Search Latest Topics | Create New Topic  
ชุมทางหนังไทยในอดีต ตอนที่ 23


สวัสดีครับทุกท่าน..
พบกันกับเรื่องราว เรื่องเล่าเกี่ยวกับหนังไทยเก่า ๆ
หากสนใจดูข้อมูลและภาพถ่ายเก่า ๆ ที่เคยลงไว้แล้ว เลือกได้ตามนี้ครับ....

ชุมทางหนังไทยในอดีต ตอนที่ 1 กระทู้ที่ A 939

ชุมทางหนังไทยในอดีต ตอนที่ 2 กระทู้ที่ A 983

ชุมทางหนังไทยในอดีต ตอนที่ 3 กระทู้ที่ B 006

ชุมทางหนังไทยในอดีต ตอนที่ 4 กระทู้ที่ B 022

ชุมทางหนังไทยในอดีต ตอนที่ 5 กระทู้ที่ B 049

ชุมทางหนังไทยในอดีต ตอนที่ 6 กระทู้ที่ B 062

ชุมทางหนังไทยในอดีต ตอนที่ 7 กระทู้ที่ B 121

ชุมทางหนังไทยในอดีต ตอนที่ 8 กระทู้ที่ B 211

ชุมทางหนังไทยในอดีต ตอนที่ 9 กระทู้ที่ B 253

ชุมทางหนังไทยในอดีต ตอนที่ 10 กระทู้ที่ B 278

ชุมทางหนังไทยในอดีต ตอนที่ 11 กระทู้ที่ B 353

ชุมทางหนังไทยในอดีต ตอนที่ 12 กระทู้ที่ B 419

ชุมทางหนังไทยในอดีต ตอนที่ 13 กระทู้ที่ B 505

ชุมทางหนังไทยในอดีต ตอนที่ 14 กระทู้ที่ B 625

ชุมทางหนังไทยในอดีต ตอนที่ 15 กระทู้ที่ B 753

ชุมทางหนังไทยในอดีต ตอนที่ 16 กระทู้ที่ B 844

ชุมทางหนังไทยในอดีต ตอนที่ 17 กระทู้ที่ C 312

ชุมทางหนังไทยในอดีต ตอนที่ 18 กระทู้ที่ C 527

ชุมทางหนังไทยในอดีต ตอนที่ 19 กระทู้ที่ C 711

ชุมทางหนังไทยในอดีต ตอนที่ 20 กระทู้ที่ C 766

ชุมทางหนังไทยในอดีต ตอนที่ 21 กระทู้ที่ C 933

ชุมทางหนังไทยในอดีต ตอนที่ 22 กระทู้ที่ D 115

ขอขอบคุณทุกท่านที่รักเรื่องราวของหนังไทยเก่า ๆ และขอขอบคุณเพื่อน ๆ ทุกคนที่มีส่วนช่วยผลักดันให้กระทู้นี้ผ่านมาได้จนถึงทุกวันนี้......

คุณค่าหนังไทย อยู่ที่ใจของคุณ..
จากใจจริง... มนัส กิ่งจันทร์


จาก: มนัส138
วันที่: 10/04/51 - 21:10 น.
หัวข้อที่: D261
IP Address: 210.86.221.xx
ความคิดเห็นที่ 1



ระยะหลัง ๆ นี้ บางทีก็เหมือนกับผมพูดอยู่คนเดียว.. พอเห็นกระทู้เงียบ ๆ
ผมก็เลยเงียบ ๆ ตามกระทู้ไปบ้าง..แต่พอได้พบกับคนที่อ่านกระทู้
เขาก็บอกว่า ทำไมหมู่นี้ไม่ค่อยเข้ามาเขียน..ผมก็ว่า บางทีมันเหนื่อย
มันก็เพลีย..เพลียใจกับการค้นหาหนังไทยเก่า ๆ มาดูกัน...บอกตามตรง
ว่ายากมาก ๆ กว่าจะได้มาแต่ละเรื่อง...
เสาร์ที่ผ่านมา พี่สอาด ก็หิ้วฟิล์ม 16 มาให้ผมดูเรื่องหนึ่ง กะว่าจะฉายดู
ตอนวันหยุดสงกรานต์นี่แหละครับ....

เปิดกระทู้ตอนใหม่ ก็เลยเอาบทความเก่า ๆ มาให้อ่านกันครับ
เป็นบทความจากหนังสือแฟนหนังไทย ฉบับเดือนมกราคม 2547
หลายปีแล้วครับ.. ข้อมูลบางอย่างก็เปลี่ยนไปแล้วนะครับ...

FAN แกะรอยหนังเก่า โดย มนัส กิ่งจันทร์

ฟิล์ม... หัวใจของหนังเก่า

ผมเคยอยากรู้ว่า มีหนังไทยออกฉายมาตั้งแต่เรื่องแรกจนถึงปัจจุบันกี่เรื่องแล้ว แต่ก็หาข้อมูลในยุคแรก ๆ ได้ยากเต็มที ก็เลยต้องเริ่มนับจากปี พ.ศ. 2500 เป็นต้นมาซึ่งเท่าที่รวบรวมได้ พบว่ามีหนังไทยฉายมาแล้วประมาณ 3,573 เรื่อง

เหตุที่อยากรู้ก็เพราะว่า ผมต้องการสะสมหนังไทยให้ได้มากที่สุด แต่เชื่อไหมว่า เวลา 18 ปีที่ผ่านมา ผมเพิ่งจะสะสม VDO-VCD หนังไทยได้เพียง 1,792 เรื่องเท่านั้นเอง แล้วหนังที่เหลือ มันหายไปไหน..จะมีโอกาสได้ดูอีกหรือไม่..นั่นแหละเป็นเรื่องที่ผมจะพาคุณ ๆ ไปช่วยแกะรอย เผื่อว่าเราอาจจะได้หนังเพิ่มขึ้นกว่าที่มีอยู่ นอกจากนี้ ผมยังอยากที่จะให้มีการรวมกลุ่มคนรักหนังไทยเก่า ๆ ให้ได้มากกว่านี้อีก วันหน้าวันหลังจะร่วมกันทำกิจกรรมต่าง ๆ นอกเหนือจากที่จะพบกันแค่ในหนังสือเท่านั้น แต่บอกไว้ก่อนนะครับ หนังเก่าที่จะตามแกะรอยนี้ ไม่รวมถึงหนังที่ถ่ายด้วยกล้อง VDO จำพวกเทเลมูฟวี่ ขอเน้นเฉพาะที่ถ่ายด้วยฟิล์มหนังและผ่านการฉายในโรงภาพยนตร์มาแล้วจึงออกไปทำเป็น VDO-VCD ในภายหลัง

เชื่อว่า ผู้อ่าน แฟนหนังไทย ทุกคนย่อมมีใจให้กับหนังไทยอยู่แล้ว แต่สำหรับคนที่ยังยึดติดกับดาราหรือรุ่นของหนังแบบว่า เกิดมาทันได้ดูหนังรุ่นไหน ก็จะดูแต่หนังรุ่นนั้น รุ่นอื่น ๆ ก็ไม่สนใจจะดู ผมอยากให้มองหนังไทยในมุมกว้างขึ้นอีกหน่อย ลองหันไปดูหนังบางเรื่องที่เพื่อน ๆ แนะนำว่าดีหรือน่าดูบ้าง อย่างน้อย ๆ ก็ดูไว้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ผมอยากให้เราดูหนังเก่าเหมือนการไปดูโบราณสถานต่าง ๆ ที่ไม่ใช่ว่า จะชอบไปดูแต่วัดพระแก้วที่เดียว ทั้ง ๆ ที่โบราณสถานอื่น ๆ ก็ยังน่าสนใจ หากทำเช่นนี้ได้ เราก็จะมีเพื่อนที่รักหนังไทยทุกยุคทุกสมัยไว้พูดคุยกันไปได้อีกนาน

ฟิล์มหนังนั้น ถือว่าเป็นหัวใจของหนังเก่าเพราะ VDO-VCD หนังไทยทุกเรื่องล้วนแต่มีต้นกำเนิดมาจากฟิล์มหนังทั้งสิ้น ก่อนที่เราจะแกะรอยหนังเก่า จึงควรทำความรู้จักกับฟิล์มหนังก่อน เริ่มจากฟิล์ม 16 ม.ม.ที่วงการหนังไทยนิยมใช้ซึ่งมีอยู่ 2 แบบคือ

ฟิล์มแบบที่ 1 ขนาด 16 ม.ม. ไม่มีเสียง (ดูจากภาพที่ 1 ขนาดเท่าของจริง) จะเห็นว่าที่ขอบฟิล์ม 2 ข้าง มีรูเป็นช่องสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ ขนาดเท่ากันเรียงไปเรื่อย ๆ เรียกว่า หนามเตย มีไว้เพื่อให้กวักของเครื่องฉายหนัง กวักเข้าไปในรูหนามเตยในลักษณะกวักขึ้นกวักลงตามจังหวะแล้วจึงทำให้ภาพบนจอหนังออกมาเป็นภาพนิ่ง ซึ่งภาพนิ่งนี้สามารถเปลี่ยนอากัปกิริยาไปได้เพราะความยาวของเนื้อฟิล์มที่ไหลเรียงยาวผ่านเครื่องฉายไปเรื่อย ๆ แต่ถ้าหากหนามเตยแตกชำรุดเมื่อใด เราก็จะเห็นภาพบนจอหนังกระตุกเต้นจนไม่น่าดู

ฟิล์ม 16 ม.ม.แบบนี้ เมื่อนำมาใส่รวมกันเต็ม 1 รีน(ม้วน)มาตรฐาน จะมีความยาวหนัง 40 นาที เวลาฉายจะต้องใส่ฟิล์มให้ภาพบนฟิล์มหัวกลับคว่ำลง ซึ่งพอผ่านเลนส์เครื่องฉายก็จะเห็นภาพบนจอออกมาเป็นภาพหัวตั้งขึ้นมาเอง แล้วก็ต้องมีนักพากย์ไปนั่งพากย์ นั่งวางเพลงประกอบหนังกันสด ๆ ด้วยเพื่อให้คนดูดูรู้เรื่อง

สำหรับฟิล์มที่ตัดมาให้ดูในภาพที่ 1 เป็นส่วนหนึ่งของหนังเรื่อง พระอภัยมณี (มิตร-เพชรา) ที่ได้มาจากนครราชสีมา ซึ่ง โครงการคิดถึงหนังไทย เอาไปทำเป็น VCD ออกจำหน่ายนานแล้ว เป็นฟิล์มที่ใช้ออกฉายมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2509 แต่สียังสดใสเหมือนเดิม ซึ่งเป็นข้อดีอย่างหนึ่งของฟิล์มแบบนี้และยังมีราคาไม่แพงใช้งานง่ายเพราะเมื่อถ่ายทำเสร็จ ก็สามารถนำฟิล์มไปล้าง แล้วเอามาตัดต่อลำดับภาพเข้าเครื่องฉายได้เลย อายุฟิล์มก็ยาวนาน หากหนามเตยข้างที่ฉายตามปกติแตกเสียหาย ก็ใช้วิธีกลับฟิล์มเอาหนามเตยอีกด้านมาฉายแทนได้ ส่วนข้อเสียก็อยู่ที่ว่า ฟิล์มแบบนี้ไม่มีฟิล์มต้นฉบับ (เนกาตีฟ) ซึ่งทำให้เกิดผลเสียหายอย่างใหญ่หลวงในแง่การอนุรักษ์เพราะเป็นการยากที่จะตามเก็บกากฟิล์มเหล่านี้กลับคืนมาได้ ทำให้หนัง 16 ม.ม.รุ่นที่ใช้ฟิล์มแบบนี้สูญพันธุ์เกือบหมด
ฟิล์ม 16 ม.ม. แบบนี้ เริ่มใช้มาหลังเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 เพราะขาดแคลนฟิล์ม 35 ม.ม.ที่ใช้กันตามปกติและฟิล์มแบบนี้ก็ได้รับความนิยมในวงการหนังอย่างมากจนทำให้เกิดยุคทองของหนัง 16 ม.ม.ติดต่อกันหลายสิบปี กระทั่งพระเอกมิตร ชัยบัญชา เสียชีวิตลงในปี พ.ศ. 2513 ก็ขาดดาราแม่เหล็กที่จะดึงดูดให้คนดูหนัง 16 ม.ม.อีก ผู้สร้างจึงค่อย ๆ ยุติการสร้างหนัง 16 ม.ม.ไปเรื่อย ๆ และหมดไปในที่สุด

ฟิล์มแบบที่ 2 ขนาด 16 ม.ม. สโคป เสียงในฟิล์ม (ดูจากภาพที่ 2 ขนาดเท่าของจริง) ซึ่งจะต่างกับฟิล์มแบบที่ 1 ตรงที่มีหนามเตยอยู่เพียงข้างเดียว ส่วนอีกข้างคือแถบเส้นเสียงซึ่งเป็นที่เก็บเสียงพากย์ที่บันทึกลงไว้ในฟิล์มหนัง เวลาฉายแถบเส้นเสียงจะวิ่งผ่านช่องเครื่องอ่านเสียงที่อ่านเสียงโดยอาศัยลำแสงจากหลอดไฟส่องผ่านแถบเส้นเสียงนั้น
ฟิล์มแบบนี้มีขึ้นใช้เพื่อรองรับการเลิกระบบหนัง 16 ม.ม.ไม่มีเสียง เพราะโรงฉายหนังในต่างจังหวัด หนังกลางแปลงหรือหนังขายยา เขายังไม่ทิ้งเครื่องฉาย 16 ม.ม.แบบเก่า ทำให้ในระยะแรก ๆ ผู้สร้างหนังต้องเอาฟิล์ม 35 ม.ม. เสียงในฟิล์ม ที่มีอยู่ไปโบล์วออกมาเป็นฟิล์ม 16 ม.ม.แบบนี้ เพื่อให้สามารถฉายกับเครื่องฉายแบบเดิมได้ แต่จะต้องเพิ่มเลนส์สโคปเข้าไปอีกตัวหนึ่ง จึงจะทำให้ได้ภาพออกมาเหมือนดูหนัง 35 ม.ม.สโคป เสียงในฟิล์ม

สำหรับฟิล์มที่ตัดมาให้ดูในภาพที่ 2 นี้เป็นส่วนหนึ่งของหนังเรื่อง ขยี้มือปืน (ไชยา-กรุง) ซึ่ง โครงการคิดถึงหนังไทย ได้ฟิล์มมาและมีกำหนดจะออกเป็น VCD เร็ว ๆ นี้ เป็นฟิล์มที่พิมพ์ออกมาฉายตั้งแต่ปี พ.ศ. 2520 ซึ่งตอนแรก ๆ ก็มีสีตามธรรมชาติ แต่พอนานวันเข้า ฟิล์มจะเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงซึ่งต่างกับฟิล์ม 16 ม.ม.แบบที่ 1 ที่สีไม่เคยจาง แต่ฟิล์มแบบนี้จะใช้ได้ทนกว่าฟิล์ม 35 ม.ม.มากและถ้าเป็นหนัง 35 ม.ม.ที่มี 6 รีนจบ เมื่อมาโบล์วเป็นฟิล์ม 16 ม.ม.แบบนี้ ก็จะเหลือแค่ 3 รีนจบ ทำให้เก็บรักษาได้ง่ายและที่เราได้ดูหนัง 35 ม.ม.เก่า ๆ บางเรื่อง เช่น มนต์รักลูกทุ่ง (2513:มิตร-เพชรา) ก็เพราะมีการนำฟิล์มไปโบล์วเป็นฟิล์ม 16 ม.ม.แบบนี้ไว้ หนังจึงยังหลงเหลืออยู่

ฟิล์มแบบที่ 3 ขนาด 35 ม.ม. สโคป เสียงในฟิล์ม (ดูจากภาพที่ 3 ขนาดเท่าของจริง) ฟิล์มแบบนี้มีลักษณะเหมือนเอาฟิล์ม 16 ม.ม.ทั้ง 2 แบบมารวมกันแล้วขยายขนาดเพิ่มขึ้น ที่ขอบฟิล์มมีหนามเตยอยู่ทั้ง 2 ข้างและมีแถบเส้นเสียงอยู่ด้านในชิดขอบหนามเตย ฟิล์ม 35 ม.ม. 1 รีนมาตรฐาน มีความยาวหนัง 20 นาที ส่วนวิธีการฉายหนังก็เหมือนกับฟิล์มแบบที่ 2 ฟิล์มแบบนี้มีข้อดีตรงที่ว่าจะมีฟิล์มต้นฉบับ (เนกาตีฟ) เก็บไว้ ทำให้สามารถพิมพ์ฟิล์มก๊อปปี๊ออกมาฉายได้เรื่อย ๆ
ส่วนฟิล์มที่ตัดมาให้ดูในภาพที่ 3 นี้เป็นส่วนหนึ่งของหนังเรื่อง แว่วเสียงซึง (สมบัติ-อรัญญา) ซึ่งเป็นฟิล์มที่ใช้ออกฉายมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2514 ที่เพื่อนผมได้มาจากตลาดคลองถม แต่ว่ามีแค่ม้วน 1 - 3 ส่วนม้วน 4 - 9 ยังตามหาไม่เจอ หนังจึงยังไม่จบเรื่อง จะสังเกตเห็นว่า ฟิล์มเป็นสีแดงแล้วซึ่งเป็นข้อเสียของฟิล์มแบบนี้ที่ใช้ฉายได้ไม่นาน ฟิล์มจะเปลี่ยนเป็นสีแดง แต่ในทางอนุรักษ์ เขาไม่กลัวฟิล์มที่เป็นสีแดงเพราะสามารถใช้คอมพิวเตอร์แต่งสีได้ เขากลัวแต่เรื่องไม่มีฟิล์มหรือฟิล์มบิดงอจนเข้าเครื่องฉายไม่ได้มากกว่าเพราะนั่นก็เท่ากับว่า หนังเรื่องนั้นได้ตายไปโดยสมบูรณ์แบบแล้ว

ส่วนที่สงสัยกันว่า เมื่อหนัง 35 ม.ม.มีฟิล์มต้นฉบับ (เนกาตีฟ) แต่ทำไมป่านนี้ เราจึงยังไม่เห็นหนังบางเรื่องออกมาเป็น VCD เลย ก็ต้องบอกก่อนว่า เดิมหนัง 35 ม.ม.ที่สร้างในบ้านเรา เขาจะส่งฟิล์มไปล้างและพิมพ์ฟิล์มที่ห้องแลบต่างประเทศเช่น อังกฤษ ญี่ปุ่น ฮ่องกง แล้วผู้สร้างส่วนใหญ่ก็จะทิ้งฟิล์มต้นฉบับ (เนกาตีฟ)ไว้ที่ห้องแลบนั้น ๆ โดยจะเอาแต่ฟิล์มก๊อปปี๊ที่ใช้ฉายได้กลับมาตามจำนวนชุดที่ต้องการเท่านั้น ครั้นพอเวลาผ่านไปไม่มีคนดูหนังแล้ว เขาก็เลยปล่อยให้ฟิล์มต้นฉบับ (เนกาตีฟ) ตกค้างอยู่ที่ห้องแลบต่างประเทศนั้น ๆ แม้จะมีอยู่ช่วงหนึ่งที่หอภาพยนตร์ฯจัดทำ โครงการหนังไทยกลับบ้าน โดยประสานงานกับหลายฝ่ายเพื่อไปเอาฟิล์มต้นฉบับ (เนกาตีฟ) กลับคืนมา แต่ก็นำกลับมาได้มาเพียงบางส่วนเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ หนัง 35 ม.ม.เก่า ๆ บางเรื่องที่เราอยากดูอีกจึงสูญหายไป

คิดว่า คงรู้จักหน้าตาของฟิล์มหนังกันดีแล้ว ฉบับหน้าก็จะเริ่มลงมือแกะรอยหนังเก่ากัน….


จาก: มนัส138
วันที่: 10/04/51 - 21:18 น.
IP Address: 210.86.221.xx
ความคิดเห็นที่ 2



ผมมีโอกาสได้คุยน้อง ๆ ที่เรียนปริญญาโท-เอกและเลือกหัวข้อเกี่ยวกับ
การทำวิทยานิพนธ์เรื่องหนังไทยเก่า ๆ ในหลากหลายประเด็น..
พอได้คุยกัน..กับน้อง ๆ ที่เพิ่งจะมาดูหนังไทยเก่า ๆ เพราะต้องทำวิทยานิพนธ์
ได้ฟังความคิดเห็นที่พวกเขามองประเด็นต่าง ๆ ในหนังไทยต่าง ๆ แล้ว
ทำให้ผมยิ่งอยากดู.. รักหนังไทยเก่า ๆ มากขึ้นอีก..เพราะบางครั้ง
ผมเองที่ดูหนังไทยมานาน ก็ไม่เคยคิดถึงประเด็นหนังในลักษณะแบบ
นั้นเลย..พอรู้ว่า น้องเขาก็เขามาหาข้อมูลในเว็บไทยฟิล์มนี้ มาอ่าน มาเก็บ
ความคิด มาดูรูป มาใช้รูปจากกระทู้ต่าง ๆ ก็เลยได้แต่บอกน้อง ๆ เขาว่า
หากเรียนสำเร็จแล้ว อย่าลืมนำความรู้ที่ตกผลึกเหล่านั้นไปเผยแพร่ต่อด้วย
อย่างน้อย ๆ ผมก็เชื่อว่า ใครที่ได้ฟังความคิดความเห็นของน้อง ๆ
เหล่านี้แล้ว จะรักหนังไทยมากขึ้นอีกแน่ ๆ..

ผมก็เลยเอาบทความเก่า ๆ ที่น่าจะเป็นข้อมูลเบื้องต้นที่น้องเขาจะเอาไป
ต่อยอดได้มาให้อ่านครับ..
เป็นบทความเก่าที่เคยลงหนังสือฟิล์มแอนด์สตาร์ ฉบับเดือนมิถุนายน 2547...

ชู้...ตำนานหนังแย่งเมีย
โดย มนัส กิ่งจันทร์

ชู้ เป็นคำที่ใช้เรียกคู่รักหรือผู้ล่วงประเวณีหรือการล่วงประเวณี ชายที่ร่วมประเวณีกับภรรยาผู้อื่นเรียกว่า เป็นชู้ ส่วนหญิงที่ยังมีสามี แต่ไปร่วมประเวณีกับชายอื่น ก็เรียกหญิงนั้นว่า มีชู้

คนเล่นชู้ มักจะมีเหตุผลหรือข้ออ้างอยู่เสมอ แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ชู้ ก็เป็นเรื่องที่นำมาซึ่งความเสื่อมเสียแก่คนใกล้ชิดทั้งสิ้น รักของชู้ แม้ดูเหมือนจะเป็นรักแท้ ๆ (ของคนสองคน) จึงต้องคอยหลบ ๆ ซ่อน ๆ เหมือนเป็นรักต้องห้าม

ในสังคมไทย เรื่องเหล่านี้ แม้จะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน แต่ก็ปรากฏเป็นข่าวให้เห็นอยู่เรื่อย ๆ บางครั้งก็มีการนำมาสร้างเป็นหนัง ซึ่งวันนี้จะพาไปย้อนอดีต…

1. ชั่วฟ้าดินสลาย (2498; เป็นชู้กับเมียลุง) งานสร้างของหนุมานภาพยนตร์ โดยรัตน์ เปสตันยี บทประพันธ์ของเรียมเอง (มาลัย ชูพินิจ) กำกับการแสดงโดยมารุต (ทวี ณ บางช้าง) นำแสดงโดยชนะ ศรีอุบล งามตา ศุภพงษ์ เฮม สุขเกษม ประจวบ ฤกษ์ยาม ดี (แสดงเรื่องแรก) เป็นหนังที่กล้าตีแผ่นำเสนอเรื่องราวของการเป็นชู้ แบบไม่จำเป็นต้องมีฉากเลิฟซีนมาก ๆ เหมือนหนังในปัจจุบัน (แต่คนดูยุคนั้นก็เข้าใจได้) นำออกฉายครั้งแรกส่งท้ายปีเก่าสิ้นเดือนธันวาคม 2498 ที่โรงหนังเฉลิมกรุง ต่อมาโอภาส รางชัยกุล ก็นำกลับสร้างใหม่อีก โดยให้วิฑูรย์ กรุณา เป็นส่างหม่อง ธิติมา สังขพิทักษ์ เป็นยุพดีและสมจินต์ ธรรมฑัต เป็นพะโป้ กำกับการแสดงโดยชาลี อินทรวิจิตร นำออกฉายเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2523 ที่โรงหนังโคลีเซี่ยม

รัตน์ เปสตันยี ถือว่านักสร้างหนังชั้นครูผู้บุกเบิกนำหนังไทยออกสู่สายตาตลาดโลก เคยมีบทบาทสำคัญในการเรียกร้องรัฐบาลยุคนั้นให้ส่งเสริมหนังไทยอย่างเป็นอุตสาหกรรม สำหรับชั่วฟ้าดินสลาย (2498) นี้ มูลนิธิหนังไทยได้นำมาทำเป็นเทป VDO ออกจำหน่ายเมื่อปี 2540 เพื่อหารายได้เข้ากองทุนรางวัลรัตน์ เปสตันยี (ยังมีผลงานของรัตน์ เปสตันยี ที่ทำเป็นเทป VDO ในกลุ่มเดียวกันอีกคือ โรงแรมนรก (2500; ชนะ-ศิรินทิพย์-สุรสิทธิ์) สวรรค์มืด (2501; สุเทพ-สืบเนื่อง) แพรดำ (2504; รัตนาวดี-ทม) ซึ่งปัจจุบันยังมีเหลืออยู่ ใครสนใจก็สอบถามได้ที่มูลนิธิหนังไทย ส่วนชั่วฟ้าดินสลาย (2523) นั้นหลังจากออกจากโรงฉายแล้ว ก็ไม่มีข่าวอีกเลย

ชั่วฟ้าดินสลาย เป็นเรื่องของส่างหม่อง (ชนะ ศรีอุบล) หลานชายนายห้างพะโป้ (เฮม สุขเกษม) ซึ่งพะโป้รักเหมือนลูกและให้ทำงานอยู่ที่ปางไม้ ส่างหม่องขยันทำงาน แต่เป็นคนขี้อาย ไม่สุงสิงกับผู้หญิง ต่อมานายห้างพะโป้เข้ากรุงเทพฯและได้ยุพดี (งามตา ศุภพงษ์) สาวสวยชาวกรุงรุ่นราวคราวหลานกลับมาเป็นเมีย ยุพดีชอบแอบมองและทอดสะพานให้ส่างหม่อง ไม่นานส่างหม่องก็ทนแรงยั่วยวนจากยุพดีไม่ไหว ก็เลยลอบเป็นชู้กัน ต่อมาพะโป้จับได้ ด้วยความแค้นในคำพูดที่แอบได้ยินชู้รักพร่ำพลอดว่า จะไม่พรากจากกันตราบชั่วฟ้าดินสลาย พะโป้จึงยอมให้ทั้งคู่อยู่ด้วยกัน แต่เอาโซ่ล่ามข้อมือคนทั้งสองติดกันไว้ แรก ๆ ทั้งคู่ก็ดูมีความสุข แต่พอนานวันเข้า ก็เริ่มเบื่อหน่ายกับชีวิตที่ต้องผูกติดกันตลอดเวลา แต่พะโป้ก็ไม่ยอมปลดโซ่ให้คนทั้งสอง เรื่องราวของชู้รักคู่นี้ จึงต้องจบลงด้วยความตายของยุพดี ส่วนส่างหม่องก็กลายเป็นคนเสียสติไป

2. ชู้ (2516; เป็นชู้กับเมียตัวเอง) งานสร้างและกำกับครั้งที่ 3 ของเปี๊ยกโปสเตอร์ ซึ่งเคยฝากผลงานเด่น 2 เรื่องคือโทน (2513; ไชยา-อรัญญา) และ ดวง (2514; ไพโรจน์-วนิดา) มาแล้ว คราวนี้ ก็ยังเป็นหนังชื่อคำเดียว ใช้นักแสดงหลัก ๆ แค่ 3 คนคือ กรุง ศรีวิไล มานพ อัศวเทพและนางเอกใหม่ วันดี ศรีตรัง ตั้งชื่อหนังสั้น ๆ ทิ้งไว้เป็นปริศนา พอตอนท้ายเรื่องจึงมาเฉลยว่า ใครเป็นชู้ใคร นำออกฉายครั้งแรกต้อนรับปีใหม่ 2516 ที่โรงหนังเฉลิมไทย ซึ่งปัจจุบันนี้มีการนำกลับมาสร้างใหม่ แต่เปลี่ยนแนวเรื่องให้ลูกชายเป็นชู้กับเมียใหม่ของพ่อ จะถูกใจหรือไม่ต้องไปพิสูจน์กันเอง ส่วนชู้ (2516) ต้นฉบับเดิม ยังไม่มีการทำเป็น VCD แต่เคยนำออกฉายทาง UBC เคเบิ้ลทีวี

ชู้ เป็นเรื่องของ เรียม (วันดี ศรีตรัง) สาวสวยซึ่งเสียตัวให้กับ เทพ (กรุง ศรีวิไล) หนุ่มฉายหนังขายยา จนเริ่มตั้งท้องอ่อน ๆ จึงออกตามหาเทพ แต่เรือเกิดอับปางกลางทะเล ร่างของเรียมถูกคลื่นซัดไปติดเกาะที่ เชิง (มานพ อัศวเทพ) อาศัยอยู่ เชิงคลำหน้าอกของเรียมเห็นว่าหัวใจยังเต้นอยู่ จึงเข้าช่วยเหลือจนฟื้น แต่เรือนร่างของเรียมก็ยังติดตาอยู่ ตกดึกเชิงจึงปลุกปล้ำได้เรียมเป็นเมียและมีลูกเป็นหญิงหนึ่งคน ต่อมาเชิงออกหาหอยมุกและได้รับบาดเจ็บที่ลูกตา เมื่อเรียมเข้าฝั่งไปตามหมอ ก็ได้พบกับเทพและพามารักษาเชิง ถ่านไฟเก่าจึงคุขึ้น ทั้งคู่ลอบได้เสียกันจนเชิงเริ่มสงสัย แต่เมื่อเทพรู้ว่า เชิงมีไข่มุกซ่อนไว้จึงคิดจะขโมยแล้วจะพาเรียมหนีไปอยู่ด้วยกัน เทพให้เรียมเอายาพิษใส่ไว้ในยาหยอดตาและให้เชิงกินยาผิดเพื่อไม่ให้มีเรี่ยวแรง จากนั้นเทพกับเรียมก็พากันค้นหาที่เก็บไข่มุก แต่ก็หาไม่เจอ ส่วนเชิงก็แกล้งทำตาบอดและบอกว่า ไข่มุกซ่อนอยู่ใต้ทะเลลึก ไม่มีใครงมได้นอกจากเขา เทพและเรียมจึงเปลี่ยนแผนเอายาและอาหารมาให้เชิงกินจนร่างกายแข็งแรงดังเดิม แล้วทั้งสามคนก็ออกทะเลไปงมหาไข่มุก พอตกค่ำก็ขึ้นไปพักบนเกาะร้างซึ่งเป็นที่ที่เชิงจัดเตรียมไว้ฆ่าชู้รักคู่นี้ แต่แล้วคำพูดของเรียมตลอดจนผิวพรรณของลูกสาวที่เกิดมา ก็ทำให้เชิงเข้าใจได้ว่า ใครกันแน่ที่เป็นชายชู้

3. กระดังงากลีบทอง (2519; เป็นชู้กับเมียเพื่อนพ่อ) งานสร้างของนครพิงค์ภาพยนตร์ กำกับการแสดงโดยชนะ คราประยูร นำพระเอกวัยรุ่น สุริยา ชินพันธ์ พบกับสาวใหญ่ไก่แก่ มยุรฉัตร เหมือนประสิทธิเวช ร่วมด้วย มยุรา ธนะบุตร ชนะ ศรีอุบล เป็นหนังที่สร้างเพื่อสะท้อนชีวิตคนในสังคมตอแหล เผยเหตุผลของชู้รักที่ชอบพูดว่า ชีวิต ความรัก เราเป็นผู้กำหนด ไม่ใช่กงการอะไรของสังคมหรือใคร ๆ ทั้งสิ้น หนังจึงมีคำพูดที่ฟังแล้วเจ็บ ๆ คัน ๆ แม้จะดูเกินไป แต่ก็เป็นการปูเรื่องไปสู่ฉากจบที่ดี ทำให้ใครที่คิดอยากจะเลียนแบบชู้รักคู่นี้ ต้องหยุดคิดกันอีกนาน ออกฉายครั้งแรกเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2519 ที่โรงหนังแกรนด์ ใครที่อยากดูตอนนี้ ก็ลองไปหา VCD ของโรสวีดีโอซึ่งออกจำหน่ายมาตั้งแต่ปี 2543 แต่บอกก่อนว่า เดิมหนังจะยาวประมาณ 2 ชั่วโมง แต่ที่มาทำเป็น VCD จะเหลือความยาวเพียง 81 นาทีเพราะเป็นชุดที่ตัดเนื้อหา ตัดคำพูดบางตอนออกไป เพื่อเตรียมฉายทางโทรทัศน์

กระดังงากลีบทอง เป็นเรื่องของนิตยา (มยุรฉัตร เหมือนประสิทธิเวช) สาวเสเพลซึ่งถูกแม่จับแต่งงานกับวิสูตร (ชนะ ศรีอุบล) พ่อม่ายที่มีลูกสาววัยรุ่นติดมาคนหนึ่งชื่อ ศริญญา (มยุรา ธนะบุตร) แต่วิสูตรซึ่งอายุมากแล้ว ไม่สามารถรองรับอารมณ์เปลี่ยวของนิตยาได้ นิตยาจึงต้องออกเที่ยวกลางคืนกับหนุ่ม ๆ ก็เลยยิ่งมีปัญหากับศริญญาผู้เป็นลูกเลี้ยงตลอดมา นิตยาจึงหลบไปพักผ่อนที่ชายทะเลและที่นั่นเอง นิตยาได้พบกับรักศักดิ์ (สุริยา ชินพันธ์) หนุ่มหล่อลูกชายของพจน์ (มานพ อัศวเทพ) ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทกับวิสูตร ในที่สุดรักศักดิ์กับนิตยาก็ได้เสียกัน แม้จะถูกกีดกันจากพ่อแม่ทั้งสองฝ่าย แต่ทั้งคู่ก็ไม่แคร์สายตาใคร ทำให้ศริญญาซึ่งแอบชอบรักศักดิ์ไม่พอใจนิตยามากขึ้นที่มาแย่งทั้งพ่อและคนรักตนไป แต่ในที่สุดชู้รักคู่นี้ก็ไปไม่รอด แม้นิตยาจะได้ใบหย่ามาจากวิสูตร แต่กระแสสังคมก็บีบให้รักศักดิ์จำต้องทิ้งนิตยาไป

4. เพลิงพิศวาส (2527; เป็นชู้กับแม่เลี้ยง) งานสร้างของสหมงคลฟิล์ม กำกับการแสดงโดย ม.ล.พันธุ์เทวนพ เทวกุล เป็นหนังพิศวาสแนวโศกนาฏกรรมซึ่งยุคนั้นฮือฮากันมาก ความร้อนแรงปรากฏชัดจากภาพบนใบปิดหนังที่นำเอาสาวร้อนสุด ๆ อย่าง สินจัย หงษ์ไทย มาจับคู่กับหนุ่มเซ็กซี่ ลิขิต เอกมงคลและยังมีนางเอกใหม่ วันทิพย์ ภวภูตานนท์ ณ มหาสารคาม มาร่วมประกบแบบสองหญิงหนึ่งชาย หน้าหนังจึงน่าสนใจ (สำหรับหนุ่ม ๆ) แต่พอเข้าฉายจริง ๆ ฉากที่หนุ่ม ๆ คาดหวังไว้จากภาพใบปิดหนังก็หดหายไป นำออกฉายครั้งแรกเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2527 ที่โรงหนังเพรสซิเดนท์ ต่อมาประมาณปี 2530 ก็ออกมาเป็นเทป VDO โดยโอเรียลเตนท์วีดีโอ

เพลิงพิศวาส เป็นเรื่องของปรารถนา ดารินทร์ (วันทิพย์ ภวภูตานนท์ฯ) นักร้องสาวสวยผู้พลิกผันชีวิตมาเป็นเมียพ่อเลี้ยงแก่ ๆ (ไชยา สุริยัน) พ่อม่ายซึ่งมีลูกติดเป็นชายหนุ่มชื่อ ธนันท์ (ลิขิต เอกมงคล) ครั้งแรกที่ธนันท์ได้พบหน้าแม่เลี้ยง ก็ออกอาการไม่พอใจอย่างมาก แต่ด้วยทั้งคู่มีอะไรหลาย ๆ อย่างตรงกัน จึงเริ่มเข้าใจกันและในที่สุดทั้งคู่ก็ลักลอบเป็นชู้กันจนปรารถนาตั้งท้องคลอดลูกเป็นชาย พ่อเลี้ยงก็เข้าใจว่าเป็นลูกตน เจ้าพวงแก้ว (สินจัย หงษ์ไทย) ซึ่งเป็นแฟนของธนันท์มาก่อน จับได้ว่าธนันท์เป็นชู้กับแม่เลี้ยง จึงไปบอกพ่อเลี้ยง แต่ปรารถนาก็ยืนยันว่า ลูกที่เกิดมาเป็นลูกพ่อเลี้ยง ไม่เคยคิดมีชู้ ที่คบหากับธนันท์ก็เพราะเห็นเป็นเด็กมีปัญหา น่าสงสาร ธนันท์ซึ่งแอบฟังอยู่จึงไม่พอใจ ประกาศจะแต่งงานกับพวงแก้ว ทำให้ปรารถนาเสียใจเพราะรักครั้งนี้ เป็นรักที่แท้จริงของเธอ จึงไปสารภาพรักกับธนันท์ แต่ธนันท์ขอเธอให้พิสูจน์ก่อนว่า รักจริง ไม่ใช่หวังจะได้มรดกจากลูกที่เกิดมา ปรารถนาจึงต้องฆ่าลูกน้อยทิ้ง ซึ่งทำให้พ่อเลี้ยงโกรธมาก ธนันท์เองก็เลยรู้ว่า ปรารถนารักตนจริง ๆ แต่ทุกอย่างก็สายเกินไปเพราะทั้งคู่ถูกจับข้อหาฆ่าลูกตัวเองเสียแล้ว

ยังมีหนังแนวนี้อีกหลายเรื่อง เช่น น้ำเซาะทราย (2516; มีชู้กับผัวเพื่อน) ไกรทอง (2523; เป็นชู้กับเมียจระเข้) กากี (2523; เป็นชู้กับเมียพระราชา) คำพิพากษา (2532; ถูกหาว่าเป็นชู้กับเมียใหม่พ่อ) กะโหลกบางตายช้า กะโหลกหนาตายก่อน (2534; เป็นชู้กับเมียนายจ้าง) ฯลฯ

เนื้อหาของหนังเหล่านี้ แม้ใครจะว่าน้ำเน่า แต่ก็เป็นสิ่งที่อาจเกิดขึ้นได้จริง หากบุคคลทั้งหลายยังคงฝักใฝ่วิ่งหาความรักกันอย่างหน้ามืดตามัว จนลืมนึกถึงความรู้สึกผิดชอบชั่วดี สุดท้ายชีวิตรักของชู้เหล่านั้น ก็คงไม่พ้นที่จะลงเอยอย่างหนังที่พวกเราชอบเรียกว่า น้ำเน่า นั่นเอง

*หมายเหตุเป็นบทความปี 2547 ปัจจุบันบางเรื่องได้ทำเป็นวีซีดีจำหน่ายแล้วครับ....


จาก: มนัส138
วันที่: 10/04/51 - 21:33 น.
IP Address: 210.86.221.xx
ความคิดเห็นที่ 3



ต่อด้วยบทความจากหนังสือฟิล์มแอนด์สตาร์ ฉบับเดือนมกราคม 2551
ผมเอาส่วนที่ขาดไปมาลงให้ครบครับ..เผื่อน้องเขาจะใช้เป็นข้อมูลเบื้องต้น

แกะรอย.. โสเภณีหนังไทย

โสเภณี เป็นอาชีพที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรมอันดีของประชาชน แต่ก็ใช่ว่า จะไม่เคยมีหญิงโสเภณีให้เราเห็นบนจอเงิน บท บาทนี้ท้าทายความสามารถและศรัทธานิยมของดาราระดับนางเอกเป็นอย่างยิ่งหากเธอรับเล่น ฉบับนี้ จะตามไปแกะรอยโสเภณีจากหนังไทยเก่า ๆ กัน
ครั้งหนึ่ง คุณาวุฒิ เศรษฐีตุ๊กตาทอง เคยทาบทาม เพชรา เชาวราษฎร์ ให้เล่นบทโสเภณีในเรื่อง หญิงคนชั่ว แรก ๆ เพชราก็ลังเลใจ แต่พอตัดสินใจเล่น หนังเรื่องนี้กลับไม่ได้สร้างเพราะค่ายโยคีสถานสี่พระยาซึ่งเคยสร้างมาก่อนเมื่อปี 2498 ออกข่าวว่าจะนำกลับมาฉายอีก คุณาวุฒิจึงหันไปสร้างเรื่อง แม่ศรีไพร (2514: นาท-เพชรา) แทน เราจึงไม่ได้เห็นฝีไม้ลายมือของเพชรากับบทบาทนี้ แต่พอปี 2517 เพชราก็ได้เล่นบทหญิงที่ต้องขายตัวหาเงินช่วยคนรักที่กำลังป่วยจากเรื่อง ดอกคูนเสียงแคน แต่บทก็ไม่ได้หวือหวาอะไร

ปี 2515 ฉลอง ภักดีวิจิตร เปิดตัว อโนมา ผลารักษ์ นางเอกใหม่จากหนังเรื่อง 2 สิงห์ 2 แผ่นดิน โดยให้สมบัติพบรักกับเธอในซ่องโสเภณี ขณะที่สิ้นปี ชุติมา สุวรรณรัตน์ ก็ให้สมบัติกับ เนาวรัตน์ วัชรา เจอกันในซ่องโสเภณีอีกจากเรื่อง แม่อายสะอื้น เป็นการพบกันเพื่อนำเรื่องไปสู่ความเข้มข้นก่อนที่จะได้บทสรุปว่านี่คือหนังชีวิตที่โด่งดังที่สุดของปีนั้น

ปี 2516 พิศมัย วิไลศักดิ์ ถูกหลอกลวงมาเป็นหมอนวดจากเรื่อง สักขีแม่ปิง แต่หนังกลับสู้บทของ นัยนา ชีวานันท์ สาวเหนือจากดอยติ ที่ออกติดตามหาไชยาชายคนรักมาถึงกรุงเทพฯ ไม่ได้ เธอต้องมาเป็นโสเภณี มาเป็นเมียเช่าของนายทหารญี่ปุ่น แม้ภายหลังเธอจะร่ำรวยจากทองคำที่ญี่ปุ่นทิ้งไว้ แต่เธอก็ยังคงปรารถนาจะขอพบชายผู้สวม แหวนทองเหลือง อยู่ตลอดเวลา แล้วหนังก็ทิ้งปริศนาไว้ตอนจบว่า เธอพบแล้ว เธอหนีเขาทำไม..

ปี 2517 มาลี..เธอเป็นกะหรี่ที่สวยที่สุด..เป็นคำพูดยอดฮิตของหนังเปิดตัวนางเอกใหม่ วิยะดา อุมารินทร์ จากเรื่อง เทพธิดาโรงแรม หนังที่กล้าตีแผ่ให้เห็นถึงชีวิตของโสเภณีในเมืองกรุง ชนิดที่ไม่มีใครกล้าทำมาก่อน

จากนั้นพอปี 2520 เธอก็ได้ยกฐานะขึ้นเป็นหมอนวดขวัญใจของแท็กซี่หนุ่มชาวอีสานที่ชื่อ ทองพูน โคกโพ ราษฎรเต็มขั้น ขณะที่ยังมีอีก 2 เรื่องคือ รอยมลทิน กับ ทองประกายแสด ที่เข้ามาช่วยตอกย้ำให้เห็นว่า บทโสเภณีนี้ ถ้าเล่นให้ดี ๆ ก็ดังได้เช่นกัน รุ้งลาวัลย์ ศรีปฏิมากูร โด่งดังจาก รอยมลทิน ขณะที่ วันทนา บุญบันเทิง แจ้งเกิดได้สำเร็จจากบท อีทองดี ทองประกายแสด..กินเธอเมื่อไร ตายทันที ทำให้รุ่นน้องอย่าง ชุดาภา จันทเขตต์ ขอซ้ำรอยวันทนาอีกครั้งในปี 2531

ปี 2519 เนาวรัตน์ ยุกตะนันท์ แจ้งเกิดจาก แผ่นดินของเรา..ท้าย ๆ เรื่องมีบทที่เธอต้องขายตัวหาเลี้ยงนิรุตต์คนรักที่หนีตามกันมา เธอติดโรคร้ายและซมซานกลับไปตายที่ไร่ของสมบัติสามีคนแรก ขณะที่ใบหน้าหวาน ๆ ของ ปิยะมาศ โมนยะกุล กลายเป็นชนวนทำให้ซ่องโสเภณีหลายแห่งปั่นป่วนจากเรื่อง ไอ้แมงดา เธอถูกฉุดเข้าซ่องโน่นที ซ่องนั้นที แต่กรุงก็สวมวิญญาณพระเอกขี่ม้าขาวไปช่วยเธอได้ทัน พอสิ้นปีกรุงก็กลับมาอีกมาดหนึ่ง ครั้งนี้เป็น แมงดาปีกทอง

ปี 2521 มาลินี ภาวันตี กับ เนาวรัตน์ ซื่อสัตย์ ดูจะกล้าโชว์มาก ๆ กับบทโสเภณี มาลินีมาจากเรื่อง หล่อนชื่อมาลี (สูงเนิน) ส่วนเนาวรัตน์ดังจาก อีโล้นซ่าส์ หนังสองเรื่องนี้ จุดขายอยู่ที่การโชว์เนื้อหนังมังสาของนางเอกสาวต่างกับสองเรื่องนี้ ทาริกา ธิดาทิตย์ ใน เหนือกว่ารัก เธอต้องจำใจขายตัวเพื่อเลี้ยงลูกและสามี ขณะที่ หัวใจห้องที่ 5 นั้น ชุติมา สุวรรณรัตน์ ให้ ลลนา สุลาวัลย์ นางเอกวัยรุ่นยุคนั้น เล่นบทนางทางโทรศัพท์ที่มีลูกติด เสน่ห์ของเธอทำเอาอาจารย์มหาวิทยาลัยอย่างสมบัติตัดสวาทเธอไม่ขาด

ขึ้นปี 2522 ลลนาก็เล่นบทหญิงขายตัวอีกครั้งจากเรื่อง บัณฑิตเหลือเดน แต่ครั้งนี้ ดูจะหนักกว่าเพราะยังให้ พิศมัย วิไลศักดิ์ ซึ่งเป็นแม่นำทางก่อน แม่ขายตัวเพื่อส่งลูกเรียนปริญญา พอเรียนจบใกล้รับปริญญา ลูกก็ขายตัวหาเงินรักษาแม่ทดแทนบุญคุณ หนำซ้ำยังให้น้องสาวถูกหลอกไปขายตัวอีกคน

ปี 2523 หดหู่ใจสุด ๆ กับ เสียงซึงที่สันทราย เนาวรัตน์ วัชรา กลับมารับโสเภณีอีกครั้ง แต่ครั้งนี้กลับใจและได้แต่งงานกับสมบัติ หนังจึงให้ สุพรรษา เนื่องภิรมย์ น้องสาวเข้ากรุงมาเป็นโสเภณีแทน แล้วโชคชะตาก็เล่นตลก ให้สมบัติมาได้สุพรรษาเป็นเมียอีก คนเรียกว่า วางเรื่องให้หมิ่นเหม่วุ่น ๆ จนรอบแรกหนังไม่ผ่านเซ็นเซอร์

ปี 2525 ชนะ คราประยูร เปิดซ่องโสเภณีให้เห็นจะ ๆ ในเรื่อง แม้เลือกเกิดได้ มีนางเอกอย่าง เนาวรัตน์ ยุกตะนันท์ อัญชลี ชัยศิริ อัจฉรา รอดสาตรา อลิศ คริสตัน รวมหมู่กันเป็นอีตัวประจำซ่องพร้อมกับทิ้งแง่คิดดี ๆ ให้หลายอย่าง ฉากจบที่เนาวรัตน์อุ้มลูกเล็ก ๆ เดินกลับบ้าน แล้วมีแม่ออกมารอรับนั้น ดูแล้วซึ้งในน้ำใจของคนเป็นแม่จริง ๆ

ปี 2527 พรพรรณ เกษมมัสสุ รองนางเอกจากเรื่อง สาวนาสั่งแฟน ก็ถูกหนุ่มเมืองกรุงหลอกมาขายซ่อง ขณะที่ แมวไทยภาพยนตร์ปั้น พัชนี บุนนาถ ดาวยั่วคนใหม่เป็นนางเอกแฉชีวิตโสเภณีจากเรื่อง หล่อนชื่อแสงโสม ส่วน ถนนนี้ของบัวไร นั้น ไม่รู้ว่าสร้างแรงขนาดไหน หนังจึงไม่ผ่านเซ็นเซอร์ รุ่งขึ้นอีกปีจึงมี แรมจันทร์ คุณนายโรงแรม ออกมาฉายแทน แต่ที่รันทดสุด ๆ ก็เห็นจะเป็นมรดกโสเภณีตกทอดของสองแม่ลูกคือ พิศมัย วิไลศักดิ์ กับ รัชนู บุญชูดวง จากเรื่อง เดือนเสี้ยว แม่เป็นโสเภณีเพราะผัวตาย แต่ลูกเป็นโสเภณีเพราะคนรักไม่เข้าใจในตัวเธอ ทั้งคู่เล่นได้ดีเหลือเกิน

ปี 2530 พิม วัฒนพานิช เด็กสาวหนีตามคนรักไป แต่ กว่าจะรู้เดียงสา เธอก็กลายเป็นโสเภณีเสียแล้ว ต่างกับ สินจัย หงส์ไทย ที่ถูกจับแต่งให้ไปเป็นเมียน้อย เมื่อเธอพยายามหนีให้พ้น ชีวิตเธอกลับยิ่งดิ่งลงเหวเรื่อย ๆ เปรียบเสมือน สายน้ำที่ไม่ไหลกลับ ขณะที่ปี 2531 นาถยา แดงบุหงา นางเอกคู่กันอีกคน ก็เริ่มร้อนแรงกับบทรักที่ถูกทอดทิ้ง เธอจึงยอมขายตัวหาเงินเลี้ยงพ่อแม่พี่น้องจากเรื่อง คนกลางเมือง

ปี 2532 ดาริน กรสกุล ตีแผ่เรื่องราวโสเภณีไทยที่ลงทุนไปขุดทองในต่างแดนจากเรื่อง กลกามแห่งความรัก หนังที่ถูกคาดว่าจะโป๊ แต่กลับไม่โป๊ ขณะที่ปี 2533 รุจน์ รณภพ ก็ส่ง ภัสสร บุณยเกียรติ นางเอกเซ็กซี่ไปเป็นโสเภณีอีกมุมหนึ่งของโลก เรื่องราวของทั้งสองคนนี้ดูแล้วโหดร้ายจริง ๆ พอปี 2543 จินตหรา สุขพัฒน์ ก็ได้เล่นบทโสเภณีเพราะผลพวงพิษภัยเศรษฐกิจหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จากเรื่อง สตางค์ ถัดมาปี 2546 บ้านพี่สมรเมื่อ 50 ปีก่อนก็กลับมาย้อนยุคให้เราสัมผัสคุณเธอทั้งหลายจากเรื่อง สนิมสร้อย

ส่วนหนึ่งของการแกะรอย...โสเภณีจากหนังไทย

ชื่อเรื่อง/ดารานำแสดง/ผู้สร้าง/ผู้กำกับการแสดง/วันฉายครั้งแรก/โรงภาพยนตร์

หญิงคนชั่ว/วิไลวรรณ-ฉลอง/โยคีสถานสี่พระยาภาพยนตร์/วิรัช พึ่งสุนทร/เดือนกรกฎาคม 2498/เฉลิมกรุง

2 สิงห์ 2 แผ่นดิน/สมบัติ-เกาหย่วน-อโนมา/บางกอกการภาพยนตร์/ฉลอง ภักดีวิจิตร/วันที่ 18 สิงหาคม 2515/โคลีเซี่ยม

แม่อายสะอื้น/สมบัติ-เนาวรัตน์/ปริทรรศน์ฟิล์ม/ชุติมา สุวรรณรัตน์ /วันที่ 27 ธันวาคม 2515/เพชรรามา

สักขีแม่ปิง/ยอดชาย-พิศมัย/สตาร์ฟิล์มโปรดักชั่น/ไพฑูรย์ รตานนท์/วันที่ 7 ธันวาคม 2516/เพชรรามา

แหวนทองเหลือง/ไชยา-นัยนา/ละโว้ภาพยนตร์/อนุสร/วันที่ 28 ธันวาคม 2516/เฉลิมเขตร์

ดอกคูนเสียงแคน/สมบัติ-เพชรา/มณเธียรไทยภาพยนตร์/เนรมิต/วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2517/เพชรรามา

เทพธิดาโรงแรม/สรพงษ์-วิยะดา/ละโว้ภาพยนตร์/ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล/วันที่ 2 มีนาคม 2517/เฉลิมไทย

รอยมลทิน/สมบัติ-รุ้งลาวัลย์/กรุงสยามภาพยนตร์/เนรมิต/วันที่ 22 มีนาคม 2517/เพชรรามา

ทองประกายแสด/วันทนา-นิรุตต์/รณภพฟิล์ม/รุจน์ รณภพ/วันที่ 28 ธันวาคม 2517/เพชรรามา

รางวัลชีวิต นิสิตที่รัก/ยอดชาย-กรุง-ภาวนา/รับทรัพย์ภาพยนตร์/พิชัย น้อยรอด/วันที่ 8 มีนาคม 2518/เฉลิมเขตร์

แผ่นดินของเรา/สมบัติ-เนาวรัตน์/จิรบันเทิงฟิล์ม/ส.อาสนจินดา-แสนยากร/วันที่ 4 มิถุนายน 2519/เฉลิมไทย-สามย่าน

ไอ้แมงดา/กรุง-สรพงษ์-ปิยะมาศ/สันติสุชาภาพยนตร์/ชาย มีคุณสุต/วันที่ 12 มิถุนายน 2519/เพชรรามา-เพชรเอ็มไพร์

แมงดาปีกทอง/กรุง-อรัญญา/เวชยันต์ภาพยนตร์/แมน ธีระพล/วันที่ 22 ตุลาคม 2519/พาราไดซ์-พระโขนง

ทองพูน โคกโพ ราษฎรเต็มขั้น/จตุพล-วิยะดา/ไฟว์สตาร์โปรดักชั่น/ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล/วันที่ 25 พฤศจิกายน 2520/เอเธนส์-เฉลิมกรุง

หล่อนชื่อมาลี (สูงเนิน)/กรุง-อัศวิน-มาลินี/แมวไทยภาพยนตร์/ยอด มาลา/วันที่ 18 มีนาคม 2521/พาราเมาท์

อีโล้นซ่าส์/กรุง-เนาวรัตน์/รับทรัพย์ภาพยนตร์/สิทธิชัย พัฒนดำเกิง/วันที่ 8 กรกฎาคม 2521/เมโทร-เจ้าพระยา

เหนือกว่ารัก/สรพงษ์-อรัญญา-เนาวรัตน์/สรรเพชญฟิล์ม/สนาน คราประยูร/วันที่ 14 ตุลาคม 2521/แกรนด์-เมโทร

หัวใจห้องที่ 5/ลลนา-สมบัติ-อรัญญา/สหมงคลฟิล์ม/ชุติมา สุวรรณรัตน์/วันที่ 21 ตุลาคม 2521/โคลีเซี่ยม

บัณฑิตเหลือเดน/สรพงษ์-ลลนา-พิศมัย/ไฟว์สตาร์โปรดักชั่น/ชาย มีคุณสุต/วันที่ 13 เมษายน 2522/แกรนด์-แอมบาสเดอร์

ทำไมถึงต้องเป็นเรา/ปืนไทย-จริยา-นัยนา/ภาพยนตร์ธงชัยและเพื่อน/ทานทัต วิภาตะโยธิน/วันที่ 9 พฤศจิกายน 2522/เฉลิมกรุง

เสียงซึงที่สันทราย/สมบัติ-เนาวรัตน์-สุพรรษา/ทรัพย์ประเสริฐภาพยนตร์/ประวิทย์ ชุ่มฤทธิ์/วันที่ 16 พฤษภาคม 2523/เพชรรามา-เพชรเอ็มไพร์

แม้เลือกเกิดได้/สีห์ศักดิ์-อลิศ-เนาวรัตน์/ไฟว์สตาร์โปรดักชั่น/ชนะ คราประยูร/วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2525/เอเธนส์-แกรนด์

อีสาวทรหด/ไกรสร-ปิยะมาศ/แอล.พี.โปรดักชั่น/นันทวัช/วันที่ 9 ตุลาคม 2525/เพชรรามา-เพชรเอ็มไพร์

สาวนาสั่งแฟน/ยอดรัก-พุ่มพวง-พรพรรณ/อินทราชัยภาพยนตร์/อนันต์ ชลวนิช/วันที่ 12 พฤษภาคม 2527/ปารีส-ควีนส์

หล่อนชื่อแสงโสม/พัชนี บุนนาถ/แมวไทยโปรดักชั่น/ดอกฟ้า/วันที่ 8 กันยายน 2527/ควีนส์-พอลลี่

ถนนนี้ของบัวไร/พัชนี บุนนาถ/แมวไทยโปรดักชั่น/ไม่ผ่านเซ็นเซอร์

แรมจันทร์ คุณนายโรงแรม /พัชนี บุนนาถ/แมวไทยโปรดักชั่น/ดอกฟ้า/วันที่ 1 มิถุนายน 2528/ปารีส-พอลลี่

เดือนเสี้ยว/ฉัตรชัย-พิศมัย-รัชนู/OA/คมสัน พงษ์สุธรรม/วันที่ 23 ตุลาคม 2528/โอเอ-รามา

กว่าจะรู้เดียงสา/สุริยา-พิม/ไฟว์สตาร์โปรดักชั่น/ชนะ คราประยูร/วันที่ 7 มีนาคม 2530/เอเธนส์

สายน้ำไม่ไหลกลับ/สินจัย-อภิชาติ/พูนทรัพย์โปรดักชั่น/บรรจง โกศัลวัฒน์/วันที่ 8 สิงหาคม 2530/สยาม-เฉลิมไทย

คนกลางเมือง/ยุรนันท์-นาถยา-อรัญญา/รุ่งเรืองโปรดักชั่น/ชารียา รุ่งเรือง/วันที่ 20 สิงหาคม 2531/เอเธนส์

ทองประกายแสด/ชุดาภา-สันติสุข/ไฟว์สตาร์โปรดักชั่น/ชนะ คราประยูร /วันที่ 1 ตุลาคม 2531/เอเธนส์

กลกามแห่งความรัก/ลิขิต-ดาริน/เอ็กซิสฟิล์มโปรดักชั่น /ทรนง ศรีเชื้อ/วันที่ 28 ตุลาคม 2532/อี.เอ็ม.ไอ.-โอ.เอ.

หลงไฟ/ภัสสร-สันติสุข/ไฟว์สตาร์โปรดักชั่น/รุจน์ รณภพ/วันที่ 4 สิงหาคม 2533/เอเธนส์

มาม่าซัง กลกามแห่งความรัก 2/ดาริน-ระพีพรรณ/เอ็กซิทฟิล์มโปรดักชั่น/ทรนง ศรีเชื้อ /วันที่ 1 กันยายน 2533/ดาดา-พาต้า 2

ต้องปล้น/อำพล-พงษ์พัฒน์-จันจิรา/ไฟว์สตาร์โปรดักชั่น/ชูชัย องอาจชัย/วันที่ 13 ตุลาคม 2533/เอเธนส์

ดิฉัน ไม่ใช่โสเภณี/ยุรนันท์-ธิดา/DECEMBER GROUP/พยุง พยกุล/วันที่ 19 มิถุนายน 2536/อินทรา

สตางค์/เจษฎาภรณ์-จินตหรา/ไฟว์สตาร์โปรดักชั่น/บัณฑิต ฤทธิ์ถกล/วันที่ 11 สิงหาคม 2543/เวิลด์เทรดไฟว์สตาร์1

สนิมสร้อย/ปติญญา-ฌานิศ ไฟว์สตาร์โปรดักชั่น/จรูญ วรรธนะสิน/วันที่ 31 ตุลาคม 2546/เอส.เอฟ.



จาก: มนัส138
วันที่: 10/04/51 - 21:52 น.
IP Address: 210.86.221.xx
ความคิดเห็นที่ 4



สวัสดีครับ พี่มนัส ยังติดตามงานของพี่เสมอ แต่ไม่ได้แสดงความเห็นไว้
กระทู้ตัวเองยังไม่ค่อยได้เข้าไป
ช่วยเพื่อนๆเลยครับ เกรงใจคุณศุภชัย-อรชุน-พี่อ๊อดมากเหมือนกัน

ฝากใบปิดให้เพื่อนๆแฟนหนังไทย โดยเฉพาะ พี่มนัส กิ่งจันทร์ ครับ
ใบปิดหนังไทย คนใจเพชร
ฉายครั้งแรก 24 ธันวาคม 2514

จาก: เอกชัย
วันที่: 10/04/51 - 22:15 น.
IP Address: 202.57.175.xx
ความคิดเห็นที่ 5



ภาพใบปิดจาก"ฟลิกส์"ฉบับสุดท้าย...ต่อไปนี้ไม่มีภาพใบปิดสวยๆแบบนี้จาก"ฟลิกส์"อีกแล้วครับพี่มนัส ขนาดคนทำหนังสือขายยังอยู่ไม่ได้แล้วคนทำหนังไทยเก่าๆในรูปแบบซีดี,ดีวีดี จะเป็นอย่างไร
ใบปิด"ลูกปลา"(11เมษายน2511)
นำโดย...มิตร/เพชรา/ประจวบ/บุศรา/อดุลย์/ทม/เมตตา/ศศิธร/วาสนา
กำกับโดย...ฉลอง ภักดีวิจิตร

จาก: ศุภชัย
วันที่: 12/04/51 - 1:54 น.
IP Address: 124.121.109.xx
ความคิดเห็นที่ 6



สวัสดีครับทุกท่าน..

บางทีพอเราคุ้นเคยกัน..ก็มักจะเกรงอกเกรงใจกัน..
จะติก็ไม่กล้าติเต็มปากเต็มคำเหมือนก่อน..
เรื่องทำหนังสือ (ที่มีหนังไทยเก่า ๆ) เกี่ยวข้องนั้น ผมว่า ยอดคนซื้ออาจ
จะน้อยพอ ๆ กับคนซื้อวีซีดีหนังไทยเก่า ๆ แต่หนังสือนั้นวางขายแค่เพียง
สัปดาห์เดียวก็เก็บออก ต่างกับวีซีดีซึ่งขายได้ตลอดไป..แต่จะขายได้
หรือไม่ได้ ก็ขึ้นอยู่กับหนังและคุณภาพการผลิต...

ช่วงวันหยุดสงกรานต์ที่ผ่านมา เห็นช่อง 9 (ชื่อเก่า) ฉายหนังตระกูล
บุญชูผู้น่ารัก..เป็นการเทเลซีนจากฟิล์มต้นฉบับ ภาพจึงคมชัดมาก ๆ
ดูไป ดูมา ก็เห็นโฆษณาว่า จะทำเป็นดีวีดีขายด้วย...
ความรู้สึกแรก ๆ ก็คือ ดีใจครับที่จะได้ บุญชู แบบชัด ๆ หลังจากที่
เก็บตัวไม่ชัดไว้ตั้งนาน....ส่วนความรู้สึกรองลงมาก็คือ สงสารครับ..
สงสารหนังไทยที่เจ้าของทุนน้อย..หลาย ๆ ค่ายที่ไม่มีโอกาสได้นำ
ผลงานของตนมาทำดีวีดีแบบชัด ๆ นี้...ทำให้คิดว่า เงิน เป็นสิ่งสำคัญ
ที่จะเนรมิตอะไรก็ได้จริง ๆ ทุกวันนี้ คนจึงแสวงหาเงิน จนบางครั้งลืม
ที่จะหาความสุขใส่ตัวเอง....

ส่วนภาพข้างบนเป็นภาพดาราเก่า ๆ ผมทำไว้หลายปีแล้ว แต่ยังไม่เคย
ได้ post ใครเป็นใครอ่านชื่อกันเองครับ...


จาก: มนัส138
วันที่: 17/04/51 - 21:26 น.
IP Address: 210.86.217.xx
ความคิดเห็นที่ 7



ดาราฝ่ายชาย

จาก: มนัส138
วันที่: 17/04/51 - 21:27 น.
IP Address: 210.86.217.xx
ความคิดเห็นที่ 8



ดาราฝ่ายชาย

จาก: มนัส138
วันที่: 17/04/51 - 21:30 น.
IP Address: 210.86.217.xx
ความคิดเห็นที่ 9



ดาราฝ่ายชาย

จาก: มนัส138
วันที่: 17/04/51 - 21:31 น.
IP Address: 210.86.217.xx
ความคิดเห็นที่ 10



ดาราฝ่ายชาย

จาก: มนัส138
วันที่: 17/04/51 - 21:34 น.
IP Address: 210.86.217.xx
ความคิดเห็นที่ 11



ดาราฝ่ายชาย แผ่นสุดท้ายครับ

จาก: มนัส138
วันที่: 17/04/51 - 21:35 น.
IP Address: 210.86.217.xx
ความคิดเห็นที่ 12



คราวนี้ เริ่มดาราฝ่ายหญิงบ้างครับ

จาก: มนัส138
วันที่: 17/04/51 - 21:37 น.
IP Address: 210.86.217.xx
ความคิดเห็นที่ 13



ดาราฝ่ายหญิง

จาก: มนัส138
วันที่: 17/04/51 - 21:38 น.
IP Address: 210.86.217.xx
ความคิดเห็นที่ 14



ดาราฝ่ายหญิง

จาก: มนัส138
วันที่: 17/04/51 - 21:39 น.
IP Address: 210.86.217.xx
ความคิดเห็นที่ 15



ดาราฝ่ายหญิง

จาก: มนัส138
วันที่: 17/04/51 - 21:40 น.
IP Address: 210.86.217.xx
ความคิดเห็นที่ 16



ดาราฝ่ายหญิง

จาก: มนัส138
วันที่: 17/04/51 - 21:45 น.
IP Address: 210.86.217.xx
ความคิดเห็นที่ 17



ดาราฝ่ายหญิง

จาก: มนัส138
วันที่: 17/04/51 - 21:46 น.
IP Address: 210.86.217.xx
ความคิดเห็นที่ 18



ดาราฝ่ายหญิง

จาก: มนัส138
วันที่: 17/04/51 - 21:47 น.
IP Address: 210.86.217.xx
ความคิดเห็นที่ 19



ดาราฝ่ายหญิง

จาก: มนัส138
วันที่: 17/04/51 - 21:49 น.
IP Address: 210.86.217.xx
ความคิดเห็นที่ 20



ดาราฝ่ายหญิง

จาก: มนัส138
วันที่: 17/04/51 - 21:51 น.
IP Address: 210.86.217.xx
ความคิดเห็นที่ 21



ดาราฝ่ายหญิง

จาก: มนัส138
วันที่: 17/04/51 - 21:54 น.
IP Address: 210.86.217.xx
ความคิดเห็นที่ 22



ดาราฝ่ายหญิง

จาก: มนัส138
วันที่: 17/04/51 - 21:56 น.
IP Address: 210.86.217.xx
ความคิดเห็นที่ 23



แผ่นสุดท้ายของ ดาราฝ่ายหญิง แล้วครับ

จาก: มนัส138
วันที่: 17/04/51 - 22:03 น.
IP Address: 210.86.217.xx
ความคิดเห็นที่ 24



ปิดท้ายคืนนี้ด้วยบทความเก่า ๆ จากหนังสือฟิล์มแอนด์สตาร์ส เล่มที่ 47 ผมจำเดือนไม่ได้แล้วครับ..

วันวานของ..สุรสีห์ ผาธรรม โดย มนัส กิ่งจันทร์

ในบรรดาผู้กำกับที่ทำหนังเพื่อคนอีสานแล้ว ชื่อของ สุรสีห์ ผาธรรม คงจะต้องจัดอยู่ในอันดับต้น ๆ

เคยสงสัยไหมครับว่า ทำไมหนังที่สุรสีห์ทำออกมา จึงชอบที่จะสะท้อนชีวิตและความเป็นอยู่ของคนอีสาน

สุรสีห์ ผาธรรม เป็นคนอำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี ชอบดูหนังกลางแปลงหนังขายยามาตั้งแต่เรียนชั้น ป.4 ถึงขนาดแทบจะทิ้งการเรียนเพื่อดูหนัง ยิ่งดูก็ยิ่งชอบ ใจจึงคิดที่จะเอาดีทางนี้ด้วยการหัดเป็นนักพากย์หนัง ต่อมาสุรสีห์ก็ได้เป็นนักพากย์หนังกลางแปลง ซึ่งสมัยนั้นยังเป็นการพากย์แบบคนเดียวทั้งเดียว สุรสีห์ใช้ชื่อในการพากย์หนังว่า สกุลรัตน์ แล้วใช้ชีวิตนักพากย์หนังอยู่ในแถบภาคอีสานหลายปี จึงมีความคิดที่จะทำหนังกับเขาดูบ้าง ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับ กมล กุลตังวัฒนา ซึ่งเคยเป็นนักพากย์สายอีสานด้วยกันมาเปิดบริการจัดจำหน่ายหนังอยู่ในกรุงเทพฯ สุรสีห์ก็เลยได้เข้ามาช่วยงาน ช่วงแรก ๆ ก็จะจัดจำหน่ายหนังอินเดีย แต่ทำไปสักพักการเงินก็ไม่ดีขึ้น สุรสีห์จึงออกความคิดว่า น่าจะลองสร้างหนังเองดูบ้าง ซึ่งเกิดไปตรงกับความฝันของกมลพอดี หนังเรื่องแรกของดวงกมลมหรสพจึงเกิดขึ้นโดยเล็งไปที่หนังเพลงเพราะมีความเชื่อว่า หนังเพลงต้องทำเงินแน่ ๆ เหมือนอย่างที่ มนต์รักลูกทุ่ง ของรังสี ทัศนพยัคฆ์ ทำสำเร็จมาแล้ว

มนต์รักแม่น้ำมูล คือ หนังที่กมลสร้างขึ้นเพื่อหวังจะให้เป็นมนต์รักลูกทุ่งของคนอีสาน มี พงษ์ศักดิ์ จันทรุกขา รับหน้าที่เป็นผู้กำกับ ส่วนสุรสีห์ ผาธรรม ได้เป็นผู้ช่วยกำกับให้กับดาราตัวประกอบ จุดนี้เองคือ ก้าวแรกที่ทำให้สุรสีห์ได้มีโอกาสเข้าไปสัมผัสกระบวนการทำหนังที่ฝันไว้อย่างจริงจัง มนต์รักแม่น้ำมูล ออกฉายวันที่ 12 สิงหาคม 2520 ที่โรงหนังเพชรรามา ก็ได้รับการตอบรับอย่างดีจากคนอีสานในกรุงเทพฯ จนต้องมีการเพิ่มโรงฉายอีกที่เพชรเอ็มไพร์

เมื่อมนต์รักแม่น้ำมูลประสบความสำเร็จ กมลจึงผลักดันให้สุรสีห์ขึ้นแท่นเป็นผู้กำกับเองครั้งแรกด้วยเรื่อง ครูบ้านนอก ซึ่งงานนี้สุรสีห์ต้องไปคลุกอยู่กับชาวบ้านดอนเมย ที่สมมุติให้เป็นบ้านหนองหมาว้อตามเนื้อเรื่อง เพื่อให้เด็ก ๆ และชาวบ้านเกิดความรู้สึกว่า ไม่ใช่การถ่ายหนัง หากแต่เป็นการถ่ายทอดวิถีชีวิตจริง ๆ ใช้เวลาถ่ายทำประมาณ 4 เดือน หนังออกฉายเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2521 ที่โรงหนังเฉลิมไทย-ปารีส และได้คำชมเชยจาก ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ด้วย จึงยิ่งทำให้หนังประสบความสำเร็จเกินคาด ชื่อของสุรสีห์ ผาธรรม จึงเป็นที่รู้จักในฐานะผู้กำกับคลื่นลูกใหม่

เมื่อหนังได้รับความนิยม ก็เป็นธรรมดาของผู้สร้างที่อยากจะทำภาคต่อ กมลจึงให้สุรสีห์กำกับครูบ้านนอก ภาค 2 ต่ออีกในชื่อเรื่อง หนองหมาว้อ โดยคราวนี้ เน้นบทไปที่ครูดวงดาวซึ่งยังอยู่สานอุดมการณ์ครูปิยะที่เสียชีวิตไปแล้ว หนังออกฉายวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2522 ที่โรงหนังแอมบาสเดอร์-ไดเรคเตอร์ แม้จะทำรายได้ไม่ค่อยดีนัก แต่สุรสีห์ก็ได้รับคำชมถึงพัฒนาการการทำหนังที่ดีขึ้น ในขณะที่ดวงกมลมหรสพถอยกลับไปที่เก่า ด้วยการทำหนังเพลงซ้ำรอยมนต์รักแม่น้ำมูล อีกในเรื่อง ลูกแม่มูล แล้วนำออกฉายวันที่ 26 กรกฎาคม 2523 ที่โรงหนังโคลีเซี่ยม-พาราเมาท์ แต่ก็ไม่ได้รับความนิยมเท่ามนต์รักแม่น้ำมูล

ชื่อของ สุรสีห์ ผาธรรม กลับมาเป็นที่รู้จักอีกครั้งหนึ่ง เมื่อไปกำกับหนังให้กับค่ายเพชรเกษมโปรดักชั่น ของ รักษ์ หล่อเกษมศานต์ โดยนำชีวิตครูเดินสอนมาสะท้อนความจริง แต่เป็นความจริงที่น่าหัวเราะในเรื่อง ครูวิบาก ออกฉายวันที่ 16 กรกฎาคม 2524 ที่โรงหนังควีนส์-สเตลลา-ออสการ์ หนังเรื่องนี้ชี้ให้เห็นความสามารถของคน 2 คน คนแรกคือ คำหมาน คนไค ซึ่งเป็นคนเขียนเรื่องครูบ้านนอก แต่ครั้งนี้เขียนออกมาในแนวตลกได้อย่างสนุกสนาน เช่นเดียวกับสุรสีห์ที่ได้แสดงถึงความสามารถในการกำกับหนังแนวตลกด้วยเช่นกันและครูวิบาก ยังได้รับ 2 รางวัลสุพรรณหงส์ทองคำ ประจำปี 2524 ด้วยคือ บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยมและภาพยนตร์สร้างสรรค์

จากนั้นสุรสีห์ก็ไปกำกับหนังให้ค่ายสหมงคลฟิล์มอีก 2 เรื่องคือ ครูดอย ซึ่งมีเนื้อเรื่องต่อจากครูวิบาก หนังเล่าถึงภารกิจของครูเดินสอนที่ขึ้นไปช่วยพัฒนาหมู่บ้านบนดอยของจังหวัดเลย ออกฉายวันที่ 15 พฤษภาคม 2525 ที่โรงหนังเพรสซิเดนท์-สเตลลา-ออสการ์-ควีนส์ และอีกเรื่องหนึ่งคือ ผู้แทนนอกสภา หนังการเมืองการเลือกตั้ง ที่สมมุติว่าเป็นจังหวัดหนึ่งในภาคอีสาน สุรสีห์ถ่ายทอดกลวิธีในการหาเสียงผู้แทนได้อย่างสนุกสนาน แต่บทสุรปของหนังก็ทำให้คนเดินน้ำตาซึมออกจากโรง หนังเข้าฉายวันที่ 9 เมษายน 2526 ที่โรงหนังเพรสซิเดนท์-สเตลลา-โอลิมปิคและเรื่องนี้เองที่ทำให้ สุรสีห์ ผาธรรม ได้รับรางวัลตุ๊กตาทอง (พระสุรัสวดี) ประจำปี 2526 ในฐานะเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม

ในปีเดียวกัน สุรสีห์ก็ยังมีหนังสะท้อนชีวิตของคนอีสานอีกเรื่องหนึ่งออกมาฉาย ใช้คำโฆษณาว่า ..หน้าแล้ง เข้ากรุงมุ่งหางาน หน้าฝน กลับมาพบกัน..นั่นคือเรื่อง สวรรค์บ้านนา ออกฉายวันที่ 22 ตุลาคม 2526 ที่โรงหนังเพชรรามา-เพชรเอ็มไพร์ และตามด้วยหนังที่ถ่ายทอดชีวิตของครู ต.ช.ด.ที่ยึดคติว่า..ยามศึก เรารบ ยามสงบ เราสอน..ในเรื่อง ครูชายแดน ออกฉายวันที่ 15 กันยายน 2527 ที่โรงหนังเฉลิมไทย-เฉลิมกรุง ซึ่งเรื่องนี้สุรสีห์กำกับร่วมกับยุทธศิลป์ มูลสำรวจ

สุรสีห์ปิดฉากกำกับหนังด้วยเรื่อง ราชินีดอกหญ้า ของสีบุญเรืองฟิล์ม ซึ่งเป็นหนังที่ถ่ายทอดศิลปวัฒนธรรมดนตรีพื้นบ้านประเภทหมอลำของชาวอีสานได้เป็นอย่างดี ออกฉายวันที่ 31 พฤษภาคม 2529 ที่โรงหนังเอเธนส์-พาราไดซ์ และหนังยังได้รับ 3 รางวัลสุพรรณหงส์ทองคำ ประจำปี 2529 คือ ผู้ประพันธ์ดนตรีประกอบยอดเยี่ยม ผู้ประพันธ์เพลงยอดเยี่ยมและภาพยนตร์ยอดเยี่ยม

กล่าวได้เลยว่า หนังของสุรสีห์ ผาธรรม นั้นเป็นหนังที่สร้างขึ้นเพื่อสะท้อนชีวิต สะท้อนสังคมในรูปแบบการตีแผ่ความจริงออกมาให้สังคมโดยรวมได้รู้เห็นถึงปัญหาต่าง ๆ ซึ่งมีทั้งสาระและบันเทิงควบคู่กันไป สุรสีห์จะเน้นเกี่ยวกับวิถีชีวิตของคนอีสานเป็นหลักเพราะเขาเป็นคนอีสาน เขาเชื่อว่าสังคมไทยขณะนั้น คนอีสานเป็นคนที่ด้อยโอกาสมากกว่าคนภาคอื่น ๆ หนังของสุรสีห์จึงเป็นเสมือนสื่อกลางหรือเป็นตัวเชื่อมความแตกต่างในแต่ละสังคมให้สามารถเข้าหากันได้ และจะยิ่งดีขึ้น หากผู้มีอำนาจได้มาดูหนังและกลับไปแก้ไขปัญหาของสังคมนั้น ๆ ด้วย


จาก: มนัส138
วันที่: 17/04/51 - 22:07 น.
IP Address: 210.86.217.xx
ความคิดเห็นที่ 25
...... ของเขายอดเยี่ยม ครับ
ดูแล้วทั้งเพลินตา เพลินใจ ได้หวลคิดถึงอดีต
ขอให้กำลังใจครับ อย่าท้อ
ตราบใดที่ยังมีพระอาทิตย์เพียงดวงเดียว
โลกใบนี้ก็ยังมีโอกาสดีๆเสมอ สำหรับนักสู้ชีวิต ทุกคน.

จาก: พักรบ
วันที่: 17/04/51 - 22:24 น.
IP Address: 124.120.218.xx
ความคิดเห็นที่ 26
ดูแล้วเพลินดีค่ะ

ขอบคุณที่จัดมาค่ะ

จาก: ลัดเกล้า
วันที่: 18/04/51 - 0:09 น.
IP Address: 58.147.37.xx
ความคิดเห็นที่ 27
ยอดเยี่ยมมากๆครับ

จาก: จุ้ย แฟนพันธุ์แท้ อำภา ภูษิต
วันที่: 18/04/51 - 8:52 น.
IP Address: 124.120.1.xx
ความคิดเห็นที่ 28
ข้อมูลเยี่ยมครับ

จาก: อ๊อด
วันที่: 18/04/51 - 11:49 น.
IP Address: 203.170.242.xx
ความคิดเห็นที่ 29



พี่มนัส ไม่ต้องกินข้าวไปหลายวันแน่ ...นี่ถึงจะของแท้ ขอบคุณครับสุดยอดจริงๆ....(แต่เสาร์นี้ต้องไปกินไก่ KFC ด้วยกันนะครับ)
ขอแจมรูปด้วยครับ...(จะถามด้วยว่าคนช้ายล่างชื่ออะไรครับ ผมเคยดูเธอแสดงละครช่อง 5 ตอนเด็ก แต่นึกชื่อไม่ออก)

จาก: สาโรจน์
วันที่: 18/04/51 - 12:08 น.
IP Address: 58.8.156.xx
ความคิดเห็นที่ 30
จีรวัฒน์ จารุวิจิตรหรือเปล่าครับ

จาก: จุ้ย แฟนพันธุ์แท้ อำภา ภูษิต
วันที่: 18/04/51 - 13:22 น.
IP Address: 124.120.1.xx
ความคิดเห็นที่ 31
ใช่ครับ คุณจุ้ย
จีรวัจน์ จารุวิจิตร ครับ
หนังสือเล่มนี้ ปี 2522 ใช่ไหมครับ คุณสาโรจน์

จาก: อ๊อด
วันที่: 18/04/51 - 16:20 น.
IP Address: 203.170.242.xx
ความคิดเห็นที่ 32



ใช่ครับพี่อ๊อด...ดาราภาพยนตร์ ฉบับ..พค.2522
..เหมือนเดิมครับ 2 ท่านซ้ายล่าง ใครครับ

จาก: สาโรจน์
วันที่: 18/04/51 - 17:14 น.
IP Address: 58.8.156.xx
ความคิดเห็นที่ 33



สวัสดีครับทุกท่าน..

ก็ต้องขอบใจเพื่อน ๆ ที่แวะเข้ามาดู เข้ามาอ่าน..ครับ
แต่ที่คุณสาโรจน์ เอาภาพจีราวัจน์..มาให้ดู สงสัยว่าจะอยากดูเพิ่ม..มั้ง
เฉพาะส่วนที่ผมสแกนไว้มี 3 ภาพแค่นี้แหละครับ..แต่ว่าหนังสือนั้น
ได้ย้ายไปให้พี่จุสแกนซ้ำใหม่อีกรอบแล้ว..คิดว่า คลังรูปจากหนังสือ
ดาราเก่า ๆ ตอนนี้อยู่ที่พี่จุคนเดียวแล้วครับ..ส่วนที่พี่จุเขียนใส่แผ่นมา
ให้ผมนั้น ผมยังเปิดดูไม่หมดเลยครับ..ก็ต้องขอบคุณ ขอบใจพี่จุที่เป็น
ธุระเรื่องสแกนภาพให้ครับ....


จาก: มนัส138
วันที่: 18/04/51 - 21:08 น.
IP Address: 202.133.154.xx
ความคิดเห็นที่ 34



ช่วงนี้เหมือนกับว่าไม่รู้ว่าจะพูด จะเขียนถึงอะไร..ผมก็เลยเอาบทความ
เก่า ๆ ที่เคยเขียนลงหนังสือมาให้อ่านไปพลางก่อน..เผื่อว่าจะเป็น
ประโยชน์หรือเอาไปต่อยอดได้...

บทความนี้จากหนังสือฟิล์มแอนด์สตาร์ส เล่มที่ 37 เดือนสิงหาคม 2548

แม่..จารึกบนแผ่นฟิล์ม โดย มนัส กิ่งจันทร์

กลับมาพบกันอีกเช่นเดิม หลังจากที่ต้องเว้นว่างไปหนึ่งฉบับ ขอบคุณหลายท่านที่ชอบ Thai Movie Legend ฉบับภาพยนตรานุกรม ซึ่งตีพิมพ์ไปแล้ว 4 ฉบับ

ภาพยนตรานุกรม มีจุดมุ่งหมายเพื่อรวบรวมข้อมูลรายละเอียดต่าง ๆ ของหนังไทยแต่ละเรื่องให้เป็นหมวดหมู่ เพื่อความสะดวกในการศึกษาค้นคว้าหาข้อมูล ซึ่งไทยเรายังไม่เคยจัดทำขึ้นมาก่อน ส่งผลให้หนังไทยที่ออกฉายมามากกว่า 4,000 เรื่อง ต้องอยู่กันแบบกระจัดกระจายและเกิดความยุ่งยากในเข้าถึงข้อมูลนั้น ๆ ภาพยนตรานุกรมจะสามารถช่วยแก้ปัญหานี้ได้ ผมจึงลองจัดทำและนำมาตีพิมพ์กระตุ้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่คงไม่อาจนำมาตีพิมพ์ในนิตยสารเล่มนี้ได้ทั้งหมด เนื่องจากจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบเนื้อหาเพื่อให้แข่งขันกับนิตยสารเล่มอื่น ๆ ได้ด้วย

กลับมาที่หัวเรื่องที่ตั้งไว้กันดีกว่า

แม้หนังไทยสมัยก่อนจะนิยมสร้างกันแบบครบทุกรส แต่ก็ยังมีบางเรื่องที่เมนหลักอยู่ที่ต้องการเทิดทูนพระคุณแม่ เช่น น้ำตาแม่ ( 2500;สมควร กระจ่างศาสตร์-ประภาพรรณ นาคทอง ) แต่กระแสหนังแม่เริ่มมาแรงจริง ๆ เมื่อมีหนังอินเดียเรื่อง MOTHER INDIA ( ตั้งชื่อไทยว่า ธรณีกรรแสง ) เข้ามาฉายในปี 2502 เพราะคนดูชื่นชมกันมากว่า เป็นหนังที่ดี มีคติเตือนใจและยังสร้างได้โศกเศร้า สะเทือนอารมณ์เป็นที่สุด ยิ่งได้เสียงพากย์ของม.ล.รุจิรา-มารศรี บวกเข้าไปอีก ก็ยิ่งทำให้คนชอบมากยิ่งขึ้น หนังแม่อินเดียจึงปักหลักยืนโรงฉายโกยเงินเป็นว่าเล่นและในช่วงเวลาเดียวกันนั้น กมลศิลป์ภาพยนตร์ ของ น้อย กมลวาทิน ก็สร้างหนังแม่ไทยเรื่อง แม่ ( 2502;รัตนาภรณ์ อินทรกำแหง-ชนะ ศรีอุบล ) ซึ่งเป็นบทประพันธ์ของ เสน่ห์ โกมารชุน ออกมาแข่งกับธรณีกรรแสง แต่หนังแม่อินเดียก็ยังไม่ปลดโปรแกรมสักที จึงมีการตีพิมพ์โฆษณาหนังแม่ไทยว่า “ ขอให้ท่านอดใจรอสิ่งเปรียบเทียบจากรัตนาภรณ์ อินทรกำแหง ณ ราชสีมา ระหว่างแม่ไทยกับแม่อินเดียนั่นคือ แม่กับธรณีกรรแสง ใครจะเหนือกว่ากัน ” แต่พอออกฉายเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2502 ที่โรงหนังศาลาเฉลิมกรุง ปรากฏว่า แม่ไทยไม่สามารถลบสถิติแม่อินเดียได้เลย แม่ไทยก็เศร้าไป

ยังครับ แม่ไทยยังไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ คราวนี้ เสน่ห์ โกมารชุน ซึ่งขณะนั้นกำลังโกยเงินจากหนังผีเรื่อง แม่นาคพระโขนง ( 2502;ปรียา รุ่งเรือง-สุรสิทธิ์ สัตยวงศ์) ก็เลยฉีกแนวมาสร้างหนังเกี่ยวเรื่องพระคุณแม่ดูบ้าง มอบให้พระเอกดาวรุ่งขณะนั้นคือ มิตร ชัยบัญชา รับบทเป็นตัวลูกและ สมจิต ทรัพย์สำรวย รับบทเป็นตัวแม่ ส่วนนางเอกของเรื่องก็คือ ปรียา รุ่งเรือง นางเอกผูกขาดของค่ายเสน่ห์ศิลป์ภาพยนตร์นั่นเอง ตั้งชื่อหนังว่า ค่าน้ำนม กำกับการแสดงโดย รังสี ทัศนพยัคฆ์ แล้วออกฉายเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2503 ที่โรงหนังศาลาเฉลิมกรุง-เฉลิมบุรี ซึ่งองค์ประกอบเด่น ๆ ของหนัง ไม่ว่าจะเป็นดาราดัง ผู้กำกับดีและนักพากย์เด่น ก็ทำให้คนดูยุคนั้นให้กำลังใจแม่ไทยเพิ่มมากขึ้น เสียอยู่นิดเดียวที่บางฉากบางตอนของเรื่องค่าน้ำนมไปซ้ำกับเรื่องธรณีกรรแสง ซึ่งสมัยนั้นก็มีการพูดกันว่า ไม่รู้ว่าใครลอกใครเพราะหนังเรื่องค่าน้ำนมของไทยก็เคยทำออกมาฉายก่อนหน้านี้แล้วในปี 2495 ที่โรงหนังพัฒนากร ครั้นจะพิสูจน์ในวันนี้ก็ทำไม่ได้อีกเพราะหาหนังเรื่องค่าน้ำนม ทั้งรุ่นปี 2495 และ 2503 มาดูไม่ได้แล้ว แต่ถ้านำไปเปรียบเทียบกับ ค่าน้ำนม ( 2524;สรพงษ์-พอเจตน์-พิศมัย-เนาวรัตน์ ) ที่กำกับโดย เชาว์ มีคุณสุต ซึ่งนำบทประพันธ์ของเสน่ห์ โกมารชุน กลับมาสร้างอีกครั้งหนึ่ง ก็เห็นได้ว่ามีบางฉากบางตอนเหมือนเรื่องธรณีกรรแสงจริง ไม่เหมือนกับ ธรณีกรรแสง ( 2545;วินัย ไกรบุตร ) ที่ สมศักดิ์ โตประทีป กำกับการแสดงไว้ที่กล้าแอ่นอกรับว่าเป็นการนำหนังแม่อินเดียกลับมาสร้างใหม่ทั้งเรื่อง แต่อย่างไรก็ตาม หนังก็คือหนัง ไม่ต้องคิดอะไรมาก คิดแต่เพียงว่าเป็นสร้างขึ้นเพื่อเทิดทูนพระคุณแม่ ไม่ว่าจะเป็นแม่อินเดียหรือแม่ไทย ก็แม่เหมือนกัน ใช่ไหมครับ...

เข้ามาถึงปี 2510 ก็มีหนังแม่แบบไทยๆ ที่น่าสนใจอีกเรื่องหนึ่งคือ สายเปล ของ บูรพาศิลป์ภาพยนตร์ รังสี ทัศนพยัคฆ์ กำกับการแสดง ออกฉายเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2510 ที่โรงหนังคาเธ่ย์ หนังเรื่องนี้ เพชรา เชาวราษฎร์ รับบทเป็นแม่ซึ่งถูกกีดจากแม่ผัวไม่ยอมให้เข้าใกล้ลูกน้อยที่ตนเองเป็นผู้ให้กำเนิดและยังใช้งานเพชราหนักเหมือนเป็นสะใภ้ทาส ตอนหลังเพชรามีอันต้องขึ้นศาล ก็ยังต้องเจอกับลูกตนเองในฐานะอัยการมาเค้นจะเอาเพชราเข้าคุกให้ได้ ร้อนถึง มิตร ชัยบัญชา ซึ่งเป็นสามีเพชราต้องออกโรงมาเป็นทนายปกป้องเพชรา สุดท้ายความจริงก็ปรากฏ ด้วยรักจากสายเลือดและสายเปลที่เห่กล่อมแต่เยาว์วัย ก็ทำให้ลูกชายตนเองได้สำนึกในพระคุณแม่ หนังเรื่องนี้เป็นที่ประทับใจคนดูในยุคนั้นอย่างมาก แต่ถึงวันนี้ ไม่มีให้ดูแล้วครับ

ถัดมาปี 2512 เกชา เปลี่ยนวิถี ที่เรารู้จักในมาดดาวร้าย ก็สร้างหนังเทิดทูนพระคุณแม่เรื่อง เหนือบารมี โดยเกชารับบทเป็นพระเอกคู่กับ เนาวรัตน์ วัชรา หนังจะเล่าเรื่องตั้งแต่ พระเอกยังเป็นเด็ก แล้วต้องไปติดคุกแทนพ่อเพราะต้องการให้พ่อเอาเงินที่ขโมยมาไปส่งน้องชายเรียนหนังสือ แต่เมื่อน้องเรียนจบได้ทำงาน พอได้เมียก็ลืมบุญคุณพ่อแม่ พ่อตาย น้องก็ไม่รู้ แม่เป็นขอทานไปหาน้องที่บ้านก็ถูกลูกสะใภ้ไล่ออกจากบ้านเหมือนหมูเหมือนหมา เมื่อเกชาออกจากคุกและได้งานทำ ก็ฝากเงินไปให้แม่ น้องสะใภ้ก็ยังยักยอกเงินเอาไว้ใช้เองอีก จนในที่สุดน้องชายถูกบริษัทจับได้ว่าทุจริต จะเอาเรื่องติดคุก เมียรักก็เลยตีจาก น้องชายจึงสำนึกได้ว่า ไม่มีใครรักจริงเหมือนอย่างแม่และพี่ชาย หนังเรื่องนี้สร้างไว้นานแล้ว แต่เพิ่งมาออกฉายเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2512 ที่โรงหนังควีนส์

ในปีเดียวกันนั้น ยังมีหนังเทิดทูนแม่ที่น่าสนใจอีกเรื่องหนึ่งคือ ดวงใจแม่ นำแสดงโดย สมบัติ-สุทิศา-สุมาลี-เมตตา สร้างโดย นครพิงค์ภาพยนตร์ กำกับการแสดงโดย สนาน คราประยูร เป็นเรื่องราวของแม่ผู้เสียสละให้ผัวและลูกสาวไปมีครอบครัวใหม่ที่ฐานะดีกว่า แต่ในที่สุด ลูกสาวก็รู้ว่าความจริงว่า แม่ของตนเป็นใครและจะตามมาอยู่ด้วย แต่แม่ก็ยังอุตส่าห์แสร้งทำตัวเป็นหญิงโสเภณีเพื่อลูกสาวรังเกียจ แต่ลูกสาวก็รักแม่เหลือเกิน ยังอยากจะอยู่ใกล้แม่อีก แม่จึงไปบวชชี เป็นหนังที่เศร้าสะเทือนอารมณ์มาก ออกฉายเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2512 ที่โรงหนังเฉลิมบุรีและมีการนำมาสร้างใหม่อีกโดยทีมงานเดิม แต่เปลี่ยนชื่อหนังเป็น เหนือกว่ารัก นำแสดงโดย สรพงษ์-อรัญญา-ยอดชาย-เนาวรัตน์-ทาริกา ออกฉายเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2521 ที่โรงหนังแกรนด์

ต่อมาในปี 2514 เรื่องราวของแม่ก็กลับมาอีก คราวนี้เป็น แม่นม สร้างโดย ฤทัยประชาภาพยนตร์ นำแสดงโดย ครรชิต-เพชรา ส่วนผู้ที่รับบทเป็นแม่ก็คือ บุศรา นฤมิตร กำกับการแสดงโดย อดิสรณ์ ( อดุลย์ ดุลยรัตน์ ) เป็นเรื่องราวของแม่ซึ่งสามีถูกคนร้ายยิงตาย เธอจึงนำลูกสาวคนเล็กไปทิ้งไว้ที่บ้านหลังหนึ่ง แล้วตัวเองก็ไปสมัครเป็นแม่นมเพื่อเลี้ยงลูกตนเองอีกที โดยที่ไม่รู้ว่าบ้านหลังนั้นก็คือ บ้านพ่อแม่สามีตนเอง เธอตามใจลูกตนเองมากจนเสียคนถึงขนาดจะทำร้ายเพชราซึ่งเป็นลูกสาวอีกคนโดยที่เธอไม่รู้ว่าเพชราก็เป็นลูกเธอเช่นกัน แต่ในที่สุดเรื่องก็ลงเอยด้วยดี หนังออกฉายเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2514 ที่โรงหนังเอ็มไพร์

นอกจากมีหนังที่สร้างขึ้นเพื่อเทิดทูนพระคุณแม่แล้ว ยังมีโบราณสถานสำคัญแห่งหนึ่งที่ลูกทรพีสร้างขึ้นเพื่อเทิดทูนพระคุณแม่ก่อนที่ตนเองจะถูกตัดคอประหารชีวิต นั่นพระธาตุกุก่องข้าวน้อยฆ่าแม่ ที่ตำบลทุ่งตาดทอง ซึ่งถูกนำเรื่องราวมาสร้างเป็นหนังโดย จุฬาโลกภาพยนตร์ มี สุรสิทธิ์ สัตยวงศ์ รับบทเป็นลูกทรพีและยังเป็นผู้กำกับการแสดงอีกด้วย ออกฉายเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2507 ที่โรงหนังนิวเยาวราช ต่อมาในปี 2523 เพื่อนโปรดักชั่น ก็นำกลับมาสร้างอีกโดยมี พงษ์ศักดิ์ จันทรุกขา เป็นผู้กำกับการแสดง ชื่อเรื่อง ก่องข้าวน้อยฆ่าแม่ โดยมีพระเอกครูบ้านนอก ปิยะ ตระกูลราษฎร์ รับบทเป็นลูกทรพี ส่วนแม่รับบทโดยป้าทอง สุลาลีวัลย์ สุวรรณฑัต ซึ่งเรียกความน่าสงสารได้อย่างประทับใจ ออกฉายเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2523 ที่โรงหนังโคลีเซี่ยม

พระคุณแม่นั้นไม่อาจกล่าวได้ว่ายิ่งใหญ่ปานใด เช่นเดียวกันกับหนังที่สร้างขึ้นเทิดทูนพระคุณแม่ ก็ไม่อาจกล่าวได้หมดพร้อมกันในที่นี้ อย่างไรก็ตาม หนังแต่ละเรื่องก็มีคติเตือนใจ มีความดีไม่แพ้กัน ซึ่งต้องยกความดีนี้ให้กับผู้สร้างผู้กำกับที่มุ่งหวังให้ผู้ชมรู้ซึ้งถึงพระคุณแม่ เช่นเรื่อง แม่ ( 2517;ไพโรจน์-ปริศนา ) ชายผ้าเหลือง ( 2517;ยอดชาย-วันดี-ธานินทร์-รัตนาภรณ์ ) แผ่นดินแม่ ( 2518;สมบัติ-เพชรา-มานพ ) ตะวันอ้อมข้าว ( 2521;สรพงษ์-เนาวรัตน์ ) ไอ้ขุนทอง ( 2521;สรพงษ์-ปิยะมาศ-เพชรา ) วันที่แม่รอ ( 2524;สมบัติ-ศศิมา-เนาวรัตน์ ) แม่ ( 2528;สินจัย-อภิชาติ ) ฯลฯ เป็นต้น



จาก: มนัส138
วันที่: 18/04/51 - 21:15 น.
IP Address: 202.133.154.xx
ความคิดเห็นที่ 35



ต่ออีกนิดนะครับ
จากหนังสือฟิล์มแอนด์สตาร์ส เล่มที่ 38 เดือนกันยายน 2548

รักข้ามขอบฟ้า...สื่อสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา โดย มนัส กิ่งจันทร์

เมื่อเร็ว ๆ นี้ กระทรวงการต่างประเทศและสถานทูตไทยในกรุงพนมเปญ จัดโครงการสานสัมพันธ์ด้านวัฒนธรรมระหว่างไทยกับกัมพูชาขึ้น หลังจากที่เกิดเหตุประท้วงจนนำไปสู่การจลาจลเผาสถานทูตไทยในกรุงพนมเปญเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2546 ที่ผ่านมา เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ผู้ประกอบการเกี่ยวกับภาพยนตร์ไทยและละครไทย ไม่กล้าที่จะเข้าไปประกอบกิจการต่อ ด้วยเกรงว่าจะถูกประท้วงอีก โครงการสานสัมพันธ์ดังกล่าวมีการนำอดีตดารายอดนิยมของกัมพูชาซึ่งคนไทยรู้จักดีคือ ดีเสวต นางเอกสาวจากเรื่อง งูเกงกอง มาร่วมงานด้วย ส่วนฝ่ายไทยก็นำพระเอกนางเอกที่เคยแสดงภาพยนตร์ร่วมกับดีเสวต คือ สมบัติ เมทะนี อรัญญา นามวงศ์ ไปร่วมกระชับสัมพันธไมตรี โดยงานนี้ตั้งใจว่า จะฉายภาพยนตร์เรื่อง รักข้ามขอบฟ้า ซึ่งดาราทั้งสามคนดังกล่าวแสดงร่วมกันเพื่อเป็นพยานแห่งความสัมพันธ์ด้านความบันเทิงระหว่างไทยกับกัมพูชาให้ชมด้วย

งานนี้ ภาพยนตร์จึงได้เข้ามาทำหน้าที่อีกบทบาทหนึ่งในด้านการเชื่อมสัมพันธ์อันดีระหว่างสองประเทศ นอกเหนือไปจากการให้ความบันเทิง แต่น่าเสียดายว่า พอถึงวันงานจริง กระทรวงการต่างประเทศก็ไม่สามารถค้นหาภาพยนตร์เรื่อง รักข้ามขอบฟ้า ซึ่งเคยออกฉายครั้งแรกในเมืองไทยเมื่อปี 2514 กลับมาฉายได้อีกตามที่ประกาศไว้ แม้ว่าจะได้ใช้ความพยายามอย่างยิ่งยวดแล้วก็ตาม

ความจริงแล้ว สัมพันธภาพด้านความบันเทิงระหว่างไทยกับกัมพูชานั้นมีมาช้านานแล้ว หากแต่เป็นเรื่องระหว่างเอกชนโดยตรง ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นธุรกิจเกี่ยวกับการซื้อขายแลกเปลี่ยนภาพยนตร์ซึ่งกันและกันและมีการนำภาพยนตร์เรื่องนั้น ๆ กลับไปฉายยังประเทศของตนเอง

หากย้อนกลับไปดูอดีตก็จะพบว่า ชาวกัมพูชาให้ความสนใจชมภาพยนตร์ไทยมานานแล้วเพราะมีภาพยนตร์ไทยหลายเรื่องถูกส่งเข้าไปฉายในกัมพูชาโดยเฉพาะในยุคมิตร ชัยบัญชา-เพชรา เชาวราษฎร์ เป็นพระเอกนางเอก จากหลักฐานที่พบมาพบว่า เคยมีกากฟิล์มภาพยนตร์ 16 ม.ม.บางเรื่องที่กลับมาจากกัมพูชา ซึ่งแม้ฟิล์มต้นฉบับที่ฉายในไทยจะเป็นการฉายแบบพากย์สด ๆ แต่กากฟิล์มภาพยนตร์ที่ได้รับกลับมานั้นปรากฏว่า เป็นภาพยนตร์ที่มีการบันทึกเสียงพากย์ภาษาเขมรลงไว้ในฟิล์มด้วย ซึ่งการบันทึกเสียงนี้ น่าจะเป็นผู้จำหน่ายฝ่ายไทยเป็นผู้จัดทำขึ้นเพื่อความสะดวกในการฉาย ซึ่งถือเป็นหลักฐานอย่างหนึ่งที่ลบล้างคำพูดของผู้สร้างภาพยนตร์ 16 ม.ม.ของไทยบางคนในยุคนั้นที่ชอบอ้างว่า ไม่สามารถบันทึกเสียงลงในฟิล์มได้...

การได้กลับมาซึ่งฟิล์มภาพยนตร์ไทยจากประเทศกัมพูชานี้เอง ทำให้ผู้แสวงหาภาพยนตร์ไทยเก่า ๆ มีความหวังว่า จะได้เจอภาพยนตร์ของตนเองอยู่ที่ประเทศกัมพูชาบ้าง แต่เมื่อเจาะข่าวเข้าไปจริง ๆ ก็พบว่า ก่อนที่จะเกิดสงครามในกัมพูชาได้มีการขนย้ายฟิล์มและอุปกรณ์ฉายภาพยนตร์กลับเข้าเมืองไทยก่อนแล้ว ส่วนที่ยังขนย้ายไม่ทัน ก็คงจะถูกทำลายไปหมดสิ้นเพราะภัยสงครามแล้ว

ในต่างจังหวัดที่มีชายแดนติดกับกัมพูชาอย่างเช่น จังหวัดสุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ ซึ่งมีประชาชนส่วนหนึ่งใช้ภาษาเขมรเป็นภาษาพูดพื้นเมือง ก็เคยได้รับอิทธิพลความบันเทิงจากภาพยนตร์กัมพูชาเพราะมีผู้นำเข้ามาฉายให้ดูอยู่บ่อย ๆ จำได้ว่า ช่วงที่ผมเป็นเด็ก ๆ ก็มีโอกาสได้ดูภาพยนตร์กัมพูชาที่เข้ามาฉายในจังหวัดบ้านผมอยู่หลายเรื่อง บางเรื่องก็มีการนำมาฉายในโรงหนังประจำจังหวัด บางเรื่องก็เข้ามาฉายแบบหนังกลางแปลง ที่พอจำได้ก็เช่นเรื่อง ถล่มฤทธิ์พญายักษ์ ปัญจะเทวี นางผมหอม ซึ่งภาพยนตร์กัมพูชาในยุคนั้น ส่วนใหญ่จะมีเนื้อหาเหมือนกับละครทีวีแนวจักรๆวงศ์ๆ ของไทยในยุคหนึ่ง แต่ว่าช่วงที่ภาพยนตร์เหล่านี้เข้ามาฉายนั้น ละครทีวีไทยยังไม่แพร่หลายไปถึงต่างจังหวัด ทำให้ภาพยนตร์กัมพูชาเหล่านี้เป็นที่นิยมของคนในยุคนั้นอย่างมากเพราะดูแล้วสนุก ตื่นเต้นกับอภินิหารแถมยังให้ข้อคิดคติเตือนใจแบบทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่วด้วย

ภาพยนตร์กัมพูชาที่คนไทยรู้จักมากที่สุด ก็คือเรื่อง งูเกงกอง แสดงโดยนางเอกสาว ดีเสวต ซึ่งมีการนำเข้ามาฉายในเมืองไทยหลายครั้ง สร้างชื่อเสียงให้กับดีเสวตอย่างมาก (ปัจจุบันฟิล์มภาพยนตร์เรื่องนี้ ได้ทำสำเนาเป็นเทปวีดีโอเก็บรักษาไว้ที่หอภาพยนตร์ฯ แล้ว) งูเกงกอง จึงถือเป็นภาพยนตร์กัมพูชาที่สร้างกระแสให้คนไทยหันมาชมภาพยนตร์กัมพูชาเพิ่มมากขึ้น โดยไม่จำกัดว่า ใครจะเป็นพระเอกหรือนางเอก ทำให้บรรดาผู้จำหน่ายภาพยนตร์ในไทยสั่งภาพยนตร์กัมพูชาเข้ามาฉายถึงเมืองกรุงเพิ่มมากขึ้นเช่นเรื่อง บัวขาวน้อย สังข์ทอง กากี กระเป๋าทอง ทิพย์สุดา ธาวรีกรรแสง นางผมหอม ฯลฯ เป็นต้น

งูเกงกอง ถือว่าเป็นภาพยนตร์ที่มีส่วนก่อให้เกิดการผสมผสานทางวัฒนธรรมภาพยนตร์ระหว่างไทยกับกัมพูชาเพราะหลังจากภาพยนตร์เรื่องนี้ออกฉายแล้ว ทำให้ผู้สร้างทั้งฝ่ายไทยและฝ่ายกัมพูชา ต่างก็เชื้อเชิญดาราของแต่ละฝ่ายไปร่วมแสดงภาพยนตร์ของตนเอง อย่างเช่นเรื่อง งูเกงกอง ภาค 2 ซึ่งเป็นการสร้างและกำกับของเตียลิมกุน เจ้าเก่าที่ครั้งนี้ได้ดึงตัว อรัญญา นามวงศ์ นางเอกฝ่ายไทยไปร่วมแสดงด้วย น่าเสียดายว่า ฟิล์มภาพยนตร์ชุดนี้ไม่มีเหลือแล้ว แม้จะเคยมีผู้ไปพบกระเป๋าใส่ฟิล์มภาพยนตร์เรื่องนี้หลงเหลืออยู่ แต่ฟิล์มที่เก็บอยู่ในกระเป๋ากลับเป็นภาพยนตร์ไทยเรื่องอื่นไป

แต่ภาพยนตร์ที่สื่อถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยกับกัมพูชา เป็นการลงทุนร่วมสร้างร่วมกันและยังให้พระเอกนางเอกของทั้งสองประเทศมาแสดงร่วมกันเป็นครั้งแรก ก็คือเรื่อง รักข้ามขอบฟ้า โดยมี สมบัติ เมทะนี-อรัญญา นามวงศ์ เป็นพระเอกนางเอกฝ่ายไทย ส่วนพระเอกนางเอกฝ่ายกัมพูชาคือ เจียยุทธร-ดีเสวต โดยมี ส.อาสนจินดาเป็นผู้เขียนบทประพันธ์และกำกับการแสดง นำออกฉายครั้งแรกเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2514 ที่โรงภาพยนตร์คาเธ่ย์ เยาวราช น่าเสียดายที่จนบัดนี้ ก็ยังตามหากากฟิล์มภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ได้เลย

ไม่แต่เฉพาะ รักข้ามขอบฟ้า เท่านั้น ในช่วงเวลาเดียวกัน ค่ายอัมพรภาพยนตร์ โดยอัมพร ประทีปเสน ผู้สร้างฝ่ายไทยก็ได้ดึงตัวนางเอก ดีเสวต มาแสดงคู่กับพระเอกใหม่ ยอดชาย เมฆสุวรรณ (หนังเรื่องแรกของยอดชาย) ในภาพยนตร์เรื่อง น้ำใจพ่อค้า ด้วยซึ่งเป็นภาพยนตร์ 16 ม.ม. แต่เฉพาะท่อนเพลงประกอบจะถ่ายด้วยฟิล์ม 35 ม.ม.เสียงในฟิล์ม กำกับการแสดงโดยอัมพร ประทีปเสน ออกฉายครั้งแรกเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2514 ที่โรงภาพยนตร์เมืองทอง ประตูน้ำ ซึ่งปัจจุบันหอภาพยนตร์ฯ ได้เก็บรักษาฟิล์มภาพยนตร์เรื่องนี้ไว้เรียบร้อยแล้ว

น้ำใจพ่อค้า จึงเป็นภาพยนตร์อีกเรื่องหนึ่งที่ดาราไทยและกัมพูชาได้แสดงร่วมกัน ...ก่อนที่ภัยสงครามจะมาทำให้สัมพันธภาพทางภาพยนตร์ระหว่างไทยกับกัมพูชาจบสิ้นลง….


จาก: มนัส138
วันที่: 18/04/51 - 22:08 น.
IP Address: 202.133.154.xx
ความคิดเห็นที่ 36



ร่ายยาวเลยพี่เรา...ฝากความคิดถึงพี่ๆที่ เคเอฟซีด้วยนะคะ..ฝากภาพมาพักสายตาแล้วกัน

จาก: จุ
วันที่: 19/04/51 - 15:19 น.
IP Address: 124.120.38.xx
ความคิดเห็นที่ 37



สวัสดีครับทุกท่าน...

เมื่อคืนที่เคเอฟซี ก็มีคนคิดถึงพี่จุเหมือนกันครับ..
คิดว่า หากเสาร์หน้านี้ สาวเหนือหายป่วยทัน อาจจะต้องมีพี่จุมานั่งกินไก่
เป็นเพื่อนอีกคนนะครับ...

ช่วงนี้ ก็ต้องเอาของเก่า ๆ มาให้อ่านอีกครับ
คราวนี้เป็นบทความจากหนังสือฟิล์มแอนด์สตาร์ส เล่มที่ 41 ....

เปิดตำนาน มนต์รัก… โดย มนัส กิ่งจันทร์

แม้ว่าหนังเพลงของไทยเรา จะได้ถือกำเนิดมาช้านานแล้ว แต่เฉพาะหนังที่ขึ้นต้นชื่อด้วยคำว่า มนต์รัก..นั้น ผมลองไล่นับดู ก็พบเพียง 25 เรื่องเท่านั้น ซึ่งฉบับนี้จะพาไปเปิดตำนาน

ว่ากันตามจริงแล้ว ชื่อหนังที่ขึ้นต้นด้วยคำว่า มนต์รัก...เกือบจะได้เกิดมาตั้งแต่ปี 2511 แล้ว หากผู้สร้างหนังเรื่อง แมวไทย (2511:มิตร-เพชรา) ยอมเปลี่ยนชื่อหนังของตนเป็นเรื่อง มนต์รักดอกคำใต้ ตามชื่อเพลงหนังอย่างที่รังสี ทัศนพยัคฆ์ ผู้กำกับหนังเรื่องนั้นให้คำแนะนำไว้ แต่ผลที่สุดรังสี ทัศนพยัคฆ์ เองก็กลับมาเป็นผู้ให้กำเนิดตำนานชื่อหนังมนต์รัก...เป็นคนแรกจนได้ เมื่อเขาประกาศสร้างหนังเพลงลูกทุ่งในระบบ 35 ม.ม.เสียงในฟิล์มเรื่อง มนต์รักลูกทุ่ง (2513:,มิตร-เพชรา) ซึ่งเป็นการเดินตามกระแสหนังเรื่องชาติลำชี (2512:มิตร-เพชรา) ที่สร้างออกมาฉายก่อนหน้านี้ด้วยเห็นว่าคนดูหนังไทยในยุคนั้นชอบหนังที่มีเพลงประกอบหลาย ๆ เพลง มนต์รักลูกทุ่งจึงบรรจุเพลงเอกลงไปถึง14 เพลง ซึ่งเป็นเพลงที่เข้ากับเนื้อหาของหนังได้อย่างดี จึงสามารถตรึงคนดูให้เคลือบเคลิ้มไปกับเรื่องราวความรักของไอ้คล้าวกับทองกวาวได้อย่างไม่รู้เบื่อ..หนังเริ่มฉายตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2513 ที่โรงหนังโคลีเซี่ยมและปักหลักฉายนานเกือบ 7 เดือนจนทำรายได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ของหนังไทยในยุคนั้น

กลิ่นอายของมนต์รักลูกทุ่งยังไม่ทันจาง เฮียหลอหรือพิชัย น้อยรอด...เจ้าของฉายาคนจนผู้ยิ่งใหญ่ ก็ออกมาเดินตามกระแสด้วยการสร้างหนัง 16 ม.ม.เรื่องมนต์รักป่าซาง (2514;สมบัติ-เพชรา) มีเฉพาะฉากเพลง 9 เพลงเอกเท่านั้นที่ถ่ายทำในระบบ 35 ม.ม.เสียงในฟิล์ม หนังออกฉายที่ศาลาเฉลิมกรุง เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2514 แม้จะมีนักร้องลูกทุ่งอย่าง ไวพจน์ เพชรสุพรรณ สังข์ทอง สีใส มาร่วมแสดงด้วย แต่หนังเรื่องนี้ก็เรียกคนดูได้ไม่มากนัก

ในขณะที่ต้นตำรับเดิมอย่างรังสี ทัศนพยัคฆ์ ก็ยังไม่ทิ้งลายเจ้าของฉายาเสือปืนไว เร่งเดินแต้มต่อด้วยหนังเพลงเรื่อง มนต์รักจากใจ ในระบบ 35 ม.ม.เสียงในฟิล์มอีกเรื่อง แต่ก็เกิดเหตุสะดุดกลางคันขึ้นมาเพราะมิตร ชัยบัญชา พระเอกแม่เหล็กของเรื่องมาเสียชีวิตก่อน (8 ตุลาคม 2513) จึงทำให้หนังเรื่องนี้ต้องหยุดชะงักและภายหลังมีการนำตัว ชัช ชัยบัญชา เข้ามาเป็นพระเอกคู่กับเพชรา เชาวราษฎร์ แทน แม้หนังจะมีนักร้องลูกทุ่งมาร่วมแสดงมากกว่า มีเพลงเอกถึง 20 เพลง แต่เมื่อนำออกฉายในวันที่ 3 กันยายน 2514 ที่โรงหนังโคลีเซี่ยม กลับไม่โด่งดังเท่ามนต์รักลูกทุ่ง

ถัดมาอีกไม่นาน เรื่องราวความรักของหนุ่มสาวชาวไร่ฝ้าย ก็ถูกสร้างออกมาเป็นหนัง 35 ม.ม.เสียงในฟิล์มเรื่อง มนต์รักชาวไร่ (2514:สมบัติ-อรัญญา) ซึ่งประทีป โกมลภิส รับหน้าที่เป็นผู้กำกับการแสดง แม้หนังจะมีถึง 14 เพลง แต่เพราะเนื้อเรื่องไม่ค่อยจะโดดเด่น แถมเพลงก็ยังไม่ฮิตติดหูคนดูอีก ทำให้การนำออกฉายเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2514 ที่ศาลาเฉลิมกรุง ไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าไรนัก ผิดกับหนังที่มายืมชื่อมนต์รัก...ขึ้นต้นเฉย ๆ กลับดึงดูดคนได้มากกว่าเพราะมีเนื้อหาที่โดดเด่น เศร้าสะเทือนใจ เป็นหนังที่นำชื่อเพลงเอกของเรื่องมาตั้งเป็นชื่อหนังว่า มนต์รักดอกคำใต้ (2515;สมบัติ-เพชรา) หนัง 35 ม.ม.เสียงในฟิล์ม งานสร้างของนักพากย์ฝีปากเอกสมพงษ์ วงศ์รักไทย กำกับการแสดงโดยเนรมิต ซึ่งเมื่อนำออกฉายวันที่ 15 กันยายน 2515 ที่โรงหนังเพชรรามา ก็ทำให้คนดูไม่ลืมตำนานรักของสาวชาวดอกคำใต้กับหนุ่มคนเมืองคู่นี้ เช่นเดียวกับเรื่องราวความรักแปลก ๆ ระหว่างคนกับเงือกสาว ที่เทพอุปถัมภ์ภาพยนตร์ สร้างไว้ในชื่อ มนต์รักนางเงือก (2517;ยอดชาย-กุลฑลี) ซึ่งเนื้อแท้ ก็ยังมิใช่หนังเพลง

หลังจากนั้น การตั้งชื่อหนังด้วย มนต์รัก..ก็เงียบหายไปพักหนึ่ง แล้วก็หวนกลับมาอีกครั้งด้วยรังสีคนเดิม แต่คราวนี้ หันไปเป็นผู้กำกับให้ค่ายพาราไดซ์ฟิล์ม ในเรื่อง มนต์รักนักรบ (2520;สมบัติ-อรัญญา) โดยหนังจะมีทั้งเพลงลูกทุ่ง-ลูกกรุง 11 เพลง ผสานเข้ากับเรื่องราวการต่อสู้เพื่อปกป้องผืนแผ่นดินไทยของเหล่าทหารหาญ ๆ ที่รบอยู่แนวหน้า หากจะเรียกว่าเป็นหนังปลอบขวัญทหารชายแดนก็คงไม่ผิด หนังออกฉายต้อนรับตรุษจีนวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2520 ที่โรงหนังพาราไดซ์ ก็ทำให้กระแสหนังมนต์รัก..เริ่มกระเดื่องขึ้นมาบ้าง ในขณะที่ กมล กุลตังวัฒนา ผู้ที่เคยชื่นชอบ มนต์รักลูกทุ่ง ก็หอบทุนออกมาประกาศสร้าง มนต์รักลูกทุ่งของคนอีสาน ในเรื่อง มนต์รักแม่น้ำมูล (2520;สมบัติ-นัยนา) ซึ่งเป็นหนังที่นำเสนอเรื่องราวชีวิตของคนอีสานส่วนหนึ่งที่เข้ามาใช้แรงงานในกรุงเทพฯ ผสมผสานกับเรื่องราวความรักของหนุ่มสาวลุ่มน้ำแม่มูลที่มีบทเพลงไพเราะ ฟังแล้วชวนให้คิดถึงอีสานบ้านเฮา หนังออกฉายวันที่ 12 สิงหาคม 2520 ที่โรงหนังเพชรรามา ก็กวาดเงินจากหนุ่มสาวชาวอีสานไปไม่ใช่น้อย

ในปีถัดมาเรื่องราวของชายโฉดกับครูสาวเลือดกตัญญู ซึ่งแรก ๆ ก็พบกันด้วยความเกลียด ความกลัว..แต่ก็มาลงเอยความรักเพราะแพ้ต่อคุณงามความดีของเธอ แม้จะไม่ใช่เป็นหนังเพลง แต่ก็มีเพลงที่ไพเราะจึงตั้งชื่อหนังตามชื่อเพลงว่า มนต์รักอสูร (2521;พิศาล-เนาวรัตน์) ที่ผู้คนยังไม่เคยลืมภาพความกักขฬะที่พิศาลแสดงออกมา ครั้นพอตกสิ้นปี ขวัญใจภาพยนตร์ก็เข็นหนังเพลงที่รังสี ทัศนพยัคฆ์ กำกับไว้อีกเรื่องคือ มนต์รักแผ่นดินทอง (2521;สมบัติ-อรัญญา) ซึ่งแทบจะไม่เห็นนักร้องในหนังเรื่องนี้เลย เข้ามาฉายที่โรงหนังเมโทร แต่ก็ไม่ทำให้กระแสหนังเพลงดีขึ้น จนทำให้หนังเพลงของอีกค่ายหนึ่งที่เคยประกาศสร้างและตีพิมพ์โฆษณาไว้ในหนังสือดาราฉบับเดือนพฤศจิกายน 2522 ในชื่อเรื่อง มนต์รักแม่สะลอง ซึ่งวางตัวนักร้องลูกทุ่ง ไพรวัลย์ ลูกเพชร ให้เป็นพระเอกต้องมีอันเงียบหายไปเฉย ๆ แต่แล้วในวันที่ 18 ตุลาคม 2523 ค่ายไฟว์สตาร์โปรดักชั่น ก็เข้ามาปลุกตำนานหนังมนต์รัก...อีกครั้ง โดยนำพระเอกต๊ะติ๊งโหน่ง เด่น ดอกประดู่ จับคู่กับอัจฉรา รอดศาสตรา ในเรื่อง มนต์รักขนมครก หนังเพลงรักกระจุ๋มกระจิ๋มที่เด่นรับบทเป็นคนขับสามล้อตุ๊กตุ๊ก ส่วนอัจฉราเป็นสาวเหนือที่เข้ากรุงมาหางานทำและได้เป็นนักร้องโด่งดัง แต่ทั้งคู่ก็ไม่เคยลืมขนมครกซึ่งเป็นอาหารมือแรกที่ทำให้ทั้งคู่ได้รู้จักและรักกัน

ในขณะที่ พงษ์ศักดิ์ จันทรุกขา ซึ่งเคยกำกับมนต์รักแม่น้ำมูลไว้จนมีชื่อเสียงโด่งดัง ก็หันมาลงทุนสร้างหนังเองบ้างด้วยการซ้ำรอยเดิมหนังของคนอีสานอีกครั้งในเรื่อง มนต์รักลำน้ำพอง (2525;พอเจตน์-ฤทัยรัตน์) แต่โชคไม่ค่อยดี แม้หนังจะได้เพลงดัง ๆ อย่าง ลำน้ำพอง ของหยาด นภาลัย ซึ่งโด่งดังมากในยุคนั้นมาเปิดหัวหนัง แต่เนื้อหาหนังและเพลงประกอบเรื่องโดยรวม ๆ กลับไม่โดนใจคนดูเท่ามนต์รักแม่น้ำมูลเช่นเดียวกับการย้อนรอยกลับมาครั้งที่สองของ มนต์รักลูกทุ่ง (2525;ทูน-ฤทัยรัตน์) ของค่ายพูนทรัพย์โปรดักชั่น ซึ่งนำมาออกฉายในปีเดียวกัน ก็อยู่ในสถานะที่ไม่แตกต่างกันเลย

หากนับย้อนไปตั้งแต่จบเรื่อง มนต์รักแม่น้ำมูล (2520) แล้ว กล่าวได้ว่า กระแสชื่อหนังมนต์รัก..แทบจะหยุดอยู่แค่นั้นจริง ๆ แม้ว่าจะมีการสร้างหนังเพลงและมีการตั้งชื่อขึ้นต้นด้วยคำว่า มนต์รัก..ต่อมาอีกหลาย ๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็น มนต์รักก้องโลก (2526;สรพงษ์-เนาวรัตน์) มนต์รักกระเป๋ารถ (2527;ทูน-เกศริน พูนลาภ) มนต์รักนักเพลง (2527;พุ่มพวง ดวงจันทร์-โชคชัย โชคอนันต์) มนต์รักเพลงทะเล้น (2531;บดินทร์ดุ๊ก-นาตาช่า เปลี่ยนวิถี) มนต์รักนักเพลง (2534;เฉลิมพล-ไอรดา ชารีมา) มนต์รักลำน้ำชี (2535;เฉลิมพล-ธิดา-สมหมายน้อย) มนต์รักหนุ่มลาวสาวไทย (2536;เผ่าพันธุ์ พรพิสิฐ-ไพลิน บุศราคัม) มนต์รักเพลงลูกทุ่ง (2538;บิณฑ์-สมบัติ-ศจีพันธ์ เจริญสุข) แต่หนังเหล่านี้ ก็ไม่มีอะไรที่โดดเด่นหรือโดนใจคนดูได้เท่ากับเรื่องมนต์รักลูกทุ่ง มนต์รักแม่น้ำมูล เลย เพิ่งจะมีกระแสตอบรับหนังมนต์รัก...ขึ้นก็เมื่อตอนสิ้นปี 2544 เมื่อหนังเรื่อง มนต์รักทรานซิสเตอร์ (2544;ศุภกรณ์-สิริยากร) ของเป็นเอก รัตนเรือง เข้าฉายซึ่งคนดูทุกระดับให้การต้อนรับอย่างชื่นชม ก่อนที่จะปิดตำนานหนังมนต์รัก.. อีก 2 เรื่องสุดท้ายคือ มนต์รักร้อยล้าน (2547;ภาณุ-อัญชิสา) มนต์รักลูกทุ่ง (2548;นันทวัฒน์-ลักขณา) ที่ทำเอาเจ้าของหนังปวดหัวไปตาม ๆ กัน...



จาก: มนัส138
วันที่: 20/04/51 - 15:32 น.
IP Address: 202.133.143.xx
ความคิดเห็นที่ 38



ต่อด้วยบทความจากหนังสือฟิล์มแอนด์สตาร์ส เล่มที่ 42..

หนัง…ความชอบที่แตกต่าง โดย มนัส กิ่งจันทร์

ในรอบปีที่ผ่านมา สถานการณ์ตลาดหนังไทยเก่า ๆ ที่มีการนำกลับมาทำเป็นวีซีดีนั้นอาจกล่าวได้ว่า อยู่ในช่วงขาขึ้นสำหรับกลุ่มคนที่ชอบดูหนังเพราะมีผู้ผลิตวีซีดีบางค่ายใช้วิธีเทกระจาดหนังไทยเก่า ๆ ออกมาเกือบร้อยเรื่อง แต่เจ้าของหนังหรือผู้ถือลิขสิทธิ์ดูจะไม่ค่อยพอใจนักเพราะเห็นว่า พวกเขากำลังอยู่ในช่วงขาลงสุด ๆ ในขณะที่ต้นทุนการทำมาสเตอร์เทปหนังแต่ละเรื่อง นับวันจะสูงขึ้นเรื่อย ๆ แต่ราคาขายลิขสิทธิ์หนังมีแต่จะต่ำลงไปทุกวัน

การนำหนังไทยเก่า ๆ กลับมานั้น บางเรื่องต้องใช้เงินลงทุนเป็นแสน แต่ถูกกดราคาซื้อลิขสิทธิ์ไว้เพียงหลักหมื่นต้น ๆ ซึ่งสร้างความหนักอกหนักใจให้แก่เจ้าของหนังอย่างมากเพราะไม่รู้ว่า จะทำไปทำไมในเมื่อทำแล้วมีแต่ขาดทุน นอกจากนี้ ยังมีปัญหาเกี่ยวกับการเซ็นเซอร์หนังในระบบใหม่ที่ยังไม่ลงตัว หนังที่เคยผ่านการตรวจในยุคก่อน พอมาถึงยุคนี้กลับถูกสั่งให้ปรับเปลี่ยนแก้ไข นำมาซึ่งความกังขาแก่เจ้าของหนังยิ่งนัก จนทำให้หลายคนอดคิดไม่ได้ว่า หากสถานการณ์ยังคงเป็นแบบนี้เรื่อย ๆ ก็ไม่รู้ว่าจะมีใครที่ไหนที่จะหาหนังไทยเก่า ๆ มาให้เราดูอีก

วัตถุประสงค์หลักของผม ในการเขียนเล่าเรื่องหนังไทยเก่า ๆ นั้น ก็เพื่อจะช่วยส่งเสริมให้คนไทยรู้จักหนังไทยเก่า ๆ มากขึ้น อยากให้เขาเข้ามาค้นคว้า ศึกษาถึงวิวัฒนาการของหนังไทยในแต่ละยุคแต่ละสมัยว่าเป็นอย่างไร ทั้งนี้ เพื่อเป็นการช่วยปูพื้นฐานให้คนรุ่นใหม่หันมาสนใจหนังไทยเก่า ๆ ซึ่งปัจจุบันนี้ถือได้ว่า เป็นมรดกวัฒนธรรมอย่างหนึ่งของชาติไทยแล้ว

หนังไทยเก่า ๆ แต่ละเรื่องนั้น มีอะไรหลาย ๆ อย่างที่ทำให้คนชื่นชอบ แต่ถ้าลองถามดู กลับพบว่า คำตอบนั้นแตกต่างกันออกไป ผมเคยลองเข้าไปดูในเว็บไซด์ที่เกี่ยวกับหนังไทยเก่า ๆ ก็พบว่า กระทู้แต่ละกระทู้ที่พูดคุยกันเกี่ยวกับหนังไทยเก่า ๆ นั้น มีการแตกแขนงเรื่องราวของหนังไทยเก่า ๆ ออกเป็นหลายหัวข้อ ซึ่งพอจะหยิบยกมาบอกกล่าวได้ว่า พวกเขาชอบอะไรในหนังไทยกันบ้าง.....

1. นักพากย์ เป็นสิ่งแรกที่ควรจะกล่าวถึงเพราะสมัยก่อน นักพากย์คือ ผู้ช่วยให้คนดูหนังไทยในยุคเก่า ๆ เข้าใจเนื้อหาของหนังได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นหนัง 16 ม.ม.หรือหนัง 35 ม.ม. ก็จะต้องมีนักพากย์มาเป็นผู้ให้เสียงพากย์แทนดารานำแสดงเสมอไม่ว่าจะเป็นการพากย์สด ๆ หรือพากย์เสียงลงในฟิล์ม จะเห็นได้ว่า คนที่ดูหนังแล้วติดเสียงนักพากย์นั้นมีอยู่ไม่ใช่น้อย พวกเขาจะจำได้เสมอว่า ถ้าเห็นหน้า สมบัติ เมทะนี โผล่ออกมาจะต้องเป็นเสียงพากย์ของใคร หรือถ้าเป็นการพากย์ประกบดารา ก็จะต้องมีเสียงของใครอีกคนหนึ่งมาเป็นคนพากย์คู่ นักแสดงบางคนแม้จะแสดงหนังไม่ค่อยเก่ง แต่นักพากย์ก็ช่วยพากย์ให้หนังมีอรรถรสมากขึ้น ดังนั้น เรื่องราวของนักพากย์หนังจึงเป็นตำนานที่จับตามองอย่างยิ่ง

2. ดาราหนัง คนที่ดูหนังแล้วชอบดาราคนนั้นคนนี้ ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเพราะแท้จริงดาราก็คือ แม่เหล็กของหนังแต่ละเรื่อง คนดูจึงมีสิทธิที่จะเลือกชอบตัวพระเอก นางเอก ดาวยั่วหรือดาวร้ายก็ได้ แต่ส่วนใหญ่ที่เห็นมักจะชอบที่ตัวดารานำมากกว่าถึงขนาดว่า ถ้าเป็นหนังที่มีดารานำคนที่ตนเองชอบแล้ว ไม่ว่าจะเป็นหนังเรื่องอะไร เป็นต้องเข้าไปดูทุกเรื่อง บางครั้งก็อาจมีการรวมกลุ่มตั้งเป็นชมรมแฟนคลับดารา มีการเก็บข้อมูลหรือรูปภาพดาราไว้เป็นที่ระลึก แต่บางคนอาจจะชอบมาก ๆ จึงมีการนำดาราที่ตนชอบไปเปรียบเทียบกับดาราท่านอื่น ๆ ส่งผลให้มีปากเสียงกัน นี่แหละครับ ผลของจากชอบดารามากจนเกินไป

3. ใบปิดหนัง เป็นสื่อโฆษณาที่แสดงถึงภาพและเนื้อหาของหนังแต่ละเรื่อง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นภาพวาดหรือเขียนจากศิลปินผู้มีชื่อเสียงดังนั้น คนที่ชอบใบปิดหนัง จึงจะออกแสวงหาผลงานใบปิดของเปี๊ยก ทองดี ริ้ม ชวนะ บรรหาร จำนง ฯลฯ มาเก็บสะสมไว้ ผมลองถามคนที่ชอบใบปิดหนังไทยเก่า ๆ แล้ว จึงรู้ว่า พวกเขาสนใจแต่ใบปิดหนัง โดยไม่รู้ถึงเนื้อหาของหนังที่อยู่บนใบปิดที่เขามีอยู่เลย

4. ของเล่นของแถม สมัยก่อนหนังบางเรื่องเมื่อออกฉาย ผู้สร้างจะมีการทำของเล่นหรือของแถม ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นอุปกรณ์อย่างหนึ่งอย่างใดจากหนังเรื่องนั้น ๆ มาไว้เป็นที่ระลึก หนังที่ชอบทำของเล่นเสมอก็คือ หนังของกำธร ทัพคัลไลย ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า ของเล่นของแถม ก็มีส่วนเป็นแรงจูงใจให้คนหันมาชอบหนังเรื่องนั้น ๆ ได้เหมือนกันและทำให้พวกเขาก็มีความสุขอยู่กับการสะสมของเล่นของแถมนั้น ๆ

5. อุปกรณ์ฉายหนัง ส่วนใหญ่คนที่ชอบอุปกรณ์ฉายหนังเช่น จอหนัง เครื่องฉาย ฟิล์มหรือเครื่องเสียงนั้น มักจะเป็นผู้ที่ผ่านชีวิตการดูหนังกลางแปลงมาก่อนและได้มีโอกาสได้ดูได้สัมผัสถึงอุปกรณ์เช่นว่านี้มาอย่างใกล้ชิดและแอบเก็บเป็นความชอบลึก ๆ พวกเขาจะมีความสุขเมื่อเห็นแสงถ่านอาร์คพุ่งออกจากเตาฉายสู่ท้องฟ้าและเห็นภาพบนจอหนังเคลื่อนไหวไปมา แต่แม้ว่าจะชอบอุปกรณ์ฉายหนังมากเพียงไร ก็ยากยิ่งที่คนทุกคนทุกชอบจะมีเก็บไว้เป็นของส่วนตัวเพราะราคาสูงมาก ๆ

6. เพลงหนัง ความจริงคนกลุ่มนี้ ส่วนใหญ่จะนิยมฟังเพลงเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เพียงแต่เมื่อมาดูหนังแล้วเจอกับบรรยากาศของหนังเพลง ซึ่งแต่ก่อนยังไม่มีมิวสิควีดีโอ ก็เลยทำให้เขาชอบเพลงจากหนังมากขึ้นอีก เมื่อเสียงเพลงดังขึ้น เขาก็จะนึกถึงภาพที่เคยเห็นบนจอหนังไปพร้อม ๆ กัน จนทำให้บรรดาผู้สร้างจับทางได้ ก็เลยหาเพลงดัง ๆ มาใส่ไว้ในหนังเสมอ นอกจากคนกลุ่มนี้จะชอบเพลงหนังแล้ว ยังชอบสะสมเทปเพลงหรือแผ่นเสียงจากเพลงหนังไว้เป็นที่ระลึกด้วย

7. โรงหนัง หากจะบอกว่า มีคนที่ชอบดูหนังมาก ๆ จนถึงขั้นออกมาบอกว่า ชอบโรงหนังด้วยนั้น ก็อย่าเพิ่งมองว่า เวอร์เกินไปนะครับเพราะความจริงเป็นเช่นนั้นจริง ๆ ความรู้สึกที่ชอบโรงหนังนั้น มันเริ่มแสดงออกชัดเมื่อโรงหนังที่ตนเคยดูหนังกำลังจะถูกรื้อทำลายหรือถูกปิดกิจการไป อาจกล่าวได้ว่า เป็นความชอบที่เกิดขึ้นจากการที่ต้องสูญเสียก็ได้ ยกตัวอย่างที่เห็นชัด ๆ ก็ตอนที่โรงหนังศาลาเฉลิมไทย กำลังจะถูกรื้อทิ้ง ก็มีศิลปิน นักร้อง นักแสดงและประชาชนที่รักโรงหนังออกมาคัดค้านกันพักหนึ่ง

8. วีดีโอ-วีซีดี เป็นผลผลิตที่ฉายออกมาได้เหมือนหนังมากที่สุดและเป็นสิ่งเดียวที่จะทำให้คนรักหนังไทยเก่า ๆ ได้มีโอกาสย้อนกลับไปรำลึกถึงความชอบของตนในอดีตได้โดยง่าย จึงไม่แปลกเลยที่ทุกวันนี้ จะมีผู้คนที่รักหนังไทยเก่า ๆ จำนวนมาก เริ่มหันมาสะสมหนังไทยเก่า ๆ ในรูปแบบวีดีโอและวีซีดีกันมากขึ้นเรื่อย ๆ


จาก: มนัส138
วันที่: 20/04/51 - 15:39 น.
IP Address: 202.133.143.xx
ความคิดเห็นที่ 39



คราวนี้ พักสายตาด้วยฉากเลิฟซีนจากหนังไทยเก่า ๆ กันนะครับ.
ใครเป็นใคร..ดูกันเองนะครับ

จาก: มนัส138
วันที่: 20/04/51 - 15:44 น.
IP Address: 202.133.143.xx
ความคิดเห็นที่ 40



ภาพสุดท้ายครับ...

จาก: มนัส138
วันที่: 20/04/51 - 15:48 น.
IP Address: 202.133.143.xx
ความคิดเห็นที่ 41
ภาพจากคห.32 ของคุณสาโรจน์
ซ้ายมือล่างสุด 2 คน คือ
ลักษมี เพ็ญแสงเดือน กับ อุมา ไอยทิพย์ ครับ

จาก: อ๊อด
วันที่: 20/04/51 - 16:10 น.
IP Address: 58.9.31.xx
ความคิดเห็นที่ 42
ขอบคุณพี่มนัส....สำหรับภาพเพิ่มคุณจีรวัจน์ครับ
ขอบคุณพี่อ๊อด....สำหรับชื่อดารา (จำคุณอุมาไม่ได้)..เสาร์นี้ไม่ได้ไปเนื่องจากเขาปิดถนนวิ่งคบเพลิงครับ...

จาก: สาโรจน์
วันที่: 20/04/51 - 20:20 น.
IP Address: 58.8.153.xx
ความคิดเห็นที่ 43



สวัสดีครับทุกท่าน...

ฉากเลิฟซีนในหนังไทย นอกจากจะเป็นจุดขายอย่างหนึ่งที่ผู้สร้างจงใจ
ใส่เข้าไปในเนื้อหาของหนัง ซึ่งผู้กำกับแต่ละคนก็ใช้วิธีแตกต่างกัน..
บ้างก็ว่า คนนี้ศิลปะ บ้างก็ว่า คนนี้อนาจาร..แต่หนังเหล่านี้เมื่อออกฉาย
ในต่างจังหวัดโดยเฉพาะฉายกลางแปลง จะเป็นที่ฮือฮาของหนุ่ม ๆ กัน
มาก แต่ก็มีไม่น้อยที่คนดูรอบท้าย ๆ หมดสิทธิ์จะได้ดู (เพราะถูกขโมย
ตัดฟิล์มไว้ก่อนจะขายต่อไป..)

นอกจากฉากเลิฟซีนแล้ว ก็ยังมีชุดบิกีนี่ที่ถือว่าเป็นแรงดึงดูดให้คน
หนุ่ม ๆ อยากดูหนังมากขึ้น...ดาราหญิงแต่ละคนจึงมักจะมีชุดบิกีนี่ลงไป
ให้เห็นในจอหนัง อาจจะดูโป๊บ้าง ไม่โป๊บ้าง ก็แล้วแต่ความกล้า...

วันนี้ ก็เลยลองเอาดารากับชุดบิกีนี่มาให้ดูเล่น ๆ ครับ



จาก: มนัส138
วันที่: 21/04/51 - 21:02 น.
IP Address: 210.86.217.xx
ความคิดเห็นที่ 44



รูปอยู่นี่ครับ

จาก: มนัส138
วันที่: 21/04/51 - 21:05 น.
IP Address: 210.86.217.xx
ความคิดเห็นที่ 45



อีกใบครับ..ส่วนใครเป็นใคร ลองทายดูเอาเองนะครับ

จาก: มนัส138
วันที่: 21/04/51 - 21:08 น.
IP Address: 210.86.217.xx
ความคิดเห็นที่ 46



ดูต่อนะครับ..

จาก: มนัส138
วันที่: 21/04/51 - 21:10 น.
IP Address: 210.86.217.xx
ความคิดเห็นที่ 47



ใบสุดท้ายครับ..
บางภาพก็เป็นการถ่ายในกองถ่าย..แต่ไม่มีปรากฏในจอหนัง..
ดูแล้วคิดอย่างไร..เมื่อเปรียบเทียบกับดารารุ่นใหม่ ๆ

จาก: มนัส138
วันที่: 21/04/51 - 21:12 น.
IP Address: 210.86.217.xx
ความคิดเห็นที่ 48



ตามด้วยบทความเก่า ๆ ที่เขียนลงในหนังสือฟิล์มแอนด์สตาร์ส ฉบับที่ 43

สมบัติ เมทะนี พระเอกตลอดกาล โดย มนัส กิ่งจันทร์

สมบัติ เมทะนี หรือ แอ๊ด เกิดเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2480 จบการศึกษาจากวิทยาลัยเทคนิค รุ่น 01 เริ่มเข้าสู่วงการบันเทิงเมื่อปี 2503 โดยการชักชวนของ นำดี วิตตะ หัวหน้าคณะละครโทรทัศน์ พจนาภิรมย์ ซึ่งขณะนั้นผลิตละครส่งสถานีโทรทัศน์ช่อง 7 ขาวดำสนามเป้า เดือนละครั้ง

หัวใจปรารถนา จึงเป็นละครโทรทัศน์เรื่องแรกที่สมบัติ เมทะนี แสดงคู่กับ วิไลวรรณ วัฒนพานิช นางเอกซึ่งโด่งดังมาจากหนังเรื่อง สาวเครือฟ้า สมบัติได้เล่นละครต่อมาอีก 3 เรื่อง นำดี วิตตะจึงให้สมบัติร้องเพลงโชว์ในรายการรีวิวเพลง การแสดงละครและขับร้องเพลงของสมบัติ เมทะนี เป็นที่ถูกอกถูกใจ น้อย กมลวาทิน ผู้กำกับหนังค่ายกมลศิลป์ภาพยนตร์ ซึ่งกำลังมองหาพระเอกหน้าใหม่อยู่พอดี น้อยจึงให้ บุญรอด ชัยชนะ ติดต่อไปยังนำดีเพื่อพาสมบัติมาให้ดูตัว แล้วในที่สุดน้อยก็ตกลงใจเลือก สมบัติ เมทะนี ให้เป็นพระเอกในหนังเรื่องแรกคือ รุ้งเพชร คู่กับ รัตนาภรณ์ อินทรกำแหง รุ้งเพชร เป็นหนัง 16 ม.ม. ออกฉายเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2504 ที่โรงหนังเอ็มไพร์ ก็ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ทำให้ชื่อสมบัติ เมทะนี เริ่มเป็นที่รู้จักและหลังจากนั้น สมบัติ เมทะนี ก็ยืนเป็นพระเอกสังกัดค่ายกมลศิลป์ภาพยนตร์เรื่อยมาอีก 4 เรื่องคือ สกาวเดือน ( 2505:สมบัติ-รัตนาภรณ์) สิงห์สั่งป่า (2506:สมบัติ-รัตนาภรณ์) สมิงสาว (2506:สมบัติ-รัตนาภรณ์) งามงอน (2506:สมบัติ-รัตนาภรณ์)
หลังจากที่สมบัติ เมทะนี แสดงหนังผ่านมาได้ 2 เรื่อง ครูมารุตซึ่งเป็นผู้สร้างและผู้กำกับหนังก็ขอตัวสมบัติ เมทะนี จากค่ายกมลศิลป์ภาพยนตร์ มาแสดงหนัง 35 ม.ม.เสียงในฟิล์ม เรื่อง ตะวันหลั่งเลือด คู่กับบุศรา นฤมิตร ตะวันหลั่งเลือด จึงเป็นหนังนอกสังกัดเรื่องแรกที่สมบัติ เมทะนี รับแสดง เป็นหนัง 35 ม.ม.เรื่องแรกและเป็นหนังแนวบู๊ โลดโผนเรื่องแรกของสมบัติ เมทะนีด้วย เมื่อนำออกฉาย สมบัติ เมทะนี ก็ได้รับคำชม ทำให้ โดม แดนไทย นักหนังสือพิมพ์เกียรติศักดิ์ ต้องขอตัวสมบัติ เมทะนี มาแสดงหนังแนวบู๊อีกเรื่องประกบกับ ไชยา สุริยัน ในเรื่อง เก้ามังกร (2506) กำกับการแสดงโดย วรุณ ฉัตรกุล ณ อยุธยา

เส้นทางการก้าวสู่พระเอกตลอดกาลของสมบัติ เมทะนี เริ่มส่อแววขึ้นเมื่อนำดี วิตตะ เบนเข็มมาสร้างหนังบู๊ ดุเดือดเรื่อง สิงห์ล่าสิงห์ ซึ่งมีมิตร ชัยบัญชา เพชรา เชาวราษฎร์ ยืนเป็นพระเอกนางเอกและให้สมบัติ เมทะนี มาแสดงประกบซึ่งสมบัติก็ไม่ขัดข้องเพราะถือว่าเป็นการทดแทนบุญคุณให้กับนำดี วิตตะ แม้ว่าหนังเรื่องนี้จะทำให้สมบัติ เมทะนี ต้องออกจากกมลศิลป์ภาพยนตร์ แต่เมื่อนำออกฉายที่โรงหนังเฉลิมกรุง เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2507 ก็ยิ่งทำให้ชื่อเสียงของสมบัติ เมทะนี ทวีคูณมากขึ้นและสามารถรับงานแสดงได้โดยไม่สังกัดค่ายอีก

สมบัติ เมทะนี ได้รับพระราชทานรางวัลตุ๊กตาทอง ในฐานะ ดารานำฝ่ายชายยอดเยี่ยม จากพระหัตถ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2509 จากเรื่อง ศึกบางระจัน (สมบัติ-พิศมัย) ซึ่งเป็นงานสร้างของ สุพรรณ พราหมณ์พันธุ์ พอขึ้นปี 2510 หนังที่สมบัติ เมทะนี แสดงเป็นพระเอกก็เริ่มเพิ่มจำนวนจากปีละ 20 เรื่อง เพิ่มขึ้นไปอีกเรื่อย ๆ จนกระทั่งเมื่อสิ้นยุคมิตร ชัยบัญชา เข้าปี 2514 ก็มีหนังที่สมบัติ เมทะนี แสดงเป็นพระเอกออกมาฉายถึง 40 เรื่อง

แม้จะมีงานแสดงหนังต่อปีหลายเรื่อง แต่สมบัติก็ยังคิดที่จะเป็นผู้สร้างและผู้กำกับหนังด้วยตนเอง โดยช่วงแรก ๆ สมบัติก็เข้าไปร่วมกำกับการแสดง เช่น ในปี 2514 ก็ร่วมกับ รุจน์ รณภพ กำกับหนังเรื่อง ในสวนรัก นำแสดงโดย สมบัติ-อรัญญา ในปี 2518 ก็ร่วมกับ ก.แก้วประเสริฐ กำกับหนังเรื่อง เพชฌฆาตรัก นำแสดงโดย สมบัติ-อุมา

แต่สมบัติ เมทะนี เริ่มลงทุนสร้างและกำกับหนังด้วยตนเองในชื่อค่าย เมทะนีฟิล์ม โดยมี กาญจนา เมทะนี ศรีภรรยาเป็นผู้อำนวยการสร้าง เริ่มจากหนังเรื่อง ไม่มีคำตอบจากสวรรค์ (2516 :สมบัติ-อรัญญา) แต่รายได้ไม่ค่อยดีนัก จึงเปลี่ยนมาสร้างหนังบู๊เอาใจตลาดในยุคนั้น เริ่มจากเรื่อง นักแลงเทวดา (2518:สมบัติ-อรัญญา) ท้ามฤตยู (2519:สมบัติ-อรัญญา) แหย่หนวดเสือ (2520:สมบัติ-อรัญญา) มหาภัยพันหน้า (2521:สมบัติ-อรัญญา) และสลักจิต (2522:สมบัติ-จารุณี) ซึ่งในจำนวนนี้ นักเลงเทวดา ถือเป็นหนังที่สร้างชื่อเสียงและแจ้งเกิดให้กับสมบัติ เมทะนี ได้สำเร็จ แต่หนังที่ทำรายได้มากที่สุดกลับเป็นเรื่อง สลักจิต

นอกจากนี้ สมบัติ เมทะนี ยังกำกับการแสดงให้ค่ายอื่น ๆ อีกเช่นเรื่อง ปล้นอเมริกา (2520:สมบัติ-อรัญญา) หนักแผ่นดิน (2520:สมบัติ-นัยนา) นักเลงตาทิพย์ (2523:จตุพล-จารุณี) ลูกสาวกำนัน (2524:ทูน-จารุณี) แม่แตงร่มใบ (2525:ทูน-จารุณี) นักบุญทรงกลด (2525:ทูน-สมบัติ-เนาวรัตน์) นักเลงคอมพิวเตอร์ (2525:สรพงษ์-ทูน-ลลนา) นักฆ่าจากเจ้าพระยา (2525:สมบัติ-ทูน-เนาวรัตน์) ลูกสาวกำนันภาค 2 (2526:ทูน-จารุณี-ลลนา) เพลงรักก้องโลก (2526:ทูน-จารุณี /กำกับร่วมกับ ชาลี อินทรวิจิตร) น.ส.ลูกหว้า (2527:เกรียงไกร-จารุณี) โคตรคนจริง (2527:สรพงษ์-จารุณี /กำกับร่วมกับ แสน สุรศักดิ์) คู่สร้างคู่สม (2530:พงษ์พัฒน์-ชไมพร) เป็นต้น

สมบัติ เมทะนี จึงเป็นดาราที่ยืนระยะเวลาการเป็นนักแสดงได้ยาวนานที่สุดคนหนึ่ง เคยผ่านการแสดงคู่กับนางเอกหนังไทย หนังเทศรวมกันแล้วเกินกว่า 80 นางเอก นอกจากนี้ เมื่อมีพระเอกรุ่นน้องไต่อันดับขึ้นมา สมบัติก็ยังเป็นดาราประกบกับรุ่นน้องอีกหลาย ๆ คนเช่น กรุง ศรีวิไล สรพงษ์ ชาตรี นาท ภูวนัย ฯลฯ จนกระทั่งกินเนสส์บุ๊กออฟเวิร์ลเรกคอร์ค ต้องบันทึกไว้ว่า สมบัติ เมทะนี เป็นดาราที่แสดงภาพยนตร์ไว้มากที่สุดถึง 617 เรื่อง (ขณะบันทึก) แม้ว่า ปัจจุบันสมบัติ เมทะนี จะล่วงเข้าวัย 69 ปีแล้ว แต่ก็ยังใช้ชีวิตนักแสดงให้เราเห็นอยู่เรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นหนังโรง ละครทีวีหรือแม้แต่งานโฆษณาสินค้าต่าง ๆ

ในโอกาสแห่งงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพฯ (BANGKOK INTERNATIONAL FILM FESTIVAL) ครั้งนี้ เพื่อเป็นการยกย่องและให้เกียรติแก่สมบัติ เมทะนี พระเอกตลอดกาล จึงได้มีการนำภาพยนตร์ร่วมสมัยที่สมบัติแสดงไว้ กลับมาฉายอีกครั้งหนึ่ง คือ เรื่อง ตะวันหลั่งเลือด (2506:สมบัติ-บุศรา นฤมิตร) นักเลงเทวดา (2518:สมบัติ-อรัญญา นามวงศ์) นรกตะรูเตา (2519:สมบัติ-อรัญญา นามวงศ์-นาท ภูวนัย) ขุนศึก (2519:สมบัติ-นัยนา ชีวานันท์) ฟ้าทะลายโจร (2543:ชาติชาย งามสรรพ์-ศุภกรณ์ กิ่จสุวรรณ-สเตลล่า มาลูกี้)


จาก: มนัส138
วันที่: 21/04/51 - 21:17 น.
IP Address: 210.86.217.xx
ความคิดเห็นที่ 49



ปิดท้ายด้วยอีกบทความหนึ่งที่เคยเขียนลงในหนังสือฟิล์มแอนด์สตาร์ส เล่มที่ 44

อาณาจักร...นักเลงหนังไทย โดย มนัส กิ่งจันทร์

ในชีวิตจริง คงไม่มีใครชอบนัก หากจะมีใครมาบอกว่า เราเป็นนักเลง แต่ในโลกมายาแล้ว เรื่องราวชีวิตของนักเลงกลับถูกนำมาสร้างเป็นหนังให้เราได้ดูอยู่เรื่อย ๆ ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นหนังแนวบู๊และบางเรื่องก็ยังไม่มีคำว่า นักเลง ปนอยู่ในชื่อหนังด้วย ฉบับนี้จะพาย้อนรอยไปดูหนังที่ตั้งชื่อว่า นักเลง...

หลังจากหนังเรื่อง หนึ่งต่อเจ็ด ของ ส.อาสนจินดา ฉายติดลมอยู่ที่โรงหนังพัฒนากร ชื่อของ นักเลงเดี่ยว จึงถูกตั้งขึ้นมาเพื่อเป็นหนังตอนที่ 2 ของหนึ่งต่อเจ็ด แล้วจึงนำออกฉายเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2501 ที่โรงหนังแกรนด์ รุ่งขึ้นอีกปี วันที่ 7 มีนาคม 2502 ทัศไนยภาพยนตร์โดยรังสรรค์ ตันติวงศ์และประทีป โกมลภิส ก็ปล่อยหนังนักเลงใส่หน้ากากอินทรีแดงออกมาอาละวาดที่โรงหนังเฉลิมกรุง-เฉลิมบุรี ซึ่งเรื่องนี้เองทำให้ชื่อ มิตร ชัยบัญชา พระเอกใหม่ขณะนั้นโด่งดังขึ้นมาทันทีจากบทบาทหน้ากากอินทรีแดง ในปีถัดมาก็มีหนังมิตร ชัยบัญชา อีกหลายเรื่องที่นำคำว่า นักเลง มาตั้งเป็นชื่อหนัง เช่น ยอดนักเลง (23 สิงหาคม 2504:มิตร-อภิญญา วีระขจร), เทพบุตรนักเลง (29 เมษายน 2508:มิตร-เพชรา), สุภาพบุรุษนักเลง (12 พฤษภาคม 2508:มิตร-เพชรา), นักเลงสี่แคว (24 มีนาคม 2510:มิตร-เนาวรัตน์ วัชรา), ชุมทางนักเลง (25 กันยายน 2513:มิตร-เพชรา),นักร้องจ้าวนักเลง (16 กรกฎาคม 2514:มิตร-ลือชัย นฤนาท-ปริศนา ชบาไพร) ขณะที่มีหนัง แมน ธีระพล พระเอกเก่าอีกคน ในเรื่อง เลือดนักเลง กำกับการแสดงโดยปริญญา ลีละศร ออกมาฉายในวันที่ 27 ตุลาคม 2504 ที่โรงหนังพัฒนากร และในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2510 ก็มีพระเอกหน้าใหม่เกิดขึ้นอีกคนคือ ครรชิต ขวัญประชา จากเรื่อง นักเลงพันเหลี่ยม สร้างโดยเพชรรัตน์ภาพยนตร์

นักเลงเทวดา (10 มกราคม 2518:สมบัติ-อรัญญา นามวงศ์) ก็เป็นหนังอีกเรื่องหนึ่งที่สมบัติลงทุนสร้างและกำกับเอง หนังแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการแสดงของสมบัติที่รับบททั้งเป็นนักเลงและนักรักไปพร้อม ๆ กัน ก่อนที่ทั้งสมบัติและนาท ภูวนัย จะร่วมกันเป็นนักเลงจ้าวถิ่นในหนังบู๊สนั่นเมืองเรื่อง นักเลงป่าสัก (29 พฤศจิกายน 2518:สมบัติ-นาท-อรัญญา) ที่พร ไพโรจน์ เป็นผู้กำกับการแสดง ขณะที่เรื่อง ชาตินักเลง (30 พฤษภาคม 2518:อุเทน บุญยงค์-ภาวนา ชนะจิต) ของฉัตรเฉลิมภาพยนตร์ที่มีโอกาสฉายก่อน แต่กลับทำรายได้ไม่ค่อยดี

มีอยู่คนหนึ่งที่บุคลิกหน้าตา ไม่น่าจะมีสิทธิ์ได้รับบทเป็นนักเลงกับเขาเลย แต่พิชัย น้อยรอด ก็ยังนำเขามาเล่นเป็นนักเลง แต่ให้เป็น นักเลงสามสลึง เขาคือ สังข์ทอง สีใส ฉายานักร้องหน้าผี หนังยังคงเป็นสไตล์บู๊ปนเสียงเพลงไพเราะตามที่เฮียหลอแกชอบนักชอบหนาโดยมีกรุง ศรีวิไล-สมภพ เบญจาธิกุล-เนาวรัตน์ ยุกตะนันท์ ร่วมแสดง ออกฉายเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2519 ที่โรงหนังพาราไดซ์ พอตกสิ้นปี ก็มีหนังเรื่อง นักเลงมหากาฬ ของเสนีย์ ถนอมรัตน์ ที่แสดงโดย กรุง-สรพงษ์-ไพโรจน์ ใจสิงห์-อุเทน แห่ตามออกมาฉายอีกที่โรงหนังออสการ์-เพชรพิมาน 75 แต่ก็ไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าไรนัก

การตั้งชื่อหนังให้มีคำว่า นักเลง ปะปนอยู่ด้วย ก็ยังคงมีให้เห็นเรื่อยมาอีกเช่นเรื่อง นักเลงพลาญชัย (5 กันยายน 2520:สรพงษ์-นิรุตต์ ศิริจรรยา-ทัศน์วรรณ เสนีย์วงศ์ฯ), นักเลงไม่มีอันดับ (16 กันยายน 2520:กรุง-ภาวนา-ลือชัย), ถล่มดงนักเลง (21 มกราคม 2521:กรุง-สรพงษ์-ไพโรจน์ -ทัศน์วรรณ-นัยนา ชีวานันท์), นักเลงกตัญญู (17 กุมภาพันธ์ 2521:สมบัติ-กรุง-ภาวนา-ปิยะมาศ โมนยะกุล), อาณาจักรนักเลง (25 กุมภาพันธ์ 2521:สมบัติ-นาท-ไพโรจน์-ธัญญรัตน์-ปิยะมาศ), สิงห์เดี่ยวดงนักเลง (25 พฤษภาคม 2521:สมบัติ -ปริศนา-ยอดชาย เมฆสุวรรณ),โรงเรียนดงนักเลง (8 ธันวาคม 2521:สุเชาว์ พงษ์วิไล-วิยะดา อุมารินทร์), นักเลงบ้านนอก (12 มกราคม 2522:กรุง-สรพงษ์-เนาวรัตน์),หักเหลี่ยมนักเลงปืน (23 มิถุนายน 2522:กรุง-ยอดชาย-นัยนา) ซึ่งกำกับโดยทักษิณ แจ่มผล แต่ก็ยังไม่มีเรื่องใดโดดเด่นเท่าที่ควร

ในจำนวนนี้มีหนังอยู่เรื่องหนึ่งที่น่าจะกล่าวถึงเพราะกล้าเสี่ยงในการเอาประวัติของคนดังแห่งเมืองชลบุรีคือ กำนันเป๊าะ มาสร้างและเพื่อให้ดูสมจริง ก็เลยเชื้อเชิญกำนันเป๊าะ (สมชาย คุณปลื้ม) ให้มาแสดงประกบกับสมบัติ เมทะนี ด้วยซึ่งเป็นที่ฮือฮากันมากตอนนั่น หนังตั้งชื่อไว้ว่า เหนือนักเลง ของสันติสุชาภาพยนตร์ มี จรัล พรหมรังสี เป็นผู้กำกับการแสดง ฉายเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2523 ที่โรงหนังเพชรเอ็มไพร์ พอถึงวันที่ 5 ธันวาคม 2523 ก็ได้เวลาคลอดหนังบู๊แนวแปลกของ พี.ดี.โปรโมชั่น ที่ไพจิตร ศุภวารี จับเอา จตุพล ภูอภิรมย์-จารุณี สุขสวัสดิ์ มาเจอกับ สมบัติ เมทะนี ในเรื่อง นักเลงตาทิพย์ สร้างความแปลกใหม่ให้คนดูในยุคนั้นพอสมควร จนต้องมีการเข่นหนังเรื่อง นักเลงคอมพิวเตอร์ แสดงโดย สรพงษ์-ทูน-สมบัติ-ฤทัยรัตน์ อมตะวณิช-ลลนา สุลาวัลย์) ออกมาฉายอีกในวันที่ 30 ธันวาคม 2525

แต่ในตลาดหนังต่างจังหวัดนั้น หนังแนวบู๊ยังคงขายได้เสมอ จึงไม่แปลกใจเลยที่จะมีผู้สร้างแห่กันปล่อยหนังออกมา เช่น จ้าวนักเลงปืน ของสันติสุชาภาพยนตร์ นำแสดงโดย สมบัติ-รสลิน จันทรา ออกมาฉายเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2525 ที่โรงหนังเฉลิมกรุง ส่วนค่ายชัยแอนด์ชา โปรดักชั่น ของเชาว์ มีคุณสุต ก็ปล่อยเรื่อง ลูกสาวนักเลง (24 กรกฎาคม 2525:ทูน-มล.สุรีย์วัล สุริยงค์) ส่วนศิรประภาภาพยนตร์ก็นำเรื่อง นักเลงโตเมืองอีสาน (22 ตุลาคม 2525:สรพงษ์-เนาวรัตน์-นาท) ออกมาโดยมีเรื่อง ประกาศิตนักเลง (17 ธันวาคม 2525:สรพงษ์-ปิยะมาศ) ของซูเปอร์ฟิล์มมาฉายปิดท้ายปี จากนั้นก็เปิด พ.ศ.ใหม่ ด้วยหนังที่ตั้งชื่อได้ถูกใจคนต่างจังหวัดคือเรื่อง นักเลงตราควาย (19 มีนาคม 2526:สรพงษ์-มนฤดี ยมาภัย) ที่สรพงษ์มีปืนตราควายเป็นอาวุธประจำตัว ตามด้วยเรื่อง ดวงนักเลง (13 เมษายน 2526:สรพงษ์-พิศาล-เนาวรัตน์), นักเลงมหาหิน (4 มิถุนายน 2526:ทูน-กรุง-นาท), เจ้าสาวนักเลง (24 กันยายน 2526:ทูน-มล.สุรีย์วัล), นักเลงข้าวนึ่ง (15 ตุลาคม 2526:เอกรัฐ ศรีเบญจรัตน์-ปิยะ ตระกูลราษฎร์),นักเลงร้อยคม (5 พฤศจิกายน 2526:สรพงษ์-ทูน-อภิรดี) ของจงรักษ์ฟิล์ม มาส่งท้าย

ในปี 2527 มีหนังอยู่เรื่องหนึ่งโด่งดังมากเพราะมีการนำนักร้องลูกทุ่งชื่อดังคือ สายัณห์ สัญญา มาแสดงเป็นพระเอกและให้รับบทเป็นนักร้องที่ถูกแรงกดดันจนต้องกลายเป็นนักเลงถือปืนกระบอกโต ๆ สร้างโดย สุวิทย์ ชุติพงษ์ ในเรื่อง นักร้อง นักเลง มี นันทิดา แก้วบัวสาย-พุ่มพวง ดวงจันทร์-แวว มยุรา เป็นผู้ร่วมแสดง ออกฉายเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2527 ที่โรงหนังเฉลิมไทย-เฉลิมกรุง ก็ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ทำเอาเรื่อง ยอดนักเลง ที่นำ นันทิดา แก้วบัวสายมาเจอกับไชยัณห์ สรไกร-สมบัติ-นาท-กรุง ที่ออกฉายเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2527 ที่โรงหนังพาราเมาท์ เงียบเงาไป ผิดกับเรื่องอื่น ๆ ที่นำนักร้องลูกทุ่งหมอลำอย่าง สมหมายน้อย ดวงเจริญ เฉลิมพล มาลาคำ มาเล่นเป็นพระเอก แม้จะดูแข็ง ๆ เหมือนแสดงไม่ค่อยเป็น แต่รายได้ในสายอีสานก็ยังไปด้วยดี เช่นเรื่อง นักเลงหมอลำ (12 เมษายน 2533:สมหมายน้อย-เดชา เสนาวัฒน์), ขุนพลเพลง นักเลงปืน (19 มกราคม 2534:เฉลิมพล-สามารถ พยัคฆ์อรุณ), พี่นักร้อง น้องนักเลง (18 ตุลาคม 2534:เฉลิมพล-พันนา-ธิดา),ลำซิ่งนักเลงปืน (5 มีนาคม 2537:บิณฑ์ บันลือฤทธิ์-เฉลิมพล)

นอกจากนี้ ยังมีหนังบู๊ภูธรอีก 2 เรื่องที่ตั้งชื่อได้โดนใจคนมาก ๆ ก็คือเรื่อง นักเลงสิบล้อ ที่สรพงษ์เล่นเป็นนักเลงสิบล้อคู่กับอภิรดี ภวภูตานนท์ โดยมีนาทเป็นตำรวจคู่ปรับ ฉายเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2528 ที่โรงหนังโคลีเซี่ยมและอีกเรื่องหนึ่งคือ นักเลงเรียกพ่อ ของบัวหลวงภาพยนตร์ นำแสดงโดย สรพงษ์-กรุง-นรีรัตน์ มนต์ศิริ ฉายเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2529 ที่โรงหนังโคลีเซี่ยมเช่นกัน

ในหนังเรื่อง นักเลง ของโคลีเซี่ยมกรุ๊ป ก็ยังได้ สามารถ พยัคฆ์อรุณ อดีตแชมป์เปี้ยนโลก มาเล่นเป็นพระเอกให้ เรื่องนี้แสดงคู่กับ ภัสสร บุณยเกียรติ ออกฉายเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2532 ที่โรงหนังสยาม-เฉลิมกรุงและยังมีหนังที่เล่นประกบพระเอกนักบู๊ พันนา ฤทธิไกร ในเรื่อง คัมภีร์นักเลง ของรุ่งรักษ์ฟิล์ม ฉายเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2534 ที่โรงหนังศรีย่าน ซึ่งต่อมา พันนา ฤทธิไกร และทีมงานสตั้นแมน ก็แทบจะเป็นเจ้าเดียวที่ผูกขาดทั้งเล่นทั้งสร้างหนังแนวบู๊ออกสู่ตลาดสายอีสานเป็นส่วนใหญ่

นี่แหละครับ... ชื่อหนังนักเลงที่อยากให้คุณ ๆ ได้รู้จัก.....



จาก: มนัส138
วันที่: 21/04/51 - 21:22 น.
IP Address: 210.86.217.xx
ความคิดเห็นที่ 50
...... แซ่บ บ่
...... แซ่บ อิหลี .....

จาก: พักรบ
วันที่: 21/04/51 - 22:03 น.
IP Address: 124.121.212.xx
ความคิดเห็นที่ 51



อือ หือ..สวัสดีครับ.ไม่ได้ทักทายกันน้าน นาน ..แต่ตามอ่านบทความของพี่อยู่นะครับ....แฮะ แฮะ รวม ทั้งภาพ พักตา ที่น่าสนใจนี่ด้วยนิ...มิค่อยพลาด มิค่อยพลาด....งาน (BANGKOK INTERNATIONAL FILM FESTIVAL)ขอถาม เชย เชย หน่อยนะครับ..งานนี้ มันมีไปยังครับ..ผมเป็นพวก เชยไม่เสร็จครับ..ไม่ค่อย ทันสมัยเรื่องข้อมูล..เก็บแต่ของเก่า ๆ..จนชิน..มีภาพมาฝากเพื่อน ๆ ครับพี่..

จาก: jo(โจ้)
วันที่: 21/04/51 - 22:05 น.
IP Address: 116.58.231.xx
ความคิดเห็นที่ 52
..... คุณโจ้ ก็มีของดีๆเยอะเหมือนกัน
ภาพนี้หาดูยาก นะครับ ..

จาก: พักรบ
วันที่: 21/04/51 - 22:21 น.
IP Address: 124.121.212.xx
ความคิดเห็นที่ 53
เห็นเพื่อนๆให้ความสำคัญกับหนังไทยมากมายขนาดนี้ ดีใจแทนนักแสดงเก่าๆทุกท่านจริงๆ แม้ว่านักแสดงแต่ละท่านอาจจะไม่ได้เข้ามามีส่วนร่วมกับกระทู้เหล่านี้ก็ตาม แต่มันก็แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจ ความรัก ความผูกพัน และอีกหลายๆสิ่งที่พวกเพื่อนๆได้ทุ่มเท ผมดีใจที่มีกระทู้ที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับหนังไทยมากมายขนาดนี้ อ่านแล้วได้ประโยชน์มาก และรู้สึกเสียดายหนังเก่าๆที่ต้องสูญสลายไปตามกาลเวลา จริงๆผมต้องการให้มีกระทู้ที่ให้ข้อมูลและรูปภาพเกี่ยวกับละครไทยด้วย หมายถึงละครช่อง 3 และช่อง 7 เพราะละครเหล่านี้ก็มีเป็นพันเรื่องเหมือนกัน แต่หาข้อมูลยากมาก แล้วถ้าเป็นละครเก่าสัก 10 ปีขึ้นไปก็ไม่มีใครผลิตเป็นวีซีดีขายด้วย แม้แต่แผ่นผีก็ตาม (ผมสะสมละครไทยที่เป็นแผ่นผีอยู่พอสมควรเพราะทางช่อง 3 และ ช่อง 7 ไม่ผลิตออกขายเอง)

จาก: แม็กซ์
วันที่: 22/04/51 - 16:39 น.
IP Address: 202.5.83.xx
ความคิดเห็นที่ 54
พอมีข้อมูลอยู่บ้าง แล้วจะทยอยลงให้นะคะ

จาก: จุ
วันที่: 22/04/51 - 17:19 น.
IP Address: 124.120.35.xx
ความคิดเห็นที่ 55



หลังจากที่อดีตดาราสาว ลินดา ค้าธัญเจริญ ต้องเผชิญเคราะห์กรรมป่วยเป็นอัมพาตซีกซ้ายจากอาการเส้นเลือดในสมองแตกมานานถึง 4 ปี ล่าสุดแพทย์ตรวจพบเนื้อร้ายที่บริเวณโคนลิ้น ซึ่งอาการดังกล่าวน่าจะมาจากสาเหตุที่เธอกัดลิ้นตัวเองเป็นประจำ จึงได้ทำการเฉือนเนื้อร้ายที่เน่าออกมา 3 ซม.เพื่อนำไปเพาะเชื้อหามะเร็ง ซึ่งการตัดเนื้อร้ายในครั้งนี้ ส่งผลให้อดีตดาราดังไม่สามารถพูดได้ ทั้งยังทานอาหารไม่ได้ เพราะมีเลือดออกภายในปากอยู่ตลอดเวลา ซึ่งสร้างความเจ็บปวดทรมานให้เธอเป็นอย่างมาก

และตอนนี้ลินดา ค้าธัญเจริญ อยู่ในระหว่างการรอผลเพาะเชื้อมะเร็งก่อนที่จะเข้ารับบำบัดในโรงพยาบาลด้วยการฉายแสงต่อไป

ที่มา . mcot news ข่าวบันเทิง ช่อง 9 อสมท.

จาก: ลิบ
วันที่: 23/04/51 - 13:29 น.
IP Address: 202.5.83.xx
ความคิดเห็นที่ 56



สวัสดีครับทุกท่าน...

นึกว่าจะไม่ได้เห็นคุณโจ้ในเว็บนี้อีกแล้ว.. แต่พอมาทีก็เล่นเอาคุณพักรบ
ตะลึง..ยังไง ก็เอารูปที่คุณพักรบชอบ ๆ มาให้ดูอีกนะครับ..
ส่วนงานเกี่ยวกับสมบัติ เมทะนี นั้น เขาจัดไปนานแล้ว เล่มที่ผมเขียนถึง
ก็เขียนชนกับงานฉายหนังของสมบัตินั่นแหละครับ..

ส่วนที่คุณแม็กซ์ อยากให้พูดถึงเรื่องละครทีวีด้วยนั้น..ก็คงต้องรอเพื่อนๆ
ท่านอื่นช่วยนะครับ..เพราะลำพังแค่หนังเรื่อง ก็แย่แล้วครับ..

ข่าวที่คุณลิบ นำมาฝาก..ก็ได้แต่ปลง..ครับ..โชคชะตาชีวิตคนเราไม่แน่
นอน..เราในฐานะคนดูหนัง ก็ได้แต่ให้กำลังใจและชื่นชมอดีตของดารา
เหล่านั้นต่อไป...ก็หวังแต่ว่า เพื่อน ๆ ดาราเท่านั้นที่จะดูแลกันต่อไป...

ต่ออีกบทความเก่าจากหนังสือฟิล์มแอนด์สตาร์ส อีกเช่นเคย เล่มนี้เล่มที่ 45 ครับ

ผู้แทนนอกสภา โดย มนัส กิ่งจันทร์

ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2549 ที่ผ่านมา สถานการณ์การเมืองไทยดูจะร้อนแรงเป็นพิเศษ จนรัฐบาลต้องตัดสินใจยุติปัญหาด้วยการยุบสภาเพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่ แต่พรรคฝ่ายค้านเดิมกลับไม่ยอมส่งคนของตนลงสมัครรับเลือกตั้ง ภาพแห่งการเผชิญหน้ากันทางความคิดของผู้สนับสนุนทั้งสองฝ่ายจึงขยายวงกว้างออกไปทุกที มีการนัดชุมนุม เดินขบวนเพื่อกดดันรัฐบาล ซึ่งขณะเขียนต้นฉบับนี้ก็ยังหาข้อยุติไม่ได้สอดคล้องกับคำกล่าวที่ว่า การเมืองเป็นเรื่องของอำนาจ เราจึงเห็นบางคนยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจทางการเมือง

ฉบับนี้ จึงจะพาไปดูหนังที่เกี่ยวกับการเมือง การเลือกผู้แทนของไทยเรา เริ่มจาก

โอ้ มาดา นำแสดงโดย สรพงษ์ ชาตรี-พิศมัย วิไลศักดิ์-ยอดชาย เมฆสุวรรณ-เนาวรัตน์ ยุกตะนันท์-นิรุตต์ ศิริจรรยา สร้างโดย นครพิงค์ภาพยนตร์ กำกับโดย ชนะ คราประยูร ออกฉายครั้งแรกวันที่ 12 มีนาคม 2520 ที่โรงหนังแกรนด์และพาราเมาท์

หากดูเพียงชื่อหนังก็ไม่เห็นว่า จะมีอะไรที่เกี่ยวกับการเมืองการเลือกตั้งเลย แต่พอหนังผ่านไปได้ครึ่งชั่วโมงก็จะมีฉากเกี่ยวกับการเลือกตั้งผู้แทนด้วย เป็นเรื่องราวของมาดา (พิศมัย) หญิงสาวผู้เกิดในตระกูลสูงศักดิ์ เธอมีความใฝ่ฝัน ทะเยอทะยานที่จะไขว้คว้าเอาตำแหน่งคุณหญิงมาครองให้ได้ เธอพยายามทำงานสังคมทุกอย่าง แต่ก็ยังไม่สมหวัง ต่อมาเธอจึงบังคับให้สามี (ยอดชาย) ของเธอซึ่งตอนนั้นเป็นอธิบดีลาออกจากงานไปสมัครผู้แทนที่บ้านเกิดเพราะคิดว่า หากสามีเธอได้เป็นผู้แทนและได้เป็นรัฐมนตรีแล้ว เธอเองก็จะได้เป็นคุณหญิงสมใจ แต่ความหวังของเธอก็พังทลายเพราะสามีเธอสอบตก สุดท้ายครอบครัวของเธอก็แตกแยกกันไป

ความจริง หนังเรื่องนี้เป็นหนังชีวิต ประเด็นการเลือกผู้แทนจึงเป็นเพียงบทรอง แต่อย่างน้อยหนังก็จี้ได้ถูกจุดว่า การเลือกผู้แทนเป็นสิ่งแรกที่จะทำให้ได้มาซึ่งอำนาจทางการเมืองอันจะนำไปสู่ประโยชน์ตอบแทนในภายหลังตรงกับที่มาดาเธอต้องการ เราจึงเห็นเธอทำทุกอย่างเพื่อให้ได้คะแนนเสียงจากชาวบ้าน แม้ในใจจริง เธอออกจะดูถูกดูแคลนและรังเกียจชาวบ้านคนจน ๆ เหล่านั้นด้วยซ้ำ
แต่ถ้าเป็นหนังที่ตั้งใจว่า จะสร้างขึ้นเพื่อเสียดสีการเลือกผู้แทนแบบเต็ม ๆ เรื่องเลย ก็ต้องเรื่อง ผู้แทนมาแล้ว

ผู้แทนมาแล้ว นำแสดงโดย สมบัติ เมทะนี-ลลนา สุลาวัลย์-จักร มหาชัย-แสงระวี บุญแสง-ศรีไพร ใจพระ สร้างโดย สันติสุชาภาพยนตร์ กำกับโดย ศรีไพร ใจพระ ออกฉายครั้งแรกวันที่ 8 กรกฎาคม 2521 ที่โรงหนังเพชรรามาและเพชรเอ็มไพร์

เดิมทีหนังเรื่องต้องการจะสร้างขึ้นเพื่อเสียดสีการเลือกผู้แทนของไทยในยุคนั้น ๆ ยุคที่ผู้สมัครผู้แทนสามารถที่จะแจกข้าว แจกของ หรือจัดให้มีการแสดงมหรสพต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นหนัง ลิเก ดนตรี หมอลำประกอบการหาเสียงของตนได้โดยไม่ผิดกฎหมายเลือกตั้ง ฉากที่หนังต้องการขายก็คือ ฉากที่ผู้แทนขี่ควายเข้าสภาอย่างที่เห็นวาดไว้ในใบปิด แต่พอถึงเวลาฉายจริง ๆ หนังกลับเปลี่ยนแนวเพราะมีการเปลี่ยนบทต่าง ๆ ที่ตั้งใจไว้ให้เป็นเรื่องตลกแทน อย่างไรก็ตาม หากมองลึก ๆ ลงไปถึงเนื้อหาโดยรวมแล้ว เชื่อว่า ผู้แทนบางคนอาจจะขำไม่ออกก็ได้เพราะบทบาทที่ตัวละครแสดงออกมา แม้จะถูกปรุงแต่งให้ดูเหมือนเป็นเรื่องตลก แต่ก็ยังคงยืนอยู่บนพื้นฐานของเรื่องจริงที่เคยเกิดขึ้นในการหาเสียงเลือกตั้งในยุคนั้นเช่น การแย่งการสมัครวันแรก ๆ เพื่อจะเอาเบอร์ 1 หรือการวางแผนทำลายคะแนนเสียงฝ่ายตรงข้ามโดยส่งคนเข้าไปเคาะประตูบ้านตอนดึก ๆ แล้วตะโกนบอกให้เลือกเบอร์ของพรรคคู่แข่ง หรือส่งคนไปเก็บเงินค่ารักษาพยาบาลที่หมอคู่แข่งเคยบอกกับชาวบ้านไว้ว่าจะรักษาให้ฟรี จนชาวบ้านเข้าใจผิดและไม่เลือกหมอคนนั้นเป็นผู้แทน หรือการแอบอ้างว่า ตนเป็นคนของผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองที่ส่งมาสมัครเพื่อให้คนอื่นเกรงใจ
ในขณะที่ผู้กำกับท่านอื่นยังกล้า ๆ กลัวที่จะเล่นกับหนังการเมือง แต่สุรสีห์ ผาธรรม ผู้กำกับคลื่นลูกใหม่ในยุคนั้น กลับกล้าที่จะออกมานำเสนอเรื่องราวของการเลือกผู้แทนแบบจริงจังกว่า แม้ตอนต้นเรื่องจะบอกว่า เป็นเพียงเรื่องสมมุติก็ตาม

ผู้แทนนอกสภา นำแสดงโดย สรพงษ์ ชาตรี-ศิริพร เอี่ยมสุนทร-ดู๋ ดอกกระโดน-ดี๋ ดอกมะดัน สร้างโดยสหมงคลฟิล์ม ออกฉายครั้งแรกวันที่ 9 เมษายน 2526 ที่โรงหนังเพรสซิเดนส์ สเตลลา ฯลฯ

จุดเด่นอย่างหนึ่งของหนังก็คือ การเข้าไปถ่ายทำในบ้านซอยสวนพลูและเชิญ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช นายบุญชู โรจนเสถียร พร้อมกับสมาชิกพรรคกิจสังคมในสมัยนั้นมาเข้าฉากเพื่อเปิดตัวพระเอกของเรื่องคือ สรพงษ์ ชาตรี ที่จะลงสมัครผู้แทนในนามพรรคเราทำได้ หนังจะสมมุติเพียงชื่อคน ชื่อสถานที่ เริ่มเรื่องในจังหวัดสนธยาธานี ซึ่งอยู่ติดชายแดนทางภาคอีสาน จังหวัดนี้มีผู้แทนได้เพียงคนเดียว ซึ่งทุกครั้งจะผูกขาดโดยรัฐมนตรีช่วยอำนาจผู้แทนเก่า แต่ครั้งนี้กลับมีผู้สมัครหน้าใหม่หลายคนมาลงเลือกตั้ง หนึ่งในนั้นก็มีทนายบุญไชย (สรพงษ์) รวมอยู่ด้วย ผู้สมัครบางคนก็เอาแต่ด่าคู่แข่งลูกเดียว บางคนก็โยนระเบิดใส่บ้านตัวเองเพื่อเรียกคะแนนสงสาร บางคนก็แจกข้าวแจกของให้แก่ชาวบ้านเป็นการมัดจำไว้ก่อนเช่น แจกรองเท้าแตะฟองน้ำให้ข้างเดียวก่อน ถ้าได้เป็นผู้แทนก็จะมาแจกเพิ่มอีกข้าง แต่สำหรับทนายบุญไชยแล้ว เขาใช้วิธีเดินเข้าถึงประชาชน พูดถึงนโยบายของพรรคที่จะแก้ไขปัญหาความยากจนอย่างยั่งยืน จึงมีพันธมิตรช่วยหาเสียงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ต้องปราศรัยแข่งกับหนังกลางแปลง แต่ทนายบุญไชยก็พูดจนชาวบ้านทิ้งจอหนังกลางแปลงมาฟังผู้แทนหาเสียง ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับรัฐมนตรีช่วยอำนาจอย่างมาก จึงสั่งเก็บทนายบุญไชยทันที แต่ทนายบุญไชยก็รอดมาได้เพราะมีชาวบ้านคอยช่วยเหลือ แต่แล้วในคืนก่อนวันเลือกตั้ง ทนายบุญไชยก็ถูกลอบยิงเสียชีวิตจนได้ ทำเอาคนดูซึมไปทั้งโรง แต่ชาวบ้านที่รู้ว่า ทนายบุญไชยตายแล้ว ก็ยังเลือกทนายบุญไชยอีก โดยบอกว่า ก็คนเป็น ๆ มันไม่น่าเลือกนี่หวา ก็เลยต้องเลือกคนตาย บุญไชยจึงชนะการเลือกตั้งอย่างท่วมท้น แม้เขาจะได้เป็นแค่ผู้แทนนอกสภาก็ตาม

ยังมีหนังอีกเรื่องหนึ่งซึ่ง ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นคนตั้งชื่อให้และมีฉากเกี่ยวกับการเลือกตั้งด้วย แต่เนื้อหาโดยรวมเน้นไปในเรื่องความสัมพันธ์ในครอบครัวมากกว่าคือเรื่อง สงครามปาก นำแสดงโดย สรพงษ์ ชาตรี-ปิยะมาศ โมนยะกุล-ปาหนัน ณ พัทลุง-พรพรรณ เกษมมัสสุ-นิรุตต์ ศิริจรรยา สร้างโดยไฟว์สตาร์โปรดักชั่น กำกับโดย เพิ่มพล เชยอรุณ ออกฉายครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2526 ที่โรงหนังเอเธนส์และอีกหลายโรงเครือไฟว์สตาร์

สงครามปาก จะกล่าวถึงนักการเมืองหนุ่ม (สรพงษ์) คนหนึ่งซึ่งแอบไปมีความสัมพันธ์ชู้สาวกับหญิงอื่น จนถูกภรรยาฟ้องหย่า หนังเปิดตัวให้สรพงษ์เป็นเลขานายกฯ จากนั้นก็ไปสมัครเป็นผู้แทนที่บ้านเกิด ซึ่งต้องแข่งขันกับกำนันในท้องถิ่น สรพงษ์ใช้วิธีหาเสียงแบบเข้าถึงประชาชน จึงได้เป็นผู้แทน แต่ในคืนเลี้ยงฉลองผู้แทนคนใหม่ กำนันคู่แข่งก็เข้ามาแสดงความยินดีและพูดว่า สรพงษ์ได้เป็นผู้แทนเพราะปิยะมาศ ภรรยามาซื้อเสียงจากชาวบ้าน ทำให้สรพงษ์ต้องมีปากเสียงกับภรรยากลายเป็นสงครามน้ำลายในเวลาต่อมา

แม้ว่า หนังที่เกี่ยวกับการเมืองการเลือกตั้งของไทยเราจะมีอยู่น้อย จนไม่สามารถจะถือเอาเรื่องหนึ่งเรื่องใดเป็นหลักได้เพราะผู้สร้างต่างออกตัวก่อนว่าเป็นเพียงเรื่องสมมุติเท่านั้น แต่ถ้ายึดเอาเรื่องความมุ่งมั่นในการสร้าง วิธีการนำเสนอตลอดจนบทหนังที่วางเรื่องได้ใกล้เคียงกับเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เคยเกิดขึ้นกับการเลือกตั้งผู้แทนของไทยในยุคก่อน ๆ แล้ว ก็ต้องบอกว่า ผู้แทนนอกสภา ทำได้ดีที่สุดแล้วครับ


จาก: มนัส138
วันที่: 23/04/51 - 21:44 น.
IP Address: 210.86.217.xx
ความคิดเห็นที่ 57



จากหนังสือฟิล์มแอนด์สตาร์ส เล่มที่ 46 ครับ

เธอคือ.. โสภา สถาพร โดย มนัส กิ่งจันทร์

เมื่อสิ้นเดือนมีนาคม 2549 มีข่าวลงหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งว่า โสภา สถาพร อดีตนางเอกหนังเสียชีวิต ข่าวระบุว่า เสียชีวิตด้วยโรคตับแข็งกำเริบกะทันหันและหัวใจวายเฉียบพลัน เมื่อเช้าวันที่ 27 มีนาคม 2549 ที่จังหวัดจันทบุรี

โสภา สถาพร เป็นชาวสุราษฎร์ธานี เกิดปี 2490 (แต่มีบางข้อมูลระบุว่าเกิดปี 2491) หลังจากจบ ม.ศ.3 แล้ว ก็เดินทางเข้ากรุงเทพฯ มาอาศัยอยู่กับป้า โสภาใฝ่ฝันจะเป็นแอร์โฮสเตส แต่ชาลี อินทรวิจิตรและศรินทิพย์ ศิริวรรณ ชักนำเข้าสู่วงการหนังไทยโดยได้แสดงหนังเรื่อง ดวงตาสวรรค์ ซึ่งคุณาวุฒิเป็นผู้กำกับการแสดง แม้ว่าในใบปิดโฆษณาจะเขียนว่า “ขอแนะนำโฉมตรูคนใหม่ที่สดใสกว่าและน่ารักกว่า..โสภา สถาพร“ ก็ตาม แต่ในปิดโฆษณาของหนังอีกเรื่องหนึ่งก็ระบุเช่นเดียวกันว่า “ขอเสนอดาวรุ่งดวงใหม่..โสภา สถาพร“ จึงทำให้เกิดข้อสงสัยว่า หนังเรื่องใดเป็นเรื่องแรกของโสภากันแน่ ซึ่งถ้านับตามวันเดือนปีที่หนังออกฉาย ก็ต้องบอกว่าเรื่อง เอื้อมเดือน ที่ครูรังสี ทัศนพยัคฆ์ กำกับไว้ เป็นหนังเรื่องแรกของโสภาเพราะออกฉายครั้งแรกวันที่ 26 เมษายน 2506 ที่โรงหนังเอ็มไพร์ ในขณะที่ ดวงตาสวรรค์ นั้นออกฉายครั้งแรกวันที่ 29 พฤษภาคม 2507 ที่โรงหนังเฉลิมกรุง

ส่วนคำถามที่ว่า ถ้า ดวงตาสวรรค์ เป็นหนังเรื่องแรกแล้ว ทำไมจึงเข้าฉายทีหลังนานเกือบปีนั้น คำตอบนี้คงจะตอบได้ไม่ยากเพราะผู้ที่กำกับหนังเรื่องเอื้อมเดือนก็คือ ครูรังสี ทัศนพยัคฆ์ ซึ่งได้ฉายาว่า เป็นผู้กำกับเสือปืนไว จึงทำงานเสร็จก่อน..ส่วนข้อสงสัยเกี่ยวกับนามสกุลจริงของโสภานั้นได้ความว่า หนังสือดาราเล่มหนึ่ง ปี 2511 และปี 2513 ระบุชื่อจริงเธอว่า โสภา ภักดีสุนทร แต่พอปี 2515 หนังสือดาราอีกเล่มระบุชื่อจริงเธอว่า โสภา พรรคสุนทร แต่พอถึงปี 2520 หนังสือดาราอีกเล่มหนึ่งตามไปสัมภาษณ์โสภาช่วงที่ไม่ค่อยได้แสดงหนังแล้ว โสภาเปรย ๆ ออกมาว่า “คิดว่า ใคร ๆ คงลืมติ๋ม (โสภา) หมดแล้ว” ครั้งนี้เองที่โสภาเขียนนามสกุลด้วยตัวเองว่า โสภา พัคดิ์สุนทร (บอกว่าพ่อตั้งให้) และต่อมาชาลี อินทรวิจิตร เป็นคนเปลี่ยนให้เป็น โสภา สถาพร

โสภา สถาพร เริ่มเข้าวงการมาตั้งแต่ปี 2506 ขณะนั้นเป็นยุคหนัง 16 ม.ม.พากย์สด ซึ่งมีมิตร ชัยบัญชา-สมบัติ เมทะนี-ไชยา สุริยัน-ลือชัย นฤนาท ยืนแป้นเป็นพระเอก โสภารับบททั้งนางเอกและนางรอง โดยส่วนใหญ่มักจะต้องแสดงประกบกับนางเอกคนอื่น ๆ ในยุคนั้นเช่น เพชรา เชาวราษฎร์-พิศมัย วิไลศักดิ์-สุทิศา พัฒนุช เป็นต้น

โสภา สถาพร แสดงหนังเรื่อยมาจนถึงปี 2520 เท่าที่ตรวจพบมีประมาณ 80 เรื่องซึ่งน้อยกว่านางเอกคนอื่น ๆ ในรุ่นเดียวกันและในจำนวนมีเพียง 11 เรื่องที่ยังหาชมได้ในรูปแบบวีซีดี เพื่อเป็นการระลึกถึงผลงานของโสภา สถาพร จึงขอนำรายชื่อหนังที่แสดงทั้งหมดมาบันทึกไว้ ณ ที่นี้ (ในวงเล็บคือ ชื่อพระเอก-นางเอก-วันเดือนปีฉายครั้งแรก)

ปี 2506 เอื้อมเดือน (มิตร-บุศรา/26 เมษายน 2506)

ปี 2507 ดวงตาสวรรค์ (สมบัติ-พิศมัย/29 พฤษภาคม 2507)

ปี 2508 ชาติเจ้าพระยา (มิตร-เพชรา/28 มกราคม 2508), นางสาวโพระดก (มิตร-พิศมัย/12 มีนาคม 2508), ศึกเสือไทย (สมบัติ/22 ตุลาคม 2508)

ปี 2509 เจ้าแม่ตะเคียนทอง (ไชยา-ปรียา/19 มกราคม 2509), คมสีหราช (สมบัติ/9 กุมภาพันธ์ 2509), กาเหว่า (มิตร/11 กุมภาพันธ์ 2509), กระเบนธง (สมบัติ/24 มิถุนายน 2509), เลือดทรนง (สมบัติ/16 กรกฎาคม 2509), แก้วกลางสลัม (มิตร/29 กรกฎาคม 2509), เกล้าฟ้า (สมบัติ/21 ตุลาคม 2509), ไทรคู่ (มิตร/4 พฤศจิกายน 2509), สิงห์สันติภาพ (ลือชัย/29 พฤศจิกายน 2509), ชาติกระทิง (สมบัติ-ลือชัย/30 ธันวาคม 2509)

ปี 2510 เหนือเพชฌฆาต (มิตร/24 กุมภาพันธ์ 2510), ตะวันสีทอง (มิตร-พิศมัย/10 พฤษภาคม 2510), ฟ้าเพียงดิน (มิตร-เพชรา/12 พฤษภาคม 2510), จ่าแก้ว (สมบัติ/1 มิถุนายน 2510), ไทรโศก (มิตร-รักชนก/2 มิถุนายน 2510), สุภาพบุรุษเที่ยงคืน (สมบัติ-มิสจางไหว่ไหว/28 กรกฎาคม 2510), เหล็กเพชร (ส.อาสนจินดา/25 สิงหาคม 2510), คนเหนือคน (มิตร-สมบัติ/1 ธันวาคม 2510), เจ้าแม่ปานทอง (ลือชัย/15 ธันวาคม 2510), ตุ๊ดตู๋ (มิตร/28 ธันวาคม 2510)

ปี 2511 ดวงใจคนยาก (มิตร/9 พฤษภาคม 2511), สิงห์เหนือเสือใต้ (ไชยา-เกชา-ชัชฎาภรณ์/20 มิถุนายน 2511), ใจแก้ว (มิตร-พิศมัย/5 กรกฎาคม 2511), ทรชนเดนตาย (มิตร/1 สิงหาคม 2512), อกธรณี (สมบัติ-พิศมัย/6 กันยายน 2511), พันดง (สมบัติ/3 ตุลาคม 2511), คุณหนู (สมบัติ/25 ตุลาคม 2511), วังสีทอง (สมบัติ/2 ธันวาคม 2511),สุรพลลูกพ่อ (บรรจบ/20 ธันวาคม 2511), ป้อมปืนตาพระยา (สมบัติ-อรัญญา/27 ธันวาคม 2511)

ปี 2512 สมิงจ้าวท่า (มิตร-เพชรา/14 กุมภาพันธ์ 2512), เกิดเป็นชาย (สมบัติ/6 มีนาคม 2512), ดาวรุ่ง (มิตร-อรัญญา/21 มีนาคม 2512), ปีศาจแสนสวย (สมบัติ/27 มีนาคม 2512), ลูกกบ (เกชา/19 มิถุนายน 2512), รอยปืน (เกชา/8 กรกฎาคม 2512) สอยดาว สาวเดือน (มิตร-เพชรา/22 สิงหาคม 2512), นางกวัก (สมบัติ-พิศมัย/31 ตุลาคม 2512), ไก่ฟ้า (มิตร/19 ธันวาคม 2512)

ปี 2513 เทพฤทธิ์จอมเพชฌฆาต (มิตร/23 มกราคม 2513),บ้านวังแดง (สมบัติ-พิศมัย/27 กุมภาพันธ์ 2513), กิ่งแก้ว (มิตร-สุทิศา/6 มีนาคม 2513),วนาสวรรค์ (สมบัติ-พิศมัย/27 มีนาคม 2513), หวานใจ (สมบัติ-เพชรา/27 มีนาคม 2513), ฝนเดือนหก (มิตร-อรัญญา/17 เมษายน 2513) , เจ้าสาว (สมบัติ-อรัญญา/30 เมษายน 2513), แม่ย่านาง (มิตร-พิศมัย/30 เมษายน 2513), ตายแล้วเกิด (วิน/12 มิถุนายน 2513), วิญญาณดอกประดู่ (มิตร-เพชรา/3 กรกฎาคม 2513), กายทิพย์ (สมบัติ-อรัญญา/30 ตุลาคม 2513),

ปี 2514 รักกันหนอ (สมบัติ-อรัญญา/16 เมษายน 2514), มนต์รักป่าซาง (สมบัติ-เพชรา/28 พฤษภาคม 2514), สื่อกามเทพ (สมบัติ-เพชรา/1 กรกฎาคม 2514), วิมานสีทอง (ไชยา-เพชรา/2 กรกฎาคม 2514), สะใภ้หัวนอก (ไชยา-พิศมัย/1 ตุลาคม 2514), ลูกยอด (กรุง-เพชรา/1 ตุลาคม 2514), ไม่มีวันที่เราจะพรากจากกัน (สมบัติ-อรัญญา/30 ธันวาคม 2514)

ปี 2515 ขวัญใจไอ้หนุ่ม (สมบัติ-สุทิศา/3 มีนาคม 2515), ล่ามหากาฬ (ครรชิต-สุทิศา/4 พฤษภาคม 2515), พรุ่งนี้ฉันจะรักคุณ (ยอดชาย-สุทิศา/11 สิงหาคม 2515), หนองงูเห่า (สมบัติ/15 กันยายน 2515), แควเสือ (ครรชิต-สุทิศา/24 พฤศจิกายน 2515)

ปี 2516 คนองกรุง (สมบัติ-สุทิศา/26 มกราคม 2516), เวียงพยอม (สมบัติ-เพชรา/2516), จ้าวทุ่ง (กรุง-อรัญญา/12 ตุลาคม 2516)

ปี 2517 อีสาน (สมบัติ-เพชรา/19 มกราคม 2517)

ปี 2518 ระห่ำลำหัก (ไพโรจน์-พิศมัย/4 กรกฎาคม 2518)

ปี 2519 ทมิฬดง (สมบัติ-สุคนธ์ทิพย์/23 กรกฎาคม 2519), ชะตาชีวิต (ยอดชาย-เพชรา/13 พฤศจิกายน 2519)

ปี 2520 ตาปีอีปัน (กรุง-สรพงษ์-เนาวรัตน์/8 เมษายน 2520), กิเลสคน (สมบัติ-พิศมัย/30 เมษายน 2520), ลูกเจ้าพระยา (สมบัติ-เพชรา/1 ตุลาคม 2520)

ปี 2521 เสือ สิงห์ กระทิง แรด (กรุง-พิศมัย/25 กุมภาพันธ์ 2521)



จาก: มนัส138
วันที่: 23/04/51 - 21:48 น.
IP Address: 210.86.217.xx
ความคิดเห็นที่ 58



ปิดท้ายคืนนี้ด้วย ...ปืน..กับดาราสาว ๆๆ

จาก: มนัส138
วันที่: 23/04/51 - 21:50 น.
IP Address: 210.86.217.xx
ความคิดเห็นที่ 59



ปืน..กับดาราสาว ๆๆ ใบสุดท้ายครับ...

จาก: มนัส138
วันที่: 23/04/51 - 21:51 น.
IP Address: 210.86.217.xx
ความคิดเห็นที่ 60
สวัสดีครับคุณมนัส

ได้ข่าวว่าเร็วๆนี้ พวกเราจะได้ดู "ข้ามาคนเดียว" ในรูปแบบ VCD จากค่ายที่พวกเรารู้จักกันดีจริงหรือเปล่าครับ แล้วจะทำออกเป็น DVD ด้วยหรือเปล่าครับ....

พอดีวันนี้ไปเจอข่าวดี ข่าวนี้มาจากเว็บผู้จัดการเลยนำมาเผยแพร่ต่อให้ชาวแฟนหนังไทย เตรียมตัวกันครับ

ที่มา http://www.manager.co.th/Business/ViewNews.aspx?NewsID=9510000047140

“ไฟว์สตาร์” เปิดกรุหนังเก่า ผุดหน่วยรีมาสเตอร์ต่อยอด

ไฟว์สตาร์ เปิดกรุหนังเก่า 20 เรื่อง ผุดหน่วยงานรีมาสเตอร์ใหม่ หวังเป็นนิวบิซิเนสต่อยอดรายได้ให้อีก 100 ล้านบาท ในปีนี้ ภายใต้งบลงทุน 20 ล้านบาท เผยตลาดภาพยนตร์ต้นปีทรงตัว คาดรายได้จากธุรกิจภาพยนตร์ปีนี้เท่าปีก่อนที่ 400 ล้านบาท

นางสาวอภิรดี เอี่ยมพึ่งพร กรรมการบริหาร บริษัท ไฟว์สตาร์ โปรดักชั่น จำกัด เปิดเผยว่า จากการที่บริษัทมีจำนวนภาพยนตร์ไทยยุคเก่าจำนวนกว่า 250 เรื่อง ซึ่งทางบริษัทมองว่าน่าจะมีการนำกลับมารีมาสเตอร์ใหม่ หรือที่เรียกว่า มีการตกแต่งภาพยนตร์ใหม่สู่รูปแบบดิจิตอล บนแผ่นวีซีดีและดีวีดี เพื่อให้ได้ภาพและเสียงที่คมชัด เพราะพบว่า ยังมีจำนวนผู้ชมที่ต้องการซื้อหาเพื่อสะสมเก็บไว้ จากการที่เข้ามาสอบถามทั้งทางโทรศัพท์และผ่านทางเว็บไซต์ของไฟว์สตาร์

ดังนั้น ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา บริษัทจึงได้มีการจัดตั้งนิวไลน์บิซิเนสขึ้นมาใหม่ เรียกว่า “Five Star Remastered” เพื่อรองรับธุรกิจดังกล่าว โดยการคัดเลือกภาพยนตร์ที่ผู้ชมเรียกร้องอยากชมมากที่สุด จำนวน 20 เรื่อง เพื่อนำมารีมาสเตอร์ใหม่ สู่รูปแบบ วีซีดี และ ดีวีดี คาดว่าภายในสิ้นปีนี้น่าจะเรียบร้อยทั้ง 20 เรื่อง อาทิ เช่น บุญชู น้ำพุ วัยอลวน คนอีสาน และ ด้วยเกล้า ซึ่งการลงทุนนำภาพยนตร์กลับมารีมาสเตอร์ใหม่นี้ ถือเป็นการรทำงานที่ต้องใช้เวลา เพราะใช้ฝีมือคนทำ ไม่ได้ผ่านโปรแกรม ดังนั้น บริษัทจึงได้วางงบลงทุนไว้กว่า 20 ล้านบาทในส่วนดังกล่าว พร้อมกับใช้เพื่อการประชาสัมพันธ์สู่ผู้ชมด้วย

“นิวบิซิเนสใหม่นี้ ถือเป็นการนำเอาหนังเก่าที่มีอยู่แล้ว มาสร้างมูลค่าเพิ่ม ถึงแม้จะเป็นครั้งแรกที่บริษัทเข้ามาทำตลาดดีวีดีและวีซีดี แต่ก็มองว่าปีแรกน่าจะมีรายได้ถึง 100 ล้านบาท เพราะเชื่อว่าความต้องการของกลุ่มที่ต้องการสะสมยังมีอยู่ ถึงแม้ว่าเมื่อปล่อยสินค้าออกไปแล้ว จะพบกับปัญหาแผ่นผีก็ตาม”

สำหรับรายได้จากนิวบิซิเนสนี้ จะมีอยู่ 2 ช่องทาง คือ 1.จำหน่ายเพื่อสะสม โดยลูกค้าสามารถติดต่อเข้ามายังบริษัทได้ทันที ส่วนอนาคตหากมีผู้ที่สนใจต้องการเป็นตัวแทนจำหน่ายก็ยินดีที่ร่วมธุรกิจด้วย 2.จำหน่ายเพื่อเช่า โดยในเดือน พ.ค.ที่จะถึงนี้ บริษัทจะมีการจำหน่ายภาพยนตร์แก่ร้านเช่าภาพยนตร์อีกทางหนึ่งด้วย

อย่างไรก็ตาม สำหรับรายได้รวมปีนี้ บริษัทตั้งเป้าไว้ที่ 500 ล้านบาท (รวมนิวบิซิเนส) จากภาพยนตร์ที่คาดว่าจะเข้าฉายทั้งหมด 5-6 เรื่อง โดยขณะนี้ลงตัวแล้วที่ 3 เรื่อง คือ ลองของ2, บุญชู 9 และ อินทรีแดง 1 โดยรายได้ที่วางไว้นี้หากไม่รวมกับนิวบิซิเนสแล้ว ถือเป็นรายได้ที่ทรงตัวเท่าปีที่ผ่านมา เนื่องจากมองว่าปีนี้ตลาดภาพยนตร์ไทยช่วงต้นปีที่ผ่านมา ไม่ค่อยดีเท่าที่ควร คาดว่าทั้งปีน่าหากยังสามารถรักษามูลค่าตลาดไว้ที่ 1,700-1,800 บาทได้ ก็ถือว่าดีมากแล้ว

จาก: JasonSจัง!!!
วันที่: 23/04/51 - 21:58 น.
IP Address: 124.120.181.xx
ความคิดเห็นที่ 61
จริงๆ อยากให้ไฟวสตาร์นำหนังเก่าต่อไปนี้ กลับมารีมาสเตอร์ใหม่ด้วยครับ ไม่รู้จะได้ดูอีกหรือเปล่า

- 10 ยอดแสบ -(สมบัติ,สรพงษ์,นัยนา,มานพ)
- พยัคฆ์ร้ายไทยถีบ -(สมบัติ,อรัญญา,ไพโรจน์,สะอาด)
- 3 ผู้ยิ่งใหญ่ -(สรพงษ์,ภาวนา,ไพโรจน์)
- ตบะแตก -(สมบัติ,อรัญญา,สมภพ)
- แบงค์ -(สมบัติ,กรุง,อรัญญา,ภาวนา,หลอลี่,นิรุตต์)
- เงินปากผี -(จตุพล,เนาวรัตน์)


จาก: JasonSจัง!!!
วันที่: 23/04/51 - 22:18 น.
IP Address: 124.120.181.xx
ความคิดเห็นที่ 62
มี ข่าว มา แจ้ง
มีโครงการดีๆ ใช้ชื่อ...แกะกล่องหนังไทย...ของ ไทยพีอาร์เอส
(ช่อง ไอทีวีเก่า) กำหนดฉายหนังไทยเก่าๆ กำหนดการการดังนี้
....เสาร์ที่ 3 พค. เรื่อง...7 พระกาฬ
....เสาร์ที่ 10 พค. เรื่อง....จ้าวอินทรี
....เสาร์ที่ 17 พค. เรื่อง....ปราสาททราย
....เสาร์ที่ 22 พค. เรื่อง....ชูชก กัณหา ชาลี
....เสาร์ที่ 31 พค.เรื่อง.....นรกตะรูเตา
ที่ดีใจตรงที่ยังมีผู้ใหญ่เห็นความสำคัญ ของหนังไทย ถึงแม้จะมีออกจำหน่ายแล้ว แต่ดีใจแทนคนไทยหลายๆคน
ไม่แน่โปรแกรมต่อไป อาจมีหนังหลงๆ เข้ามาที่พวกเราคิดว่าไม่ได้ดูแล้วก็ได้ นะครับ

จาก: สาโรจน์
วันที่: 23/04/51 - 22:33 น.
IP Address: 58.8.153.xx
ความคิดเห็นที่ 63



ลืมบอกเลาไปว่า ทุกคืนวันเสาร์ 22.00 น.
ส่วนช่องทีวีสาธารณ ก็คือ ช่อง ไอทีวี ที่ถูกปิดไป
ขอแจมรูป SEXY ดารานิดหน่อยของคุณเนาวรัตน์ ตอนเข้ากระกวด
ออดาซ ครับ






















จาก: สาโรจน์
วันที่: 23/04/51 - 22:54 น.
IP Address: 58.8.153.xx
ความคิดเห็นที่ 64



สวัสดีครับทุกท่าน...


ข่าวดีที่คุณ JasonSจัง!!! นำมาบอกต่อนั้น..ถือว่าดีสำหรับวงการหนังไทย
เก่า ๆ ผมเองก็รอซื้ออยู่..ที่ต้องใช้คำว่า รอนั้น ก็เพราะตอนที่เขามาฉาย
ให้ดูทางช่อง 9 เก่านั้น เห็นมีการเซ็นเซอร์ภาพ เบลอภาพด้วยและมีการ
ตัดหนังบางส่วนออกไปเพื่อให้ตรงกับเวลาที่ได้จากสถานี ..ปัญหาจึงมี
ว่า กลัวเวลาขายจะหยิบมาสเตอร์ตัวไหนมาทำแน่..ยิ่งการส่งขอเลข
ทะเบียนเซ็นเซอร์ตามกฏหมายใหม่เขาบอกว่า คิดราคาค่าตรวจเซ็นเซอร์
ตามเวลาความยาวหนังคือ หนังยิ่งยาวยิ่งเสียค่าตรวจแพงมากขึ้น...
กลัวคำว่า พ่อค้า..ที่หวังลดต้นทุน..ก็เลยต้องรอดูก่อนว่า เป็นก๊อบปี้เต็ม
หรือไม่...แต่ก็ดีใจครับที่เขายังเห็นคุณค่าของหนังไทยเก่า ๆ

ส่วนที่คุณสาโรจน์นำข่าวหนังฉายทีวีนั้น ก็บังเอิญที่พี่แต๋วแกโทรมาบอก
ผมเหมือนกันว่า รู้สึกว่าจะมีแต่หนังค่าย xxx ผมก็เลยโทรไปถามคุณโต๊ะ
แล้ว ได้ความว่า เขาซื้อลิขสิทธิ์หนังค่าย xxx ไปฉายต่อครับ.. ส่วนหนัง
ตัวใหม่ ๆ ซิง ๆ นั้น ตอนนี้ยังไม่มีข่าวออกมาครับ.. คุณโต๊ะแกก็โล่งใจไป
อีกเปราะหนึ่งที่ขายออกทีวีได้ ไม่งั้นทุนจมเป็นปี ๆ ครับ...
มัวแต่คุยเรื่องหนังทีวีกับแก ก็เลยลืมถามว่า ข้ามาคนเดียว จะออกดีวีดี
ด้วยหรือไม่...

คืนนี้ มีรูปนักร้องลุกทุ่งเก่า ๆ มาฝากครับ...
ลองดูนะครับว่า ใครเป็นใคร.. ในรูปจะมี เสน่ห์ เพชรบูรณ์ สายัณห์ สัญญา
ศรชัย เมฆวิเชียร สังข์ทอง สีใส สุริยา ฟ้าปทุม ศักดิ์สยาม เพชรชมพู
สมัย อ่อนวงศ์ สุมิตร สัจจะเทพ สรวง สันติ ศรีไพร ใจพระ ศรเพชร ศรสุพรรณ..



จาก: มนัส138
วันที่: 24/04/51 - 22:23 น.
IP Address: 210.86.221.xx
ความคิดเห็นที่ 65



ทำไมภาพมันกระโดดมีช่องว่าง ยังนี้
มีภาพศิลปินหมู่ มาแจมด้วยครับ พี่มนัส...ภาพนักร้องขอสุภาพสตรีบ้างนะครับ (ถ้าสะดวก)

จาก: สาโรจน์
วันที่: 24/04/51 - 23:15 น.
IP Address: 58.8.150.xx
ความคิดเห็นที่ 66
มีรวมภาพดาวร้ายหนังไทยมั่งไหมครับ คุณมนัส ถ้ามีช่วยจัดให้สักชุดจะเยี่ยมมากเลยครับ

ข้ามาคนเดียว จะออกวางแผงช่วงไหนครับ หนังความยาวประมาณเท่าไร แล้วก็คุณภาพของภาพและเสียงเป็นอย่างไรครับ และจะมีเรื่องอื่นออกมาพร้อมกับ ข้ามาคนเดียว ด้วยหรือเปล่าครับ

จาก: JasonSจัง!!!
วันที่: 25/04/51 - 0:42 น.
IP Address: 124.120.179.xx
ความคิดเห็นที่ 67



ภาพอดีต ที่ไม่หวลกลับ....
ไม่ได้ไปกินไก่ 2 อาทิตย์แล้ว ชักเบื่อกระเพราไก่ไข่ดาว เสาร์นี้ว่าจะไป
กับนายแม๊กกี้ซักหน่อย ครับ พี่มนัส

จาก: สาโรจน์
วันที่: 27/04/51 - 12:41 น.
IP Address: 58.8.159.xx
ความคิดเห็นที่ 68



คุณมนัสครับ ผมเพิ่งจะถอยเครื่องฉายรัสเซีย 35 มม.
แต่ว่ามันไม่มีเลนส์ใน สภาพเครื่อง 90% ครับ ใช้หลอด
ฮาโลเจน 500 WATT เสียบไฟบ้านฉายได้เลย แสงออก
เหลืองๆ ไม่รู้ว่าภาพเป็นยังไง เพราะไม่มีเลนส์ในครับ

จาก: ธวัชชัย(อุ้ย)
วันที่: 27/04/51 - 12:47 น.
IP Address: 125.26.149.xx
ความคิดเห็นที่ 69



นี่แหละครับ เจ้าหมอนี่มันมาอยู่กับผมแล้ว
ปล. มีเลนส์สโคปแถมให้ด้วย

จาก: ธวัชชัย(อุ้ย)
วันที่: 27/04/51 - 12:49 น.
IP Address: 125.26.149.xx
ความคิดเห็นที่ 70



ภายในครับ(ภาพพวกนี้ถ่ายตอนที่มันยังอยู่
กับเจ้าของเดิมครับ)


จาก: ธวัชชัย(อุ้ย)
วันที่: 27/04/51 - 12:52 น.
IP Address: 125.26.149.xx
ความคิดเห็นที่ 71



สงสัยผมต้องไปหาเลนส์ในเครื่องโตกิว่า แล้ว
เอามากลึงปลอกเลนส์ให้ใส่กันได้ซะแล้วสิ
(ทำการฉายครับ)

จาก: ธวัชชัย(อุ้ย)
วันที่: 27/04/51 - 12:56 น.
IP Address: 125.26.149.xx
ความคิดเห็นที่ 72



นี่แหละครับหลอดฉาย อยู่ที่ฝาด้านข้างของตัวเครื่อง


จาก: ธวัชชัย(อุ้ย)
วันที่: 27/04/51 - 12:59 น.
IP Address: 125.26.149.xx
ความคิดเห็นที่ 73



สวัสดีครับทุกท่าน...

คุณสาโรจน์ ขอภาพนักร้องสตรีบ้าง ถ้าเน็ตไม่แฮงก่อน ก็คงจะได้ดูครับ

ส่วนที่คุณ JasonSจัง!!! ขอรวมภาพดาวร้ายหนังไทยนั้น ก็จะจัดให้
เป็นลำดับถัดไป.. เมื่อบ่าย ๆ วันเสาร์ ผมก็มัวแต่ตื่นเต้นและดีใจกับข่าว
ดีที่คุณโต๊ะโทรมาบอกว่า ตอนนี้ได้บทพากย์หนังมิตรเรื่อง วังไพร แล้ว
ก็เลยให้ผมเตรียมฟิล์มให้ด้วย...ก็เลยไม่ได้ถามเรื่องหนังงวดใหม่อีก

ส่วนเครื่องฉายหนังที่คุณธวัชชัย(อุ้ย) ซื้อมานั้น เสียงหนังเป็นอย่างไร
บ้างครับ และเสียงเครื่องดังแรงหรือเปล่า..ส่วนแสงนั้น ผมว่าคงจะฉาย
ดูเล่น ๆ ในบ้านได้เท่านั้น (แล้วแพงไหมครับ...)

แล้วก็ต่อด้วยภาพเก่า ๆ ของนักร้องลูกทุ่งชายในอดีต...

ในภาพจะมี ศรคีรี ศรีประจวบ ไวพจน์ เพชรสุพรรณ วิไล พนม
ลพ บุรีรัตน์ รุ่งเพชร แหลมสิงห์ ระพิน ภูไท ยอดรัก สลักใจ
แมน เนรมิตร ไพรวัลย์ ลูกเพชร เพลิน พรหมแดน พรไพร เพชรดำเนิน
พรชัย สร้อยเพชร...

จาก: มนัส138
วันที่: 28/04/51 - 20:58 น.
IP Address: 210.86.221.xx
ความคิดเห็นที่ 74



นักร้องลูกทุ่งชาย...พร ภิรมย์ พร ไพรสนธิ์ พนม นพพร บรรจบ เจริญพร
ชาย เมืองสิงห์ ดาว บ้านดอน ชินกร ไกรลาศ ชาตรี ศรีชล
โฆษิต นพคุณ คัมภีร์ แสงทอง กังวานไพร ลูกเพชร ก.วิเสส
หนุ่ม เมืองไพร....ลองดูเอาเองนะครับว่า ใครเป็นใคร...

จาก: มนัส138
วันที่: 28/04/51 - 21:02 น.
IP Address: 210.86.221.xx
ความคิดเห็นที่ 75



แล้วก็ตามด้วยนักร้องหญิง ตามที่ขอมาบ้างนะครับ..
ในภาพจะมี.. ศรีนวล สมบัติเจริญ วิภารัตน์ เปรื่องสุวรรณ
ละอองดาว สกาวเดือน เรียม ดาราน้อย กิ่งดาว จันทร์สวัสดิ์
ยุพิน แพรทอง...

จาก: มนัส138
วันที่: 28/04/51 - 21:04 น.
IP Address: 210.86.221.xx
ความคิดเห็นที่ 76



อีกใบครับ... พุ่มพวง ดวงจันทร์ บุปผา สายชล ขวัญใจ ศรีประจันต์
น้ำอ้อย พรวิเชียร สวนสน มนต์สวรรค์ บานเย็น รากแก่น
อรอุมา สิงห์ศิริ...คิดว่า คงจำกันได้นะครับ...

จาก: มนัส138
วันที่: 28/04/51 - 21:07 น.
IP Address: 210.86.221.xx
ความคิดเห็นที่ 77
นี่ก็ใกล้จะถึงวันที่ 1 พฤษภาคม แล้ว..
สำหรับวันนี้ อาจเป็นวันแรงงานสำหรับคนทั่วไป..แต่สำหรับคุณพักรบแล้ว
วันนี้จะเป็นวันที่คุณพักรบ จะทำอะไรให้กับพระเอกผู้ยิ่งใหญ่ มิตร ชัยบัญชา
ตั้งแต่ผมรู้จักคุณพักรบมา..ก็เห็นแกประพฤติปฏิบัติเช่นนี้ตลอดมา...
พอถึงวันที่ 1 พฤษภาคม แกจะชักชวนเพื่อน ๆ ขับรถไปที่ศาลมิตรที่
พัทยา..ไปไหว้ศาล..ไปทำบุญแล้วก็แวะเที่ยวบ้างนิดหน่อย...
แกทำแบบนี้มาทุกปี...

ผมเองก็เพิ่งมีโอกาสได้ร่วมไปกับคุณพักรบก็เมื่อปีที่แล้ว..จำได้ว่า..
บรรยากาศดีมาก ๆ..พวกเราหลาย ๆ คน ทั้งที่เป็นเพื่อนในเว็บนี้และก็
เพื่อนนอกเว็บ..นัดกันไปนั่งรถตู้ที่คุณพักรบจัดมาบริการที่ซอยทองหล่อ
หน้าโชว์รูมเบนซ์ทองหล่อตอนหกโมงเช้า....แล้วก็นั่งรถไปด้วยกัน..

ปีที่แล้ว น้องแพก็มาจากเชียงใหม่...มีจาจาไปรับแล้วก็ให้พี่จุ ขับรถตาม
ไปติด ๆ แต่ถึงก่อนพวกเราที่มัวแต่เกือบหลงทาง...พอใกล้ถึงวันนี้ก็อดคิด
ถึงความสนุกสนานที่คุณพักรบพาเราไปพบกัน... คนที่มีความสุขที่สุดก็
เห็นจะเป็นน้องแพ..เพราะนอกจากจะได้ไปไหว้ลุงมิตร...แล้ว บ่าย ๆ
ก็ได้กอดกันกลมกับน้าปุ๊ปิยะมาศ...อีกต่างหาก..

ปีนี้ก็เช่นกัน..คุณพักรบนัดเพื่อน ๆ ไปพบกันที่ซอยทองหล่อเช่นกัน...
แต่ว่า ปีนี้ พวกเราจะไปไหว้ศาลมิตรที่เพชรบุรีครับ...ไม่รู้ว่าจะได้เจอ
บรรยากาศเหมือนเมื่อก่อนหรือไม่...เพราะเพื่อน ๆ หลายคนก็ติดธุระ
หลายอย่าง.. พีอ๊อด ก็ไปไม่ได้.. คุณเล็กแฟนหนังไทย ธนาคารก็ให้มา
เข้ากะตอนสามโมงเย็น..ก็ไปไม่ได้อีก.. น้องแพ ก็ติดอบรมอีก...
ส่วนพี่จุนั้น ก็ติดอะไรอีกก็ไม่รู้...
ผมอาจจะอายุมากขึ้น ก็เลยเริ่มบ่นๆๆ คืนวันเสาร์ที่เคเอฟซี ก็มีคนไปคุย
กันน้อยลง.. แต่ละคนก็ต้องมีภาระแตกต่างกันไป..บางคนก็ต้องเลี้ยงลูก
บางคนเมียไม่ให้มา...พอไม่มาสักครั้งสองครั้งก็เริ่มหายไป...ก็ไม่ได้ว่า
อะไรกันเพราะผมเองก็ชักจะเดินขึ้นกะไดร้านเคเอฟซีไม่ไหวแล้ว...
กลับจากคลองถมดึก ๆ ทีไร ก็เหนื่อยหอบยังไงก็ไม่รู้..ไม่รู้ว่าจะมีแรงไป
ได้อีกนานเท่าไร.. ลงจากเคเอฟซีมาก็เห็นคุณศุภชัยสาละวนอยู่กับการ
เลือกซื้อดีวีดี...ก็ได้แต่ยิ้ม...เพราะเป็นเหมือนผมตอนที่ไปคลองถมครั้ง
แรก ๆ ที่จะเอาแต่เดิน ๆ ๆ วนไปวนมาเพื่อหาของที่ต้องการ..ต้องเหนื่อย
จริง ๆ ถึงจะหยุดคุย...แต่ก็แปลกนะ พอหยุดคุย ก็ได้เพื่อนกลุ่มใหญ่ตาม
มา..เพราะผมไปหยุดคุยตรงร้านที่เขาขายเครื่องฉายหนัง...ก็ไปช่วยเขา
ฉายหนังบ้าง คุยกันบ้าง ก็เลยได้เพื่อนมาเยอะ....


จาก: มนัส138
วันที่: 28/04/51 - 21:30 น.
IP Address: 210.86.221.xx
ความคิดเห็นที่ 78



บ่นมากแล้ว..ก็มาดูดาวร้ายในหนังไทยกันบ้างนะครับ...
ในภาพจะมี สมพล กงสุวรรณ เกชา เปลี่ยนวิถี เมือง อพอลโล
ไกร ครรชิต ดามพ์ ดัสกร แพน บรเพ็ด พิภพ ภู่ภิญโญ กฤษณะ อำนวยพร...

จาก: มนัส138
วันที่: 28/04/51 - 21:37 น.
IP Address: 210.86.221.xx
ความคิดเห็นที่ 79



สุดท้ายคืนนี้แล้วครับ...
ลักษณ์ อภิชาติ สมศักดิ์ ชัยสงคราม ภูมิ พัฒนายุทธ ฤทธิ์ ฤาชา
โสธร รุ่งเรือง กิตติ ดัสกร คริส แคราย ยงค์ อยุธยา....

หมู่นี้ ฝนตกฟ้าร้อง ฟ้าแลบบ่อย ๆ ก็เลยไม่ค่อยกล้าเข้าเน็ตเพราะเคย
โดนฟ้าผ่าลงเครื่องมาแล้ว...ใครไม่เคยโดน ต้องระวังหน่อยครับ...


จาก: มนัส138
วันที่: 28/04/51 - 21:41 น.
IP Address: 210.86.221.xx
ความคิดเห็นที่ 80
ขอบคุณ คุณมนัสฯ สำหรับรวมภาพดาวร้ายหนังไทยครับ น่าเสียดายที่ขาด มานพ อัศวเทพ, โดม สิงห์โมฬี, อนันต์ สัมมาทรัพย์ อีก 3 คนครับ

จาก: JasonSจัง!!!
วันที่: 28/04/51 - 23:42 น.
IP Address: 124.120.172.xx
ความคิดเห็นที่ 81



สวัสดีครับ...ทุกท่าน

ขอบคุณคุณ JasonSจัง!!! ที่แวะเข้ามาดูดาวร้ายหนังไทยที่ขอไว้ครับ..
ส่วนทีขาดไปนั้น จะจัดให้วันหน้านะครับ..ลองบอกชื่อเพิ่มอีกซิครับ..
ผมจะได้นำมาภาพมาต่อให้อีก...

คืนนี้ นำบทความเก่าจากหนังสือฟิล์มแอนด์สตาร์ส เล่มที่ 52
ประจำเดือนพฤศจิกายน 2549 มาให้อ่านครับ...

ลือชัย.. พระเอกตุ๊กตาทองคนแรกของไทย โดย มนัส กิ่งจันทร์

วันที่ 6-7-8 ตุลาคม 2549 ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสไปร่วมจัดงานรำลึก 36 ปีมิตร ชัยบัญชา ที่หอภาพยนตร์แห่งชาติ ท่าวาสุกรี สิ่งหนึ่งที่ได้รับกลับมาก็คือ คำถามเชิงคำแนะนำจากผู้ชมภาพยนตร์ที่ถามว่า ทำไม ไม่มีใครจัดงานรำลึกถึงดาราท่านอื่น ๆ บ้าง.. ซึ่งเรื่องทำนองนี้ ผมเคยได้ยินมานานแล้ว แต่ส่วนใหญ่มักจะเป็นเพียงคำพูดลอย ๆ ที่พูดผ่านไปผ่านมาเท่านั้น

ผมอยากบอกว่า เหตุที่ทำให้งานรำลึกมิตร ชัยบัญชา สามารถจัดขึ้นสำเร็จมาได้ทุก ๆ ปีนั้น อยู่ที่พลังของกลุ่มแกนนำมากกว่า โดยเฉพาะชมรมคนรักมิตร ชัยบัญชา ที่เกาะกลุ่มกันอย่างเหนี่ยวแน่นและร่วมแรงร่วมใจกันทำงานนี้ขึ้นมา ผมลองคุยกับหัวหน้าหอภาพยนตร์แห่งชาติแล้ว ท่านเองก็ยินดีสนับสนุนให้มีการจัดกิจกรรมทำนองเดียวกันนี้ให้กับดาราท่านอื่น ๆ ด้วย เพียงแต่ต้องมีกลุ่มหรือแกนนำเข้าไปเสนอโครงการเพื่อร่วมจัดงานกับหอภาพยนตร์แห่งชาติเหมือนอย่างที่ชมรมคนรักมิตร ชัยบัญชา ทำมาในปีนี้

ผมชอบคำพูดของ พิศมัย วิไลศักดิ์ ซึ่งปีนี้ให้เกียรติมาร่วมงานและได้กล่าวถึงการจัดงานนี้ในทำนองว่า ดีใจที่คนยังไม่ลืมมิตร ชัยบัญชา ขนาดตายมาตั้ง 36 ปีแล้ว ก็ยังมีคนจัดงานให้ จึงรู้สึกสบายใจและคิดได้ว่า ในอนาคตคนก็จะไม่ลืมท่านด้วย.. ก็ต้องคอยดูกันต่อไปว่า จะมีกลุ่มแฟนพันธุ์แท้ดาราท่านใด จะเสนอตัวเข้ามาจัดงานแบบนี้บ้าง แต่สำหรับ Thai old school แห่งนี้ ก็ยังพร้อมที่จะทำหน้าที่ปลูกฝังเพื่อบอกกล่าวเล่าขานตำนานหนังไทยเก่า ๆ ต่อไปและดาราเก่า ๆ อีกท่านหนึ่ง ซึ่งเคยได้รับความนิยมสูงสุดมาแล้วที่ผมจะกล่าวถึงในวันนี้ก็คือ ลือชัย นฤนาท

ลือชัย นฤนาท มีชื่อจริงว่า พิชัย จิตรีขันธ์ ชื่อเล่นว่า เล็ก เกิดปี พ.ศ.2475 ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จบการศึกษาที่โรงเรียนมัธยมวัดบพิตรพิมุข เคยทำงานที่กองปราบ สามยอด มียศเป็นสิบตำรวจโท

ปี 2499 ลือชัย นฤนาท เข้าไปรับบทตัวประกอบจากภาพยนตร์เรื่อง บ้านทรายทอง สร้างโดยโยคีสถานสี่พระยาภาพยนตร์ ซึ่งมี ชนะ ศรีอุบล-เรวดี ศิริวิไล เป็นพระเอก-นางเอก ต่อมา สุพรรณ พราหมณ์พันธุ์ ผู้อำนวยการสร้างและผู้กำกับแห่งภาพยนตร์สหะนาวีไทย ก็ได้มอบบท ชีพ ชูชัย พระเอกของเรื่อง เล็บครุฑ ให้กับลือชัย นฤนาท

เล็บครุฑ เป็นอาชญนิยายสืบสวนยอดฮิต เขียนโดย พนมเทียน สร้างในระบบ 16 ม.ม. พากย์สด ซึ่งนับเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกที่ลือชัย นฤนาท ได้แสดงเป็นพระเอก นำออกฉายครั้งแรกวันที่ 12 พฤษภาคม 2500 ที่โรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมกรุง-เฉลิมบุรี ประสบความสำเร็จเกินคาด เล่นเอาหนุ่ม ๆ เดินคอเอียงกันเป็นแถว น่าเสียดายที่ปัจจุบันนี้ ไม่มีเศษซากฟิล์มภาพยนตร์เรื่องนี้เหลือให้ดูอีกแล้ว ความสำเร็จจากเรื่อง เล็บครุฑ ยังส่งผลให้ในปีเดียวกันนั้น ลือชัย นฤนาท ได้รับพระราชทานรางวัลตุ๊กตาทองในฐานะดารานำฝ่ายชายคนแรกของวงการการภาพยนตร์ไทยอีกด้วย

เริ่มขึ้นปี 2501 ชื่อของลือชัย นฤนาท ก็ถูกจัดวางอันดับให้เป็นพระเอกอันดับต้น ๆ แต่ทว่างานภาพยนตร์ของลือชัยต้องมีอันชะงักไปเพราะติดปัญหาเรื่องส่วนตัว ทำให้ระยะเวลาที่ลือชัยยืนเป็นพระเอกจนถึงปี 2514 มีภาพยนตร์เพียงแค่ประมาณ 36 เรื่องเท่านั้น ซึ่งเทียบกับพระเอกท่านอื่นในยุคเดียวกันนั้น ถือว่า ลือชัยแสดงภาพยนตร์ไว้น้อยมาก ๆ

ภาพยนตร์ที่ลือชัย นฤนาท แสดงเป็นพระเอกมีดังนี้คือ ดอกฟ้าในมือโจร (2501 ลือชัย-ส.อาสนจินดา-ตรีงตา), นักรักนักสู้ (2501 ลือชัย-พรพิไล สุขศิริ), มังกรแดง (2501 ลือชัย-อมรา อัศวนนท์), การะเกด (2501 ลือชัย-พิศมัย วิไลศักดิ์), แววมยุรา (2501 ลือชัย-อมรา อัศวนนท์), ฝ่ามรสุม (2502 ลือชัย-อมรา อัศวนนท์),รอยเสือ (2502 สุรสิทธิ์ สัตยวงศ์-ลือชัย-เจ้ากอแก้ว ประกายกาวิลฯ), มือเหล็ก (2502 ลือชัย-มิสคูมี่), ภูตเหลือง (2502 ลือชัย-วิไลวรรณ วัฒนพานิช), มัจจุราชประกาศิต (2502 ส.อาสนจินดา-ลือชัย), ไอ้แก่น (2502 ลือชัย-รัตนาภรณ์ อินทรกำแหง), กงกรรม (2503 ลือชัย-มิสคูมี่), เสือเฒ่า (2503 พันคำ-ลือชัย-อาคม มกรานนท์), ทูตนรก หรือเล็บครุฑ ภาคจบ (2503 อมรา อัศวนนท์-ลือชัย), ยอดรักพยัคฆ์ร้าย (2507 ลือชัย-เอื้อมเดือน อัษฎา), พรายดำ (2507 ลือชัย-เพชรา เชาวราษฎร์), คมแสนคม (2507 ลือชัย-วัลย์ลดา รุ้งวิไล), ค่ายบางระจัน (2508 ไชยา สุริยัน-ลือชัย-มิสอันฮวา), รอยร้าว (2508 ลือชัย-เอื้อมเดือน อัษฎา), อ้ายค่อม (2509 ลือชัย-ภาวนา ชนะจิต), ชาติกระทิง (2509 สมบัติ เมทะนี-ลือชัย-เพชรา เชาวราษฎร์), สิงห์สันติภาพ (2509 ลือชัย-โสภา สถาพร), น้ำค้าง (2509 มิตร ชัยบัญชา-ลือชัย-เพชรา เชาวราษฎร์), เพชรตัดเพชร (2509 มิตร ชัยบัญชา-ลือชัย-เพชรา เชาวราษฎร์), พรายพิฆาต (2510 อาภัสรา หงสกุล-ลือชัย), เจ้าแม่ปานทอง (2510 ลือชัย-โสภา สถาพร), น้ำฝน (2510 ลือชัย-เนาวรัตน์ วัชรา), ชาตินักสู้ (2511 ลือชัย-เพชรา เชาวราษฎร์), คฤหาสน์รัก (2512 ลือชัย-เพชรา เชาวราษฎร์), แก้วสกุณา (ลือชัย-เพชรา เชาวราษฎร์), ขุนตาล (2512 ลือชัย-สมบัติ เมทะนี-อภิญญา วีระขจร), คมแฝก (2513 สมบัติ เมทะนี-เกชา เปลี่ยนวิถี-ลือชัย), ไอ้เบี้ยว (2513 มิตร ชัยบัญชา-ลือชัย-เพชรา เชาวราษฎร์), นักร้องจ้าวนักเลง (2514 มิตร ชัยบัญชา-ลือชัย-ปริศนา ชบาไพร), อรุณรุ่งฟ้า (2514 ลือชัย-เพชรา เชาวราษฎร์), จอมดาบพิชัยยุทธ (2514 มิตร ชัยบัญชา-ลือชัย-สุทิศา พัฒนุช) เป็นต้น

ในจำนวนภาพยนตร์ที่ลือชัย นฤนาท แสดงเป็นพระเอกนั้น เรื่อง กงกรรม เป็นเรื่องแรกที่ลือชัยลงทุนเป็นผู้อำนวยการสร้างเองในชื่อ นฤาชาภาพยนตร์ มีครูเนรมิต เป็นผู้กำกับการแสดง ซึ่งเรื่องนี้เองทำให้ลือชัยประสบอุบัติเหตุหวุดหวิดจนเกือบเสียโฉม ออกฉายครั้งแรกเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2503 ที่โรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมกรุง-เฉลิมบุรี ซึ่งก็ไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าไรนัก จึงหยุดงานสร้างไปพักหนึ่ง

ครั้นเริ่มปี 2508 ลือชัยและครอบครัวจึงหันกลับมาทยอยสร้างภาพยนตร์อีกเช่นเรื่อง รอยร้าว (2508), สิงห์สันติภาพ (2509), ชาตินักสู้ (2511), คฤหาสน์รัก (2512), ไอ้เบี้ยว (2513), อรุณรุ่งฟ้า (2514), ไม้ป่า (2516 ยอดชาย เมฆสุวรรณ-เพชรา เชาวราษฎร์), อาถรรพณ์สวาท (2517 ยอดชาย เมฆสุวรรณ-ภาวนา ชนะจิต) โดยไม่เคยกำกับการแสดงเลยและเมื่อพ้นวัยที่จะรับบทเป็นพระเอกแล้ว ลือชัยก็ยังทำหน้าที่นักแสดงประกอบอีกหลายเรื่องเช่น ชุมทางผี (2518 ยอดชาย เมฆสุวรรณ-อรัญญา นามวงศ์), 5 แผ่นดินเพลิง (2519 กรุง ศรีวิไล-มิสเคียวจิน), นักเลงไม่มีอันดับ (2520 กรุง ศรีวิไล-ภาวนา ชนะจิต), เขาใหญ่ (2521 กรุง ศรีวิไล-สรพงษ์ ชาตรี), ไอ้หนุ่มหมัดพังพอน (2523 เฉินหลงไทย-บรู๊ซลีไทย-หลินเหมียวเก้อ) เป็นต้น

แม้ ลือชัย นฤนาท จะเป็นถึงพระเอกตุ๊กตาทองคนแรก แต่เมื่อไล่เรียงดูจากผลงานภาพยนตร์แล้ว เห็นได้ว่า โชคชะตาด้านภาพยนตร์ของเขาช่างอาภัพนัก บางท่านถึงกับออกปากว่า เป็นเพราะอาถรรพณ์ของตุ๊กตาทอง.. กลุ่มแฟน ๆ ที่อยากจะรำลึกถึงผลงานภาพยนตร์ที่ลือชัยแสดง ก็ยังอาภัพตามไปอีกเพราะจนถึงปัจจุบัน ภาพยนตร์ที่ลือชัยแสดงไว้มีกลับมาเป็นวีซีดีให้ดูอยู่เพียง 3 เรื่องเท่านั้น (คือ เพชรตัดเพชร, คมแฝก, 5 แผ่นดินเพลิง) ซึ่งเหตุนี้กระมังที่ทำให้กลุ่มแฟน ๆ ของลือชัยห่างหายกันไปเรื่อย ๆ


จาก: มนัส138
วันที่: 29/04/51 - 21:13 น.
IP Address: 210.86.221.xx
ความคิดเห็นที่ 82



ปิดท้ายด้วยภาพของพระเอก-นางเอก...แต่ว่าในแต่ละเรื่องนี้รับบทที่
ไม่ใช่คน...ผมตั้งชื่อภาพว่า...เรื่องนี้ ไม่ใช่คน...ส่วนจะเป็นอะไรบ้าง
ลองช่วยกันทายดูซิครับว่า มาจากหนังเรื่องอะไรกันบ้าง...

จาก: มนัส138
วันที่: 29/04/51 - 21:17 น.
IP Address: 210.86.221.xx
ความคิดเห็นที่ 83
รบกวนคุณช่วยเอาบทความเรื่องเซ็นเซอร์ ประมาณกลางปีที่แล้ว กับเรื่องที่ว่าเด็กรุ่นใหม่ลืมกำพืดเมื่อเร็วๆนี้มาตีพิมพ์ตรงนี้ได้ไหมคะ ดิฉันทิ้งหนังสือไปหมดแล้ว ขอบคุณค่ะ

จาก: วัลยา
วันที่: 29/04/51 - 21:27 น.
IP Address: 202.149.25.xx
ความคิดเห็นที่ 84
ขอเพิ่มรายชื่อดาวร้าย สำหรับให้คุณมนัสฯ นำภาพมาลงเพิ่มครับ นอกเหนือจาก มานพ,โดม,อนันต์ แล้วก็มี
- สะอาด เปี่ยมพงศ์สานต์
- ฉัตร มงคลชัย
- ชาณีย์
- สมจินต์ ธรรมฑัต
- สุวิน สว่างรัตน์
- บู๊ วิบูลย์นันท์
- กำธร สุวรรณปิยะศิริ
- จิรศักดิ์ ปิ่นสุวรรณ
- สุเชาว์ พงษ์วิไล
- ประจวบ ฤกษ์ยามดี

ขอบคุณล่วงหน้าครับ

จาก: JasonSจัง!!!
วันที่: 29/04/51 - 22:11 น.
IP Address: 124.120.181.xx
ความคิดเห็นที่ 85



สำหรับบทความที่คุณวัลยาขอมานั้น เดี๋ยวผมจะทยอยลงให้ครับ...
ว่าแต่เล่มที่ผมเขียนถึง..เรื่องที่ว่าเด็กรุ่นใหม่ลืมกำพืดเมื่อเร็วๆนี้...
นั้น ผมยังนึกไม่ออกว่าเล่มไหน..เพราะเหตุว่าเวลาเขียนนั้น ผมจะเขียน
ไปตามความรู้สึกก่อน..ก๊อปแรกจึงอาจจะแรงไปหน่อย..จากนั้นผมจะ
ค่อย ๆ มาตัดทอนข้อความที่คิดว่าไม่เหมาะสมออกไป..และมักจะเป็น
การเขียนล่วงหน้าเกือบเดือนหนึ่ง..บางครั้งก็เลยจำไม่ได้ว่าออกเล่มไหน
หากคุณวัลยาระบุหัวเรื่องได้หรือชื่อใกล้เคียงได้ก็จะดีนะครับ..ผมจะได้
ไม่ต้องกลับไปค้นหาจากไฟล์ในเครื่องคอมฯ...ขอบคุณครับที่อ่านความ
คิดเห็นที่ผมเขียนมา....

ส่วนภาพนี้ ผมก็นำภาพดาวร้ายตามที่ขอมา...แต่ว่าอาจได้ไม่ครบเพราะ
บอกตามตรงว่า ดาวร้ายนั้น ยากที่จะมีภาพตีพิมพ์ในหนังสือดารารุ่นนั้นๆ
เพราะหนังสือเขาขายพระเอก-นางเอก-ดาวยั่วเป็นหลัก...ภาพดาวร้ายที่
มีจึงมักจะเป็นภาพขาวดำ..และที่ผมสแกนไว้ชุดแรกก็มักจะเป็นภาพสี..
จึงขาดภาพดาวร้ายไปหลายคนเช่น ชาณีย์ ยอดชัย ฯลฯ แต่ว่าคงไม่นาน
เพราะพี่จุ (คนชอบพิศมัย) รับหน้าที่เอาหนังสือของผมไปสแกนให้แล้ว
เป็นการสแกนภาพ ทุกแผ่นไม่ว่าภาพสีหรือขาวดำ....หากอยากดูด่วนๆ
ไม่ว่าจะเป็นภาพดาราหรือเรื่องย่อหนังไทยเก่า ๆ ก็ลองเข้าไปขอดูจาก
กระทู้พี่จุก่อนก็ได้นะครับ....

จาก: มนัส138
วันที่: 30/04/51 - 21:07 น.
IP Address: 210.86.217.xx
ความคิดเห็นที่ 86



ดาวร้ายอีกภาพครับ...
คงไม่ต้องบอกว่า ใครเป็นใครเพราะแค่เห็นหน้าก็จำได้แล้ว ใช่ไหมครับ..

คืนนี้ ต้องรีบนอนเร็วเพราะพรุ่งนี้เช้า (1 พ.ค.) คุณพักรบจะพาพวกเราเดิน
ทางไปทำบุญและไหว้ศาลมิตร ชัยบัญชา ที่จังหวัดเพชรบุรี..
เดินทางออกจากซอยทองหล่อเวลาประมาณ 7 โมงเช้าครับ..
ผมเองก็ลืมสนิทว่า 1 พฤษภาคมนี้ เป็นวันคล้ายวันเกิดของคุณพักรบ..
ก็ขอให้คุณพักรบ มีสุขภาพแข็งแรงและอยู่เป็นกำลังสำคัญให้กับการจัด
งานรำลึกถึง มิตร ชัยบัญชา ตลอดไปนะครับ...


จาก: มนัส138
วันที่: 30/04/51 - 21:13 น.
IP Address: 210.86.217.xx
ความคิดเห็นที่ 87



หายไปสอง สามวัน..กลับมาอีกทีเลยพลาดข่าว.ไปเพชรบุรี...ขอให้พี่พักรบ และ พี่ มนัส สุขสมบูรณ์ ด้วยอายุ สุขภาพ และ การเงิน ครับ...ผมบุญมันไม่ค่อยมีเลยไม่ได้ ไป งาน ทำบุญคุณด้วย..ขอให้เดินทางปลอดภัย ครับ..

จาก: jo(โจ้)
วันที่: 01/05/51 - 10:04 น.
IP Address: 116.58.231.xx
ความคิดเห็นที่ 88
สภาพกลไกเครื่องก็โอเคครับคุณมนัส แต่เสียงออกจะดังสักหน่อย
แต่ตอนนี้มีปัญหาครับคุณมนัส คือภาพมันไม่นิ่งเลยครับ
เต้นเป็นจังหวะแอโรบิกเลยครับ เมื่อเช้าก็ปรับขันน็อตยึดหนามเตยดึงภาพไม่ให้ขยับแล้ว แต่ก็ยังไม่ดีขึ้นเท่าไหร่ ต้องใช้มือกดตัวเป็นก้านที่ใช้ประกบฟิล์ม(ที่อยู่ในช่องประตูฟิล์ม 2 ตัวคู่กัน พอเปิดประตูจะเห็น 2 ตัวนี่อยู่คู่ขนานกัน ของผมเป็นไม้ แต่เครื่องอื่นอาจเป็นวัสดุอย่างอื่นครับ)ภาพถึงจะนิ่งดี มีวิธีแก้มั๊ยครับ ราคาก็ตามสมควรครับหลักพัน..


จาก: อุ้ย(ธวัชชัย)
วันที่: 01/05/51 - 11:43 น.
IP Address: 125.26.153.xx
ความคิดเห็นที่ 89



สวัสดีครับพี่มนัส ช่วงนี้หาจังหวะขี้นไป KFC ยังไม่ได้เลยทั้งที่ตั้งใจมาหลายอาทิตย์แล้วว่าจขึ้นไปให้ได้ นี่ก็เตรียม cd รวมใบปิดฟลิ๊กส์ใว้ให้พี่ด้วย พี่แต๋วแกก็คงสงสัยผมแน่ๆเลยว่าหายไปไหน ใช่ไหมครับพี่มนัส และก็ได้นำภาพรีวิวหนังเก่ามาให้ชมกันครับ(ภาพมาจากพี่สมพัด)จะเป็นเรื่องอะไรก็ทายกันเล่นๆนะครับ ตัวหนังคงจะสาปสูญไปแล้วหรือไม่ก็อาจจะอยู่ต่างประเทศก็เป็นได้นะครับ เป็นเรื่องเดียวกันกับที่พี่มนัสเคยลงภาพไว้แล้ว

จาก: ศุภชัย
วันที่: 01/05/51 - 23:22 น.
IP Address: 124.121.114.xx
ความคิดเห็นที่ 90



ลืมถามพี่มนัสไปว่า หนัง"พญาเหยี่ยวโกลก"เคยออกเป็นวีดีโอเทปมาก่อนหรือเคยฉายทางทีวี/เคเบิ้ล หรื่อไม่ครับ น่าดูมากเรื่องนี้ผมพลาดไปเนื่องจากขณะนั้นมัวไปหลงอยู่กับหนังจีนฮ่องกงประเภทเจ้าพ่อมาเฟีย เสียดายมากเป็นเรื่องเดียวเลยของผู้กำกับพร ไพโรจน์ที่ไม่ได้ดูครับ

จาก: ศุภชัย
วันที่: 01/05/51 - 23:30 น.
IP Address: 124.121.114.xx
ความคิดเห็นที่ 91
ไม่รู้เป็นอะไร...เขียนแล้วส่งข้อความไม่ได้..
พญาเหยี่ยวโก-ลก..ทราบว่าเคยเป็นวีดีโอให้เช่ามาก่อนครับคุณศุภชัย
แต่ผมก็ไม่มีเทปครับ...
ส่วนทีวีนั้น ไม่แน่ใจครับ..

ลองเขียนสั้น ๆ ดูว่าจะส่งได้ไหม...แล้วค่อยกลับมาพบกันใหม่

จาก: มนัส138
วันที่: 05/05/51 - 21:14 น.
IP Address: 202.133.143.xx
ความคิดเห็นที่ 92
ผมก็เจอปัญหาเดียวกับคุณมนัสเหมือนกัน แต่รู้สึกว่าถ้าใช้เวลาเขียนข้อความนานจะต้องกลับไปกรอกตัวเลขใหม่อีกครั้งหนึ่งถึงจะส่งได้นะครับ

จาก: สุทธิพงษ์
วันที่: 05/05/51 - 22:53 น.
IP Address: 83.79.102.xx
ความคิดเห็นที่ 93



ไม่เจอพี่มนัส หลายอาทิตย์แล้ว คิดถึงแฮะ..
กำลังอิน กับภาพสวยๆ อยู่เลย (ฉงฉัย จะยุ่ง) ผมเอาภาพ คนเบื้องหลัง
มาฝากนะครับ...
จาก..หนังสือ โลกของจุรี โอศิริ

จาก: สาโรจน์
วันที่: 10/05/51 - 17:53 น.
IP Address: 58.8.154.xx
ความคิดเห็นที่ 94
..... สวัสดีครับ คุณสาโรจน์ คุณมนัส คุณศุภชัย คุณโจ้ ฯลฯ .

สวัสดีครับเพื่อนๆทุกคน

ติดตามอ่านอยู่เสมอๆครับ แต่ไม่ค่อยได้เข้ามาเขียน
วันนี้พอจะมีเรื่องให้เขียนถึงบ้าง
ก็ " พี่ต๊อก " ของคุณมิตร ไงละครับ
ปีนี้ก็ ๖ ปี แล้วนะครับที่ พี่ต๊อก ไปอยู่บนสวรรค์ร่วมกับคุณมิตร
ไม่รู้ว่าในปีนี้มีใครจัดงานรำลึกให้กับ "ล้อต๊อก" บ้างหรือเปล่า

ในบทละครเรื่อง ดาวดิน ฯ ย่อมต้องมีบท พี่ต๊อก ของคุณมิตร แน่นอน
ในค่ำคืนหนึ่งที่ทุ่งโล่งของโรงไฟฟ้า โคกสำโรง ลพบุรี
นักแสดงในเรื่อง ชาติเสือ นั่งล้อมกองไฟ คลายหนาว
และนั่งคุยกันคลายเหงา ก่อนที่จะแยกย้ายกันไปนอน

จ่าเชษฐ์ได้ถามพี่ต๊อกขึ้นมาว่า
" เมื่อไรพี่ต๊อกจะสร้างหนังกับเขาบ้าง "

พี่ต๊อกก็ตอบว่า
" เอ็งก็รีบดังๆ ให้เร็วๆ เข้าซิ จะได้มาเป็นพระเอกให้หนังของพี่ "

นั่นคือบทสนทนาในปี ๒๕๐๐
และในเวลาต่อมาคำพูดเหล่านั้นก็เป็นความจริง
ตลอดชีวิตของ มิตร ชัยบัญชา
แสดงเป็นพระเอกให้กับหนังของ พี่ต๊อก ทุกเรื่อง
ทุกเรื่องจริงๆ จนตายจากกัน
รวมได้ทั้งหมด ๑๑ เรื่อง
และเรื่องที่ พี่ต๊อก เอาพล็อตเรื่องชีวิตจริงของ ไอ้บุญทิ้ง
ซึ่งก็คือ มิตร ชัยบัญชา นั่นเอง มาใส่ไว้ใน " แสนรัก "
ก็ทำให้น้ำตาท่วมจอ น้ำเงินกระจายอยู่เต็มกระเป๋าไปหมด
จนทุกวันนี้ "แสนรัก" หนังของพี่ต๊อก เกร็ดชีวิตของจ่าเชษฐ์
ก็ยังครองหัวใจแฟนๆหนังไทยอยู่มิรู้คลาย

คิดถึง "พี่ต๊อก" ของ จ่าเชษฐ์ และ
คิดถึง " เชษฐ์" ของ พี่ต๊อก จริงๆพับผ่าซิ ..


จาก: พักรบ
วันที่: 10/05/51 - 20:43 น.
IP Address: 124.120.230.xx
ความคิดเห็นที่ 95



สวัสดีครับ คุณมนัสฯ

วันนี้ขออนุญาตนำภาพที่ได้มาจาก Forward mail มาลงที่กระทู้นี้สัก เล็กน้อยครับ เพราะเห็นว่าเกี่ยวกับหนังไทย

ภาพแรกนี่ก็เป็น ภาพโฆษณาหนังไทยหลายเรื่อง ในหนังสือพิมพ์ครับ น่าจะเป็น ไทยรัฐ มีเรื่อง ลูกขวาน ด้วย

จาก: JasonSจัง!!!
วันที่: 10/05/51 - 23:42 น.
IP Address: 125.24.90.xx
ความคิดเห็นที่ 96



ส่วนภาพนี้ก็เป็นโปรแกรมหนังของแต่ละโรง พร้อมเบอร์โทรศัพท์

ช่วงนั้น สมบัติกำลังดังครับ (ปี 2520)

จาก: JasonSจัง!!!
วันที่: 10/05/51 - 23:46 น.
IP Address: 125.24.90.xx
ความคิดเห็นที่ 97



ภาพมอบโล่ห์ฉลองความสำเร็จของหนังเรื่อง "หงส์ทอง" ที่ทำเงินผ่าน 2 ล้านบาท

จาก: JasonSจัง!!!
วันที่: 10/05/51 - 23:48 น.
IP Address: 125.24.90.xx
ความคิดเห็นที่ 98



สวัสดีครับทุกท่าน..

ไม่ได้เข้ามาหลายวัน....เกือบหากระทู้ไม่เจอครับ..
วันนี้ วันหยุด..ก็เลยลองเอาภาพจากไฟล์ที่พี่จุสแกนให้มาดูเล่น ๆ
ดูไปก็คิดถึงหนังสือหนังไทยเก่า ๆ นะครับ...
ก็เลยลองเอาปกหนังสือหนังไทยเก่า ๆ มาให้ดูกันว่า มีชื่อหนังสืออะไร
บ้าง.....

เล่มนี้ ดาราไทย...

จาก: มนัส138
วันที่: 19/05/51 - 16:14 น.
IP Address: 210.86.217.xx
ความคิดเห็นที่ 99



เล่มนี้ แฟน..
หนังสือเหล่านี้ ตอนที่ออกขายจริง ๆ นั้น ผมไม่ได้ซื้อหรอกครับ..
อาศัยดูจากร้านค้า บ้านเพื่อน...เป็นหลัก...
ต่อเมื่อมีงานทำ...แล้วจึงเริ่มซื้อจากแหล่งเก่า ๆ เช่นที่คลองถม..
สนนราคาตอนที่ซื้อนั้นก็จะตกประมาณเล่มละ 5-40 บาท
ต่อเมื่อมีคนชอบสะสมมาก ๆ เข้า ก็ทำให้มีการโก่งราคา..
คนที่มีเงินมากหน่อย ก็ได้ไว้ในครอบครอง..
ผมเองก็ทยอยซื้อไปเรื่อย ๆ ก็ได้มาประมาณ 900 เล่มเท่านั้น
ตอนนี้ก็ไม่ค่อยได้ซื้อเก็บแล้วครับ...

จาก: มนัส138
วันที่: 19/05/51 - 16:18 น.
IP Address: 210.86.217.xx
ความคิดเห็นที่ 100



ถ้าสังเกตุดี ๆ จะเห็นว่า ชื่อหนังสือแต่ละเล่มมักจะมี 2 ชื่อ..
คือชื่อหนังสือเดิมก่อน แล้วจึงมีชื่อที่จั่วหัวตัวใหญ่ซึ่งจะเป็นชื่อที่เรารู้จัก
เล่มนี้ จักรวาลดารา...ซึ่งก็มีอีกเล่มชื่อคล้าย ๆ กันชื่อ จักรวาลดาว..


จาก: มนัส138
วันที่: 19/05/51 - 16:22 น.
IP Address: 210.86.217.xx
ความคิดเห็นที่ 101



เล่มนี้ ดาราสยาม..
ยุคนั้นหนังสือหนังไทยประเภทนี้จะมีจำหน่ายเยอะมาก...
ซึ่งแสดงว่า เรื่องราวของหนังไทยเป็นที่นิยมของคนไทย
ภายในเล่ม ก็มีรูปดารา เรื่องย่อหนัง เรื่องย่อละคร ข่าวซุบซิบ
ข่าวเบื้องหลังกองถ่าย...
คนที่ซื้อก็มันจะดูหน้าปกเป็นหลักว่า ปกลงรูปใคร...

จาก: มนัส138
วันที่: 19/05/51 - 16:26 น.
IP Address: 210.86.217.xx
ความคิดเห็นที่ 102



เล่มนี้ ดารารีวิว..
ตอนแรกการหาซื้อหนังสือหนังไทยเก่า ๆ นี้ ก็หาได้ไม่ยากและราคา
ก็ไม่ค่อยแพง..แต่พอกลายเป็นของสะสม ของไว้อวดกัน..เพราะบางที
บางเล่มก็มีเพียงเล่มเดียวที่หาเจอ..ราคาจึงแพงขึ้น..
ตอนที่พี่จุกับน้องจาจา เริ่มหาซื้อหนังสือนั้น ก็เจอเข้าไปเล่มละเกือบร้อย
บาทแล้ว..แถมยังหาซื้อยากอีก...ดีที่ว่า โอชินเพื่อนผม เข้าซื้อตุนไว้
มาก จึงมีเล่มที่ซ้ำกัน ก็เลยแบ่งขายให้ในราคาทุนที่ซื้อมา..

ผมเองทีแรกก็ไม่คิดจะเก็บหนังสือเพราะเก็บหนังแล้ว ภาระเยอะแล้ว
แต่พอจะใช้ข้อมูลหนังจากหนังสือเพื่อยืนยัน ก็เคยไปพึ่งบริการห้องสมุด
แต่เจอปัญหาหนักคือ ไม่ค่อยมีหนังสือแบบนี้ จึงตัดสินใจเก็บเองดีกว่า

จาก: มนัส138
วันที่: 19/05/51 - 16:31 น.
IP Address: 210.86.217.xx
ความคิดเห็นที่ 103



เล่มนี้ มงกุฏดาว...


จาก: มนัส138
วันที่: 19/05/51 - 16:33 น.
IP Address: 210.86.217.xx
ความคิดเห็นที่ 104



เล่มนี้ ดารารัฐ...

จาก: มนัส138
วันที่: 19/05/51 - 16:35 น.
IP Address: 210.86.217.xx
ความคิดเห็นที่ 105



เล่มนี้ ดาราทอง...

จาก: มนัส138
วันที่: 19/05/51 - 16:36 น.
IP Address: 210.86.217.xx
ความคิดเห็นที่ 106



เล่มนี้ ดาราอัลบัม..

จาก: มนัส138
วันที่: 19/05/51 - 16:38 น.
IP Address: 210.86.217.xx
ความคิดเห็นที่ 107



เล่มนี้ นภาสัมพันธ์...

จาก: มนัส138
วันที่: 19/05/51 - 16:39 น.
IP Address: 210.86.217.xx
ความคิดเห็นที่ 108



เล่มนี้ ภาพดารา...

จาก: มนัส138
วันที่: 19/05/51 - 16:40 น.
IP Address: 210.86.217.xx
ความคิดเห็นที่ 109



เล่มนี้ชื่อ ดาราภาพ...

จาก: มนัส138
วันที่: 19/05/51 - 16:42 น.
IP Address: 210.86.217.xx
ความคิดเห็นที่ 110



เล่มนี้..โลกดารา...

สำหรับคนที่ชอบหนังไทยเก่า ๆ แล้ว แค่เห็นภาพจากหนังสือพิมพ์เหมือน
อย่างที่คุณ JasonSจัง!!! เอามาให้ดูก็ตะลึงแล้ว..ยิ่งเข้าไปเจอในกระทู้
ใบปิดหนังของทีม 4 ทหารเสือแล้ว ก็ยิ่งตะลึงเข้าไปอีก..

ช่วงนี้เห็นคุณศุภชัย มีภาพจากหนังสือพิมพ์มาให้ดูเรื่อย ๆ ก็ดีใจครับ.
ที่ช่วยให้พวกเราหลาย ๆ คน ได้หวนคิดถึงอดีตของหนังไทย..

โฆษณาหนังไทยสมัยก่อน ดูแล้วดีครับ..คนทำเขาจะเปลี่ยนรูปไปเรื่อยๆ
ตอนที่ผมเข้าไปค้นหนังสือพิมพ์เก่า ๆ ที่หอสมุดเพื่อหาวันฉายหนังนั้น
ก็ไปนั่งจมอยู่กับภาพแบบที่คุณศุภชัยหรือคุณJasonSจัง!!! นำมาให้ดู
นี่แหละครับ...
ตอนที่ทำงาน..เวลาไปกินข้าวตามร้าน ก็ชอบเปิดหนังสือพิมพ์หน้าหนัง
นี่แหละครับก่อน..ชอบดูว่าจะมีหนังสืออะไรมาฉาย..ชอบดูว่าในกรอบ
โรงหนังเล็ก ๆ นั้น ฉายเรื่องอะไรบ้าง ควบกับเรื่องอะไร...ขนาดว่าไกล
ออกไปถึงพระประแดง ปทุมธานี รังสิต ผมก็ยังนั่งรถเมล์ตามไปดูหนัง
ควบเลยครับ...

ส่วนภาพปกหนังสือดารานั้น เข้าใจว่ามีอีกครับเพราะตอนนี้หนังสือบาง
ส่วนพี่จุกำลังสแกนให้อยู่..



จาก: มนัส138
วันที่: 19/05/51 - 16:51 น.
IP Address: 210.86.217.xx
ความคิดเห็นที่ 111
...... ขอชมภาพ คุณมิตร ขึ้นปกสักเล่ม ครับ.

จาก: พักรบ
วันที่: 19/05/51 - 18:55 น.
IP Address: 124.120.220.xx
ความคิดเห็นที่ 112
กำลังเตรียมมาลงที่นี้ด้วยครับ พี่มนัส มีเยอะครับ กำลังเร่ง scan อยู่ครับ

จาก: ศุภชัย
วันที่: 19/05/51 - 19:53 น.
IP Address: 124.121.117.xx
ความคิดเห็นที่ 113



"กระดังงากลีบทอง"(2519)

จาก: ศุภชัย
วันที่: 19/05/51 - 20:14 น.
IP Address: 124.121.117.xx
ความคิดเห็นที่ 114



"มหาอุตม์"(2519)

จาก: ศุภชัย
วันที่: 19/05/51 - 20:15 น.
IP Address: 124.121.117.xx
ความคิดเห็นที่ 115



"ใครใหญ่ใครอยู่"(2519)

จาก: ศุภชัย
วันที่: 19/05/51 - 20:17 น.
IP Address: 124.121.117.xx
ความคิดเห็นที่ 116



"ป่าอันตราย"

จาก: ศุภชัย
วันที่: 19/05/51 - 20:19 น.
IP Address: 124.121.117.xx
ความคิดเห็นที่ 117
ภ.ป่าอันตราย คห.ที่ 116 พ.ศ.2519 ครับ

จาก: ศุภชัย
วันที่: 19/05/51 - 20:20 น.
IP Address: 124.121.117.xx
ความคิดเห็นที่ 118



"แม่มายใจถึง"(2519)

จาก: ศุภชัย
วันที่: 19/05/51 - 20:23 น.
IP Address: 124.121.117.xx
ความคิดเห็นที่ 119



"เหมือนหนึ่งในฝัน"(2519)

จาก: ศุภชัย
วันที่: 19/05/51 - 20:24 น.
IP Address: 124.121.117.xx
ความคิดเห็นที่ 120



"เดียมห์"(2519)

จาก: ศุภชัย
วันที่: 19/05/51 - 20:27 น.
IP Address: 124.121.117.xx
ความคิดเห็นที่ 121
อนึ่ง รายละเอียดประกอบภาพ คงต้องขอรบกวนพี่มนัสด้วยครับ

จาก: ศุภชัย
วันที่: 19/05/51 - 20:29 น.
IP Address: 124.121.117.xx
ความคิดเห็นที่ 122



รบกวนคุณมนัส ขอแจ้งข่าวหนังออกใหม่ของค่าย XxX ด้วยครับ เมื่อวานผมไปเดินคลองถมมามี DVD หนังใหม่หลายเรื่อง เช่น อวสานอินทรีย์แดง, หนังฝรั่งก็มี ริงโก จอมทรหด, อย่าแหย่เสือหลับ, 10 บัญญัติจอมมือปืน และ 5 เดนนรก (ตามปกที่ผมลงให้ชม)

โดยเฉพาะ 5 เดนนรก มีเสียงพากย์ให้เลือกถึง 4 แบบ 4 อารมณ์ 4 ความมัน ตั้งแต่เสียง Soundtrack ภาษาอังกฤษ, เสียงพากย์ไทย โดยพันธมิตร และที่แถมมาอีก 2 เสียงก็คือ เสียงพากย์โดย โกญจนาท อมตะนักพากย์ชื่อดังของสายอีสาน และ ศิริชัย (หนุ่ย) อมราวดี อมตะนักพากย์สายใต้ ใครที่อยู่ต่างจังหวัดน่าจะรู้จัก 2 นักพากย์ที่ผมกล่าวถึงได้ดี

ใครที่สนใจหนังฝรั่งคลาสสิก ก็อย่าลืมไปหาซื้อมาชมได้ครับ

จาก: JasonSจัง!!!
วันที่: 20/05/51 - 1:08 น.
IP Address: 124.120.168.xx
ความคิดเห็นที่ 123



DVD เรื่อง อวสานอินทรีย์แดง ออกแล้ว

จาก: JasonSจัง!!!
วันที่: 20/05/51 - 1:13 น.
IP Address: 124.120.168.xx
ความคิดเห็นที่ 124



สวัสดีครับทุกท่าน..

ก่อนอื่นคุณพี่พักรบขอดูภาพมิตร ชัยบัญชา ขึ้นปกหนังสือสักเล่ม..
บอกตามตรงนะครับว่า หนังสือดาราเก่า ๆ ที่มีมิตร ชัยบัญชาขึ้นปกนั้น
ราคาสูงที่สุดในหมู่เพื่อนดาราด้วยกัน..เรียกว่าสูงจนบางครั้งผมเองก็ซื้อ
ไม่ลง..ต้องเรียกพี่แต๋ว แฟนพันธุ์แท้มาซื้อแทน...


จาก: มนัส138
วันที่: 21/05/51 - 21:35 น.
IP Address: 210.86.217.xx
ความคิดเห็นที่ 125



มิตร ชัยบัญชา อีกครับ แต่คราวนี้เป็นปกหลังครับ...

จาก: มนัส138
วันที่: 21/05/51 - 21:39 น.
IP Address: 210.86.217.xx
ความคิดเห็นที่ 126



คห.ที่ 111 จัดให้พี่พักรบ แทนพี่มนัสครับ

จาก: ศุภชัย
วันที่: 21/05/51 - 21:40 น.
IP Address: 124.121.109.xx
ความคิดเห็นที่ 127



ปก มิตร อีกครับ แต่ว่าคราวนี้ไม่ใช่ของผมครับ แต่เป็นของพี่จุกะน้องจาจา
เขาหุ้นกันซื้อแล้วสแกนมาให้ด้วยครับ..

จาก: มนัส138
วันที่: 21/05/51 - 21:41 น.
IP Address: 210.86.217.xx
ความคิดเห็นที่ 128



อีกปกครับ(เป็นเล่มเดียวกัน)...ปีที่14 30ธ.ค.2513


จาก: ศุภชัย
วันที่: 21/05/51 - 21:44 น.
IP Address: 124.121.109.xx
ความคิดเห็นที่ 129



ของพี่จุกะน้องจาจา อีกครับ..

จาก: มนัส138
วันที่: 21/05/51 - 21:44 น.
IP Address: 210.86.217.xx
ความคิดเห็นที่ 130
แหม ใจตรงกันเลย พี่ชายผม

จาก: ศุภชัย
วันที่: 21/05/51 - 21:46 น.
IP Address: 124.121.109.xx
ความคิดเห็นที่ 131



จัดไป ลุกขึ้นไปดูอีกเครื่องหนึ่ง ปรากฏว่า รูปชนกันกับคุณศุภชัยซะแล้ว
โทษที...เอ้าเป็นว่า ให้กำไรคุณพี่พักรบก็แล้วกัน..
ภาพนี้เป็น ปกมิตร สุดท้ายครับที่พี่จุสแกนมาให้ครับ...

จาก: มนัส138
วันที่: 21/05/51 - 21:47 น.
IP Address: 210.86.217.xx
ความคิดเห็นที่ 132



อีกสักเล่มครับพี่พักรบ/พี่มนัส...ปีที่ 2 ฉบับที่ 16 ก.ย.2550

จาก: ศุภชัย
วันที่: 21/05/51 - 22:10 น.
IP Address: 124.121.109.xx
ความคิดเห็นที่ 133
หนังไทยนอกจากจะมีเสน่ห์อยู่ที่ใบปิดหนัง (สี) ที่เราคุ้น ๆ กันแล้ว
ยังมีอีกหลายหนึ่งก็ต้องลีลาการโฆษณาต่าง ๆ ที่ปรากฏอยู่ตามหน้า
หนังสือพิมพ์อย่างที่คุณศุภชัยนำมาลงให้ดูนั่นแหละครับ00
โฆษณาหนังสือพิมพ์แบบนี้อีกถือว่าเป็นตัวเร่งอย่างหนึ่งให้คนตัดสินใจ
ไปดูหนังเรื่องนั้น ๆ ซึ่งบางครั้งก็เป็นเตี้ยมกันไว้..

ตอนที่ผมเข้าไปค้นหาวันฉายหนังจากหนังสือพิมพ์ที่หอสมุดแห่งชาติ
ก็ต้องเปิดอ่านทุกฉบับ..อ่านไปก็จดไป บังเอิญไปเจอเรื่องแปลกหรือ
อาจเรียกว่าหน้าแตกก็ได้..คือ การลงโฆษณาฉายหนังนั้น เขาจะชอบ
ลงโฆษณาก่อนวันฉาย.. พอถึงฉบับรุ่งขึ้นหลังวันฉาย 1 วัน โฆษณาเขา
ก็จะเปลี่ยนโฆษณาเป็นประมาณว่า วันเดียวก็ล้านแล้ว..หรือไม่ก็ถ่ายภาพ
คนแย่งกันซื้อตั๋วหน้าโรงหนังมาให้ดู.. แต่พอเปิดอ่านไปอีกในวันต่อ ๆ มา
กลับพบว่า หนังมีการเลื่อนวันฉายออกไป..หรือไม่บางเรื่องก็ไม่ผ่านเซ็น
เซอร์ ไม่ได้ฉาย แต่โฆษณายังบอกว่า ผ่านหลักล้านไปแล้ว....

เรื่อง กระดังงากลีบทอง ที่คุณศุภชัยนำรูปมาให้ดูนั้น คอหนังอย่างพวก
เราคงผ่านสายไปแล้วจากแผ่นวีซีดีของค่ายโรส..ตอนได้แผ่นวีซีดีโรส
มา ผมดันชะล่าใจลบม้วนวีดีโอที่อัดจากช่อง 11 ทิ้งไป...ที่ไหนได้
หนังจากแผ่นโรส เนื้อหาบางตอนไม่มีเหมือนช่อง 11 ฉาย เสียดายจริงๆ
ครับ.. ก็เหมือนกับเรื่อง พรายกินรี นั่นแหละครับ ที่แผ่นของโรส มีจบแบบ
เดียว แต่ตอนที่ช่อง 11 ฉาย มีฉากจบให้ดู 2 แบบ ม้วนนี้ ผมก็เผลอลบ
ไปอีก .....

เรื่อง มหาอุตม์... เรื่องนี้ก็เช่นกัน ช่วงที่วีซีดียังไม่เข้ามาตีตลาดวีดีโอ
ผมยังเตล็ดเตร่แถวคลองถมทั้งกลางวันและกลางคืน ก็ไปเจอว่าเขามี
การเอาฟิล์ม 16 สโคปเรื่อง มหาอุตม์ มาขายกัน ผมเองนะสนใจอยู่แล้ว
แต่ว่า ต้องรอหุ้นกับเพื่อน ๆ แต่ว่าเรื่องนี้ ไม่มีใครอยากหุ้นด้วย ก็เลยไม่
ได้ซื้อฟิล์มไว้ ตอนนั้นผมก็เสียดาย แต่ก็ต้องตัดใจ ปรากฏว่าคนที่ซื้อฟิล์ม
นั้น เขาก็ซื้อมาขายต่ออีกที เขาเคยบอกผ่านเพื่อนผมว่า จะให้ผมเช่าก็
ได้ถ้าอยากดู.. ผมก็ให้เพื่อนผมบอกว่า เอา เช่าก็เช่า แต่สุดท้ายเขาก็
บอกว่า มีคนมาซื้อไปแล้ว ขายไปแล้ว จนถึงทุกวันนี้ ผมก็ไม่เคยเจอ
ฟิล์ม มหาอุตม์ อีกเลยครับ.. เคยเล่าบอกคุณโต๊ะ แกบอกว่า ทำไมไม่
โทรบอกแก แกจะซื้อไว้เอง...

ส่วนเรื่อง ใครใหญ่ ใครอยู่ นั้น ผมกับคุณโต๊ะเคยสั่งซื้อมาจากร้อยเอ็ด
แต่ว่า สภาพไม่ดีก็เลยทำอะไรไม่ได้ ดีที่ว่า หอฯ เก็บฟิล์มเนกาตีฟไว้
พวกเราจึงได้ดูกัน

ป่าอันตราย นั้น เคยเห็นฟิล์มขายที่คลองถม เคยถูกตื้อให้ซื้อฟิล์ม แต่
กลุ่มพวกผม ก็ทำเฉย ๆ นึกว่าจะไม่ได้ดูแล้ว ดีที่มีวีซีดีออกมานะครับ

ส่วนเรื่อง แม่ม่ายใจถึง นั้น ได้ข่าวว่า มีคนซื้อฟิล์มไป ผมลองให้เพื่อน
ติดต่อเช่ามาดูแล้ว แต่คนที่ซื้อไป เขายังทำเฉย ๆ อยู่ครับ เลยอดดูอีก

เรื่องที่ใคร ๆ ก็สนใจ ก็คือเรื่อง เดียมห์ ครับ แต่ว่า ไม่มีข่าวเรื่องฟิล์ม
เลยครับ เราเลยอดดูว่า กรุงมองเห็นศิริขวัญเป็นจราจรโป๊ได้อย่างไร
น่าเสียดายครับ....คุณศุภชัย

จาก: มนัส138
วันที่: 21/05/51 - 22:11 น.
IP Address: 210.86.217.xx
ความคิดเห็นที่ 134
นี่ถ้าคุณโต๊ะ แกรู้ว่า คุณ JasonSจัง!!! นำข่าวดีวีดีตัวใหม่มาแจ้งข่าวให้
แกต้องดีใจแน่ ๆ เลยครับ น่าเสียดายทีคุณโต๊ะและทีมงาน ไม่มีใครชอบ
เล่นเน็ตเลยครับ.. ขนาดผมเวลาโทรถามเรื่องหนัง หรือถามตรง ๆ ว่า
จะออกเรื่องอะไร จะเอามาลงเน็ต แกก็บอกไม่เป็นไร เกรงใจ กลัวผมจะ
เหนื่อย จะลำบาก ผมเองก็เลยไม่กล้าถามตรง ๆ ได้แต่อาศัยเวลาแก
โทรมาถามเรื่องวันฉายหนัง.... อย่างเช่น อวสานอินทรีแดง แกก็โทร
มาถามว่า ฉายวันไหน..แล้วผมก็ลืมไปจนแกออกแผ่นซะแล้ว

อย่างเรื่อง 5 เดนนรก..ที่มีการนำเสียงพากย์เก่าของ โกญจนาท นัก
พากย์สายอีสานมาใส่ไว้ด้วยนั้น ผมว่า สุดยอดจริง ๆ ครับ
ผมรู้ว่า คุณโต๊ะ ในฐานะนักพากย์หนังคนหนึ่ง แกชอบตามเก็บเสียง
พากย์ของนักพากย์ดัง ๆ ของแทบทุกพากย์ ทุกจังหวัด ไว้ในมือ แล้ว
เรื่องไหน ถ้าฟลุ๊ก ๆ ว่ามีดีวีดีหน่อย แกก็จะนำเสียงมาประกบกันแบบนี้
และ คุณ JasonSจัง!!! ถ้าจำไม่ผิด น่าจะเป็นคนโคราช ซึ่งชื่อเสียงของ
โกญจนาท นั้น ย่อมเป็นที่ประจักษ์...
ผมเองก็เป็นคนสุรินทร์ โกญจนาทก็พากย์กินพื้นที่ไปถึงเช่นกัน
บอกตรง ๆ ว่า สมัยก่อนชอบมากเช่นกัน นอกจากโกญจนาทแล้ว ยังมี
พงษ์พิทักษ์-กัณทิมา ซึ่งปัจจุบัน พงษ์พิทักษ์ ก็เป็นหนึ่งในทีมพากย์ของ
พันธมิตร เขาด้วย
คุณโต๊ะแกเอาเสียงพากย์ของนักพากย์เก่า ๆ ซึ่งส่วนใหญ่มาจากเทปรีล
ม้วนใหญ่ ๆ มาแปลงเป็นไฟล์เสียงไว้ เวลาไปบ้านแก แกชอบทำเซอร์
ไพรส์ตลอด
ที่เขียนมานี้ ก็เพราะคิดถึงนักพากย์เก่า ๆ ที่เราเคยได้ยินได้ฟัง แต่ว่าถ้า
เป็นคนที่ไม่เคยฟัง ก็ขอแนะนำก่อนดูหนังนะครับว่า ต้องทำใจเยอะๆ
หน่อย เพราะผมเคยเอาเสียงพากย์เก่า ๆ แบบนี้ไปเปิดให้คนรุ่นใหม่ ๆ
ฟังแล้ว เขาส่ายหัว บอกว่า ไม่ดี...แถมยังติว่า คนรุ่นนั้นชอบได้อย่างไร
ก็ว่ากันไปครับ

แล้วค่อยกลับมาพบกันใหม่


จาก: มนัส138
วันที่: 21/05/51 - 22:31 น.
IP Address: 210.86.217.xx
ความคิดเห็นที่ 135



ขอบคุณมากครับพี่มนัสสำหรับข้อมูลประกอบภาพ และปิดท้ายคืนนี้ด้วยภาพโฆษณาจากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับวันที่24ธ.ค.18

จาก: ศุภชัย
วันที่: 21/05/51 - 22:33 น.
IP Address: 124.121.114.xx
ความคิดเห็นที่ 136
..... ตุณมนัส กับ คุณศุภชัย รวมตัวกันได้ลงตัวจริงๆ
ขอบคุณครับที่ให้บรีการตามคำขอ ได้ชมแล้วมีความสุขครับ .


จาก: พักรบ
วันที่: 22/05/51 - 2:40 น.
IP Address: 124.120.226.xx
ความคิดเห็นที่ 137



ปกหนังสือที่มีภาพคุณมิตร ชัยบัญชา

จาก: ศธร
วันที่: 22/05/51 - 10:07 น.
IP Address: 118.174.6.xx
ความคิดเห็นที่ 138



2.

จาก: ศธร
วันที่: 22/05/51 - 10:11 น.
IP Address: 118.174.6.xx
ความคิดเห็นที่ 139



3.

จาก: ศธร
วันที่: 22/05/51 - 10:14 น.
IP Address: 118.174.6.xx
ความคิดเห็นที่ 140
ขอบคุณคุณมนัส,คุณศธร,คุณศุภชัย,คุณเจสันจัง,คุณสาโรจน์,คุณโจ้ และท่านที่ไม่ได้เอ่ยชื่อครับ
ที่นำภาพและปกหนังสือดาราในอดีตมาแบ่งปันให้ชมกัน
พวกเราคอเดียวกันเมื่อตอนเด็กเด็กก็คงจะเหมือนกัน
เวลาดูหนังสือพิมพ์ จะเปิดดูหน้าบันเทิงก่อนเลย
สำหรับผมก็เปิดหน้า 13 ดูข่าวบันเทิงก่อน
เสร็จแล้วก็ไปหน้าโฆษณาหนัง(หน้า 12)
แล้วข้างล่างจะเป็นตารางโรงฉายหนัง
ผมก็ชอบดูหนัง ตระเวณไปทั่วกรุงและปริมณฑล
ดูไปทั่วทั้งโรงชั้นหนึ่งชั้นสอง
ตอนเด็กก็ไปกับพ่อ พอโตขึ้นไปกับเพื่อน ถ้าไกลหน่อยก็ลุยเดี่ยวไปเลย
ก็เป็นความสุขอีกแบบหนึ่งในวัยเด็กและวัยรุ่น
เป็นความทรงจำที่ประทับใจ แนบแน่นยิ่งกว่าตอนโตเสียอีก
ยิ่งกลับมาได้เห็นอีกครั้ง มีความสุขครับ
ขอบคุณทุกท่านครับ


จาก: อ๊อด
วันที่: 22/05/51 - 11:58 น.
IP Address: 203.170.242.xx
ความคิดเห็นที่ 141



จัดให้อีกภาพครับ พรุ้งนี้จะต้องไปสัมนาต่างจังหวัด 2 วัน
"เสน่หาอาลัย"(2519)
ที่มา...น.ส.พ.ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 20 ก.พ.19

จาก: ศุภชัย
วันที่: 22/05/51 - 19:47 น.
IP Address: 124.121.111.xx
ความคิดเห็นที่ 142



หนังสือบู๊แซ่บ 2 มีวางขายแล้วนะครับ ผมเพิ่งไปซื้อทีร้าน คิโนคุนิยะ สาขาเซ็นทรัลเวิลด์มา 1 เล่ม

จาก: JasonSจัง!!!
วันที่: 22/05/51 - 23:26 น.
IP Address: 124.120.181.xx
ความคิดเห็นที่ 143



ไม่รู้ว่า เป็นแหล่งเดียวกับ คุณศุภชัย หรือเปล่า
...แหล่งที่มา นสพ.ไทยรัฐ หอสมุดแห่งชาติ

จาก: สาโรจน์
วันที่: 22/05/51 - 23:32 น.
IP Address: 58.8.159.xx
ความคิดเห็นที่ 144
คุณสาโรจน์ครับ การจะเข้าไปใช้งาน แล้วสามารถก็อปปี้ภาพจากนสพ.และหนังสือดาราต้องทำอย่างไรบ้างครับ ผมเคยไป แต่เห็นหน้าพนักงานแล้ว ไม่อยากถามรายละเอียดเลยครับ พวกเค้าคงกำลังคุยเรื่องละครกันอยู่ เลยไม่ค่อยจะตอบคำถามผมสักเท่าไหร่ รบกวนคุณสาโรจน์ด้วยนะครับ ขอบคุณครับ

จาก: เรียนถามคุณสาโรจน์
วันที่: 23/05/51 - 8:59 น.
IP Address: 124.120.13.xx
ความคิดเห็นที่ 145
ที่หอสมุดแห่งชาติ....จะอยู่ชั้นแรก ขวามือน่าจะเป็นห้อง 103 ครับ
...ที่เค้าท์เตอร์ จะมีเจ้าหน้าที่คอยให้บริการ โดยเราต้องกรอกแบบฟอร์ม
ที่เขาเตรียมไว้ให้ เขียนระบุ สิ่งพิมพ์ที่เราต้องการดู...เช่น
นสพ.ไทยรัฐ ฉบับประจำเดือน......ปีพศ.....(คือเราต้องคิดล่วงหน้าว่าจะดูช่วงปีไหนที่เราสนใจ
พอยื่นให้เขาจะไปค้น ประมาณสัก 10 นาทีจะเป็นรวมเล่มๆละ 1 เดือน
....ส่วนการขอถ่ายภาพเขาอนุญาติเป็นกรณี ถ้าต้องการ...จะมีแบบฟอร์ม
อีกใบ ระบุ ชื่อ ที่อยู่ และวัตถุประสงค์ ที่ต้องการ พร้อมแนบสำเนาบัตร
ปปช. (ที่นั่นมีเครื่องถ่ายพร้อม) รวมทั้งนส.ดาราประมาณปี 2520ขึ้นไป
...เสาร์-อาทิตย์ เปิด 5 โมงเช้า - 5 โมงเย็นครับ
ส่วน เดลินิวส์ จะอยู่ชั้น 3 รวมแบบไมโครฟิล์ม อ่านง่ายกว่า
.....ลองเข้าไปใช้บริการดูครับ ผมอาจโชคดีกว่า ตรงเจอเจ้าหน้าที่น่ารัก และให้บริการ-คำแนะนำ ดีมาก

จาก: สาโรจน์
วันที่: 23/05/51 - 10:37 น.
IP Address: 58.8.152.xx
ความคิดเห็นที่ 146
ขอบคุณคุณสาโรจน์ครับ ที่นำของดีมาบอกกัน
ถ้ามีโอกาส ต้องไปใช้บริการแน่นอน
เอ..ที่หอสมุดแห่งชาติ มีเจ้าหน้าที่ 2 แบบหรือครับ(น่ารักกับไม่ค่อยน่ารัก) ยังงี้คงต้องวัดดวง 555

จาก: อ๊อด
วันที่: 23/05/51 - 10:57 น.
IP Address: 203.170.242.xx
ความคิดเห็นที่ 147
กว่าจะเข้ากระทู้ได้ เมื่อเช้าไม่ผ่าน ลองใหม่ตอนเย็น....เยี่ยมจริงๆคุณสาโรจน์ เดี๋ยวว่างๆจะย่องไปอ่านบ้างค่ะ.

ส่วนหนังสือของพี่มนัสกำลังเร่งแสกนให้อยู่ค่ะ..จะเสร็จคงประมาณปี 2508มั่ง..

จาก: จุ
วันที่: 23/05/51 - 17:34 น.
IP Address: 124.120.43.xx
ความคิดเห็นที่ 148
ผมเขียนถึงการไปงาน 100 ปีคุณรัตน์ เปสตันยี ตั้งแต่กลับจากหอ
ภาพยนตร์แล้ว..แต่ว่าเข้าเน็ตยากมาก ๆ อย่างที่เพื่อน ๆ บ่นกันนั่นแหละ
วันนี้ลองเข้าตอนกลางวันดู..เผื่อจะได้..เสร็จแล้วจะไปคลองถมต่อเลย
ครับ...

อ้อ..ผมไม่มีภาพประกอบนะครับ..เห็นคุณสาโรจน์กับคุณพักรบถ่ายไว้เยอะ
ยังไงก็เอามาลงให้เพื่อน ๆ ได้ดูกันบ้างนะครับ

ก่อนหน้านี้ ผมเคยเขียนถึงโรงหนังศรีศาลายาของหอภาพยนตร์แห่งชาติ ว่า
จะเป็นที่พึ่งของหนังไทยเก่า ๆ ซึ่งทีแรกคาดหมายว่า โรงหนังจะเปิดฉายได้
ในเดือนมีนาคม 2551 แต่ก็มีเหตุให้ต้องเลื่อนการเปิดออกไปเรื่อย ๆ อันเนื่อง
จากเป้าหมายหลักที่หอภาพยนตร์เล็งว่า จะให้เป็นดาราคนแรกที่จะพิมพ์มือและ
เปิดโรงหนังก็คือ เพชรา เชาวราษฎร์ อดีตนางเอกยอดนิยม ซึ่งเรียกได้ว่าเป็น
แม่เหล็กแห่งวงการภาพยนตร์ในยุคนั้น

หอภาพยนตร์หมั่นเพียรพยายามที่จะเชื้อเชิญเพชราให้มาเปิดโรงหนังโดยตั้ง
เป้าไว้ว่า วันนั้นจะมีการนำภาพยนตร์เรื่องแรกของเพชราคือ บันทึกรักพิมพ์ฉวี
มาฉายให้ดูด้วย แต่ทุกอย่างก็ต้องเลื่อนออกไปเรื่อย ๆ เรียกว่า ฝ่ายหอฯนั้นพร้อม
แล้วไม่ว่าจะเป็นสถานที่หรือหนังที่จะฉาย ขาดแต่ไฟเขียวจากเพชราเท่านั้นที่จะ
ยินดีมาร่วมงานได้เมื่อไรเท่านั้น หอฯเผ้ารอคอยคำตอบจากเพชรา...จนถึงวันนี้
เพชราก็ยังให้คำตอบไม่ได้...

ลึก ๆ ของเพชรานั้น ผมเชื่อว่า ท่านอยากมาเป็นเกียรติให้กับโรงหนังของ
หอภาพยนตร์ แต่ก็มีคำพูดอีกอย่างหนึ่งที่ท่านพูดเสมอว่า ไม่อยากให้ใคร
เห็นท่านในสภาพเช่นนี้ (ตาบอด) ซึ่งความข้อนี้ แม้จะมีใครหลายคนเคย
บอกท่านว่า ท่านยังสวย ยังสง่า หากไม่บอกก็คงไม่มีใครเชื่อว่าท่านตาบอด
แต่ท่านก็ยังยืนยันคำพูดนี้ตลอดมา จนหลายฝ่ายเริ่มล้าในการที่จะเชื้อเชิญ
ท่านให้ปรากฏตัวต่อสาธารณชน

หอฯ เล็งเห็นถึงอนาคตและประวัติศาสตร์ของหนังไทย เล็งเห็นถึงการให้
ความเคารพ ยกย่อง เชิดชูดาราหนังไทยในอดีตทุก ๆ ท่าน จึงยังคงปรารถนา
ที่จะให้ ลานดารา แห่งนี้ มีลายพิมพ์มือของ เพชรา เชาวราษฎร์ ปรากฏอยู่
ชั่วลูกชั่วหลาน

ลานดารา ที่หอภาพยนตร์สร้างขึ้นมานั้นจะเป็นสถานที่ประวัติศาสตร์ให้
ลูกหลานในอนาคตได้พบได้เห็นสัญลักษณ์หนึ่งของอดีตดาราไทยและ
ลานดารากับโรงหนังศรีศาลายานี้ในอนาคตก็จะเป็นโรงหนังเดี่ยวโรงเดียว
ที่จักยังคงเหลือในประเทศไทย แม้เพชราจะยังมิได้ให้คำตอบ แต่กิจกรรม
ต่าง ๆ ของโรงหนังจำเป็นต้องเดินต่อ

เมื่อถึงวันนี้ วันที่ 22 พฤษภาคม 2551 ก็เป็นอีกวันหนึ่งที่หอภาพยนตร์ให้
ความสำคัญเพราะเป็นวันคล้ายวันเกิดของคุณรัตน์ เปสตันยี ซึ่งถึงปีนี้ ถ้า
ท่านยังอยู่จะครบ 100 ปีเกิดของท่าน

ถามว่า ทำไมหอภาพยนตร์จึงยกย่อง ให้เกียรติคุณรัตน์ เปสตันยี..
ผมเองคงจะเอามาสาธยาไม่หมดหรอกครับ..บอกได้แต่ว่า ท่านเป็นผู้สร้าง
หนังไทยคนแรก ๆ ที่ได้รับรางวัลจากชาวต่างประเทศอย่างเช่นหนังสั้นเรื่อง แตง
หรือหนังเดินเรื่องอย่าง สันติ-วีณา รุ่นแรก ท่านเป็นผู้ให้กำเนิด หนุมานภาพยนตร์
สร้างหนัง 35 ม.ม.บันทึกเสียงสด ๆ ในขณะที่หนัง 16 ม.ม.พากย์สดกำลังเฟื่องฟู
ท่านต่อสู้เรียกร้องให้รัฐบาลไทยหันมาสนใจภาพยนตร์ไทย อยากให้ส่งเสริมให้
เป็นอุตสาหกรรมอย่างหนึ่ง แต่ก็เหมือนกับท่านต่อสู้เพียงลำพังเพราะรัฐยังมอง
เห็นหนังไทยเป็นเรื่องของการเต้นกินรำกินมากกว่า หนังเรื่องท้าย ๆ ของท่านก็คือ
น้ำตาลไม่หวาน ที่สมบัติ-เมตตา นำแสดง เป็นหนังในปี 2507 และท่านก็มาเสียชีวิต
เมื่อสิงหาคม 2513 เรียกว่า เสียชีวิตคาเวทีขณะลุกขึ้นพูดเรียกร้องให้รัฐสนใจหนังไทย
กว่าที่เป็นอยู่ หอภาพยนตร์จึงยกย่องคุณรัตน์ให้เป็นบุคคลสำคัญต่อวงการภาพยนตร์
ไทย....

ปีนี้ หอภาพยนตร์กับมูลนิธีหนังไทยจึงจัดงานฉลอง 100 ปีรัตน์ เปสตันยี
โดยมีพิธีเปิดงานและเปิดโรงหนังศรีศาลายาไปพร้อมกัน
งานนี้ ได้รับเกียรติอย่างยิ่งจากท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม
นายอนุสรณ์ วงศ์วรรณ มาเป็นประธานในพิธี ส่วนเพื่อน ๆ เราในเว็บที่
ผมเห็นไปร่วมงานด้วย...คนแรก ๆ ก็คือ คุณสาโรจน์ ไปกับ แม๊กกี้
ติดตามด้วยกลุ่มคุณพักรบ ที่พาพี่แต๋ว กับพี่ตุ๋ม แล้วก็คุณชาย ตามมาสมทบ

ส่วนดาราที่มาร่วมงาน ส่วนใหญ่จะเน้นไปที่ดาราที่เคยแสดงหนังของคุณรัตน์
บรรยากาศในงาน เต็มไปด้วยรอยยิ้ม เขาจะให้ดาราที่มาค่อย ๆ ทยอยมาพิมพ์มือพิมพ์รอยเท้า
ที่บ่อลานดาราที่จัดไว้ขนาดประมาณ 80x80 เซนติเมตร วิธีการพิมพ์มือนั้น
เขาก็จะมีการผสมปูนซิเมนต์ไว้ที่บ่อ เมื่อแห้งพอหมาด ๆ ได้ที่ ก็จะเชิญดารา
มาทำพิธีพิมพ์มือ โดยพิมพ์มือ 2 ข้าง แล้วก็พิมพ์เท้า 2 ข้าง จากนั้นก็ให้เขียน
ชื่อ-นามสกุลพร้อมกับลงวันที่ไว้ ขณะที่พิมพ์มือก็จะมีสื่อต่างๆ คอยบันทึกภาพ
เก็บไว้

ดาราที่พิมพ์มือก็มี คุณพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ ซึ่งเป็นพระเอกในยุคหลัง ๆ ผลงาน
เรื่องแรกก็คือ เลดี้ฝรั่งดอง แม้ว่าคุณพร้อมพงศ์จะไม่ได้เล่นของคุณรัตน์ แต่ที่มา
ร่วมงานในวันนี้ ก็มาในตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมและ
โฆษกกระทรวงวัฒนธรรม นอกจากนี้ท่านยังเป็นผู้ประสานงานให้รัฐมนตรีมา
ร่วมงานนี้และยังสนับสนุนให้หอภาพยนตร์เป็นองค์การมหาชนอีกด้วย....

ต่อมาก็มีคุณดอกดิน กัญญามาลย์ คนนี้ไม่ต้องบรรยายมากเพราะใคร ๆ ก็รู้จักท่าน
ล้านแล้วจ้า...ยังจำกันได้ มีดอกดินก็ต้องมีอรสา.. ก็มีจริง ๆ คุณอรสา อิศรางกูร
สมัยเป็นเด็ก ๆ ก็เคยเล่นหนังของคุณรัตน์เรื่อง ตุ๊กตาจ๋า แต่น่าเสียดายที่คุณอรสา
มีธุระรีบไปกับหม่อมปริม บุนนาค พอหม่อมปริมพิมพ์มือเสร็จ ท่านก็เลยกกลับไป
ด้วยกัน แต่ทิ้งท้ายว่า วันหลังจะมาพิมพ์ให้...
จากนั้นก็มีคุณประจวบ ฤกษ์ยามดี คนนี้ก้นกุฏิของรัตน์เลยครับ จากเรื่อง ชั่วฟ้าดินสลาย
ปี 2498 และโรงแรมนรก ปี 2500 แต่พวกเรามักจะจำท่านได้จาก หมู่น้อย ในเรื่อง มนต์รักลูกทุ่ง
พอเจอหมู่น้อยปุ๊บ คุณสาโรจน์กับแม๊กกี้ก็รี่เข้าไปหา คุยกันสนุกสนาน....พี่แต๋วเราก็ไม่เบา
จำได้ว่า คุณประจวบเคยบอกอย่างดูหนังที่ตัวเองเล่นเมื่อตอนเจอที่บ้านเพชรา..พอเจอในงาน
นี้ ก็เลยมอบหนังซีดีให้คุณประจวบไป 3 เรื่อง ถูกใจผู้รับไปตาม ๆ กัน ผมเองมัวแต่เดินไป
เดินมา เจอคุณทม วิศวชาติ แต่กลับจำท่านไม่ได้...พอได้พูดคุยกันก็คุณทมก็พูดเรื่องหนึ่งที่ตรง
กับใจผมเลยครับ..ท่านว่า อยากให้คนไทยสนใจดาราเก่า ๆ กันบ้าง สนใจหนังไทยเก่า ๆ กันบ้าง
และท่านชอบที่หอภาพยนตร์จัดงานแบบนี้ ผมเองก็เลยบอกว่า กลุ่มของพวกเราก็มีการจัดงาน
มิตร ชัยบัญชา ทุก ๆ ปี ท่านก็บอกว่า ดีแล้ว...ท่านดีใจที่เห็นโทรทัศน์นำหนังไทยเก่า ๆ มาฉาย
ให้ดูกันอีก
การคุยกับดารานั้น เพียงเราเปิดประเด็นให้ เรื่องราวเก่า ๆ ก็พรั่งพรูออกมาจากปากท่านเองครับ..
เรียกว่า เล่ายาว ฟังแล้วสนุกดีมีสาระครับ..ดูแต่พี่สะอาดของเรา คุยกับอาจารย์ปยุต เงากระจ่าง
เจ้าของผลงานการ์ตูนสุดสาคร คุยกันมันติดเครื่องจริง ๆจนเจ้าหน้าที่ต้องมาเบรกของตัวอาจารย์ปยุต
ให้ไปพิมพ์มือก่อน...

เอ้..นึกก่อนว่า มีใครที่พิมพ์มืออีก...อ้อ..ตอนที่คุณสุเทพ วงศ์กำแหง พระเอกจากเรื่อง สวรรค์มืด
พิมพ์มือนั้น ผมกำลังคุยอยู่กับครูชาลี อินทรวิจิตร ซึ่งทั้งสองท่านมางานด้วยกัน สื่อต่าง ๆ ก็พากัน
ถ่ายภาพคุณสุเทพฯ กันจ้าละหวั่น..แรก ๆ ตอนพิมพ์มือใหม่ ๆ ก็ไม่ค่อยได้ถ่ายเพราะสื่อหนุ่ม ๆ
ไม่คุ้นหน้ากับดาราเก่า ๆ ผมเองเลยต้องช่วยพูดว่า ท่านที่กำลังพิมพ์มืออยู่นี้ชื่ออะไร เป็นพระเอก
เรื่องอะไร ..เท่านั้นเองครับ มารุมถ่ายกันเพียบเลยครับ....พอคุณสุเทพพิมพ์มือเสร็จ ก็เป็นคิวของ
ครูชาลี อินทรวิจิตร...

ส่วนคุณสมบัติ เมทะนีนั้นมาพร้อมกับภริยาคุณกาญจนา...แต่ว่าตอนที่ท่านมาถึงนั้น ในโรงหนัง
เขาเปิดงานไปแล้ว ท่านก็รีบเข้าโรงหนัง ..ส่วนลานดาราข้างนอก พอเห็นคุณสมบัติมาก็รีบผสม
ปูน....ได้ทีก็ให้เจ้าหน้าที่ไปเชิญท่านออกมาจากโรงหนัง...ตอนนั้นฝนก็เริ่มปรอย ๆ แล้วครับ
แต่คุณสมบัติก็ไม่ถอย พิมพ์มือพิมพ์เท้าจนเสร็จ...

เขียนไปก็นึกไปว่า ตกหล่นดาราท่านใดไปบ้าง...เกือบลืมคุณจักรกฤช พระเอกจากเรื่อง
นี่แหละสิ่งที่ข้าต้องการ...ท่านพิมพ์มือแล้วเขียนชื่อจริงว่า เอเดิล...ส่วนคุณรัตนาวดี ลูกสาว
คุณรัตน์ นางเอกจากเรื่อง แพรดำ ปี 2504 นั้น มีธุระรีบกลับประกอบกับฝนตกด้วย จึงขอ
ผัดไปคราวหน้าครับ...

สรุปแล้ว ดาราที่มาพิมพ์มือให้ลานดาราในชุดแรก ก็มี พร้อมพงศ์ ทม ดอกดิน ประจวบ ชาลี
สุเทพ เอเดิล สมบัติ หม่อมปริม ปยุต...ผมเห็นสีหน้าทุกท่านเต็มไปด้วยความปิติที่คนรุ่นหลัง
ยังไม่ลืมท่าน..ยังให้เกียรติท่าน ยังพูดคุยกันท่าน...

ส่วนกิจกรรมในโรงหนังนั้น หลังรัฐมนตรีเปิดงานแล้ว ก็มีการพักครึ่งให้รับประทานอาหาร
ร่วมกัน..เสร็จแล้วก็เข้าไปดูหนังที่เตรียมไว้ เป็นการตามไปสัมภาษณ์ดาราที่เคยร่วมงานกับ
คุณรัตน์ แล้วก็ไปสัมภาษณ์ผู้กำกับรุ่นใหม่เช่น วิศิษฏ์ ศาสน์เที่ยง เป็นเอก รัตนเรืองแล้วก็คุณโดม สุขวงศ์
โต้โผใหญ่ในงานนี้ ระหว่างสัมภาษณ์ก็จะมีการฉายหนังของรัตน์ประกอบไปเป็นฉาก ๆ แล้วก็จบลงด้วย
การออกมาปล่อยโคมลอยฟ้า...เพื่อเริ่มฉลอง 100 ปีรัตน์ เปสตันยี ซึ่งจะมีการสัญจรไปตามจังหวัดใหญ่ ๆ
ด้วย...

สำหรับโรงหนังศรีศาลายา ต่อนี้ไปก็จะทำหน้าที่เป็นที่พึ่งของหนังไทยเก่า ๆ ต่อไป ส่วนดาราที่ยังมิได้มา
ร่วมพิมพ์มือ ณ ลานดาราแห่งนี้นั้น คุณโดมฝากบอกว่า อยากให้แฟนคลับในเว็บช่วยกันทาบทาม แจ้งข่าว
ให้ทราบ.. เพราะอยากให้ดาราทุกท่านมาร่วมพิมพ์มือ ณ ลานดาราแห่งนี้ ข้อสำคัญในวันพิมพ์มือนั้น จะมี
การจัดกิจกรรมและมีการฉายหนังของดาราท่านนั้น ๆ ด้วย...


จาก: มนัส138
วันที่: 24/05/51 - 12:40 น.
IP Address: 210.86.217.xx
ความคิดเห็นที่ 149
นึกว่าจะส่งข้อความไม่ได้อีก...

เห็นพูดถึงเรื่องการเข้าไปใช้บริการของหอสมุดแห่งชาติ
อ่านจากข้อความคุณสาโรจน์แล้ว เห็นว่า น่าจะมีบริการอะไรที่เปลี่ยน
แปลงไปในทางที่ดีแล้วครับ...

ช่วงที่ผมไปใช้บริการค้นหนังสือพิมพ์เก่า ๆ เพื่อหาวันฉายหนังนั้น
ผมก็ไปห้องชั้นล่างอย่างที่คุณสาโรจน์บอกแหละครับ..ก็กรอกข้อความ
บอกชื่อหนังสือพิมพ์ที่จะดู แต่บังเอิญว่า ผมของดูทั้งปีและหลายปีติดต่อ
กัน เจ้าหน้าที่เขาก็เลยให้ผมขึ้นไปติดต่อที่ชั้น 5 เองเลย..โดยทีแรก
ก็ต้องถือใบที่เรากรอกข้อความนั่นแหละขึ้นไปเอง..แต่ตอนนี้ไม่รู้ว่ายัง
เหมือนเดิมหรือเปล่า...พอไปถึงชั้น 5 เจ้าหน้าที่เขาก็จะบอกให้เรานั่ง
ที่โต๊ะ แล้วเขาก็เอาใบกรอกข้อความของเรานั่นแหละไปหยิบหนังสือพิมพ์
เล่มใหญ่ ๆ มาให้..เราก็ต้องเปิดดูที่โต๊ะตัวนั้น แต่เขาห้ามเอาไปถ่าย
เอกสารเพราะการถ่ายเอกสารจะต้องมีการกดสันหนังสือ แล้วปึกหนังสือ
พิมพ์หนากว่า 2 นิ้ว ก็จะขาดหรือแตกรอยเย็บ เขาบอกว่า ต้องทำหนัง
สือขออนุญาตผอ.ห้องสมุด เมื่ออนุญาตแล้ว ก็จะต้องเอากล้องถ่ายรูป
ไปถ่ายเอาเอง จะทำโดยพลการไม่ได้....

แรก ๆ ผมก็ให้เขาหยิบหนังสือพิมพ์ให้ แต่พอผมเปิดและใช้หนังสือพิมพ์
เร็ว ๆ มากคือ ผมจะจดเอาแค่วันฉายและโรงฉายเท่านั้น ส่วนข้อมูลอื่น ๆ
ผมทำเก็บไว้หมดแล้วก่อนจะไปค้น..เขาเห็นผมค้นเร็ว เขาก็เลยบอกว่า
ให้ไปหยิบหนังสือพิมพ์เอาเอง และให้เอาไปเก็บที่เดิมด้วย..เท่านั้นก็เลย
เสร็จผม..ผมใช้เวลาตั้งแต่หอสมุดเปิดจนปิด...ก็ได้ข้อมูลวันฉายหนังจาก
หนังสือพิมพ์ตั้งแต่ปี 2500 เรื่อยมาจนถึงปีปัจจุบันที่ไปค้น..
ส่วนบางเล่ม บางเดือนถ้าขาดหายไปเช่น ในช่วงที่เกิดเหตุการณ์ปฏิวัติ
หรือรัฐประหาร ก็จะต้องไปดูจากห้องไมโครฟิล์ม...ซึ่งที่ห้องไมโครฟิล์ม
ก็จะมีรายละเอียดของม้วนฟิล์มไมโครฟิล์มให้เราตรวจก่อนขอฟิล์มมาดู

แต่สำหรับหนังสือดาราเก่า ๆ แล้ว หอสมุดมีไม่ค่อยมาก เจ้าหน้าที่เขา
บอกว่า ไม่ค่อยมีใครบริจาคมาให้ครับ..

ขอบคุณเพื่อน ๆ ที่เอาภาพมาให้ดูครับ.. อ้อ ภาพจากหนังสือพิมพ์ที่
คุณศุภชัยนำมาให้ดูนั้น น่าจะเป็นของที่เก็บสะสมและสแกนขึ้นมาเอง
มากกว่าครับเพราะหากถ่ายออกจากหอสมุด จะไม่ได้ความคมชัดเท่า
ต้นฉบับ...

จาก: มนัส138
วันที่: 24/05/51 - 12:55 น.
IP Address: 210.86.217.xx
ความคิดเห็นที่ 150



..... ขอบคุณ คุณมนัสและเพื่อนๆ
สำหรับภาพหน้าปกของคุณมิตร ดูแล้วคิดว่าพึ่งวันวาน
เหมือนพึ่งผ่านไปไม่นาน แต่ก็ ๓๘ ปีแล้ว

ได้ไปร่วมงานคุณรัตน์ เปรสตันยี ครบรอบปีเกิด ๑๐๐ ปี
แต่ท่านก็จากเราไปเท่าๆกับคุณมิตร คือ ๓๘ ปี ผ่านไป
วงการหนังไทยไม่ได้ก้าวไปไหน
ยังคงเป็นธุรกิจในครอบครัว ของนายทุนเท่านั้น
จะว่าไปแล้วในสมัยคุณรัตน์สร้างหนัง
ยังมีบริษัทสร้างหนังมากมายกว่านี้
ใครมีใจรักแต่ขาดเงินทุนก็ไปกู้ยืมยอมเสียดอก
เศรษฐีปล่อยเงินกู้มีหลายคน และไม่เข้ามายุ่งก้าวก่าย
แค่คืนเงินพร้อมดอกเบี้ยก็จบกัน ไม่เคยมาแก้บท
ไม่เคยมาวุ่นวาย อย่างมากก็ฝากเด็กๆเข้าไปแสดงหนังบ้าง

หากคุณรัตน์ได้มาเห็นในเวลานี้คงจะกลุ้มใจมาก
ทุกอย่างเป็นธุรกิจผูกขาดของเจ้าของเครือโรงหนัง
ที่พร้อมจะซื้อหนังต่างประเทศมาฉายในทุกเวลา
ซึ่งคุณมิตร เคยมองเห็นปัญหาตรงนี้และได้ลงมือ
ทุ่มทุนทุกอย่างที่มี เพื่อสร้างโรงหนังชัยบัญชา
สำหรับรับฉายหนังไทยอย่างเดียวตลอดทั้งปี
เคยคิดในแง่บวกว่า หากวันนี้คุณมิตร ยังอยู่
นักสร้างหนังไทยทั้งหลายคงจะมีความสุขมากกว่านี้

พี่โดมได้พูดกระเซ้าผมเล่นๆว่า เอ็มมาจัดงาน ๑๐๐ ปี
ให้ มิตร ชัยบัญชา นะ
ผมคิดในใจว่า อีก ๒๗ ปี คุณมิตร จะครบ ๑๐๐ ปีเกิด
ผมมีเวลามากตั้ง ๒๗ ปี ในการเตรียมงาน
เป็นระยะเวลาที่คุ้มค่ามากสำหรับการเตรียมงาน
แล้วพี่โดมก็พูดว่า ไม่รู้ว่าผมจะยังอยู่หรือเปล่า
ทุกคนหัวเราะรวมทั้งผมด้วย แต่ในใจผมมีน้ำตา
เมื่อได้มองดูงานที่กำลังเกิดขึ้นตรงหน้าในปัจจุบัน
งานครบ ๑๐๐ ปีเกิดของคุณรัตน์
งานที่เกิดจากการทุ่มเทของหอภาพยนตร์แห่งชาติ
กับมูลนิธิหนังไทย แค่นั้น แค่นั้นจริงๆ
แล้วอีก ๒๗ ปีข้างหน้า ผมจะเหลือใครบ้างหนอ
คิดแล้วก็น้ำตาตกในจริงๆ ....

จาก: พักรบ
วันที่: 24/05/51 - 15:04 น.
IP Address: 124.120.221.xx
ความคิดเห็นที่ 151



"นางเอก"(27 ธ.ค.2518)
ที่มา...น.ส.พ.ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 24 ธ.ค.2518

จาก: ศุภชัย
วันที่: 24/05/51 - 21:46 น.
IP Address: 124.121.110.xx
ความคิดเห็นที่ 152



....................

จาก: ..........
วันที่: 25/05/51 - 16:45 น.
IP Address: 124.120.121.xx
ความคิดเห็นที่ 153
พี่เราไม่ส่งข่าวเลยนะ..วันงาน100ปี ข้าพเจ้าก็อยู่แถวนั้นพอดี..แป่วเลยแซวขำๆนะห้ามโกรธ..ขอย้ำ

จาก: จุ
วันที่: 26/05/51 - 13:22 น.
IP Address: 124.120.36.xx
ความคิดเห็นที่ 154
เห็นเพื่อนหลายคนบอกว่า คุณแจ๋ว ริมจอ เขียนหนังไทยเก่า ๆ ที่ฉาย
ทางทีวีไทย ทีวีสาธารณะ.. ผมก็เลยตามไปเอามาให้เพื่อน ๆ อ่านกัน
บ้าง....อ่านแล้วคิดอย่างไร....

ทำลายคุณค่า [20 พ.ค. 51 - 17:37]

ฮือฮามากเมื่อไทยพีบีเอส “ขุดกรุ” เอาหนังไทยในอดีตกลับมาฉายใหม่
เป็นเรื่องที่มีผู้เรียกร้องมานาน แต่ก็ไม่มีช่องไหนเคยทำ เมื่อทีวีสาธารณะหยิบประเด็นนี้มาสนองตอบคอทีวี ก็ถือว่าทำถูกต้องแล้ว

แต่ก็ยังมีข้อติติงเล็กน้อย จากผู้ชมมาดังนี้ครับ

“ต้องขอขอบคุณทีวีไทย ทีวีสาธารณะที่ นำภาพยนตร์ไทยยุคเก่าๆ ที่ทรงคุณค่าและควร อนุรักษ์กลับมาฉายอีกครั้ง ใน “แกะกล่องหนังไทย” ทุกคืนวันเสาร์ตอนเวลา 4 ทุ่ม ประเดิมด้วย เรื่อง 7 พระกาฬ เมื่อต้นเดือน พ.ค.

ผมเป็นคนชอบดูหนังไทย แต่เพิ่งได้โอกาสดู เนื่องจากเป็นจังหวะที่ฟุตบอลลีกในหลายประเทศเริ่มปิดฤดูกาล
ยอมรับว่าประทับใจตั้งแต่เริ่มต้นเมื่อมีสกู๊ปเล็กๆ เปิดนำ สัมภาษณ์ ดารานักแสดงรุ่นเก่าที่ยังมีชีวิตอยู่ถึงความรู้สึกในอดีตสมัยรวมแสดงหนัง

เมื่อเสาร์ที่ผ่านมา ทีวีไทยได้นำภาพยนตร์เรื่อง “ปราสาททราย” กลับมาฉาย โดยหยิบความรู้สึกของ คุณเพชรา เชาวราษฎร์ อดีตนางเอกนัยน์ตาสีน้ำผึ้ง และ คุณเมตตา รุ่งรัตน์ ที่มีชื่อเสียงมากในสมัยนั้น มาถ่ายทอดแก่ผู้ชม เพื่อดึงดูดให้คนรุ่นใหม่หันไปใส่ใจหนังไทยสมัยก่อน
“ปราสาททราย” เป็นภาพยนตร์แนวเขย่าขวัญ นำแสดงโดยพระเอกตลอดกาล มิตร ชัยบัญชา และ เพชรา เชาวราษฎร์ สร้างเมื่อปี 2512 กำกับการแสดงโดย ครูชาลี อินทรวิจิตร

มีดาราสมทบมากมายที่ล่วงลับไปแล้ว อาทิ ทัต เอกทัต ศิรินทิพย์ ศิริวรรณ หรืออดีต ตำนานดาวตลกหนวดจิ๋ม “ชาลี แชปลิน เมืองไทย” ครูสุคนธ์ คิ้วเหลี่ยม

แม้จะดูเก่าขนาดหนัก หากทว่ายังคุณค่า ที่น่าติดตามชม สำหรับคนอย่างผม ที่เกิดหลังจาก “ปราสาททราย” ออกฉายในโรงภาพยนตร์ด้วยซ้ำ
เชื่อมั้ยครับว่า ผมดูไม่จบ เพราะทนไม่ได้ที่เห็นทีวีไทย ทำลายคุณค่าของหนัง กับการนำทีมพากย์หนังจีน ฮ่องกง ไปใส่เสียงพากย์ นักแสดงระดับตำนาน
แต่กลับใส่สไตล์การพากย์เหมือนหนังจีน ฮ่องกง ญี่ปุ่น เกาหลี สอดแทรกมุกตลกจนเกินงาม
ทำให้หนังที่ชวนติดตามตามแบบฉบับหนังไทยในอดีตดูจืดชืดสนิทยิ่งกว่าหนังกลางแปลง เพราะไอ้เสียงพากย์กวนๆ สไตล์หนังเอเชียนั่นแหละครับ

ผมว่าเป็นการย่ำยีหนังไทยในอดีตจนป่นปี้ มากกว่าเป็นการอนุรักษ์ให้เยาวชนคนรุ่นใหม่หัน มาใส่ใจหนังไทยตามวัตถุประสงค์ของสถานี
และเชื่อว่าบรรดาตำนานนักแสดงที่ยังมีลมหายใจหลายคนคงคิดไม่ต่างจากผม”.

"แจ๋วริมจอ"



จาก: มนัส138
วันที่: 26/05/51 - 22:59 น.
IP Address: 202.133.143.xx
ความคิดเห็นที่ 155
คุณแจ๋วริมจอ คงอยากให้ ทีมพากย์อื่นๆมาทำหน้าที่พากย์หนังไทยเก่า มากกว่าจะเอาทีมพันธมิตร ซึ่งชำนาญในการพากย์หนังจีน และมีลูกเล่นมุขฮามากมาย ซึ่งอาจจะไม่ค่อยเข้ากับหนังไทยยุคเก่าอย่างนี้ก็เป็นได้

แต่อีกนั่นแหละ ผมว่าคุณแจ๋ว ฯ คงจะไม่รู้ว่า หนังไทยยุคเก่า ที่ฉายช่อง ทีวีสาธารณะมีที่มาอย่างไร จึงคิดและเขียนไปว่าทีวีไทยเป็นคนจ้างทีมพากย์หนังจีนมาพากย์หนังไทย ซึ่งแฟนหนังไทยในเว็บนี้ทุกคนก็รู้อยู่ว่ามันไม่ใช่อย่างนั้น

แต่คุณแจ๋ว ก็พูดถูกตรงที่ ทีมพากย์พันธมิตรไม่ควรใส่สไตล์การพากย์หนังจีน รวมทั้งมุกตลกมากจนเกินไปครับ ส่วนนี้ควรนำกลับไปปรับปรุงน่าจะดีครับ แต่ผมดีใจที่คุณโต๊ะให้คุณรอง กลับมาพากย์เสียงสมบัติ เมทะนี นะครับ เพราะเสียงพากย์คุณสมบัติ จะเป็นใครไม่ได้นอกจากคุณรองฯ คนเดียวเท่านั้น แม้ว่าเสียงของคุณรองในปัจจุบัน จะไม่เหมือนเมื่อ 30 กว่าปีก่อนก็ตาม

จาก: JasonSจัง!!!
วันที่: 27/05/51 - 0:37 น.
IP Address: 124.120.163.xx
ความคิดเห็นที่ 156



ได้อ่านแล้ว...รู้สึกดีนะครับ คนที่รักษ์หนังไทย มี FEEDBLACK กลับมา
นี่ถ้า ได้รับการ สนับ สนุนจากผู้ใหญ่ ในวงการ และฝ่าย รัฐบาล
หรือ นายทุนทั้งหลาย (เคยเจอภาพข่าวอดีตนายก ทำสายหนัง โรงหนังทางเชียงใหม่ ปัจจุบัน ไม่มีใครกระตุ้นหรือไร จึงไม่สนับสนุนอีกเลย)
...เราคงได้เห็น หนังเก่า มีคุณภาพ ทั้งภาพ และเสียงพากษ์ เสียงEFECT ต่างๆ จริงๆ ทีมพากษ์ยุคนั้น ก็ยังมีชีวิต อยู่ หลายท่าน แต่...
เงินทุน ละครับ ใครออก ใครจ้าง (เดี๋ยวนี้ น้ำมัน ลิตรละ 40 แล้ว)
เหมือนสโลแกนยอดฮิต ในปัจจุบัน
"ของดีไนโลกนี้ ไม่มีฟรี ไม่มีราคาถูกหรอกครับ"
.
เลยนำภาพยุคทอง อันเฟื่องฟู ของหนังไทย ในอดึต (2516) ขนาดนี่แค่ซื้อตั๋วนะครับ ในปัจจุบัน ใครเคยเห็นบรรยากาศ แบบนี้อีกไหมครับ................

จาก: สาโรจน์
วันที่: 27/05/51 - 1:10 น.
IP Address: 58.8.162.xx
ความคิดเห็นที่ 157
ได้อ่านคอลัมป์คุณแจ๋ว ริมจอ เหมือนกัน เขาคงไม่รู้ที่มาที่ไปและความยากลำบากกว่าจะเอาหนังเก่าๆ มาฉายให้ดูกันได้

เรื่องเสียงพากษ์มันคงเป็นความคุ้นเคยกับยุคสมัยนะครับ สมัยนี้เสียงที่คนคุ้นเคยจะห้าวและทุ้มขึ้น ขณะที่คนยุคที่เกิดมาทันสมัยนั้นจะคุ้นกับเสียงอย่างคุณสมพงษ์ คุณรอง คุณจุรี คุณมารศรี แต่คนรุ่นใหม่ฟังก็อาจจะรู้สึกอีกอย่างเพราะโทนเสียงยุคก่อนจะแหลมสูงกว่ายุคนี้

เสียงคุณดวงดาวเคยถือเป็นเสียงนางเอกยอดนิยมมานาน แต่มาบัดนี้เสียงคุณดวงดาวที่พากษ์หนังทีวีเกาหลีทางช่อง 7 โดนวิพากษ์วิจารณ์จากแฟนหนังเกาหลีเป็นอันมาก อ่านแล้วก็คงต้องทำใจว่า มันเป็นความนิยมของยุคสมัยจริงๆ

สมัยเด็กๆ ก็เคยรุ้สึกกับเสียง คุณมาลี ผกาพันธ์ เหมือนกันว่า มันแปลกๆ รู้สึกไม่ชอบเอามากๆ แต่จริงๆแล้ว เสียงคุณมาลี เป็นที่คุ้นเคยและนิยมของคนรุ่นก่อนผม

มันเป็นความนิยมของยุคสมัยจริงๆ ครับ

เห็นรูปที่คุณสาโรจน์เอามาลง ทำให้อยากเห็นใครซักคนทำหนังย้อนยุคสะท้อนภาพความรุ่งโรจน์ของหนังไทยยุคก่อน

จาก: อิท
วันที่: 27/05/51 - 8:59 น.
IP Address: 203.151.85.xx
ความคิดเห็นที่ 158
พี่อิทขา ติดต่อกลับพวกเราในบอร์ดหนังอินเดียด่วน

มีหนังสือจะนัดสัมภาษณ์ เกี่ยวกับหนังอินเดียยุคเก่าๆ จนมาถึงยุคปัจจุบันค่ะ...เค้าจะสัมภาษณ์พรุ่งนี้แล้วค่ะ

เราอยากให้เค้าคุยกะพี่อิทค่ะ...เพราะพี่อิทรู้เรื่องหนังเก่ามากกว่าใครๆ

จาก: PREM ROSHA KHAN ศิษย์รักของพี่อิท
วันที่: 27/05/51 - 16:31 น.
IP Address: 210.246.75.xx
ความคิดเห็นที่ 159
คิดแบบคุณอิท...สบายใจดีครับ..
เพราะตาแจ๋ว..แกไม่ความเป็นนักวิจารณ์อยู่ในตัวเลยสักนิด...จนชาวบ้านเขาเลิกอ่านกันไปหมดแล้ว...
แน่จริงให้แกวิจารณ์ละครของโพลีพลัส/หนุกหนาน/บ้านละคร..สิ...คงชมจนลิ้นชา...
.....
ใครพากษ์ก็ไม่เห็นแตกต่างตรงไหน...เพราะเรายึดเอาการอนุรักษ์...เป็นหลัก...อะไรเสย..ชำรุดมาก็ต้องซ่อม
ที่บ้านผม..ยังมีดีวีดีหนังใบ้อย่าง..ตุ๊กแกผี/ลอยกระทง/วังไพร/น้องนางบ้านนา...เอาไว้เปิดดูเอง...พากษ์เอง...สบายใจ
ใครไม่อยากดูหนังไทยในอดีตแบบภาพชัดๆ..เสียงชัดๆบ้างล่ะครับท่าน
แต่ไอ้ที่..ลงทุนเดินทางไปร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำ..ไปซื้อ...ไปเช่า..ไปหน้าด้านขอยืมฟีล์มเก่าเก็บ...มันได้ของดีๆมานิดหน่อยนอกนั้นเป็นขยะดีดีนี่เอง
หมดเงินที่เก็บสะสมมาทั้งชีวิต...
มือไม่พาย...เอาเท้าราน้ำ........มันคงไม่ดีสักเท่าไหร่

คิดแบบคุณอิท...สบายใจดีครับ


จาก: โต้ง
วันที่: 27/05/51 - 18:16 น.
IP Address: 125.25.92.xx
ความคิดเห็นที่ 160
เคยอ่านแล้ว มันไม่ใช่ความเห็นของนังแจ๋วนิ ก้อแค่เอาจดหมายของคนดูมาลงตีกินสบายๆไปอีกฉบับ ว่าแต่ปราสาททรายเราก้อดูนะ พยายามแหกขี้ตาดูจนจบ ที่ต้องแหกเพราะตอนต้นดูแล้วคิดว่าน่าจะสนุก มีหน้ากากเหล็กแบบ เดอะ แมน อิน ดิ ไออ้อน มาสค์ ด้วย หลายอย่างก้อขำๆดี อย่างเช่น โครงกระดูกของทาสที่ถูกโยงตั้งแต่สมัยอยุธยา กระดูกอ่อนยังอยู่ดี ไม่เน่าเปื่อยสลายเหมือนเสื้อผ้าที่ใส่ กระดูกต้นแขนกับปลายแขนเลยยังเกาะกันแน่น ไม่ร่วงลงมากองกับพื้น หุหุ แต่ดูไปดูไป ทำไมมันน่าเบื่ออย่างงี้ หาความสนุกไม่ได้เลย มั่วไปหมด ตอนแรกคิว่าจะได้ดูฟิล์มนัวร์ชั้นดีซะแล้วอีก เสียดายเวลาจริงๆ ตื่นเช้าเจ็บคอเสียงแหบเสียงแห้งอีก ไม่คุ้มกันเล้ย อาทิตย์นี้เลยดูพระเวสได้ไม่ถึงครึ่งเรื่องก็ปิดทีวีเลย ไม่อยากเสียเวลานอนให้เสียสุขภาพอีกแล้ว

จาก: ปราสาทกระดาษ บึ้ม
วันที่: 28/05/51 - 12:42 น.
IP Address: 125.24.21.xx
ความคิดเห็นที่ 161
ต้องทำใจครับ หนังสมัยก่อนจะให้เทคนิคใหม่แบบแฮรี่พอตเตอร์คงเป็นไปไม่ได้ คนละยุคคนละสมัย ทั้งแนวคิด โครงเรื่อง ความสมดุลในภาพ เสื้อผ้า การแต่งหน้า สถานที่ถ่ายทำ ทุน ฯลฯ
บางคนน้ำหม้อในเส้นเลือดยังไม่ละลายหมด ก็ไสส่งหนังเก่า ดูหนังเก่าไปม่เป็น ทำไม่ใร้จัก ถ้าหากเจอใครเปิดหนังไทยเก่าๆ สบัดหน้าชายหาตามอง เขาทำตัวน่ารักจริงๆ ครับ

จาก: คนบ้านนอก
วันที่: 28/05/51 - 15:36 น.
IP Address: 125.27.160.xx
ความคิดเห็นที่ 162



นำบรรยากาศ หนังไทยในอดีต...อีกภาพมาให้ชมครับ
.
เมื่อคืน ได้ชม ขุนศึก เวอร์ชั่นใหม่ เลยเอาเวอร์ชั่นเก่า คุณสมบัติ/นัยนา
มาเปรียบเทียบกัน
ผมว่าได้อารมณ์ต่างกันนะครับ ถ้าพูดถึง เทคนิคคงสู้ปัจจุบันไม่ได้ แต่...ความรู้สึก/การวางตัวนักแสดง/บรรยากาศเก่าๆ หนังใหม่ๆ ก็สู้ไม่ได้เหมือนกัน..
จำได้ว่า แม้แต่หนัง HOLLYWOOD เรื่องหนึ่ง สร้างแนวการต่อสู้ในยุค
โรมัน...ผู้กำกับ คุยทับ ผู้สร้าง ในอดีต ว่า สร้างได้ยิ่งใหญ่กว่า ฉาก
ทหาร ต่อสู้กัน นับหมื่นๆคน อลังการแน่นอน
.
ผู้สร้างเก่าก็โต้ว่า"ไม่เถียงหรอกที่ว่า มีนักรบ เต็มจอ ฟันกันเลือดท่วมจอ
แต่ นั่นเป็น ผลมาจาก กราฟฟิค ทาง COMPUTER..ความยิ่งใหญ่ของ
หนังเก่าของเขา ตรงที่ไม่มีเทคนิคอะไร คนแสดง ก็ของจริง
อาวุธ /ม้า/รถ/เสื้อผ้า ต่างๆ ของจริง อะไรที่จะว่า เวอร์ชั่นใหม่จะมาอลังการกว่า ของเก่า ผู้ชมนั่นแหละ ที่จะตัดสินใจ"
.
เลยนำมาเปรียบเทียบให้อ่าน เล่นๆ นะครับ เพราะอย่างไร มันก็คือ
...มายา...แปลว่าของไม่จริง สุดท้าย คุณสมบัติ ก็ต้องกับมาเป็นพ่อที่ดี
ของลูกๆ ไม่ใช่ ไอ้เสมา ในยุคสมัย อยุธยา
คนดู...พอออกจากโรงภาพยนตร์ หรือ ปิด ทีวีแล้ว ก็ต้องทำมาหาเงิน
ดิ้นรนเพื่อ ปากท้อง ต่อไป ในยุค ราคา ดีเซล 40 บาท
.
จริงไหมครับ ท่านผู้ชม.................

จาก: สาโรจน์
วันที่: 29/05/51 - 11:27 น.
IP Address: 58.8.154.xx
ความคิดเห็นที่ 163
มีบทความของคุณแจ๋วริมจอ ต่อเนื่องจากที่ผมเคยเอามาให้อ่าน...
มาให้อ่านอีกครับ....

พบกันครึ่งทาง [28 พ.ค. 51 - 19:24]

“เรียน คุณแจ๋วริมจอ สืบเนื่องจากคอลัมน์ ของคุณ เมื่อวันอังคารที่ 20/05/51
ที่มีผู้ร้องเรียนเรื่องเสียงพากย์ในภาพยนตร์ไทย “ขุดกรุหนังไทย” ช่องไทยพีบีเอส
โดยท่านผู้นี้ไม่พอใจในเสียงพากย์ รวมทั้งลูกเล่นในบทภาพยนตร์ดังกล่าว
ผมเป็นผู้หนึ่งในหลาย ๆ คนที่เป็นผู้ชื่นชอบภาพยนตร์เก่า ๆ เช่นผู้ร้องเรียนเข้ามา
แต่ผมก็ไม่เห็นด้วยที่ท่านผู้นี้ตำหนิเสียงและลูกเล่นของผู้พากย์บท
เพราะตามยุคสมัย บางครั้งผู้พากย์ต่างก็ต้องใส่ลูกเล่นบ้าง ผมชมมาทุกตอน (3 ตอน)
ไม่มีอะไรน่าเกลียดอย่างท่านผู้นี้กล่าวอ้างเลย
อย่าลืมว่า ยุคนั้นสมัยนั้นใช้เสียงคนพากย์
มีบทให้อ่านตาม หนังส่งไปฉายท้องถิ่นไหน ผู้พากย์ก็มักเป็นคนในท้องถิ่นนั้น ก็เป็นเรื่องเฮฮาในท้องถิ่นนั้น
ปัจจุบันหนังกว่า 40 ปี บทหนังก็หลงเหลืออยู่ ฟิล์มที่หลงเหลืออยู่ให้เราดูให้ชม ก็ถือว่าดีมากแล้วสำหรับประเทศของเรา
ถ้าการใส่มุกแบบเก่า ปัจจุบันผู้ชมอาจไม่รู้สึกสนุกสนานเช่นเมื่อก่อน
การที่นักพากย์ท่านใส่ลงไปบ้าง ผมก็เห็นว่าไม่น่าเกลียดตรงไหน
การพากย์บทปากคนพูดก็ตรงตามบท จะมีเสริมบ้างนิดหน่อยไม่เห็นแปลกและดูดีด้วย
ผมคิดว่า ผู้ว่าผู้วิจารณ์ควรมีความอดทน อดกลั้นสักนิด ดูหนังเพื่อผ่อนคลาย อย่าดูด้วยความรู้สึกที่จับผิดกันตลอด
ถ้าท่านไม่ต้องการให้หยอดมุกบ้าง หนังคงมีความรู้สึกแข็งเป็นกระดาน
ปัจจุบันผมอายุ 50 ปีแล้ว ภาพยนตร์เหล่านี้ ผมเคยดูมาหมดแล้ว เพราะที่บ้านเคยทำโรงหนังมาตั้งแต่ผมเกิด
จึงเข้าใจว่าไม่เป็นการง่ายที่จะพากย์หนังอย่างไรให้มีอรรถรสตรึงคนดูได้”

“จักรกฤษณ์ ลำปาง”

ครับ, เอาเป็นว่า “ต่างคนต่างชอบ” ไปคนละแบบ ผู้ตำหนิเสียงพากย์มา (ไม่ชอบสไตล์หนังจีน) เพราะอยากให้ทาง
สถานีอนุรักษ์ภาพยนตร์เก่าอย่างแท้จริง ไม่อยากให้แม้แต่จะทำลายเสียงในฟิล์มดั้งเดิม
ส่วนความเห็นรายนี้ จะอย่างไรก็มีความสุข และอยากให้หนังเก่าแจมเข้ากับยุคสมัย เพื่อฉุดคนรุ่นใหม่เข้ามาสัมผัส
เอาเป็นว่า พบกันครึ่งทางก็ดีเหมือนกัน คือพากย์มีลูกเล่นได้บ้าง แต่อย่าให้มันมากไป
ความสุขไม่มีแบ่งข้างเหมือนการเมืองครับ!!

"แจ๋วริมจอ"



จาก: มนัส138
วันที่: 01/06/51 - 20:18 น.
IP Address: 202.133.143.xx
ความคิดเห็นที่ 164
มีข่าวสืบเนื่องจากการเปิดโรงหนังศรีศาลายา เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคมที่ผ่านมา...

คือตั้งแต่เดือนมิถุนายน 51 นี้เป็นต้นไป หอภาพยนตร์ฯ เขาจะเริ่มทดลอง
โรงหนังศรีศาลายาและเปิดลานดารา...แล้วครับ..

เท่าที่ฟังมา จะมีการจัดกิจกรรมฉายหนังทุก ๆ วันเสาร์สิ้นเดือนตั้งแต่เดือน
มิถุนายน 51 เป็นต้นไป เดือนละ 1 ครั้ง.. โดยหอฯ จะเลือกฉายหนัง
ไทยซึ่งเป็นหนังที่หาดูตามท้องตลาดทั่วไปไม่ได้..โดยจะแจ้งรายชื่อ
หนังให้ทราบล่วงหน้าผ่านทางแผ่นพับของโรงหนังศรีศาลายา (ซึ่งผม
จะเอามาบอกในที่นี้อีกที)..

หนังที่หอฯ คิด ๆ ว่าจะเลือกมาฉายในช่วง 4 เดือนแรก มี 4 เรื่อง เช่น
วิวาห์พาฝัน (สมบัติ-อรัญญา)
มีนัดไว้กับหัวใจ (กรุง-อรัญญา)
ดำอำมหิต (สรพงษ์-จารุณี)
ส่วนอีกเรื่องจะเป็นหนังมิตร ชัยบัญชา ซึ่งไม่รู้จะมีคนมาดูหรือไม่เพราะ
อาจต้องฉายเป็นหนังใบ้เพราะไม่มีใครพากย์ให้ เรื่องที่เล็งไว้แล้วก็คือ
ใจเพชร (มิตร-เพชรา-พิศมัย) หรือไม่ก็เรื่อง น้ำอ้อย (มิตร-เพชรา)...
โดยตอนนี้ยังไม่ได้กำหนดว่า เรื่องไหนจะฉายเดือนไหน..

การฉายหนังจะเริ่มประมาณบ่าย 3 โมงเย็นของทุกวันเสาร์สิ้นเดือน
แต่ว่าหากใคร ต้องการเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ภาพยนตร์ไทย หรือ ลานดารา
ก็ต้องไปก่อนเวลาเพราะจะมีการจัดเจ้าหน้าที่นำชมก่อนเป็นรอบ ๆ..

สำหรับ ลานดารา นั้น ช่วงก่อนฉายหนัง ก็จะมีการประสานไปยังดารา
หนังไทยให้มาเยี่ยมชมและพิมพ์มือที่ลานดาราด้วย ซึ่งหากเดินทางมาได้
หอฯ ก็จะมีการฉายหนังที่ดาราท่านนั้นแสดงไว้ เป็นการต้อนรับดาราด้วย
ซึ่งอาจฉายเต็มเรื่องหรือเพียงบางส่วนก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่ากลุ่มแฟนคลับ
ดารานั้น ๆ จะเรียกร้อง...เสร็จแล้วจึงฉายหนังตามโปรแกรมที่วางไว้ใน
แต่ละเดือน

สำหรับเพื่อน ๆ ในเว็บที่สนิทสนมกับดาราท่านใด หอฯ ก็ยินดี หากเพื่อนๆ
จะมาช่วยประสานให้ดาราท่านนั้นมาพิมพ์มือที่ลานดารา หรือเพื่อน ๆ
จะมาจัดกิจกรรมเกี่ยวกับดาราที่ท่านชอบที่โรงหนังก็ได้...ลองนำไอเดีย
บอกไปยังโรงหนังศรีศาลายาได้เลยครับหรือจะฝากในเว็บนี้ก็ได้

และหากมีข่าวอะไรเพิ่มเติม ผมจะมาบอกอีกครั้ง


จาก: มนัส138
วันที่: 01/06/51 - 20:59 น.
IP Address: 202.133.143.xx
ความคิดเห็นที่ 165
ตาแจ๋ว..แกก็อ้างจดหมายทางบ้านทุกครั้งล่ะครับ...ที่จริงอาจจะเขียนเองด้วยซ้ำ...
ขนาดเขียนตอบตาม คห.ที่163(ข้างต้น)...ผมอ่านแล้วยังสงสัยว่า..ตาแจ๋วแกรู้รึเปล่าว่า..มันรับจ้างมาประท้วง!..เอ้ย!!..
ว่าหนังเก่าๆรุ่นมิตร..น่ะมันเป็นหนังใบ้...ต้องพากษ์ใหม่อยู่แล้ว...แหม..เขียนมาได้ว่าต้องการอนุรักษ์เสียงเดิมในฟีล์ม...
ถามจริงๆเถอะว่า...เขาดูหนังที่ไม่ได้วางขายบนแผงบ้างไหม...แบบถล่มค่ายนรกจางซีฟู...นอกจากภาพที่ย่ำแย่แล้วยังมีเรื่องเสียงที่แผ่วเบาหายไปบ้างช่วงบ้าง/ตะกุกตะกัก-ก็อตแก็ตๆบ้าง/ดังก้องเป็นลำโพงแตกบ้าง/...จะทนดูได้กี่นาที
สำหรับเรา..ได้มาเป็นสมบัติเก็บไว้สักแผ่นเราก็ดีใจเนื้อเต้นแล้ว...

จาก: โต้ง
วันที่: 01/06/51 - 22:02 น.
IP Address: 125.25.107.xx
ความคิดเห็นที่ 166
ขอบคุณคุณมนัสครับ ที่นำข่าวดีมาบอก

เรื่องหนังเก่ากับหนังใหม่ ก็คงเป็นการแสดงความคิดเห็นของบุคคลต่างยุค
แต่คนยุคพวกผม(ตอนเด็กๆยังทันหนังยุคเก่า) ยังดูและยอมรับหนังรุ่นใหม่ได้
ก็อยากให้น้องน้องรุ่นใหม่ ลองเปิดใจดูหนังเก่าดูบ้างก็ดีนะครับ
แล้วจะได้อะไรดีดีกลับไปบ้างไม่มากก็น้อย ไม่ใช่ว่าหนังเก่าจะเลวร้าย เชยน่าเบื่อไปหมด
เราลองสังเกตุ หนังต่างชาติทั้งหลาย โดยเฉพาะหนังแนวประวัติศาสตร์พีเรียดย้อนยุค หรือบู๊แอ๊คชั่นทั้งหลาย
ยุคปัจจุบัน มีเทคนิคก้าวล้ำนำสมัยกว่ามาก แต่ทำไมอรรถรสหรือความประทับใจกลับสู้หนังสมัยก่อนไม่ได้
เห็นหลายคนพูดมาแบบนี้ รวมทั้งผมด้วย
จริงอย่างที่คุณ สาโรจน์ ยกตัวอย่างมาครับ

สุดท้าย ไม่ต้องซีเรียสครับ เราดูหนัง นอกจากความบันเทิงแล้ว(หรือไม่บันเทิงก็แล้วแต่)
สุดท้ายสิ่งที่จะได้จากหนังมันมีอยู่ทุกเรื่องครับ ถ้าเราจะค้นหา
สาระของมันอยู่ตรงนี้ ข้อเสียอื่นๆ ก็ปล่อยมันไปเถิดครับ ไม่ต้องคิดมาก
...หนังเก่าก็กลับมาเป็นหนังใหม่ไม่ได้
...หนังใหม่ก็กลับไปเป็นหนังเก่าไม่ได้


จาก: อ๊อด
วันที่: 02/06/51 - 9:21 น.
IP Address: 203.170.242.xx
ความคิดเห็นที่ 167
สวัสดีครับทุกท่าน...
ผมเอาความเห็นจากคอลัมน์ของคุณแจ๋วริมจอ มาให้อ่าน ตอนที่ลงหนังสือ
พิมพ์ครั้งแรก .. แล้วผมก็เขียนความเห็นของตัวเองไว้.. แต่ว่าดันลืมเอามาลง
พอเห็นเรื่องเดียวกันนี้อีกครั้งที่ 2 จึงรู้ว่า ที่ตัวเองเขียนไว้ทีแรก ยังไม่ได้ลงเลย
ไหน ๆ ก็เขียนแล้ว ก็ลงซะหน่อย...ก็แล้วกันนะครับ

ได้ฟังความเห็นของเพื่อน ๆ เกี่ยวกับข้อเขียนของคุณแจ๋วริมจอ แล้ว..
ก็ต้องบอกสาเหตุว่า ทำไมผมจึงต้องนำคอลัมน์มาให้อ่านกัน..

ประการแรก เขาตั้งชื่อข้อเขียนว่า "ทำลายคุณค่า"
แม้ต่อมาจะบอกว่า เป็นข้อติติงเล็กน้อย และยังบอกว่า ..เป็นข้อติติงมา
จากผู้ชม ซึ่งเป็นการเขียนในลักษณะปฏิเสธความรับผิดชอบเพราะอ้างว่า
เป็นการนำความเห็นของผู้ชมมาฝาก มิใช่ความคิดเห็นของคุณแจ๋ว
ริมจอ เอง

จึงมีปัญหา คุณแจ๋วริมจอ ได้ดูหนังเรื่อง ปราสาททราย จนจบหรือไม่
หรือว่า แค่เอาจดหมายจากผู้ชม มาลงในคอลัมน์พื้นที่ตัวเองเท่านั้น.
เรื่องนี้ คุณแจ๋วเอง แกก็ไม่ได้บอกรายละเอียดด้วย ว่าได้ดูหรือไม่...
แต่ถ้าอ่านจากข้อเขียน เชื่อว่า ไม่ได้ดูครับ..

ปัญหาตามมาจึงมีว่า ผู้ชมที่คุณแจ๋วริมจอ อ้างว่า ให้ข้อมูลมานั้นพูดจริง
จากใจในลักษณะต้องการติติงหรือไม่... ถ้าอ่านตามจดหมายทั้งหมด
แล้วจะพบข้อหนึ่งที่ว่า ผู้ชมคนนั้นบอกเองว่า ..เชื่อมั้ยครับว่า
ผมดูไม่จบเพราะทนไม่ได้ที่เห็นทีวีไทยทำลายคุณค่าของหนังกับการนำ
ทีมพากย์หนังจีนฮ่องกง ไปใส่เสียงพากย์...

เห็นได้ว่า เป็นการดูหนังไม่จบ...เพราะไม่ชอบเสียงทีมพากย์
เป็นอันดับแรกมากกว่า...ซึ่งแสดงว่า คุณผู้ชมคนนั้น คงอาจจะไม่ชอบดู
หนังไทยจริง ๆ จึงเอาเรื่องการพากย์มาตัดสิน ก่อนที่จะดูหนังจนจบเรื่อง
ต่างกับเพื่อน ๆ ในเว็บเราที่ดูหนังได้แม้กระทั่งหนังใบ้ที่ไม่มีเสียงพากย์..

ทีนี้ เมื่อไม่ได้ดูหนังเรื่อง ปราสาททราย จนจบ ก็ตีเอาเองว่า มีการพากย์
สอดแทรกมุกตลกจนเกินงาม....ซึ่งอาจเป็นเพราะเคยฟังเสียงพากย์
ทีมนี้ พากย์หนังจีนเรื่องอื่นมาก่อน...เหตุที่ผมพูดเช่นนี้ก็เพราะว่า หาก
เพื่อน ๆ หยิบแผ่นวีซีดีค่าย XXX เรื่อง ปราสาททราย มาเปิดดู
ตามข้อติติงของคุณผู้ชมจากคอลัมน์แจ๋วริมจอแล้ว จะพบว่า ไม่เป็น
เช่นนั้นเลย

เท่าที่ผมฟังเสียงพากย์จากหนังเห็นว่า มีการเลือกคนมาพากย์ที่ต่างจาก
ทีมพากย์ชุดที่ใช้พากย์หนังจีนโรงใหญ่..เพราะมีการดึงตัวนักพากย์หนัง
คนนอกเข้าไปพากย์เสริมอีกด้วย ซึ่งก็เหมือนกับทุกครั้งที่มอบให้ รอง
เค้ามูลคดี มาพากย์เสียง สมบัติ เมทะนี..

ผมดู ปราสาททราย จนจบ ก็ไม่คิดว่าเป็นการพากย์ใส่สไตล์เหมือนหนังจีน
หรือมีเสียงแบบพากย์กวน ๆ แต่อย่างไร ในความรู้สึกจริง ๆ ยัง
คิดว่า พากย์อืดไปด้วยซ้ำ พูดตรง ๆ ก็คือว่า หากตัดเสียงคุณโต๊ะที่
พากย์เสียงมิตร ชัยบัญชา ออกไป ก็คงไม่คิดว่าเป็นทีมคุณโต๊ะ
พากย์หรอกครับ..

ปัญหาที่ว่า เป็นการพากย์ทำลายคุณค่า..อย่างหัวเรื่องที่ตั้งไว้หรือเปล่านั้น
ผู้ชมท่านนั้นยังบอกอีกว่า เป็นการย่ำยีหนังไทยในอดีตจนป่นปี้มากกว่า
จะเป็นการอนุรักษ์...

ข้อนี้ ต้องกลับไปดูตัวผู้ชมท่านนั้นก่อนว่า เอาอะไรมาตัดสินว่า เป็นการ
ทำลายหรือย่ำยีหนังไทย ...เพราะการอนุรักษ์หนังไทยนั้น ต้องอนุรักษ์
ให้คงไว้ตามต้นฉบับเดิมที่ออกฉายครั้งแรก แต่ผู้ชมท่านนั้น ก็บอกเองว่า
เขาเกิดหลังจาก ปราสาททราย ออกฉายในโรงภาพยนตร์ด้วยซ้ำไป..
คือเกิดหลังจากปี 2512 ซึ่งก็แสดงว่า เขาไม่มีโอกาสได้ดูต้นฉบับ
ปราสาททราย ที่ฉายในโรงภาพยนตร์ในปี 2512 ที่กรุงเทพฯ
ฉะนั้น จึงไม่มีข้อเท็จจริงใด ๆ มายืนยันได้ว่า อะไรเป็นต้นฉบับหรือ
เป็นการทำลายคุณค่าหรือพากย์หนังแบบย่ำยี ไม่ใช่การอนุรักษ์

ทีนี้ มาดูข้อเท็จจริงของหนังเรื่อง ปราสาททราย ประกอบหนังเรื่องนี้
สร้างด้วยฟิล์มสี 16 ม.ม. เวลาฉายในโรงภาพยนตร์ จะต้องใช้นักพากย์
พากย์กันสด ๆ บางโรงก็ใช้นักพากย์ชาย-หญิง บางโรงก็ใช้นักพากย์ผู้
ชายคนเดียวพากย์ทั้งเรื่อง และยังต้องใช้แผ่นเสียง มาวางแบ็กกราวน์
ประกอบไม่ว่าจะเป็นเพลงประกอบ เสียงปืน เสียงม้าหรือเสียงอื่น ๆ
ซึ่งบางโรงก็ใช้ปากเป่าเป็นเสียงปืนด้วยซ้ำไป ยิ่งถ้าเป็นการนำไปฉาย
เป็นหนังกลางแปลงด้วยแล้ว ยิ่งใช้สไตล์ใคร สไตล์มันเป็นหลัก จนเกิด
ปัญหาว่า หนังเรื่องเดียวกัน แต่คนดูต่างพื้นที่ ดูแล้วมาเล่าบอกกันไป
คนละเรื่อง จนครูรังสี ทัศนพยัคฆ์ พยายามโน้มนาวให้มีการพากย์เสียง
และใส่เพลงไปในหนังโดยทำเป็นหนัง 35 ม.ม.เสียงในฟิล์มแทน..

จึงเห็นได้ว่า ต้นแบบของหนังไทยยุค 16 ม.ม.ในแต่ละท้องที่จะนิยมไม่
เหมือนกัน ไม่อาจอ้างเอาอย่างหนึ่งอย่างใดว่า เป็นแบบฉบับได้ ทั้งนี้ขึ้น
อยู่กับความชอบของคนในพื้นที่เป็นหลัก แต่หากจะยึดแบบอย่างจริง ๆ
ก็คงต้องถือเอาการฉายในกรุงเทพฯ ตามโรงชั้นหนึ่งเป็นแบบอย่างก่อน
เพราะมีอุปกรณ์ทันสมัยและมีนักพากย์ที่มีชื่อเสียงรวมตัวกันอยู่ แต่ก็
อีกนั่นแหละเพราะนักพากย์แต่ละคน ย่อมมีสไตล์ที่แตกต่างกันไป..
ไม่งั้น เราจะไม่เจอคำว่าถ้าจะดูคนนี้พากย์ก็ต้องดูที่เฉลิมกรุง แต่ถ้าจะดูอีก
คนหนึ่งพากย์ ก็ต้องไปดูที่เฉลิมบุรีแทน.....

เมื่อ ปราสาททราย เป็นหนัง 16 ม.ม.และมีบทพากย์ นักพากย์เขาก็ต้อง
พากย์ไปตามบทเป็นหลัก แม้จะมีการสอดแทรกมุกตลกบ้าง แต่ก็ไม่ถึง
กับว่าจะถึงขนาดโดนข้อหาย่ำยีหนังไทยหรอกครับ..

แม้ผมจะรู้จักกับคุณโต๊ะมานาน แต่ก็ใช่ว่าจะเขียนเข้าข้างกัน จำได้ว่า
ตอนแรก ๆ ที่รู้จักกัน ผมก็เคยติเรื่องเสียงพากย์หนังเหมือนกัน.. ตอน
นั้น แกทำเรื่อง อัศวินดาบกายสิทธิ์ มาฉายที่เฉลิมกรุง...พอผมดูหนัง
จบ แกก็ถามเป็นไงบ้าง ผมก็อำแกว่า มีคนตาบอดที่รัก มิตร ชัยบัญชา
มาก ๆ มานั่งดูหนังอัศวินดาบกายสิทธิ์ด้วย เขาบอกว่า ไม่ได้ยินเสียงมิตร
ชัยบัญชา เลยได้ยินแต่เสียงเฉินหลง...เพราะคุณโต๊ะแกพากย์เสียงมิตร
ด้วยเสียงที่เคยพากย์เป็นเฉินหลงมาก่อน..

เชื่อไหมครับว่า แกโกรธผม..แกถามว่า ผมจะไปไหน ผมบอกจะกลับบ้าน
แกก็เรียกขึ้นรถว่า ไปกินข้าวแถวเฉลิมบุรีก่อน...ตอนนั้นเพิ่งรู้จักกันได้ไม่
ถึงเดือน และผมก็เพิ่งรู้ว่า แกเป็นนักพากย์ได้ไม่ถึงสองอาทิตย์ด้วยซ้ำ.
แกถามผมว่า หากไม่ให้ผมพากย์เสียงมิตร แล้วจะให้ใครพากย์ ผมบอกว่า
ทำไมไม่เอานักพากย์เก่า ๆ มาพากย์แทน แกก็สาธยายว่า คนนั้นก็ไม่ได้
คนนี้ก็ไม่ได้ บางคนก็แก่จนเป็นเสียงพระเอกไม่ได้แล้ว ผมฟังก็เริ่มเออออด้วย
ว่า มันจำเป็นจริง ๆ เพราะไม่มีตัวคนพากย์จริง ๆ ส่วนนักพากย์น้องใหม่ก็ยิ่งจะ
ทำให้หนังเสียไปอีก.. ผมถามถึงเสียงพากย์เดิมจากต้นฉบับ แกก็บอกว่า
มันไม่มีแล้ว ถ้ามี แกก็ไม่มาพากย์ให้เมื่อยหรอก... รู้หรือเปล่าว่า การพากย์
หนังไทยใบ้ ๆ นั้นยากยิ่งกว่าพากย์หนังจีนด้วยซ้ำ แถมหนังไทยบางเรื่อง
ฟิล์มก็ขาด ๆ บทก็ยังโดด พากย์ไปต้องหยุด จะดำน้ำเหมือนหนังกลางแปลง
ก็ไม่ได้ ต้องเบรกเพื่อไล่ดูว่า ในจอนั้นตัวละครอ้างปากพูดกี่ครั้ง จะได้ใส่
คำพูดได้ถูกและข้อสำคัญต้องฟังได้ใจความด้วยนะครับ..


จาก: มนัส138
วันที่: 03/06/51 - 22:58 น.
IP Address: 202.133.143.xx
ความคิดเห็นที่ 168



เขียนถึงงาน 100 ปีรัตน์ เปสตันยี..มาหลายวันแล้ว
วันนี้เพิ่งได้รูปมาฝากครับ...


จาก: มนัส138
วันที่: 03/06/51 - 23:02 น.
IP Address: 202.133.143.xx
ความคิดเห็นที่ 169



ส่วนภาพนี้เป็นภาพจาก ลานดารา..หน้าโรงหนังศรีศาลายา...
ก็มีดารา 10 ท่านแรก ไปฝากรอยพิมพ์มือ-เท้า ไว้เป็นอนุสรณ์แล้ว

พูดถึง ลานดารา แล้ว ตอนนี้ ทางหอฯ เขามีโครงการโรงภาพยนตร์ศรีศาลายา
ซึ่งผมเคยเอาข่าวมาบอกเมื่อวันก่อนแล้ว.. แต่ว่าตอนนี้เป็นข่าวเพิ่มเติม
ครับ....

คือ หอฯ เขาจะจัดกิจกรรมที่โรงหนังศรีศาลายา ทุกวันเสาร์แรกของเดือน
เริ่มเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม-กันยายน 2551 โดยจะมีกิจกรรมดังนี้
1. ชมพิพิธภัณฑ์ภาพยนตร์ไทย ซึ่งเป็นแหล่งเรียนรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ไทยตั้งขั้นตอนแรกจนถึงฉายในโรงหนัง
2. กิจกรรมลานดารา คือจะเป็นมีดาราหนังไทยในอดีต เดินทางมาพิมพ์
มือ-เท้า ที่ลานดารา โดยแฟน ๆ จะพบ พูดคุย ถ่ายรูปและดูหนังที่ดารา
ท่านนั้น ๆ แสดง
3. ชมภาพยนตร์ในโรงหนังศรีศาลายา โดยเลือกเอาหนังไทยเก่า ๆ ที่
หาดูที่ไหนไม่ได้แล้ว...

สำหรับหนังที่จะจัดฉายนั้น...มีเรื่อง วิวาห์พาฝัน (สมบัติ-อรัญญา)
เป็นหนังของละโว้ภาพยนตร์ กำกับโดย พระองค์เจ้าอนุสรณมงคลการ
เป็นหนัง 35 ม.ม.เสียงในฟิล์ม ปี 2514

เดือนสิงหาคม ฉายเรื่อง มีนัดไว้กับหัวใจ (กรุง-อรัญญา-ภิญโญ-ทาริกา)
กำกับโดย เปี๊ยก โปสเตอร์ เป็นหนัง 35 ม.ม. เสียงในฟิล์ม ปี 2518

ส่วนเดือนกันยายน ฉายเรื่อง ในฝูงหงส์ (มิตร-รวงทอง ทองลั่นทม-อมรา)
กำกับโดย สมควร กระจ่างศาสตร์ เป็นหนัง 16 ม.ม. ปี 2506..ครับ

ส่วนดาราที่จะมาปรากฏตัวในลานดารานั้น ตอนนี้ หอฯได้คุณพักรบเป็น
ผู้ช่วยประสานงานให้ ซึ่งกำลังทาบทาม โดยเดือนกรกฏาคม คาดว่า น่า
จะเป็น คุณลือชัย นฤนาท พระเอกตุ๊กตาทองคนแรกของเมืองไทย
กับคุณอรัญญา นามวงศ์....ส่วนเดือนสิงหาคม เห็นว่า จะลองติดต่อคุณ
จารุณี สุขสวัสดิ์ มา...ส่วนเดือนกันยายน อาจจะเป็นคุณรวงทอง ทองลั่นทม..
ซึ่งต้องรอดูต่อไป...แต่หอฯ เขาบอกว่า หากดาราท่านใดเดินทางมาพิมพ์
มือในวันเสาร์ที่จัดกิจกรรมได้นั้น จะมีการฉายหนังเด็ด ๆ ของดาราท่าน
นั้นให้แฟน ๆ ได้ดูกันด้วย....
อ้อ..แล้วหากเพื่อน ๆ ในเว็บต้องการให้ดาราที่ตนชื่นชอบไปร่วมสร้าง
ประวัติศาสตร์ ณ ลานดาราแห่งนี้ ก็ติดต่อที่หอฯ ได้เลยนะครับ หรือจะ
เสนอแนะความเห็นหรือวิธีการจัดงานอย่างไรก็ได้ครับเพราะโรงหนังนี้
เป็นโรงหนังของประชาชนจริง ๆ ครับ

ลืมบอกว่า งานมีเพียงวันเสาร์เท่านั้น โดยเริ่มตั้งแต่เวลาบ่ายโมงครึ่งไป
จนถึงเย็น ๆ ครับ ส่วนวันธรรมดานั้น แบ่งพื้นที่ไว้สำหรับการเข้าดูหนัง
เป็นหมู่คณะครับ....

มีข่าวคืบหน้าจะมาบอกอีกทีครับ


จาก: มนัส138
วันที่: 03/06/51 - 23:19 น.
IP Address: 202.133.143.xx
ความคิดเห็นที่ 170
ขอบคุณครับ คุณมนัส ที่นำข่าวดีมาบอก
ตอนแรกพอได้ยินว่า วันเสาร์ที่ 6 ก.ค. นี้ มีคุณอรัญญา มา ก็กะว่าต้องไปแน่นอน
มานึกได้อีกที วันนั้นไม่ว่างนี่ ต้องไปอบรมสัมมนาของทางบริษัท สำคํญมากห้ามขาดซะด้วย ดูซิ..ดู่ดู้ดู ดูเธอทำ...ทำไมถึงทำกับฉันได้..

จาก: อ๊อด
วันที่: 05/06/51 - 15:19 น.
IP Address: 203.170.242.xx
ความคิดเห็นที่ 171
ขออภัยครับ แก้ไม่ทัน ที่ถูกต้องคือ เสาร์ที่ 5 ก.ค. นี้ครับ
ใครได้ไป ถือว่าโชคดีครับ ผมคงอดไป เพราะติดสัมมนาทั้งวันเลย

จาก: อ๊อด
วันที่: 05/06/51 - 15:22 น.
IP Address: 203.170.242.xx
ความคิดเห็นที่ 172
ความคิดเห็นที่ 162....แดงเล่าเสริมพี่สาโรจน์..เรื่องขุนศึกนะคะ..คุณพ่อน้องยีนเค้าชอบดูมากค่ะ..ตอนนั้นได้ขุนศึกหนังใหม่มาดู..(คุณพ่อน้องยีนเป็นคนภาคกลางค่ะ..เรียกว่าคนไทยแท้ ๆ เลย...ส่วนคุณแดงก็อิสานแท้ ๆเพียงแต่พ่อ - แม่เป็นคนต่างเผ่ากัน...ต้องยอมรับหละค่ะ..ว่า..พื้นฐานแบบนี้ทำให้ชีวิตจิตใจของเราแตกต่างกันไป..หรือบางเรื่องก็เหมือนกันได้ด้วยนะคะ..ทั้งทั้งไม่เหมือนทั้งหมดและไม่ต่างทั้งหมด..แดงจะอยู่ตรงกลางระหว่างความต่างแบบนี้เสมอ ๆ จึงเข้าใจชัด..ถึงแม้จะปรับตัวเป็นอย่างมากก็คือมองเห็นนะคะ...)..คุณพ่อน้องยีนชอบมากค่ะเรื่องขุนศึกหนังใหม่..ดูประจำ...เค้าต่างบ้านต่างเมืองไปทำงานที่อิสานค่ะ..ดูหนังไทยก็ดูเค้ามีความสุขเหมือนได้กลับบ้าน..ส่วนแดงดูหนังไทยก็ไม่ต่างจากหนังอื่นนัก..เพราะชีวิตจิตใจของคนที่ถ่ายทอดก็ยังนับว่าต่างจากคนอิสานนะคะ..แต่ชอบดู..ดูไปดูมาก็เก็บสาระหนังซะเลย..ดูนั่นดูนี่ไป..ได้หลายอย่างค่ะ..(ได้ตามความรู้ในตนเองนั่นหละนะคะ..ว่าจะมีอะไรออกมาวิ่งเชื่อมกับ..ความรู้และสาระในหนัง...)..แล้ว..ต่อมาสักหน่อยคุณพ่อน้องยีนได้หนังเก่ามาค่ะ..หนังขุนศึกหนังเก่าที่สมบัติแสดงนะคะ...พอดูจบ..คุณพ่อน้องยีนยังบอกว่าหนังเก่านี้ดีกว่ามากกก...และจากนั้นไม่หยิบหนังขุนศึกใหม่มาดูเลยค่ะ..คุณแดงก็ได้ดูค่ะ..ยังได้คุยกับคุณพ่อน้องยีนว่า..ไม่มีตรงไหนต่างจากแนวหนังอินเดียที่แดงรักเลย....เยี่ยมจริง ๆ...ยังพูดเสมอว่าประทับใจฉากจบ..ที่เค้ามีเพลง..มีการฉลอง..มีการให้ยศตำแหน่ง..ทุกตัวแสดงมีความสุข..และดีใจที่ทุกคนรอดกลับมาและมีชัยชนะ...เป็นหนังที่เป็นอีกเรื่องที่แดงมักกล่าวว่า...เป็นหนังมีชีวิต...

และเสาร์ที่มีเรื่องพระเวสสันดร กัณหาชาลี..เค้าก็เล่าอย่างตื่นเต้นว่า..ดูหนังพระเวสสันดร....

*******************

และเรื่องต่อไปแดงไปตลาด....

ก็มีแม่ค้าค่ะเป็นผู้หญิงอายุสัก ไม่น่าถึง 30 ปีนะคะ..เล่าให้แม่ค้าด้วยกันฟังว่า...สามีเค้าดีใจมากที่ตอนนี้มีหนังไทยเก่า..มีรุ่น..มิตร เพชรา..ด้วยนะคะ...ตอนเย็นก็จะพากันดูเรื่อง ?? ตะรุเตา..???..ขอโทษค่ะจำไม่หมด...แล้วววว...ก็..มีแม่ค้าฝั่งตรงข้ามได้ยิน..ก็คุยตอบมาบ้างว่า..(แม่ค้าคนที่สองนี้อายุจะสัก50 กว่า ๆ แล้วหละ...เค้าก็เล่าว่า..หนังเกาหลีก็ดีนะ...พากันดูกันทั้งครอบครัวเลยย..ทั้งพ่อ ทั้งลูกชายที่บ้านและตนเองก็ชอบมากหนังเกาหลี....แม่ค้าคนแรก ที่ชอบหนังไทย..ก็..เฉยค่ะ..เงียบไปเลย..หน้าค่อนข้าง..งอ...

แดงก็ยังหัวเราะว่าเนี่ย...แดงที่เป็นคนซื้อก็มีหนังในดวงใจอีกประเทศนึง..ถ้าร่วมวงคุยคงจะยังกับระเบิดลูกย่อม ๆ ลง..(ต่างก็ทำให้วงแตกกระเจิง..)

..เป็นกำลังใจให้ทุกท่านนะคะ...

และความคิดเห็นที่ 160...ก็...อ่านดูสาระเหมือนที่ตนถนัดนะคะ...คงไม่น้อยใจก่อนนะคะ...แดงเชื่อเสมอ ๆ ว่าทุกความคิดเห็นจุดประกายที่ดีเสมอค่ะ...

และก็ขอชื่นชมว่า..บรรยากาศแห่งความรักหนังไทยที่นี่เข้มข้นค่ะ...ถือว่าเป็นจุดแข็งของไทยฟิล์มนะคะ..





จาก: แดง
วันที่: 05/06/51 - 18:10 น.
IP Address: 61.19.29.xx
ความคิดเห็นที่ 173



"ตัดเหลี่ยมเพชร"(2519)
อนึ่ง...หนังเรื่องนี้เวอร์ชั่นเต็ม(ก็อบปี้ไทย) คงหมดโอกาสได้ดูกันแล้วไช่ไหมครับพี่มนัส

จาก: ศุภชัย
วันที่: 07/06/51 - 3:19 น.
IP Address: 124.121.105.xx
ความคิดเห็นที่ 174



ช่วงนี้วงการหนังไทยเก่าค่อนข้างเงียบเหงานะครับพี่มนัส ผู้ผลิตเจ้าหลักอย่าง xxx ก็ไปเอาดีกับ ภ.ต่างประเทศคลาสสิคแล้ว เหลือก็เพียงแต่ happy time กับ"เล็บโส้" อะไรจะเกิดขี้นต่อไปในวันข้างหน้าก็คงต้อรอลุ้นกันต่อไป ภาพข้างบน"สันดานชาย"(2519)

จาก: ศุภชัย
วันที่: 08/06/51 - 21:45 น.
IP Address: 124.121.111.xx
ความคิดเห็นที่ 175
เห็นใบปิดสันดานชาย.....แล้ว
นึกถึงหนังฝรั่งเศสต้นฉบับเรื่อง...สัตว์สาวป่คอนกรีต(secrets of the call girl) ที่แสดงโดย..edwige fenech
เลยเข้าเน็ต..หาดูดตามเว็บบ์..มาได้เรียบร้อย.../รอดูแต่ว่าจะมีโอกาสได้ดูฉบับของไทยๆอย่าง..สันดานชายหรือเปล่าไม่รู้...

จาก: โต้ง
วันที่: 09/06/51 - 10:45 น.
IP Address: 125.25.138.xx
ความคิดเห็นที่ 176



"ไม่มีใครรักฉันจริง"(26ธ.ค.2518)
นำโดย..นาท/ภัทราวดี/ธัญญรัตน์

จาก: ศุภชัย
วันที่: 11/06/51 - 20:05 น.
IP Address: 124.121.111.xx
ความคิดเห็นที่ 177



ช่วงนี้ทั้งหนัง ทั้ง WEB เงียบมาก บางทีพยายามดันกระทู้แต่ละเรื่อง
ยังไม่ค่อยมี EFECTกลับ สงสัยแฟนหนังตกใจกับราคา น้ำมัน และค่า
ครองชีพ ที่วิปริต แปรปรวน ในช่วงกลียุค ในปัจจุบันนี้
.....มีวันนึงผมอยากได้รูป คุณศิริขวัญ เลยลองSERCHหาที่ GOOGLE
ปรากฏว่า มีรูปขึ้น มา บางภาพเป็นของที่ผมโพสไป
.....มีอีกวัน ไปหอสมุด เจอเด็กคนนึง แกเข้ามาหาผม ขณะเปิดนสพ.
ถามว่า แกจะทำรายงาน ส่งอาจารย์ ผมก็เลยแนะนำ WEB นี้ อาจมีภาพ ที่ต้องการ
.
เลยมานึกถึงว่า...ถ้าพวกเราไม่ทำ ถึงจะเพื่อความรักเป็นส่วนตัวก็ตาม
แล้วภาครัฐ หรือจะมาช่วย ทั้งที่จะเป็นประโยชน์ กับคนรุ่นต่อๆไป ก็น่าดีใจ นะครับ
... โดยเฉพาะ พี่มนัส
ถ้าไม่ทำไว้ ผมว่าข้อมูล หนังไทย คงจะเป็นแค่ ความทรงจำ
ที่เราได้แต่เล่าให้ลูกหลานฟัง แต่ไม่สามารถ สัมผัส ของจริงๆ ได้
เลยเอาสาวสวย ..มาให้ดูแก้กลุ้ม น้ำมันแพงก็แล้วกัน

จาก: สาโรจน์
วันที่: 11/06/51 - 22:41 น.
IP Address: 58.8.152.xx
ความคิดเห็นที่ 178
โอ้ว.. วันนี้ได้มาอ่านกระทู้นี้ มีความสุขมากครับ
ขอบคุณพี่ๆ น้าๆ ทุกท่านครับ

จาก: คนขอนแก่น คอหนังกลางแปลง
วันที่: 12/06/51 - 5:47 น.
IP Address: 138.253.89.xx
ความคิดเห็นที่ 179
คุณศุภชัย หนังสือ อมตะ ลงเกี่ยวกับคุณมิตรเรื่องอะไร
คห.138-139 ดารารัฐ กับ สกุลไทย น่าอ่านจัง ที่หอสมุดแห่งชาติมีไหมคะ

จาก: 8 ต.ค.
วันที่: 28/06/51 - 1:27 น.
IP Address: 203.118.74.xx
ความคิดเห็นที่ 180
ดิฉันกำลังศึกษาต่อระดับปริญญาโท คะ ขณะนี้กำลังจะทำวิทยานิพนธ์
เกี่ยวกับภาพยนตร์สั้น จึงอยากรู้เรื่องภาพยนตร์สั้นให้มากที่สุด จะทำยังไงถึงจะได้ประวัติภาพยนตร์สั้น ถ้าใครพอทราบกรุณาเมล์ให้ด้วยจักขอบคุณยิ่ง เบอร์โทร 089 490 4363 คะ

จาก: นานา คะ
วันที่: 28/10/51 - 12:41 น.
IP Address: 203.146.196.xx
ความคิดเห็นที่ 181
คือว่าอยากรู้ว่าหนังเรื่อง
ศรีสะใภ้ (2498)
เดนมนุษย์ (2494)
ล่องแพ (2497)
หนี้กรรม (2495)

ใครเป็นคนแสดง... ผู้กำกับ.. แล้วก็มี poster รูปมั้ยคะ? รบกวนหน่อยนะคะ

จาก: ponnie
วันที่: 27/01/53 - 10:26 น.
IP Address: 58.9.150.xx















สมัครสมาชิก Thai Film เพื่อรับข่าวสารข้อมูลทางอีเมล์และรับสิทธิประโยชน์ต่างๆสำหรับสมาชิก [ JOIN ]


Copyright © 2004
Thai Film Foundation All Rights Reserved.
Site by Redlab