบาะได้ ข้างโรงหนังเฉลิมกรุงจะมีซุ้มขนมขาย มีร้านหาบเร่ วางขายเป็นจุด ๆ ผมเล่าแค่นี้ก่อนถ้าใครมีภาพเฉลิมกรุงสมัยก่อนก็ช่วยโพสต์ให้ดูกันหน่อยครับ แล้วผมจะเล่าบรรยากาศโรงหนังแต่ละโรงในกรุงเทพฯ ที่ผมสมัยผัสมาแล้วเกือบทุกโรงให้ฟังครับ ตอนนี้เอาแค่นี้ก่อนครับ

จาก: ชัยโรจน์
วันที่: 12/02/51 - 6:48 น.
IP Address: 124.120.160.xx
ความคิดเห็นที่ 41
บรรยากาศในโรงหนังศาลาเฉลิมกรุงเมื่อ 40 ปีที่แล้ว
ขอบคุณ ๆ มนัส ที่ไฟเขียวให้ผมได้เล่าเรื่องราวในอดีต ที่อัดอั้นมานานอยากเล่าแต่หาที่ลงไม่ได้ เชื่อว่าน่าจะเป็นความรู้ได้ ตรงนี้เป็นความทรงจำที่ผมได้สัมผัสเอง จึงอาจจะมีการลบเลือนไปบ้าง ผมเอาแต่ส่วนที่ผมฝังใจจำมากที่สุด พอดีช่วงนี้ผมว่างก็เลยเข้ามาเล่าให้ฟังได้บ่อยหน่อย จากข้างบน ผมพูดถึงโรงหนังศาลาเฉลิมกรุง รอบที่ผมเข้าดูประจำคือรอบเช้า 09.00 น. ไม่ก็รอบเที่ยง บรรยากาศก่อนเข้าในรอบเช้า ดูจะวังเวงกว่ารอบอื่น คือคนที่รอซื้อตั๋วแถวด้านข้างโรงจะรอลุ้นว่าไฟในห้องขายตั๋วจะเปิดเมื่อไหร่ นั่นจะเป็นสัญญาณบอกว่าคนขายตั๋วมาแล้ว
แต่กระจกห้องขายตั๋วมีผ้าม่านปิดอยู่ ผมบางครั้งไปเข้าแถวตั้งแต่ 08.00 น. คนมารอซื้อตั๋วเริ่มมีแล้ว โดยเฉพาะหนังดัง ๆ โปรมแกรมเด็ด ๆ แต่รอบเช้าจะมีเฉพาะวันเสาร์ - อาทิตย์ กับวันหยุดราชการ เท่านั้น เมื่อม่านเปิดก็เริ่มขายตั๋ว ซื้อเสร็จ ยังไม่ได้เข้ากัน ต่างไปหาของกินกันก่อน อาหารประจำผมก็คือข้าวเหนียวห่อใบตอง กับเนื้อย่าง มีขายหน้าโรงหนัง
เมื่อโรงหนังเปิดผมซื้อตั๋วราคาถูกสุดเลยต้องเดินเข้าตรงหน้าจอหนังศาลาเฉลิมกรุง โต๊ะไม้จะมีอยู่ 2 แถวเท่านั้น ผมหันไปดูที่จอเป็นผ้าม่านสีเหลืองทอง นั่นหมายความว่าผมต้องรอประมาณครึ่งชั่วโมง ซึ่งโรงหนังสมัยก่อนถ้าผ้าม่านสีเขียว สีเหลืองนั่นคือต้องรอ บางครั้งบอกฉาย 9 โมงอาจจะเลยไปถึง 9.30 น.ก็มี เขาจะปล่อยเข้าประมาณ 8.45 น. รอบเช้าเข้าไปบางทีไฟหน้าจอยังไม่เปิดเลย เพลงก็ยังไม่เปิด เงียบมาก แต่สักเดี๋ยวคนฉายเห็นคนเข้าโรงแล้ว ก็จะเปิดไฟ เปิดเพลง รอสักพัก ม่านสีเหลืองจะเปิด เป็นสีแดง นั่นหมายถึงต้องรออีก 10 นาที เมื่อเพลงสยามมานุสติขึ้น ผ้าม่านแดงเปิดขึ้น (ผ้าเหลือง ผ้าเขียวจะเปิดเข้าข้าง) ก็ยังมีผ้าบาง ๆ สีขาวอีกชั้น สไลต์โฆษณาจะขึ้นจอแต่ไฟยังไม่ดับ กระทั่งเริ่มฉายหนังตัวอย่างไฟในโรงหนังจึงดับ นี่คือขั้นตอนการฉายหนังสมัยก่อน
ในอดีตระหว่างหนังฉายจะมีหนังขาดบ่อย เป็นธรรมดาคนดูที่ซื้อตั๋วหนังราคาถูกจะได้เห็นห้องฉายอย่างชัดเจน เห็นทุกอริยะบทของคนฉาย ถ้าคนฉายไม่อยู่ จะเห็นแต่เครื่องฉาย ก็มีการตระโกนเรียก แต่ถ้าอยู่ทุกคนจะมองไปที่ห้องฉาย เห็นฟิล์มเดินเมื่อไหร่เป็นอันรู้กันว่าหนังฉายต่อได้แล้ว สมัยก่อนหนัง 16 มีแค่ครึ่งจอเท่านั้น ส่วนคนอยู่ชั้นบนของศาลาเฉลิมกรุงหมดสิทธิ์เห็นการทำงานของคนฉายหนัง ได้แต่รออย่างเดียวเท่านั้น
การชมภาพยนตร์รอบแรกข้อเสียคือไม่ค่อยได้ดูหนังตัวอย่างมากนัก โดยเฉพาะถ้าเป็นหนังไทย บางทีนั่งยังไม่ทันก้นร้อนหนังฉายแล้ว ใครมาทีหลังก็ดูต้นเรื่องไม่ทัน ตอนหลังผมเลยไม่ดูรอบแรกถ้าไม่จำเป็น เพราะเป็นคนติดหนังตัวอย่าง หลังหนังเลิกสิ่งที่ผมเห็นก็คือ คนดูหนังรอบเที่ยงมารอกันเต็ม นั่งบ้าง ยืนบ้าง หนังไทยจะเป็นประจำคือคนดูต้องเกือบครึ่งชั่วโมง ไม่ตรงเวลาเหมือนสมัยนี้ ภาพที่เห็นคือคนดู ลูกเด็ก เล็กแดง ผู้เฒ่าผู้แก่ถือตระกร้าเสี้ยนหมาก นั่งอยู่ตรงข้างโรงหนัง หลังหนังเลิกสิ่งที่จะพบเห็นในโรงคือ เม็ดแตงโมเต็มโรงไปหมด รวมถึงถุงพลาสติกน้ำ พูดถึงน้ำดื่มสมัยก่อน หลังออกจากโรงหนังศาลาเฉลิมกรุง ผมจะไปหาน้ำดื่มกินตรงตึกข้างโรงหนังเกือบจะทุกบ้านจะมีโอ่งน้ำกินฟรีพร้อมกระบวย สำหรับให้คนเดินทางกินฟรี กรุงเทพฯสมัยนั้นน้ำไม่ขาด ไม่ต้องซื้อน้ำกินเหมือนสมัยนี้ครับ ยิ่งหลังวังบูรพาตรงที่เขาขายหนังสืออย่าง บูรพาสาส์น จะมีแท้งน้ำดื่มใส่ด้วยน้ำอบไทยพร้อมน้ำแข็งให้ดื่มกิน
หลังหนังฉายจบผมก็ต้องหาของกิน ของกินสำหรับผมอยู่ข้างโรงหนังคือข้าวแกงหาบเร่ เป็นอาหารมื่อเที่ยงสำหรับก่อนจะไปเที่ยวต่อที่วังบูรพา วังบูรพามีอะไรน่าสนใจ ผมจะเล่าให้ฟังในคราวต่อไป
นอกจากโรงหนังแถววังบูรพาแล้ว ผมจะพาไปชมบรรยากาศโรงหนัง คาเธ่ย์ เอ็มไพร์ ศาลาเฉลิมไทย โอเดี้ยน แค็ปปิตอล ศาลาเฉลิมบุรี ศาลาเฉลิมเขตร์ ฯลฯ ผมจะเอาเท่าที่ผมจำได้มาเล่าให้ฟังกัน เชื่อว่าจะเป็นประโยชน์อย่างมากกับคนที่อาจจะลืมเรื่องราวในอดีตไปครับ แล้วผมจะเข้ามาเล่าต่อนะครับ

จาก: ชัยโรจน์
วันที่: 12/02/51 - 16:37 น.
IP Address: 124.120.160.xx
ความคิดเห็นที่ 42
บรรยากาศสมัยก่อนน่าสนุกจังค่ะ ทุกบ้านมีบริการโอ่งน้ำดื่มฟรีอีก

ขอบคุณพี่ชัยโรจน์ค่ะ ซีดีมิตรได้รับแล้วนะค่ะ ขอบคุณมาก

แอบบ่น... ครบรอบการจากไปของไชยา พี่ชัยโรจน์เงียบไปเลยค่ะ

จาก: ลัดเกล้า
วันที่: 12/02/51 - 19:04 น.
IP Address: 117.47.168.xx
ความคิดเห็นที่ 43
คุณมนัสครับ..ความทรงจำของผมก็คือ ผมจะดีใจมากถ้ามีหนังมาฉายแถวๆบ้าน คือเมื่อก่อนพ่อผมรับราชการเป็นนายตรวจทางรถไฟ ต้องโยกย้ายบ่อยๆ ผมก้ต้องติดสอยห้อยตามไปด้วยส่วนมากจะไปประจำอยู่ที่สถานีรถไฟห่างไกลๆแถวๆชนบท ทีนี้เมื่อมีงานประจำปีก็จะมีหนังมาฉาย ประมาณปี2530 - 2535 ผมจะชอบมากๆเลยเพราะเขาจะมาฉายที่ลานกว้างหลังสถานีรถไฟ หนังแต่ละเรื่องที่จำได้ลางๆ มีเรื่อง ทับเทวา,หนังของสรพงษ์ที่แสดงคู่กับดวงเดือน จิไธสงค์,ส่วนมากจะเป็นหนังบู๊แบบภูธรแบบพันนา ฤทธิไกร จะได้รับความนิยมมากๆ เช่น ตี๋ใหญ่ 2 ที่จำได้ดีคือหนังล้อมผ้าที่ ต.ท่าพระ ขอนแก่น ฉายหนังเรื่อง บ้านผีปอบ ภาค 3 ถึง 2 รอบ ยังจำสโลแกนหนังได้เลยว่า 1 กับ 2 หรือจะสยองเท่า 3 ได้ยินจนซะชินหู..และจะดีใจมากๆๆเลยถ้ารุ่งเช้า จะได้เศษฟิล์มที่เขาทิ้งๆติดไม้ติดมือมาด้วย จะเยอะมากครับตรงที่เป็นบริเวณที่เขาฉายหนังเสร็จแล้ว ผมก็หมายตาไว้ก่อนเลย .."ฟิล์มข้าว้อยย..ห้ามยุ่ง"..และนี่ก็สำคัญครับ..ดาราในดวงใจของผมก็คือ คุณเปิ้ล จารุณี สุขสวัสดิ์ ถึงแม้ผมจะไม่ทันตอนหนังกลางแปลงยุครุ่งเรืองของเธอ(ผมเกิด 2523) แต่ผมก็ยังอยากชมผลงานของเธอในอดีตในรูปแบบหนังกลางแปลงอีกครั้งครับ....วันหลังผมจำภาพหน่วยฉายของคุณโอ วีรวัฒน์อีกครั้ง และหวังว่าผมคงได้มีโอกาสพบปะพูดคุยกับคุณมนัสบ้างนะครับ..ถ้าแวะเวียนมาที่ขอนแก่นหรืออุดรธานี....

จาก: อุ้ย ธวัชชัย
วันที่: 12/02/51 - 20:00 น.
IP Address: 222.123.57.xx
ความคิดเห็นที่ 44



สวัสดีครับ..

เห็นคุณชัยโรจน์ขอให้ลงภาพถ่ายโรงหนังเฉลิมกรุง..
ผมบังเอิญมีภาพจากหนังสือดาราเก่าอยู่ภาพหนึ่ง เป็นภาพขณะที่
เขาฉายหนัง 16 ม.ม.เรื่อง อยากดัง...(สมบัติ)

อยากดัง..เป็นหนังที่ผมเองก็ได้ดูเหมือนกัน เป็นการดูจากหนังโรง
ที่จังหวัดบ้านผม เรื่องนี้ฉายต้อนรับงานช้างที่สุรินทร์..ผมได้ดูก็เพราะ
ต้องไปดูเป็นตัวกันระหว่างพี่สาวกับคนที่มาจีบพี่สาว...
อยากดัง ที่ผมจำได้แม่น ๆ ก็คือ เพลงอยากดัง นั่นเอง..
เคยคิดอยู่เหมือนกันว่า อยากจะดูอีกครั้งหนึ่ง..ตอนที่หนังชุด 50 กว่า
เรื่องเดินขายตามท้องตลาด เคยยุคุณโต๊ะให้ซื้อเรื่องนี้มาทำ..คุณโต๊ะ
แกก็ชอบเหมือนกัน พยายามขอแบ่งซื้อหลายเรื่อง แต่คนขายเขาไม่
แบ่งขาย สุดท้ายหนังทั้งหมดก็ไปออกที่เล็บโส้..เสียดายแต่ที่ว่า
อยากดัง เป็นหนังเพลง แต่วีซีดีที่เราซื้อมา ไม่มีเพลงเลยสักเพลง...

ผมเองเคยเจอเฉพาะส่วนที่เป็นท่อนเพลงของหนังเรื่องนี้ พยายามจีบ
ขอซื้อแล้ว แต่คนขายกลับเล่นตัว บ่ายเบี่ยงอยู่เรื่อย สุดท้ายเห็นว่า
เขาเอาส่วนที่เป็นของเรื่องนี้ไปลองฉายเวลาซ่อมเครื่องฉาย..สุดท้าย
ฟิล์มก็เสียไปแล้ว...เสียดายจริง ๆ ครับ..

ฟังเรื่อง โรงหนังเฉลิมกรุง ที่คุณชัยโรจน์เล่าบรรยากาศให้ฟังแล้ว
ต่างกับโรงหนังชั้นหนึ่งที่บ้านผมมากเลยครับ.. โรงหนังชั้นหนึ่งที่บ้าน
ผมมีแค่ 4 โรงเท่านั้น ราคาค่าตั๋วจะเริ่มต้นที่ 4 บาท ไปสุดที่ 10 บาท
หรือบางโรงก็ 12 บาท แต่ว่าหนังโรงบ้านผมจะฉายแค่วันละ 2 รอบ
คือ บ่าย 2 โมง กับ 2 ทุ่มเท่านั้น ต่อมาก็เริ่มมีรอบเช้า 10 โมงครึ่ง
แล้วค่อย ๆ เพิ่มเป็นรอบเที่ยง กับรอบมิดไนท์....

ผมเองก็ชอบเข้าไปดูหนังก่อน ๆ ใครเพราะจะได้ฟังเพลงที่เขาเปิดเพราะ
สมัยก่อน บ้านมีแค่วิทยุใช้ถ่าน ไม่มีเทป จึงชอบไปฟังเพลงที่หน้าโรง
หนัง โรงหนังบ้านผมก็มีการฉายคล้าย ๆ กันคือ เริ่มจากฉายสไลด์โฆษณา
ที่เขียนจากแผ่นกระจก แล้วค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสไลด์สีจากฟิล์ม จากนั้น
ก็เริ่มฉายหนังโฆษณาสินค้าต่าง ๆ เสร็จแล้วก็ฉายหนังตัวอย่าง เสร็จจาก
หนังตัวอย่างแล้วจึงเป็นข่าววรฯ..พอนั่งเสร็จสรรพก็จะเป็นหนังเรื่องทันที
อ้อ..โรงหนังบ้านผมจะมีโรงหนังแอร์เพียงโรงเดียวคือ โรงหนังศรีสุรินทร์
เท่านั้น นอกนั้นเป็นโรงพัดลมใหญ่ ๆ

อ้อ..ลืมไปโรงหนังที่บ้านผมที่ว่า 4 โรงนั้น ผมลองไล่ดูก่อนนะครับ..
ที่จำได้ เป็นโรงหนังไม้เก่า ๆ อยู่แถว ๆ ที่ตั้งสำนักงานเทศบาลอยู่ใน
ปัจจุบันนี้ ผมได้ดูโรงหนังไม้นี้ไม่กี่เรื่อง โรงหนังนี้ก็ถูกไฟไหม้และเลิก
กิจการไป...โรงที่อยู่ใกล้บ้านผมมากที่สุดก็คือ โรงหนังกรุงชัยรามา
อยู่ตรงคิวรถตลาดสด..ต่อมาโรงหนังนี้เปลี่ยนชื่อเป็น โรงหนังคาเธ่ย์
ฉายหนังอินเดียเป็นหลัก จากนั้นก็ค่อย ๆ ฉายทุกประเภท..
อีก 3 โรงจะอยู่ใกล้ ๆ คือ โรงหนังศรีสยาม ตั้งอยู่ใกล้วงเวียนน้ำพุ
แล้วก็โรงหนัง เพชรเกษม อยู่ถัดไปอีกใกล้คิวรถ บขส.ใหม่ ส่วนโรงหนัง
ศรีสุรินทร์ จะอยู่ใกล้สถานีรถไฟ....

เรื่องโรงหนังที่ผมประทับใจมาก ๆ ก็ตอนที่ถึงวันเด็ก..เพราะทั้ง 4 โรง
จะเปิดฉายหนังให้ดูฟรีในรอบเช้า..ผมเองต้องวิ่งรอกเพื่อดูให้ได้ว่า แต่
ละโรงเขาฉายหนังเรื่องอะไร..วิ่งไปวิ่งมา ก็เลยดูไม่รู้เรื่องเพราะไม่ปะติด
ปะต่อกัน.....

ส่วนที่คุณอุ้ย ธวัชชัย เล่าให้ฟังก็ดีครับ..แม้จะเป็นช่วงใหม่ ๆ สำหรับผม
แต่มันก็เป็นความประทับใจอย่างหนึ่งในชีวิตเหมือนกัน เราเองก็ต่างมี
อายุที่แตกต่างกัน ผมว่า ใครเกิดช่วงไหน ก็เล่าให้ฟังตามช่วงที่ตัวเอง
เกิดก็จะดีครับ.....แล้วกลับมาเล่าอีกนะครับ

ส่วนที่น้องลัดเกล้าแอบบ่นดัง ๆ เรื่องการจัดงานของไชยา สุริยันนั้น
ความจริง ผมเองก็ให้ความสำคัญกับดาราเก่า ๆ ทุกคนนั่นแหละครับ
รู้สึกว่า ผมเคยพูดกับน้องลัดเกล้า ตอนไปงานมิตรที่เพชรบุรีแล้วว่า
หากเป็นไป ผมก็อยากให้มีการจัดงานรำลึกดารากันทุกคนนั่นแหละ
แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่า หาคนที่เป็นเกณฑ์นำเหมือนอย่างพี่พักรบที่เป็น
แกนนำจัดงานมิตรไม่ได้สักที....ตอนนี้ ก็ได้แต่รอว่า ถ้าหอภาพยนตร์
เขาปฏิรูปเป็นองค์การมหาชนสำเร็จ ความฝันของน้องลัดเกล้าก็อาจ
จะเป็นความจริงบ้าง....

คืนนี้ จบแค่นี้ก่อนนะครับ

จาก: มนัส138
วันที่: 14/02/51 - 0:00 น.
IP Address: 202.133.154.xx
ความคิดเห็นที่ 45
ศรัทธา ตั้งใจ กับกฏหมายที่เดินสวนทาง
เมื่อวานผมได้มีโอกาสไปเดินตะวันนา 2 ก็ตั้งใจจะไปร้าน
สะดวกหู หรือสบายหู อะไรนี่แหละ เพราะเห็นว่ามีหนังไทยเก่า ๆ
เยอะมาก เข้าไปร้านไม่ใหญ่ครับ หนังไทยเยอะจริงครับ แต่....
เงียบอย่างกับป่าช้า ผมก็ได้คุยกับเจ้าของร้านผู้เป็นนักแต่ง
เพลง แต่มีใจรักหนังไทย อย่างแรงกล้า ลงทุนเอาค่าแต่งเพลง
ไปกว้านซื้อหนังไทยมาขาย เห็นแล้วศรัทธาจริง ๆ ดูไปคุยไป
มาสะดุดเอาใบปิดหนังไทยเก่า ๆ มากมายหลายเล่ม ก็เลยถาม
ว่ามีหนังไหม เจ้าของร้านบอกว่ามี แต่บางเรื่องเป็นหนังใบ้ ไม่
มีเสียง ไอ้เราเองอยู่กับวงการบันเทิงมานาน อดไม่ได้ที่จะถาม
เรื่องของลิขสิทธิ์ เจ้าของร้านให้คำตอบไม่ได้เรื่องลิขสิทธิ์ เพราะ
เขามีความศรัทธาหนังไทยจริง ๆ ผมก็เลยบอกว่าศรัทธาอย่าง
เดียวไม่ได้ กฎหมายไม่ยกเว้น เลยเตือนให้เขาระวังเรื่องลิขสิทธิ์
คุยกันอยู่พัก เจ้าของร้านเริ่มกังวล ทำให้เรารู้สึกได้ว่าเจอกันครั้ง
แรกเราก็เปิดหัวการพูดคุยที่รุนแรงไปหรือเปล่า แต่ถ้าไม่บอก
เขาเสียตั้งแต่ตอนนี้ เราอาจจะขาดเพื่อนที่ศรัทธาหนังไทยเก่า
ๆ ไปอีกคน เพราะร้านเขาเริ่มเป็นที่รู้จักของทั้งคนในวงการบัน
เทิง และคนรักหนังเก่า ผมเสนอให้เขาทำร้านเป็นชมรม ทำงาน
เพื่อการอนุรักษ์ ไปด้วย เพราะถ้าขืนเขาก๊อปแผ่นจำหน่าย ไม่
นานเขาคงโดนเขาสักวัน แม้หนังลิขสิทธิ์เขาจะมีขาย แต่หนัง
ไม่มีลิขสิทธิ์ของเขาก็เยอะมาก ใครจะหาหนังไทยเก่า ๆ ก็ต้อง
มาร้านนี้อยู่แถวเดอะมอลล์บางกะปิ ไม่รู้เขาจะโกรธหรือเปล่า
แต่เราห่วงเขาจริง ๆ เพราะเราเคยคิดอยากทำอย่างเขาเหมือน
กันแต่ทำไม่ได้เพราะลิขสิทธิ์มันจ่ออยู่ที่ศีษะ ก็ขอเป็นกำลังใจให้ครับ
คุยกันตั้งนานผมก็ลืมถามชื่อเขา ๆ ยังฝากความคิดถึงมาถึงคุณ
มนัสด้วยครับ

จาก: ชัยโรจน์
วันที่: 15/02/51 - 5:29 น.
IP Address: 124.120.159.xx
ความคิดเห็นที่ 46
วังบูรพาสวรรค์ของคนยุค 60
ความเดิมผมดูหนังที่ศาลาเฉลิมกรุงเสร็จ ผมก็มาทานข้าวเที่ยงที่
ต้นมะขาม้างโรงหนังศาลาเฉลิมกรุง เป็นข้าวแกงหาบเร่ ที่บรรดานักแสดงประกอบทั้งหลายมารวมกลุ่มกัน ช่วงเที่ยงแทบไม่เหลือใครอยู่แล้ว หลังทานข้าวเสร็จ ผมจะเดินเที่ยวห้างผมจำชื่อไม่ได้ว่าชื่อห้าง
รังนกใต้หรือห้างใต้ฟ้า ห้างนี้มีสาขาอยู่ที่โคลีเซี่ยมด้วย เป็นห้างที่มี
อยู่ 2 - 3ชั้น แต่พิเศษตรงมีบรรไดเลื่อน ซึ่งอาจจะเป็นห้างแรกก็ได้
ที่มีบรรไดเลื่อน หรือไม่ก็เป็นห้างที่สองรองจากห้างเซนทรัลย์ จะมี
สินค้ารุ่นใหม่ๆจากเมืองนอกมาขายในห้างนี้
เดินเที่ยวห้างเสร็จ ผมก็จะมาดูโปสเตอร์หนังต่าง ๆ ที่บริษัทหนังกลางแปลงหลังโรงหนังศาลาเฉลิมกรุง (ปัจจุบันคือที่จอดรถของดิโอสยาม) แถวนั้นมีหลายร้านดูโปสเตอร์กันได้จนเพลิน ก่อนจะเดินไปทางหลัง
โรงหนังควีนส์ วังบูรพา เพื่อดูตัวอย่างหนังอินเดีย ฝั่งตรงข้าวโรงหนังควีนส์ มีร้านจำหน่ายหนังสือมากมาย เป็นแหล่งรวมสำนักพิมพ์ชื่อดัง
ในอดีต สมัยก่อนแหล่งรวมหนังสือมีอยู่สองแห่งคือสะพานผ่านฟ้า
กับวังบูรพา
ผมดูตัวอย่างหนังอินเดียเสร็จ ผมก็เข้าร้านหนังสือ หนังสือสมัยนั้น
เรียงเป็นสัดส่วน เล่มเล็ก ๆ จะมีรูปดาราติด อย่างเล็บครุฑ นางสาวโพระดก ฯลฯ ราคาเล่มละ 1.50 สตางค์ เป็นเล่มเล็ก ๆ พกพาได้ กับหนังสือเล่มใหญ่หน้าปกจะบรรจงวาดอย่างสวยงาม ถ้าเป็นนิยายบู๊
ก็เหมือนโปสเตอร์หนังไทย คือมีรูปแอ็คชั่นเต็มไปหมด แต่ถ้าเป็นนิยายรักจะมีรูปหนุ่มกับสาวที่จินตนาการได้ว่าเป็นพระเอกนางเอก รอบภาพ
วาดจะเป็นดอกไม้หรือไม่ก็รูปหัวใจ อย่างเรื่อง หัวใจเถื่อน เป็นต้น ร้านหนังสือปัจจุบันยังมีอยู่หลายร้านเช่น บูรพาสาร์สน เป็นต้น ถ้าจากโรงหนังควีนส์ ผมเดินไปทางด้านซ้ายจะไปยังโรงหนังแกรนด์ ถ้าเดินไป
ทางด้านขวาจะไปยังโรงหนังคิงส์ สำหรับโรงหนังแกรนด์ต้องเดินขึ้น
บรรไดไป ขึ้นบรรไดเสร็จ ตรงไปจะไปยังห้องขายตั๋ว เลี้ยวขวาจะไปยังทางเข้าโรงหนัง โปรมแกรมหนังจะอยู่ด้านซ้ายมือเมื่อเดินขึ้นโรงหนัง โรงหนังแกรนด์ผมมาดูกับพ่อหลายเรื่อง ส่วนใหญ่จะเป็นหนังฝรั่ง จริงแล้วใกล้บ้านผมแถวอุรุพงษ์จะมีโรงหนังที่ฉายเหมือนกับโรงหนังแกรนด์คือ โรงหนังเมโทร กับพาราเมาท์ แต่พ่อชอบมาโรงหนังแกรนด์ เพราะรู้ว่าผมชอบเดินเที่ยวที่นี่ แต่เพราะโรงหนังแกรนด์จะฉายหนังไม่พากย์ภาษาไทย พ่อสงสารผมที่ฟังไม่รู้เรื่องเลยเปลี่ยนไปดูหนังโรงหนังชั้นสอง โรงหนังชั้นสองที่เข้าประจำคือ โรงหนังมูนไลท์ หรือต่อมาคือโรงหนังพาราไดซ์

จาก: ชัยโรจน์
วันที่: 16/02/51 - 22:16 น.
IP Address: 124.120.175.xx
ความคิดเห็นที่ 47



สวัสดีครับ...

เมื่อเย็นวันพฤหัสที่ผ่านมา.. ผมมีโอกาสได้ไปเยี่ยม อ.ปยุต เงากระจ่าง
เจ้าของผลงานภาพยนตร์การ์ตูนไทยเรื่อง สุดสาคร...
ที่บ้าน..ก็ได้พบกับแม่ชีซึ่งเป็นภรรยาของท่านอาจารย์ปยุตอยู่ด้วย
แม้ว่าท่านจะอายุมากแล้วและเพิ่งออกจากโรงพยาบาลมาได้ไม่กี่วัน
แต่ความจำของท่านยังดี..ยังเล่าอะไรให้ฟังหลายอย่าง..
ผมใช้เวลาอยู่ที่บ้านอาจารย์ซอยจอมพล (แต่ทุกวันนี้ชอบเรียกว่าซอย
อาร์เอส) ตั้งแต่ประมาณหกโมงเย็นไปจนถึงสามทุ่มครึ่ง..
ได้รับความรู้..จากเรื่องที่ไม่เคยรู้มาก่อนเลยหลายอย่าง...



จาก: มนัส138
วันที่: 17/02/51 - 9:13 น.
IP Address: 210.86.221.xx
ความคิดเห็นที่ 48
ของดี ไม่ดี รอบวังบูรพา
สำหรับการฉายหนังอินเดียของโรงภาพยนตร์ ควีนส์ จะมีการพากย์
ภาษาไทย ด้วยแม่ผมจึงชอบไปดู ดาราคนโปรดของผมตอนนั้นก็คือราเชนเดอร์ กุมาร เดวานันท์ ส่วนดาราคนโปรดของแม่ผมคือนีรู ปาลอย
แม่จะดูเกือบทุกเรื่องที่นีรู ปาลอย เล่น แม้ตอนหลังจะมารับบทแม่แล้ว
ก็ตาม โรงหนังควีนส์จึงเป็นโรงประจำที่เข้าดู
ข้าง ๆ ที่จำหน่ายหนังสือแถววังบูรพา จะมีร้านขายเครื่องฉาย
ภาพยนตร์ มีเครื่องฉายทุกรูปแบบ ทั้งจอภาพยนตร์ แม้แต่ฟิล์ม 8 มิลล์
ก็มีจำหน่าย ผู้หญิงพอดูหนังกันเสร็จก็จะเดินไปเที่ยวพาหุรัดซื้อ
ผ้าเครื่องประดับใส่กัน ยามหิวกระหายก็จะข้ามฝั่งไปตรงสะพานเหล็ก
มีร้านขายอาหารเรียงรายเต็มไปหมด หนุ่ม ๆ ดูหนังโรงหนังแกรนด์แล้ว
บางคนก็จะหาความสำราญโดยเดินไปแถวข้างคุก เพราะที่นั่นจะเป็นที่
ขายบริการทางเพศ ที่เก่าแก่มีมานานตั้งแต่สมัย รัชกาลที่ 5 เป็นบ้านไม้ชั้นเดียว ปัจจุบันเป็นตึกหมดแล้ว อยู่แถวถนนเจริญกรุง เลยถัดไปหน่อย
ก็จะเป็นร้านขายเทปเพลง ซึ่งปัจจุบันก็ยังมีอยู่ ตรงข้ามห้างใต้ฟ้า ที่ปัจจุบันเป็นกองตำรวจจราจร จะมีร้านถ่ายรูปชื่อดังอยู่ร้านนึง ที่ดาราชอบมาถ่ายกัน คนนิยมไปถ่ายกันมาก
วังบูรพาคึกคักมากสมัยนั้น ก่อนจะเกิดสยามสแควร์ หญิงสาวสมัยนั้นแบ่งเป็น 2 แบบ คือแบบที่ชอบนุ่งกระโปรงกับกางเกง ถ้าเป็นกระโปรงก็มีแบบยาวทรงสุ่มไก่ กับกระโปรงสั้น สำหรับกางเกงก็นิยมกางเกงยืด มีสายเกี่ยวข้อเท้า เดินใส่แว่นตาดำหิ้วกระเป๋าใบใหญ่ ผู้ชายก็จะใส่กางเกงทรงขาเดฟ สิ่งที่ขาดไม่ได้ของผู้ชายคือน้ำมันใส่ผม หนุ่ม ๆ ที่เดินแถววังบูรพา ส่วนใหญ่หวีผมแป้ บรรยากาศวังบูรพาเท่าที่จำได้ของผมก็มีเท่านี้ ต่อไปผมจะพาไปเที่ยวโรงหนังคาเธย์ในอดีต

จาก: ชัยโรจน์
วันที่: 17/02/51 - 9:15 น.
IP Address: 124.120.169.xx
ความคิดเห็นที่ 49



ร้านที่คุณชัยโรจน์บอกมาชื่อ "ร้านอาหารหู" ครับไม่ใช่สบายหู เจ้าของร้านชื่อคุณป๊อก เป็นคนท่มีใจรักหนังไทยที่น่ายกย่องคนหนึ่งเลยทีเดียว สำหรับเรื่องลิขสิทธิ์ผมไม่ขอออกความเห็นนะครับ แต่ผมถือว่าร้านนี้เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับคนที่รักหนังไทย ต้องการหนังไทยที่หาดูยาก และต้องการมีเก็บไว้ส่วนตัว เพราะไม่รู้จะไปหาซื้อได้จากที่ไหนอีกแล้ว

ขอนำภาพงานหมั้นของ ลูกสาวคุณเกชา เปลี่ยนวิถี (นาตาชา เปลี่ยนวิถี) มาให้ชมกัน 1 ภาพ ไม่ได้เห็นภาพคุณเกชา นานมากแล้วเห็นแต่ในหนังไทยที่ซื้อมา ปัจจุบันอายุก็คงเกินหลัก 70 ปีไปแล้ว ก็ขอแสดงความยินดีกับครอบครัวของคุณเกชา เปลี่ยนวิถีด้วยครับ

จาก: JasonSจัง!!!
วันที่: 17/02/51 - 12:17 น.
IP Address: 124.120.174.xx
ความคิดเห็นที่ 50
บันดาลลง " บั น ไ ด " บันทึกให้จำจงดี
รื่นเริงบันเทิงมี เสียงบันลือสนั่นดัง

จาก: เฮม่า มายองเนส
วันที่: 17/02/51 - 20:56 น.
IP Address: 203.113.39.xx
ความคิดเห็นที่ 51



ขออนุญาตนำผลรางวัลสุพรรณหงษ์ทองคำ ล่าสุดเมื่อตอนหัวค่ำที่ผ่านมา นำมาลงให้ชมครับ พร้อมภาพพิเศษ คุณพิศมัย วิไลศักดิ์ กับรางวัลกิติมศักดิ์

ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม : รักแห่งสยาม

นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม : อัครา อมาตยกุล - ไชยา

นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม : มาช่า วัฒนพานิช - แฝด

ผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม : ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล - รักแห่งสยาม

สมทบชายยอดเยี่ยม : สนธยา ชิตมณี -ไชยา

สมทบหญิงยอดเยี่ยม : เฌอมาลย์ บุญยศักดิ์ – รักแห่งสยาม

บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม : พจน์ อานนท์ - เพื่อนกูรักมึงว่ะ

กำกับภาพยอดเยี่ยม : ทิวา เมยไธสง - เพื่อนกูรักมึงว่ะ

ลำดับภาพยอดเยี่ยม :สุนิตย์ อัศวินิกุล - ไชยา

กำกับศิลป์ยอดเยี่ยม : ณัฐศิริ เศรษฐการวิจิตร - ไชยา

บันทึกเสียงยอดเยี่ยม : วชิระ วงศ์สาโรจน์ ,สมศักดิ์ พิมพาลัย (กันตนาแล็บ) - เพื่อนกูรักมึงว่ะ

ดนตรีประกอบยอดเยี่ยม :ไกวัล กุลวัฒโนทัย - พระพุทธเจ้า

เพลงประกอบยอดเยี่ยม :แฝด เพลง ส่วนหนึ่งของฉัน (ฤกชยศ เลิศประไพ)

แต่งหน้ายอดเยี่ยม : ไชยา - อมฤต โชคปรีชา

เครื่องแต่งกายยอดเยี่ยม :ตั๊ดสู้ฟุด - นิรชรา วรรณาลัย

สร้างภาพพิเศษยอดเยี่ยม : บอดี้ ศพ # 19 - สุรเอก ทองเพชร, วีระ แซ่อึ้ง, Julien Vanhoenacker , Joaquim Montserrat


ผู้ได้ัรับรางวัลแยกตามราืืยชื่อหนัง
ไชยา 5 รางวัล
รักแห่งสยาม และ เพื่อนกูรักมึงว่ะ ได้เรื่องละ 3 รางวัล
แฝด ได้ 2 รางวัล
บอดี้ ศพ # 19, ตั๊ดสู้ฟุด และ พระพุทธเจ้า ได้เรื่องละ 1 รางวัล

ที่มา http://www.thaicinema.org/news51_063second.asp

จาก: JasonSจัง!!!
วันที่: 17/02/51 - 22:45 น.
IP Address: 124.120.159.xx
ความคิดเห็นที่ 52
เป็นอีกครั้งหนึ่งครับ...ที่ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม..ไม่ได้มาจากบทที่ยอดเยี่ยม...

จาก: โต้ง
วันที่: 18/02/51 - 10:53 น.
IP Address: 125.25.135.xx
ความคิดเห็นที่ 53



สวัสดีครับ.. ตั้งใจเข้ามาเขียนหลายวันแล้ว แต่เจอจังหวะไม่ดี..บางครั้ง
เน็ตก็เสีย.. วันนี้เลยเอาบทความเก่า ๆ มาให้อ่านครับ
จากนิตยสาร film and stars เล่มเดือนธันวาคม 2550

2 สิงห์ผู้กำกับ.. พร ไพโรจน์-จรัญ พรหมรังสี โดย มนัส กิ่งจันทร์ manat138@yahoo.co.th

เพราะ คมเคียว..ไอ้เหล็กไหล.. แจ้งเกิดให้กับ พร ไพโรจน์ ขณะที่ปีถัดมา ชุมแพ..ทำให้ชื่อ จรัญ พรหมรังสี เริ่มเป็นที่รู้จัก 2 ผู้กำกับที่เคยร่วมงานกัน จึงต้องแยกกันไปเติบโต พร ไพโรจน์ ได้ดีไปในเชิงหนังบู๊ ส่วนจรัญ พรหมรังสี มีหนังตลกแถมพ่วงมาด้วย

เส้นทางการเข้าสู่วงการภาพยนตร์ของ พร ไพโรจน์ (อำพร เกิดไพโรจน์) ดูจะดีกว่า จรัญ พรหมรังสี (จรัญ ปานะเสน) เพราะหน้าตาที่หล่อเหลากว่า พร ไพโรจน์จึงได้เข้ามาเป็นตัวประกอบตั้งแต่ปี 2497 ก่อนที่จะขยับขึ้นมาเป็นพระเอกหนัง แต่ก็ไม่สมหวังจึงเบนเข็มก้าวสู่ตำแหน่งผู้กำกับการแสดงแทน ส่วน จรัญ พรหมรังสี ก็เป็นคนกรุงเทพฯเหมือนพร ไพโรจน์ แต่เกิดช้ากว่า 11 ปี หลังจากเรียนจบพาณิชยการธนบุรี ก็เข้าทำงานโรงงานยาสูบ แต่เพราะความสนใจวงการภาพยนตร์ จึงเข้าไปทำงานในกองถ่ายภาพยนตร์ของครูรังสี ทัศนพยัคฆ์ เริ่มจากเป็นเด็กเสิร์ฟน้ำ เด็กไฟ เด็กยกรีเฟล็กซ์ ตรวจสคริป ฝึกการใช้กล้อง การกำกับ แล้วขยับเป็นผู้ช่วย ก่อนที่จะมานั่งเก้าอี้ผู้กำกับเต็มตัวในปี 2519

พร ไพโรจน์ เริ่มมีบทบาทในฐานะเป็นผู้กำกับร่วมตั้งแต่ปี 2516 จากเรื่อง คู่กรรม (นาท-ดวงนภา) ตามด้วยปี 2517 จากเรื่อง เจ้าสาวแสนกล (สมบัติ-ภาวนา) ของจิรบันเทิงฟิล์ม แล้วจึงมานั่งเป็นผู้กำกับเต็มตัวเรื่องแรกให้กับหนังเปิดค่ายสันติสุชาภาพยนตร์ ของวิสันต์ สันติสุชาในปี 2517 เรื่อง คมเคียว (สมบัติ-ภาวนา) แววผู้กำกับหนังบู๊ของ พร ไพโรจน์ เริ่มมีให้เห็นจากเรื่องนี้เอง

ขึ้นปี 2518 จึงมีหนังที่ พร ไพโรจน์ กำกับไว้ออกมาฉายถึง 4 เรื่อง 4 ค่ายเริ่มจาก ดาวสวรรค์ฉันรักเธอ (สมบัติ-นัยนา) ของจิรบันเทิงฟิล์ม ซึ่งยังคงกำกับร่วมกับแสนยากรและเรื่องนี้ก็คือเรื่องสุดท้ายของ พร ไพโรจน์ กับจิรบันเทิงฟิล์ม ตามมาด้วยผลงานอันดับ 2 ของสันติสุชาภาพยนตร์ในเรื่อง ไอ้เหล็กไหล (สมบัติ-กรุง-อรัญญา-นัยนา) หนังบู๊ที่ประสบความสำเร็จสร้างชื่อเสียงให้กับสันติสุชาและพร ไพโรจน์ อย่างมากและนี่คือการพบกันครั้งสุดท้ายระหว่างสันติสุชากับพร ไพโรจน์ ใครก็หยุด พร ไพโรจน์ ไม่ได้แล้วเพราะหนังบู๊อีก 2 เรื่องที่ตามมาคือ นายอำเภอใจเพชร (นาท-ธัญญรัตน์) ของกิตติ ประสพสุข ค่ายประสพสุขภาพยนตร์ กับ นักเลงป่าสัก (สมบัติ-นาท-อรัญญา-นัยนา) ของสุวิทย์ ชุติพงษ์ ค่ายฐานิสสรภาพยนตร์ เข้าฉายตอกย้ำฝีมือ พร ไพโรจน์ ให้เด่นชัดยิ่งขึ้นอีก

ปี 2519 พร ไพโรจน์ ซึ่งเคยรับจ้างกำกับ ได้เปิดค่ายไพโรจน์ฟิล์ม สร้างเอง กำกับเอง ทำให้ทั้งปีมีหนังออกมาฉายเพียงเรื่องเดียวคือ เสือ 4 แคว (สมบัติ-กรุง-นัยนา) ซึ่งประเดิมชื่อเสียงให้กับค่ายอย่างมาก ขณะที่สันติสุชาเมื่อไม่มี พร ไพโรจน์ มากำกับให้แล้ว จึงผลักดัน จรัญ พรหมรังสี ซึ่งก่อนหน้านั้นเคยเป็นผู้ช่วย ให้มานั่งแท่นกำกับเองซะเลยประเดิมด้วย ชุมแพ (สมบัติ-นาท-ปิยะมาศ-ธัญญรัตน์) หนังบู๊ประกบดาราฟอร์มยักษ์ ความสามารถที่จรัญมีอยู่จึงเปล่งประกายลือลั่นสนั่นเมือง พอปลายปีจึงมีหนังที่จรัญกำกับออกมาฉายอีก 2 เรื่องคือ อ้อมอกพ่อ (สมบัติ-พิศมัย) หนังชีวิตของจิรบันเทิงฟิล์มที่ดึงตัวจรัญไปกำกับครั้งแรกและอีกเรื่องคือ เพลิงทรนง (สมบัติ-นาท-อรัญญา) ของสุมาลี ทองหล่อ ค่ายสุมาลีภาพยนตร์ เป็นอันว่า ปีแรกของจรัญ ก็มีหนังกำกับถึง 3 เรื่องแล้ว

ปี 2520 จรัญกับพร ไพโรจน์ ต้องแข่งขันกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จรัญได้เปรียบกว่าตรงที่รับจ้างกำกับ ตลอดทั้งปีจึงมีหนังออกฉายถึง 5 เรื่องเริ่มจาก ศาลปืน (สมบัติ-นาท-ปิยะมาศ-นัยนา) ของสันติสุชาภาพยนตร์ ตามด้วย หน้าเนื้อใจเสือ (สมบัติ-ภาวนา) ของนภาฟิล์ม, ห้าแฉก (กรุง-นาท-สรพงษ์-อรัญญา) ของรัตนสิทธิ์ภาพยนตร์, เจ้าพ่อ 7 คุก (สมบัติ-สรพงษ์-เนาวรัตน์) ของกมลโปรดักชั่น ปิดท้ายด้วย ราชสีห์ดง (สมบัติ-อรัญญา) ของศิริวรรณภาพยนตร์ ขณะที่ พร ไพโรจน์ สร้างเอง กำกับเองมีหนังฉายเพียงเรื่องเดียวคือ สิงห์สลาตัน (สมบัติ-กรุง-อรัญญา) ปีนี้ จึงเป็นปีทองของ จรัญ พรหมรังสี

หยุดไม่อยู่แล้ว สำหรับ จรัญ พรหมรังสี เพราะปี 2521 มีหนังที่จรัญกำกับออกฉายอีก 5 เรื่องคือ นักเลงกตัญญู (สมบัติ-กรุง-ภาวนา) และ อาณาจักรนักเลง (สมบัติ-นาท) ของสันติสุชาภาพยนตร์ ตามด้วย ดงเย็น (สมบัติ-อรัญญา), ขุนกระทิง (กรุง-สรพงษ์-ทัศน์วรรณ), นักฆ่าตะกรุดโทน (สมบัติ-อรัญญา) ขณะที่ พร ไพโรจน์ ทำหนังออกมาฉายได้อีกเพียงเรื่องเดียวคือ ข้ามาคนเดียว (สมบัติ-อรัญญา) แต่คอหนังบู๊ก็ออกปากชม

พอขึ้นปี 2522 พร ไพโรจน์ จึงได้รับจ้างกำกับบ้าง สร้างเองบ้าง จึงเริ่มมีผลงานคู่คี่กับ จรัญ พรหมรังสี โดยปี 2522 จรัญมีหนังกำกับ 3 เรื่อง พร ไพโรจน์มี 2 เรื่อง, ปี 2523 จรัญมีหนังกำกับ 4 เรื่อง พร ไพโรจน์มี 1 เรื่อง, ปี 2524 จรัญมีหนังกำกับ 3 เรื่อง พร ไพโรจน์มี 2 เรื่อง, ปี 2525 จรัญมีหนังกำกับ 3 เรื่อง พร ไพโรจน์มี 1 เรื่อง, ปี 2526 จรัญมีหนังกำกับ 1 เรื่อง พร ไพโรจน์มี 3 เรื่อง, ปี 2527 คนละ 2 เรื่องเท่ากัน จากนั้นก็เข้าสู่ยุคหนังผู้กำกับคนรุ่นใหม่ จึงไม่มีผลงานของทั้งสองคนอีกเลย คงมีแต่ปี 2530 ที่พร ไพโรจน์ กลับมาสร้างและกำกับอีกครั้งจาก 1+1 ฉึ่งแหลก (ดูรายละเอียดจากตารางข้อมูล)

กล่าวได้ว่า ในช่วงที่หนังบู๊กำลังโด่งดัง ชื่อของ จรัญ พรหมรังสี กับ พร ไพโรจน์ เป็นที่จับตามองอย่างมาก แต่ละปีจะต้องมีหนังที่ทั้งคู่กำกับออกมาฉาย แม้ช่วงนั้นจะเรียกว่า ทำออกมาแข่งขันกันก็ตาม แต่พอถึงวันนี้ วันที่ไม่มีผู้กำกับสองท่านนี้อยู่แล้ว การย้อนกลับไปไล่เรียงดูประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ไทย ก็พบว่า ระยะเวลาร่วม 13 ปีที่ทั้งคู่เริ่มงานนั้น บัดนี้ เหลือเป็นมรดกก้อนโตทิ้งไว้ให้กับวงการ มรดกหนังบู๊แบบไทย ๆ ที่ยังคงความเป็นอมตะ หากวัดกันที่ปริมาณ แม้จรัญ พรหมรังสี จะมีมากกว่า แต่เมื่อเทียบชั้นฝีมือการกำกับหนังบู๊แล้ว คิดว่า ไม่มีใครเกินใคร...ทั้งคู่ยังคงเป็น 2 สิงห์ผู้กำกับหนังบู๊ในดวงใจของคนไทยตลอดไปครับ...

ภาพยนตร์ที่ พร ไพโรจน์ - จรัญ พรหมรังสี กำกับการแสดงไว้ในช่วงปี 2516-2530

ชื่อเรื่อง/ดารานำแสดง/ผู้สร้าง/ผู้กำกับการแสดง/วันฉายครั้งแรก/โรงภาพยนตร์

คู่กรรม/นาท-ดวงนภา/จิรบันเทิงฟิล์ม/สมวงศ์-พร-ม.ร.ติง/*วันที่ 31 สิงหาคม 2516/โคลีเซี่ยม

เจ้าสาวแสนกล/สมบัติ-ภาวนา/จิรบันเทิงฟิล์ม/แสนยากร-พร ไพโรจน์/*วันที่ 27 กันยายน 2517/เพชรรามา-เพชรเอ็มไพร์

คมเคียว/สมบัติ-ภาวนา/สันติสุชาภาพยนตร์/พร ไพโรจน์/*วันที่ 22 ตุลาคม 2517/เพชรรามา-เพชรเอ็มไพร์

ดาวสวรรค์ฉันรักเธอ/สมบัติ-นัยนา/จิรบันเทิงฟิล์ม/แสนยากร-พร ไพโรจน์/*วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2518/แกรนด์-สามย่าน

ไอ้เหล็กไหล/สมบัติ-กรุง-อรัญญา/สันติสุชาภาพยนตร์ พร ไพโรจน์/*วันที่ 27 กันยายน 2518/เพชรรามา-เพชรเอ็มไพร์

นายอำเภอใจเพชร/นาท-ธัญญรัตน์/ประสพสุขภาพยนตร์/พร ไพโรจน์ /*วันที่ 31 ตุลาคม 2518/แมคเคนน่า

นักเลงป่าสัก/สมบัติ-นาท-อรัญญา/ฐานิสสรภาพยนตร์/พร ไพโรจน์/*วันที่ 29 พฤศจิกายน 2518/แอมบาสเดอร์-สิริรามา

ชุมแพ/สมบัติ-นาท-ปิยะมาศ/สันติสุชาภาพยนตร์/จรัญ พรหมรังสี/*วันที่ 26 มิถุนายน 2519/โคลีเซี่ยม

เสือ 4 แคว/สมบัติ-กรุง-นัยนา-เรวดี/ไพโรจน์ฟิล์ม/พร ไพโรจน์/*วันที่ 11 กันยายน 2519/เพชรรามา-เพชรเอ็มไพร์

อ้อมอกพ่อ/สมบัติ-พิสมัย-เมตตา/จิรบันเทิงฟิล์ม/จรัญ พรหมรังสี/*วันที่ 30 ธันวาคม 2519/เฉลิมกรุง

เพลิงทรนง/สมบัติ-นาท-อรัญญา/สุมาลีภาพยนตร์/จรัญ พรหมรังสี/*วันที่ 31 ธันวาคม 2519/เมโทร-เพชรเอ็มไพร์

ศาลปืน/สมบัติ-นาท-ปิยะมาศ/สันติสุชาภาพยนตร์/จรัญ พรหมรังสี/*วันที่ 19 มีนาคม 2520/เฉลิมไทย-โคลีเซี่ยม

สิงห์สลาตัน สมบัติ-กรุง-อรัญญา/ไพโรจน์ฟิล์ม/พร ไพโรจน์/*วันที่ 30 เมษายน 2520/เพชรรามา-เพชรเอ็มไพร์

หน้าเนื้อใจเสือ/สมบัติ-ภาวนา-ศิริขวัญ/นภาฟิล์ม/จรัญ พรหมรังสี/*วันที่ 21 พฤษภาคม 2520/เฉลิมกรุง

ห้าแฉก/กรุง-นาท-สรพงษ์-อรัญญา/รัตนสิทธิ์ภาพยนตร์/จรัญ พรหมรังสี/*วันที่ 12 สิงหาคม 2520/แกรนด์-พาราเมาท์

เจ้าพ่อ 7 คุก/สมบัติ-สรพงษ์-นิรุตต์/กมลโปรดักชั่น/จรัญ พรหมรังสี/*วันที่ 22 กันยายน 2520/เพชรรามา-เพชรเอ็มไพร์

ราชสีห์ดง/สมบัติ-อรัญญา-เนาวรัตน์/ศิริวรรณภาพยนตร์/จรัญ พรหมรังสี/*วันที่ 31 ธันวาคม 2520/เฉลิมกรุง

นักเลงกตัญญู/สมบัติ-กรุง-ปิยะมาศ/สันติสุชาภาพยนตร์/จรัญ พรหมรังสี/*วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2521/เจรามา-เฉลิมสิน

อาณาจักรนักเลง/สมบัติ-นาท-ธัญญรัตน์/สันติสุชาภาพยนตร์/จรัญ พรหมรังสี/*วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2521/โคลีเซี่ยม

ดงเย็น/สมบัติ-อรัญญา/จตุรมิตรภาพยนตร์/จรัญ พรหมรังสี/*วันที่ 11 มีนาคม 2521/แกรนด์

ขุนกระทิง/กรุง-สรพงษ์-ทัศน์วรรณ/แก้วฤทัยภาพยนตร์/จรัญ พรหมรังสี/*วันที่ 25 มีนาคม 2521/เฉลิมกรุง

นักฆ่าตะกรุดโทน/สมบัติ-อรัญญา/เจริญกวิสสรฟิล์ม/จรัญ พรหมรังสี/*วันที่ 21 พฤษภาคม 2521 /เมโทร-เจ้าพระยา

ข้ามาคนเดียว/สมบัติ-อรัญญา/ไพโรจน์ฟิล์ม/พร ไพโรจน์/*วันที่ 28 ตุลาคม 2521/เพชรรามา-เจ้าพระยา

ไอ้คลั่งทะเลโหด/สรพงษ์-นันทนา/กมลโปรดักชั่น/จรัญ พรหมรังสี/*วันที่ 24 มีนาคม 2522/เฉลิมกรุง-แอมบาสเดอร์

ผานกเค้า/สมบัติ-อรัญญา/สุมาลีภาพยนตร์/จรัญ พรหมรังสี/*วันที่ 12 พฤษภาคม 2522/เพชรรามา-เพชรเอ็มไพร์

ไอ้ถึก/สรพงษ์-เทพ/สหมงคลฟิล์ม/จรัญ พรหมรังสี/*วันที่ 14 กรกฎาคม 2522/เฉลิมไทย-ออสการ์

ไอ้ปืนเดี่ยว/สมบัติ-อรัญญา/กัมทรทิพย์ภาพยนตร์/พร ไพโรจน์/*วันที่ 28 กรกฎาคม 2522/พาราไดซ์-พระโขนง

ลาบเลือด/สมบัติ-มยุรา/ไพโรจน์ฟิล์ม/พร ไพโรจน์/*วันที่ 25 สิงหาคม 2522/เพชรรามา-สามย่าน

กิ่งทองใบตำแย/เทพ-เนาวรัตน์/มีศรีภาพยนตร์/จรัญ-สมพงษ์ ตรีบุบผา/*วันที่ 31 พฤษภาคม 2523 /เพชรรามา-เพชรเอ็มไพร์

เหนือนักเลง/สมบัติ-สมชาย-รสลิน/สันติสุชาภาพยนตร์/จรัญ พรหมรังสี/*วันที่ 12 กรกฎาคม 2523/เพชรเอ็มไพร์-เจ้าพระยา

นายฮ้อยทมิฬ/สรพงษ์-เนาวรัตน์/สหมงคลฟิล์ม/จรัญ พรหมรังสี/*วันที่ 19 กรกฎาคม 2523/สเตลล่า-เฉลิมกรุง

เสือน้อย/สมบัติ-สรพงษ์-เนาวรัตน์/ไพโรจน์ฟิล์ม/พร ไพโรจน์/*วันที่ 4 ตุลาคม 2523/เพชรรามา-เพชรเอ็มไพร์

ไอ้ถึกทหารโข่ง/สมบัติ-นันทิดา-เทพ/สหมงคลฟิล์ม/จรัญ พรหมรังสี/*29 พฤศจิกายน 2523/สเตลลา-เพรสซิเดนท์

ไปรษณีย์สุดหล่อ/เทพ-สุพรรษา/สหมงคลฟิล์ม/จรัญ พรหมรังสี/*วันที่ 17 มกราคม 2524/สเตลล่า

จอมตะบัน/สมบัติ-ปิยะมาศ เมืองไทยภาพยนตร์/พร ไพโรจน์/*วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2524/แอมบาสเดอร์-พอลลี่

ไอ้เสี่ยวหมัดสั่ง/สมบัติ-สุพรรษา/อมรรัตน์ภาพยนตร์/จรัญ พรหมรังสี/*วันที่ 6 มิถุนายน 2524/เพชรรามา-เพชรเอ็มไพร์

วันสังหาร/สรพงษ์-อาภาพร พลสยามภาพยนตร์/จรัญ พรหมรังสี-สเป๊ก/*วันที่ 31 ตุลาคม 2524/สเตลล่า-เมโทร

เจ้าพ่อภูเขียว/สรพงษ์-จารุณี-นาท/ไพโรจน์ฟิล์ม/พร ไพโรจน์/*วันที่ 7 พฤศจิกายน 2524/เพชรรามา-เพชรเอ็มไพร์

ลำตัดรำเตะ/ทูน-พยัคฆ์-ฤทัยรัตน์/สหมงคลฟิล์ม/จรัญ พรหมรังสี/*วันที่ 23 มกราคม 2525/ควีนส์-สเตลลา

สมิงจ้าวท่า/ทูน-เนาวรัตน์-สมบัติ/ไทยโปรดักชั่น/พร ไพโรจน์/*วันที่ 28 สิงหาคม 2525/เพชรรามา-เพชรเอ็มไพร์

เพลิงภูหลวง/สรพงษ์-ทูน-มล.สุรีย์วัล/สันติสุชาภาพยนตร์/จรัญ พรหมรังสี/*วันที่ 30 ตุลาคม 2525/สเตลล่า-ออสการ์

คนล่าคน/สรพงษ์-นาท-เนาวรัตน์/สยามฟิล์มโปรโมชั่น/จรัญ พรหมรังสี/*13 พฤศจิกายน 2525/โคลีเซี่ยม-เฉลิมไทย

จ้าวภูผา/สรพงษ์-ฤทัยรัตน์/ไพโรจน์ฟิล์ม/พร ไพโรจน์/*วันที่ 9 เมษายน 2526/เพชรรามา-เพชรเอ็มไพร์

นักเลงข้าวนึ่ง/เอกรัฐ-ปิยะ-โกวิท-สินจัย/พูนทรัพย์โปรดักชั่น/จรัญ พรหมรังสี/*วันที่ 15 ตุลาคม 2526/แกรนด์-ลอนดอน

ลูกสาวเจ้าพ่อ/ทูน-สุรีย์วัล-ทวนทน/สตาร์อินเตอร์ฯ/พร ไพโรจน์/*วันที่ 3 พฤศจิกายน 2526/เพชรรามา-เพชรเอ็มไพร์

สิงห์ด่านเกวียน/สรพงษ์-มล.สุรีย์วัล-นาท/ไทยสตาร์ภาพยนตร์/พร ไพโรจน์/*25 พฤศจิกายน 2526/เพชรรามา-เพชรเอ็มไพร์

พญาเหยี่ยวโก-ลก/ทูน-สมบัติ-อภิรดี/สตาร์อินเตอร์ฯ/พร ไพโรจน์/*วันที่ 28 มกราคม 2527/ปารีส-สเตลลา

เขี้ยวฉลาม/สรพงษ์-อภิรดี ส.นาวีภาพยนตร์/จรัญ พรหมรังสี/*วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2527/เพชรรามา-เพชรเอ็มไพร์

มือปราบ 2 แผ่นดิน/สรพงษ์-สินจัย/ไทยสตาร์โปรดักชั่น/พร ไพโรจน์/*วันที่ 8 ตุลาคม 2527/รามา-ดาดา-สิริรามา

ไอ้ถึกเกณฑ์ทหาร/ปัญญา-ล้อต๊อก/ฤกษ์ดีภาพยนตร์/จรัญ พรหมรังสี/*วันที่ 29 ธันวาคม 2527/เพรสซิเดนท์-สเตลลา

1+1 ฉึ่งแหลก/สรพงษ์-พ.ต.ท.อังกูร/ไพโรจน์ฟิล์ม/พร ไพโรจน์/*วันที่ 23 พฤษภาคม 2530/เพชรรามา-พาราไดซ์
....................................



จาก: มนัส138
วันที่: 24/02/51 - 9:23 น.
IP Address: 210.86.221.xx
ความคิดเห็นที่ 54



สวัสดีครับ พี่มนัส...
เอารูปดารา สองท่านมาให้ชมกัน ดูแล้วรู้สึก หว้าเหว่ใจอย่างไงบอกไม่ถูก...ทั้งๆที่ไม่ใช่ญาติ กลับมีความรู้สึกเหงา ดารารุ่นใหม่ แสดงยังไร
ก็ไม่ใช่...หรือเพราะผม ยึดติดกับอดีตมาก จนเกินไปก็ไม่รู้....

จาก: สาโรจน์
วันที่: 25/02/51 - 12:13 น.
IP Address: 58.8.234.xx
ความคิดเห็นที่ 55
หรือเพราะผม ยึดติดกับอดีตมาก จนเกินไปก็ไม่รู้

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ขออนุญาตแส่หน่อยนะคุณหมอ (เห็นใครๆ เรียกคุณว่างี้)

ประเด็นนี้กำลังฮ็อตฮิตในตอนนี้เลย

ก็จากหนังเรื่อง No Country for Old Men นะแหละ

หรือว่าโลกใบนี้จะไม่มีที่ทางสำหรับคนแก่ๆ อีกแล้ว

ไม่จริงมั้ง ถ้าไม่ยึดติดหรือเอาแต่โหยหาอดีตมากเกินไป

จริงๆ การโหยหาอดีตก็ไม่ผิด เพราะเป็นการจรรโลงใจอย่างหนึ่ง

แต่ก็ไม่ควรฟูมฟายกับมันจนเวอร์

อยากแนะนำให้คุณหาดีวีดีหนังเพลงเรื่อง Hairspray

ฉบับสร้างใหม่ที่ จอห์น ทราโวลตร้าเล่น มาเปิดดู

แล้วอ่านคำร้องของแต่ละเพลงที่แปลเป็นซับไทย

อย่างพินิจพิเคราะห์นะครับ คุณจะสามรถเปิดใจรับสิ่งใหม่ๆ ได้

เรื่องแบบนี้กำลังเป็นประเด็นใหญ่เลยของสังคมมนุษย์

ลองสังเกตหนังทุกเรื่องนะครับ จะเจอบ่อย

อย่างหนังจีนตำนานรักดอกเหมยตอนบ่ายนั่น

ก็มีตัวละครตัวหนึ่งพูดว่า "เราต้องหัดใส่รองเท้าของคนรุ่นใหม่แล้วนะ"

หนังญี่ปุ่นเรื่องฮูล่า เกิร์ล ที่แม่นางเอก

คัดค้านการสร้างฮาวายเอี้ยนเซ็นเตอร์ตั้งแต่ต้น

ก็เปลี่ยนใจในตอนหลัง บอกว่าจะเป็นไรไป

ถ้าคนรุ่นหลังจะไม่ทำเหมือง แล้วหันมาเต้นฮุลา ฮูล่า กัน

มันก็เป็นอาชีพหาเลี้ยงตัวเหมือนกันนี่

โลกเปลี่ยนไปแล้ว ถ้าเราเปิดใจยอมรับสิ่งใหม่ๆ

มันก็ต้องมีมี่ทางสำหรับคนแก่เสมอ

แม้แต่กรรมการออสการ์ปีนี้ยังให้รางวัลกับ

หนังแนวใหม่อย่าง No Country

ที่สมัยก่อนพวกเขาทำใจยอมรับไม่ได้เลย

แต่ตอนนี้พวกเขาเปิดใจแล้ว หนังเรื่องอื่นก็เป็นแนวใหม่ทั้งหมด

บางเรื่องก็อินดี้นิดๆ บางเรื่องก็อินดี้จ๋า

สไตล์ออสการ์เดิมๆ ไม่มีอีกแล้ว

หนังที่ไทยเราส่งไปประกวดจึงผิดเทรนด์ของเขาไปถนัด

หนังแบบนี้ไม่อยู่ในสายตาของพวกเขาแล้วครับ

ถึงจะแก่ แต่ความคิดหนุ่มสาวกันไปหมดทั้งฮอลีวู้ดในยามนี้

(ขออภัย ถ้าผมปากเสีย)











จาก: ดำรง
วันที่: 25/02/51 - 22:39 น.
IP Address: 118.174.144.xx
ความคิดเห็นที่ 56



พาไปเที่ยวโรงหนังคาเธ่ย์เมื่อ 40 กว่าปีที่แล้ว
ผมดีใจมากเมื่อแม่บอกผมว่า ให้แต่งตัวจะไปดูหนังกัน ผมถามที่ไหน
แม่บอกว่า คาเธ่ย์ ผมรีบแต่งตัวทันที แม่บอกว่าจะพาไปดูหนังเรื่อง ปูจ๋า ซึ่งตรงกับปี 2510 ถ้าใครได้อ่านเรื่องราวของผมจะทราบว่า เส้นทางการ
ไปเที่ยวของผม มีเส้นทางลัดอยู่ทาง ที่ต้องใช้การเดินเท้า นั่นคือเดิน
จากถนนอุรุพงษ์ใน ผ่านวัดพระยายัง เข้าตลาดมหานาค มาที่โบ๊เบ๊
ปัจจุบัน สมัยก่อนเสื้อผ้าไม่เยอะเหมือนสมัยนี้ แถวมหานาค มีเรือจอดอยู่
เต็มคลองมหานาคไปหมด ขนส่งสินค้าประเภท ผัก แตงโม ผลไม้ต่าง ๆ
ที่มาจากสวน ผมกับแม่เดินไปเพื่อไปขึ้นรถเมล์สาย 53 เป็นรถรอบเมือง
ที่มาวิ่งแทนเส้นทางรถราง คือวิ่งตั้งแต่เทเวศน์ มามหานาค ผ่านหัว
ลำโพงเข้าเยาวราช ออกมาทางศาลาเฉลิมไทย เข้าบางลำภู กลับมาเท
เวศน์ อย่างเดิม สาย 53 มีวนซ้ายกับวนขวา สีเขียววนซ้าย สีแดงวน
ขวา หมายถึงสีตัวรถนะครับ ผมต้องขึ้นสีเขียว เพราะจะได้ตรงไปยังเยาวราช อันเป็นที่ตั้งของโรงหนังคาเธ่ย์โดยเร็ว สมัยก่อนรถไม่เยอะ พอมาถึงหน้าโรงหนังคาเธ่ย์ก็เดินข้ามถนนได้อย่างสบาย หน้าโรงหนังคาเธ่ย์
เข้าได้สองทางคือเข้าในซอย หรือไม่ก็หน้าถนนเยาวราช ซึ่งมีช่องทางเข้าเล็กๆ ตรงคาเธ่ย์ บริเวณที่ตั้งโรงหนังคาเธ่ย์สมัยก่อนจะเรียกว่าตึกเก้า
ชั้น ที่นั่นในซอยตรงข้ามโรงหนังจะมีตึกสูง 9 ชั้น สมัยนั้นถือว่าสูงมากเลย แม่ผมต้องมาก่อนหนังฉายประมาณ 1 ชั่วโมง เพราะต้องมาเตรียม
รอเข้าแถวซื้อตั่ว แม่ผมจะชอบดูหนังรอบแรก แล้วสมัยก่อนหนังรอบแรก
จะเป็นรอบ 1 ทุ่ม โปรมแกรมจะเปลี่ยนในรอบทุ่ม เช่นรอบเช้าฉายเรื่อง
เก่า รอบทุ่มจะเปลี่ยนเป็นเรื่องใหม่ เป็นรอบปฐมทัศน์ มีดนตรี มีการ
แสดง ก่อนหนังฉายครึ่งชั่วโมง คนดูจะมองไปที่ห้องขายตั๋ว ถ้าเปิดไฟ
เมือ่ไหร่ก็จะเข้าแถวซื้อตั๋วกัน แม่ผมรู้ใจผมบอกให้ผมไปเดินที่ยว ผมก็
ไปตามโรงหนังแถวนั้น สมัยก่อน โรงหนังสำหรับเด็ก ๆ ก็คือ โรงหนัง
แคปปิตอล ซึ่งตั้งอยู่ด้านหลังโรงหนังคาเธ่ย์ บริเวณถนนเจริญกรุง ถาม
ว่าทำไมเด็กถึงชอบโรงหนัง นี้ เพราะที่นี่จะฉายหนังญี่ปุ่น หนังโปรด
ของผมก็คือเรื่อง นินจาฮาตาริ ซึ่งจะมีฉายเป็นตอน ๆ ไม่ใช่หนังการ์ตูน
นะครับ เป็นหนังเรื่อง นักแสดงจะสวมหน้ากาก ใส่ชุดนินจา อีกเรื่องก็
คือ ก๊อตซิล่า ทุกครั้งที่มาดูหนังคาเธ่ย์ ผมเป็นต้องแวะโรงหนังแคปปิ
ตอลเป็นประจำ เมื่อดูโรงหนังนี้เสร็จผมก็จะไปดูโรงหนังเทียนกัวเทียน
อีกโรงผมจำชื่อไม่ได้ แต่ไม่ใช่โอเดี้ยน ตรงนั้นจะเป็นอีกกล่มที่ผมจะ
เล่าให้ฟัง เวลาผมไปดูหนังที่โรงหนังศาลาเฉลิมบุรีครับ แหม๋มกำลัง
มันเลย ผมต้องไปทำงานแล้ว ไว้ตอนค่ำผมกลับมาจะเล่าบรรยากาศ
รอบแรกของการฉายหนังเรื่อง ปูจ๋า ให้ฟังครับ

จาก: ชัยโรจน์
วันที่: 26/02/51 - 8:11 น.
IP Address: 124.120.164.xx
ความคิดเห็นที่ 57
ใครที่ชอบเรื่องในอดีต ผมเกรงใจคุณมนัส เลยเปิดกระทู้ใหม่ชื่อเล่าเรื่องอดีต ติดตามอ่านได้พร้อมกับภาคต่อของโรงหนังคาเธ่ย์แห่งความทรงจำครับ

จาก: ชัยโรจน์
วันที่: 27/02/51 - 8:01 น.
IP Address: 124.120.160.xx
ความคิดเห็นที่ 58



ขออนุญาตแนะนำหนังไทยครับ

ชื่อ เปิดม่านคนดังหลังวัง
โดย ผู้แต่ง ภราดร ศักดา
สำนักพิมพ์ สยามบันทึก
แนว ศิลปวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์

เป็นหนังสือที่รวบรวมเรื่องราวหลังม่านคนดัง บทกระซิบวงการบันเทิง
ไทยยุคโก๋หลังวัง แรกเริ่มวงการภาพยนตร์ไทยจนเข้ายุคเฟื่องฟู บันทึก
เหตุการณ์ผ่านสายตาและความทรงจำของนักเขียนบทหนัง บทละครและ
นักเขียนชื่อดังอย่างคุณภารดร ศักดา ซึ่งเป็นที่คุ้นเคยชุมนุมชาวหลังวัง
เป็นอย่างดีตั้งแต่สมัยหนังไทยยังไร้เสียง จนมาถึงยุคระบบเสียงดิจิตอล
ในปัจจุบัน

ราคา 180 บาท


จาก: เอกชัย
วันที่: 01/03/51 - 8:09 น.
IP Address: 202.5.84.xx
ความคิดเห็นที่ 59
แฮะ แฮะ ผมไปนั่งอ่านฟรีที่ B2S เซ็นทรัลเวิร์ล จนจบเล่มแล้ว

ถ้าไม่ซื้อ เจ้าของหนังสือเขาจะโกรธผมหรือเปล่านะ ไม่ชอบอาร์ทเวิร์คอ่ะ

อ่านแล้วก็เลยหายงงว่าทำไมมีรูปคุณทักษิณอยู่บนปก

อ่านแล้วหายสงสัยเลยว่าทำไมคนบันเทิงยุคเก่าถึงนับถือคุณทักษิณกันนัก

ผมอ่านแล้วซึ้งตรงที่คุณทักษิณเซ็นเช็คหนึ่งหมื่นบาท

ให้กับคนสร้างหนังคนนึงที่เข้าไปขอเงินคุณทักษิณ

(สมัยที่คุณทักษิณยังเป็นนักสร้างหนัง แต่เจ๊งทุกเรื่องจนต้องเลิก)

เพราะเมียกำลังจะคลอดแต่ไม่มีเงิน

เพราะทั้งเนื้อทั้งตัวคุณทักษิณมีเงินแค่หมื่นสาม

แต่ก็ให้ไปหมื่น เก็บไว้ใช้เองแค่สามพัน

คนขอยังบอกว่าเห็นสมุดเช็คมีเงินแค่หมื่นสาม

นึกว่าคุณทักษิณจะให้แค่สามพันซะอีก

คุณอาเอ๊ด กรุง นที ของคุณเอกชัย

ยังพาชาวบ้านไปรับคุณทักษิณที่สนามบินเมื่อสองวันก่อนตั้งสามพันคนเลย

"เฉพาะของผมคนเดียวเตรียมเอาไว้ 3 พันคน นี่ยังไม่รวม ส.ส.ท่านอื่นอีก

บรรยากาศคงจะคึกคักดี มีชาวบ้านมาย้ำกับผมว่า

เขาอยากไปต้อนรับอดีตนายกฯ มาก

และถ้าไปแล้วต้องพาเขาเข้าไปหาท่านให้ได้

จะขอหอมแก้มท่าน เพราะคิดถึงมาก

ช่วงที่ท่านไม่อยู่เขาไม่เป็นอันทำอะไร

ต้องร้องไห้กันทุกคืนเลย กลับมาแล้วจะได้หายคึดถึง"

นายนที สุทินเผือก กล่าว (จากไทยรัฐ)

จาก: ดำรง
วันที่: 01/03/51 - 20:22 น.
IP Address: 118.174.231.xx
ความคิดเห็นที่ 60
สวัสดีครับ...
ไม่รู้เป็นไร หมู่นี้พอเข้าเน็ตทีไร เน็ตเป็นต้องเสียทุกที...

อาจเป็นควันหลงจาก เคเอฟซี ที่ผมคุยกับคุณสาโรจน์ไว้..
คุณสาโรจน์ถึงนำคำพูด " หรือเพราะผม ยึดติดกับอดีตมาก จนเกินไปก็ไม่รู้"
มากล่าวซ้ำอีกทีหนึ่ง..แล้วคุณดำรงก็เลยร่วมแสดงความคิดเห็น..
คืนนี้ กลับจากคลองถม ทีแรกนึกว่า จะเจอคุณสาโรจน์อีก แต่ไม่เจอ..

ประเด็นว่า ยึดติดกับอดีตมากจนเกินไปหรือไม่นั้น..
ผมเองก็มักจะถามตัวเองอยู่เสมอ..เมื่อเวลาไปคุยเรื่องหนังไทยเก่าๆ
หรือเรื่องราวเก่า ๆ (ไม่เฉพาะหนังไทย) กับคนอื่น ๆ...(ในกรณีที่เขา
ไม่สนใจจะฟัง..)
ผมว่า มันเป็นความชอบส่วนตัวมากกว่า...ใครเขาไม่ชอบก็อย่าไปบังคับ..

ขอบคุณคุณเอกชัยที่เอาข่าวมาฝาก..
ส่วนคุณชัยโรจน์บอกว่าจะไปเปิดกระทู้ใหม่..ก็ไม่เป็นไรครับ
ว่าง ๆ ก็แวะมาทักทายกันบ้าง
ฉบับนี้ ผมมีบทความมาฝากครับ...

แกะรอย.. โสเภณีหนังไทย

โสเภณี เป็นอาชีพที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรมอันดีของประชาชน แต่ก็ใช่ว่า จะไม่เคยมีหญิงโสเภณีให้เราเห็นบนจอเงิน บท บาทนี้ท้าทายความสามารถและศรัทธานิยมของดาราระดับนางเอกเป็นอย่างยิ่งหากเธอรับเล่น ฉบับนี้ จะตามไปแกะรอยโสเภณีจากหนังไทยเก่า ๆ กัน

ครั้งหนึ่ง คุณาวุฒิ เศรษฐีตุ๊กตาทอง เคยทาบทาม เพชรา เชาวราษฎร์ ให้เล่นบทโสเภณีในเรื่อง หญิงคนชั่ว แรก ๆ เพชราก็ลังเลใจ แต่พอตัดสินใจเล่น หนังเรื่องนี้กลับไม่ได้สร้างเพราะค่ายโยคีสถานสี่พระยาซึ่งเคยสร้างมาก่อนเมื่อปี 2498 ออกข่าวว่าจะนำกลับมาฉายอีก คุณาวุฒิจึงหันไปสร้างเรื่อง แม่ศรีไพร (2514: นาท-เพชรา) แทน เราจึงไม่ได้เห็นฝีไม้ลายมือของเพชรากับบทบาทนี้ แต่พอปี 2517 เพชราก็ได้เล่นบทหญิงที่ต้องขายตัวหาเงินช่วยคนรักที่กำลังป่วยจากเรื่อง ดอกคูนเสียงแคน แต่บทก็ไม่ได้หวือหวาอะไร

ปี 2515 ฉลอง ภักดีวิจิตร เปิดตัว อโนมา ผลารักษ์ นางเอกใหม่จากหนังเรื่อง 2 สิงห์ 2 แผ่นดิน โดยให้สมบัติพบรักกับเธอในซ่องโสเภณี ขณะที่สิ้นปี ชุติมา สุวรรณรัตน์ ก็ให้สมบัติกับ เนาวรัตน์ วัชรา เจอกันในซ่องโสเภณีอีกจากเรื่อง แม่อายสะอื้น เป็นการพบกันเพื่อนำเรื่องไปสู่ความเข้มข้นก่อนที่จะได้บทสรุปว่านี่คือหนังชีวิตที่โด่งดังที่สุดของปีนั้น

ปี 2516 พิศมัย วิไลศักดิ์ ถูกหลอกลวงมาเป็นหมอนวดจากเรื่อง สักขีแม่ปิง แต่หนังกลับสู้บทของ นัยนา ชีวานันท์ สาวเหนือจากดอยติ ที่ออกติดตามหาไชยาชายคนรักมาถึงกรุงเทพฯ ไม่ได้ เธอต้องมาเป็นโสเภณี มาเป็นเมียเช่าของนายทหารญี่ปุ่น แม้ภายหลังเธอจะร่ำรวยจากทองคำที่ญี่ปุ่นทิ้งไว้ แต่เธอก็ยังคงปรารถนาจะขอพบชายผู้สวม แหวนทองเหลือง อยู่ตลอดเวลา แล้วหนังก็ทิ้งปริศนาไว้ตอนจบว่า เธอพบแล้ว เธอหนีเขาทำไม..

ปี 2517 มาลี..เธอเป็นกะหรี่ที่สวยที่สุด..เป็นคำพูดยอดฮิตของหนังเปิดตัวนางเอกใหม่ วิยะดา อุมารินทร์ จากเรื่อง เทพธิดาโรงแรม หนังที่กล้าตีแผ่ให้เห็นถึงชีวิตของโสเภณีในเมืองกรุง ชนิดที่ไม่มีใครกล้าทำมาก่อน จากนั้นพอปี 2520 เธอก็ได้ยกฐานะขึ้นเป็นหมอนวดขวัญใจของแท็กซี่หนุ่มชาวอีสานที่ชื่อ ทองพูน โคกโพ ราษฎรเต็มขั้น ขณะที่ยังมีอีก 2 เรื่องคือ รอยมลทิน กับ ทองประกายแสด ที่เข้ามาช่วยตอกย้ำให้เห็นว่า บทโสเภณีนี้ ถ้าเล่นให้ดี ๆ ก็ดังได้เช่นกัน รุ้งลาวัลย์ ศรีปฏิมากูร โด่งดังจาก รอยมลทิน ขณะที่ วันทนา บุญบันเทิง แจ้งเกิดได้สำเร็จจากบท อีทองดี ทองประกายแสด..กินเธอเมื่อไร ตายทันที ทำให้รุ่นน้องอย่าง ชุดาภา จันทเขตต์ ขอซ้ำรอยวันทนาอีกครั้งในปี 2531

ปี 2519 เนาวรัตน์ ยุกตะนันท์ แจ้งเกิดจาก แผ่นดินของเรา..ท้าย ๆ เรื่องมีบทที่เธอต้องขายตัวหาเลี้ยงนิรุตต์คนรักที่หนีตามกันมา เธอติดโรคร้ายและซมซานกลับไปตายที่ไร่ของสมบัติสามีคนแรก ขณะที่ใบหน้าหวาน ๆ ของ ปิยะมาศ โมนยะกุล กลายเป็นชนวนทำให้ซ่องโสเภณีหลายแห่งปั่นป่วนจากเรื่อง ไอ้แมงดา เธอถูกฉุดเข้าซ่องโน่นที ซ่องนั้นที แต่กรุงก็สวมวิญญาณพระเอกขี่ม้าขาวไปช่วยเธอได้ทัน พอสิ้นปีกรุงก็กลับมาอีกมาดหนึ่ง ครั้งนี้เป็น แมงดาปีกทอง

ปี 2521 มาลินี ภาวันตี กับ เนาวรัตน์ ซื่อสัตย์ ดูจะกล้าโชว์มาก ๆ กับบทโสเภณี มาลินีมาจากเรื่อง หล่อนชื่อมาลี (สูงเนิน) ส่วนเนาวรัตน์ดังจาก อีโล้นซ่าส์ หนังสองเรื่องนี้ จุดขายอยู่ที่การโชว์เนื้อหนังมังสาของนางเอกสาวต่างกับสองเรื่องนี้ ทาริกา ธิดาทิตย์ ใน เหนือกว่ารัก เธอต้องจำใจขายตัวเพื่อเลี้ยงลูกและสามี ขณะที่ หัวใจห้องที่ 5 นั้น ชุติมา สุวรรณรัตน์ ให้ ลลนา สุลาวัลย์ นางเอกวัยรุ่นยุคนั้น เล่นบทนางทางโทรศัพท์ที่มีลูกติด เสน่ห์ของเธอทำเอาอาจารย์มหาวิทยาลัยอย่างสมบัติตัดสวาทเธอไม่ขาด ขึ้นปี 2522 ลลนาก็เล่นบทหญิงขายตัวอีกครั้งจากเรื่อง บัณฑิตเหลือเดน แต่ครั้งนี้ ดูจะหนักกว่าเพราะยังให้ พิศมัย วิไลศักดิ์ ซึ่งเป็นแม่นำทางก่อน แม่ขายตัวเพื่อส่งลูกเรียนปริญญา พอเรียนจบใกล้รับปริญญา ลูกก็ขายตัวหาเงินรักษาแม่ทดแทนบุญคุณ หนำซ้ำยังให้น้องสาวถูกหลอกไปขายตัวอีกคน

ปี 2523 หดหู่ใจสุด ๆ กับ เสียงซึงที่สันทราย เนาวรัตน์ วัชรา กลับมารับโสเภณีอีกครั้ง แต่ครั้งนี้กลับใจและได้แต่งงานกับสมบัติ หนังจึงให้ สุพรรษา เนื่องภิรมย์ น้องสาวเข้ากรุงมาเป็นโสเภณีแทน แล้วโชคชะตาก็เล่นตลก ให้สมบัติมาได้สุพรรษาเป็นเมียอีก คนเรียกว่า วางเรื่องให้หมิ่นเหม่วุ่น ๆ จนรอบแรกหนังไม่ผ่านเซ็นเซอร์

ปี 2525 ชนะ คราประยูร เปิดซ่องโสเภณีให้เห็นจะ ๆ ในเรื่อง แม้เลือกเกิดได้ มีนางเอกอย่าง เนาวรัตน์ ยุกตะนันท์ อัญชลี ชัยศิริ อัจฉรา รอดสาตรา อลิศ คริสตัน รวมหมู่กันเป็นอีตัวประจำซ่องพร้อมกับทิ้งแง่คิดดี ๆ ให้หลายอย่าง ฉากจบที่เนาวรัตน์อุ้มลูกเล็ก ๆ เดินกลับบ้าน แล้วมีแม่ออกมารอรับนั้น ดูแล้วซึ้งในน้ำใจของคนเป็นแม่จริง ๆ

ปี 2527 พรพรรณ เกษมมัสสุ รองนางเอกจากเรื่อง สาวนาสั่งแฟน ก็ถูกหนุ่มเมืองกรุงหลอกมาขายซ่อง ขณะที่ แมวไทยภาพยนตร์ปั้น พัชนี บุนนาถ ดาวยั่วคนใหม่เป็นนางเอกแฉชีวิตโสเภณีจากเรื่อง หล่อนชื่อแสงโสม ส่วน ถนนนี้ของบัวไร นั้น ไม่รู้ว่าสร้างแรงขนาดไหน หนังจึงไม่ผ่านเซ็นเซอร์ รุ่งขึ้นอีกปีจึงมี แรมจันทร์ คุณนายโรงแรม ออกมาฉายแทน แต่ที่รันทดสุด ๆ ก็เห็นจะเป็นมรดกโสเภณีตกทอดของสองแม่ลูกคือ พิศมัย วิไลศักดิ์ กับ รัชนู บุญชูดวง จากเรื่อง เดือนเสี้ยว แม่เป็นโสเภณีเพราะผัวตาย แต่ลูกเป็นโสเภณีเพราะคนรักไม่เข้าใจในตัวเธอ ทั้งคู่เล่นได้ดีเหลือเกิน

ปี 2530 พิม วัฒนพานิช เด็กสาวหนีตามคนรักไป แต่ กว่าจะรู้เดียงสา เธอก็กลายเป็นโสเภณีเสียแล้ว ต่างกับ สินจัย หงส์ไทย ที่ถูกจับแต่งให้ไปเป็นเมียน้อย เมื่อเธอพยายามหนีให้พ้น ชีวิตเธอกลับยิ่งดิ่งลงเหวเรื่อย ๆ เปรียบเสมือน สายน้ำที่ไม่ไหลกลับ ขณะที่ปี 2531 นาถยา แดงบุหงา นางเอกคู่กันอีกคน ก็เริ่มร้อนแรงกับบทรักที่ถูกทอดทิ้ง เธอจึงยอมขายตัวหาเงินเลี้ยงพ่อแม่พี่น้องจากเรื่อง คนกลางเมือง

ปี 2532 ดาริน กรสกุล ตีแผ่เรื่องราวโสเภณีไทยที่ลงทุนไปขุดทองในต่างแดนจากเรื่อง กลกามแห่งความรัก หนังที่ถูกคาดว่าจะโป๊ แต่กลับไม่โป๊ ขณะที่ปี 2533 รุจน์ รณภพ ก็ส่ง ภัสสร บุณยเกียรติ นางเอกเซ็กซี่ไปเป็นโสเภณีอีกมุมหนึ่งของโลก เรื่องราวของทั้งสองคนนี้ดูแล้วโหดร้ายจริง ๆ พอปี 2543 จินตหรา สุขพัฒน์ ก็ได้เล่นบทโสเภณีเพราะผลพวงพิษภัยเศรษฐกิจหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จากเรื่อง สตางค์ ถัดมาปี 2546 บ้านพี่สมรเมื่อ 50 ปีก่อนก็กลับมาย้อนยุคให้เราสัมผัสคุณเธอทั้งหลายจากเรื่อง สนิมสร้อย

.............................


จาก: มนัส138
วันที่: 02/03/51 - 1:45 น.
IP Address: 210.86.217.xx
ความคิดเห็นที่ 61
ความจริงผมได้อ่านบทความของคุณมนัสในฟิล์มแอนด์สตาร์

ก่อนที่จะมาได้อ่านข้อความของคุณสาโรจน์และพี่ชัยโรจน์เสียอีก

ซึ่งก็เป็นประเด็นเดียวกัน

ก็ถือเป็นเสรีภาพส่วนบุคคลแหละครับ

เพียงแต่ผมคิดว่าถ้าคุณรุ่นก่อน

หากอยากจะถ่ายทอดสิ่งที่ตัวเองชอบลงไปยังคนรุ่นหลัง

ก็ต้องเข้าหากัน ยอมถอยกันคนละก้าว และพูดภาษาเดียวกับคนรุ่นหลังบ้าง

ไม่สุดโต่งน่ะครับ ยกตัวอย่างสดๆ ร้อนๆ ก็เช่นหนังสือเล่มข้างบน

ที่คุณเอกชัยสแกนภาพปกมาให้ดู

จนถึงวันนี้ผมก็ยังงงๆ อยู่ว่าการทำหนังสือที่เล่าเรื่องเก่าๆ

เหตุใดถึงต้องทำหน้าปกทำอาร์ตเวิร์คจัดรูปเล่ม

ให้มันเชย ล้าสมัยมันไปทุกเล่มด้วยก็มิทราบ

จะใช้รูปแบบที่ทันสมัยแต่คงสาระเดิมไว้ไม่ได้หรืออย่างไร

(ถ้าจะเก่าแบบคลาสสิกก็เป็นอีกเรื่องที่ยอมรับได้)

เพื่อให้คนรุ่นหลังสนใจที่จะหยิบจับบ้างน่ะครับ

เราพวกเราคนรุ่นเก่าจะได้ไม่ต้องมานั่งบ่นอีกว่า

เด็กรุ่นนี้ทำไมถึงไม่สนใจของเก่าๆ หนังไทยเก่าๆ กัน ทำไมไม่ช่วยอุดหนุน

ผมขอย้ำว่าหนังไทยเก่าๆ นะครับ

เพราะหนังฝรั่งเก่าๆ เด็กไทยรุ่นใหม่ๆ ก็ซื้อกัน เก็บกัน ดูกัน โดยเฉพาะดีวีดีที่ทำในเมืองไทยนี่แหละ

ลองดูรูปแบบของเขานะครับ

การออกแบบ การดีไซน์ แพคเกจ เหล่านี้คือ

วัฒนธรรมอย่างหนึ่งของคนรุ่นใหม่

สิ่งต่างๆ เหล่านี้คือสิ่งที่จะช่วยเพิ่มคุณค่าและมูลค่าให้กับของนั้นๆ ครับ







จาก: ดำรง
วันที่: 02/03/51 - 22:18 น.
IP Address: 118.174.242.xx
ความคิดเห็นที่ 62



ผมขออนุญาตยกตัวอย่างการถ่ายทอดหนังเก่าๆ ของคนรุ่นเก่า

สู่คนรุ่นใหม่ของฝรั่งมาให้พิจารณากันนะครับ

เอาพระเอก ร็อค ฮัดสัน ที่พี่ชัยโรจน์ชื่นชอบก็ละกัน

นี่คือดีวีดีรวมหนัง 5 เรื่องของพระเอกคนนี้หลังจากที่ออกมาแล้วหลายชุด

บนปกมีรูปของพระเอกคนนี้เป็นขาวดำดูดีมีคลาส

(ไม่ได้มาจากหนังเรื่องไหนด้วย เป็นแค่ภาพถ่ายธรรมดาๆ)

และที่สำคัญคือดูร่วมสมัย ข้างในเป็นซีนต่างๆจากหนัง

โดยใช้โฟโต้ช็อปทำฟุ้งแบบที่โปสเตอร์หนังสมัยใหม่นิยมทำกัน

เท่าที่ได้อ่านความเห็นของเด็กรุ่นนี้ในเว็บบอร์ดดีวีดีของฝรั่ง

ก็อย่างเช่น "แม่ง ปกโคตรเจ๋ง (cool) ยูนิเวอร์แซลออกมาดูดเงินกรูอีก
แระ"

"ชุดนี้ต้องสอย สวยมั่กๆ หนังของลุงร็อคดูแล้วนอนหลับฝันดีทุกเรื่อง"

นี่ขนาดดาราที่ได้ชื่อว่าน่าจะขายไม่ได้อีกแล้ว

ไม่ว่าจะกับคนรุ่นเก่าหรือคนรุ่นใหม่

เพราะเขาคือตำนานของดาราคนแรกของโลกที่เป็นโรคเอดส์

ที่สำคัญคือการปกปิดตัวเองว่าเป็นเกย์

แต่เล่นหนังเป็นเพลย์บอยกุ๊กกิ๊กกับสาวๆ ตลอด

แต่เหตุใดคนรุ่นใหม่ของประเทศเขาถึงรับได้

เป็นผมก็ซื้อเหมือนกันถ้าตัวแทนในเมืองไทย

ทำดีวีดีชุดนี้ออกมาขายด้วยรูปแบบนี้ ผมอาจเปิดดูผ่านๆ บ้าง

เพราะไม่ได้เป็นแฟนหนังของพระเอกคนนี้

แต่คงเอาตัวแพคเกจของดีวีดีชุดนี้มาลูบคลำบ่อยๆ แน่ๆ

เพราะมันสวยอย่างที่พวกฝรั่งเด็กๆ มันคอมเมนต์กันจริงๆ นะแหละ

ก็หวังว่าจะได้เห็นดีวีดีหนังของมิตร ชัยบัญชา ในรูปแบบเช่นนี้

ที่เด็กๆรุ่นนี้แย่งกันมาครอบครองบ้าง




จาก: ดำรง
วันที่: 02/03/51 - 22:49 น.
IP Address: 118.174.242.xx
ความคิดเห็นที่ 63



.

จาก: ดำรง
วันที่: 02/03/51 - 22:52 น.
IP Address: 118.174.242.xx
ความคิดเห็นที่ 64



.

จาก: ดำรง
วันที่: 02/03/51 - 22:55 น.
IP Address: 118.174.242.xx
ความคิดเห็นที่ 65
ขออภัย ปกสี มิใช่ขาวดำ พิมพ์ผิดครับ

จาก: ดำรง
วันที่: 02/03/51 - 23:05 น.
IP Address: 118.174.242.xx
ความคิดเห็นที่ 66



อีกเรื่อง เซิร์ชมาให้ชม เมื่อคราวเป็นโปสเตอร์หนัง

จาก: ดำรง
วันที่: 02/03/51 - 23:11 น.
IP Address: 118.174.242.xx
ความคิดเห็นที่ 67



เปรียบเทียบกับภาพปกดีวีดีเมื่อผ่านการออกแบบใหม่

โดยคนรุ่นใหม่ เพื่อจำหน่ายแก่คนรุ่นใหม่

จาก: ดำรง
วันที่: 02/03/51 - 23:14 น.
IP Address: 118.174.242.xx
ความคิดเห็นที่ 68
ถ้าไม่ยึดติดชนิดห้ามเปลี่ยนแปลงของเก่า

ของเก่าๆ ก็ยังคงคงดำรงอยู่ได้เสมอ

ก็ทีจากฟิล์มเปลี่ยนมาเป็นดีวีดียังยอมรับกันได้

แล้วกับแค่ปกดีวีดีถ้าจะเปลี่ยนแปลงบ้างมันจะกระไรนักหนากันเชียว

จาก: ดำรง
วันที่: 02/03/51 - 23:19 น.
IP Address: 118.174.242.xx
ความคิดเห็นที่ 69
สวัสดีทุกท่านครับ..

สวัสดีครับคุณดำรง..

ผมดูปกดีวีดีที่คุณดำรงนำมาเป็นตัวอย่างให้ดูแล้ว ยอมรับว่า สวย
และสะดุดตามาก.. การออกแบบปกความจริงก็เป็นเรื่องสำคัญเหมือนกัน..
เฉพาะตัวผมเอง แม้จะชอบปกแบบไหน ก็ยังคงคำนึงถึงตลาดเหมือนกัน
คือคำนึงว่า ต้องให้ขายได้ ต้องให้คนทำหนังอยู่ได้.. แต่สำหรับหนังไทย
แล้ว หากมีการทำปกใหม่ จะถูกมองว่า ไม่มีปัญหาหาใบปิดที่แท้จริง
มาใส่ปก จึงเป็นที่ลำบากใจของคนทำปกอย่างมาก..

ยกตัวอย่าง วีซีดีเรื่อง ช่างร้ายเหลือ ที่ใช้ปกใหม่ ก็เจอปัญหาแบบนี้
และเกิดการชะงักงันของลูกค้าที่เห็นปกเป็นไพโรจน์ สังวริบุตร ใหม่ๆ
แต่ชื่อหนังกลับเป็น ช่างร้ายเหลือ ที่เป็นหนังเก่า วีซีดีเรื่องนี้จึงขาย
ยากหรือต้องแจ้งว่า เป็นหนังเก่า แต่ทำปกใหม่...เพราะอะไร ก็เพราะ
เรายึดติดกับใบปิดหนังเก่า.. ซึ่งไม่ใช่ความผิดของคนชอบนะครับ

บางครั้งบางทีเราก็ต้องยอมนะครับ..หนังไทยเคยยิ่งใหญ่ในประเทศ
แต่พอเป็นหนังไทยเก่า ๆ ก็จะเหลือคนซื้อเฉพาะที่เคยเป็นคนดูมาแล้ว
เท่านั้น ส่วนคนรุ่นใหม่ หวังได้ยากมาก..ผมว่า หากมีหนทางอะไรที่
ทำให้คนรุ่นใหม่สนใจหนังไทยเก่า ๆ ได้แล้ว ก็น่าจะทำ.อย่างเช่น
การเข้าไปเขียนเล่าเรื่องหนังไทยเก่า ๆ ในฟิล์มสตาร์ของผม ผมเชื่อว่า
วันหนึ่งที่คนรุ่นใหม่ ๆ ได้อ่านเรื่องราวที่เขาชอบ แล้วบังเอิญมาเจอ
ใบปิดเก่า ๆ มาเจอเรื่องราวเก่า ๆ ก็อาจทำให้เขาสนใจหนังไทยเก่า ๆ
ได้เช่นกัน.. ผมช่วยในส่วนนี้แล้ว ก็ต้องเป็นหน้าที่ของคนขายหนังที่
ต้องช่วยสานต่อ..

การนำเรื่องราวเก่า ๆ ให้เข้าสู่คนรุ่นใหม่ จึงจำเป็นต้องอาศัยคนรุ่นใหม่
ไม่ต้องอะไรหรอกครับ ให้สังเกตไปที่เพลงที่ร้องโดยนักร้องใหม่ที่เป็น
ซุปเปอร์สตาร์... ครั้งหนึ่ง พี่เบิร์ด เคยร้อง สาวจันทร์กั้งโกป ของพรศักดิ์
ก็ทำให้คนรู้จักพรศักดิ์มากขึ้น..
อย่าง หนูมิเตอร์ ร้องเพลง ไร้อ้อยคอยรัก ก็ทำให้คนเก่า ๆ นึกถึงแหวนเพชร
ที่เคยร้องเพลงนี้ ..ของแบบนี้มันขึ้นอยู่กับการต่อยอด..ครับว่า เราจะ
ต่อยอดอย่างไรให้เกิดประโยชน์กับของเก่า ๆ (ด้วยความคิดที่ว่า ต้อง
ให้คนรุ่นใหม่สนใจ) ไม่ใช่ว่า พอเห็นเขาร้องเพลงเก่า ๆ แล้ว ก็ยิ่งได้ที
คิดว่า ของเก่าดี ของเก่าสำคัญ.. นั่น ผมว่าเป็นวิธีที่ผิดนะครับ..

ผมเองยอมรับการเปลี่ยนแปลงได้อยู่เสมอ..เพราะใจมันอยู่ที่เนื้อหนัง
ซึ่งผมคิดว่า เป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องมีการถ่ายทอดสู่คนรุ่นใหม่ ๆ
ฉะนั้น อะไรที่เป็นหนทางที่จะเข้าสู่คนรุ่นใหม่ได้ ผมก็พร้อมยอมรับครับ
แต่ถ้าถึงขนาดให้ไปบอกเจ้าของเงินที่เขาทำหนังขาย ไม่ว่าจะเป็น
คุณโต๊ะ คุณมงคล แล้ว ผมก็เกรงใจจริง ๆ .. ของแบบนี้ต้องให้ลูกค้า
เป็นคนบอกจะดีกว่าครับ...หรือคุณดำรงว่าอย่างไร..ว่าง ๆ ก็เข้ามาคุย
กันต่อนะครับ....


จาก: มนัส138
วันที่: 04/03/51 - 6:04 น.
IP Address: 202.133.143.xx
ความคิดเห็นที่ 70
สวัสดีครับพี่มนัส
เกี่ยวกับต้นฉบับ
ผมชอบเลือก และพิจารณานานๆ ในการซื้อหนังสือเทปหรือซีดีเพลง
เพราะกลัวว่าการทำปกใหม่ หรือภาพอื่นๆ ที่เห็นแล้วจำได้ว่าไม่เกี่ยวกันนั้น คิดหนักครับ เพราะเคยโดน(ส่วนมาก) เป็นการยำเนื้อใน เช่นหนังสร้างใหม่แต่ผสมกับภาพรุ่นเก่า หรือเทปปกเก่าแต่เพลงร้องทีหลัง
อะไรทำนองนี้
คยเห็นหนังซองบางเรื่องที่ตัดภาพในเนื้อหามาโชว์ให้เห็นบ้างในรอบเล็กๆ ข้างล่างปก ถือว่าโอเคคนทำจำหน่ายเขาเสนอให้เราเห็นว่ามาจากต้นฉบับจริง เช่น หนังคาวบอยเก่าๆ
อย่างหนังจีน เช่น ชอว์ลิ้วเฮียง บางค่าย ยำปกผสมปนเปซื้อไปพอเปิดดูคนละเรื่อง คนรุ่นใหม่ก็ตามนานๆ เข้าเขาก็รู้ว่ายำปก ไม่สามารถนำมาอ้างอิงหรือเป็นความรู้ประวัติศาสตร์ได้ เรื่องเล็กๆ น้อยๆ แต่อาจเป็นความรู้ที่ดี
ฯลฯ
มาช่วยดันกระทู้นะครับ


จาก: คนชะอวด
วันที่: 04/03/51 - 18:44 น.
IP Address: 125.27.166.xx
ความคิดเห็นที่ 71
สวัสดีครับทุกท่าน..

สวัสดีครับคุณคนชะอวด.. นาน ๆ ผมจะเข้ามาที..กระทู้ก็เลยตกไปอยู่
หน้า 3 หน้า 4 แล้ว... ความจริง ตกไปแค่กระทู้นะครับ แต่ว่า หัวใจของ
คนรักหนังไทยเก่า ๆ นั้น ไม่ได้ตกไปเลย..
แทบทุกวัน ผมยังคุยกับเพื่อน ๆ ในเว็บ แต่เป็นทางโทรศัพท์ ซึ่งบาง
เรื่อง ก็เล่าสู่กันฟังได้ บางเรื่องก็เล่าไม่ได้...

สิ่งที่อึดอัดใจมาก ๆ ตอนนี้ก็เรื่อง การหาหนังไทยเก่า ๆ ตัวใหม่ ๆ
สักเรื่อง ซึ่งหาได้ยากมาก ๆ ที่เห็นตามท้องตลาด ก็มักจะเป็นหนังที่
เคยออกมาแล้ว มาออกใหม่ เพื่อน ๆ คนไหนที่ยังไม่เคยซื้อในรุ่นแรกๆ
ก็อุดหนุนกันหน่อยนะครับ...ส่วนผมนั้นจะซื้อก็ต่อเมื่อเป็นมาสเตอร์ที่แตก
ต่างและสมบูรณ์กว่าหรือไม่ก็ทำเป็นดีวีดีเท่านั้นครับ...

แล้วค่อยกลับมาพบกันใหม่นะครับ

จาก: มนัส138
วันที่: 10/03/51 - 22:15 น.
IP Address: 210.86.221.xx
ความคิดเห็นที่ 72



สวัสดีค่ะพี่มนัส
ขอใบปิดเรื่องข้างหลังภาพ เวอร์ชันอำพล-นาตยา ค่ะ
ถ้ามีภาพบรรยากาศในหนังสวยๆก็ขอด้วยนะคะ
แบบว่าหนูอินมากกะหนังเรื่องนี้

ขอบพระคุณล่วงหน้าค่ะ


จาก: หนูแพ
วันที่: 12/03/51 - 16:19 น.
IP Address: 203.172.201.xx
ความคิดเห็นที่ 73



สวัสดีครับคุณมนัส ..
มาแล้วครับ งานหนังกลางแปลงศาลเจ้าพ่อหลักเมืองขอนแก่น โดยคุณโอ วีรวัฒน์..วันนี้ฉายเรื่อง"ปีนเกลียว" ครับ..

จาก: อุ้ย ธวัชชัย
วันที่: 12/03/51 - 20:01 น.
IP Address: 222.123.15.xx
ความคิดเห็นที่ 74



พอใส่เลนส์สโคป ปรากฎว่า เลนส์อมแสงมาก ภาพเลยไม่ค่อยแจ่มเท่าใด


จาก: อุ้ย ธวัชชัย
วันที่: 12/03/51 - 20:03 น.
IP Address: 222.123.15.xx
ความคิดเห็นที่ 75



หนังจบแล้ว...ขออนุญาตเก็บของก่อนนะครับ..เสาร์หน้าโปรแกรมดี "ทะลักจุดแตก"

จาก: อุ้ย ธวัชชัย
วันที่: 12/03/51 - 20:05 น.
IP Address: 222.123.15.xx
ความคิดเห็นที่ 76
สวัสดีครับทุกท่าน.

สวัสดีหนูแพ..ไม่เจอกันนาน.. สงสัยจะลืม พี่ว่าใบปิด ข้างหลังภาพ
รุ่นอำพล นั้น น่าจะเคยลงแล้วนะครับ...แต่ถ้าไม่มีจริง ๆ เดี๋ยวจะจัดให้
ที่ว่า อินกับหนังเรื่องนี้ แสดงว่า ต้องอะไรที่เคยเป็นความหลังใช่มั้ยเอ่ย..
ว่าแต่ ปิดเทอม จะมีโอกาสเล็ดลอดมาถึง กทม.หรือเปล่าคุณครู...

ส่วนภาพจากจอหนังที่คุณอุ้ย ธวัชชัย นำมาให้ดูนั้น..
ดูแล้ว แปลกใจครับว่า ถ่ายตอนฉายจริง ๆ หรือว่าตอนลองเครื่องเพราะ
แถวหน้าจอ ไม่เห็นมีคนดูเลยครับ...ถ้าเป็นอย่างงั้นจริง ๆ คงเหงาแย่..

หนังเรื่อง ปีนเกลียว นั้น มีเพื่อนรุ่นน้องของผม แสดงด้วยครับ
จริง ๆ แล้วต้องบอกว่า เป็นเพื่อนกับน้องชายผมมากกว่า เพียงแต่ตอน
ที่เริ่มไปเก็บฟิล์มมาฉายสไลด์เล่น ๆ เพื่อนน้องคนนี้เขาชอบใจ เลยติด
ตามเอาอย่างผม เคยไปฉายหนังกลางแปลงด้วยกันตอนที่อยู่สุรินทร์
เขาชื่อว่า พงษ์ แต่ชื่อเล่นหนังของเขาใช้ วีรศาสตร์...หรือ บรรพต
ตอนที่ผมเริ่มเอาจริงเอาจังกับหนังกลางแปลง เจ้าพงษ์คนนี้ก็หันไปเอา
ดีทางหันมวยจีน ยูโด กับอาจารย์ป้อม เมืองสุรินทร์...
พอผมเข้ากรุงเทพฯ มาเรียน..ก็ห่าง ๆ กันไป เจออีกทีก็ตอนที่เจ้าพงษ์
เขาไปเป็นตัวประกอบให้กับหนังค่ายพันนา ฤทธิไกร.. พอกลับไปสุรินทร์
ไปเจอกัน เขาก็ถามผมว่า ยังชอบหนังเหมือนเดิมหรือเปล่า ผมก็ว่าชอบ
และตอนนี้เริ่มเก็บสะสมไว้ด้วย เขาก็เลยฝากให้เก็บหนังที่เขาแสดงไว้
ให้ด้วย.. นี่ก็เก็บไว้เกือบหมด แต่ก็ยังไม่มีโอกาสกลับไปเจอกันเลยครับ.




จาก: มนัส138
วันที่: 14/03/51 - 21:54 น.
IP Address: 210.86.222.xx
ความคิดเห็นที่ 77
ฉายเป็นเรื่องที่ 3 ครับ คุณมนัส คุณพงษ์เป็นหนึ่งในตัวเอกของเรื่อง
คนผิวคล้ำใช่มั๊ยครับ ......

จาก: อุ้ย ธวัชชัย
วันที่: 16/03/51 - 12:10 น.
IP Address: 125.26.139.xx
ความคิดเห็นที่ 78
วันนี้ได้แวะไปคลองถม ซื้อ DVD เรื่อง เขี้ยวเสือเล็บสิงห์ (สมบัติ-นาท-ไพโรจน์) และ 2 สิงห์ 2 แผ่นดิน (สมบัติ-เกาหย่วน) ของค่าย xXx มาครับลองเปิดดูทั้งสองเรื่องแล้ว เรื่องแรกภาพคมชัดสีสวยสดมาก แถมมีพากย์เป็นภาษาอีสานมาให้ด้วย แต่....งงอยู่นิดหนึ่งว่าทำไมเสียงไทยถึงต้องพากย์ใหม่ครับ หรือว่าฟิล์มต้นฉบับไม่มีเสียงพากย์ไทยมีแต่เสียงอีสานครับ (เสียงพากย์สมบัติ ยังคงให้คุณรอง มาพากย์เหมือนเดิม แต่ดูคุณรองจะพากย์ติดๆขัดๆไปเยอะเลยครับ) ขอคุณมนัสฯ ช่วยไขข้อข้องใจให้ด้วยครับ อีกอย่างบนปก DVD บอกว่าเสียงไทย 5.1 แต่พอเปิดดูแล้วเป็นแค่ 2.0 ครับ

ส่วนเรื่องที่สองความยาวหนังเพียงแค่ 70 กว่านาที ไม่ทราบว่าต้นฉบับจริงๆยาวเท่านี้หรือเปล่า แต่ยังไงก็ขอบคุณค่าย XxX ที่ออกหนังไทยหายากมาให้แฟนๆหนังไทยได้สะสมกัน

จาก: JasonSจัง!!!
วันที่: 16/03/51 - 16:06 น.
IP Address: 124.120.170.xx
ความคิดเห็นที่ 79
สวัสดีครับทุกท่าน...

ตามปกติ หนังกลางแปลงหากเป็นเรื่องที่ 3 แล้ว คนก็จะน้อยแบบนี้แหละ
ที่คุณอุ้ย ธวัชชัย ถามถึงคุณพงษ์นั้น ถ้าดูจากจอหนังที่ตอนใส่เลนส์สโคป
ก็เป็นที่นั่งข้าง ๆ คนเสื้อขาว พงษ์นั้นผมจะหยิกไปในทางหยักโศกนิดหน่อย..
ถ้าได้ดูเรื่อง ควงเธอมาปล้น ก็เล่นเป็นพระเอกคู่นางเอกเด็กที่ในเรื่องชื่อ
มัส นั่นแหละครับ..

ส่วนที่คุณ JasonSจัง!!! ถามถึง ดีวีดีของค่าย xxx นั้น เอาที่ตอบได้
นะครับ

ถามว่า ...DVD เรื่อง เขี้ยวเสือเล็บสิงห์ (สมบัติ-นาท-ไพโรจน์) เรื่องแรกภาพคมชัดสีสวยสดมาก แถมมีพากย์เป็นภาษาอีสานมาให้ด้วย แต่....งงอยู่นิดหนึ่งว่า ทำไมเสียงไทยถึงต้องพากย์ใหม่ครับ หรือว่าฟิล์มต้นฉบับไม่มีเสียงพากย์ไทย มีแต่เสียงอีสานครับ (เสียงพากย์สมบัติ ยังคงให้คุณรอง มาพากย์เหมือนเดิม แต่ดูคุณรองจะพากย์ติดๆขัดๆไปเยอะเลยครับ) ขอคุณมนัสฯ ช่วยไขข้อข้องใจให้ด้วยครับ อีกอย่างบนปก DVD บอกว่าเสียงไทย 5.1 แต่พอเปิดดูแล้วเป็นแค่ 2.0 ครับ ...

หนังเรื่อง เขี้ยวเสือเล็บสิงห์ นั้น ผู้สร้างทำก๊อปปี้เสียงพากย์ไทยไว้เพียง
ไม่กี่ก๊อบปี้เดียว จากนั้นก็ลงเสียงพากย์ภาษาอีสานหมด..เฉพาะแต่ที่ค้น
พบฟิล์มทั้งหมดที่คุณโต๊ะได้มาเอง 1ชุด กับ อีกหลายก๊อบปี้ที่หอฯ มีอยู่
ก็มีเสียงภาษาอีสานทั้งหมด...ตอนแรกแกยังคิดว่า จะไม่ทำด้วยซ้ำไป
แต่พอไปคุยกับเจ้าของหนังแกก็เลยอยากจะทำ..บางตอนจะมีเส้นฝน
แสดงว่า เป็นฟิล์มคนละก๊อปปี้กัน...เห็นเงียบหายไปนานเลย จู่ ๆ แกก็
ออกมาแบบนี้แหละครับ.. ส่วนระบบเสียงนั้น ผมไม่ค่อยถนัดครับ...

ถามว่า ...ส่วนเรื่องที่สองความยาวหนังเพียงแค่ 70 กว่านาที ไม่ทราบว่าต้นฉบับจริง ๆ ยาวเท่านี้หรือเปล่า แต่ยังไงก็ขอบคุณค่าย XxX ที่ออกหนังไทยหายากมาให้แฟนๆหนังไทยได้สะสมกัน..

ส่วนเรื่อง 2 สิงห์ 2 แผ่นดิน นั้น เป็นหนังในดวงใจของคุณโต๊ะแก
แกชอบมาก แกเคยพลาดตอนที่แกพากย์หนังอยู่ช่อง 3 แล้วมีหนังเรื่อง
นี้มาฉายให้แกพากย์ (ตอนนั้นแกยังไม่คิดทำวีดีโอออกขาย) แกก็พากย์
ไปงั้น ๆ แหละ ช่วงนั้น ช่อง 3 มีหนังไทยสั่งต่างประเทศมาฉายเช่น
สาวหมาป่า ใช้ชื่อว่า กุมารทองคะนองฤทธิ์ ส่วน 2 สิงห์ 2 แผ่นดิน
จำไม่ได้ว่า ตั้งชื่อว่าอะไร... พอแกมาเจอผม ก็เลยพูดคุยกันถึงเรื่องนี้
แกก็เลยพยายามตามหาเทปยูเมติกมาดู แต่ก็หาไม่ได้....ถามไถ่ไปยัง
ตัวแทนฉลอง ก็ได้ความว่า ไม่มีฟิล์มเนกาตีฟเพราะขายให้เมืองนอกไป
แล้ว..ส่วนก๊อปปี้เมืองไทย ก็ใช้กันจนพังไปหมด ไม่มีใครบริจาคเข้าหอฯ
เลยครับ...ผมเองก็เคยดูต้องเด็ก ๆ ตอนนั้นเขาทำเป็นฟิล์ม 16 สโคป
มาฉาย ฟิล์มก็แย่แล้ว...ผมยังเคยฟันธงว่า หมดสิทธิ์ได้ดูแล้ว..
บังเอิญว่า มีเพื่อน ๆ ในเว็บแจ้งข่าวมาว่า มีเป็นเทปหรือดีวีดีจากเมือง
นอกทำไว้ แต่จะถูกตัดทอนหนังให้สั้นลงไม่เกินชั่วโมงครึ่ง...
แกก็เลยขอดู...ดูไป ดูมา..ก็อยากทำ..แต่พอให้คนเก่งภาษามาฟัง ก็
เดาเสียงตั้งนานว่า เป็นภาษาอะไร...ดีที่ได้คุณนุ ลูกค้าประจำพันธมิตร
เอาไปให้เพื่อน ๆ ฟัง เขาบอกว่า เขาแปลได้ เพื่อนคุณนุก็เลยช่วยแปล
บทพากย์ให้... คุณโต๊ะก็เอาไปขัดเกลาพร้อมกับดูเรื่องย่อจากหนังสือ
ดาราเก่า ๆ ประกอบ..แล้วก็เลยตัดสินใจพากย์ใหม่ วางดนตรีใหม่..
และทำออกมา... อ้อ ส่วนเสียงเพลงที่ชินกร ไกรลาศ ร้องนั้น เสียงใน
ฟิล์มที่ได้มามีการให้นักร้องต่างประเทศมาร้องใหม่...แต่ทำนองเดิม
ทั้งคุณโต๊ะและผมก็ได้แต่คุ้น ๆ กับเพลงนี้ แต่นึกชื่อไม่ออก ..
เผอิญว่า คืนนั้น คุณอ๊อด อินทรีแดง ที่ชอบมิตรมานั่งอยู่ด้วย ก็เลยบอก
ว่าชื่อเพลง อยากกินคนสวย ร้องโดยชินกร ไกรลาศ แถมยังบอกว่ามี
เป็นเทปคาสเซทด้วย คุณโต๊ะก็เลยยืมมาให้ผมช่วยทำเสียงเพลงประกอบ..
ถ้าใครไปงานมิตรปีที่ผ่านมา..ช่วงที่ฉายหนังต้อนรับชินกร ไกรลาศ ก็จะ
ได้ฟังเพลงนี้เพราะผมตัดหนังท่อนนี้ไปฉายโชว์ชินกร..พอเสร็จงาน
ชินกรถึงกับถามว่า มีหนังเรื่องนี้ไหม อยากได้..ผมได้แต่บอกว่า รอให้
คุณโต๊ะทำออกมาก่อน....

ส่วนความยาวหนังจริง ๆ นั้น ถ้าเป็นก๊อบปี้เมืองไทยแท้ ๆ วัดจากความ
จำสมัยเด็ก ๆที่ได้ดูมา เชื่อว่า ต้องประมาณ 2 ชั่วโมงแน่ ๆ ครับ...

แล้วค่อยกลับมาพบกันใหม่นะครับ

จาก: มนัส138
วันที่: 16/03/51 - 23:39 น.
IP Address: 210.86.221.xx
ความคิดเห็นที่ 80
ถึงคุณมนัส...

ไม่ทราบง่าปืนเกลียว3..มีวีซีดีออกขายไหมครับ...
ที่หาซื้อมาได้มีแค่ภาค1-2
ชอบดูคิวบู๊..มันดี

จาก: โต้ง
วันที่: 17/03/51 - 8:22 น.
IP Address: 125.25.129.xx
ความคิดเห็นที่ 81
2 สิงห์ 2 แผ่นดิน ออกแล้วหรือครับ ดีจริงอยากดูมาก ระเริงชล ที่เคยออกมาแล้วตอนนี้หาไม่ได้เลย น่าจะออกใหม่นะครับ ส่วนข่าวคราวของ สันกำแพง มีความคืบหน้าอย่างไรบ้างครับ

จาก: อิท
วันที่: 17/03/51 - 9:03 น.
IP Address: 203.151.85.xx
ความคิดเห็นที่ 82
สวัสดีครับ...

ที่คุณโต้งถามถึงเรื่อง ปีนเกลียว 3 นั้น ผมยังไม่เคยเห็นวีซีดีลิขสิทธิ์ครับ
เคยเห็นแต่ วีดีโอลิขสิทธิ์ของซีวีดีวีดีโอ ออกเมื่อปี 2540 ครับ..
ดีใจครับที่คุณโต้งชอบคิวบู๊ของหนัง...
ว่ากันตามจริง หนังตระกูลพันนา ฤทธิไกร นั้น เขาจะเน้นคิวบู๊ที่เหมือนจริง
ดูแล้วเพลินดีครับ..โดยเฉพาะการให้ทีมพากย์ยำหนังได้ตามใจชอบ..
น่าเสียดายที่หนังขายได้แต่เฉพาะภาคอีสาน..

แต่ที่คุณอิทถามถึงหนัง 2 สิงห์ 2 แผ่นดิน ผมว่าป่านนี้คงรู้ว่าออกขาย
แล้วนะครับ ส่วนระเริงชล นั้น หมดลิขสิทธิ์ไปแล้ว
ส่วนเรื่อง สันกำแพง ยังไม่มีข่าวคืบหน้าครับ...

เมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา คุยกับเพื่อน ๆ หลายคน จากที่เคยคุยกันเรื่อง
หนัง.. ไป ๆ มา ๆ กลับเป็นเรื่องสุขภาพเพราะแต่ละคนก็อายุมากขึ้นเรื่อยๆ
เพื่อนบางคนก็เริ่มเล่าอาการป่วยให้ฟังบ้างแล้ว.. ก็ได้แต่ปลงเพราะสังขาร
ไม่เที่ยง..เหมือนกับคนชอบหนังไทยที่ทุกวันนับว่าจะไม่เที่ยงเช่นกัน..
ถึงวันนั้นทุกอย่างก็คงจบกัน..แม้จะยังรู้สึกว่า เสียดายที่ตอนเรามีแรง
เราน่าจะทำอะไรให้ได้มากกว่านี้......


จาก: มนัส138
วันที่: 17/03/51 - 22:44 น.
IP Address: 210.86.221.xx
ความคิดเห็นที่ 83



มีข่าวดี มาแจ้งแฟนๆหนังไทยกันอีกแล้วครับ หนังสือพิพิธภัณฑ์หนังไทย ฉบับ บู๊แซ่บ 2 ใกล้วางแผงแล้วครับ ในเล่มจะมีทั้งเจาะลึกคดีอาชญากรรม แผนการณ์ล่าทรชน รวมเรื่องราวหนังบู๊ไทย จากผลงานสุดยอดผู้กำกับ อาทิ ฉลอง ภักดีวิจิตร, คมน์ อรรคเดช, ส. อาสนจินดา, วิสันต์ สันติสุชา, รุจน์ รณภพ, ทรนง ศรีเชื้อ ฯลฯ เรื่องย่อ เบื้องหลังและข้อมูลพิเศษพร้อมภาพหายากจากทีมงาน "หนึ่งเดียว" และ "แฟนหนังไทย"

ซึ่งนิตยสาร Popcorn Mag เป็นผู้จัดพิมพ์ ไม่แน่ว่าอาจมีขายในงานหนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 36 ก็ได้นะครับ ต้องรอให้เจ้าของหนังสือเขามาบอกเองจะดีกว่า เอาเป็นว่าใครมีเวลาว่างลองแสะไปที่บูธโอเชี่ยนบุ๊คมาร์ท โซน C บู๊ท N 29 ระหว่างวันที่ 26 มีนาคม - 7 เมษายน 2551

จาก: JasonSจัง!!!
วันที่: 24/03/51 - 21:41 น.
IP Address: 124.121.226.xx
ความคิดเห็นที่ 84
สวัสดีครับ..

ดีครับที่ คุณ JasonSจัง!!! นำข่าวหนังสือเล่มใหม่ของ popcorn มาฝาก
แต่ที่น่าเสียใจก็ตรงที่หนังสือฟลิกซ์ฉบับเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ได้ประกาศ
ตัวยุติการทำหนังสือแล้ว.. แม้จะได้รับแรงใจจากเพื่อน ๆ ที่ชอบใบปิด
ใหญ่ตรงหน้ากลาง แต่หนังสือฟลิกซ์ก็ทนต่อไปไม่ไหวแล้ว..ผมว่าปัญหา
ก็เหมือนกับทุกเล่มที่ปิดตัวเองคือ ยอดขายไม่ดี กับโฆษณาไม่มี..
แต่ปัญหาใหญ่อยู่ที่โฆษณาไม่มีจริง ๆ ครับ...หนังสือจึงอยู่ไม่ได้..

เมื่อเย็นวันเสาร์ที่ผ่านมา..ผมไปถึงคลองถมเร็วกว่าปกติ กะว่าจะเดินดู
เดินหาม้วนเทปเพลง เทปวีดีโอเก่า ๆ หรือไม่ก็ฟิล์มหนังแต่เดินได้ไม่นาน
ก็ได้รับโทรศัพท์จากคุณโต๊ะ แกบอกว่า แกมาถึงเคเอฟซีแล้ว ก็เลยต้อง
รีบขึ้นไปนั่งเป็นเพื่อน เพราะหมู่นี้คนมานั่งคุยกันน้อย..กลัวคุณโต๊ะ แกจะ
เหงา.. พอขึ้นไปถึง นั่งสักพักเดียว ก็มีคุณสาโรจน์กับแม๊กกี้ตามมา..
จากนั้นก็เป็นคุณเล็กแฟนหนังไทย..พี่เศรษฐกรนักจัดรายการวิทยุ..แล้ว
ก็น้องจาจา ทรงชัยตัวประกอบหนังไทย ปิดท้ายด้วยคุณนุลูกค้าประ
จำพันธมิตรที่บึ่งจากที่ทำงานมา...

บังเอิญว่า คุณโต๊ะแกไม่ค่อยได้มา พอเพื่อน ๆ เจอหน้าก็ถามเกี่ยวกับ
หนังที่จะออกมาอีก..แต่ก็ตอบแบบไม่เต็มเสียง เหมือนกับคนไม่มีแรง.
ถามไถ่ไปก็ได้ความ แกกำลังเซ็งกับการออกหนังไทย..เพราะตอนนี้
ยอดขายตกมาก ๆ แถมยังต้องมานั่งตอบคำถามว่า ทำไมขายแพงกว่า
เจ้าอื่นๆเขา มิหนำซ้ำหนังที่แกซื้อลิขสิทธิ์ไว้ ก็มีการเอาไปแอบขาย
ให้กับเจ้าอื่นอีก พอจับได้ไล่ทันก็บอกว่าจะเอาหนังเรื่องอื่นมาใช้แทนให้
แต่หนังที่จะใช้แทนก็เป็นหนังเกรดต่ำกว่า...

ผมฟังดูจากที่แกพูดแล้ว แกว่าคนทำวีซีดีขายทุกวันนี้ ทำเป็นเหมือนพ่อค้า
เกินไป ไม่ใช่ทำในเชิงอนุรักษ์จริงๆ เพราะหลัง ๆ นี้เห็นได้เลยว่า ทำหนัง
ออกมาด้วยคุณภาพที่ไม่ดี..แกกลัวว่าจะมีผลกระทบต่อหนังไทยเรื่องอื่นๆ
ที่จะตามมาเพราะทุกวันนี้ก็ขายได้ไม่มากอยู่แล้ว แกไม่ชอบพวกตีหัว
แล้วเข้าบ้าน....

ผมนั่งฟังแกบ่น..ผมว่ามันตรงกับใจผมพอดี..เพราะตอนนี้ผมเองก็เจอ
กับคำถามที่ว่า หนังเรื่องนี้เดิมชื่อเรื่องอะไร..ซึ่งไม่น่าจะเป็นคำถามที่
เกิดขึ้นกับคนซื้อหนังไทยเลย..เพราะมันทำให้คนซื้อลังเลใจและพาลจะ
ไม่ซื้อเรื่องอื่น ๆ ต่อไป...

ไม่ต้องอะไรหรอกครับ มีเจ้าหนึ่งออกหนังมาชื่อเรื่อง มือปืน 3 เพื่อนๆผม
เห็นก็รีบซื้อทันทีเพราะเห็นเป็นสินค้าตัวใหม่..พอผมได้ยินชื่อหนัง ผมก็ว่า
หนังไทยไม่มีเรื่องนี้ เพื่อนก็เอาล้วงเอาวีซีดีมาให้ดุ..ผมดูปก ดูรูปเล็กๆ
ที่แคปมาท้ายปก..ดูไปก็รู้ว่า ชื่อเดิมเป็น หน่วย 123.. พอเดินไปถึงร้าน
ดิสก์โฮม ก็เจอคุณศุภชัย แกก็บอกว่า ซื้อหรือยัง..ยังไม่ทันตอบ แกก็
บอกว่า หนังเปลี่ยนชื่ออีกแล้ว..ขนาดพวกเราคนซื้อ คนดูประจำ ยังงง
ยังไข้วเขว ประสาอะไรกับคนอื่น ๆ ที่เขากำลังจะชอบหนังไทย แล้วเกิด
นึกอยากซื้อไปดูบ้าง.. เขาจะรู้สึกอย่างไรกับการทำวีซีดีแบบนี้..นี่ยังไม่
รวมถึงการทำลายประวัติศาสตร์หนังไทยด้วยการทำไตเติ้ลขึ้นใหม่ทั้งๆ
ที่เทปต้นฉบับที่อยู่ในมือพวกเขาก็มีชื่อเดิมอยู่ครบ...หนักเข้าก็ถึงขึ้นเข้า
ไปตัดหนังเขาทิ้งทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่เป็นการฉายโทรทัศน์ซึ่งมีเวลาจำกัด..
ไม่รู้จะตัดไปหาพระแสงอะไร..เทปต้นฉบับก็มีเนื้อเรื่องครบ จะตัดทำไม..

กระบวนการทำหนังแบบนี้เองที่จะเป็นปฏิกิริยาย้อนกลับมาทำลายหนัง
ไทยให้ตกอับยิ่งกว่านี้...ข้อสำคัญ โทษคนตัด คนทำไตเติ้ลใหม่คนเดียว
ไม่ได้ ต้องโทษพ่อค้าที่ซื้อมาทำขายด้วย..(ทั้ง ๆ ที่ไม่อยากโทษ)เพราะ
พ่อค้าเป็นนายเงิน มีอำนาจต่อรองสูงกับคนทำหนังมาเสนอขาย..ถ้าไม่รู้
ข้อมูลว่า เป็นการย้อมหนังขาย เป็นหนังก๊อบปี้ไม่สมบูรณ์ ก็พออภัยให้
ในความไม่รู้นั้น..แต่ถ้ารู้แล้ว ยังไม่ต่อรอง ให้ได้มาสเตอร์สมบูรณ์..ยัง
ยินดีรับซื้อโดยไม่แก้ไขทั้ง ๆ ที่มีโอกาสจะแก้ไขได้ก่อน..ผมก็ว่าพ่อค้า
คนนั้นก็เป็นผู้ช่วยทำลายประวัติศาสตร์หนังไทยด้วยอีกคน...จริงอยู่พวก
ที่อยู่ในเว็บนี้รักหนังไทย อยากจะช่วยอนุรักษ์หนังไทย พอเห็นใคร ๆ ทำ
หนังไทยออกมาขาย ก็ยินดีช่วยซื้อ เขาขอข้อมูลอะไรก็รีบหา รีบตอบ
ให้เขาอย่างเต็มใจ เขาให้ไปเยี่ยม ไปหา ก็ไปกับเขาโดยเห็นเขาเป็นคน
สำคัญที่ช่วยหนังไทย ..แต่ความรักที่เราทุ่มเทให้กับเขา บางคนพอหนัง
ออกมาก็ช่วยซื้อกันคนละหลาย ๆ แผ่น เพื่อเพิ่มยอดขาย..กลัวเขาจะ
ไม่ทำหนังไทยออกขาย..กลัวเขาจะเสียใจที่ไม่มีคนซื้อเพิ่มขึ้น..แต่พ่อค้า
เหล่านั้นเคยเกรงอก เกรงใจ พวกเราที่เป็นคนซื้อหรือไม่..เคยใส่ใจใน
ปัญหาที่เพื่อน ๆ เราเสนอไปให้พวกเขารับฟังหรือไม่..

ทุกวันนี้ หนังบางเรื่องที่ผมซื้อมานั้น บอกตรง ๆ ครับ ผมซื้อด้วยความ
ขมขื่นใจเป็นที่สุด ซื้อไว้เพื่อตอบลูกหลานในอนาคตว่า ไอ้หนังที่อยู่ใน
ซองนี้ หน้าปกเขาเอาภาพจากเรื่องอะไรมาใส่แทน..
หนังข้างในถูกตัดไปหรือไม่
หนังเปลี่ยนชื่อเรื่องใหม่หรือไม่ ทำไตเติ้ลใหม่หรือไม่...
มันก็เท่านั้นเองที่ซื้อมา..
พ่อค้า อาจจะได้เงินจากผม.. แต่บอกได้เลยว่า พ่อค้าไม่ได้ใจไปจากผม
เพราะคุณคือ คนที่กำลังบิดเบือนประวัติศาสตร์หนังไทย กำลังทำให้
คนรุ่นใหม่เข้าใจว่า หนังไทยเรื่องนี้ไม่ดี ดูแล้วงง.. ตัดต่อภาพไม่ดี..
ยิ่งบางเรื่องเป็นหนังได้รางวัล..ก็ทำให้สงสัยว่า ได้รางวัลมาอย่างไร...

แล้วเพื่อน ๆ คิดอย่างไรกับเรื่องนี้ครับ...


จาก: มนัส138
วันที่: 30/03/51 - 21:19 น.
IP Address: 202.133.154.xx
ความคิดเห็นที่ 85
ขอบคุณคุณ คุณ JasonSจัง!!! ครับ ที่นำข่าวหนังสือพิพิธภัณฑ์หนังไทย ฉบับ บู๊แซ่บ 2 มาบอก

ผมเห็นด้วยกับคุณมนัสและพี่โต๊ะ พันธมิตร
เรื่องการทำหนังออกมาขายแบบตัดหนังต้นฉบับไปและทำไตเติ้ลเปลี่ยนชื่อใหม่
หรือลวดลายอีกสารพัด ที่มีส่วนทำให้คนซื้อ ค่อยๆถอยออกไป
เพราะผมก็เจอมากับตัว คือเพื่อนที่เคยซื้อหนังไทยในอดีต
ปัจจุบ้นเลิกซื้อ เลิกดูไปแล้ว หันไปดูหนังต่างชาติ
เพราะเข็ดเขี้ยวกับเรื่องดังกล่าว
ต้นตอต้องโทษคนทำแล้วนำมาขายพ่อค้าก่อนเป็นคนแรก
ส่วนพ่อค้า ถ้าไม่รู้จริงๆ ก็ไม่รู้จะว่าเขาได้อย่างไร
เพราะเขาอาจหวังดีอยากให้พวกเราได้ดูหนังไทยในอดีตที่ยังไม่เคยออกมา
จะว่ามีปัญหาเรื่องต้นทุน เพราะขายถูก
ผมกลับเห็นว่า น่าจะยึดเอาพันธมิตร(XxX)เป็นตัวอย่าง
เห็นพันธมิตรหรือ xXx เขาก็ยึดมั่นในอุดมการณ์ของเขามาตลอด
เขาก็อยู่ของเขาได้
ถึงแม้ยอดขายช่วงหลังจะไม่ดีเหมือนตอนแรก
(เป็นเพราะปัญหานี้ จึงมีผลมาถึงค่ายดีดีอย่างxXxด้วยหริอไม่)
และยังเป็นรูปแบบตัวอย่างที่ดี ทำให้หนังไทยในเอดีตอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรี และต่ออายุออกไปได้
ไม่ต้องถึงกับเอาฟิล์มมาเทเลซีนก็ได้
แต่ถ้าหนังคุณมีคุณภาพ ไม่ตัด ไม่เปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนไตเติ้ลใหม่
ขายราคาสูงขึ้นหน่อย พวกแฟนหนังไทยในอดีตที่เป็นขาประจำ ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว
ส่วนขาจร ถ้าเขาได้ของมีคุณภาพ ไม่เสียความรู้สึก เขาก็จะกลายเป็นขาประจำต่อไปได้
โดยเฉพาะเรื่องเปลี่ยนชื่อใหม่ แล้วชื่อใหม่ ยังดันไปซ้ำกับชื่อเก่าที่เขามีอยู่แล้วเสียอีก
ทั้งๆที่ เนือเรื่องก็เป็นคนละเรื่องกัน
ทำให้สารบบบัญชีรายชื่อหนังไทย สับสนไปหมด
ทำให้เด็กรุ่นหลัง เข้าใจผิด และสับสนไปด้วย
เวลาบันทึกชื่อหนัง ต้องวงเล็บว่าชื่อจริงหรือชื่อเดิมคืออย่างนี้อย่างนี้ตลอด

ผมคิดว่า ถ้าเรื่องตัดหนังทิ้งหรือทำไตเติ้ลขึ้นใหม่(โดยใช้ชื่อเดิม) ไม่สามารถแก้ไขได้
แต่อย่างน้อยก็อย่าเปลี่ยนชื่อใหม่เลยครับ
เรื่องเปลี่ยนชื่อใหม่ ผมว่าหนักกว่าเรื่องอื่น
ถึงแม้พ่อค้าจะใช้วิธีการนี้กับหนังต่างชาติมาแล้วมากมายตั้งแต่สมัยก่อนมาจนปัจจุบัน
แต่อย่าทำกับหนังไทยเลยครับ
คิดว่าเป็นการช่วยอนุรักษ์หนังไทย
หรือต่อชีวิตให้กับหนังไทยในอดีต
จะเป็นกุศลมาก.



จาก: อ๊อด
วันที่: 31/03/51 - 13:35 น.
IP Address: 58.136.52.xx
ความคิดเห็นที่ 86
อ่านข้อความพี่มนัสแล้ว เห็นด้วยเลยค่ะ เพราะข้าพเจ้าก็ซื้อผิดมาแล้ว ..พักนี้ไม่ค่อยได้แวะมาเยี่ยมพี่เราเลย ลูกปิดเทอม แม่ก็เปิดเทอม แต่ถึงยังไงก็ยังนั้งแสกนงานอยู่นะ ..ไม่ได้หายไปเลยเจ้าค่ะ ฝากความคิดถึงๆพี่ๆเพื่อนๆที่คลองถมด้วยเน้อ..

จาก: จุ
วันที่: 31/03/51 - 18:15 น.
IP Address: 124.120.36.xx
ความคิดเห็นที่ 87
ได้อ่านข้อความของคุณมนัสแล้วเห็นด้วยอย่างยิ่ง รวมทั้งคุณอ๊อดด้วยครับ

ขอนอกประเด็นเล็กน้อยครับเกี่ยวกับ DVD หนังไทยและหนังต่างประเทศเก่า ๆ ที่ผลิตโดย XXX ซึ่งผมเห็นที่บีโฟร์ คลองถม และที่ป่องทรัพย์ในห้างบิ๊กซี นครสวรรค์ ซึ่งราคาขายของทั้ง 2 ร้าน จะแตกต่างกันเล็กน้อย (ถ้าเอาค่าใช้จ่ายในการเดินทางไป - กลับมารวมด้วย ซื้อที่บิ๊กซีดีกว่าครับ ไป - กลับ กรุงเทพ ฯ แต่ละที ก็ร่วม ๆ 500 เฉพาะค่าเดินทางรวมทั้งกินจุบจิบกลางทาง แต่ถ้ารถไฟก็ถูกหน่อย 200 กว่าบาทเท่านั้นครับ)

ปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่ตอนนี้ ไม่ใช่เป็นเพราะราคาขายที่แตกต่างกันทั้ง 2 ร้านครับ เพราะราคาจะถูกหรือแพงไม่ใช่ประเด็นสำคัญ แต่การหยิบแผ่นหนังมาดูเพื่อการตัดสินใจนี่แหละครับที่ต้องคิดหนัก เพราะหนังทุก ๆ เรื่องที่ XXX ผลิตนั้น น่าสนใจทั้งสิ้น แต่ติดอยู่ที่ตรงเรื่องนี้นิดเดียวก็คือ เรื่องการเซ็นเซอร์ เท่านั้นครับ เพราะเคยเจอมากับแผ่นหนังค่ายอื่น ๆ และเข็ดขยาดไปเลยครับ ถึงแม้ผมจะเคยซื้อ VCD มาก่อน ในยุคแรก ๆ ที่ยังไม่จุกจิกกับเรื่องนี้ แต่พอมาเป็น DVD ที่ผลิตออกมาใหม่ พร้อม ๆ กับมีการเซ็นเซอร์ เลยยิ่งทำให้ลังเลหนักเข้าไปอีก เพราะไม่มีผู้ใดให้คำตอบ ก็เลยขอถามจากลูกค้าประจำ หรือคุณมนัส และคุณโต๊ะ เกี่ยวกับ DVD หนังไทยเก่า และหนังต่างประเทศ อย่าง มนุษย์โจ๊ก , เทวดาท่าจะบ๊องส์ , ช้างเพื่อนแก้ว ฯลฯ ว่ามีการเซ็นเซอร์หรือไม่ เพราะต้องการคำตอบที่ทำให้เกิดความสบายใจ ไม่ใช่เฉพาะแค่ผมคนเดียว แต่ยังรวมไปถึงผู้อ่านที่อาจจะประสบปัญหาเดียวกันครับ

จาก: อนุกูล
วันที่: 31/03/51 - 23:35 น.
IP Address: 118.174.34.xx
ความคิดเห็นที่ 88
หนังของค่าย XxX ทุกเรื่องไม่มีการเซ็นเซ่อร์ให้ยุ่งยากหัวใจครับ รับประกันได้

จาก: JasonSจัง!!!
วันที่: 01/04/51 - 0:09 น.
IP Address: 124.120.178.xx
ความคิดเห็นที่ 89
เรื่องเปลี่ยนชื่อหนัง ทำไตเติ้ลใหม่ อะไรต่อมิอะไรที่เกี่ยวกับมาสเตอร์เทปหนังไทยเก่านั้น สงสัยต้องคอมเพลนไปยังเฮียหลอรึเปล่าครับ เพราะเห็นแกวัน ๆ มัวแต่นั่งตัดต่อหนังเตรียมไว้ขาย...

จาก: กุงกาดิน
วันที่: 01/04/51 - 3:02 น.
IP Address: 61.91.162.xx
ความคิดเห็นที่ 90
สวัสดีทุกท่านครับ..

ขอบคุณทุกท่านที่ร่วมแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการออกวีซีดี...
ของบางสิ่ง เราแก้ไขได้ครับ ถ้ามีความจริงใจ..

ผมเอาบทความเก่า ๆ ที่เขียนถึง ฉลอง ภักดีวิจิตร...

จากนิตยสาร CINEMAG ฉบับที่ 175 ประจำเดือนธันวาคม 2544
ฉลอง.....ถึงทอง โดย มนัส กิ่งจันทร์

ในที่สุด ทอง 5 ของ ฉลอง ภักดีวิจิตร ก็ลงสู่จอทีวี ฉลองยังคงทุ่มเทตามแบบฉบับของผู้กำกับมือทอง ถ้าใครเคยดูภาพยนตร์ที่ฉลองสร้าง เมื่อเริ่มฉายจะเห็นเป็นภาพตากล้องคนหนึ่งอยู่ในเฮลิคอปเตอร์ทำท่าถ่ายทำภาพยนตร์ หันกล้องไปทางซ้ายที ขวาที จากนั้นเฮลิคอปเตอร์ก็บินขึ้นสู่ท้องฟ้า เป็นภาพระยะไกลแล้วจึงปรากฏชื่อบริษัทบางกอกการภาพยนตร์ ขึ้นมา

ตากล้องคนนั้นก็คือ ฉลอง ภักดีวิจิตร

ฉลองใช้ภาพนี้เป็นหัวม้วนในภาพยนตร์เรื่อยมา แม้ระยะหลังจะมอบให้วิสิทธิ์ แสนทวี เป็นตากล้องแทน

หากมองย้อนไปในอดีต จะไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมฉลองจึงเลือกใช้ภาพนี้เปิดตัวภาพยนตร์ของเขา..

ตากล้องตุ๊กตาทอง

ฉลอง ภักดีวิจิตร ก็เหมือนกับวิจารณ์–วินิจ ภักดีวิจิตร ที่เข้าสู่วงการภาพยนตร์ด้วยการเป็นตากล้องมาก่อน โดยทำหน้าที่เป็นตากล้องถ่ายทำภาพยนตร์ตั้งแต่ยุค 16 ม.ม.จนถึง 35 ม.ม.ให้กับผู้สร้างภาพยนตร์หลายราย เช่น วัชรภาพยนตร์ ภาพยนตร์สหะนาวีไทย ธาดาภาพยนตร์ นพรัตน์ภาพยนตร์ นันทนาครภาพยนตร์ บูรพาศิลป์ภาพยนตร์ รามาภาพยนตร์ ลดาพรรณภาพยนตร์ พิษณุภาพยนตร์ เป็นต้น

ฉลอง ภักดีวิจิตร ได้รับพระราชทานรางวัลตุ๊กตาทอง 2 ตัว ในฐานะผู้ถ่ายภาพยอดเยี่ยมประจำปี 2507 จากเรื่อง ผู้พิชิตมัจจุราช ของวัชรภาพยนตร์ นำแสดงโดย อดุลย์-อาคม–วิไลวรรณและในปี 2510 จากเรื่อง ละอองดาว ของภาพยนตร์สหะนาวีไทย นำแสดงโดย สมบัติ–พิศมัย-อดุลย์

ฉลองใช้ชีวิตตากล้องมานานหลายปี มีผลงานถ่ายทำภาพยนตร์หลายเรื่องเช่น สิงห์เดี่ยว (2505) 7ประจัญบาน (2506) เขี้ยวพิษ (2506) เก้ามหากาฬ (2507) อินทรีมหากาฬ (2508) มงกุฎเพชร (2508) เทพบุตรนักเลง (2508) น้ำเพชร (2508) นกขมิ้น (2508) หยกแก้ว (2508) เสือเหลือง (2509) ลมหนาว (2509) นกแก้ว (2509) สายเปล (2510) จ้าวอินทรี (2511) แท็กซี่ (2511) แมวไทย (2511) สมิงเจ้าท่า (2512) เป็นต้น

สู่ผู้สร้าง-ผู้กำกับ

เพราะเหตุว่าฉลอง ภักดีวิจิตร เติบโตมาจากการเป็นตากล้อง ได้เรียนรู้เทคนิคต่าง ๆ ของผู้กำกับการแสดงและรู้ว่า จะถ่ายภาพอย่างไรให้ดูสวยงามเมื่อปรากฏบนจอภาพยนตร์ ฉลองเก็บเกี่ยวประสบการณ์ เรียนรู้ที่จะก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง เฝ้ารอเวลาที่จะพลิกผันตัวเองมาเป็นผู้สร้าง-ผู้กำกับ

ภาพยนตร์ 16 ม.ม. เรื่อง น้ำเพชร นำแสดงโดยมิตร–เพชรา สร้างขึ้นในนามบางกอกการภาพยนตร์ โดยมี ฉลอง ภักดีวิจิตร เป็นผู้อำนวยการสร้างและถ่ายภาพ ส.อาสนจินดา สร้างบทภาพยนตร์และกำกับการแสดง ออกฉายเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2508

ส่วนภาพยนตร์ที่ฉลอง ภักดีวิจิตร แสดงฝีมือกำกับการแสดงเป็นเรื่องแรกก็คือ ภาพยนตร์ 16 ม.ม.เรื่อง จ้าวอินทรี นำแสดงโดยมิตร–พิศมัย สร้างโดยรามาภาพยนตร์ของ สุมน ภักดีวิจิตร ฉลองใช้นามว่า ดรรชนี ในการกำกับการแสดง ออกฉายเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2511 เรียกได้ว่าสร้าง–ถ่ายภาพและกำกับเองแล้ว

จากนั้นฉลองมีงานกำกับภาพยนตร์ให้กับบูรพาศิลป์ภาพยนตร์อีก 2 เรื่องเป็นภาพยนตร์ 16 ม.ม.คือเรื่อง ลูกปลา นำแสดงโดยมิตร–เพชราและเรื่อง สอยดาว สาวเดือน นำแสดงโดย มิตร–เพชรา-โสภา (เรื่องนี้ร่วมกันสร้างกับบางกอกการภาพยนตร์) ออกฉายเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2512 และวันที่ 22 สิงหาคม 2512 ตามลำดับ

ชื่อเสียงของฉลองเริ่มกว้างขวางและโด่งดังยิ่งขึ้นเมื่อภาพยนตร์ 16 ม.ม. เรื่อง ฝนใต้ ที่ฉลองสร้างและกำกับการแสดงออกฉายในปี 2513

ฝนใต้ เป็นบทประพันธ์ของเทิด ธรนินทร์ สร้างบทภาพยนตร์โดย ส.อาสนจินดา นำแสดงโดย สมบัติ–เพชรา พร้อมด้วยนักร้องลูกทุ่งชื่อดัง เพลิน พรหมแดน กังวานไพร ลูกเพชร นวลละออง รุ้งเพชร ร่วมแสดง

แม้ชื่อจะดูธรรมดา แต่ฝนใต้ก็บรรจุเนื้อหาไว้ครบทุกรสและที่ขาดเสียมิได้เพื่อให้เข้ากับกระแสภาพยนตร์เพลงในช่วงนั้น ฝนใต้ มีเพลงเอก 6 เพลงเช่น เพลงตลาดเมืองใต้ (เพลิน) อยากกินรัก (กังวานไพร) เป็นต้น จึงเป็นที่ถูกอกถูกใจแฟนภาพยนตร์อย่างมาก น่าเสียดายที่ฟิล์มภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่เหลืออยู่ให้รำลึกถึงแต่อย่างใด

เมื่อประสบความสำเร็จจาก ฝนใต้ ฉลองก็ยังคงเอาใจตลาดด้วยการสร้าง ฝนเหนือ ออกฉายในปลายปี 2513

ฝนเหนือ เป็นบทประพันธ์ของ อิงอร สร้างบทภาพยนตร์โดย ส.อาสนจินดา แต่คราวนี้เปลี่ยนมาสร้างในระบบ 35 ม.ม. เสียงในฟิล์มเป็นเรื่องแรก ยังคงใช้ดารานำแสดงคนเดิมคือ สมบัติ–เพชรา ส่วนนักร้องลูกทุ่ง นอกจาก เพลิน พรหมแดน แล้วก็มี ไวพจน์ เพชรสุพรรณ ยุพิน แพรทอง มาร่วมแสดง

จุดขายของ ฝนเหนือ นอกจากจะอาศัยที่แฟนภาพยนตร์กำลังหันมานิยมระบบ 35 ม.ม.จอกว้างแล้ว ฝนเหนือก็ยังคงเป็นภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาครบทุกรสเหมือนกับฝนใต้ แต่เพิ่มเพลงเข้าไปเป็น 9 เพลงเช่น เพลง หาคู่(เพลิน) หนุ่มตะลุงมุ่งเหนือ (ไวพจน์) คนขี้เกียจ (ไวพจน์) ฝนซาฟ้าใส (ยุพิน) รักก็บอก (เพลิน) หิว (ด.ช.ปรีชา) เป็นต้น

กระแสภาพยนตร์เพลงในช่วงนั้นแรงมาก จนฉลองต้องสร้าง ระเริงชล ออกมาฉายอีกในปี 2515

ระเริงชล เป็นบทประพันธ์ของ มธุรส นำแสดงโดย สมบัติ-เพชรา นักร้องลูกทุ่งก็มี เพลิน พรหมแดน สังข์ทอง สีใส นอกจากนี้ก็ยังได้นำเอาวงดนตรี ดิอิมพอสซิเบิ้ลมาร่วมแสดง ระเริงชล มีเพลง 8 เพลงเช่น เพลงระเริงชล มิสเตอร์สโลว์ลี่ ปลูกบ้าน(เพลิน) ม.เมีย (สังข์ทอง) เป็นต้น

ผลงานของ ฉลอง ภักดีวิจิตร ในยุคผู้สร้าง–ผู้กำกับนี้ยังพอมีฟิล์มภาพยนตร์เหลืออยู่ให้ร่วมรำลึกถึงได้ในรูปแบบวีซีดีเช่น จ้าวอินทรี และ สอยดาวสาวเดือน อยู่ในชุด 50 ปีหนังไทยประวัติศาสตร์ ส่วน ฝนเหนือ และ ระเริงชลอยู่ในชุดโครงการคิดถึงหนังไทย

GO INTER

แม้ว่า ระเริงชล จะทำรายได้ถึง 3 ล้านบาท แต่ฉลองก็ไม่หยุดอยู่แค่ตลาดในประเทศ ความฝันของฉลองคือ สร้างหนังออกขายตลาดนอกประเทศ

ภาพยนตร์ที่เริ่มออกสู่ตลาดนอกก็คือเรื่อง 2 สิงห์ 2 แผ่นดิน (The Brothers) ที่ออกฉายในปี 2515 ซึ่งฉลองร่วมมือกับ ฉั่นทงหมั่น อดีตหัวหน้าฝ่ายโฆษณาของชอร์แห่งฮ่องกง มีการวางตัวดารานำแสดงให้มีทั้งดาราไทยและดาราฮ่องกงเพื่อสะดวกในการขาย

ดารานำฝ่ายไทยมีสมบัติ เมทะนี พบกับนางเอกใหม่ลูกครึ่งไทยเยอรมันที่เพิ่งแสดงเป็นเรื่องแรก อโนมา ผลารักษ์ ส่วนดาราฮ่องกงก็มีเกาหย่วน พระเอกเงินล้านของชอร์และมิสหยีห้วย อดีตนางงามไซโก้ พร้อมด้วยดาวร้ายอย่าง เฉินซิงและเถียนฟง มาร่วมแสดง มีข้อตกลงจะนำภาพยนตร์ออกฉายทั่วเอเชีย โดยฝ่ายฮ่องกงจะเป็นผู้ดำเนินการ เพราะชำนาญกว่า นอกจากนี้จะส่งไปฉายที่ นิวยอร์ค ซานฟรานซิสโก ชิคาโก้และลอสแองเจลิส ด้วย

จุดเด่นของภาพยนตร์ก็จะเป็นการเลือกสถานที่สวยงามในไทยใส่ลงไปในเนื้อหาของภาพยนตร์อวดสายตาชาวต่างประเทศ เช่น ฉากชีวิตสองฝั่งของบ้านริมคลอง ตลาดน้ำ ฉากช้างชักซุง ฉากตีไก่ การเลี้ยงขันโตก รำเซิ้ง ประเพณีสงกรานต์ตลอดจนฉากโบราณสถานที่ต่าง ๆ เช่น วัดอรุณฯ ฉากบู๊ในเรื่องก็ทำได้ดุเดือดสะใจเช่น ฉากเรือหางยาวไล่ล่ากัน ฉากแก๊งมอเตอร์ไซด์ไล่เรือหางยาว ฉากบู๊ที่ใช้โซ่เป็นอาวุธในการต่อสู้

แต่ภาพยนตร์ที่ทำให้ฉลองโกอินเตอร์จนประสบความสำเร็จก็คือ ทอง

ทอง (GOLD)

ทอง จากบทประพันธ์ของ พ.ต.ต.ประชา พูนวิวัฒน์ ซึ่งฉลองต้องการสร้างนำออกสู่ตลาดโลก จึงวางตัวให้มีนักแสดงจากต่างประเทศมาร่วมงานและก็ได้เกร็ก มอร์ริส (Greg Morris) พระเอกผิวหมึกของอเมริกา โด่งดังมาจากหนังสือทีวีเรื่อง ขบวนการพยัคฆ์ร้าย โดยการติดต่อของ ดร.ดำริ โรจนเสถียร ฝ่ายจัดการต่างประเทศ

แล้วคืนวันที่ 25 มีนาคม 2516 เกร็ก มอร์ริส ก็บินมาถึงกรุงเทพฯ ฉลองจัดขบวนต้อนรับอย่างสมเกียรติ ยังความปลื้มใจให้กับอาคันตุกะผู้มาเยือนอย่างมาก ไม่เพียงแค่นั้น ฉลองยังได้นำ มิส ถ่ำถุยหั่ง นางเอกชั้นนำของเวียดนามมาร่วมแสดงอีกคน ส่วนดาราฝ่ายไทยก็มี สมบัติ เมทะนี กรุง ศรีวิไล อโนมา ผลารักษ์ ดามพ์ ดัสกร ดลนภา โสภี กฤษณะ อำนวยพร เป็นต้น

ฉลองลงทุนสร้างทองด้วยงบมากที่สุด ข่าวว่าเป็นสิบล้านบาทและไม่ได้เข้าหุ้นกับผู้สร้างรายใด ทอง มีกำหนดออกฉายวันที่ 22 ธันวาคม 2516 ที่โรงภาพยนตร์ปารีสและพาราเม้าท์

ในประเทศ ฉลองประสบความสำเร็จสูงสุดเพราะมหาชนให้ความสนใจอย่างมาก ราคาซื้อขายภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ให้สายต่างจังหวัดก็ได้ราคาดีกว่าภาพยนตร์เรื่องอื่น ๆ ส่วนในต่างประเทศ ข่าวว่า ฉลองขายให้ฮ่องกงและไต้หวัน และโดยเฉพาะที่อเมริกา ขายให้หนึ่งล้านเหรียญ (20 ล้านบาท)

นอกจากนี้ ในการประกาศรางวัลตุ๊กตาทองประจำปี 2517 โดยสมาคมหอการค้าไทย ทอง ก็ได้รับรางวัล 3 ตุ๊กตาทอง คือ รางวัลยอดเยี่ยมลำดับภาพและตัดต่อ รางวัลยอดเยี่ยมถ่ายภาพ รางวัลยอดเยี่ยมบันทึกเสียง

ทอง ออกฉายทางสถานีโทรทัศน์บ่อยครั้ง โดยเฉพาะก่อนจะมีผลงานละครของฉลองออกอากาศและกลุ่มเอพีเอส ได้ร่วมย้อนยุคนำทองกลับมาอีกในรูปของวีซีดี

เรื่องย่อ ทอง

เรื่องเริ่ม จากเครื่องบินของกองบินตำรวจไทยที่บรรทุกทองคำมูลค่ามหาศาลของสหรัฐฯ เพื่อไปช่วยทางการเมืองของไซง่อน ประเทศเวียดนามใต้ ถูกจี้จากทหารอารักขาขณะบินออกจากกรุงเทพฯและบังคับให้ไปลงที่ สนามบินซำทอง ประเทศลาวตามที่นัดไว้กับพวกแดง แต่ภายหลังพวกแดงหักหลังฆ่าทหารตายหมดและยึดทองกับเครื่องบินลำนั้นไว้

จอห์น ฮิลล์ (เกร็ก มอร์ริส) เป็นหัวหน้าขบวนการรับจ้างไปเอาทองคำคืนมาโดยมี ชาติ (สมบัติ เมทะนี) สาตรา (กรุง ศรีวิไล) ซินตาโร (ดามส์ ดัสกร) และจังเฟ (กฤษณะ อำนวยพร) ซึ่งมีประวัติแตกต่างกันรวมขบวนไปด้วย โดยมีจุดนัดหมายที่ฐานปฏิบัติการแมวป่าเพื่อรับ ซูผิง(มิส ถ่ำถุยหั่ง)ให้เป็นผู้นำทางไปสนามบินซำทอง

ระหว่างทางพบกับ จันทร์แรม (อโนมา ผลารักษ์) และทองอ่อน (ดลนภา โสภี) ที่อ้างว่าต้องการไปช่วยพ่อแม่ของทองอ่อนที่ถูกพวกแดงจับตัวไป แม้หลายคนจะไม่เชื่อ แต่ก็ยังให้ร่วมเดินทางไปด้วย ระหว่างเดินทาง ฮิลล์กับพวกก็ต้องปะทะกับทหารของพวกแดงอยู่เสมอ จนสาตราซึ่งเคยมีปัญหากับซูผิงมาก่อนเริ่มสงสัยในตัวเธอว่าเป็นสายลับ

ในที่สุดฮิลล์กับพวกก็ถูกทหารของนายพันแคม (พิภพ ภู่ภิญโญ) จับได้แล้วแยกตัวผู้ชายไปขังไว้ ส่วนผู้หญิงจะถูกเอาไปข่มขืนล้วงความลับ แต่จันทร์แรมก็ใช้อุบายรอดมาได้เป็นคนแรกและแอบได้ยินซูผิงคุยกับนายพันแคมว่าเป็นพวกเดียวกัน ซินตาโรช่วยเพื่อนหลุดจากที่ขังและร่วมมือกันทำลายค่ายของนายพันแคมจนราบคามและจับเอาตัวนายพันแคมไปเป็นตัวประกัน

จันทร์แรมบอกชาติว่า ซูผิงเป็นสายลับซึ่งสาตรามาได้ยินพอดี จึงไปคาดคั้นเอาความจริงจากซูผิงและเห็นรอยสักเดียนเบียนฟูที่ขาอ่อน ก็เชื่อว่าเป็นจริง จะฆ่าทิ้ง ทองอ่อนได้ยินก็ตกใจ หนีไปแต่ถูกพวกแดงยิง ก่อนตายทองอ่อนยอกว่าตนเป็นสายลับไม่ใช่ซูผิง ทำให้สาตราเริ่มเข้าใจและรักซูผิงเหมือนเดิม

ฮิลล์กับพวกร่วมกันปลอมเป็นทหารฝ่ายแดง โดยใช้นายพันแคมเป็นเครื่องมือ แต่หลอกได้ไม่นาน ดังนั้น ฮิลล์กับพวกจึงช่วยกันถล่มสนามบินซำทอง เมื่อนายพลสุระสิงห์ (สมชาย สามิภักดิ์) มาถึงก็สั่งให้ทหารบุกเข้าไปที่เครื่องบินบรรทุกทองคำ แต่ก็เจอระเบิดที่ฮิลล์วางกับดักไว้

ฮิลล์สั่งให้ชาติกับสาตรารีบนำเครื่องบินบรรทุกทองคำกลับกรุงเทพฯ ก่อน โดยจะระวังแนวหลังให้ แต่ก็ต้านได้ไม่นาน สาตราเป็นผู้ขับเครื่องบิน แต่ก็สตาร์ทไม่ติด จังเฟจึงอาสาขับมอเตอร์ไซด์คู่ชีพสกัดกั้นอีกทาง เมื่อจวนตัวจังเฟก็สละชีพใช้มอเตอร์ไซด์พุ่งชนหัวขบวนของรถทหาร พอดีกับเครื่องบินบินขึ้นท้องฟ้าได้สำเร็จ

จันทร์แรมและซูผิงกำลังเสียใจที่ฮิลล์และจังเฟต้องมาตาย แต่ซินตาโรกลับโลภจะเอาทองคำเป็นของตนคนเดียว จี้บังคับให้เอาเครื่องบินลงที่ฮานอย จึงเกิดการต่อสู้กัน ชาติถูกยิงที่หน้าอกฟุบไป ซูผิงถูกตบด้วยด้ามปืน แต่ซินตาโรก็พลาดท่าถูกจันทร์แรมใช้วิชายูโดเหวี่ยงตกเครื่องบินไป จันทร์แรมร้องไห้เสียใจที่ชาติตาย แต่ชาติก็ลืมตาขึ้นมาบอกว่า ทองที่ใส่กระเป๋าไว้ช่วยชีวิต ทั้งสี่คนพาเครื่องบินกลับกรุงเทพฯ เรื่องทองก็จบเพียงเท่านี้

หลังจากเรื่องทองแล้ว ฉลอง ภักดีวิจิตร ยังคงมีผลงานกำกับการแสดงอีกมาก เช่นเรื่อง ตัดเหลี่ยมเพชร (2518) รักข้ามโลก (2520) ใต้ฟ้าสีคราม (2521) ผ่าปืน (2523) ทอง 2 (2525) สงครามเพลง (2526) ผ่าโลกบันเทิง (2527) ซากุระ (2527) ปล้นลอยฟ้า (2528) เปิดโลกมหาสนุก (2528) ร้อยป่า (2529) เพชรเสี้ยนทอง (2530) ทอง 3 (2531) ทอง 4 (2533) มังกรเจ้าพระยา (2537) สุดขีด มังกรเจ้าพระยา 2 (2538) เป็นต้น


จากนิตยสารฟิล์มแอนด์สตาร์ ฉบับที่ 19 ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2547
54 ปี ฉลอง ภักดีวิจิตร โดย มนัส กิ่งจันทร์

ผ่านไปแล้วกับงานประกาศรางวัลสุพรรณหงส์ ครั้งที่ 13 ประจำปี 2546 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2547 ที่โรงภาพยนตร์สกาลา ส่วนใครได้รับรางวัลอะไรกันบ้าง คงทราบกันหมดแล้ว แต่ในที่นี้จะกล่าวถึงรางวัลสุพรรณหงส์เกียรติยศ ซึ่งในปีนี้คณะกรรมการฯ มอบให้แก่ ฉลอง ภักดีวิจิตร ผู้ที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการหนังไทยมานาน

ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งกับการมอบรางวัลเกียรติยศเช่นนี้ให้กับบุคคลเก่าแก่ในวงการหนังไทยเพราะสะท้อนให้เห็นว่า อดีตก็มีความสำคัญและยังเป็นการกระตุ้นให้คนรุ่นใหม่ ๆ หันไปสนใจเรื่องราวในอดีตได้อีกทางหนึ่งด้วย อย่างเมื่อปีที่แล้วรางวัลเกียรติยศนี้มอบให้แก่ดอกดิน กัญญามาลย์ ก็ทำให้หลายคนอยากกลับไปดูหนังเก่า ๆ ของดอกดินอีก การมอบรางวัลก็ดูอบอุ่นดีเพราะมีการเชิญลูกศิษย์ลูกหามาเป็นผู้กล่าวความในใจกันเช่นตอนที่ดอกดินได้รางวัล ก็มีมยุราขึ้นมากล่าวความในใจ มาปีนี้ก็เลยคอยดูว่าใครจะได้รางวัลนี้และเขาจะเชิญใครมากล่าวความในใจอีก พอประกาศออกมาว่ารางวัลตกแก่ฉลอง ภักดีวิจิตร ก็ได้เห็นนพพล โกมารชุน ซึ่งฉลองเป็นผู้นำมาเป็นพระเอกในเรื่องใต้ฟ้าสีคราม (2521:นพพล-เนาวรัตน์) มาเป็นผู้กล่าวอย่างภาคภูมิใจถึงครูของเขา แต่ด้วยเวลาอันจำกัดทำให้คนรุ่นใหม่ ๆ ไม่อาจรู้จักตัวตนและหนังของฉลอง ภักดีวิจิตรได้อย่างเต็มที่ ผมเองนั้นชื่นชอบหนังของฉลองอยู่แล้ว ก็เลยอดไม่ได้ที่จะต้องนำเรื่องราวของฉลองมากล่าวเพิ่มเติมอีก

ฉลอง ภักดีวิจิตร เกิดเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2474 ที่ตำบลสี่พระยา กรุงเทพฯ บิดาชื่อนายพุฒ มารดาชื่อนางลิ้นจี่ บิดาทำงานเป็นผู้กำกับการแสดงและเป็นผู้อำนวยการสร้างหนังของ ศรีบูรพารมย์ภาพยนตร์ ฉลองเรียนจบชั้นมัธยม 8 เมื่อปี 2493 จากโรงเรียนอำนวยศิลป์ ปากคลองตลาด เมื่อเด็ก ๆ ฉลองติดตามบิดาไปถ่ายหนังอยู่เสมอและเคยถูกบิดาจับเข้ากล้องถ่ายหนังขณะอายุเพียงขวบเศษ ๆ จากหนังเรื่อง สาวเครือฟ้า และขณะเรียนชั้นมัธยม 7 ฉลองก็เริ่มเรียนรู้การถ่ายหนังจากบรมครูสด ภักดีวิจิตร ของศรีบูรพารมย์ภาพยนตร์ พออายุได้ 19 ปี ฉลองจึงเริ่มถ่ายหนังจริง ๆ ครั้งแรก เป็นหนัง 16 ม.ม.ขาวดำเรื่อง แสนแสบ ซึ่งแสดงโดยจำรัส สุวคนธ์และหลังจากเรียนจบมัธยม 8 แล้ว ฉลองก็คลุกอยู่กับการถ่ายหนังให้ศรีบูรพารมย์ภาพยนตร์ตลอดมาและพยายามศึกษาหาความรู้ในการถ่ายหนังเพิ่มเติมจากตำราต่างประเทศ ฉลองถ่ายหนังให้กับศรีบูรพารมย์มากจนจำชื่อหนังไม่ได้ แต่เรื่องสุดท้ายที่ถ่ายไว้ก็คือ ปู่โสมเฝ้าทรัพย์ (2503:แมน ธีรพล-พงษ์ลดา พิมลพรรณ) จากนั้นฉลองก็มารับหน้าที่เป็นตากล้องให้กับผู้สร้างรายอื่น ๆ เช่น วัชรภาพยนตร์ ภาพยนตร์สหะนาวีไทย ธาดาภาพยนตร์ นพรัตน์ภาพยนตร์ บูรพาศิลปภาพยนตร์ พิษณุภาพยนตร์ เป็นต้น

ฉลองได้รับรางวัลตุ๊กตาทองการถ่ายภาพยอดเยี่ยมในปี 2507 จากหนังของวัชรภาพยนตร์เรื่อง ผู้พิชิตมัจจุราช (อดุลย์ ดุลยรัตน์-วิไลวรรณ วัฒนพานิช) และอีกครั้งในปี 2510 จากหนังของภาพยนตร์สหะนาวีไทยเรื่อง ละอองดาว (สมบัติ-พิศมัย)

ฉลองฝังใจอยู่กับการเป็นตากล้องอย่างมากถึงขนาดนำภาพที่ตนเองทำท่าจับกล้องถ่ายหนังอยู่ในเฮลิคอปเตอร์ขณะบินขึ้นสู่ท้องฟ้ามาเป็นโลโก้ประจำหนังทุกเรื่อง ฉลองเริ่มมีชื่อเป็นผู้สร้างหนัง 16 ม.ม.ของค่ายบางกอกการภาพยนตร์จากหนังเรื่อง น้ำเพชร (2508:มิตร-เพชรา) โดยมี ส.อาสนจินดา เป็นผู้กำกับการแสดงและฉลองเริ่มกำกับหนังครั้งแรกใช้ชื่อว่า ดรรชนี จากหนัง 16 ม.ม.เรื่อง จ้าวอินทรี (2511:มิตร-พิศมัย) แต่มาประสบความสำเร็จอย่างมากพร้อมปิดฉากการสร้างหนัง 16 ม.ม.ด้วยเรื่อง ฝนใต้ (2513:สมบัติ-เพชรา) เพราะตอนนั้นฉลองอยากเห็นหนังไทยเจริญก้าวหน้าเทียบเท่าหนังต่างประเทศซึ่งอย่างแรกที่จะต้องทำก็คือ ต้องเปลี่ยนมาถ่ายหนังด้วยฟิล์ม 35 ม.ม. เหมือนอย่างหนังต่างประเทศก่อน ฉลองหวังว่าสักวันหนึ่งจะได้ส่งหนังไทยออกสู่ตลาดนอกบ้าง แต่ก็เริ่มงานแบบค่อยเป็นค่อยไป

หนัง 35 ม.ม.เรื่องแรกของฉลองก็คือ ฝนเหนือ (2513:สมบัติ-เพชรา) แต่หนังที่เริ่มออกสู่ตลาดนอกก็คือเรื่อง 2 สิงห์ 2 แผ่นดิน (2515:สมบัติ-เกาหย่วน) ที่ฉลองร่วมมือสร้างกับฉั่นทงหมั่น อดีตหัวหน้าฝ่ายโฆษณาของชอว์บราเดอร์ ฮ่องกง โดยใช้วิธีวางตัวดาราไทยประกบกับดาราฮ่องกงเพื่อความสะดวกในการขายออกต่างประเทศและหนังที่ทำให้ฉลองประสบความสำเร็จในการนำออกสู่ตลาดนอกได้จริง ๆ ก็คือเรื่อง ทอง (2516:สมบัติ-อโนมา) จนทำให้ได้ฉายาว่าเป็น ผู้กำกับอินเตอร์ จากนั้นฉลองก็มีงานกำกับหนังติดต่อกันอีกหลายเรื่อง ตลอดเวลาฉลองพยายามที่จะสร้างสรรสิ่งแปลกใหม่ออกสู่สายตาประชาชนอยู่เสมอ ทั้งนี้ ก็เพื่อความเจริญของหนังไทย

การยกย่อง ชื่นชมหรือให้เกียรติบุคคลใด ๆ ถือเป็นเรื่องที่ดีที่คนไทยควรกระทำ แต่มิใช่ว่าจะทำอย่างฉาบฉวยแบบขอไปทีเพราะนั่นแสดงว่าเรายังไม่เห็นคุณค่าของบุคคลนั้น ๆ อย่างแท้จริง อย่างกรณีของฉลอง ภักดีวิจิตร เมื่อเราได้รู้ประวัติความเป็นมาของฉลองแล้ว ก็ควรไปหาหนังเก่า ๆ ที่ฉลองกำกับไว้มาดูด้วยจึงจะถือว่ายกย่องได้ครบสูตรจริง ๆ ซึ่งนับว่าโชคดีมากที่หนังส่วนใหญ่ทำเป็น VCD เกือบหมดแล้ว ผมจึงบอกแต่รายละเอียดเบื้องต้นเท่านั้น คิดว่า คงไม่ยากเกินไปที่จะไปเสาะแสวงหามาดู



จาก: มนัส138
วันที่: 04/04/51 - 0:04 น.
IP Address: 210.86.217.xx
ความคิดเห็นที่ 91
กระทู้นี้ มีสิ่งดีให้ผมได้อ่านเสมอ
ขอบคุณคุณมนัสและทุกคนที่ทำให้คนรักหนังไทยคนนี้ ภูมิใจที่ได้ใช้เวลาเข้ามาอ่าน แล้วได้สิ่งดีๆกลับไป
ขอบคุณครับ

จาก: จุ้ยครับ
วันที่: 04/04/51 - 9:05 น.
IP Address: 124.120.18.xx
ความคิดเห็นที่ 92



ได้ติดตามข่าว...คุณยอดรัก สลักใจ
เลยขออนุญาต พี่มนัสโพสเรื่องย่อ.......เรือเพลง......
ขอกระทู้นี้ช่วยส่งกำลังใจอาการป่วยของนักร้อง
และนักแสดง ฝีมือฉกาจ อีกท่านหนึ่ง ในวงการภาพยนตร์....

จาก: สาโรจน์
วันที่: 05/04/51 - 23:46 น.
IP Address: 58.8.154.xx
ความคิดเห็นที่ 93



.

จาก: .
วันที่: 05/04/51 - 23:48 น.
IP Address: 58.8.154.xx
ความคิดเห็นที่ 94



.

จาก: .
วันที่: 05/04/51 - 23:50 น.
IP Address: 58.8.154.xx
ความคิดเห็นที่ 95



.

จาก: .
วันที่: 05/04/51 - 23:54 น.
IP Address: 58.8.154.xx
ความคิดเห็นที่ 96



.

จาก: .
วันที่: 05/04/51 - 23:56 น.
IP Address: 58.8.154.xx
ความคิดเห็นที่ 97



.

จาก: .
วันที่: 05/04/51 - 23:59 น.
IP Address: 58.8.154.xx
ความคิดเห็นที่ 98



.

จาก: .
วันที่: 06/04/51 - 0:03 น.
IP Address: 58.8.154.xx
ความคิดเห็นที่ 99



.

จาก: .
วันที่: 06/04/51 - 0:05 น.
IP Address: 58.8.154.xx
ความคิดเห็นที่ 100



.

จาก: .
วันที่: 06/04/51 - 0:07 น.
IP Address: 58.8.154.xx
ความคิดเห็นที่ 101



.

จาก: .
วันที่: 06/04/51 - 0:11 น.
IP Address: 58.8.154.xx
ความคิดเห็นที่ 102



.

จาก: .
วันที่: 06/04/51 - 0:13 น.
IP Address: 58.8.154.xx
ความคิดเห็นที่ 103



จบแล้วครับ...
ผมเคยดูผ่านตาอีกเรื่อง ไม่แน่ใจว่าแสดงกับคุณพุ่มพวง พี่มนัส..หรือท่านใด...พอจำผลงาน ที่คุณยอดรัก แสดงหนังเรื่องอะไรบ้างครับ

จาก: สาโรจน์
วันที่: 06/04/51 - 0:20 น.
IP Address: 58.8.154.xx
ความคิดเห็นที่ 104
ที่นึกออกตอนนี้ก็คือ

สงครามเพลง และสงครามเพลง แผน 2 ซึ่งเป็นผลงานการกำกับของ ฉลอง ภักดีวิจิตร โดยเฉพาะภาคสองนั้น จำฉากโชว์ก้นของยอดรักได้ดี

อยู่กับยาย ของ พยุง พยกุล เคยดูจากจุ๊ยเจริญภาพยนตร์ นครสวรรค์ เมื่อครั้งเอามาฉายหนังเร่ ล้อมผ้า เมื่อปี 2531 มีเพลง อยูกับยาย และหนุ่มรำโทน และรู้สึกว่าจะมีคุณศิรินทรา นิยากรมาร่วมด้วย น่าเสียดายที่ฟิล์มเรื่องนี้ขายให้กับหนังขายยาไปแล้ว และเป็นฟิล์มธรรมดาด้วย

ส่วน สงครามเพลง ภาคแรก ผมมีโอกาสได้เข้าไปเยี่ยมหน่วย พรสมัยฟิล์ม นครสวรรค์ เมื่อไม่นานมานี้ ก็มีรายชื่อหนังเรื่องนี้ ในรายการให้เช่าฟิล์มด้วย แต่ยังไม่ได้คุยกันในรายละเอียดครับ

จาก: CINE@HOUSE คลังรูปพยนต์
วันที่: 07/04/51 - 11:45 น.
IP Address: 118.174.89.xx
ความคิดเห็นที่ 105
อยู่กับยาย ของ พยุง พยกุล นำโดย ยอดรัก สลักใค

จาก: ยี่หุบ
วันที่: 18/04/51 - 15:02 น.
IP Address: 206.251.71.xx
ความคิดเห็นที่ 106



ธีระธร สิริพันธ์วราภรณ์ หนึ่งในทีมเขียนบทของอาร์เอสฟิล์ม (ในอดีต) เป็นอีกผู้หนึ่งที่ก้าวขึ้นมาสู่ทำเนียบคนทำหนังหน้าใหม่ของเมืองไทย ผลงานเปิดตัวของเขาคือ “9 พระคุ้มครอง” มีกำหนดจะเข้าโรงฉายในวันที่ 9 กรกฎาคมนี้ ต่อไปนี้คือบทสัมภาษณ์คุณธีระธร ลองฟังเขาพูดถึงที่มาและรายละเอียดของงานกำกับชิ้นแรกของตัวเอง ที่เจ้าตัวให้คำนิยามว่ามันคือหนัง “โมเดิร์น แอ็ดแวนเจอร์”

MS:อะไรคือเสน่ห์ของการทำหนังที่ทำให้คุณสนใจอยากเข้ามาทำ
มีหลายส่วน อย่างเรื่องของแอ็คติ้ง คือเช่นเราเอาเรื่องที่เรามองผ่านๆ มาทำให้มันน่าสนใจ คือเราอยากหยิบเอาเรื่องที่เรามองข้ามๆ ไปมาทำดูบ้าง หรือบางครั้งก็ไปมองเรื่องโปรดักชัน ว่าอยากจะทำงานโปรดักชันที่มันมีสไตล์เป็นอย่างนี้ อย่างยุคนึงเราก็ชอบหนังเพลง เราก็อยากทำมาก ตอนเรียนก็อยากทำธีซิสเป็นหนังเพลง หรือบางทีดูหนังฟิล์มนัวร์ก็อยากทำ

MS:การที่คนเขียนบทเข้ามาทำหนังเองจะได้เปรียบมากกว่าคนจากสายอื่นรึเปล่า
ส่วนหนึ่งก็คงได้เปรียบ ยิ่งถ้าเขียนเองทำเองก็จะได้เปรียบเข้าไปใหญ่ อย่างในฮอลลีวูด คนที่จะขึ้นมาเป็นผู้กำกับได้ดีจะมาจากสายเขียนบท สายอาร์ต และตัดต่อ สายอื่นส่วนมากอาจจะมีแต่ไม่ค่อยดัง แต่โดยมากเยอะจริงๆ จะมาจากเขียนบทเพราะการที่คุณเขียนคุณต้องเข้าใจขั้นตอนโปรดักชันด้วย เข้าใจอะไรหลายๆ อย่าง แล้วคุณจะสามารถถ่ายทอดให้ผู้กำกับเอาไปทำการบ้านได้ดี อย่างตอนแรกที่เข้ามาอยู่อาร์เอสฟิล์มก็จะมีปัญหาตรงนี้คือในทีมจะเป็นเด็กๆ กันส่วนมาก แล้วเขาทำงานเขียนบทก็จะเขียนกันไป แต่ไม่รู้ว่าเวลาเอาไปทำจริงๆ มันจะทำไม่ได้หรือมันจะดูไม่ดี เพราะขาดความเข้าใจตรงนั้น

MS:ทำไมจึงเข้ามากำกับหนังเรื่องนี้เอง
ปัญหาจริงๆ ที่ทำให้คนเขียนบทโดยมากจะขึ้นมาเป็นผู้กำกับเอง ก็คือส่วนหนึ่งคือเวลาเราเขียนบทแล้วเราจะรู้สึกชอบมันหรือผูกพันกับมัน แล้วอีกอย่างคือบางครั้งมุมมองของผู้กำกับอาจไม่เหมือนกับเรา เลยทำให้เรารู้สึกว่าเราต้องกำกับเองถึงจะได้งานอย่างที่เราต้องการ พอดีเรื่องนี้เราเขียนแล้วส่วนหนึ่งคือแบ็คกราวนด์มันเหมือนมาจากชีวิตเราจริงๆ ตอนเด็กๆ เราก็รู้สึกอินไปกับมัน ก็เลยคิดว่าเราทำเองดีกว่า ให้คนอื่นทำเดี๋ยวก็ทะเลาะกันไม่เลิก

MS:ที่ว่าเกี่ยวกับชีวิตวัยเด็ก คือเกี่ยวยังไงคะ
จริงๆ แล้วมันเป็นแค่เฟิร์สไอเดีย คือเราต้องการทำหนังผู้ใหญ่ แต่ใช้เด็กเป็นตัวเดินเรื่อง เหมือนเด็กเข้าไปผจญภัยในโลกของผู้ใหญ่ เป็นเรื่องของผู้ใหญ่ทั้งนั้น แต่เมื่อมีเด็กเข้ามา มุมมองของเด็กมันเป็นยังไง นั่นคือสิ่งที่เราคิด แล้วก็เอาแบ็คกราวนด์ของตัวเราเองสมัยเป็นเด็กอยู่ต่างจังหวัดเข้าไปใช้ คือในเรื่องมันจะมีเรื่องเกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่อง เสาร์ 5 คือเป็นเรื่องจริงๆ ของเราเลยตอนเด็กๆ เราจะชอบดูหนังเรื่องนี้ พอดูแล้วเราก็ไปตั้งกลุ่มเสาร์ 5 ซึ่งจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับพระเอก 5 คนที่หนังเหนียว อยู่ยงคงกระพัน พอดูเสร็จเราก็เอามั่ง ก็มาเล่นกันนานมาก ประมาณป.3-ป4 เนี่ย เป็นกลุ่มเสาร์ 5 พอเรามาทำหนังเราก็เอาบ้าง คือเราอยากให้เด็กกลุ่มนี้มันมีแบ็คกราวนด์เหมือนเรา เราก็เลยใส่เรื่องนี้เข้าไป

MS:กลัวไหมคะกับการกำกับหนังเรื่องแรก
กลัวคงไม่กลัว แต่รู้ว่ามันลำบากมั๊ยก็รู้ แต่ตลอดเวลานี่ เราเหมือนถูกเตรียมมาให้มาเป็นผู้กำกับอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเราจะศึกษางานกำกับมาโดยตลอด เราก็รับงานมิวสิควีดีโองานโฆษณาเป็นการฝึกมือมาเรื่อย เมื่อเรามากำกับนี่ สิ่งที่ต้องทำคือต้องทำการบ้านเยอะมาก เพราะเราถือว่าเราใหม่ เพราะฉะนั้นเราจะใช้เวลากับการเตรียมงานค่อนข้างนาน ทำให้พอถึงเวลาที่เราลงมาจริงๆ เราเลยไม่กลัว

MS:เสาร์ 5 คืออะไร
ในหนัง เสาร์ 5 นะครับ เป็นเรื่องของคนห้าคนที่เกิดวันเสาร์ที่ 5 เดือน 5 อะไรประมาณนี้ แล้วก็มาทำพิธีปลุกเสกพระ 5 องค์ มีพระสมเด็จ พระนางพญา พระท่ากระดาน พระกริ่งคลองตะเคียน พระยอดธง ในวันเสาร์ขึ้น 5 ค่ำ เดือน 5อะไรอย่างนี้ ก็จะมีความเชื่อว่าจะทำให้อยู่ยงคงกระพัน ในหนังเรื่องเสาร์ 5 เขาสร้างให้พวกนี้เป็นฮีโร่ เหมือนว่าถ้าเด็กๆ ดูแล้วก็คงชอบ เราก็เลยมองว่าถ้าเด็กๆ ยุคนี้มาดูหนังเรื่องนี้ก็คงชอบเหมือนกัน

MS:ทำไมถึงใช้ เสาร์ 5 ในทีเซอร์โปรโมทหนัง 9 พระคุ้มครอง
ใน 9 พระคุ้มครอง นี่ ก็คือเป็นเรื่องของแก็งค์เด็ก 5 คน ซึ่งของเราจริงๆ จะเป็นเด็กผู้ชายทั้งหมด แต่ในเรื่องเราเปลี่ยนให้เป็นเด็กผู้หญิงคนนึง พวกนี้ไปดูหนังกลางแปลงเรื่อง เสาร์ 5 กี่งานกี่งานก็ฉายแต่เสาร์ 5 เด็กพวกนี้ก็ไปดูแล้วก็ชอบ ดูเสร็จแล้วก็รู้สึกว่าอยากมีพระ แล้วก็เผอิญไปดูพวกเล่นกลก็ได้พระจากพวกเล่นกล มาก็เลยบอกว่านี่แหละคือ พระเสาร์ 5 จากนั้นมาเด็กก็เลยรู้สึกว่า เขาไม่กลัวใครแล้ว เพราะจริงๆ เด็กพวกนี้คือเป็นเด็กแก่นๆ ชอบแกล้งคน อยู่แล้ว ก็เลยยิ่งมั่นใจมาก เรื่องทั้งหมดเริ่มตรงที่ เด็กพวกนี้ชอบไปแกล้ง ผู้หญิงคนนึง ซึ่งเป็นคนบ้า เพราะลูกผัวทิ้งไปหมด เด็กพวกนี้ก็หาว่าแก เป็นผีปอบก็จะไปแกล้งแกทุกวัน ไปปาข้าวโพด เพราะแกมีไร่ข้าวโพด คือเวลาเข้าไปแกล้งแกเนี่ย มันจะต้องผ่านอุโมงค์รถไฟ ทีนี้มีอยู่วันหนึ่งตอนวิ่งหนีออกมา ปรากฏว่ารถไฟ มันวิ่งสวนเด็กก็เลยต้องวิ่งกลับ แล้วมีเด็กผู้หญิงเนี่ย เกิดอุบัติเหตุคือรถไฟจะชน ผู้หญิงคนนี้ก็มาช่วยไว้ เด็กทั้งหมดก็เลยรู้สึกว่า ไม่น่าไปแกล้งแก ก็เลยตั้งใจว่า จะไปหาลูกชายแกที่แกชอบบ่นถึง ก็ไปสืบไปถามอะไร คนก็บอกว่าไปอยู่กรุงเทพฯ มั่ง อะไรมั่ง เด็กทั้งหมดก็จับเรื่องมาประมวล แล้วก็ตกลงใจว่าจะไปกรุงเทพฯ โดยที่มั่นใจว่าตัวเอง มีพระแล้วตัวเองไม่กลัวอะไร แล้วพอเข้ามากรุงเทพฯ ก็จะเกิดเรื่องโน้นเรื่องนี้ คือหนังเรื่องนี้ มันเหมือนเป็นหนังผจญภัย แต่ว่าผจญภัยในแบบที่เราเรียกว่าโมเดิร์น แอ็ดแวนเจอร์ คือมันไม่ใช่ผจญภัย แบบหนังวอลท์ดิสนีย์ หนังแฟนตาซีอะไรอย่างนี้ คือมันเป็นการที่ ทั้งหมดไม่ได้ต้องการที่จะมาผจญภัยหรอก เพียงแต่ต้องการที่ จะมาหาคนแล้วก็พากลับ แต่มันมีเรื่องที่ ทำให้เขาต้องผจญกับมัน ผจญภัยในโลก ของผู้ใหญ่ แต่ผ่านทางความคิดของเด็ก เรื่องก็เลยต่างจากที่ เรารู้สึกว่ามันมาอย่างนี้ก็จะเป็นอย่างนี้ แต่พอเป็นเด็กนี่ มันก็จะเป็นอีกแบบนึง

MS:มีคนเคยบอกว่าคล้ายกับหนัง กาลครั้งหนึ่งเมื่อเช้านี้ (บัณฑิต ฤทธิ์ถกล) ไหมคะ
ไม่เคยมีใครพูดเลย นี่พอพูดมาก็เลยนึกออก ไม่เหมือนเลย คนละคอนเซ็ปต์กัน กาลครั้งหนึ่งฯ นี่เขาต้องการที่จะสะท้อนสังคม แต่ของเราไม่ใช่

MS:วางหนังเป็นประเภทไหน
เป็นผจญภัย แล้วเราเลยตั้งขึ้นมาว่าเป็นโมเดิร์น แอ็ดแวนเจอร์ คือเป็นการผจญภัยแบบใหม่ที่ไม่ใช่แบบที่คุณเคยเห็นมันมา

MS:ใหม่ยังไงคะ
ไม่ใช่ใหม่เพราะภาพมันแปลก หรือใหม่เพราะเรื่องมันพิสดารหรืออะไร แต่ใหม่ในแง่ที่ว่าเหมือนหนังแบล็คคอมเมดี้ ที่คุณคิดว่ามันจะเป็นอย่างเนี้ย แต่พอมีเด็กเข้าไป ผลที่ออกมามันจะไม่เป็น แบบที่คุณคิดเอาไว้ มันจะเป็นสไตล์อย่างนี้ตลอด

MS:ส่วนที่ยากที่สุดของหนังเรื่องนี้อยู่ที่ตรงไหน
เราเตรียมงานค่อนข้างนานมาก การวางแผนเราต้องการ ป้องกันปัญหาทั้งหมดที่เกิดขึ้น แต่สุดท้ายเรื่องที่ยากจริงๆ คือตัวแสดงเราเป็นเด็ก ไม่ใช่ว่าเขาแสดงไม่ได้ เขาแสดงดีรับผิดชอบดี แต่ปัญหาคือฉากที่ ต้องมีผจญภัยมันค่อนข้างจะอันตราย นั่นแหละคือปัญหาใหญ่ แต่ละครั้งที่จะถ่ายเราต้อง วางแผนให้ดีเพื่อให้ปลอดภัยที่สุดว่าเมื่อถ่ายไปแล้ว จะไม่เกิดอุบัติเหตุขึ้น เพราะฉะนั้นเราต้องวางแผนต้องซ้อม อย่างถ่ายรถไฟเนี่ย ถ้าใช้รถไฟจริง เรากลัวว่าเราจะมีปัญหาแน่นอน เราเลยต้องสร้างรถไฟที่ เหมือนจริงขึ้นมาซ้อม นี่แหละปัญหาเราคือการเตรียมก่อนถ่าย ฉากอันตรายพวกนี้ ซึ่งมันทำให้การทำงานเราช้ามาก

MS:กลัวว่าจะแรงไปสำหรับเด็กที่ จะเข้าไปดูหรือเปล่า เพราะนักแสดงหลักๆ เป็นเด็ก ซึ่งจะเป็นตัวดึงให้เด็กเข้าไปดูอยู่แล้ว
ก็จะบอกว่าถ้าเด็กที่อายุต่ำกว่า 13 ควรมีผู้ปกครองให้คำแนะนำ (หัวเราะ) เพราะเราไม่อยากจะบอกว่า เป็นหนังเด็ก คือเด็กเข้าไปดูก็น่าจะได้ ความสนุกได้อะไร เราไม่คิดว่าจะเขาจะมองว่าเราก้าวร้าว หรือให้ไปเอาอย่าง คือเราไม่ห่วงถึง ขนาดนั้น แต่ก็มีคนท้วงมาบ้าง เพราะฉะนั้นเราก็เลยมองว่า ทางที่ดีถ้าเด็กจะเข้าไปดูก็ควรมีผู้ปกครองเข้าไปดูด้วย เพราะจริงๆ แล้วเราทำให้ผู้ใหญ่ดูมากกว่า เพราะเราคิดว่าถ้าผู้ใหญ่เข้าไปดู คุณจะได้ความรู้สึกว่าตอนเด็ก คุณเคยมีประสบการณ์อย่างนี้มาก่อน คุณจะมีอารมณ์ร่วมกับหนังได้มาก ส่วนถ้าเป็นเด็กหรือเป็นวัยรุ่นดู ก็จะได้เรื่องความสนุก เพราะการเล่าเรื่องของหนังเรื่องนี้ มันจะมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา แล้วก็มีการผจญภัยที่ไม่ได้โฉ่งฉ่างอะไร แต่จะมีความสนุก ในตัวเรื่องตลอดเวลา เราก็เลยคิดว่ามันเป็นหนังที่ เด็กดูได้ ผู้ใหญ่ดูดีมั้ง

MS:ใช้หนังเรื่องไหนเป็นแหล่งอ้างอิงหรือเปล่าคะ
ส่วนหนึ่งมาจากประสบการณ์ตัวเอง แต่ reference จริงๆ โดยมากจะมาจากหนังไทย ตัวอย่างเช่นหนังเรื่องเพื่อนรัก ซึ่งเป็นหนังเก่าที่เราชอบมาก เป็นเรื่องของเด็กไทยหนึ่ง ฝรั่งหนึ่ง จีนหนึ่ง ที่ต้องเข้ามากรุงเทพฯ ต่างคนต่างแบบกันแต่ต้องมาอยู่ด้วยกัน ไปเจอปัญหาเจออุปสรรค นั่นแหละเราชอบหนังเรื่องนั้นมาก แต่เรื่องนั้นค่อนข้างเป็นดราม่า นั่นแหละเป็น referenc หลัก ส่วนอื่นก็มาจากหนังฝรั่งหลายเรื่อง แม้แต่ Stand by Me เช่นเรื่องรถไฟนี่ คือถ้าถามว่าได้แรงบันดาลใจมาจากอะไร คือไม่อยากใช้คำว่าลอกนะ (หัวเราะ) เพราะเราชอบช็อทนั้นมาก คือจริงๆ มันก็ไม่เหมือนกันนะ เพราะ Stand by Me มันเป็นเด็กคะนอง แต่ของเรานี่คือถ้าเราต้องไปเจอสถานการณ์อย่างนั้นเหมือนกัน แต่เรื่องมันไม่ได้ราบรื่นเหมือน Stand by Me เนี่ย จะทำยังไง นี่คือเฉพาะช็อทรถไฟนั้นนะฮะ แต่ในส่วนอื่นๆ ก็คงมีเรื่องละนิดเรื่องละหน่อย

MS:วางไว้ว่าต้องเป็นเด็กมาแต่ต้นหรือเปล่า หรือเคยคิดว่าเป็นผู้ใหญ่ก็ได้
ไม่เลย คือคิดตลอดว่าต้องเป็นเด็ก 5 คน เพราะอย่างที่บอกว่าวางมาจากประสบการณ์จริง เพียงแต่เปลี่ยนให้มีผู้หญิงเข้ามาคนนึง เพื่อให้มีความหลากหลายขึ้น แล้วค่อยมาวางต่อว่าเมื่อเข้ามาในกรุงเทพฯ จะต้องมีคนที่มาช่วยมาเป็นตัวที่เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง ที่เราวางมา 4 คนนี้คือเราต้องการให้มันมีความเป็นตัวแทน ความเป็นเมือง เป็น 4 คนที่เป็น 4 บุคลิก คือพยายามมองเมือง โดยผ่านตัวละคร 4 คน ส่วนต่างจังหวัดที่เราก็ให้เด็กเป็นเหมือนตัวแทน ของความเป็นธรรมชาติ เป็นความปรกติ ความสนุกสนาน นี่คือต่างจังหวัด คือเขาไม่ซีเรียส ส่วนพวกในเมืองคือความปากกัดตีนถีบ ต้องสู้ชีวิต โดยแต่ละคนมีวิธีการสู้ มีวิธีการแก้ปัญหาของตัวเองไม่เหมือนกัน อย่างตัวพระเอกก็เป็นคนทำมาหากิน แต่ว่าเก็บเสื้อมาจากศพมาขาย คือหนังเรื่องนี้มันจะแบ่งเป็นสองส่วนค่อนข้างชัดเจน ต่างจังหวัดนี่จะเป็นโทนเรียลิสติก แต่พอเข้ามาในเมืองมันจะเป็นโทนแบล็คคอเมดี้ เรื่องมันจะเป็นการมองอะไรให้มันเป็นแบล็คคอมเมดี้ เอาเรื่องที่น่าจะเป็นเรื่องร้ายๆ มามองให้มันตลก

MS:เคยรู้เรื่องที่ไทเอ็นเตอร์เทนเมนท์จะทำเรื่องเสาร์ 5 ไหมคะ
ใช่ฮะ แต่อันนั้นคือเขาจะทำเรื่องเสาร์ 5 เลย เอามารีเมค ซึ่งจริงๆ เราก็ไม่รู้มาก่อนเลยว่าเขาจะทำ ซึ่งโดยข้างในแล้วจริงๆ มันก็ไม่เกี่ยวกันเลย พอดีทางไทฯ สามารถซื้อลิขสิทธิ์เรื่องไปได้ เพราะเขาต้องการทำตัวเรื่องนั้นเลย แต่ของเราไม่ได้สนใจทำ เราเลยไม่ได้สนใจเรื่องลิขสิทธิ์ตรงนั้น เราแค่คิดว่า เราประทับใจเรื่องเสาร์ 5 ในอดีตเราก็อยากให้มันมาปรากฏ เป็นส่วนหนึ่งในหนัง แต่ของเขาเป็นรีเมค ซึ่งหนังเราน่าจะเป็นตัวสนับสนุนให้เขาด้วยซ้ำ เพราะถ้าคนมาดูหนังเราแล้วชอบมัน น่าจะเป็นตัวเปิดทางให้อยากดูหนังของเขา

MS:ถ้าดูจากทีเซอร์หนังของคุณจะรู้สึกว่ามันคล้ายกันมาก
ถ้าเป็นทีเซอร์ อย่างอันที่บอกว่า “เสาร์ 5 ช่วยด้วย” อันนั้นก็อาจเป็นไปได้ว่าทำให้คนคิดว่ามันเหมือนกัน แต่พอเฉลยแล้วคนคงรู้ว่าอ๋อ ที่จริงเป็นเรื่องเก้าพระคุ้มครอง ก็เป็นเรื่องของพระ นี่ก็ไปปลุกเสกพระมา คือเราต้องการพูดในแง่มุมของพระซึ่งเป็นภาคที่มีแบ็คกราวนด์ที่ค่อนข้างเป็นฮีโร เราต้องการได้พระแบบนั้นมาเป็นตัวแทนที่เด็กนับถือ เราก็เลยเลือกตรงเสาร์ 5

MS:ส่วนตัวของคุณมีความเชื่อเรื่องนี้อยู่เดิมหรือเปล่า
ก็เชื่อฮะ แต่ต้องเรียกว่าศรัทธาไม่ใช่งมงายนะ เราศรัทธาในเรื่องนี้แต่ไม่เคยเจอกับตัวเอง แต่คืออย่างเวลาเราเจอศาลพระภูมิหรืออะไร เราก็ไหว้ตลอด เพราะคิดว่าของพวกนี้มันเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถรู้ได้ว่ามันจริงหรือไม่จริง

MS:แล้วหลวงพ่อคูณเข้ามาเกี่ยวข้องกับหนังเรื่องนี้ได้ยังไงคะ
คือเราเป็นคนที่ค่อนข้างนับถือ พวกเกจิอาจารย์อยู่แล้ว แล้วก็หลวงพ่อคูณนี่ เนื่องจากที่คนเล่ากันมานี่ เราไม่ได้มองตรงที่ท่านค่อนข้างศักดิ์สิทธิ์ หรืออะไรตรงนั้น แต่เรามองในแง่ของความเป็นพระที่มีความตั้งใจ ที่จะทำตรงนี้ โดยเป็นที่ยึดเหนี่ยว ของคนจำนวนมาก แล้วท่านไม่ได้ต้องการ ให้คนงมงาย คือท่านสอนในวิธีของท่าน คือแบบลูกทุ่งๆ ซึ่งตรงนี้เรานับถือ และเราบอกว่าถ้าเรามีโอกาส ได้ทำงานอะไร ก็อยากจะไปเกี่ยวกับท่าน

MS:มีคนพูดว่าคุณเหมือนกับใช้พระมาโปรโมทหนัง
วันที่ไปปลุกเสกพระ ก็มีนักข่าวถามเรื่องนี้เหมือนกัน แต่เราก็แบบไม่มั้ง เพราะตอนบางระจัน นี่ เขาใช้สมเด็จพระสังฆราช เลยนะ ไม่ยิ่งหนักกว่าเหรอ มันคงไม่เกี่ยวหรอก คือคอนเซ็ปต์ของเรานี่ มันก็อย่างเดียวกับที่บางระจันคิด แล้วจริงๆ หนังของเรามันเกี่ยวกับพระมากกว่าอีก คือเรามีความคิดเดียวกันว่าถ้าจะให้ของกำนัล สำหรับคนที่มาจองตั๋ว เราก็อยากจะให้สิ่งที่มันเกี่ยวข้องกับหนัง สองคือให้คนที่ได้ไปเขารู้สึกว่ามีความสำคัญอยากจะเก็บ ไม่ใช่อย่างแจกซีดีก็เอาไปฟัง หรือแจกสติกเกอร์แจกของอะไรอย่างนี้ เราอยากแจกของที่ทำให้คนรู้สึกว่าเป็นของมีค่า ให้เขารู้สึกว่าอยากได้จริง ไม่ใช่ว่าโดนยัดเยียดให้รับก็รับไป

MS:การที่เลือกอนัน อันวามาเล่นหนังเรื่องนี้ เกี่ยวกับที่เพราะเป็นนักร้องของค่ายหรือเปล่า
จริงๆ แล้วไม่เกี่ยวเลย เพราะตอนที่วางตัวแสดง 5 คน เราก็แคสติ้ง เราต้องการดาราใหม่หมด ใช้เวลาแคสติ้งนานมาก เราได้ไล่มาหมดแล้ว ขาดอยู่คนเดียวคือคนที่เล่นเป็นเปี๊ยก ก็คืออนัน ซึ่งเป็นหัวโจกในหนัง คือเรามองคาแรคเตอร์ เปี๊ยก ว่าต้องเป็นเด็กทะเล้น คือแต่ละคนนี่อย่างน้องไทเราก็มองคาแรคเตอร์ว่า ในเรื่องเขาจะเป็นพี่น้อง กับน้องมะลิ ในกลุ่มเขาก็จะดูเป็นผู้ใหญ่กว่าคนอื่นๆ หน่อย ซึ่งเราก็คัดมาจนได้ตรงตามนั้นหมด แต่ยังไม่เจอเด็กทะเล้น ที่จะมาเล่นเป็นเปี๊ยก ซึ่งพอช่วงที่คัดตัวแสดง เราก็ได้เด็กทะเล้นมา แต่มันก็อยู่ในลิมิทเด็กเท่าๆ กับเด็กคนอื่นๆ ทั้งหมด มันไม่มีความแตกต่าง ทีนี้พอดีผมได้ดูอนัน ในละครเรื่อง “ผมมากับพระ” เราก็เลยเอาอนันมาเป็น reference แล้วบอกคนคัดตัวแสดงว่าเราอยากได้แบบอนัน แต่ก็หามาไม่ได้ เราก็เลยมาคุยกับผู้ใหญ่ว่าเราอยากได้อนัน ซึ่งจริงๆ ตอนนั้นอนันออกเทปคิวแน่นเอี๊ยดเลย แต่เราบอกว่าถ้าเราไม่ได้คนนี้มา ตัวแสดงมันก็ไม่ได้อย่างที่เราต้องการ เราทำงานก็คงไม่มีความสุข ก็เลยคุยไปคุยมา สุดท้ายก็เลยให้คิวอนัน

MS:ไม่รู้สึกว่ามันขัดหรือคะที่เอาเด็กอินเตอร์มาเล่นเป็นเด็กต่างจังหวัด
ต่างจังหวัดของเรานี่มันไม่ใช่ ต่างจังหวัดแบบบ้านนอก มันก็คือในเมืองแหละ ในตัวจังหวัดที่มันมีโรงเรียนนานาชาติ โรงเรียนคริสต์ อะไรอย่างนี้ ในเรื่องก็คือเป็นที่พิษณุโลก ซึ่งเด็กพวกนี้ตอนอยู่ในจังหวัด ก็นึกว่ามันใช่แล้ว เห็นกรุงเทพฯ จากในทีวีก็นึกว่ามันก็ ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แต่พอเข้ามาจริงๆ แล้วถึงได้รู้ว่ามันไม่ใช่ มันเป็นคนละโลกกัน

MS:ฟังดูเหมือนมีกลิ่น coming of age
ใช่ฮะ นี่คือคอนเซ็ปต์เราเลย

MS:ทำไมต้องเป็นพิษณุโลกคะ
ที่จริงภาพที่เรามองไว้ เรามองที่อรัญฯ จ.สระแก้วหมดเลย เพราะนั่นเป็นบ้านเกิด แต่เราไม่ได้ไปถ่ายที่นั่นเพราะมันไกล และคิดว่าภาพออกมาก็คงไม่สวย เราก็จินตนาการจากตรงนี้ ทุกอย่างที่เราคิดจะมาจากที่อรัญฯ หมด ทีนี้ที่เป็นพิษณุโลก เพราะเราคิดว่ามันเป็น จังหวัดทางเหนือ ซึ่งมีความเจริญพอที่ จะมีเด็กลูกครึ่ง อย่างนี้อยู่กัน แต่อย่างเชียงใหม่ ภูเก็ตมันเจริญไป มันน่าจะเป็นที่ที่ เด็กพวกนี้พอจะอยู่ได้ แต่ไม่ใช่จังหวัดที่ เป็นเมืองมากๆ เมืองใหญ่ๆ รองจากกรุงเทพฯ อะไรอย่างนั้น เพราะไม่งั้น พอเข้ากรุงเทพฯ ก็จะไม่รู้สึกว่า แตกต่าง แต่เราก็ไม่อยากให้มันเป็นชนบท ถึงกับทางแถวอีสาน อะไรอย่างนั้น แล้วก็มองว่าอย่างพิษณุโลก บรรยากาศมันมีภูเขามีอุโมงค์ อะไรอย่างนั้น ตอนก่อนถ่ายเราก็ไปสำรวจที่พิษณุโลก แต่ไม่ได้ไปถ่ายจริง คือถ่ายเฉพาะส่วนที่เป็นสต็อคช็อทไว้เฉยๆ เพราะภาพมันไม่ได้ มันไกล คือถ้าไกลแล้วมันควรจะได้อย่างที่เราคิด ถ้าไปแล้วคุ้มเราก็ไปถ่ายกันที่พิษณุโลก ไปนอนไปกินที่นั่นได้ แต่มันไม่ใช่

MS:คุณมีส่วนในด้านอื่นของหนังอีกไหมนอกจากเขียนบท และกำกับ
ผมดูในส่วนของโปรดักชัน ดีไซน์ เพราะจากพื้นฐานของเราก็มีความรู้ทางด้านอาร์ต อยู่แล้วก็เลยเข้าไปช่วย คือในเรื่องมันจะแบ่งสองส่วนคือ ต่างจังหวัด กับ กรุงเทพฯ อย่างเรื่องงานด้านภาพ ก็จะแบ่งเป็นต่างจังหวัดใช้ตากล้องคนนึง เข้ามากรุงเทพ ใช้ตากล้องอีกคน ซึ่งจริงๆ มันไม่มีใครทำกันหรอก แต่เพราะเราอยากให้ต่างจังหวัดนี่มันเป็นภาพstatic ไม่ได้มูฟเมนท์มาก เป็นคลีนๆ ไบรท์ๆ เราเลยใช้ตากล้องฝรั่งชื่อไมค์ เพราะเค้าถนัดงานอย่างนี้ แต่พอมาในกรุงเทพฯ เราให้พี่กล้วย ณัฐวุฒิที่เป็นตากล้องนางนาก ฟ้าทะลายโจรมาทำ เพราะงานในกรุงเทพฯ มันจะค่อนข้างเป็นโลว์คีย์คล้ายฟิล์มนัวร์ แล้วมันจะมีมูฟเมนท์เยอะ กล้องมันจะไหล มันจะมีสเตดี้แคมอะไรอย่างนี้ แต่ว่าโดยรวมทั้งหมดพี่กล้วย จะเป็นคอนโทรลทั้งหมด แต่พอตอนถ่ายต่างจังหวัด ก็ให้ไมค์ลงมือ อีกอย่างก็คือ อันนี้จริงๆ ไม่อยากเล่า แต่หลังจากคนไปดูแล้วพูดกันเยอะ คือหนังเรื่องนี้ทั้งเรื่องมันจะคุมโทนเป็นสีเขียวหมด อย่างพวกอุปกรณ์ประกอบฉาก เสื้อผ้า รายละเอียดกระจุกกระจิก เราจะคุมโทนให้มันเป็นเขียวเป็นฟ้าหมด พยายามไม่ให้โทนร้อนเข้ามาแจม เพื่อต้องการสร้างความหมายเชิงสัญลักษณ์ ว่าสีเขียวเป็นเรื่องของความเป็นปรกติ คือชีวิตของเราเนี่ยเป็นสีเขียว แต่เรื่องทั้งหมด พอไปถึงฉากไคลแม็กซ์ มันจะเปลี่ยนเป็นสีแดงทั้งหมด โดยที่สีโทนร้อนนี่มันจะเริ่มเข้ามา ตอนเข้ากรุงเทพฯ จะเริ่มหย่อนเข้ามาเรื่อยๆ จนสุดท้ายมันจะเป็นแดงทั้งหมด นี่คือที่เราวางโปรดักชันดีไซน์เอาไว้

MS:สีแดงแทนอะไร
เราไม่อยากใช้คำว่ารุนแรงนะ แต่เราจะสื่อว่ามันคือความไม่ปรกติ เพราะในเรื่องนี่มันจะเพี้ยน เพี้ยนขึ้น คือสีนี้มันเหมือนกับไม่ใช่สีที่ เราอยู่กับมันทุกวัน ไม่ใช่ชีวิตอย่างนั้น มันเป็นชีวิตที่แตกต่าง ออกไปซึ่งน้อยคนจะไปเจอได้ อย่างนี้ เราเลยใช้สีแดงเป็นตัวแทน

MS:ดูคุณเป็นคนที่ใส่ใจเรื่องสัญลักษณ์ในหนังมาก
จริงๆ คิดตลอด แต่เราไม่ได้ยัดเยียด คือดูถ้าเห็นแล้วรู้ก็รู้ แต่ถ้าไม่เห็นหรือไม่รู้ก็ไม่ได้ซีเรียสอะไร เหมือนเราพยายามหา motif ของมันในแต่ละอัน เช่นรถไฟ หรืออะไรอย่างนี้ แต่ไม่ใช่ว่าใส่มาซะจน มันบอกชัดเลยว่าอันนี้คือ motif อะไรอย่างนั้น แต่บอกได้เลยว่าทุกซีนในหนังจะมี symbolic ตลอด คือต้องไปสังเกตเอาเอง ผมอยากให้นักวิจารณ์ ดูแล้วลองตีความ

MS:งั้นถ้ามีนักวิจารณ์เข้าไปดูหนังคุณแล้วพยายามตีความก็ไม่ผิดใช่ไหม
ใช่ เพราะเราชอบอย่างนั้น เราชอบให้คนดูได้คิด ได้ตีความ ผมไม่ห่วงเรื่องคำวิจารณ์มาก คือถ้านักวิจารณ์ไปดูแล้ววิจารณ์ก็คงจะดี แต่ถ้าดูแล้วไม่วิจารณ์เราคงเสียใจ อยากให้วิจารณ์ไม่ว่าดีไม่ดี ยังไงก็ตาม แต่อย่างที่บอกไว้ตั้งแต่ตอนต้นเลยว่า หนังเรื่องนี้เราไม่ได้ทำมาเพื่อเป็นหนังเด็ก เพราะถ้ามองว่าเป็นหนังเด็กนี่ มันจะผิดหมดเลย พอดูแล้วมันจะไม่ใช่

MS:คาดหวังไว้แค่ไหน
อยากให้คนเข้าไปดูมาก เพราะเราเชื่อว่าทุกคนที่ได้เข้าไปดูแล้ว จะไม่รู้สึกเนกาตีฟ กับมัน คุณจะต้องได้มุมไหนสักมุมหนึ่งกลับมา โดยเฉพาะถ้าเป็นผู้ใหญ่ คุณจะต้องได้ความประทับใจ ในตัวหนังที่ย้อนกลับไปมองตัวเองว่าเด็กๆ เราเคยมีประสบการณ์แบบนี้หรือเปล่า เราเลยคาดว่าคนโตๆ ที่เข้าไปดูน่าจะมีอารมณ์ร่วมตรงนี้ อยากให้คนไปดู แต่ไม่ได้คาดหวังว่าจะดังจนเป็นเหมือนไททานิค อะไรอย่างนั้น เพราะหนังเราไม่ใช่หนังที่เป็นแมสมาก

MS:ชอบดูหนังแบบไหนคะ
ดูมั่วไปหมดแหละ ถ้าถามหนังไทยคงมีชัดเจน แต่ถ้าพูดถึงหนังฝรั่งนี่เ ราเปลี่ยนเกือบทุกเดือน หนังฮอลลีวูด เจอร์รี บรัคไฮเมอร์เราก็ดู เราจะมองในแง่โปรดักชัน แต่ตัวเรื่องก็จะดูผ่านๆ แต่ถ้าจะดูตัวเรื่องของฮอลลีวูดเราก็ดูจากโอลิเวอร์ สโตน แต่ของฝั่งยุโรป เราก็จะดูหนังฝรั่งเศส หนังที่เราดูไม่รู้เรื่อง แต่ก็ชอบดู เพราะดูแล้วชอบที่จะหาว่ามันสื่อถึงอะไร มันเหมือนว่าเราได้ทำงาน บางทีคิดไปคิดมา ตีไปตีมาก็ได้พล็อต หนังมาอีกเรื่องนึง อย่างของทรุฟโฟต์ มันจะมียุคนึงที่ เป็นหนังคัมมิง ออฟ เอจ พวกนี้มันมีอิทธิพลคือดูแล้วมันทำให้เราคิดได้มาก แล้วการที่เราคิดมากๆ มันทำให้เราเอามาทำงาน เราเอามาตีความซึ่งบางทีเขาไม่ได้คิดอย่างนั้นหรอก เราคิดของเราเอง พอเราคิดไปคิดมา มันก็กลายมาเป็นไอเดีย กลายเป็นพล็อตได้ ถ้าถามว่าหนังในดวงใจจริงๆ ก็จะนึกแต่หนังไทย เช่นผีเสื้อและดอกไม้ คือหนังที่ชอบจะเกี่ยวกับเด็กๆ และเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้หนังเรื่องแรกที่เราอยากทำเนี่ย เป็นหนังที่เกี่ยวกับชีวิตในวัยเด็ก อย่างผีเสื้อ และดอกไม้ เพื่อนรัก ปุกปุยของพี่อุดม แล้วก็มีดีแตกของพี่อังเคิล ซึ่งเป็นหนังที่ทำให้เราสนใจ อยากจะไปเรียนรู้เรื่องของภาพยนตร์ พวกนี้เราถือว่าเป็นอิทธิพล ที่ทำให้เราเข้ามาทำหนัง คือมันมาจากหนังไทย ไม่ใช่หนังฝรั่ง

MS:ทำไมชื่อภาษาอังกฤษว่า Where Is Tong?
คือต๋องนี่ในเรื่องเป็นชื่อของลูกของผู้หญิงคนนั้น ซึ่งเด็กจะไปตามหา แล้วในเรื่องนี่มันจะมีต๋อง โผล่มาเต็มไปหมด ต๋องโน่น ต๋องนี่ ตอนแรกจะตั้งว่า Who Is Tong

MS:ดูไม่ค่อยเข้ากับชื่อหนังไทย
ก็ใช่เพราะเรารู้สึกว่าชื่อหนังฝรั่ง ส่วนมากมันจะตั้งกันง่ายๆ แล้วก็จะสื่อว่า ต้องการบอกอะไร เราก็เลยเอาอันนี้แหละ เพราะเรื่องของเราจริงๆ นี่มันคือการเข้าไปตามหาต๋อง แต่ว่ามีเรื่องทางพระเข้ามา ซึ่งชื่อไทยเราก็เน้นเรื่องพระอยู่แล้ว แต่พอเป็นเมืองนอกเราก็หาต๋อง

MS:คิดจะเอาหนังไปขายเมืองนอกบ้างไหม
ทั้งหมดขึ้นอยู่กับอาร์เอสฟิล์ม เขาจะเป็นคนดูแลตรงนี้ จริงๆ เรื่องนี้เทศกาลหนังของญี่ปุ่น ก็จะเอาไปฉาย แต่เราทำไม่เสร็จ ถามว่าเราอยากไปมั๊ย เราก็อยากแหละ เพราะหนังนี่ไม่ว่าจะเอาไปให้ใครได้ดู เราก็เอาหมดแหละ แต่ก็ไม่ได้หวังเรื่องเงินทอง ว่ามันจะเอาไปขายได้หรืออะไร แต่ก็เหมือนคนทำงานทั่วไป ที่อยากให้คนมาดูงานของเรา มาสัมผัสกับงานเรา ผมว่ามันพร้อมที่จะไป ทั้งเรื่อง และโปรดักชันมันไปได้ แต่การทำงานของเรา เราต้องการทำหนังไทยให้คนไทยดู แต่พอคนมาดูกันเขาบอกว่ามันมีความเป็นสากล ไม่ได้หมายความว่ามันมีความเป็นฝรั่งนะครับ แต่มันมีบุคลิกของความเป็นไทย ซึ่งถ้าเอาไปฉายที่อื่นมันดูมีลักษณะที่เป็นเรื่องหนึ่งที่ เป็นตัวแทนของประเทศได้ แต่ถ้าถามความรู้สึกนี่ เราจะมีความสุขถ้ามีคนไทย ดูมากกว่าฝรั่งหรือต่างประเทศ

MS:อยากทราบงบประมาณของหนังเรื่องนี้
ถึงตอนนี้เฉพาะเท่าที่ปิดกล้องไป ก็บอกได้ว่ามันบานเยอะ เราตั้งไว้ประมาณ 15-17 ล้านคือปิดทุกอย่างเก็บเนี้ยบทุกอย่าง แต่นี่คือเราปิดกล้องไปมันจะ 18 อยู่แล้ว นี่ยังไม่รวมโพสต์โปรดักชัน ซึ่งถ้ารวมแล้วก็น่าจะอยู่ที่ 21 ก็เตรียมทำหนังสือ เป็นหนี้เขาอยู่แล้ว คือหนังของเราเป็นหนังกลางๆ ไม่ใหญ่มาก หนังอาร์เอสมันจะประมาณนี้อยู่แล้ว คือ 12-17 ล้าน แต่ตอนนี้ค่าฟิล์ม มันแพงขึ้น เขาก็ให้ขึ้นไปเป็น 17 ซึ่งจริงๆ เราก็ไม่ได้กะว่าหนังเรื่องนี้มันจะเป็นหนังฟอร์มใหญ่ แต่พอทำไป ทุกอย่างเราต้องเพลย์เซฟ เราก็ต้องสร้างทุกอย่างขึ้นมา แล้วคิวมันยาว ตัวแสดงก็ใหม่ และยังเป็นเด็ก ต้องมีไทม์มิ่งว่าจะถ่ายได้ถึงกี่โมงตอนกลางคืน แล้วเขามีคิวต้องไปเรียน แล้วอย่างการใช้ฟิล์มก็เปลืองกว่าหนังผู้ใหญ่ เพราะเราต้องมีแอบถ่ายเก็บอะไรไว้ คือมาเสียดายฟิล์มไม่ได้ เพราะธรรมชาติของเด็กคือเราต้องปล่อยเขาเล่นแล้ว เราจะได้ภาพที่น่ารักที่มันเป็นจริง เพราะฉะนั้นตรงฟิล์มก็เลยบานตะไทไปใหญ่ คือทุกอย่างมันคอนโทรลไม่ได้

MS:หนังได้อย่างที่ฝันไว้ไหม
ก็คงไม่ถึงขนาดนั้นเพราะส่วนมาก ฝันแล้วเว่อร์ไป แต่ว่ามันค่อนข้างได้ถึง 70-80 เปอร์เซ็นต์ แต่ตอนนี้ค่อนข้างแฮ้ปปี้มาก นั่งตัดไปก็เข้าข้างตัวเองไป เฮ้ยดีว่ะ (หัวเราะ)

MS:มีโครงการหนังเรื่องต่อไปรึยังคะ
ตัวผมเองตอนนี้มีแค่ไอเดีย แต่ยังไม่ได้เวิร์คอะไร คือตอนนี้ไม่มีใจจะเวิร์คอะไรทั้งนั้น แต่ส่วนของเร้ด ร็อคเก็ตก็มีโปรเจคใหม่ ก็คงต้องช่วยเค้าดู ในส่วนของบทเหมือนเดิม

MS:มีอะไรฝากทิ้งท้ายไหมคะ
ก็อยากฝากว่าหนังเรื่องนี้ ไม่ใช่หนังเด็ก แต่ทำเพื่ออยากให้คนที่โตแล้วได้ดู เพื่อจะได้รู้สึกย้อนกลับไป คิดถึงความประทับใจ ของตัวเองสมัยเด็กว่าตัวเองเคยมีประสบการณ์ อะไรอย่างนี้บ้างรึเปล่า หรือมีส่วนไหนที่ทำให้ตัวเองมีความสุข ส่วนความสนุกสนานที่คงไม่ต้องฝาก เพราะใครก็ตามที่เข้าไปดูหนังเรื่องนี้นี่ รับประกันว่าสนุกแน่นอน นี่พูดแบบเข้าข้างตัวเองนะครับ (หัวเราะ)


จาก: napaphat
วันที่: 08/06/52 - 18:21 น.
IP Address: 125.26.187.xx
ความคิดเห็นที่ 107
ธีระธร สิริพันธ์วราภรณ์ หนึ่งในทีมเขียนบทของอาร์เอสฟิล์ม (ในอดีต) เป็นอีกผู้หนึ่งที่ก้าวขึ้นมาสู่ทำเนียบคนทำหนังหน้าใหม่ของเมืองไทย ผลงานเปิดตัวของเขาคือ “9 พระคุ้มครอง” มีกำหนดจะเข้าโรงฉายในวันที่ 9 กรกฎาคมนี้ ต่อไปนี้คือบทสัมภาษณ์คุณธีระธร ลองฟังเขาพูดถึงที่มาและรายละเอียดของงานกำกับชิ้นแรกของตัวเอง ที่เจ้าตัวให้คำนิยามว่ามันคือหนัง “โมเดิร์น แอ็ดแวนเจอร์”

MS:อะไรคือเสน่ห์ของการทำหนังที่ทำให้คุณสนใจอยากเข้ามาทำ
มีหลายส่วน อย่างเรื่องของแอ็คติ้ง คือเช่นเราเอาเรื่องที่เรามองผ่านๆ มาทำให้มันน่าสนใจ คือเราอยากหยิบเอาเรื่องที่เรามองข้ามๆ ไปมาทำดูบ้าง หรือบางครั้งก็ไปมองเรื่องโปรดักชัน ว่าอยากจะทำงานโปรดักชันที่มันมีสไตล์เป็นอย่างนี้ อย่างยุคนึงเราก็ชอบหนังเพลง เราก็อยากทำมาก ตอนเรียนก็อยากทำธีซิสเป็นหนังเพลง หรือบางทีดูหนังฟิล์มนัวร์ก็อยากทำ

MS:การที่คนเขียนบทเข้ามาทำหนังเองจะได้เปรียบมากกว่าคนจากสายอื่นรึเปล่า
ส่วนหนึ่งก็คงได้เปรียบ ยิ่งถ้าเขียนเองทำเองก็จะได้เปรียบเข้าไปใหญ่ อย่างในฮอลลีวูด คนที่จะขึ้นมาเป็นผู้กำกับได้ดีจะมาจากสายเขียนบท สายอาร์ต และตัดต่อ สายอื่นส่วนมากอาจจะมีแต่ไม่ค่อยดัง แต่โดยมากเยอะจริงๆ จะมาจากเขียนบทเพราะการที่คุณเขียนคุณต้องเข้าใจขั้นตอนโปรดักชันด้วย เข้าใจอะไรหลายๆ อย่าง แล้วคุณจะสามารถถ่ายทอดให้ผู้กำกับเอาไปทำการบ้านได้ดี อย่างตอนแรกที่เข้ามาอยู่อาร์เอสฟิล์มก็จะมีปัญหาตรงนี้คือในทีมจะเป็นเด็กๆ กันส่วนมาก แล้วเขาทำงานเขียนบทก็จะเขียนกันไป แต่ไม่รู้ว่าเวลาเอาไปทำจริงๆ มันจะทำไม่ได้หรือมันจะดูไม่ดี เพราะขาดความเข้าใจตรงนั้น

MS:ทำไมจึงเข้ามากำกับหนังเรื่องนี้เอง
ปัญหาจริงๆ ที่ทำให้คนเขียนบทโดยมากจะขึ้นมาเป็นผู้กำกับเอง ก็คือส่วนหนึ่งคือเวลาเราเขียนบทแล้วเราจะรู้สึกชอบมันหรือผูกพันกับมัน แล้วอีกอย่างคือบางครั้งมุมมองของผู้กำกับอาจไม่เหมือนกับเรา เลยทำให้เรารู้สึกว่าเราต้องกำกับเองถึงจะได้งานอย่างที่เราต้องการ พอดีเรื่องนี้เราเขียนแล้วส่วนหนึ่งคือแบ็คกราวนด์มันเหมือนมาจากชีวิตเราจริงๆ ตอนเด็กๆ เราก็รู้สึกอินไปกับมัน ก็เลยคิดว่าเราทำเองดีกว่า ให้คนอื่นทำเดี๋ยวก็ทะเลาะกันไม่เลิก

MS:ที่ว่าเกี่ยวกับชีวิตวัยเด็ก คือเกี่ยวยังไงคะ
จริงๆ แล้วมันเป็นแค่เฟิร์สไอเดีย คือเราต้องการทำหนังผู้ใหญ่ แต่ใช้เด็กเป็นตัวเดินเรื่อง เหมือนเด็กเข้าไปผจญภัยในโลกของผู้ใหญ่ เป็นเรื่องของผู้ใหญ่ทั้งนั้น แต่เมื่อมีเด็กเข้ามา มุมมองของเด็กมันเป็นยังไง นั่นคือสิ่งที่เราคิด แล้วก็เอาแบ็คกราวนด์ของตัวเราเองสมัยเป็นเด็กอยู่ต่างจังหวัดเข้าไปใช้ คือในเรื่องมันจะมีเรื่องเกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่อง เสาร์ 5 คือเป็นเรื่องจริงๆ ของเราเลยตอนเด็กๆ เราจะชอบดูหนังเรื่องนี้ พอดูแล้วเราก็ไปตั้งกลุ่มเสาร์ 5 ซึ่งจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับพระเอก 5 คนที่หนังเหนียว อยู่ยงคงกระพัน พอดูเสร็จเราก็เอามั่ง ก็มาเล่นกันนานมาก ประมาณป.3-ป4 เนี่ย เป็นกลุ่มเสาร์ 5 พอเรามาทำหนังเราก็เอาบ้าง คือเราอยากให้เด็กกลุ่มนี้มันมีแบ็คกราวนด์เหมือนเรา เราก็เลยใส่เรื่องนี้เข้าไป

MS:กลัวไหมคะกับการกำกับหนังเรื่องแรก
กลัวคงไม่กลัว แต่รู้ว่ามันลำบากมั๊ยก็รู้ แต่ตลอดเวลานี่ เราเหมือนถูกเตรียมมาให้มาเป็นผู้กำกับอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเราจะศึกษางานกำกับมาโดยตลอด เราก็รับงานมิวสิควีดีโองานโฆษณาเป็นการฝึกมือมาเรื่อย เมื่อเรามากำกับนี่ สิ่งที่ต้องทำคือต้องทำการบ้านเยอะมาก เพราะเราถือว่าเราใหม่ เพราะฉะนั้นเราจะใช้เวลากับการเตรียมงานค่อนข้างนาน ทำให้พอถึงเวลาที่เราลงมาจริงๆ เราเลยไม่กลัว

MS:เสาร์ 5 คืออะไร
ในหนัง เสาร์ 5 นะครับ เป็นเรื่องของคนห้าคนที่เกิดวันเสาร์ที่ 5 เดือน 5 อะไรประมาณนี้ แล้วก็มาทำพิธีปลุกเสกพระ 5 องค์ มีพระสมเด็จ พระนางพญา พระท่ากระดาน พระกริ่งคลองตะเคียน พระยอดธง ในวันเสาร์ขึ้น 5 ค่ำ เดือน 5อะไรอย่างนี้ ก็จะมีความเชื่อว่าจะทำให้อยู่ยงคงกระพัน ในหนังเรื่องเสาร์ 5 เขาสร้างให้พวกนี้เป็นฮีโร่ เหมือนว่าถ้าเด็กๆ ดูแล้วก็คงชอบ เราก็เลยมองว่าถ้าเด็กๆ ยุคนี้มาดูหนังเรื่องนี้ก็คงชอบเหมือนกัน

MS:ทำไมถึงใช้ เสาร์ 5 ในทีเซอร์โปรโมทหนัง 9 พระคุ้มครอง
ใน 9 พระคุ้มครอง นี่ ก็คือเป็นเรื่องของแก็งค์เด็ก 5 คน ซึ่งของเราจริงๆ จะเป็นเด็กผู้ชายทั้งหมด แต่ในเรื่องเราเปลี่ยนให้เป็นเด็กผู้หญิงคนนึง พวกนี้ไปดูหนังกลางแปลงเรื่อง เสาร์ 5 กี่งานกี่งานก็ฉายแต่เสาร์ 5 เด็กพวกนี้ก็ไปดูแล้วก็ชอบ ดูเสร็จแล้วก็รู้สึกว่าอยากมีพระ แล้วก็เผอิญไปดูพวกเล่นกลก็ได้พระจากพวกเล่นกล มาก็เลยบอกว่านี่แหละคือ พระเสาร์ 5 จากนั้นมาเด็กก็เลยรู้สึกว่า เขาไม่กลัวใครแล้ว เพราะจริงๆ เด็กพวกนี้คือเป็นเด็กแก่นๆ ชอบแกล้งคน อยู่แล้ว ก็เลยยิ่งมั่นใจมาก เรื่องทั้งหมดเริ่มตรงที่ เด็กพวกนี้ชอบไปแกล้ง ผู้หญิงคนนึง ซึ่งเป็นคนบ้า เพราะลูกผัวทิ้งไปหมด เด็กพวกนี้ก็หาว่าแก เป็นผีปอบก็จะไปแกล้งแกทุกวัน ไปปาข้าวโพด เพราะแกมีไร่ข้าวโพด คือเวลาเข้าไปแกล้งแกเนี่ย มันจะต้องผ่านอุโมงค์รถไฟ ทีนี้มีอยู่วันหนึ่งตอนวิ่งหนีออกมา ปรากฏว่ารถไฟ มันวิ่งสวนเด็กก็เลยต้องวิ่งกลับ แล้วมีเด็กผู้หญิงเนี่ย เกิดอุบัติเหตุคือรถไฟจะชน ผู้หญิงคนนี้ก็มาช่วยไว้ เด็กทั้งหมดก็เลยรู้สึกว่า ไม่น่าไปแกล้งแก ก็เลยตั้งใจว่า จะไปหาลูกชายแกที่แกชอบบ่นถึง ก็ไปสืบไปถามอะไร คนก็บอกว่าไปอยู่กรุงเทพฯ มั่ง อะไรมั่ง เด็กทั้งหมดก็จับเรื่องมาประมวล แล้วก็ตกลงใจว่าจะไปกรุงเทพฯ โดยที่มั่นใจว่าตัวเอง มีพระแล้วตัวเองไม่กลัวอะไร แล้วพอเข้ามากรุงเทพฯ ก็จะเกิดเรื่องโน้นเรื่องนี้ คือหนังเรื่องนี้ มันเหมือนเป็นหนังผจญภัย แต่ว่าผจญภัยในแบบที่เราเรียกว่าโมเดิร์น แอ็ดแวนเจอร์ คือมันไม่ใช่ผจญภัย แบบหนังวอลท์ดิสนีย์ หนังแฟนตาซีอะไรอย่างนี้ คือมันเป็นการที่ ทั้งหมดไม่ได้ต้องการที่จะมาผจญภัยหรอก เพียงแต่ต้องการที่ จะมาหาคนแล้วก็พากลับ แต่มันมีเรื่องที่ ทำให้เขาต้องผจญกับมัน ผจญภัยในโลก ของผู้ใหญ่ แต่ผ่านทางความคิดของเด็ก เรื่องก็เลยต่างจากที่ เรารู้สึกว่ามันมาอย่างนี้ก็จะเป็นอย่างนี้ แต่พอเป็นเด็กนี่ มันก็จะเป็นอีกแบบนึง

MS:มีคนเคยบอกว่าคล้ายกับหนัง กาลครั้งหนึ่งเมื่อเช้านี้ (บัณฑิต ฤทธิ์ถกล) ไหมคะ
ไม่เคยมีใครพูดเลย นี่พอพูดมาก็เลยนึกออก ไม่เหมือนเลย คนละคอนเซ็ปต์กัน กาลครั้งหนึ่งฯ นี่เขาต้องการที่จะสะท้อนสังคม แต่ของเราไม่ใช่

MS:วางหนังเป็นประเภทไหน
เป็นผจญภัย แล้วเราเลยตั้งขึ้นมาว่าเป็นโมเดิร์น แอ็ดแวนเจอร์ คือเป็นการผจญภัยแบบใหม่ที่ไม่ใช่แบบที่คุณเคยเห็นมันมา

MS:ใหม่ยังไงคะ
ไม่ใช่ใหม่เพราะภาพมันแปลก หรือใหม่เพราะเรื่องมันพิสดารหรืออะไร แต่ใหม่ในแง่ที่ว่าเหมือนหนังแบล็คคอมเมดี้ ที่คุณคิดว่ามันจะเป็นอย่างเนี้ย แต่พอมีเด็กเข้าไป ผลที่ออกมามันจะไม่เป็น แบบที่คุณคิดเอาไว้ มันจะเป็นสไตล์อย่างนี้ตลอด

MS:ส่วนที่ยากที่สุดของหนังเรื่องนี้อยู่ที่ตรงไหน
เราเตรียมงานค่อนข้างนานมาก การวางแผนเราต้องการ ป้องกันปัญหาทั้งหมดที่เกิดขึ้น แต่สุดท้ายเรื่องที่ยากจริงๆ คือตัวแสดงเราเป็นเด็ก ไม่ใช่ว่าเขาแสดงไม่ได้ เขาแสดงดีรับผิดชอบดี แต่ปัญหาคือฉากที่ ต้องมีผจญภัยมันค่อนข้างจะอันตราย นั่นแหละคือปัญหาใหญ่ แต่ละครั้งที่จะถ่ายเราต้อง วางแผนให้ดีเพื่อให้ปลอดภัยที่สุดว่าเมื่อถ่ายไปแล้ว จะไม่เกิดอุบัติเหตุขึ้น เพราะฉะนั้นเราต้องวางแผนต้องซ้อม อย่างถ่ายรถไฟเนี่ย ถ้าใช้รถไฟจริง เรากลัวว่าเราจะมีปัญหาแน่นอน เราเลยต้องสร้างรถไฟที่ เหมือนจริงขึ้นมาซ้อม นี่แหละปัญหาเราคือการเตรียมก่อนถ่าย ฉากอันตรายพวกนี้ ซึ่งมันทำให้การทำงานเราช้ามาก

MS:กลัวว่าจะแรงไปสำหรับเด็กที่ จะเข้าไปดูหรือเปล่า เพราะนักแสดงหลักๆ เป็นเด็ก ซึ่งจะเป็นตัวดึงให้เด็กเข้าไปดูอยู่แล้ว
ก็จะบอกว่าถ้าเด็กที่อายุต่ำกว่า 13 ควรมีผู้ปกครองให้คำแนะนำ (หัวเราะ) เพราะเราไม่อยากจะบอกว่า เป็นหนังเด็ก คือเด็กเข้าไปดูก็น่าจะได้ ความสนุกได้อะไร เราไม่คิดว่าจะเขาจะมองว่าเราก้าวร้าว หรือให้ไปเอาอย่าง คือเราไม่ห่วงถึง ขนาดนั้น แต่ก็มีคนท้วงมาบ้าง เพราะฉะนั้นเราก็เลยมองว่า ทางที่ดีถ้าเด็กจะเข้าไปดูก็ควรมีผู้ปกครองเข้าไปดูด้วย เพราะจริงๆ แล้วเราทำให้ผู้ใหญ่ดูมากกว่า เพราะเราคิดว่าถ้าผู้ใหญ่เข้าไปดู คุณจะได้ความรู้สึกว่าตอนเด็ก คุณเคยมีประสบการณ์อย่างนี้มาก่อน คุณจะมีอารมณ์ร่วมกับหนังได้มาก ส่วนถ้าเป็นเด็กหรือเป็นวัยรุ่นดู ก็จะได้เรื่องความสนุก เพราะการเล่าเรื่องของหนังเรื่องนี้ มันจะมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา แล้วก็มีการผจญภัยที่ไม่ได้โฉ่งฉ่างอะไร แต่จะมีความสนุก ในตัวเรื่องตลอดเวลา เราก็เลยคิดว่ามันเป็นหนังที่ เด็กดูได้ ผู้ใหญ่ดูดีมั้ง

MS:ใช้หนังเรื่องไหนเป็นแหล่งอ้างอิงหรือเปล่าคะ
ส่วนหนึ่งมาจากประสบการณ์ตัวเอง แต่ reference จริงๆ โดยมากจะมาจากหนังไทย ตัวอย่างเช่นหนังเรื่องเพื่อนรัก ซึ่งเป็นหนังเก่าที่เราชอบมาก เป็นเรื่องของเด็กไทยหนึ่ง ฝรั่งหนึ่ง จีนหนึ่ง ที่ต้องเข้ามากรุงเทพฯ ต่างคนต่างแบบกันแต่ต้องมาอยู่ด้วยกัน ไปเจอปัญหาเจออุปสรรค นั่นแหละเราชอบหนังเรื่องนั้นมาก แต่เรื่องนั้นค่อนข้างเป็นดราม่า นั่นแหละเป็น referenc หลัก ส่วนอื่นก็มาจากหนังฝรั่งหลายเรื่อง แม้แต่ Stand by Me เช่นเรื่องรถไฟนี่ คือถ้าถามว่าได้แรงบันดาลใจมาจากอะไร คือไม่อยากใช้คำว่าลอกนะ (หัวเราะ) เพราะเราชอบช็อทนั้นมาก คือจริงๆ มันก็ไม่เหมือนกันนะ เพราะ Stand by Me มันเป็นเด็กคะนอง แต่ของเรานี่คือถ้าเราต้องไปเจอสถานการณ์อย่างนั้นเหมือนกัน แต่เรื่องมันไม่ได้ราบรื่นเหมือน Stand by Me เนี่ย จะทำยังไง นี่คือเฉพาะช็อทรถไฟนั้นนะฮะ แต่ในส่วนอื่นๆ ก็คงมีเรื่องละนิดเรื่องละหน่อย

MS:วางไว้ว่าต้องเป็นเด็กมาแต่ต้นหรือเปล่า หรือเคยคิดว่าเป็นผู้ใหญ่ก็ได้
ไม่เลย คือคิดตลอดว่าต้องเป็นเด็ก 5 คน เพราะอย่างที่บอกว่าวางมาจากประสบการณ์จริง เพียงแต่เปลี่ยนให้มีผู้หญิงเข้ามาคนนึง เพื่อให้มีความหลากหลายขึ้น แล้วค่อยมาวางต่อว่าเมื่อเข้ามาในกรุงเทพฯ จะต้องมีคนที่มาช่วยมาเป็นตัวที่เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง ที่เราวางมา 4 คนนี้คือเราต้องการให้มันมีความเป็นตัวแทน ความเป็นเมือง เป็น 4 คนที่เป็น 4 บุคลิก คือพยายามมองเมือง โดยผ่านตัวละคร 4 คน ส่วนต่างจังหวัดที่เราก็ให้เด็กเป็นเหมือนตัวแทน ของความเป็นธรรมชาติ เป็นความปรกติ ความสนุกสนาน นี่คือต่างจังหวัด คือเขาไม่ซีเรียส ส่วนพวกในเมืองคือความปากกัดตีนถีบ ต้องสู้ชีวิต โดยแต่ละคนมีวิธีการสู้ มีวิธีการแก้ปัญหาของตัวเองไม่เหมือนกัน อย่างตัวพระเอกก็เป็นคนทำมาหากิน แต่ว่าเก็บเสื้อมาจากศพมาขาย คือหนังเรื่องนี้มันจะแบ่งเป็นสองส่วนค่อนข้างชัดเจน ต่างจังหวัดนี่จะเป็นโทนเรียลิสติก แต่พอเข้ามาในเมืองมันจะเป็นโทนแบล็คคอเมดี้ เรื่องมันจะเป็นการมองอะไรให้มันเป็นแบล็คคอมเมดี้ เอาเรื่องที่น่าจะเป็นเรื่องร้ายๆ มามองให้มันตลก

MS:เคยรู้เรื่องที่ไทเอ็นเตอร์เทนเมนท์จะทำเรื่องเสาร์ 5 ไหมคะ
ใช่ฮะ แต่อันนั้นคือเขาจะทำเรื่องเสาร์ 5 เลย เอามารีเมค ซึ่งจริงๆ เราก็ไม่รู้มาก่อนเลยว่าเขาจะทำ ซึ่งโดยข้างในแล้วจริงๆ มันก็ไม่เกี่ยวกันเลย พอดีทางไทฯ สามารถซื้อลิขสิทธิ์เรื่องไปได้ เพราะเขาต้องการทำตัวเรื่องนั้นเลย แต่ของเราไม่ได้สนใจทำ เราเลยไม่ได้สนใจเรื่องลิขสิทธิ์ตรงนั้น เราแค่คิดว่า เราประทับใจเรื่องเสาร์ 5 ในอดีตเราก็อยากให้มันมาปรากฏ เป็นส่วนหนึ่งในหนัง แต่ของเขาเป็นรีเมค ซึ่งหนังเราน่าจะเป็นตัวสนับสนุนให้เขาด้วยซ้ำ เพราะถ้าคนมาดูหนังเราแล้วชอบมัน น่าจะเป็นตัวเปิดทางให้อยากดูหนังของเขา

MS:ถ้าดูจากทีเซอร์หนังของคุณจะรู้สึกว่ามันคล้ายกันมาก
ถ้าเป็นทีเซอร์ อย่างอันที่บอกว่า “เสาร์ 5 ช่วยด้วย” อันนั้นก็อาจเป็นไปได้ว่าทำให้คนคิดว่ามันเหมือนกัน แต่พอเฉลยแล้วคนคงรู้ว่าอ๋อ ที่จริงเป็นเรื่องเก้าพระคุ้มครอง ก็เป็นเรื่องของพระ นี่ก็ไปปลุกเสกพระมา คือเราต้องการพูดในแง่มุมของพระซึ่งเป็นภาคที่มีแบ็คกราวนด์ที่ค่อนข้างเป็นฮีโร เราต้องการได้พระแบบนั้นมาเป็นตัวแทนที่เด็กนับถือ เราก็เลยเลือกตรงเสาร์ 5

MS:ส่วนตัวของคุณมีความเชื่อเรื่องนี้อยู่เดิมหรือเปล่า
ก็เชื่อฮะ แต่ต้องเรียกว่าศรัทธาไม่ใช่งมงายนะ เราศรัทธาในเรื่องนี้แต่ไม่เคยเจอกับตัวเอง แต่คืออย่างเวลาเราเจอศาลพระภูมิหรืออะไร เราก็ไหว้ตลอด เพราะคิดว่าของพวกนี้มันเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถรู้ได้ว่ามันจริงหรือไม่จริง

MS:แล้วหลวงพ่อคูณเข้ามาเกี่ยวข้องกับหนังเรื่องนี้ได้ยังไงคะ
คือเราเป็นคนที่ค่อนข้างนับถือ พวกเกจิอาจารย์อยู่แล้ว แล้วก็หลวงพ่อคูณนี่ เนื่องจากที่คนเล่ากันมานี่ เราไม่ได้มองตรงที่ท่านค่อนข้างศักดิ์สิทธิ์ หรืออะไรตรงนั้น แต่เรามองในแง่ของความเป็นพระที่มีความตั้งใจ ที่จะทำตรงนี้ โดยเป็นที่ยึดเหนี่ยว ของคนจำนวนมาก แล้วท่านไม่ได้ต้องการ ให้คนงมงาย คือท่านสอนในวิธีของท่าน คือแบบลูกทุ่งๆ ซึ่งตรงนี้เรานับถือ และเราบอกว่าถ้าเรามีโอกาส ได้ทำงานอะไร ก็อยากจะไปเกี่ยวกับท่าน

MS:มีคนพูดว่าคุณเหมือนกับใช้พระมาโปรโมทหนัง
วันที่ไปปลุกเสกพระ ก็มีนักข่าวถามเรื่องนี้เหมือนกัน แต่เราก็แบบไม่มั้ง เพราะตอนบางระจัน นี่ เขาใช้สมเด็จพระสังฆราช เลยนะ ไม่ยิ่งหนักกว่าเหรอ มันคงไม่เกี่ยวหรอก คือคอนเซ็ปต์ของเรานี่ มันก็อย่างเดียวกับที่บางระจันคิด แล้วจริงๆ หนังของเรามันเกี่ยวกับพระมากกว่าอีก คือเรามีความคิดเดียวกันว่าถ้าจะให้ของกำนัล สำหรับคนที่มาจองตั๋ว เราก็อยากจะให้สิ่งที่มันเกี่ยวข้องกับหนัง สองคือให้คนที่ได้ไปเขารู้สึกว่ามีความสำคัญอยากจะเก็บ ไม่ใช่อย่างแจกซีดีก็เอาไปฟัง หรือแจกสติกเกอร์แจกของอะไรอย่างนี้ เราอยากแจกของที่ทำให้คนรู้สึกว่าเป็นของมีค่า ให้เขารู้สึกว่าอยากได้จริง ไม่ใช่ว่าโดนยัดเยียดให้รับก็รับไป

MS:การที่เลือกอนัน อันวามาเล่นหนังเรื่องนี้ เกี่ยวกับที่เพราะเป็นนักร้องของค่ายหรือเปล่า
จริงๆ แล้วไม่เกี่ยวเลย เพราะตอนที่วางตัวแสดง 5 คน เราก็แคสติ้ง เราต้องการดาราใหม่หมด ใช้เวลาแคสติ้งนานมาก เราได้ไล่มาหมดแล้ว ขาดอยู่คนเดียวคือคนที่เล่นเป็นเปี๊ยก ก็คืออนัน ซึ่งเป็นหัวโจกในหนัง คือเรามองคาแรคเตอร์ เปี๊ยก ว่าต้องเป็นเด็กทะเล้น คือแต่ละคนนี่อย่างน้องไทเราก็มองคาแรคเตอร์ว่า ในเรื่องเขาจะเป็นพี่น้อง กับน้องมะลิ ในกลุ่มเขาก็จะดูเป็นผู้ใหญ่กว่าคนอื่นๆ หน่อย ซึ่งเราก็คัดมาจนได้ตรงตามนั้นหมด แต่ยังไม่เจอเด็กทะเล้น ที่จะมาเล่นเป็นเปี๊ยก ซึ่งพอช่วงที่คัดตัวแสดง เราก็ได้เด็กทะเล้นมา แต่มันก็อยู่ในลิมิทเด็กเท่าๆ กับเด็กคนอื่นๆ ทั้งหมด มันไม่มีความแตกต่าง ทีนี้พอดีผมได้ดูอนัน ในละครเรื่อง “ผมมากับพระ” เราก็เลยเอาอนันมาเป็น reference แล้วบอกคนคัดตัวแสดงว่าเราอยากได้แบบอนัน แต่ก็หามาไม่ได้ เราก็เลยมาคุยกับผู้ใหญ่ว่าเราอยากได้อนัน ซึ่งจริงๆ ตอนนั้นอนันออกเทปคิวแน่นเอี๊ยดเลย แต่เราบอกว่าถ้าเราไม่ได้คนนี้มา ตัวแสดงมันก็ไม่ได้อย่างที่เราต้องการ เราทำงานก็คงไม่มีความสุข ก็เลยคุยไปคุยมา สุดท้ายก็เลยให้คิวอนัน

MS:ไม่รู้สึกว่ามันขัดหรือคะที่เอาเด็กอินเตอร์มาเล่นเป็นเด็กต่างจังหวัด
ต่างจังหวัดของเรานี่มันไม่ใช่ ต่างจังหวัดแบบบ้านนอก มันก็คือในเมืองแหละ ในตัวจังหวัดที่มันมีโรงเรียนนานาชาติ โรงเรียนคริสต์ อะไรอย่างนี้ ในเรื่องก็คือเป็นที่พิษณุโลก ซึ่งเด็กพวกนี้ตอนอยู่ในจังหวัด ก็นึกว่ามันใช่แล้ว เห็นกรุงเทพฯ จากในทีวีก็นึกว่ามันก็ ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แต่พอเข้ามาจริงๆ แล้วถึงได้รู้ว่ามันไม่ใช่ มันเป็นคนละโลกกัน

MS:ฟังดูเหมือนมีกลิ่น coming of age
ใช่ฮะ นี่คือคอนเซ็ปต์เราเลย

MS:ทำไมต้องเป็นพิษณุโลกคะ
ที่จริงภาพที่เรามองไว้ เรามองที่อรัญฯ จ.สระแก้วหมดเลย เพราะนั่นเป็นบ้านเกิด แต่เราไม่ได้ไปถ่ายที่นั่นเพราะมันไกล และคิดว่าภาพออกมาก็คงไม่สวย เราก็จินตนาการจากตรงนี้ ทุกอย่างที่เราคิดจะมาจากที่อรัญฯ หมด ทีนี้ที่เป็นพิษณุโลก เพราะเราคิดว่ามันเป็น จังหวัดทางเหนือ ซึ่งมีความเจริญพอที่ จะมีเด็กลูกครึ่ง อย่างนี้อยู่กัน แต่อย่างเชียงใหม่ ภูเก็ตมันเจริญไป มันน่าจะเป็นที่ที่ เด็กพวกนี้พอจะอยู่ได้ แต่ไม่ใช่จังหวัดที่ เป็นเมืองมากๆ เมืองใหญ่ๆ รองจากกรุงเทพฯ อะไรอย่างนั้น เพราะไม่งั้น พอเข้ากรุงเทพฯ ก็จะไม่รู้สึกว่า แตกต่าง แต่เราก็ไม่อยากให้มันเป็นชนบท ถึงกับทางแถวอีสาน อะไรอย่างนั้น แล้วก็มองว่าอย่างพิษณุโลก บรรยากาศมันมีภูเขามีอุโมงค์ อะไรอย่างนั้น ตอนก่อนถ่ายเราก็ไปสำรวจที่พิษณุโลก แต่ไม่ได้ไปถ่ายจริง คือถ่ายเฉพาะส่วนที่เป็นสต็อคช็อทไว้เฉยๆ เพราะภาพมันไม่ได้ มันไกล คือถ้าไกลแล้วมันควรจะได้อย่างที่เราคิด ถ้าไปแล้วคุ้มเราก็ไปถ่ายกันที่พิษณุโลก ไปนอนไปกินที่นั่นได้ แต่มันไม่ใช่

MS:คุณมีส่วนในด้านอื่นของหนังอีกไหมนอกจากเขียนบท และกำกับ
ผมดูในส่วนของโปรดักชัน ดีไซน์ เพราะจากพื้นฐานของเราก็มีความรู้ทางด้านอาร์ต อยู่แล้วก็เลยเข้าไปช่วย คือในเรื่องมันจะแบ่งสองส่วนคือ ต่างจังหวัด กับ กรุงเทพฯ อย่างเรื่องงานด้านภาพ ก็จะแบ่งเป็นต่างจังหวัดใช้ตากล้องคนนึง เข้ามากรุงเทพ ใช้ตากล้องอีกคน ซึ่งจริงๆ มันไม่มีใครทำกันหรอก แต่เพราะเราอยากให้ต่างจังหวัดนี่มันเป็นภาพstatic ไม่ได้มูฟเมนท์มาก เป็นคลีนๆ ไบรท์ๆ เราเลยใช้ตากล้องฝรั่งชื่อไมค์ เพราะเค้าถนัดงานอย่างนี้ แต่พอมาในกรุงเทพฯ เราให้พี่กล้วย ณัฐวุฒิที่เป็นตากล้องนางนาก ฟ้าทะลายโจรมาทำ เพราะงานในกรุงเทพฯ มันจะค่อนข้างเป็นโลว์คีย์คล้ายฟิล์มนัวร์ แล้วมันจะมีมูฟเมนท์เยอะ กล้องมันจะไหล มันจะมีสเตดี้แคมอะไรอย่างนี้ แต่ว่าโดยรวมทั้งหมดพี่กล้วย จะเป็นคอนโทรลทั้งหมด แต่พอตอนถ่ายต่างจังหวัด ก็ให้ไมค์ลงมือ อีกอย่างก็คือ อันนี้จริงๆ ไม่อยากเล่า แต่หลังจากคนไปดูแล้วพูดกันเยอะ คือหนังเรื่องนี้ทั้งเรื่องมันจะคุมโทนเป็นสีเขียวหมด อย่างพวกอุปกรณ์ประกอบฉาก เสื้อผ้า รายละเอียดกระจุกกระจิก เราจะคุมโทนให้มันเป็นเขียวเป็นฟ้าหมด พยายามไม่ให้โทนร้อนเข้ามาแจม เพื่อต้องการสร้างความหมายเชิงสัญลักษณ์ ว่าสีเขียวเป็นเรื่องของความเป็นปรกติ คือชีวิตของเราเนี่ยเป็นสีเขียว แต่เรื่องทั้งหมด พอไปถึงฉากไคลแม็กซ์ มันจะเปลี่ยนเป็นสีแดงทั้งหมด โดยที่สีโทนร้อนนี่มันจะเริ่มเข้ามา ตอนเข้ากรุงเทพฯ จะเริ่มหย่อนเข้ามาเรื่อยๆ จนสุดท้ายมันจะเป็นแดงทั้งหมด นี่คือที่เราวางโปรดักชันดีไซน์เอาไว้

MS:สีแดงแทนอะไร
เราไม่อยากใช้คำว่ารุนแรงนะ แต่เราจะสื่อว่ามันคือความไม่ปรกติ เพราะในเรื่องนี่มันจะเพี้ยน เพี้ยนขึ้น คือสีนี้มันเหมือนกับไม่ใช่สีที่ เราอยู่กับมันทุกวัน ไม่ใช่ชีวิตอย่างนั้น มันเป็นชีวิตที่แตกต่าง ออกไปซึ่งน้อยคนจะไปเจอได้ อย่างนี้ เราเลยใช้สีแดงเป็นตัวแทน

MS:ดูคุณเป็นคนที่ใส่ใจเรื่องสัญลักษณ์ในหนังมาก
จริงๆ คิดตลอด แต่เราไม่ได้ยัดเยียด คือดูถ้าเห็นแล้วรู้ก็รู้ แต่ถ้าไม่เห็นหรือไม่รู้ก็ไม่ได้ซีเรียสอะไร เหมือนเราพยายามหา motif ของมันในแต่ละอัน เช่นรถไฟ หรืออะไรอย่างนี้ แต่ไม่ใช่ว่าใส่มาซะจน มันบอกชัดเลยว่าอันนี้คือ motif อะไรอย่างนั้น แต่บอกได้เลยว่าทุกซีนในหนังจะมี symbolic ตลอด คือต้องไปสังเกตเอาเอง ผมอยากให้นักวิจารณ์ ดูแล้วลองตีความ

MS:งั้นถ้ามีนักวิจารณ์เข้าไปดูหนังคุณแล้วพยายามตีความก็ไม่ผิดใช่ไหม
ใช่ เพราะเราชอบอย่างนั้น เราชอบให้คนดูได้คิด ได้ตีความ ผมไม่ห่วงเรื่องคำวิจารณ์มาก คือถ้านักวิจารณ์ไปดูแล้ววิจารณ์ก็คงจะดี แต่ถ้าดูแล้วไม่วิจารณ์เราคงเสียใจ อยากให้วิจารณ์ไม่ว่าดีไม่ดี ยังไงก็ตาม แต่อย่างที่บอกไว้ตั้งแต่ตอนต้นเลยว่า หนังเรื่องนี้เราไม่ได้ทำมาเพื่อเป็นหนังเด็ก เพราะถ้ามองว่าเป็นหนังเด็กนี่ มันจะผิดหมดเลย พอดูแล้วมันจะไม่ใช่

MS:คาดหวังไว้แค่ไหน
อยากให้คนเข้าไปดูมาก เพราะเราเชื่อว่าทุกคนที่ได้เข้าไปดูแล้ว จะไม่รู้สึกเนกาตีฟ กับมัน คุณจะต้องได้มุมไหนสักมุมหนึ่งกลับมา โดยเฉพาะถ้าเป็นผู้ใหญ่ คุณจะต้องได้ความประทับใจ ในตัวหนังที่ย้อนกลับไปมองตัวเองว่าเด็กๆ เราเคยมีประสบการณ์แบบนี้หรือเปล่า เราเลยคาดว่าคนโตๆ ที่เข้าไปดูน่าจะมีอารมณ์ร่วมตรงนี้ อยากให้คนไปดู แต่ไม่ได้คาดหวังว่าจะดังจนเป็นเหมือนไททานิค อะไรอย่างนั้น เพราะหนังเราไม่ใช่หนังที่เป็นแมสมาก

MS:ชอบดูหนังแบบไหนคะ
ดูมั่วไปหมดแหละ ถ้าถามหนังไทยคงมีชัดเจน แต่ถ้าพูดถึงหนังฝรั่งนี่เ ราเปลี่ยนเกือบทุกเดือน หนังฮอลลีวูด เจอร์รี บรัคไฮเมอร์เราก็ดู เราจะมองในแง่โปรดักชัน แต่ตัวเรื่องก็จะดูผ่านๆ แต่ถ้าจะดูตัวเรื่องของฮอลลีวูดเราก็ดูจากโอลิเวอร์ สโตน แต่ของฝั่งยุโรป เราก็จะดูหนังฝรั่งเศส หนังที่เราดูไม่รู้เรื่อง แต่ก็ชอบดู เพราะดูแล้วชอบที่จะหาว่ามันสื่อถึงอะไร มันเหมือนว่าเราได้ทำงาน บางทีคิดไปคิดมา ตีไปตีมาก็ได้พล็อต หนังมาอีกเรื่องนึง อย่างของทรุฟโฟต์ มันจะมียุคนึงที่ เป็นหนังคัมมิง ออฟ เอจ พวกนี้มันมีอิทธิพลคือดูแล้วมันทำให้เราคิดได้มาก แล้วการที่เราคิดมากๆ มันทำให้เราเอามาทำงาน เราเอามาตีความซึ่งบางทีเขาไม่ได้คิดอย่างนั้นหรอก เราคิดของเราเอง พอเราคิดไปคิดมา มันก็กลายมาเป็นไอเดีย กลายเป็นพล็อตได้ ถ้าถามว่าหนังในดวงใจจริงๆ ก็จะนึกแต่หนังไทย เช่นผีเสื้อและดอกไม้ คือหนังที่ชอบจะเกี่ยวกับเด็กๆ และเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้หนังเรื่องแรกที่เราอยากทำเนี่ย เป็นหนังที่เกี่ยวกับชีวิตในวัยเด็ก อย่างผีเสื้อ และดอกไม้ เพื่อนรัก ปุกปุยของพี่อุดม แล้วก็มีดีแตกของพี่อังเคิล ซึ่งเป็นหนังที่ทำให้เราสนใจ อยากจะไปเรียนรู้เรื่องของภาพยนตร์ พวกนี้เราถือว่าเป็นอิทธิพล ที่ทำให้เราเข้ามาทำหนัง คือมันมาจากหนังไทย ไม่ใช่หนังฝรั่ง

MS:ทำไมชื่อภาษาอังกฤษว่า Where Is Tong?
คือต๋องนี่ในเรื่องเป็นชื่อของลูกของผู้หญิงคนนั้น ซึ่งเด็กจะไปตามหา แล้วในเรื่องนี่มันจะมีต๋อง โผล่มาเต็มไปหมด ต๋องโน่น ต๋องนี่ ตอนแรกจะตั้งว่า Who Is Tong

MS:ดูไม่ค่อยเข้ากับชื่อหนังไทย
ก็ใช่เพราะเรารู้สึกว่าชื่อหนังฝรั่ง ส่วนมากมันจะตั้งกันง่ายๆ แล้วก็จะสื่อว่า ต้องการบอกอะไร เราก็เลยเอาอันนี้แหละ เพราะเรื่องของเราจริงๆ นี่มันคือการเข้าไปตามหาต๋อง แต่ว่ามีเรื่องทางพระเข้ามา ซึ่งชื่อไทยเราก็เน้นเรื่องพระอยู่แล้ว แต่พอเป็นเมืองนอกเราก็หาต๋อง

MS:คิดจะเอาหนังไปขายเมืองนอกบ้างไหม
ทั้งหมดขึ้นอยู่กับอาร์เอสฟิล์ม เขาจะเป็นคนดูแลตรงนี้ จริงๆ เรื่องนี้เทศกาลหนังของญี่ปุ่น ก็จะเอาไปฉาย แต่เราทำไม่เสร็จ ถามว่าเราอยากไปมั๊ย เราก็อยากแหละ เพราะหนังนี่ไม่ว่าจะเอาไปให้ใครได้ดู เราก็เอาหมดแหละ แต่ก็ไม่ได้หวังเรื่องเงินทอง ว่ามันจะเอาไปขายได้หรืออะไร แต่ก็เหมือนคนทำงานทั่วไป ที่อยากให้คนมาดูงานของเรา มาสัมผัสกับงานเรา ผมว่ามันพร้อมที่จะไป ทั้งเรื่อง และโปรดักชันมันไปได้ แต่การทำงานของเรา เราต้องการทำหนังไทยให้คนไทยดู แต่พอคนมาดูกันเขาบอกว่ามันมีความเป็นสากล ไม่ได้หมายความว่ามันมีความเป็นฝรั่งนะครับ แต่มันมีบุคลิกของความเป็นไทย ซึ่งถ้าเอาไปฉายที่อื่นมันดูมีลักษณะที่เป็นเรื่องหนึ่งที่ เป็นตัวแทนของประเทศได้ แต่ถ้าถามความรู้สึกนี่ เราจะมีความสุขถ้ามีคนไทย ดูมากกว่าฝรั่งหรือต่างประเทศ

MS:อยากทราบงบประมาณของหนังเรื่องนี้
ถึงตอนนี้เฉพาะเท่าที่ปิดกล้องไป ก็บอกได้ว่ามันบานเยอะ เราตั้งไว้ประมาณ 15-17 ล้านคือปิดทุกอย่างเก็บเนี้ยบทุกอย่าง แต่นี่คือเราปิดกล้องไปมันจะ 18 อยู่แล้ว นี่ยังไม่รวมโพสต์โปรดักชัน ซึ่งถ้ารวมแล้วก็น่าจะอยู่ที่ 21 ก็เตรียมทำหนังสือ เป็นหนี้เขาอยู่แล้ว คือหนังของเราเป็นหนังกลางๆ ไม่ใหญ่มาก หนังอาร์เอสมันจะประมาณนี้อยู่แล้ว คือ 12-17 ล้าน แต่ตอนนี้ค่าฟิล์ม มันแพงขึ้น เขาก็ให้ขึ้นไปเป็น 17 ซึ่งจริงๆ เราก็ไม่ได้กะว่าหนังเรื่องนี้มันจะเป็นหนังฟอร์มใหญ่ แต่พอทำไป ทุกอย่างเราต้องเพลย์เซฟ เราก็ต้องสร้างทุกอย่างขึ้นมา แล้วคิวมันยาว ตัวแสดงก็ใหม่ และยังเป็นเด็ก ต้องมีไทม์มิ่งว่าจะถ่ายได้ถึงกี่โมงตอนกลางคืน แล้วเขามีคิวต้องไปเรียน แล้วอย่างการใช้ฟิล์มก็เปลืองกว่าหนังผู้ใหญ่ เพราะเราต้องมีแอบถ่ายเก็บอะไรไว้ คือมาเสียดายฟิล์มไม่ได้ เพราะธรรมชาติของเด็กคือเราต้องปล่อยเขาเล่นแล้ว เราจะได้ภาพที่น่ารักที่มันเป็นจริง เพราะฉะนั้นตรงฟิล์มก็เลยบานตะไทไปใหญ่ คือทุกอย่างมันคอนโทรลไม่ได้

MS:หนังได้อย่างที่ฝันไว้ไหม
ก็คงไม่ถึงขนาดนั้นเพราะส่วนมาก ฝันแล้วเว่อร์ไป แต่ว่ามันค่อนข้างได้ถึง 70-80 เปอร์เซ็นต์ แต่ตอนนี้ค่อนข้างแฮ้ปปี้มาก นั่งตัดไปก็เข้าข้างตัวเองไป เฮ้ยดีว่ะ (หัวเราะ)

MS:มีโครงการหนังเรื่องต่อไปรึยังคะ
ตัวผมเองตอนนี้มีแค่ไอเดีย แต่ยังไม่ได้เวิร์คอะไร คือตอนนี้ไม่มีใจจะเวิร์คอะไรทั้งนั้น แต่ส่วนของเร้ด ร็อคเก็ตก็มีโปรเจคใหม่ ก็คงต้องช่วยเค้าดู ในส่วนของบทเหมือนเดิม

MS:มีอะไรฝากทิ้งท้ายไหมคะ
ก็อยากฝากว่าหนังเรื่องนี้ ไม่ใช่หนังเด็ก แต่ทำเพื่ออยากให้คนที่โตแล้วได้ดู เพื่อจะได้รู้สึกย้อนกลับไป คิดถึงความประทับใจ ของตัวเองสมัยเด็กว่าตัวเองเคยมีประสบการณ์ อะไรอย่างนี้บ้างรึเปล่า หรือมีส่วนไหนที่ทำให้ตัวเองมีความสุข ส่วนความสนุกสนานที่คงไม่ต้องฝาก เพราะใครก็ตามที่เข้าไปดูหนังเรื่องนี้นี่ รับประกันว่าสนุกแน่นอน นี่พูดแบบเข้าข้างตัวเองนะครับ (หัวเราะ)


จาก: napaphat
วันที่: 08/06/52 - 18:23 น.
IP Address: 125.26.187.xx
ความคิดเห็นที่ 108
ธีระธร สิริพันธ์วราภรณ์ หนึ่งในทีมเขียนบทของอาร์เอสฟิล์ม (ในอดีต) เป็นอีกผู้หนึ่งที่ก้าวขึ้นมาสู่ทำเนียบคนทำหนังหน้าใหม่ของเมืองไทย ผลงานเปิดตัวของเขาคือ “9 พระคุ้มครอง” มีกำหนดจะเข้าโรงฉายในวันที่ 9 กรกฎาคมนี้ ต่อไปนี้คือบทสัมภาษณ์คุณธีระธร ลองฟังเขาพูดถึงที่มาและรายละเอียดของงานกำกับชิ้นแรกของตัวเอง ที่เจ้าตัวให้คำนิยามว่ามันคือหนัง “โมเดิร์น แอ็ดแวนเจอร์”

MS:อะไรคือเสน่ห์ของการทำหนังที่ทำให้คุณสนใจอยากเข้ามาทำ
มีหลายส่วน อย่างเรื่องของแอ็คติ้ง คือเช่นเราเอาเรื่องที่เรามองผ่านๆ มาทำให้มันน่าสนใจ คือเราอยากหยิบเอาเรื่องที่เรามองข้ามๆ ไปมาทำดูบ้าง หรือบางครั้งก็ไปมองเรื่องโปรดักชัน ว่าอยากจะทำงานโปรดักชันที่มันมีสไตล์เป็นอย่างนี้ อย่างยุคนึงเราก็ชอบหนังเพลง เราก็อยากทำมาก ตอนเรียนก็อยากทำธีซิสเป็นหนังเพลง หรือบางทีดูหนังฟิล์มนัวร์ก็อยากทำ

MS:การที่คนเขียนบทเข้ามาทำหนังเองจะได้เปรียบมากกว่าคนจากสายอื่นรึเปล่า
ส่วนหนึ่งก็คงได้เปรียบ ยิ่งถ้าเขียนเองทำเองก็จะได้เปรียบเข้าไปใหญ่ อย่างในฮอลลีวูด คนที่จะขึ้นมาเป็นผู้กำกับได้ดีจะมาจากสายเขียนบท สายอาร์ต และตัดต่อ สายอื่นส่วนมากอาจจะมีแต่ไม่ค่อยดัง แต่โดยมากเยอะจริงๆ จะมาจากเขียนบทเพราะการที่คุณเขียนคุณต้องเข้าใจขั้นตอนโปรดักชันด้วย เข้าใจอะไรหลายๆ อย่าง แล้วคุณจะสามารถถ่ายทอดให้ผู้กำกับเอาไปทำการบ้านได้ดี อย่างตอนแรกที่เข้ามาอยู่อาร์เอสฟิล์มก็จะมีปัญหาตรงนี้คือในทีมจะเป็นเด็กๆ กันส่วนมาก แล้วเขาทำงานเขียนบทก็จะเขียนกันไป แต่ไม่รู้ว่าเวลาเอาไปทำจริงๆ มันจะทำไม่ได้หรือมันจะดูไม่ดี เพราะขาดความเข้าใจตรงนั้น

MS:ทำไมจึงเข้ามากำกับหนังเรื่องนี้เอง
ปัญหาจริงๆ ที่ทำให้คนเขียนบทโดยมากจะขึ้นมาเป็นผู้กำกับเอง ก็คือส่วนหนึ่งคือเวลาเราเขียนบทแล้วเราจะรู้สึกชอบมันหรือผูกพันกับมัน แล้วอีกอย่างคือบางครั้งมุมมองของผู้กำกับอาจไม่เหมือนกับเรา เลยทำให้เรารู้สึกว่าเราต้องกำกับเองถึงจะได้งานอย่างที่เราต้องการ พอดีเรื่องนี้เราเขียนแล้วส่วนหนึ่งคือแบ็คกราวนด์มันเหมือนมาจากชีวิตเราจริงๆ ตอนเด็กๆ เราก็รู้สึกอินไปกับมัน ก็เลยคิดว่าเราทำเองดีกว่า ให้คนอื่นทำเดี๋ยวก็ทะเลาะกันไม่เลิก

MS:ที่ว่าเกี่ยวกับชีวิตวัยเด็ก คือเกี่ยวยังไงคะ
จริงๆ แล้วมันเป็นแค่เฟิร์สไอเดีย คือเราต้องการทำหนังผู้ใหญ่ แต่ใช้เด็กเป็นตัวเดินเรื่อง เหมือนเด็กเข้าไปผจญภัยในโลกของผู้ใหญ่ เป็นเรื่องของผู้ใหญ่ทั้งนั้น แต่เมื่อมีเด็กเข้ามา มุมมองของเด็กมันเป็นยังไง นั่นคือสิ่งที่เราคิด แล้วก็เอาแบ็คกราวนด์ของตัวเราเองสมัยเป็นเด็กอยู่ต่างจังหวัดเข้าไปใช้ คือในเรื่องมันจะมีเรื่องเกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่อง เสาร์ 5 คือเป็นเรื่องจริงๆ ของเราเลยตอนเด็กๆ เราจะชอบดูหนังเรื่องนี้ พอดูแล้วเราก็ไปตั้งกลุ่มเสาร์ 5 ซึ่งจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับพระเอก 5 คนที่หนังเหนียว อยู่ยงคงกระพัน พอดูเสร็จเราก็เอามั่ง ก็มาเล่นกันนานมาก ประมาณป.3-ป4 เนี่ย เป็นกลุ่มเสาร์ 5 พอเรามาทำหนังเราก็เอาบ้าง คือเราอยากให้เด็กกลุ่มนี้มันมีแบ็คกราวนด์เหมือนเรา เราก็เลยใส่เรื่องนี้เข้าไป

MS:กลัวไหมคะกับการกำกับหนังเรื่องแรก
กลัวคงไม่กลัว แต่รู้ว่ามันลำบากมั๊ยก็รู้ แต่ตลอดเวลานี่ เราเหมือนถูกเตรียมมาให้มาเป็นผู้กำกับอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเราจะศึกษางานกำกับมาโดยตลอด เราก็รับงานมิวสิควีดีโองานโฆษณาเป็นการฝึกมือมาเรื่อย เมื่อเรามากำกับนี่ สิ่งที่ต้องทำคือต้องทำการบ้านเยอะมาก เพราะเราถือว่าเราใหม่ เพราะฉะนั้นเราจะใช้เวลากับการเตรียมงานค่อนข้างนาน ทำให้พอถึงเวลาที่เราลงมาจริงๆ เราเลยไม่กลัว

MS:เสาร์ 5 คืออะไร
ในหนัง เสาร์ 5 นะครับ เป็นเรื่องของคนห้าคนที่เกิดวันเสาร์ที่ 5 เดือน 5 อะไรประมาณนี้ แล้วก็มาทำพิธีปลุกเสกพระ 5 องค์ มีพระสมเด็จ พระนางพญา พระท่ากระดาน พระกริ่งคลองตะเคียน พระยอดธง ในวันเสาร์ขึ้น 5 ค่ำ เดือน 5อะไรอย่างนี้ ก็จะมีความเชื่อว่าจะทำให้อยู่ยงคงกระพัน ในหนังเรื่องเสาร์ 5 เขาสร้างให้พวกนี้เป็นฮีโร่ เหมือนว่าถ้าเด็กๆ ดูแล้วก็คงชอบ เราก็เลยมองว่าถ้าเด็กๆ ยุคนี้มาดูหนังเรื่องนี้ก็คงชอบเหมือนกัน

MS:ทำไมถึงใช้ เสาร์ 5 ในทีเซอร์โปรโมทหนัง 9 พระคุ้มครอง
ใน 9 พระคุ้มครอง นี่ ก็คือเป็นเรื่องของแก็งค์เด็ก 5 คน ซึ่งของเราจริงๆ จะเป็นเด็กผู้ชายทั้งหมด แต่ในเรื่องเราเปลี่ยนให้เป็นเด็กผู้หญิงคนนึง พวกนี้ไปดูหนังกลางแปลงเรื่อง เสาร์ 5 กี่งานกี่งานก็ฉายแต่เสาร์ 5 เด็กพวกนี้ก็ไปดูแล้วก็ชอบ ดูเสร็จแล้วก็รู้สึกว่าอยากมีพระ แล้วก็เผอิญไปดูพวกเล่นกลก็ได้พระจากพวกเล่นกล มาก็เลยบอกว่านี่แหละคือ พระเสาร์ 5 จากนั้นมาเด็กก็เลยรู้สึกว่า เขาไม่กลัวใครแล้ว เพราะจริงๆ เด็กพวกนี้คือเป็นเด็กแก่นๆ ชอบแกล้งคน อยู่แล้ว ก็เลยยิ่งมั่นใจมาก เรื่องทั้งหมดเริ่มตรงที่ เด็กพวกนี้ชอบไปแกล้ง ผู้หญิงคนนึง ซึ่งเป็นคนบ้า เพราะลูกผัวทิ้งไปหมด เด็กพวกนี้ก็หาว่าแก เป็นผีปอบก็จะไปแกล้งแกทุกวัน ไปปาข้าวโพด เพราะแกมีไร่ข้าวโพด คือเวลาเข้าไปแกล้งแกเนี่ย มันจะต้องผ่านอุโมงค์รถไฟ ทีนี้มีอยู่วันหนึ่งตอนวิ่งหนีออกมา ปรากฏว่ารถไฟ มันวิ่งสวนเด็กก็เลยต้องวิ่งกลับ แล้วมีเด็กผู้หญิงเนี่ย เกิดอุบัติเหตุคือรถไฟจะชน ผู้หญิงคนนี้ก็มาช่วยไว้ เด็กทั้งหมดก็เลยรู้สึกว่า ไม่น่าไปแกล้งแก ก็เลยตั้งใจว่า จะไปหาลูกชายแกที่แกชอบบ่นถึง ก็ไปสืบไปถามอะไร คนก็บอกว่าไปอยู่กรุงเทพฯ มั่ง อะไรมั่ง เด็กทั้งหมดก็จับเรื่องมาประมวล แล้วก็ตกลงใจว่าจะไปกรุงเทพฯ โดยที่มั่นใจว่าตัวเอง มีพระแล้วตัวเองไม่กลัวอะไร แล้วพอเข้ามากรุงเทพฯ ก็จะเกิดเรื่องโน้นเรื่องนี้ คือหนังเรื่องนี้ มันเหมือนเป็นหนังผจญภัย แต่ว่าผจญภัยในแบบที่เราเรียกว่าโมเดิร์น แอ็ดแวนเจอร์ คือมันไม่ใช่ผจญภัย แบบหนังวอลท์ดิสนีย์ หนังแฟนตาซีอะไรอย่างนี้ คือมันเป็นการที่ ทั้งหมดไม่ได้ต้องการที่จะมาผจญภัยหรอก เพียงแต่ต้องการที่ จะมาหาคนแล้วก็พากลับ แต่มันมีเรื่องที่ ทำให้เขาต้องผจญกับมัน ผจญภัยในโลก ของผู้ใหญ่ แต่ผ่านทางความคิดของเด็ก เรื่องก็เลยต่างจากที่ เรารู้สึกว่ามันมาอย่างนี้ก็จะเป็นอย่างนี้ แต่พอเป็นเด็กนี่ มันก็จะเป็นอีกแบบนึง

MS:มีคนเคยบอกว่าคล้ายกับหนัง กาลครั้งหนึ่งเมื่อเช้านี้ (บัณฑิต ฤทธิ์ถกล) ไหมคะ
ไม่เคยมีใครพูดเลย นี่พอพูดมาก็เลยนึกออก ไม่เหมือนเลย คนละคอนเซ็ปต์กัน กาลครั้งหนึ่งฯ นี่เขาต้องการที่จะสะท้อนสังคม แต่ของเราไม่ใช่

MS:วางหนังเป็นประเภทไหน
เป็นผจญภัย แล้วเราเลยตั้งขึ้นมาว่าเป็นโมเดิร์น แอ็ดแวนเจอร์ คือเป็นการผจญภัยแบบใหม่ที่ไม่ใช่แบบที่คุณเคยเห็นมันมา

MS:ใหม่ยังไงคะ
ไม่ใช่ใหม่เพราะภาพมันแปลก หรือใหม่เพราะเรื่องมันพิสดารหรืออะไร แต่ใหม่ในแง่ที่ว่าเหมือนหนังแบล็คคอมเมดี้ ที่คุณคิดว่ามันจะเป็นอย่างเนี้ย แต่พอมีเด็กเข้าไป ผลที่ออกมามันจะไม่เป็น แบบที่คุณคิดเอาไว้ มันจะเป็นสไตล์อย่างนี้ตลอด

MS:ส่วนที่ยากที่สุดของหนังเรื่องนี้อยู่ที่ตรงไหน
เราเตรียมงานค่อนข้างนานมาก การวางแผนเราต้องการ ป้องกันปัญหาทั้งหมดที่เกิดขึ้น แต่สุดท้ายเรื่องที่ยากจริงๆ คือตัวแสดงเราเป็นเด็ก ไม่ใช่ว่าเขาแสดงไม่ได้ เขาแสดงดีรับผิดชอบดี แต่ปัญหาคือฉากที่ ต้องมีผจญภัยมันค่อนข้างจะอันตราย นั่นแหละคือปัญหาใหญ่ แต่ละครั้งที่จะถ่ายเราต้อง วางแผนให้ดีเพื่อให้ปลอดภัยที่สุดว่าเมื่อถ่ายไปแล้ว จะไม่เกิดอุบัติเหตุขึ้น เพราะฉะนั้นเราต้องวางแผนต้องซ้อม อย่างถ่ายรถไฟเนี่ย ถ้าใช้รถไฟจริง เรากลัวว่าเราจะมีปัญหาแน่นอน เราเลยต้องสร้างรถไฟที่ เหมือนจริงขึ้นมาซ้อม นี่แหละปัญหาเราคือการเตรียมก่อนถ่าย ฉากอันตรายพวกนี้ ซึ่งมันทำให้การทำงานเราช้ามาก

MS:กลัวว่าจะแรงไปสำหรับเด็กที่ จะเข้าไปดูหรือเปล่า เพราะนักแสดงหลักๆ เป็นเด็ก ซึ่งจะเป็นตัวดึงให้เด็กเข้าไปดูอยู่แล้ว
ก็จะบอกว่าถ้าเด็กที่อายุต่ำกว่า 13 ควรมีผู้ปกครองให้คำแนะนำ (หัวเราะ) เพราะเราไม่อยากจะบอกว่า เป็นหนังเด็ก คือเด็กเข้าไปดูก็น่าจะได้ ความสนุกได้อะไร เราไม่คิดว่าจะเขาจะมองว่าเราก้าวร้าว หรือให้ไปเอาอย่าง คือเราไม่ห่วงถึง ขนาดนั้น แต่ก็มีคนท้วงมาบ้าง เพราะฉะนั้นเราก็เลยมองว่า ทางที่ดีถ้าเด็กจะเข้าไปดูก็ควรมีผู้ปกครองเข้าไปดูด้วย เพราะจริงๆ แล้วเราทำให้ผู้ใหญ่ดูมากกว่า เพราะเราคิดว่าถ้าผู้ใหญ่เข้าไปดู คุณจะได้ความรู้สึกว่าตอนเด็ก คุณเคยมีประสบการณ์อย่างนี้มาก่อน คุณจะมีอารมณ์ร่วมกับหนังได้มาก ส่วนถ้าเป็นเด็กหรือเป็นวัยรุ่นดู ก็จะได้เรื่องความสนุก เพราะการเล่าเรื่องของหนังเรื่องนี้ มันจะมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา แล้วก็มีการผจญภัยที่ไม่ได้โฉ่งฉ่างอะไร แต่จะมีความสนุก ในตัวเรื่องตลอดเวลา เราก็เลยคิดว่ามันเป็นหนังที่ เด็กดูได้ ผู้ใหญ่ดูดีมั้ง

MS:ใช้หนังเรื่องไหนเป็นแหล่งอ้างอิงหรือเปล่าคะ
ส่วนหนึ่งมาจากประสบการณ์ตัวเอง แต่ reference จริงๆ โดยมากจะมาจากหนังไทย ตัวอย่างเช่นหนังเรื่องเพื่อนรัก ซึ่งเป็นหนังเก่าที่เราชอบมาก เป็นเรื่องของเด็กไทยหนึ่ง ฝรั่งหนึ่ง จีนหนึ่ง ที่ต้องเข้ามากรุงเทพฯ ต่างคนต่างแบบกันแต่ต้องมาอยู่ด้วยกัน ไปเจอปัญหาเจออุปสรรค นั่นแหละเราชอบหนังเรื่องนั้นมาก แต่เรื่องนั้นค่อนข้างเป็นดราม่า นั่นแหละเป็น referenc หลัก ส่วนอื่นก็มาจากหนังฝรั่งหลายเรื่อง แม้แต่ Stand by Me เช่นเรื่องรถไฟนี่ คือถ้าถามว่าได้แรงบันดาลใจมาจากอะไร คือไม่อยากใช้คำว่าลอกนะ (หัวเราะ) เพราะเราชอบช็อทนั้นมาก คือจริงๆ มันก็ไม่เหมือนกันนะ เพราะ Stand by Me มันเป็นเด็กคะนอง แต่ของเรานี่คือถ้าเราต้องไปเจอสถานการณ์อย่างนั้นเหมือนกัน แต่เรื่องมันไม่ได้ราบรื่นเหมือน Stand by Me เนี่ย จะทำยังไง นี่คือเฉพาะช็อทรถไฟนั้นนะฮะ แต่ในส่วนอื่นๆ ก็คงมีเรื่องละนิดเรื่องละหน่อย

MS:วางไว้ว่าต้องเป็นเด็กมาแต่ต้นหรือเปล่า หรือเคยคิดว่าเป็นผู้ใหญ่ก็ได้
ไม่เลย คือคิดตลอดว่าต้องเป็นเด็ก 5 คน เพราะอย่างที่บอกว่าวางมาจากประสบการณ์จริง เพียงแต่เปลี่ยนให้มีผู้หญิงเข้ามาคนนึง เพื่อให้มีความหลากหลายขึ้น แล้วค่อยมาวางต่อว่าเมื่อเข้ามาในกรุงเทพฯ จะต้องมีคนที่มาช่วยมาเป็นตัวที่เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง ที่เราวางมา 4 คนนี้คือเราต้องการให้มันมีความเป็นตัวแทน ความเป็นเมือง เป็น 4 คนที่เป็น 4 บุคลิก คือพยายามมองเมือง โดยผ่านตัวละคร 4 คน ส่วนต่างจังหวัดที่เราก็ให้เด็กเป็นเหมือนตัวแทน ของความเป็นธรรมชาติ เป็นความปรกติ ความสนุกสนาน นี่คือต่างจังหวัด คือเขาไม่ซีเรียส ส่วนพวกในเมืองคือความปากกัดตีนถีบ ต้องสู้ชีวิต โดยแต่ละคนมีวิธีการสู้ มีวิธีการแก้ปัญหาของตัวเองไม่เหมือนกัน อย่างตัวพระเอกก็เป็นคนทำมาหากิน แต่ว่าเก็บเสื้อมาจากศพมาขาย คือหนังเรื่องนี้มันจะแบ่งเป็นสองส่วนค่อนข้างชัดเจน ต่างจังหวัดนี่จะเป็นโทนเรียลิสติก แต่พอเข้ามาในเมืองมันจะเป็นโทนแบล็คคอเมดี้ เรื่องมันจะเป็นการมองอะไรให้มันเป็นแบล็คคอมเมดี้ เอาเรื่องที่น่าจะเป็นเรื่องร้ายๆ มามองให้มันตลก

MS:เคยรู้เรื่องที่ไทเอ็นเตอร์เทนเมนท์จะทำเรื่องเสาร์ 5 ไหมคะ
ใช่ฮะ แต่อันนั้นคือเขาจะทำเรื่องเสาร์ 5 เลย เอามารีเมค ซึ่งจริงๆ เราก็ไม่รู้มาก่อนเลยว่าเขาจะทำ ซึ่งโดยข้างในแล้วจริงๆ มันก็ไม่เกี่ยวกันเลย พอดีทางไทฯ สามารถซื้อลิขสิทธิ์เรื่องไปได้ เพราะเขาต้องการทำตัวเรื่องนั้นเลย แต่ของเราไม่ได้สนใจทำ เราเลยไม่ได้สนใจเรื่องลิขสิทธิ์ตรงนั้น เราแค่คิดว่า เราประทับใจเรื่องเสาร์ 5 ในอดีตเราก็อยากให้มันมาปรากฏ เป็นส่วนหนึ่งในหนัง แต่ของเขาเป็นรีเมค ซึ่งหนังเราน่าจะเป็นตัวสนับสนุนให้เขาด้วยซ้ำ เพราะถ้าคนมาดูหนังเราแล้วชอบมัน น่าจะเป็นตัวเปิดทางให้อยากดูหนังของเขา

MS:ถ้าดูจากทีเซอร์หนังของคุณจะรู้สึกว่ามันคล้ายกันมาก
ถ้าเป็นทีเซอร์ อย่างอันที่บอกว่า “เสาร์ 5 ช่วยด้วย” อันนั้นก็อาจเป็นไปได้ว่าทำให้คนคิดว่ามันเหมือนกัน แต่พอเฉลยแล้วคนคงรู้ว่าอ๋อ ที่จริงเป็นเรื่องเก้าพระคุ้มครอง ก็เป็นเรื่องของพระ นี่ก็ไปปลุกเสกพระมา คือเราต้องการพูดในแง่มุมของพระซึ่งเป็นภาคที่มีแบ็คกราวนด์ที่ค่อนข้างเป็นฮีโร เราต้องการได้พระแบบนั้นมาเป็นตัวแทนที่เด็กนับถือ เราก็เลยเลือกตรงเสาร์ 5

MS:ส่วนตัวของคุณมีความเชื่อเรื่องนี้อยู่เดิมหรือเปล่า
ก็เชื่อฮะ แต่ต้องเรียกว่าศรัทธาไม่ใช่งมงายนะ เราศรัทธาในเรื่องนี้แต่ไม่เคยเจอกับตัวเอง แต่คืออย่างเวลาเราเจอศาลพระภูมิหรืออะไร เราก็ไหว้ตลอด เพราะคิดว่าของพวกนี้มันเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถรู้ได้ว่ามันจริงหรือไม่จริง

MS:แล้วหลวงพ่อคูณเข้ามาเกี่ยวข้องกับหนังเรื่องนี้ได้ยังไงคะ
คือเราเป็นคนที่ค่อนข้างนับถือ พวกเกจิอาจารย์อยู่แล้ว แล้วก็หลวงพ่อคูณนี่ เนื่องจากที่คนเล่ากันมานี่ เราไม่ได้มองตรงที่ท่านค่อนข้างศักดิ์สิทธิ์ หรืออะไรตรงนั้น แต่เรามองในแง่ของความเป็นพระที่มีความตั้งใจ ที่จะทำตรงนี้ โดยเป็นที่ยึดเหนี่ยว ของคนจำนวนมาก แล้วท่านไม่ได้ต้องการ ให้คนงมงาย คือท่านสอนในวิธีของท่าน คือแบบลูกทุ่งๆ ซึ่งตรงนี้เรานับถือ และเราบอกว่าถ้าเรามีโอกาส ได้ทำงานอะไร ก็อยากจะไปเกี่ยวกับท่าน

MS:มีคนพูดว่าคุณเหมือนกับใช้พระมาโปรโมทหนัง
วันที่ไปปลุกเสกพระ ก็มีนักข่าวถามเรื่องนี้เหมือนกัน แต่เราก็แบบไม่มั้ง เพราะตอนบางระจัน นี่ เขาใช้สมเด็จพระสังฆราช เลยนะ ไม่ยิ่งหนักกว่าเหรอ มันคงไม่เกี่ยวหรอก คือคอนเซ็ปต์ของเรานี่ มันก็อย่างเดียวกับที่บางระจันคิด แล้วจริงๆ หนังของเรามันเกี่ยวกับพระมากกว่าอีก คือเรามีความคิดเดียวกันว่าถ้าจะให้ของกำนัล สำหรับคนที่มาจองตั๋ว เราก็อยากจะให้สิ่งที่มันเกี่ยวข้องกับหนัง สองคือให้คนที่ได้ไปเขารู้สึกว่ามีความสำคัญอยากจะเก็บ ไม่ใช่อย่างแจกซีดีก็เอาไปฟัง หรือแจกสติกเกอร์แจกของอะไรอย่างนี้ เราอยากแจกของที่ทำให้คนรู้สึกว่าเป็นของมีค่า ให้เขารู้สึกว่าอยากได้จริง ไม่ใช่ว่าโดนยัดเยียดให้รับก็รับไป

MS:การที่เลือกอนัน อันวามาเล่นหนังเรื่องนี้ เกี่ยวกับที่เพราะเป็นนักร้องของค่ายหรือเปล่า
จริงๆ แล้วไม่เกี่ยวเลย เพราะตอนที่วางตัวแสดง 5 คน เราก็แคสติ้ง เราต้องการดาราใหม่หมด ใช้เวลาแคสติ้งนานมาก เราได้ไล่มาหมดแล้ว ขาดอยู่คนเดียวคือคนที่เล่นเป็นเปี๊ยก ก็คืออนัน ซึ่งเป็นหัวโจกในหนัง คือเรามองคาแรคเตอร์ เปี๊ยก ว่าต้องเป็นเด็กทะเล้น คือแต่ละคนนี่อย่างน้องไทเราก็มองคาแรคเตอร์ว่า ในเรื่องเขาจะเป็นพี่น้อง กับน้องมะลิ ในกลุ่มเขาก็จะดูเป็นผู้ใหญ่กว่าคนอื่นๆ หน่อย ซึ่งเราก็คัดมาจนได้ตรงตามนั้นหมด แต่ยังไม่เจอเด็กทะเล้น ที่จะมาเล่นเป็นเปี๊ยก ซึ่งพอช่วงที่คัดตัวแสดง เราก็ได้เด็กทะเล้นมา แต่มันก็อยู่ในลิมิทเด็กเท่าๆ กับเด็กคนอื่นๆ ทั้งหมด มันไม่มีความแตกต่าง ทีนี้พอดีผมได้ดูอนัน ในละครเรื่อง “ผมมากับพระ” เราก็เลยเอาอนันมาเป็น reference แล้วบอกคนคัดตัวแสดงว่าเราอยากได้แบบอนัน แต่ก็หามาไม่ได้ เราก็เลยมาคุยกับผู้ใหญ่ว่าเราอยากได้อนัน ซึ่งจริงๆ ตอนนั้นอนันออกเทปคิวแน่นเอี๊ยดเลย แต่เราบอกว่าถ้าเราไม่ได้คนนี้มา ตัวแสดงมันก็ไม่ได้อย่างที่เราต้องการ เราทำงานก็คงไม่มีความสุข ก็เลยคุยไปคุยมา สุดท้ายก็เลยให้คิวอนัน

MS:ไม่รู้สึกว่ามันขัดหรือคะที่เอาเด็กอินเตอร์มาเล่นเป็นเด็กต่างจังหวัด
ต่างจังหวัดของเรานี่มันไม่ใช่ ต่างจังหวัดแบบบ้านนอก มันก็คือในเมืองแหละ ในตัวจังหวัดที่มันมีโรงเรียนนานาชาติ โรงเรียนคริสต์ อะไรอย่างนี้ ในเรื่องก็คือเป็นที่พิษณุโลก ซึ่งเด็กพวกนี้ตอนอยู่ในจังหวัด ก็นึกว่ามันใช่แล้ว เห็นกรุงเทพฯ จากในทีวีก็นึกว่ามันก็ ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แต่พอเข้ามาจริงๆ แล้วถึงได้รู้ว่ามันไม่ใช่ มันเป็นคนละโลกกัน

MS:ฟังดูเหมือนมีกลิ่น coming of age
ใช่ฮะ นี่คือคอนเซ็ปต์เราเลย

MS:ทำไมต้องเป็นพิษณุโลกคะ
ที่จริงภาพที่เรามองไว้ เรามองที่อรัญฯ จ.สระแก้วหมดเลย เพราะนั่นเป็นบ้านเกิด แต่เราไม่ได้ไปถ่ายที่นั่นเพราะมันไกล และคิดว่าภาพออกมาก็คงไม่สวย เราก็จินตนาการจากตรงนี้ ทุกอย่างที่เราคิดจะมาจากที่อรัญฯ หมด ทีนี้ที่เป็นพิษณุโลก เพราะเราคิดว่ามันเป็น จังหวัดทางเหนือ ซึ่งมีความเจริญพอที่ จะมีเด็กลูกครึ่ง อย่างนี้อยู่กัน แต่อย่างเชียงใหม่ ภูเก็ตมันเจริญไป มันน่าจะเป็นที่ที่ เด็กพวกนี้พอจะอยู่ได้ แต่ไม่ใช่จังหวัดที่ เป็นเมืองมากๆ เมืองใหญ่ๆ รองจากกรุงเทพฯ อะไรอย่างนั้น เพราะไม่งั้น พอเข้ากรุงเทพฯ ก็จะไม่รู้สึกว่า แตกต่าง แต่เราก็ไม่อยากให้มันเป็นชนบท ถึงกับทางแถวอีสาน อะไรอย่างนั้น แล้วก็มองว่าอย่างพิษณุโลก บรรยากาศมันมีภูเขามีอุโมงค์ อะไรอย่างนั้น ตอนก่อนถ่ายเราก็ไปสำรวจที่พิษณุโลก แต่ไม่ได้ไปถ่ายจริง คือถ่ายเฉพาะส่วนที่เป็นสต็อคช็อทไว้เฉยๆ เพราะภาพมันไม่ได้ มันไกล คือถ้าไกลแล้วมันควรจะได้อย่างที่เราคิด ถ้าไปแล้วคุ้มเราก็ไปถ่ายกันที่พิษณุโลก ไปนอนไปกินที่นั่นได้ แต่มันไม่ใช่

MS:คุณมีส่วนในด้านอื่นของหนังอีกไหมนอกจากเขียนบท และกำกับ
ผมดูในส่วนของโปรดักชัน ดีไซน์ เพราะจากพื้นฐานของเราก็มีความรู้ทางด้านอาร์ต อยู่แล้วก็เลยเข้าไปช่วย คือในเรื่องมันจะแบ่งสองส่วนคือ ต่างจังหวัด กับ กรุงเทพฯ อย่างเรื่องงานด้านภาพ ก็จะแบ่งเป็นต่างจังหวัดใช้ตากล้องคนนึง เข้ามากรุงเทพ ใช้ตากล้องอีกคน ซึ่งจริงๆ มันไม่มีใครทำกันหรอก แต่เพราะเราอยากให้ต่างจังหวัดนี่มันเป็นภาพstatic ไม่ได้มูฟเมนท์มาก เป็นคลีนๆ ไบรท์ๆ เราเลยใช้ตากล้องฝรั่งชื่อไมค์ เพราะเค้าถนัดงานอย่างนี้ แต่พอมาในกรุงเทพฯ เราให้พี่กล้วย ณัฐวุฒิที่เป็นตากล้องนางนาก ฟ้าทะลายโจรมาทำ เพราะงานในกรุงเทพฯ มันจะค่อนข้างเป็นโลว์คีย์คล้ายฟิล์มนัวร์ แล้วมันจะมีมูฟเมนท์เยอะ กล้องมันจะไหล มันจะมีสเตดี้แคมอะไรอย่างนี้ แต่ว่าโดยรวมทั้งหมดพี่กล้วย จะเป็นคอนโทรลทั้งหมด แต่พอตอนถ่ายต่างจังหวัด ก็ให้ไมค์ลงมือ อีกอย่างก็คือ อันนี้จริงๆ ไม่อยากเล่า แต่หลังจากคนไปดูแล้วพูดกันเยอะ คือหนังเรื่องนี้ทั้งเรื่องมันจะคุมโทนเป็นสีเขียวหมด อย่างพวกอุปกรณ์ประกอบฉาก เสื้อผ้า รายละเอียดกระจุกกระจิก เราจะคุมโทนให้มันเป็นเขียวเป็นฟ้าหมด พยายามไม่ให้โทนร้อนเข้ามาแจม เพื่อต้องการสร้างความหมายเชิงสัญลักษณ์ ว่าสีเขียวเป็นเรื่องของความเป็นปรกติ คือชีวิตของเราเนี่ยเป็นสีเขียว แต่เรื่องทั้งหมด พอไปถึงฉากไคลแม็กซ์ มันจะเปลี่ยนเป็นสีแดงทั้งหมด โดยที่สีโทนร้อนนี่มันจะเริ่มเข้ามา ตอนเข้ากรุงเทพฯ จะเริ่มหย่อนเข้ามาเรื่อยๆ จนสุดท้ายมันจะเป็นแดงทั้งหมด นี่คือที่เราวางโปรดักชันดีไซน์เอาไว้

MS:สีแดงแทนอะไร
เราไม่อยากใช้คำว่ารุนแรงนะ แต่เราจะสื่อว่ามันคือความไม่ปรกติ เพราะในเรื่องนี่มันจะเพี้ยน เพี้ยนขึ้น คือสีนี้มันเหมือนกับไม่ใช่สีที่ เราอยู่กับมันทุกวัน ไม่ใช่ชีวิตอย่างนั้น มันเป็นชีวิตที่แตกต่าง ออกไปซึ่งน้อยคนจะไปเจอได้ อย่างนี้ เราเลยใช้สีแดงเป็นตัวแทน

MS:ดูคุณเป็นคนที่ใส่ใจเรื่องสัญลักษณ์ในหนังมาก
จริงๆ คิดตลอด แต่เราไม่ได้ยัดเยียด คือดูถ้าเห็นแล้วรู้ก็รู้ แต่ถ้าไม่เห็นหรือไม่รู้ก็ไม่ได้ซีเรียสอะไร เหมือนเราพยายามหา motif ของมันในแต่ละอัน เช่นรถไฟ หรืออะไรอย่างนี้ แต่ไม่ใช่ว่าใส่มาซะจน มันบอกชัดเลยว่าอันนี้คือ motif อะไรอย่างนั้น แต่บอกได้เลยว่าทุกซีนในหนังจะมี symbolic ตลอด คือต้องไปสังเกตเอาเอง ผมอยากให้นักวิจารณ์ ดูแล้วลองตีความ

MS:งั้นถ้ามีนักวิจารณ์เข้าไปดูหนังคุณแล้วพยายามตีความก็ไม่ผิดใช่ไหม
ใช่ เพราะเราชอบอย่างนั้น เราชอบให้คนดูได้คิด ได้ตีความ ผมไม่ห่วงเรื่องคำวิจารณ์มาก คือถ้านักวิจารณ์ไปดูแล้ววิจารณ์ก็คงจะดี แต่ถ้าดูแล้วไม่วิจารณ์เราคงเสียใจ อยากให้วิจารณ์ไม่ว่าดีไม่ดี ยังไงก็ตาม แต่อย่างที่บอกไว้ตั้งแต่ตอนต้นเลยว่า หนังเรื่องนี้เราไม่ได้ทำมาเพื่อเป็นหนังเด็ก เพราะถ้ามองว่าเป็นหนังเด็กนี่ มันจะผิดหมดเลย พอดูแล้วมันจะไม่ใช่

MS:คาดหวังไว้แค่ไหน
อยากให้คนเข้าไปดูมาก เพราะเราเชื่อว่าทุกคนที่ได้เข้าไปดูแล้ว จะไม่รู้สึกเนกาตีฟ กับมัน คุณจะต้องได้มุมไหนสักมุมหนึ่งกลับมา โดยเฉพาะถ้าเป็นผู้ใหญ่ คุณจะต้องได้ความประทับใจ ในตัวหนังที่ย้อนกลับไปมองตัวเองว่าเด็กๆ เราเคยมีประสบการณ์แบบนี้หรือเปล่า เราเลยคาดว่าคนโตๆ ที่เข้าไปดูน่าจะมีอารมณ์ร่วมตรงนี้ อยากให้คนไปดู แต่ไม่ได้คาดหวังว่าจะดังจนเป็นเหมือนไททานิค อะไรอย่างนั้น เพราะหนังเราไม่ใช่หนังที่เป็นแมสมาก

MS:ชอบดูหนังแบบไหนคะ
ดูมั่วไปหมดแหละ ถ้าถามหนังไทยคงมีชัดเจน แต่ถ้าพูดถึงหนังฝรั่งนี่เ ราเปลี่ยนเกือบทุกเดือน หนังฮอลลีวูด เจอร์รี บรัคไฮเมอร์เราก็ดู เราจะมองในแง่โปรดักชัน แต่ตัวเรื่องก็จะดูผ่านๆ แต่ถ้าจะดูตัวเรื่องของฮอลลีวูดเราก็ดูจากโอลิเวอร์ สโตน แต่ของฝั่งยุโรป เราก็จะดูหนังฝรั่งเศส หนังที่เราดูไม่รู้เรื่อง แต่ก็ชอบดู เพราะดูแล้วชอบที่จะหาว่ามันสื่อถึงอะไร มันเหมือนว่าเราได้ทำงาน บางทีคิดไปคิดมา ตีไปตีมาก็ได้พล็อต หนังมาอีกเรื่องนึง อย่างของทรุฟโฟต์ มันจะมียุคนึงที่ เป็นหนังคัมมิง ออฟ เอจ พวกนี้มันมีอิทธิพลคือดูแล้วมันทำให้เราคิดได้มาก แล้วการที่เราคิดมากๆ มันทำให้เราเอามาทำงาน เราเอามาตีความซึ่งบางทีเขาไม่ได้คิดอย่างนั้นหรอก เราคิดของเราเอง พอเราคิดไปคิดมา มันก็กลายมาเป็นไอเดีย กลายเป็นพล็อตได้ ถ้าถามว่าหนังในดวงใจจริงๆ ก็จะนึกแต่หนังไทย เช่นผีเสื้อและดอกไม้ คือหนังที่ชอบจะเกี่ยวกับเด็กๆ และเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้หนังเรื่องแรกที่เราอยากทำเนี่ย เป็นหนังที่เกี่ยวกับชีวิตในวัยเด็ก อย่างผีเสื้อ และดอกไม้ เพื่อนรัก ปุกปุยของพี่อุดม แล้วก็มีดีแตกของพี่อังเคิล ซึ่งเป็นหนังที่ทำให้เราสนใจ อยากจะไปเรียนรู้เรื่องของภาพยนตร์ พวกนี้เราถือว่าเป็นอิทธิพล ที่ทำให้เราเข้ามาทำหนัง คือมันมาจากหนังไทย ไม่ใช่หนังฝรั่ง

MS:ทำไมชื่อภาษาอังกฤษว่า Where Is Tong?
คือต๋องนี่ในเรื่องเป็นชื่อของลูกของผู้หญิงคนนั้น ซึ่งเด็กจะไปตามหา แล้วในเรื่องนี่มันจะมีต๋อง โผล่มาเต็มไปหมด ต๋องโน่น ต๋องนี่ ตอนแรกจะตั้งว่า Who Is Tong

MS:ดูไม่ค่อยเข้ากับชื่อหนังไทย
ก็ใช่เพราะเรารู้สึกว่าชื่อหนังฝรั่ง ส่วนมากมันจะตั้งกันง่ายๆ แล้วก็จะสื่อว่า ต้องการบอกอะไร เราก็เลยเอาอันนี้แหละ เพราะเรื่องของเราจริงๆ นี่มันคือการเข้าไปตามหาต๋อง แต่ว่ามีเรื่องทางพระเข้ามา ซึ่งชื่อไทยเราก็เน้นเรื่องพระอยู่แล้ว แต่พอเป็นเมืองนอกเราก็หาต๋อง

MS:คิดจะเอาหนังไปขายเมืองนอกบ้างไหม
ทั้งหมดขึ้นอยู่กับอาร์เอสฟิล์ม เขาจะเป็นคนดูแลตรงนี้ จริงๆ เรื่องนี้เทศกาลหนังของญี่ปุ่น ก็จะเอาไปฉาย แต่เราทำไม่เสร็จ ถามว่าเราอยากไปมั๊ย เราก็อยากแหละ เพราะหนังนี่ไม่ว่าจะเอาไปให้ใครได้ดู เราก็เอาหมดแหละ แต่ก็ไม่ได้หวังเรื่องเงินทอง ว่ามันจะเอาไปขายได้หรืออะไร แต่ก็เหมือนคนทำงานทั่วไป ที่อยากให้คนมาดูงานของเรา มาสัมผัสกับงานเรา ผมว่ามันพร้อมที่จะไป ทั้งเรื่อง และโปรดักชันมันไปได้ แต่การทำงานของเรา เราต้องการทำหนังไทยให้คนไทยดู แต่พอคนมาดูกันเขาบอกว่ามันมีความเป็นสากล ไม่ได้หมายความว่ามันมีความเป็นฝรั่งนะครับ แต่มันมีบุคลิกของความเป็นไทย ซึ่งถ้าเอาไปฉายที่อื่นมันดูมีลักษณะที่เป็นเรื่องหนึ่งที่ เป็นตัวแทนของประเทศได้ แต่ถ้าถามความรู้สึกนี่ เราจะมีความสุขถ้ามีคนไทย ดูมากกว่าฝรั่งหรือต่างประเทศ

MS:อยากทราบงบประมาณของหนังเรื่องนี้
ถึงตอนนี้เฉพาะเท่าที่ปิดกล้องไป ก็บอกได้ว่ามันบานเยอะ เราตั้งไว้ประมาณ 15-17 ล้านคือปิดทุกอย่างเก็บเนี้ยบทุกอย่าง แต่นี่คือเราปิดกล้องไปมันจะ 18 อยู่แล้ว นี่ยังไม่รวมโพสต์โปรดักชัน ซึ่งถ้ารวมแล้วก็น่าจะอยู่ที่ 21 ก็เตรียมทำหนังสือ เป็นหนี้เขาอยู่แล้ว คือหนังของเราเป็นหนังกลางๆ ไม่ใหญ่มาก หนังอาร์เอสมันจะประมาณนี้อยู่แล้ว คือ 12-17 ล้าน แต่ตอนนี้ค่าฟิล์ม มันแพงขึ้น เขาก็ให้ขึ้นไปเป็น 17 ซึ่งจริงๆ เราก็ไม่ได้กะว่าหนังเรื่องนี้มันจะเป็นหนังฟอร์มใหญ่ แต่พอทำไป ทุกอย่างเราต้องเพลย์เซฟ เราก็ต้องสร้างทุกอย่างขึ้นมา แล้วคิวมันยาว ตัวแสดงก็ใหม่ และยังเป็นเด็ก ต้องมีไทม์มิ่งว่าจะถ่ายได้ถึงกี่โมงตอนกลางคืน แล้วเขามีคิวต้องไปเรียน แล้วอย่างการใช้ฟิล์มก็เปลืองกว่าหนังผู้ใหญ่ เพราะเราต้องมีแอบถ่ายเก็บอะไรไว้ คือมาเสียดายฟิล์มไม่ได้ เพราะธรรมชาติของเด็กคือเราต้องปล่อยเขาเล่นแล้ว เราจะได้ภาพที่น่ารักที่มันเป็นจริง เพราะฉะนั้นตรงฟิล์มก็เลยบานตะไทไปใหญ่ คือทุกอย่างมันคอนโทรลไม่ได้

MS:หนังได้อย่างที่ฝันไว้ไหม
ก็คงไม่ถึงขนาดนั้นเพราะส่วนมาก ฝันแล้วเว่อร์ไป แต่ว่ามันค่อนข้างได้ถึง 70-80 เปอร์เซ็นต์ แต่ตอนนี้ค่อนข้างแฮ้ปปี้มาก นั่งตัดไปก็เข้าข้างตัวเองไป เฮ้ยดีว่ะ (หัวเราะ)

MS:มีโครงการหนังเรื่องต่อไปรึยังคะ
ตัวผมเองตอนนี้มีแค่ไอเดีย แต่ยังไม่ได้เวิร์คอะไร คือตอนนี้ไม่มีใจจะเวิร์คอะไรทั้งนั้น แต่ส่วนของเร้ด ร็อคเก็ตก็มีโปรเจคใหม่ ก็คงต้องช่วยเค้าดู ในส่วนของบทเหมือนเดิม

MS:มีอะไรฝากทิ้งท้ายไหมคะ
ก็อยากฝากว่าหนังเรื่องนี้ ไม่ใช่หนังเด็ก แต่ทำเพื่ออยากให้คนที่โตแล้วได้ดู เพื่อจะได้รู้สึกย้อนกลับไป คิดถึงความประทับใจ ของตัวเองสมัยเด็กว่าตัวเองเคยมีประสบการณ์ อะไรอย่างนี้บ้างรึเปล่า หรือมีส่วนไหนที่ทำให้ตัวเองมีความสุข ส่วนความสนุกสนานที่คงไม่ต้องฝาก เพราะใครก็ตามที่เข้าไปดูหนังเรื่องนี้นี่ รับประกันว่าสนุกแน่นอน นี่พูดแบบเข้าข้างตัวเองนะครับ (หัวเราะ)


จาก: fg
วันที่: 08/06/52 - 18:25 น.
IP Address: 125.26.187.xx















สมัครสมาชิก Thai Film เพื่อรับข่าวสารข้อมูลทางอีเมล์และรับสิทธิประโยชน์ต่างๆสำหรับสมาชิก [ JOIN ]


Copyright © 2004
Thai Film Foundation All Rights Reserved.
Site by Redlab