Search Latest Topics | Create New Topic  
เชิญเข้ามาชม..หนังอินเดีย....นะจ๊ะนายจ๋า (ภาค 9)


เล่าหนังอินเดียอันดับหนึ่งในดวงใจของแดงเอง..เรื่อง..Swasdes We,the people..(รักข้าเพื่อแผ่นดิน)นำแสดงโดยชาฮ์รุก ข่าน(ดารามหาชน)และกยาตี โยชิ (นางงามอินเดีย)..เป็นเรื่องราวความรักความผูกพันของโมฮัน บากาฟ ผู้จัดการโครงการวัดGPM ขององค์การนาซ่า USA (เป็นโครงการเกี่ยวกับการวัดระดับไอน้ำในอวกาศ)ที่มีต่อแม่นม เกวลี อัมมา ได้ลาพักผ่อนเพื่อมาตามไปหาแม่นมที่อินเดีย และได้ตามไปพบที่ชนบทในอินเดีย และที่นั่นมีคุณครูกีต้า...(ต่อจากเชิญเข้ามาชม..หนังอินเดีย....นะจ๊ะนายจ๋า (ภาค 6)..http://www.thaifilm.com/forumDetail.asp?
และเชิญเข้ามาชม..หนังอินเดีย....นะจ๊ะนายจ๋า (ภาค 7)http://www.thaifilm.com/forumDetail.asp?topicID=4694&keyword=
และhttp://www.thaifilm.com/forumDetail.asp?topicID=4920&page=3&keyword=เชิญเข้ามาชม..หนังอินเดีย....นะจ๊ะนายจ๋า (ภาค 8)


(เล่าถึงหนังอินเดียต่อเนื่องจากพี่อิทค่ะ....)

จาก: หนังอินเดีย
วันที่: 03/03/52 - 23:13 น.
หัวข้อที่: D977
IP Address: 125.26.241.xx
ความคิดเห็นที่ 1



เก็บเพลงจากระทู้ภาค 8 ...มาเก็บไว้เล่าถึง...สมัยไหนก็ไม่ทราบค่ะ...จำมาได้แค่ชุดและเรื่องเล่านิดหน่อย..แต่สมัยนี้มีภาพให้เห็นต่อเนื่องหลายวัน..เป็นเรื่องราวที่เคลื่อนไหวด้วยภาพขาวดำ ไม่มีเสียง แต่ไม่ใช่ภาพเป็นมิติที่ลึดกว่าภาพทั่วไป...

จำได้บ้างว่าชุดที่ตนเองสวมใส่...ตรงปลายแขน และปกเสื้อ จะเป็นกลีบคล้าย ๆ ดอกแพงพวย..น่ารักกกก....

แม่ดอกแพงพวย จรัล มโนเพชร

http://www.click2member.com/viewthread.php?tid=6838&extra=page%3D9


จาก: พัชรินทร์
วันที่: 03/03/52 - 23:28 น.
IP Address: 125.26.241.xx
ความคิดเห็นที่ 2



ยืมภาพคุณดำรงมาจากกระทู้ภาค 8 ค่ะ...

และก็ร่วมยินดีกับทุก ๆ ความสำเร็จ..ทั้งทางไทย..และ...ทางอินเดียพร้อมทางผู้กำกับชาวตะวันตก..ด้วยเพลงจากหนังอินเดียชื่อก้องโลกขณะนี้ค่ะ...


เป็นการร่วมประสานความสำเร็จของชาวโลกทั้งทางฝั่งตะวันออกร่วมกันฝั่งตะวันตก...ด้วยหนังเรื่องนี้...อืมมม...มองลึกลงไปจริง ๆ แล้วทั้งตะวันตกและตะวันออกก็แต่งงานมีครอบครัวกันมาเนิ่นนานแล้วเหมือนกัน..ยิ่งตอนนี้เดินไปโลตัส..จะเห็นแต่ลูกครึ่งฝรั่งตัวเล็ก ๆ ตามคุณพ่อคุณแม่มาเที่ยวซื้อของใช้...จนเป็นเรื่องปกติ...

เมื่อเร็ว ๆ นี้มีเรื่องที่ต้องเข้ารับการอบรมภายในหน่วยงาน...อาจารย์ที่มาสอนยังเล่าถึงเราต้องใส่ใจภาษอังกฤษ..ตามสมรรถนะที่ต้องมี...และเล่าถึงล้เล่น ๆ ให้หัวเราะกันประมาณว่า..เลือกเอานา...ตอนนี้อิสานยึดตะวัตกได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ววว...และพม่าก็..ยึด..กทม.ได้แล้วเช่นกัน...แล้วท่านจะเลือกเรียนภาษาอะไร...อาจารย์ล้อเล่นได้น่ารักค่ะ..เสียงมีเสน่ห์น่าฟังมาก ๆ

Jai Ho - Mobile Version (SlumDog Millionaire) - Best Original Song 2009

http://www.youtube.com/watch?v=0e4qHRhlJlc&feature=related

จาก: พัชรินทร์
วันที่: 03/03/52 - 23:43 น.
IP Address: 125.26.241.xx
ความคิดเห็นที่ 3
เก็บหนังแอ๊คชั่นอันดับหนึ่งในดวงใจ..แสดงโดยพระเอกอะเจย์ เดฟแกนมาด้วยค่ะ...เพราะว่ามีเรื่องเล่าถึงเค้า.....เรื่องเกียรติสมรภูมิ(ZAMEEN) ...

http://www.youtube.com/watch?v=HCF5eNflTZs

จาก: พัชรินทร์
วันที่: 03/03/52 - 23:49 น.
IP Address: 125.26.241.xx
ความคิดเห็นที่ 4
สวัสดีครับ น้องแดง

SlumDog Millionaire ทำให้คนอินเดียได้เฮกันยกใหญ่ ตอนอยู่ที่นั่นช่วงที่หนังเรื่องนี้ได้ไปชิงรางวัลต่างๆ รวมทั้งออสการ์ ทีวีออกข่าวกันทั้งวัน รวมทั้งมีการสัมภาษณ์ดาราอินเดียทั้งหลาย ก็คงเทใจเชียร์กัน

ส่วนหนังที่กำลังฉายอยู่ที่นั่นก็คือ Ghajini หนังของอาเมียร์ ข่าน ได้ดูเรื่องนี้จากแผ่นผี ก็สนุกดีนะ มีเพลงเพราะจากเรื่องนี้ชื่อ Guzarish

อีกเรื่องที่เป็นหนังตลกของพระเอก อาเชย์ กุมาร เรื่อง Chandni Chowk To China น่าดูดีเพราะแขกไปลุยกังฟู เพลงเรื่องนี้ก็สนุกดี

หนังใหม่ที่กำลังโปรโมทกันมากในทีวี ได้ดู MV ทุกเช้า คือ Aa Dekhen Zara เป็นหนังแนวไซไฟ เพลงชื่อเดียวกับหนังแนวร๊อกเร้าใจมาก อีกเรื่องเป็นหนังใหม่ของชารุก ข่าน ชื่อ Billu Barber มีดาราตลกหน้าตาบ้านๆ เป็นพระเอกคู่กัน แนวเพื่อนสนิทตั้งแต่เด็ก พอโตขึ้นต่คนหนึ่งเป็นช่างตัดผมอยู่บ้านนอก อีกคนกลายเป็นดาราดัง ท่าทางจะสนุกดี เพลงก็สนุกดี

แผ่นผีอินเดียออกมาเร็วมาก เป็นหนังซูม แต่บางเรื่องก็ชัดใช้ได้ ราคาแผ่นละ 30 รูปี ถูกมาก แผ่นหนึ่งมีหนัง 5-6 เรือง ไม่รู้ว่าหนังต่างๆ จะมีเรื่องไหนมาออกแผ่นลิขสิทธิ์ในบ้านเราหรื่อเปล่า

จาก: อิท
วันที่: 04/03/52 - 9:28 น.
IP Address: 119.63.88.xx
ความคิดเห็นที่ 5
สวัสดีครับ คุณอิท ,น้องแดง

ผมอยากทราบชื่อภาษาฮินดูของหนังเรื่อง มนต์เสียงเพลง
ที่ลีน่า จันทราวาการ์ แสดงคู่กับ บิสวาจิต หน่อยครับ
อยากดูคลิปเพลง มนต์เสียงเพลง น่ะครับ ชอบเพลงนี้มาก
ฟังมาตั้งแต่เด็กแล้ว ผมจำได้ลางๆ ว่าเป็นฉากพระเอก นางเอกร้องเพลงนี้ตอนขี่รถจักรยาน ไม่รู้ใช่หรือเปล่า เพราะมันนานมากแล้ว
ผมลองเสิร์ช เจอชื่อเรื่อง Main sunder hoon
ที่ทั้งคู่เล่นด้วยกัน เป็นหนังปี1971 แต่ปรากฎว่าไม่มีเพลงที่ผม
อยากฟังเลย มีแต่เพลงที่นำมาร้องเป็นเพลงไทยชื่อ เบรครัก เบรครถ
ที่ สุมิตร บุปผา ยุพิน และภูมินทร์ ร้องน่ะครับ

จาก: ภัทร
วันที่: 04/03/52 - 12:38 น.
IP Address: 117.47.88.xx
ความคิดเห็นที่ 6



ที่ลีน่า กับ บิสวาจิต แสดงร่วมกันมีอีกเรื่องคือ "นามิ ชอร์" ไม่ทราบใช่เรื่องที่คุณภัทรตามหาหรือเปล่า

จาก: สุทธิพงษ์
วันที่: 04/03/52 - 16:40 น.
IP Address: 85.2.27.xx
ความคิดเห็นที่ 7
เพลง มนต์เสียงเพลง ที่ร้องว่า มนต์เสียงเพลงที่บรรเลงกล่อมชีวี ดังเหมือนมีหยาดน้ำทิพย์ชโลมใจ....มาจากหนังเรื่อง Dharti วาฮีด้า เรห์มาน เป็นนางเอกเล่นคู่ ราเชนเดอร์ กุมาร ชื่อเพลง yeh Albeli Pyar Ki Rahen

ดูคลิปที่นี่ครับ
http://www.youtube.com/watch?v=97PMP8UdUY4

จาก: อิท
วันที่: 05/03/52 - 0:10 น.
IP Address: 58.136.16.xx
ความคิดเห็นที่ 8
ใช่แล้วครับคุณอิท ขอบคุณคุณอิทมากๆ ครับ
ผมไปสับสนชื่อเพลงไทย กับชื่อไทยของหนัง
เรื่อง naami chor

พระเอกเรื่องนี้ ราเชนเดอร์ กุมาร ผมเพิ่งไปอ่าน
เจอในหนังสือที่คุณโรม บุนนาคเขียน บอกว่าเขา
เคยมาปรากฏตัวในเมืองไทย ฉลองเปิดโรงภาพยนตร์ใหม่
ชื่อเมืองทอง อยู่แถวประตูน้ำ และอยากพบกับมิตร ชัยบัญชา
แต่คุณมิตร ไม่ว่าง เลยไปหาถึงกองถ่ายเลย

จาก: ภัทร
วันที่: 05/03/52 - 11:16 น.
IP Address: 117.47.136.xx
ความคิดเห็นที่ 9
ขอรบกวนคุณอิท อีกครั้งนะครับ
คือผมอยากได้คลิป เพลงหนี้กรรม ที่คุณสุมิตร กับ แม่ชียุพิน
นำมาร้องเป็นภาษาไทยน่ะครับ ที่เนื้อร้องมีคำว่า
พุทธัง สาระนัง คัจฉามิ....(ไม่ใช่เพลงจากหนังเรื่ององคุลีมาลนะครับ)
อนิจจาเกิดมาเป็นมนุษย์ ดังคำพุทธเตือนให้อาวรณ์.....

ในหนังสือ ของคุณสุรินทร์ ภาคศิริ ที่แต่งเพลงนี้
บอกว่าเอามาจากหนังอินเดียชื่อ หนี้กรรม ชื่อภาษาฮินดู
ผมจำได้ว่าขึ้นว่า ซัลซา... อะไรสักอย่างนี่แหละครับ
นางเอกน่าจะเป็น ราคี หรือเปล่า ไม่แน่ใจ
ขอบคุณล่วงหน้านะครับ

จาก: ภัทร
วันที่: 05/03/52 - 13:15 น.
IP Address: 117.47.136.xx
ความคิดเห็นที่ 10
ว่าแต่ได้เห็นคลิปหนังเรื่อง Main sunder hoon แล้วท่าทางจะเบาๆ สนุกและเพลงเพราะดีนะครับ ผมว่าหน้าตาของนางเอก ลีน่า...(ไม่จัง) เธอน่ารักดี

นึกไม่ออกว่าเพลง เบรครักเบรครถ ร้องว่ายังไงซะแล้วสิ ใครทีเพลงนี้บ้างครับ

จาก: อิท
วันที่: 05/03/52 - 13:16 น.
IP Address: 119.63.88.xx
ความคิดเห็นที่ 11
เพลง หนี้กรรม ผมไม่รู้ที่มาจริงๆครับ ดูหนังที่ ราคี แสดงหลายเรื่องแต่ไม่เจอเพลงที่มีทำนองเดียวกับเพลง หนี้กรรม เลย น่าจะเป็นนางเอกคนอื่นนะครับ

อีกเพลงที่หนังไทยเรื่อง กายทิพย์ เอาเพลงอินเดียมาแปลงเป็นเพลงไทย ผมเคยฟังจากวิทยุแต่นึกชื่อเพลงไม่ออก เนื้อเพลงเป็นแนวศาสนาเช่นกัน ผู้ร้องน่าจะเป็น ยุพิน แพรทอง หรือ เรียม ดาราน้อย

เรื่องหนังอินเดียเก่าที่เคยฉายบ้านเราในอดีต ผมไม่ค่อยทราบเท่าไรครับ เพราะเด็กๆ ได้ดูหนังอินเดียไม่มาก มาตามดูทีหลังไม่กี่ปีมานี่เอง

จาก: อิท
วันที่: 05/03/52 - 13:39 น.
IP Address: 119.63.88.xx
ความคิดเห็นที่ 12
เพลงเบรครัก เบรครถ เป็นเพลงประกอบภาพยนตร์ ไม่แน่ใจว่าใช่
เรื่องพ่อตาปืนโต หรือเปล่า นะครับ เพราะำได้ว่าหนังเรื่องนี้
มีเพลงประกอบหลายเพลงเพราะๆทั้งนั้น อย่างบอกรักฝากใจ ก็เพราะครับ

ช. เบรคแตกแล้ว รอไปไม่ไหว
ผมเห็นจะตายเพราะรักจุกอก

ญ. อย่าด่วนเผลอ ละเมอเพ้อพก
กลัวรักเจ็บอก ตกต้นรักพัง

ช. ไม่พัง
ญ. หวั่นพัง....เชื่อใจ.......

ลองฟังดูนะครับ เวอร์ชั่นนี้ เป็นของเสรี รุ่งสว่าง
กับทิพย์วรรณ แก้วจันทร์

http://radio.sanook.com/music/player/เบรครัก-เบรครถ/60338

จาก: ภัทร
วันที่: 05/03/52 - 17:36 น.
IP Address: 117.47.4.xx
ความคิดเห็นที่ 13
ความคิดเห็นที่ 372
เปิดกระทู้ภาค 9
http://www.thaifilm.com/forumDetail.asp?topicID=5151

ตามนี้นะคะ..อาบัง..คุณแว่น.....

พี่แดงดีใจที่อาบังหายแล้ว....อายุมากแล้วมีทุกอาการ่ะ...แป่ววว..เห็นมั๊ยยย..พี่แดงได้ทีขี่แพะไล่อาบังแลวนา...ตู่ว่าอาบังกำลังจะ แฮ่มมม...แก่นิดดดด...นึงงง...เหมือนแดง....

...............
...............
ดีใจที่พี่แดง..ได้ทีขึ่แพะไล่คับบ.....แต่ก็สงสารแพะ.คับกลัวมันเหนื่อย...
...
แต่แพะพี่แดงอย่าหลงทางมาทางนี้ม่งนะคับบ..เดี๋ยวผมแย่งไปขี่มั่ง..ทีนี่จะเป็นที ยู วี ดับลิว เอ็ก วาย แซด ของผมมั่ง...คิกคิก..


จาก: อาบัง
วันที่: 05/03/52 - 19:08 น.
IP Address: 202.57.173.xx
ความคิดเห็นที่ 14
สวัสดีครับ คุณสุทธิพงษ์
มัวแต่ดีใจว่าเจอหนังที่หามานานแล้ว ที่คุณอิท บอกให้น่ะครับ
เลยลืมขอบคุณคุณสุทธิพงษ์ไปเลย

ขอบคุณมากนะครับ ที่ช่วยค้นให้

หนังของลีน่า จันทร์ ผมเคยดูตอนเด็กๆ เรื่องเดียว
ชื่อเรื่อง มนต์รักนางรำ คู่กับราเยส คานนา ดูที่เท็กซัส ครับ
จำเนื้อเรื่องอะไรไม่ค่อยได้แล้ว จำได้แต่ว่าเรื่องนี้นางเอกสวยมาก

จาก: ภัทร
วันที่: 06/03/52 - 10:31 น.
IP Address: 117.47.4.xx
ความคิดเห็นที่ 15
ได้ชื่อภาษาไทยของหนังอินเดียอีกแล้ว เรื่อง มนต์รักนางรำ น่าจะเป็นเรื่อง Mehboob Ki Mehndi
ลองดูคลิปนี้ครับ ใช่ มนต์รักนางรำ หรือเปล่า

http://www.youtube.com/watch?v=vJ9fIIf4dBg

http://www.youtube.com/watch?v=m1hFp9wI8SY&feature=related

จาก: อิท
วันที่: 06/03/52 - 12:12 น.
IP Address: 119.63.88.xx
ความคิดเห็นที่ 16
น่าจะใช่ครับคุณอิท
มีชื่อภาษาไทยของหนังอินเดีย มาฝากคุณอิทอีกเรื่อง
พอดีผมลองเสิร์ชไปเรื่อยๆ บังเอิญไปเจอพอดี
ตัวหนังผมเฉยๆ แต่ชอบเพลงประกอบเพลงนี้มาก ประทับใจ
เพลงนี้ตั้งแต่เด็กๆ เป็นตอนที่นางเอกหนีตามพระเอกมาทางรถไฟ
ชื่อภาษาฮินดูคือ Ajanabee ราเยส กับ ซีนาท อมาน
ื่ชื่อภาษาไทยคือ มนต์รักประทับใจ ผมดูที่เท็กซัสครับ
(โรงหนังประจำของผม อีกสองโรงคือโรงหนังควีนส์ กับคาเธ่ย์)

http://www.youtube.com/wach?v=9yNQKfcTvNo




จาก: ภัทร
วันที่: 06/03/52 - 13:59 น.
IP Address: 117.47.4.xx
ความคิดเห็นที่ 17
สวัสดีค่ะพี่อิท พี่ภัทร น้องสุทธิพงษ์ อาบัง....


เพิ่งจะได้ฟังเพลงเบรครัก เบรครถ...ตอนพี่ภัทรเล่านี้หละค่ะ...เพลงไทยสนุก ๆ น่ารักมากค่ะ...และกำลังกดฟังเพลงที่พี่ๆ เล่าถึงค่ะ...

เพลงความคิดเห็นที่ 7...ทำนองนี้เคยฟังเพลงไทยค่ะ...

และเป็นความรู้สึกที่ดีมาก ๆ ที่ได้มีโอกาสได้รับฟังความรู้สึกที่พี่อิทได้ไปสัมผัสมาจริง ๆ จากประเทศอินเดีย..ถึงการร่วมใจกันของชาวอนเดียเชียร์หนังSlumDog Millionaire ....ในช่วงที่พี่อิทไปอบรมที่นั่น

ขอบคุณน้องสุทธิพงษ์มากค่ะสำหรับหนังอินเดียเก่า ๆ....

แล้วก็นึกถึงคำถามที่คุณแว่นถามไว้ว่า..ชาวอินเดียทานอะไรเป็นอาหารหลักค่ะพี่อิท...ใช่โรตีหรือไม่...เค้าทานข้าวอย่างที่เราทานหรือไม่คะ...อยู่ที่อินเดียพี่อิทคิดถึงอาหารไทยมั๊ยคะ..



จาก: พัชรินทร์
วันที่: 07/03/52 - 17:17 น.
IP Address: 125.26.240.xx
ความคิดเห็นที่ 18




เพลงนี้ก็ชื่นใจมาก ๆ ค่ะ...ความคิดเห็นที่ 15


อืมมม...เห็นมีผ้าม่านบาง ๆ ...ทำให้นึงถึงว่า...ผ้าม่านบาง ๆ แบบนี้มีมานานมากน้อยแค่ไหนแล้วหนา...ภูมิปัญญาอันสวยงามของมนุษย์ค้นพบทีไรก็น่าทึ่ง...ก็...เพราะว่าในภาพตอนสมัยนั้นเห็นผ้าม่านบาง ๆ ในที่พักอาศัยที่เคยอยู่สมัยนั้นด้วย..ความคิดเห็นที่ 1


นางเอกสวยน่าเอ็นดูค่ะ..ส่วนพระเอกนั้นหล่อที่สุดเลยยยย...พระเอกราเยส คานนา

Yeh Jo Chilman Hai


http://www.youtube.com/watch?v=m1hFp9wI8SY&feature=related


จาก: พัชรินทร์
วันที่: 07/03/52 - 17:46 น.
IP Address: 125.26.240.xx
ความคิดเห็นที่ 19
ความคิดเห็นที่ 13


***ทีนี่จะเป็นที ยู วี ดับลิว เอ็ก วาย แซด ของผมมั่ง...คิกคิก.. ***

ตะกี้เพิ่งทานฝรั่งค่ะเลยนึกคำตอบเรื่อง....ภาษาฝรั่ง.....ที่อาบังพาพี่แดงหัวเราะได้...อ่านตอนแรกยังนึกไม่ออกว่าจะตอบว่าจะไดดี..ฝรั่งพี่แดงทานฝรั่งไร้เม็ดแล้วเข็ดเลยค่ะ..ไม่ทานอีกแล้วววว...ก็เพราะชอบทานเนื้อฝรั่งตรงกลาง ๆ ลูก ค่ะอาบังที่มีเมล็ด ...ไม่งั้นพี่แดงจะมีอาการเหมือนไม่ได้ทานฝรั่ง....อืมมม..นึกถึงว่าตอนยเด็ก ๆ ที่บ้านพี่แดงมีฝรั่งขี้นกเกิดมาต้นนึง...ปกติที่บ้านพี่แดง..ต้นฝรั่งพ่อไม่ให้ปลูก...แต่ว่าต้นนี้เกิดเองลูกสาวก็ขอพ่อว่าอยากได้...พ่อกผ้อนุญาตให้มีฝรั่งได้ในบริเวณบ้าน..แล้วคราวนี้เค้าออกมาเป็นพันธุ์..ฝรั่งขี้นก...ที่ลูก ๆ ประมาณนิ้งหัวแม่มือนะคะ...พอฝรั่งสุกแล้วตรงเนื้อที่มีเมล็ดด้วยนั้นจะเปรี้ยววววว...ผู้หญิง ๆ ส่วนใหญ่ชอบทานแบบนี้ค่ะ...แล้วก็ลูก ๆ ก้ชอบใจฝรั่งต้นนั้นกัน....ว่ากันว่าฝรั่งพันธุ์นี้ปลูกยาก...นึกย้อนดูก็คล้ายจะเหมือนที่เล่ามาค่ะ..เพราะว่าผลสุกที่ร่วงลงดินก็ไม่เห็นจะเกิดต้นเล็ก...ต่อมาฝรั่งขี้นกต้นนั้นก็เจริญเป็นพุ่มใหญ่แต่ไม่สูงนัก...แล้วก็ตายไปตามอายุขัย....

แพะตัวเป็น ๆ พี่แดงก็ไม่เคยเห็นสักกะที...ที่เล่าถึงนั้นพี่แดงก็...เคยเห็นแต่ในรูปภาพและทีวี..พี่แดงก็หยิบมาเล่าได้เป็นตุป็นตะ..




จาก: พัชรินทร์
วันที่: 08/03/52 - 12:56 น.
IP Address: 125.26.243.xx
ความคิดเห็นที่ 20



นึกอยู่เสมอ ว่า...อยากเห็นพระเอกในดวงใจอะเจย์ เดฟแกน แสดงคู่กับนางเอกในดวงใจการีน่า กาปู...แต่ก็ไม่เคยได้ดู...ลองค้นดู...เรื่องนี้ยังไม่มีแปลไทยค่ะ....เห็นแล้วชื่นใจเพราะว่ารักทั้งสองท่าน....

พระเอกอะเจย์ เดฟแกน...คือดาราที่นอนมาบนหลังรถมอเตอร์ไซด์นะคะ...เท่ห์สุดยอดดดดด..(เท่ห์ถึงปลายของยอดต้นไม้โน่นนนน.)..เพลงนี้ดูนางเอกการีน่า เป็นอะไร ๆ ที่เรียกว่าผู้หญิง ๆ ..

.และมีนางเอกอมริตา อโรรา..อีกท่าน...ช่วยกันถ่ายทอดความเป็นผู้หญิง ๆ .ชัดเจนมากแม้ว่านางเอกทั้งสองท่านจะให้เห็นถึงความต่างกันในตัวของผู้หญิงแต่ละคน ๆ ไป..อืมมม..คิดได้งัยนะหนังอินเดีย..ดูตามเพลงค่ะ...ฉากนี้น่ารักกกกก....

ชอบดูหนังอินเดียเค้าให้นางเอกการีน่าคู่กับพระเอกแต่ละท่านแล้วเราจะเห็นสมรรถนะในการแสดงของทั้งนางเอกการน่าและพระเอกท่าน ๆ ที่เปลี่ยนแปลงและเพิ่ม...คุณค่าในตัวดาราก็เปลี่ยนแปลงไปมาก ๆ ไปในทางที่ดีค่ะ..ยิ่งเพิ่มความมีเสน่ห์และเสน่ห์เหล่านี้ก็เป็นคลื่นที่วนเวียนอยู่ในหนังเรื่องนั้น ๆ ให้ผู้ชมได้สัมผัสได้ไม่รู้เบื่อ ...

ไม่ค่อยได้เห็นการีน่าแสดงกับใครแล้วดูอาการแก้มแดงมาก ๆ ...เดี๋ยวจะค้นมาอีกค่ะที่เห็นชัดเจน ..ถ้าดูตามประสาที่แดงดูเองก็..เพราะว่าพระเอกอะเจย์เป็นผู้ชายที่ที่หล่อเข้มเกินร้อย...ผู้ชายแบบนี้ผู้หญิงจะเกิดความรู้สึกเหมือนที่นางเอกการี่มีในหนังเรื่องนี้....ก็แบบประมาณว่าเดินไม่ออก..ให้นั่งพับเพีบเรียบร้อยยย..ไปเลยจะดีกว่า..ถ้าต้องเห็นพระเอกอะเจย์..

.พระเอกอะเจ เค้ามีเสน่ห์นะคะ..เวลาคู่กับการีน่า...

Golmaal returns Tha karke full song video (Exclusive

http://www.youtube.com/watch?v=b2jp4iwRz-A&NR=1



จาก: พัชรินทร์
วันที่: 08/03/52 - 13:27 น.
IP Address: 125.26.243.xx
ความคิดเห็นที่ 21



อีกเพลงจากหนังเรื่องGolmaal returns

พระเอกอะเจย์ - นางเอกการีน่า..

.นางเอกน่ารักกกก....อืมมม...เห็นว่าการีน่าสวยเซ็กซี่อย่างไร ๆ แต่ดวงใจก็ดูเป็นเด็กสาว ๆ ค่ะ ยังไม่โตเป็นสาวสักกะที...ถึงอายุจะเปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว...

นางเอก พระเอกอินเดียอ่านกริยาอาการง่าย...เพราะว่า...เค้าแสดงด้วยใจ...ดูง่ายด้วยเพราะเทียบกับพัฒนาการในแต่ละช่วงวัยและประสบการณ์ของการเรียนรุ้ชีวิตในตัวเราเอง...รักก็เห็นในตัวเค้า..โกรธก็เห็นเลยในตัวเค้า...สื่อออกมาจากดวงใจประสานกับร่างกายพอเหมาะพอดีกันได้งดงาม...อาการเหล่านี้ก็เป็นะรรมชาติที่น่ามอง...น่ารักกก...เพราะว่าเราก็มีอาการแบบนี้หละ..เมื่อนึกย้อนทบทวนดูในตัวเรา...

ก็...ต้องหมายถึงว่า...สิ่งที่เราเคยเป็นหรือเป็นอยู่เมื่อเห็นคนที่เรารักเค้าเป็นแบบนั้นเราก็ไม่โกรธและช่วยชี้นำชี้แนะด้วยความรัก....เพื่อช่วยเสริมพัฒนาการหรือหาเรื่องเล่าที่สื่อกับเค้าได้ดีกว่าเรามาช่วยเสริมพัฒนาการ..เพื่อคงไว้ซึ่งความรู้สึกที่ดี ๆ ตลอดไป...

Tu Sala Kaam Se Gaya

http://www.youtube.com/watch?v=eETHnnmqfhM&feature=related

จาก: พัชรินทร์
วันที่: 08/03/52 - 17:21 น.
IP Address: 125.26.243.xx
ความคิดเห็นที่ 22

คัดจากหนังสือ เดอะท้อป ซีเคร็ต ของท่านอาจารย์ทันตแพทย์สม สุจิรา สำนักพิมพ์ อัมรินทร์...(หนังสือเล่มนี้ได้มีในหน้าคำนำ ประมาณว่าทางสำนักพิพ์ได้พิมพ์หนังสือ เดอะซีเคร็ต ของทางอเมริกา เป็นหนังสืที่ดีมาก..และทางสำนักพิมพ์(คุณเมตตา อุทกะพันธุ์)ได้พูดคุยถึงหนังสือทางฝรั่งเล่มนั้นกับท่านทันตแพทย์สม สุจิรา ..ว่าเสียดายที่ เดอะซีเคร็ต ยังเข้าไม่ถึง..คุณหมอน่าจะเขียนเพิ่มเติมอธิบายเพิ่มเติมในฐานะที่เป็นผู้เข้าใจเรื่องวิทยาศาสตร์ และมีประสบการณ์ทางวิปัสสนากรรมฐาน ...คุณหมอก็ทำให้และเพิ่มเติมละเอียดขึ้นอีกมากมาย ชื่อหนังสือว่า..เดอะท็อปซีเคร็ต ..ทางสำนักพิมพ์กล่าวถึงหนังสือเล่มนี้อย่างประทับใจเวลาอ่านพบถ้อยคำว่า...ดิฉันหวังเป็นอย่างยิ่งว่า เดอะท็อปซีเคร็ต จะเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้อ่านอยากเรียนรู้ที่จะฝึกเจริญสติ (หรือที่เรียกกันทั่ว ๆ ไปว่า ปฏิบัติธรรม)



การยอมรับจุดที่แย่ที่สุด

การกำจัดความรู้สึกลบอีกแบบคือ กำหนดที่เป็นศูนย์ เช่น พิจารณาจุดเลวร้ายที่สุดของเหตุการณ์นั้นคืออะไร และทำใจยอมรับเสียถ้ามันเกิดขึ้น อย่างไรก็กำไรเสมอ เพราะคุณเกิดมาก็ไม่มีอะไรติดตัวมาด้วย ตอนตายก็เอาอะไรติดตัวไปไม่ได้ เมื่อยอมรับจุดที่เลวที่สุด ความรู้สึกหลังจากนั้นจะเป็นบวกตลอดเพราะฐานของความคิดมันลงไปอยู่ตรงจุดต่ำสุดแล้ว

และจากผลสำรวจทางจิตวิทยาพบว่า จุดเลวร้ายสุด ๆ ที่คิดว่าเป็นไปได้มีโอกาสเกิดขึ้นจริง ๆ ไม่ถึง 5 เปอร์เซ็นต์ ลองนึกย้อนกลับไปถึงเหตุการณ์ลบต่าง ๆ ในอดีตก็ได้ คุณจะพบว่า เหตุการณ์เหล่านั้นไม่ถึงจุดเลวร้ายสุด ๆ สักเหตุการณ์เดียว แต่จิตคุณไปอยู่ตรงจุดนั้นแทน ทำให้กังวล คิดลบ และขาดความสุข อันเป็นผลทำให้สถานการณ์ยิ่งแย่ลง ความเจ็บปวดของคนเรา ร้อยละ 90 มาจากความรู้สึกต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ลำพังเหตุการณ์ลบนั้นเป็นผลเสียจริง ๆ แค่ร้อยละ 10 แต่ความรู้สึกลบกลับช่วยขยายผลขึ้นอีก สิบเท่า

สรุปความลับ เคล็ดลับกำจัดจุดอ่อน

1.จุดอ่อนที่สำคัญที่สุดของมนุษย์คือความรู้สึก เพราะมันฝังลึกอยู่ในจิตใต้สำนึก

2.ถ้าคุณคิดลบ คุณสามารถเปลี่ยนหรือบังคับให้สมองคิดไปในทางตงกันข้ามได้ แต่เป็นการยากที่จะเปลี่ยนหรือบังคับให้ความรู้สึกลบกลายเป็นบวกได้ เพราะความรู้สึกเกิดจากจิตสำนึก (ที่รับผ่านทวารทั้งหก คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ )
ผนวกกับพลังแห่งจิตใต้สำนึกที่ทรงอานุภาพ จึงทำให้ความรู้สึกเปลี่ยนแปลงยากกว่าความคิด

3.เครื่องมือในการกำจัดความรู้สึกลบอย่างได้ผล คือ

การให้อภัย

การแผ่เมตตา

การให้ความรัก

การแสดงออกในเชิงบวก

การยอมรับจุดที่แย่ที่สุด

การถอยตั้งหลัก

การปลีกวิเวก

การระบายความรู้สึก

การดูแลสุขภาพกายให้แข็งแรง

การทำงานอดิเรก

ความสำนึกรู้คุณ

สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นเครื่องมือและเป็นจุดแข็งที่จะช่วยให้ความรู้สึกบวกเกิดขึ้นแทนที่ความรู้สึกลบได้

4.ความรู้สึก พอ จะทำให้ชีวิตมีความสุข และเกิดความรู้สึกอยากจะแบ่งปันให้คนอื่น ความรู้สึกนี้จะเป็นพลังดึงดูดที่ทรงอานุภาพ และเป็นทางลัดที่ง่ายที่สุดในการที่จะนำความมั่งคั่งมาสู่คุณ

***กุญแจความลับเช่น....

1.จงแผ่เมตตาให้สรรพสิ่ง โดยเฉพาะผู้คนที่คุณมีปฏิสัมพันธ์ด้วย มีการทดลองวัดคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าขณะแผ่เมตตาโดย George De La Warr ที่เมืองออกซฟอร์ด ประเทศอังกฤษ พบว่ามีพลังชนิดหนึ่งที่เรียกว่า Primary Magnetic Energy พุ่งออกจากร่างกายของมนุษย์ที่กำลังแผ่เมตตา

2.จงมีสติทุกครั้งที่ระลึกและรู้สึกตัว ให้เข้าไปดูความรู้สึกและปรับให้เป็นบวกอยู่เสมอ

3.การสำนึกในบุญคุณจะทำให้คุณไมทำสิ่งเลวร้าย เช่น คนที่สำนึกในบุญคุณของพ่อแม่ ย่อมไม่เที่ยวเตร่ ดื่มสุรา ยาเสพติด คนที่สำนึกในบุญคุณครู ย่อมไม่หนีเรียน ลอกการบ้าน คนที่สำนึกในบุญคุณของเจ้านาย ก็ไม่เกิดอารมณ์ในยามถูกดุว่า จงสำนึกในบุญคุณ แม้แต่สิ่งไม่มีชีวิต เช่น สำนึกในบุญคุณของบ้านที่อยู่อาศัย ก็จะทำให้คุณดูแลรักษาบ้านอย่างดี เกิดความรักความผูกพัน

4.จงสร้างความรู้สึกสำนึกในบุญคุณต่อทุกสิ่งทุกอย่าง ทุกคนทุกเหตุการณ์ที่ระลึกได้

5.ในขณะที่เกิดความสุข จงพยายามฝึกใช้สติดึงตัวเองให้ออกมาจากความสุขนั้น ทำได้เมื่อไหร่ ความทุกข์ก็ไม่สามารถทำอะไรคุณได้ เพราะคุณก็จะสามารถดึงตัวเองออกจากความทุกข์ได้เช่นกัน ถ้าตัดสุขได้ ก็ตัดทุกข์ได้

6.ความรู้สึกเป็นกรรมเก่า ความคิดคือกรรมปัจจุบัน การตัดความรู้สึกต้องระดมพลังความคิดบวกให้เข้มข้น แล้วบีบอัดจนกลายเป็นความรู้สึกเชิงบวก จึงจะสมารถนำไปตัดความรู้สึกลบได้ เปรียบเสมือนการตัดต้นไม้ใหญ่ที่ฝังรากลึกมนับสิบปี ต้องนำใบมีดเล็ก ๆ มาหลอมรวมกันเป็นใบเลื่อยแล้วจึงนำไปตัดต้นไม้ใหญ่ได้ และการตัดความรู้สึกก็ไม่ใช่การตัดฉับเดียวขาดแบบฟันดาบ แต่จะต้องค่อย ๆ เลื่อยด้วยความพยายามและอดทน








จาก: พัชรินทร์
วันที่: 08/03/52 - 22:58 น.
IP Address: 125.26.244.xx
ความคิดเห็นที่ 23
คัดจากหนังสือ เดอะท้อป ซีเคร็ต ของท่านอาจารย์ทันตแพทย์สม สุจิรา สำนักพิมพ์ อัมรินทร์...(หนังสือเล่มนี้ได้มีในหน้าคำนำ ประมาณว่าทางสำนักพิพ์ได้พิมพ์หนังสือ เดอะซีเคร็ต ของทางอเมริกา เป็นหนังสืที่ดีมาก..และทางสำนักพิมพ์(คุณเมตตา อุทกะพันธุ์)ได้พูดคุยถึงหนังสือทางฝรั่งเล่มนั้นกับท่านทันตแพทย์สม สุจิรา ..ว่าเสียดายที่ เดอะซีเคร็ต ยังเข้าไม่ถึง..คุณหมอน่าจะเขียนเพิ่มเติมอธิบายเพิ่มเติมในฐานะที่เป็นผู้เข้าใจเรื่องวิทยาศาสตร์ และมีประสบการณ์ทางวิปัสสนากรรมฐาน ...คุณหมอก็ทำให้และเพิ่มเติมละเอียดขึ้นอีกมากมาย ชื่อหนังสือว่า..เดอะท็อปซีเคร็ต ..ทางสำนักพิมพ์กล่าวถึงหนังสือเล่มนี้อย่างประทับใจเวลาอ่านพบถ้อยคำว่า...ดิฉันหวังเป็นอย่างยิ่งว่า เดอะท็อปซีเคร็ต จะเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้อ่านอยากเรียนรู้ที่จะฝึกเจริญสติ (หรือที่เรียกกันทั่ว ๆ ไปว่า ปฏิบัติธรรม)




จากเดอะซีเคร็ตถึงเดอะท็อปซีเคร็ต

วิวัฒนาการของมนุษย์ที่มีมากกว่าสองแสนปี เป็นช่วงเวลาไม่มากเมื่อเทียบกับสัตว์ร่วมโลกชนิดอื่น และดูเหมือนจะน้อยไปด้วยซีำถ้าเทียบกับวิวัฒนาการของนกและสัตว์เลื้อยคลานที่ใช้เวลามานับร้อยล้านปี

แต่นกก็ยังคงเป็นนก ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปสักกี่หมื่นปี แม้สิ่งมีชีวิตที่ใกล้เคียงมนุษย์อย่างอุรังอุตัง ก็ไม่ได้มีพัฒนาการมากนักในช่วงเวลาสองแสนปีที่ผ่านมา

คำถามที่สร้างความฉงนให้นักวิทยาศาสตร์มาจนถึงทุกวันนี้ก็คือ ความบังเอิญอะไรที่ทำให้มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตอันทรงภูมิปัญญาในระดับที่ทิ้งห่างสัตว์ร่วมโลกที่มีความฉลาดอันดับสองรองลงมาจากมนุษย์ อย่างโลมาและชิมแปนซี ชนิดที่เรียกว่าไม่เห็นฝุ่นเพราะไม่น่าเป็นไปได้เมื่อคิดตามกฎของความน่าจะเป็น

โลกของเราถือกำเนิดมาแล้วประมา ณ 4,500 ล้านปี มีสัตว์ที่เคยเกิดขึ้นบนโลกนี้มานับล้าน ๆ เผ่าพันธิ์(สปีซี่) แต่ระดับความฉลาดก็ไม่ได้ทิ้งห่างกันมาก แล้วจู่ ๆ ก็ปรากฏสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งที่เรียกว่า มนุษย์ เมื่อประมาณสองแสนปีที่ผ่านมานี้เอง สำหรับคำตอบทางพระพุทธศาสนาวิเคราะห์ได้ว่า ในยุคก่อนสองแสนปีที่แล้ว ภพภูมิมีเพียง 30 ชั้น (ภพภูมิทั้ง 31 ชั้น มีลำดับดังนี้ ชั้นล่างสุดเป็นสัตว์นรก ชั้นที่ 2 เป็นอสุรกาย ชั้นที่ 3 เป็นเปรต ชั้นที่ 4 เป็นเรัจฉาน ชั้นที่ 5 เป็นมนุษย์ ชั้นที่ 6 – 11 เป็นชั้นของเทวดา ชั้นที่ 12- 27 เปนชั้นของพรหม และชั้นที่ 28 – 31 เป็นชั้นของอรูปพรหม) ยังไม่มีชั้นที่ 5 คือภพภูมิมนุษย์ ซึ่งเกิดจากการรวมกันของจิตวิญญาณที่สูงขึ้นของภพภูมิที่ 4 คือเดรัจฉาน เช่นไดโนเสาร์นับล้านชีวิตที่สูญพันธุ์ไป กับภพภูมิเทวดา บางส่วนที่มีคุณภาพของจิตซึ่งตกลง มนุษย์จึงเป็นภพภูมิที่อยู่กึ่งกลางระหว่างเดรัจฉานกับเทวดา

ธรรมชาติได้ให้ สติปัญญาและความเฉลียวฉลาดแก่มนุษย์ มนุษย์จึงเป็นผู้สรรค์สร้างสิ่งต่าง ๆ ให้เกิดขึ้นได้บนโลกนี้อย่างอัศจรรย์ในหลายยุคหลายสมัยจวบจนปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นสิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆ อารยธรรม ภาษา ขนบธรรมเนียมประเพณี การเมือง การปกครอง ศิลปกรรมชั้นยอดในสาขาต่าง ๆ เช่นภาพวาด ดนตรี งานเขียน สิ่งก่อสร้างมหัศจรรย์จนเหลือเชื่อเป็นต้น

แต่ในอีกด้านหนึ่ง มนุษย์เองก็เป็นสัตว์โลกที่มีการทะเลาะเบาะแว้ง เบียดเบียน ทำร้ายทำลายกัน จนถึงขนาดฆ่าล้างเผ่าพันธุ์กัน มากกว่าสัตว์โลกอื่น ๆ ที่มีสติปัญญาน้อยกว่ามนุษย์มาก

มนุษย์จึงเป็นสัตว์โลกที่ชาญฉลาด สามารถทำความดีได้อย่างสุด ๆ และทำความชั่วได้อย่างสุด ๆ เช่นเดียวกัน

ไม่ว่ามนุษย์จะเกิดจากไหน มีต้นกำเนิดอย่างไร แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้มนุษย์เป็นผู้มีความรู้สึกว่าอะไรดี อะไรชั่ว อะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ แต่ด้วยกิเลส ตัณหา อุปาทาน (การยึดมั่นถือมั่นในตัวตน)จึงทำให้มนุษ์ใช้ปัญญาหรือความฉลาดไปในทางที่ผิดอันเนื่องมาจากการขาดสติสัมปชัญญะ

ดังนั้น เมื่อความเจริญทางวัตถุมีมากขึ้นเท่าใด ความเสื่อมทางจิตใจของมนุษย์ก็ดูเหมือนจะเพิ่มมากยิ่งขึ้น ซึ่งผู้รู้หลายท่านกล่าวว่า มนุษย์ในอดีตมีกิเลสอย่างไร ปัจจุบันกิเลสเหล่านั้นก็ยังมีอยู่ไม่เปลี่ยนแปลง แต่ด้วยสภาพแวดล้อมและพัฒนาการทางเทคโนโลยี่ โดยการสื่อสาร จึงทำให้เรื่องราวในด้านลบของมนุษย์ถูกเปิดเผยและรับรู้กันได้ง่ายและกว้างขวางมากขึ้น มีวิธีการในการทำความชั่วที่ซับซ้อนขึ้น และมีกิเลสมากขึ้นตามพัฒนาการทางวัตถุที่เพิ่มขึ้น

ตลอดช่วงหนึ่งพันปีที่ผ่านมา มนุษย์มุ่งเน้นการศึกษาสิ่งรอบนอกตัวจนรู้ไปหมด ตั้งแต่สิ่งที่เล็กที่สุดอย่างควาก(quark...เป็นอนุภาคพื้นฐานที่เล็กที่สุดของสาร)ไปจนถึงสุดขอบจักรวาล แต่กลับละเลยที่จะศึกษาสิ่งในตัวโดยเฉพาะเรื่องของจิตใจ

ในช่วงศตวรรษนี้ มนุษย์ผู้มีสติปัญญาโดยเฉพาะทางซีกโลกตะวันตกเริ่มหันมาสนใจเรื่องของจิตใจ และลงมือศึกษากันเป็นการใหญ่ แต่ส่วนใหญ่ก็ยังอยู่ในระดับแค่ความคิดหรือคลื่นในสมอง ซึ่งเป็นสิ่งจับต้องได้ เป็นรูปธรรม ยังไม่เน้นศึกษาลงไปถึงจิตอันเป็นนามธรรม

จนเมื่อต้นปี 2549 รอนดา เบิร์น ได้เขียนหนังสือชื่อ เดอะซีเคร็ต ซึ่งเปิดเผยความลับที่ยิ่ใหญ่ว่า ความคิดมีแรงดึงดูด นับเป็นการค้นพบทฤษฏีใหม่ที่มีความสำคัญและมีอิทธิพลต่อการตื่นตัวของชาวตะวันตกโดยเฉพาะในแระเทศสหรัฐอเมริกาอย่างยิ่ง

การค้นพบแรงดึง กฎแรงดึงดูดของความคิด ยิ่งใหญ่ไม่แพ้การค้นพบกฎแรงดึงดูดของโลกยุคนิวตัน กฏของนิวตันปฏิวัติโลกเข้าสู่คลื่นลูกที่สอง ทฤษฏีไอน์สไตน์ปฏิวัติโลกเข้าสู่คลื่นลูกที่สาม การค้นพบว่า ความคิดมีแรงดึงดูด ในเดอะซีเคร็ต จะเป็นพื้นฐานที่สำคัญในการปฏิวัติโลกเข้าสู่คลื่นลูกที่สี่ และมีความเป็นไปได้ที่ในอนาคตอันไกล้นี้ อาจมีการค้นพบเทคโนโลยีที่สามารถยกระดับความคิดและจิตวิญญาณของมนุษย์ให้มีศักยภาพสูงขึ้น ช่วยให้มนุษย์มีสติระลึกรู้ได้มากขึ้น อันจะนำมาซึ่งความสุขและความสันติของโลก

การค้นพบว่า ความคิดมีแรงดึงดูด ถือว่าเป็นการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติ จนทำให้ผู้คนทางซีกโลกตะวันตกรู้สึกตื่นเต้นและตื่นตัวกับการค้นพบนี้ จนทำให้รอนดา เบิร์น ผู้เขียน เดอะซีเคร็ต กลายเป็นหนึ่งในรอยคนที่นิตยสารไทม์ยกย่องว่าเป็นผูมีอิทธิพลต่อโลก

อย่างไรก็ตาม เดอะซีเคร็ต ไม่ได้อธิบายกระบวนการทำงานของความคิดได้ชัดเจนทำให้ไม่เข้าใจว่ามีแรงดึงดูดอย่างไร ถึงบันดาลให้เราสมปรารถนาได้

ดังนั้น เดอะ ทอปซีเคร็ต จึงนำประเด็นนี้มาอธิบายให้กระจ่างแจ้ง โดยการวิเคราะห์ทางจิตวิทยา และสรุปลงท้ายด้วยหลักพุทธศาสตร์

ในหนังสือ เดอะซีเคร็ต สรุปมาว่าถ้าต้องการก็ให้อธิฐานขอ เพื่อให้จักรวาลได้รับรู้ จากนั้นให้เชื่อว่าคุณจะได้สิ่งนั้น และจุดสำคัญคือจุดรับ ให้เหมือนกับว่าคุณได้รับสิ่งนั้นแล้วจริงๆ ข้อที่ยากที่สุดคือรับ เพราะการขอและเชื่อไม่ใช่เรื่องยาก แต่ความสามารถในการรับทำให้คนเราแตกต่างกันในเรื่องความสำเร็จในชีวิต เดอะ ทอปซีเคร็ต จะนำกระบวนการของ ขอ เชื่อ รับ มาอธิบายเพิ่มเติมให้เข้าใจยิ่งขึ้น โดยผ่านหลักพระพุทธศาสตร์หรือวิทยาศาสตร์

ในทางพระพุทธศาสนา การขอคือการตั้งจิตอธิษฐาน ซึ่งเป็นการบอกจิตของเรา ไม่ใช่ขอจากจักรวาล ที่จริงแล้วมนุษย์สร้างจักรวาล ไม่ใช่จักรวาลสร้างมนุษย์ ความรู้สึกที่รับผ่านสัมผัสที่หกนั้นคือตัวสร้างจักรวาลถ้าปราศจากทวารหก สรรพสิ่งก็ไม่มีอยู่จริง เพียงแค่เรานอนหลับลึก ก็เหมือนเราหายไปจากโลกนี้แล้ว สิ่งต่างๆบนโลกที่เราเห็นเราสัมผัส เป็นจริงเฉพาะกรอบแห่งผัสสะทวารหกแค่นั้นเอง เมื่อจุติจิตดับไปเกิดปฏิสนธิใหม่ในทวารที่ไม่เหมือนเดิม ภาพของโลกก็จะแตกต่างออกไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง

ดังนั้น การตั้งจิตอธิษฐานขอ จึงเป็นการบอกหรือตอกย้ำกับตัวเราถึงสิ่งซึ่งเราปรารถนา มิใช่บอกต่อจักรวาล ในสมัยพุทธกาล มีเรื่องเล่าเมื่อพระสงฆ์กลุ่มหนึ่งคัดค้านการเลือกพระอานนท์เป็นพุทธอุปฐาก โดยเห็นว่ามีผู้อื่นสมควรได้รับตำแหน่งนี้มากกว่า พระพุทธเจ้าต้องทรงอธิบายเหตุผลว่าทำไมทรงเลือกพระอานนท์ ก็เพราะว่าในอดีตชาติอันนานไกลล่วงมาแล้ว พระอานนท์เคยตั้งจิตอธิษฐานขอเป็นผู้อุปฐากพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งในอนาคตกาล ซึ่งเป็นความปรารถนาอันแรงกล้าของพระอานนท์

หรือแม้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราในครั้งที่เป็นสุเมธดาบส ได้มีโอกาสพบพระทีปังกรพุทธเจ้า และด้วยแรงศรัทธาจะทำมหากุศล จึงได้นอนทอดตัวเป็นสะพานให้พระทีปังกรพุทธเจ้าเดินข้ามทางน้ำที่สกปรก พร้อมตั้งจิตอธิษฐานขอให้ได้เกิดเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาล

ดังนั้น การอธิษฐานหรือการตั้งจิต ขอ จึงมีความสำคัญในการสร้างพลังให้สิ่งที่ปรารถนาเกิดเป็นจริงขึ้นได้ พลังนี้มีผลถึงขั้นข้ามภพข้ามชาติ และถ้าเป็นแรงอธิษฐานภายในชาตินี้จะส่งผลอย่างมหาศาลต่อวิถีชีวิตในภพชาติปัจจุบันขนาดไหน

ส่วนการเชื่อ ต้องอาศัยพลังแห่งศรัทธา คือ การเห็นคุณค่าของสิ่งนั้น พอใจ และมั่นใจในสิ่งนั้น มีใจยึดเหนี่ยวและมุ่งมั่น มุ่งหา มุ่งไปตามสิ่งนั้น ทำให้เกิดพลัง เมื่อเราศรัทธาต่อสิ่งใด ก็จะสามรถอุทิศทั้งชีวิต ร่างกายและจิตใจของเราให้สิ่งนั้น เมื่อเกิดศรัทธา พลังแห่งความเชื่อจะเกิดขึ้น และความเชื่อที่สำคัญที่สุด คือ เชื่อตัวเอง ศรัทธาในตัวเอง แน่ใจในตัวเอง พุทธศาสนาสอนให้พึ่งตนเอง

ลำพังการขอกับการเชื่อยังไม่มีอานุภาพพอที่จะเหนี่ยวนำดึงดูดให้ความสำเร็จเกิดขึ้นได้จริง เพราะขาดความรู้สึกต่อเป้าหมายแม้จะเชื่อว่าเราได้สิ่งนั้นมาแล้ว เหมือนเราเห็นสมุดบัญชีธนาคารมีเงินอยู่จำนวนหนึ่ง ซึ่งแน่นอนว่าเราเชื่อว่าได้สิ่งนั้นแล้ว แต่ความรู้สึกจะไม่เหมือนกับการที่เราเห็นภาพเงินมากองอยู่ตรงหน้าซึ่งความรู้สึกนั้นก็คือ การรับ หรือภาพแห่งความรู้สึก นั่นเอง ภาพแห่งความรูสึกก็คือ ภาพที่คุณได้เห็นแล้วล่วงหน้าว่าเกิดขึ้นจริง จนคุณรู้สึกยินดีปรีดาและมีความสุขกับภาพนั้น

โดยกระบวนการดังกล่าวทั้งสามขั้นตอนนี้ คือ ขอ เชื่อ รับ เกี่ยวข้องกับการทำงานของพลังจิตเราอย่างแน่นอน

ความคิดและจิตใจเป็นสิ่งเชื่อมต่อกัน เพียงแต่ความคิดเป็นกานทำงานของสมอง เป็นรูปธรรม จิตใจเป็นเรื่องของความรู้สึก เป็นนามธรรม ใน เดอะ ซีเคร็ต จึงเน้นเรื่องพลังความคิด ซึ่งเป็นรูปธรรม มากกว่าความรู้สึก เป็นนามธรรม

แต่ในความจริงแล้ว จิตมีพลัง มีอำนาจ เราจะประสบความสำเร็จหรือไม่ขึ้นอยู่กับพลังจิต โดยเฉพาะขั้นตอน รับ นั่นคือภาพแห่งความรู้สึก ซึ่งต้องทำงานร่วมกับสมอง คือ ความคิด ในการจินตนาการเพื่อสร้างภาพความสำเร็จ หรือผลที่ชัดเจน ผนวกกับพลังความเชื่อ ศรัทธา จนเกิดพลังดึงดูดได้ เกี่ยวโยงกับการ ขอ และ เชื่อ ล้วนเกี่ยวโยงกับจิตใจเราทั้งสิ้น

ในสมัยพุทธกาลจนปัจจุบัน มีผู้ฝึกจิตจนสามารถเกิดอภิญญา รู้ใจผู้อื่น รู้อดีตชาติภพของตัวเอง ถอดจิต เหาะเหินเดินอากาศได้ แต่สิ่งเหล่านี้พระพุทธศาสนาไม่สนับสนุน เพราะมิใช่หนทางพ้นทุกข์

ดังนั้นถ้าเราได้ฝึกจิต ก็อาจจะบันดาลบางสิ่งบางอย่างได้จริงๆ เช่นนึกถึงคนที่ไม่ได้พบมานาน ก็จะได้พบ
แต่ในความเป็นจริงแล้ว คงเป็นไปไม่ได้ทั้งหมด แท้จริงแล้วเป็นกระบวนการทำงานของ ขอ เชื่อ รับ นี้จะเป็นแรงผลักดันให้เกิดกำลังใจ หรือมีความคิดสร้าสรรค์เชิงบวก จนประสบความสำเร็จได้

ความปรารถนาของมนุษย์มี 2 ประการหลักคือ ความสำเร็จทางโลก เช่น มีงานดี มีคู่ดี เป็นเรื่องทางกายภาพ คือทางวัตถุ และความสำเร็จทางธรรม เช่นมีความสุข ไม่ทุกข์ ไม่รำคาญใจ ล้วนเป็นเรื่องทางใจ คนส่วนใหญ่จะแสวงหาความสุขทางโลกกันชั่วชีวิต แล้วก็พบว่าไม่พอซักที โดยไม่รู้ถึงความสุขที่แท้จริง และตรงกันข้าม เรากลับพบคนที่มีความสุขทางใจ และประสบความสำเร็จในโลกมากมาย เพราะธรรมะเป็นปัจจัยที่สำคัญของความสำเร็จทั้งสอง

แก่นพระพุทธศาสนาให้ความสำคัญกับเรื่องของจิต และการสอนเจริญสติ เพื่อให้รู้จักธรรมชาติของจิต เพื่อสามารถควบคุมความรู้สึกของเราได้ เมื่อควบคุมความรู้สึกที่เป็นต้นเหตุแห่งทุกข์ ได้มากเท่าไร เราก็จะมีความทุกข์ลดลง เมื่อใดที่เราพัฒนาสติให้เต็มร้อย เมื่อนั้นเราก็จะพ้นทุกข์ นั่นแหละจึงเป็นความสำเร็จสูงสุดของชีวิตมนุษย์




จาก: พัชรินทร์
วันที่: 09/03/52 - 16:45 น.
IP Address: 125.26.245.xx
ความคิดเห็นที่ 24
ช่วงนี้ยังไปติดการอบรม..ที่พักมีบริการอินเตอร์เน็ตเลยแวะมาสักนิดดด...ถ้าอย่างไรก็เชิญท่านที่สนใจเเก่ยวกับหนังอินเดียที่ติดตามอ่านที่

พีอิท
http://www.hi5.com/friend/profile/displayJournal.do?viewself=true&ownerId=164850751

และ....

เวปฯนี้นะคะ...จะมีคลิ๊กดูหนังอินเดียได้ทีกระทู้หนังอินเดียดอทคอม..
http://india.startth.com/

จาก: พัชรินทร์
วันที่: 12/03/52 - 7:30 น.
IP Address: 202.29.106.xx
ความคิดเห็นที่ 25
เพลงประกอบภาพตามหัวกระทู้นะคะ....swades....

http://www.youtube.com/watch?v=2rQep_WN0r4&feature=related

แลติดตามดูหนังได้ตามนี้ค่ะ....จะได้ได้อรรถรสของผู้ดูเอง...เล่าไม่จบค่ะเรื่องยาวจัง.....

Swades (2004) We The People - Part 1

http://www.youtube.com/watch?v=dk_XBokzSB0&feature=related


**************
ส่วนภาพที่เห็นความคิดเห็นที่ 1..เล่าค้างไว้จะเล่าถึงพองาม...เพราะตั้งใจไว้และ...มาช่วงหลังจากที่เห็นภาพนั้น..แล้วค้นหาเสื้อผ้า..ยุคสมัย...และสัมผัสที่นำมาปรับเพื่อทางธรรมในอนาคตเส้นทางสายพุทธของผู้เห็นเองแล้วก็นับว่าเป็นประโยชน์ใคร่ครวญได้หลายอย่างที่ปฏิเสธไม่ได้...เรื่องภพชาติที่เห็นทั้ง 6 สมัย ก็เล่าให้คุณพ่อของน้องยีนและคุณลูกสาวและคุณตาคุณยายน้องยีนฯ เพื่อเป็นเกร็ดในเส้นทางบริสุทธิ์ในอนาคตตามสภาพความปรารถนาของแต่ละท่าน...(และสมัยที่จะเล่านี้เป็นที่เห็นเป็นภาพแรกและก็มีเกร็ดเพื่อเป็นพลังชีวิตสำหรับ..คุณแม่..คุณลูก..ในทุกสรรพชีวิต..คง.อืมมม..ทำให้นึกถึงม้าน้ำและจิ้งโจ้ที่ทำหน้าที่ดูแลลูกอ่อน ๆ ..ไม่เว้นแม้กระทั่งพืช..ฯลฯ..

และดูหนังเรื่องพระลอ...นึกถึงที่คุณเพชราพูดในหนังว่า....การปฏิบัติธรรมและการคลอดลูกเป็นหน้าที่ของผู้หญิงที่จะไม่สามารถมีใครปฏิบัติแทนได้....ลึกซึ้งมากค่ะ..ถ้อยคำในเส้นทางของชีวิตผู้หญิง....)


จาก: พัชรินทร์
วันที่: 15/03/52 - 13:12 น.
IP Address: 125.26.141.xx
ความคิดเห็นที่ 26




นางเอกในดวงใจการีน่า กาปู...ในภาพที่ให้ความรู้สึกถึงผู้หญิงสวย....

Kareena Kapoor - Beautiful

http://www.youtube.com/watch?v=YGMv0R41Gp0

จาก: พัชรินทร์
วันที่: 15/03/52 - 13:54 น.
IP Address: 125.26.141.xx
ความคิดเห็นที่ 27



นางเอกการีน่า...อีกที...

Kareena Kapoor Sexy Bollywood babe
http://www.youtube.com/watch?v=hfpTbK9JTF0&feature=related

จาก: พัชรินทร์
วันที่: 15/03/52 - 13:59 น.
IP Address: 125.26.141.xx
ความคิดเห็นที่ 28



ว๊าาาา....การีน่า..อีกแล้ววววว..เห็นแล้วชื่นใจ....

Sexy Kareena
http://www.youtube.com/watch?v=t-pT1wERmWs&NR=1

จาก: พัชรินทร์
วันที่: 15/03/52 - 14:13 น.
IP Address: 125.26.141.xx
ความคิดเห็นที่ 29
ดาราอินเดียรักษาหน้าตาได้ดีครับพี่แดง....ดูยังไงๆก็ยังสาวสวยอยู่ขนาดเล่นหนังมา10-15ปีหน้าตาก็ยังดูดีครับ....
เคยมีเพื่อนที่เขาปรุงสมุนไพร..เคยพูดให้ฟังว่าสมุนไพรหลายตัวในอินเดียเป็นสมุนไพรชั้นยอด เช่นที่มีอยู่ในแชมพู(ยาสระผม)ของอินเดีย..จะมีส่วนผสมบำรุงผมได้ดีมาก...เคยมีคนนำสมุนไพรตัวนี้มาปลูกในไทย แต่ผลที่ได้มีคุณภาพสู้ของที่ปลูกในอินเดียไม่ได้ เพราะดินและแร่ธาตุในดินต่างๆ มันมีสภาพต่างกัน....ที่พูดถึงนี้เพราะเวลาดูดาราสาวอินเดีย..จะนึกถึงผู้หญิงหน้าเกลี้ยงเกลา ตาคม เส้นผมยาวสีดำมันสวยย...

จาก: อาบัง
วันที่: 15/03/52 - 20:38 น.
IP Address: 202.57.173.xx
ความคิดเห็นที่ 30
แฮ่มม..

พี่แดงชอบอ่านเวลาผู้ชายชื่นชมความสวยความงามในตังผู้หญิงค่ะอาบัง...เพราะฟังว่า...อยากแยกว่า...จะแตกต่างจากผู้หญิงเล่าถึงอย่างไรบ้าง...เรื่องสมุนไพรทางอินเดียที่อาบังเขียนเล่าน่าอ่านมากเลย

จาก: พัชรินทร์
วันที่: 15/03/52 - 22:23 น.
IP Address: 125.26.141.xx
ความคิดเห็นที่ 31



และก็เก็บอาบังด้วย...ภาพพระเอกชาฮ์รุก ข่าน ..และสาวสวยยยย..มาฝากด้วยค่ะ...

Shahrukh Khan Lux Ad
http://www.youtube.com/watch?v=EvfjfRFAuuw&feature=related

จาก: พัชรินทร์
วันที่: 15/03/52 - 22:34 น.
IP Address: 125.26.141.xx
ความคิดเห็นที่ 32



ดูเค้าถ่ายฉากเต้น...ในหนังเรื่องหนึ่ง..พระเอกชาฮ์รุ ข่าน นางเอก ยังไม่ทราบว่าชื่ออะไร...

Making of Dance Pe Chance | Rab Ne Bana Di Jodi

http://www.youtube.com/watch?v=3Je1Z6hBRJU&feature=related

จาก: พัชรินทร์
วันที่: 15/03/52 - 23:18 น.
IP Address: 125.26.141.xx
ความคิดเห็นที่ 33



แล้วก็ได้เป็นเพลงและการเต้นมาให้ได้ดู...

Rab Ne Bana Di Jodi (RNBDJ) - Dance Pe Chance
http://www.youtube.com/watch?v=MQj-2fBHodY&feature=related

จาก: พัชรินทร์
วันที่: 15/03/52 - 23:26 น.
IP Address: 125.26.141.xx
ความคิดเห็นที่ 34
เอามาฝากน้องแดงครับ
คลิปเพลงจากหนังเรื่อง Aa Dekhen Zara แนวเพลงร็อค มี Bipasha Basu เล่นกับ Neil Nitin Muke ที่ผมได้ดูจากทีวีที่อินเดียแทบทุกเช้า เพราะหนังกำลังจะเข้า ดูร้อนแรงดีนะ
ชอบ ชอบ ชอบ

http://www.youtube.com/watch?v=LACqYdGD7zU

จาก: อิท
วันที่: 16/03/52 - 8:56 น.
IP Address: 119.63.88.xx
ความคิดเห็นที่ 35
เพลงจากหนังเรื่อง Ghajini ของ Amir Khan เพลงนี้เพราะมากครับ

http://www.youtube.com/watch?v=_igGPKv6yps&feature=related

จาก: อิท
วันที่: 16/03/52 - 9:01 น.
IP Address: 119.63.88.xx
ความคิดเห็นที่ 36
เพลงจากหนัง Chandni Chowk To China ฮา ดีครับ อาเชย์ กุมาร บุกไปเมืองจีน

http://www.youtube.com/watch?v=AD9HL9kHNQU&feature=related

จาก: อิท
วันที่: 16/03/52 - 9:08 น.
IP Address: 119.63.88.xx
ความคิดเห็นที่ 37




WOW!!!....ชอบมากเลยพี่อิท....หนังอินเดียไม่หยุดนิ่งนะคะ...ดูภาพและอ่านจากความรู้สึกในเพลงค่ะ..

แล้ววว...ตอนนี้แดงสัมผัสได้อะไรทราบหรือไม่คะ...แดงกำลังเทียบเพลงที่พี่อิทนำมาฝากแดงเสมอ ๆ ...เพลงจากหนังเก่า ๆ ...และดารารุ่นเก่า ๆ ....เป็นว่าทั้งเพลง..และกริยาท่าทาง ของพระเอกจากเพลงนี้นะคะ...คล้ายคลึงเพลงเก่าที่เคยได้ฟังผ่านพี่อิท...อืมมม....ถ้าเป็นแดงแทนด้วยคำพูดของแดง..ก็คล้ายคำว่า...อตีต ปัจจุบัน และอนาคตรวมลงในจุดเดีวกันแล้ว...เช่นจากเพลงนี้หละ....แล้วก็เป็นหนังแนววิทยาศาตร์พี่พี่อิทเล่าไว้ความคิดเห็นที่ 4..นางเอกบิบาซา..เซ็กซี่แต่ว่าเนียนใจเสมอค่ะ...สวยมากด้วยยยย..

Neil Nitin Mukesh Bipasha Basu - Trailer from Aa Dekhen Zara

http://www.youtube.com/watch?v=LACqYdGD7zU

จาก: พัชรินทร์
วันที่: 16/03/52 - 12:22 น.
IP Address: 125.26.149.xx
ความคิดเห็นที่ 38
พระเอก Neil Nitin Muke ...เป็นแขกหรือว่าฝรั่งคะพี่อิท...

จาก: พัชรินทร์
วันที่: 16/03/52 - 12:25 น.
IP Address: 125.26.149.xx
ความคิดเห็นที่ 39



เก็บภาพจากเพลงความคิดเห็นที่ 35....มาเก็บไว้ด้วยค่ะ...เห็นแล้วชื่นใจมากค่ะพระเอกอาร์มี ข่าน...

ดูภาพรวมก่อน..จะถ่ายทอดเรื่องราว..ร้อยเรียงบรรยากาศจากธรรมชาติตามสภาพภูมิประเทศในเพลงที่ดูแห้ง ๆ ...ไล่เลื่อยไปถึงความมีชีวิตที่ขาดอะไรสักอย่างในความรู้สึกพระเอก...และมีความสมบูรณ์แบบแห่งชีวิตทั้งหมดนั้นอยู่ที่ตัวนางเอก...

และเสียงเพลงของพระเอกดึงความสดใสและทุกอย่าง...จากตัวและดวงใจนางเอกออกมาเพื่อให้พลังกับเค้าและเผื่อแผ่ไปถึงธรรมชาติรอบตัว...ให้ทุกสิ่งคนและสภาพแวดล้อมตามเพลงนั้นมีชีวิตขึ้นมาดังเนรมิตเยงแต่มองในภาพนามธรรม...

จาก: พัชรินทร์
วันที่: 16/03/52 - 12:54 น.
IP Address: 125.26.149.xx
ความคิดเห็นที่ 40



ความคิดเห็นที่ 36...เพลงนี้ชอบใจมากเลยค่ะ..

แดงเอาไปบุกเมืองจีนน้องกุ้งเป็นที่เรียบร้อยแล้ว..คงได้เห็นประชากรโลกเชื้อสายจีน+แขก...เพิ่มอย่างน่ารักกกก..ในอนาคตอันไม่ไกลนี้หละค่ะ...อาบังตามไปดูที่กระทู้น้องกุ้งกับพี่แดงนะคะ...


จาก: พัชรินทร์
วันที่: 16/03/52 - 13:09 น.
IP Address: 125.26.149.xx
ความคิดเห็นที่ 41



เพลงจากหนังเรื่องเดียวกับความคิดเห็นที่ 37...มันส์สุดยอดดดด..เซ็กซี่..เสียงร้องด้วย..แต่ฟังได้ค่ะ.รับได้...ไม่ให้ความรู้สึกว่าเกินไป...อยากดูมากแล้วเนี่ยยยย...แต่ถ้าไม่พากษ์ไทย..ก็..ดูได้ไม่สนุก...เพราะว่าจะหลับก่อนทุกที ๆ ...

เท่าที่ดูหนังอินเดียมา..แดงมีความเห็นว่า..นางเอกอินเดียจะแต่งตัวเปิดมาก ๆ ...แค่ไหนก็ตาม...แต่ให้ความรู้สึกว่าเค้าคงไว้ซึ่งเกียรติของความป็นผู้หิง...ดูแล้วสวยและมีทุกศิลปะในตัวเธอแล้วแต่ว่าใครจะดูได้ครบถ้วนมากน้อยต่างกันแค่ไหนค่ะ...เพลงนี้นางเอกบิบาชา แต่งตัวเปิดมาก ๆ แต่ไม่ให้ความรู้สึกว่าขัดใจผู้หญิง ๆ เลย...

แต่ว่าคงเพราะแดงดูเค้าจนรักและยอมรับในทุกอย่างทางการทำหนังอินเดียก็เป็นได้....สิ่งที่แดงเล่าก็น่าสังเกตทีเดียวนะคะ...ทางการสร้างหนังอินเดียเค้าให้ความเชื่อมั่นและไว้วางใจแก่ผู้ชมเสมอๆ ..และคงระดับความเชื่อมั่นอยู่ในระดับเดิม..แม้ว่าเค้าจะทำอย่างไรกับการแสดง..เราก็รู้สึกอุ่นใจว่าจะออกมาดี ๆ ...เช่นแม้บทบาทการแสดงจะให้นางเอกเค้าแสดงแบบใด...แต่ต้องมีสักอย่างที่สัมผัสได้ว่าเค้าคงไว้ซึ่งความเป็นผู้หญิง..ทำให้รุ้สึกดีๆ และรักดาราท่านนั้น ๆ มากขึ้นทุกที ๆ ที่เห็นฝีมือเค้า....


Aa Dekhen Zara - Gazab|Full Song|HQ|Bipasha Basu|Neil Nitein Mukesh|2009|

http://www.youtube.com/watch?v=z-0qsLpj25k&feature=related

จาก: พัชรินทร์
วันที่: 16/03/52 - 22:19 น.
IP Address: 125.26.192.xx
ความคิดเห็นที่ 42
Neil Nitein Mukesh เป็นคนอินเดียครับ แรกผมที่เห็นในทีวีนึกว่าเป็น Hritik Roshan ดูคล้ายกัน มาค้นจากเน็ตทีหลังว่า เป็นรุ่นหลานของนักร้องดังในอดีต Mukesh ครับ

จาก: อิท
วันที่: 17/03/52 - 9:03 น.
IP Address: 119.63.88.xx
ความคิดเห็นที่ 43
นึกเหมือนแดงเลยค่ะพี่อิทว่าNeil Nitein Mukesh ...คล้ายHritik Roshan ..มากกกก...เมื่อวานแดงกำลังจะบอกว่า...เห็นแล้วนึกถึงเค้า..เดี๋ยวจะหาภาพHritik Roshan มาไว้ให้หายคิดถึงสักนิดดดด...นึง...ราวกับฝาแฝด..เพียงแต่ก็มีความต่างในตัวทั้งสองท่าน...

จาก: พัชรินทร์
วันที่: 17/03/52 - 12:04 น.
IP Address: 125.26.140.xx
ความคิดเห็นที่ 44



Hritik Roshan ...เป็นลูกชายผู้กำกับหนังคะ...เพลงจากหนังเรื่องKaho na pyaar hai- รอยรัก ฝังใจ

นำมาเพื่อเทียบว่า...พระเอกNeil Nitein Mukesh ...จากเพลงความคิดเห็นที่ 37....

พระเอกทั้งสองมีความคล้ายกันค่ะ...และก็เป็นการดูคล้าย ๆ ตั้งใจที่จะนำจุดบวกของพระเอกคนก่อน ๆ มาช่วยสร้างพระเอกคนใหม่นะคะ...และก็ถ้าคาดไม่ผิดก็ถึงดังหรือไม่ดังก็เยี่ยมยอดเสมอ ๆ ค่ะ...จุดแบบนี้หนังอินเดียไม่เคยละเลย..เห็นประจำ ๆ ..ไม่รู้สึกติติงความคิดเห็นของทางอินเดียเลยเพราะว่านั่นคือสัจธรรมในระดับทางโลกที่สัมผัสได้...เรื่องการช่วยเหลืออาชีพเดียวกันฯลฯ...

ทายาทของทั้งสองอาชีพ..ทั้งนักร้องและนักแสดง...ก็บ่งชัดถึงการถ่ายทอดภูมิปัญญา...อันทรงคุณค่าไม่ด้อยกว่ากันเลยนะคะ...เพียงแต่ได้อรรถรสของคำว่า..ไกล้เคียงภูมิปัญญาต้นแบบนั้น ๆ ของแต่ละศิลปะของอาชีพนั้น ๆ ...




http://www.youtube.com/watch?v=myY1l65xwhU&feature=related

จาก: พัชรินทร์
วันที่: 17/03/52 - 17:09 น.
IP Address: 125.26.140.xx
ความคิดเห็นที่ 45



นางเอกบิบาซา บาซู....ค่ะ...

slideshow bipasha basu
http://www.youtube.com/watch?v=Z0TgvnrV1F4&feature=related

จาก: พัชรินทร์
วันที่: 17/03/52 - 21:37 น.
IP Address: 125.26.140.xx
ความคิดเห็นที่ 46



นางเอกบิบาซา บาซู....

Bipasha Basu is dangerous

http://www.youtube.com/watch?v=KUhg_NLf1KQ&feature=related

จาก: พัชรินทร์
วันที่: 17/03/52 - 22:06 น.
IP Address: 125.26.140.xx
ความคิดเห็นที่ 47



บิบาซา บาซู....

Bipasha Basu - Bengali Beauty

http://www.youtube.com/watch?v=uJ5EdCqyOzw&feature=related

จาก: พัชรินทร์
วันที่: 17/03/52 - 22:18 น.
IP Address: 125.26.140.xx
ความคิดเห็นที่ 48
นางเอกคนนี้หน้า เหมือนฝรั่งเลยครับพี่แดง.....
เป็นดาราปัจจุบันหรือดาราเก่าครับ ดูเหมือนดาราเก่า แดเครื่องต่งกายภาพสุดท้ายไม่น่าใช่.ครับ....

จาก: อาบัง
วันที่: 17/03/52 - 23:36 น.
IP Address: 202.5.84.xx
ความคิดเห็นที่ 49
เป็นดาราปัจจุจันค่ะอาบัง...แล้วพี่แดงจะค้นหนังนางเอกบิบาซา บาซูมาให้ดู....เคยอ่านพบว่าเป็นแฟนของพระเอกจอห์น อับราฮัม...แต่ตอนนี้ไม่ทราบว่ายังเป็นอยู่หรือไม่...

จาก: พัชรินทร์
วันที่: 18/03/52 - 12:08 น.
IP Address: 125.26.240.xx
ความคิดเห็นที่ 50



ดูความน่ารักของพระเอก...Hrithik Roshan...อีกสักหน่อยยยย..

http://www.youtube.com/watch?v=Nuw3gk_HT1M


จาก: พัชรินทร์
วันที่: 18/03/52 - 12:10 น.
IP Address: 125.26.240.xx
ความคิดเห็นที่ 51



แล้วก็...ด้วยความที่เห่อพระเอกใหม่ค่ะ..หล่อจัง...คิดถึงน้องเปรมแล้วหละ..และพี่มุ๋ยค่ะ...

Neil Nitin Mukesh debuts on the ramp

http://www.youtube.com/watch?v=DSqvS_tgzOI&NR=1





จาก: พัชรินทร์
วันที่: 18/03/52 - 19:34 น.
IP Address: 125.26.245.xx
ความคิดเห็นที่ 52



และก็...พระเอก Neil Nitin Mukesh .....

Neil Nitin Mukesh intends to do a series of Johnny films
http://www.youtube.com/watch?v=vyfKHnJ4Q10&feature=related

จาก: พัชรินทร์
วันที่: 18/03/52 - 19:41 น.
IP Address: 125.26.245.xx
ความคิดเห็นที่ 53



Bipasha Basu at the launch of Flyte Scooter and Calendar (2007).
Born January 7, 1979 (1979-01-07) (age 30)
New Delhi, India
Occupation Film actress , Model
Years active 2001 – present
Domestic partner(s) John Abraham (2002 – present)

ผลงานของนางเอกบิบาซา บาซูนะคะ..อาบัง..
ตามเวปฯนี้..
http://en.wikipedia.org/wiki/Bipasha_Basu


และเรื่องที่พี่แดงเองเคยดู...

- Ajnabee ...เพื่อนรักเพื่อนแค้น...นักแสดงบ๊อบบี้ ดีโล.. การีน่า กาปู.. อัคเช กุมาร ... บาบิซา บาซู

- Jism....จำชื่อไทยไม่ได้...นักพระเอกจอห์น อับราอัม .. บิบาซา บาซู

- Zameen...เกียรติสมรภูมิ...ดังความคิดเห็นที่ 3...นักแอ๊คชั่นอันดับหนึ่งในดวงใจพี่แดง นักแสดง อะเจย์ เดฟแกน .. อบิเชค บาจัน .. บิบาซา บาซู

- Dhoom 2....เหิรฟ้า ท้านรก ...นักแสดง หริ๊กติ๊ก โรซาน .. อิสวารา ราย .. อบิเค บาจัน.. บิบาซา บาซู .. ริมิ เซน

- Barsaat ...แผลรัก ลึกสุดใจ นักแสดง บ๊อบี้ ดีโอล...ปรียานก้า โชปรา ...บิบาซา บาซู..

และอีกเรื่องหนึ่จำไม่ได้..แสดงกับพระเอกไม่เคยเห็นหน้า...แต่เนื้อเรื่องกินใจค่ะ...อืมมม..มองข้ามไม่ได้เลย..แม้ดาราที่เราไม่คิดว่าจะทำให้เราชอบหนังได้...แต่ว่า..หายสงสัยในหนังอินเดียเลยค่ะ...




จาก: พัชรินทร์
วันที่: 18/03/52 - 21:53 น.
IP Address: 125.26.245.xx
ความคิดเห็นที่ 54




พระเอกNeil Nitin Mukesh - นางเอกBipasha Basu ...สวยมากกกก..

Aa Dekhe Zara music launch on Indian Idol

http://www.youtube.com/watch?v=QBKahtqXo-Y&feature=related

จาก: พัชรินทร์
วันที่: 18/03/52 - 22:25 น.
IP Address: 125.26.245.xx
ความคิดเห็นที่ 55



ลดระดับความเข้มของหนังเรื่อง..Aa Dekhe Zara ..ด้วยความสาวย..น่ารัก สดใส..ของนางเอกในดวงใจ การีน่า กาปู...

จากหนังเรื่องMujhse Dosti Karoge..แสดงโดยพระเอกหริ๊กติก โรซาน นางเอกราณี มูเคอร์จี และนางเอกการีน่า กาปู..

Kareena Kapoor - Sexy Dance from Mujhse Dosti Karoge!

http://www.youtube.com/watch?v=agy-XIMzOqk

จาก: พัชรินทร์
วันที่: 19/03/52 - 12:24 น.
IP Address: 125.26.243.xx
ความคิดเห็นที่ 56
โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านด้วยนะคะ ...

(ภาพที่เห็นทั้ง 5 สมัยและ รวมทั้งสมัยปัจจุบันนี้เป็นผู้หญิง 6 สมัย ..อาจเป็นเพราะคำอธิษฐานจิตว่าจะพยายามเป็นเพื่อนผู้หญิงให้นานที่สุด..แต่ถ้ามีเรื่องให้เป็นต่อไม่ได้ก็ไม่สำคัญค่ะ..แต่ก็เป็นความตั้งใจที่แน่นหนาและรู้สึกงดงามกับคำอธิษฐานนี้มาก..ยากจะเล่าได้...ก็พยายามศึกษาและเข้าใจผู้หญิงและช่วยเป็นกำลังใจให้บ้างตามที่ใคร ๆ จะปรารถนามาพูดคุยปรึกษาหรืออะไรก็ตามฯ...เท่าที่ตนเองจะเป็นได้...คำอธิษฐานนี้มีมานานเท่าไหร่ก็ไม่ทราบนะคะ..เพียงแต่ทราบมาจากข้างในดวงใจตนเอง....)


เรื่องที่เล่านี้เป็นภาพที่เห็น...พยายามเล่าสภาพที่เห็นทั้งหมด..คงถ่ายทอดความงดงามตามสมัยที่เห็นนั้นไม่หมด...เพราะถ้อยคำที่ใช้นี้ก็คงเป็นถ้อยคำที่งดงามได้ไม่งามเท่าภาพที่เห็นนั้น...

เป็นภาพขาวดำไม่มีเสียงแต่มีการเคลื่อนไหวเหมือนเหตุการณ์จริงที่งดงามโดยธรรมชาติ...บุคคลในภาพก็ทราบชัดว่าตนเองและผู้เกี่ยวข้อง..ทราบก็..เพราะบังเอิญเห็นรอยแผลเป็นในดวงใจตอนเจริญสมาธิถึงในระดับนึง...จึงคำถามถึงข้อสงสัยว่า..เป็นรอยอะไร...

(รอยนี้เกิดนั้นจากพบว่ามีความรู้สึกว่า..มีเส้นสายใยอะไรสักอย่างขาดออกไปในขั้นขณิกกะ..ทราบชื่อว่าเส้นสายใยอะไรด้วย...เพราะเฝ้าระวังเส้นนี้อยู่เสมอ ๆ ..ปกติจะเดินจงกรมด้วยแทบทุกวัน...ขนิกกะจะเจริญเสมอทั้งวัน..ถ้าไม่เมื่อยจนเผลอตัว..แต่ก็ดึงคืนมาเสมอ ๆ เท่าที่ร่างกายจะพอมีกำลัง...พอเส้นนี้ขาดแล้วข้างในดวงใจจะเหมือนเป็นไข้มาก ๆ ...คงเทียบได้กับแผลของทางร่ายกายละมัง..ที่มีแผลก็ต้องได้ใช้ยารักษา...ก็ต้องเจริญสมาธิขั้นลึกกว่าตามลำดับเพื่อตรวจดูอาการ...ช่วงแรก ๆ ก็จะคล้ายจะมีแรงดึงให้ลงไปที่ไหนสักแห่งในตอนพักจิตในสมาธิขั้นลึก...

ก็กลัวมาก ๆ ...แทบไม่กล้าพักจิตเลย..แต่ว่าจะไม่ดีต่อการปฏิบัติทางสมาธิเพราะว่าไม่ครบขั้น...ก็พักจิตนิดนึงแล้วดึงตนออกจากแรงดูดนั้นมา...เข้าใจว่าต่อไปตนคงจะพบเป็นการระลึกชาติแน่ ๆ ..แต่ว่าตนเองก็ไม่เคยปรารถนาการระลึกชาติ...ก็ขืนตัวออกเต็มที่...และไม่กล้าเจริญสมาธิอยุ่หลายวัน...คราวนี้ไม่ดีเลย..เพราะว่า..อาการจากรอยสายใยที่ขาดไปนั้น..ก็ยังไม่หาย...ตั้งใจตัดสินใจเจริญสมาธิวิปัสสนาอีกในหลายวันต่อ ๆ มา ...และก็ขืนตัวออกจากแรงดึงข้างในหลาย ๆ ครั้ง...จนเริ่มอุ่นใจว่าการรักษาด้วยสมธิวิปัสสนานั้นทำให้อาการแทบว่าหายแล้ว...ก็อิ่มใจ...คราวต่อไปก็ทำสมาธิวิปัสนาเพลินจนข้างในดวงใจดูเกลี้ยง..วันนั้นคงไม่มีอะไรแล้วเพราะไม่มีเช่นเวทนา หรืออะไร..มาให้ขัดเกลาออกจากใจอีก..และก็เริ่ทหมดกำลังแล้ว..เริ่มจะพักจิตในระดับลึก..ก็มองเห็นว่าข้างในใจมีรอยแผล..ซึ่งแต่ก่อนไม่เคยพบเลย.....ก็ตั้งคำถามไปอย่างที่ไม่ได้ตั้งใจว่ารอยอะไร..แล้วก็มีอาการจะหลุดไปที่ไหรสักแห่งแต่ต้านไว้..คราวนี้แรงต้านมีพลังมากเลย..กลัวมาก ๆ ด้วย...อาการกลัวเหมือนดูหนังผี ประมาณนั้น...แต้ดูหนังผี..ถึงกลัวก็เข้าไปนั่งกลางกลุ่มได้...แต่คราวนี้ต้องเห็นภาพที่ไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นเพียงลำพัง...แต่ก็ศึกษามาพอสมควรว่า..ให้เป็นสักแต่ว่าเห็เท่านั้น...ก็ต้องมองดูภาพและเรื่องราวที่เคลื่อนมาให้เห็นอย่างงดงามนั้น..ด้วยความหวั่นใจ..ว่าเราพบเห็นอะไรกันแนะ....)

และก็เล่าสืบเนื่องต่อมาบ้างตามนี้นะคะ..

ความคิดเห็นที่ 1...

ความคิดเห็นที่ 18...

ความคิดเห็นที่ 24...




จาก: พัชรินทร์
วันที่: 19/03/52 - 18:10 น.
IP Address: 125.26.244.xx
ความคิดเห็นที่ 57




ต่อจากความคิดเห็นที่ 56....ค่ะ...

ภาพที่เคลื่อนตัวมาให้เห็นแรก ๆ นั้นเร็วมาก ๆ อาการเหมือนเปิดประตูแล้วมีภาพกรูกันออกมาแทบดู...

นึกถึงใบไม้แห้ง ๆ ที่ถูกลมพัดแรง ๆ แล้วปริวเข้ามาหาตัวผู้เห็นภาพนะคะ..เพียงแต่ต่างเพราะว่าเป็นภาพค่ะ..ภาพเป็นชุด ๆ ไม่ต่อเนื่อง...ต้องนำคิดทบทวนเชื่มดยงว่า..เค้ามาบอกอะไรนะ..และก็ค้นหาพวกเสื้อผ้าที่พบในภาพนั้น ๆ เทียบยุคสมัยไปเพียงเพื่อจะเล่าได้บ้างถึงแม้จะไม่สมบูรณ์...

ภาพที่เห็นแล้วจะหายวับแล้วมีภาพใหม่มาอีก แทบตั้งตัวดูไม่ทัน เพราะเร็วมาก แล้วก็ค่อย ๆ เบาลง ๆ ให้ดูได้ง่าย ๆ ขึ้น..และนึกย้อนทวนดูก็ตั้งข้อสังกตว่าที่ภาพไม่ต่อเนื่อง..มาให้ดูที่ละชุด ๆ ..ก็คงเหมือนที่เราตื่นแล้วจำอะไรทั้งวันไม่ได้ครบถ้วนเสมอไปภาพก็จะเริ่มขาดหาย ..และคงเหมือนเราหลับ..ภาพก็จะเริ่มขาดหาย.

เห็นภาพแรก ๆ ที่เรื่องได้ก็..มองเห็น..คงเป็นบริเวณนอกตัวที่พักในสมัยนั้นก่อน...เพราะมองเห็นต้นไม้ พื้นดิน...และเริ่มมองเห็นคน..(อันนี้เริ่มจะกลัว...ว่า..เอ...เค้าจะแลบลิ้นปริ้นตาให้เราหรือไม่อย่างไร..กลัวสุดชีวิต...แต่ในสภาพอย่างนั้นก็ต้องได้ตั้งสติดุ...)เป็นผู้หญิงคนนึงอายุคงสักไม่เกิน 20 ปี แต่งกายด้วยชุดพื้นเมืองที่เราเห็น ๆ เวลาเค้ามีการรำพื้นบ้านของไทย...ซึ่งตนเองนั้น..ตรวจความทรงจำดูตั้งแต่เกิดจนเท่าที่เห็นภาพนี้...ก็ไม่เคยคิดว่าชุดที่เค้าใส่รำพื้นเมืองนั้น..จะมีคนเคยใส่จริง ๆ เพราะคิดว่า..ชุดเหล่านั้นคงประดิษฐ์ขึ้นตามจินตนาการของการแสดง...และด้วยที่ตนเองก็ชอบอ่านแต่หนังสือพอได้พักสมองจากการเรียนบ้าง...แม้แต่การไปดูงานรำพื้นเมืองก็แทบไม่ได้ไปเพราะเมื่อยที่จะรอดู...และเคยใส่ชุดคล้ายแบบนี้ครั้งนึงสมัยเรียนมีงานเข้าพรรษาที่ทางโรงเรียนต้องจัดกิจกรรมเร่วม...แต่ชุดที่ใส่ก็คนละแบบ แต่ก็คล้าย ๆ ...

ภาพแรก ๆ ที่เห็นผู้หญิงคนนึง...แต่งตัวคล้ายแบบนี้แต่ว่าผ้านุ่งจะสั้นเสมอเข่า...คล้าย ๆ กระโปรงทรงเอ..สั้นสมัยนี้เลย...นั่นคือเริ่มคิดว่า..เราเห็นภาพอดีตหรืออนาคตกันแน่นะ..กระโปรงคล้ายทรงเอนั้นก็นุ่งได้งามมาก ๆ .(ไม่ได้นุ่งยาวเหมือนในภาพ...)...ก็มองเห็นแต่สีขาวดำ...ตัวเสื้อแขนยาวแบบนี้ ผ้านุ่งน้านมีลายขาว ๆ แทรกเป็นช่วง ๆ ดูงามมาก ๆ

และสะไบเฉียงคล้ายกันแต่คนละรูปแบบ...สมัยในภาพที่เห็นสะไบจะเล็ก กระทัดรัด...ปมสะไบจะตกอยู่ไกล้ๆ เอวด้านขวาสั้น ๆ พองาม

ผู้หญิงท่านั้นเกล้าผมคล้าย ๆ ภาพนี้...และเธอก็ยกมือไว้ใครสักคน...ซึ่งตอนนั้นมองไม่เห็นว่าเธอไหว้ใคร

คนในภาพทั้งหมด..ไม่มีอาการมองมาที่ผู้เห็นเลย...เหมือนเค้าอยุ่ในเรืองราวของเค้า...เราเห็นเท่านั้น





จาก: พัชรินทร์
วันที่: 19/03/52 - 18:42 น.
IP Address: 125.26.244.xx
ความคิดเห็นที่ 58



สะไบที่ผู้หญิงในภาพความคิดเห็นที่ 57
เธอใส่จะคล้ายแบบนี้...

จาก: พัชรินทร์
วันที่: 19/03/52 - 18:44 น.
IP Address: 125.26.244.xx
ความคิดเห็นที่ 59



เริ่มเล่าถึงจากความคิดเห็นที่ 56..เป็นต้นมา...นึกถึงแล้วก็ยังจำความรู้สึกกลัวอย่างนั้นได้ชัดเจนมาก ...

เดี๋ยวลดระดับความกลัวของผู้เล่าเองด้วยเพลงโปรดจากหนังเรื่องนี้ค่ะ.Mujh ko hui na khabar..แสดงโดยพระเอกชาฮ์รุก ข่าน... มาดุรี่ ดิ๊กซิท...การิชมา กาปู(พี่สาวนางเอกการีน่า กาปู..)..เพลงนี้คนเยอะดี....ต่างกับตอนเข้าไปเห็นภาพค่ะ...เข้าไปเห็นได้เพียงผู้เล่าเองคนเดียว...ถ้าไปได้เยอะ ๆ แบบนี้คงไม่กลัวนัก...อืมมม...ดูหนังผียังเข้าไปนั่งกลาง ๆ เพื่อน ๆ ที่ดูด้วยกันได้เลย..

เพลงนี้ให้บรรยากาศของการเต้นแบบสมัยใหม่....เป็นการจัดการแสดงของพระเอก..และเนื้อเรื่องการจัดการแสดงครั้งต่อไป พระเอกก็ประกาศว่าจะแสดงการเต้นรำแบบอินเดียโบราณ..ทั้ง ๆ ที่สิ่งนั้นเป็นสิ่งที่อยู่เพียงจิตส่วนลึกของพระเอก...และก็เริ่มค้นหาการเต้นรำแบบอินเดียโบราณ....


Mujh ko hui na khabar
http://www.youtube.com/watch?v=zpagS4Q0EGQ

จาก: พัชรินทร์
วันที่: 20/03/52 - 7:19 น.
IP Address: 125.26.241.xx
ความคิดเห็นที่ 60
เป็นเพลงเดียวกับความคิดเห็นที่ 59...เพียงแต่ยาวกว่าและมีพระเอกชาฮ์รุกข่านร่วมแสดงด้วยในเพลงในช่วงท้าย ๆเพลงนี้... พระเอกชาฮ์รุก ข่าน เต้นเพลงแบบไหนก็สนุกและนุ่ม ๆ เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเค้า...


Dil To Pagal Hai - Le Gayi

http://www.youtube.com/watch?v=ydSObu33PyU&feature=related

จาก: พัชรินทร์
วันที่: 20/03/52 - 7:31 น.
IP Address: 125.26.241.xx
ความคิดเห็นที่ 61
นึกได้ว่าเล่าตกนิดหน่อย...

ความคิดเห็นที่ 56..***.อาจเป็นเพราะคำอธิษฐานจิตว่าจะพยายามเป็นเพื่อนผู้หญิงให้นานที่สุด...***...

เพิ่มเติมอีกว่า...นานจนถึงวันถึงนิพพานตามอนาคตของชาวพุทธที่ตั้งจิตอธิษฐานเพื่อพระนิพพานค่ะ...ก็...เช่นในระดับสาวกอรหันต์ก็บำเพ็ญด้วยระยะเวลา 1,000 มหากัป...ถ้าระดับอื่น ๆ ก็อายุการบำเพ็ญต่างกันศึกษาดูค่ะ...เพื่อแรงบันดาลใจที่มั่นคงตลอดไป...เคยอ่านพบในหนังสือสัมผัส 6..(ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ..) ของท่านอาจารย์สม สุจิรา..ท่านเก็บงานวิจัยเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่างชายหญิงที่วัดจากสัมผัส6...หญิงจะใช้พลังในการบำเพ็ญมากกว่าชายถึงสองเท่าตัว...

(ข้อความข้อคิดเองจากข้องมูลที่อ่านพบนะคะ..ของท่านผู้รู้ทางพุทธศาสนานะคะ...และเทียบกับการบำเพ็ญเพียรภายในตัวเองในปัจจุบันนี้ด้วย...เป็นข้ออมูลที่จริงทีเดียวเรื่องกำลังของผู้หญิงและผู้ชาย..)ก็คงประมมาณว่า...เช่น ถ้าปรารถนาในระดับสาวกอรหันต์ หญิงคงต้องบำเพ็ญ 2,000 มหากัป....หรือไม่ก็ถ้าจะไปนิพพานภายใน 1,000 มหากัป..หญิงต้องเพิ่มการบำเพ็ญเพียรเป็นสองเท่าตัว...


และเพิ่มเติมลำดับขั้นการเจริญสมาธิวิปัสนา..ตามแนวพุทโธ..ที่เหมาะกับจริตของผู้เล่านะคะ..ผู้เล่าจะเป็นสัทธจริต

แนวพุทโธก็จะเจริญสมถก่อนค่ะ...ไล่ลำดับจากเริ่มตั้งสมาธิ..ถึงขณิกกะ..ถึงอุปจาระ..จนถึงสมาธิลึก(อัปปนา)..พักจิตในอัปปันนาก่อน...ไม่อย่างนั้นจะไม่มีกำลังในการเดินวิปัสสนาในลำดับต่อไป...พอจิตเริ่มออกจากการพักจิตในอัปปนันาแล้วก็จะมาที่อุปจาระ...ตอนนี้จะเริ่มดินวิปัสนา...ถ้าเมือยก็พักจิตอีกในอัปปันนา...สลับกันจนกว่าจะพึงพอใจในผลการปฏิบัติ...และก่อนจบสิ้นออกก็ต้องพักจิตในอัปปันนาจนจิตออกมาเอง..แล้วเคลื่อนสู่อุปจาระ และขณิกกะ และออกสู่ระดับปกติ....ก็มัแผ่เมตตาด้วยและก็ เริ่มปรับตัวให้ปกติ...


เมื่อ 2 วันก่อนมีกิจกรรมของทางหน่วยงานทศบาลเรื่องการพัฒนาทางจิตใจ..แต่มาขอใช้สถานที่ของที่ทำงานที่แดงทำงานอยู่...มีพระอาจารย์ท่านนึงมาเทศน์...ธรรมในตัวที่หมั่นปฏิบัติวางพื้นให้ตัวเอง..ท่านช่วยได้มาก ๆ ...

พาลูกสาวขึ้นฟังด้วย....หัดให้อดทนค่ะ...พอสักหน่อยลูกเริ่มไม่ไหว..คุณแม่ก็จับมือไว้ให้จับเล่นแก้เหงา...ถ้าอยู่บ้านด้วยกัน..อาการใจเย็นต่อกันในระดับนี้ก็ไม่ค่อยได้ใส่ใจสังเกตุ...แต่จริง ๆ แล้วมีค่ะ...บ่นห้ลูกตามประสา ๆ ก็มีแน่นอน...แต่พอไปถึงที่ฟังเทศน์ก็ปรารกฏว่าสิ่งเหล่านี้รวมตัวกันลงที่ใจ..เหมือนธรรมที่ท่านเทศน์...โน้มให้ดับลงที่ใจ...บารมีท่านสูงมาก..สามารถทำให้เข้าใจเพิ่มมากมายเลย..(และลูกสาวก็กลับก่อน...)

.และท่านแสดงธรรมบางอย่าง.ตอนที่เทศน์เสร็จก็ไปรอฟังท่านกับกลุ่มเจ้าหน้าที่ที่สนใจ..โดยการอธิษฐานจิตถามท่านด้วย..และก็อัศจรรย์ใจ...เป็นธรรมที่แสดงให้เห็นเป็นรูปธรรมและนามธรรมเลย..ก็ได้จากที่ตนเองถือหนังสือและปากกาไปด้วย..พอนานเข้าก็เริ่มหนัก...จึงวางปากกาไว้...และเข้าใจธรรมข้อนี้อัตโนมัติกว่าที่เคยเห็นค่ะ...และก็นึกเชื่อมโยงกับอาการที่ใจเย็นลงเพราะรักลูกตอนที่ลูกเริ่มฟังธรรมไม่ไหว...พอแดงเข้าใจ..ท่านอาจารย์ก็ลุกขึ้นจะไปต่อ.....ก็ได้ว่า...พอใจสงบเย็นก็จะเบิกบานใจแล้วก็รักษาไว้และพอทุกข์หรือสุขผ่านมา หรือเกิดจากข้างใน ก็มีสติรับรู้และไม่ยึดไว้....อันนี้เพิ่งหัดนะคะ...แค่เล่าให้เป็นกำลังใจท่านที่สนใจ...

เป็นความโชคดีด้วยที่พระท่านมาเทศน์ในที่ทำงานเลย..และต่อไปหัวหน้าหน่วยงานก็จะนำโครงการแบบนี้มาเพราะว่าทุกท่านที่ไปรับการอบรมต่าง ๆ กลับมาก็จะขยายผลเล่าถึงธรรมะ...และการคิดบวก...ฯลฯ...ดีใจค่ะ..เพราะเป็นผู้หญิงด้วย..การจะเดินทางไปสำนักวิปัสสนานั้นก็...ไม่ค่อยสบายใจนักเพราะห่วงลูก...ต่อไป..คาดว่าจะมีกิจจกรรมทางวิปัสสนาในสถานที่ทำงานนี้ด้วย...

นึกแล้วแม้แต่ฝรั่งก็มาฝึกวิปัสสนาในไทยมากมายนะคะ...นั่นคือแนวโน้ม...ที่เริ่มชัดเจนของกฏแรงดึงดูดทีท่านอาจารย์สม สุจิรา ท่านเขียนไว้ในหนังสือท่านด้วย...

จาก: พัชรินทร์
วันที่: 20/03/52 - 17:26 น.
IP Address: 125.26.242.xx
ความคิดเห็นที่ 62
เมื่อวานที่นี่ฝนตกก็มีเสียงกบร้องด้วย...อืมม...ที่ทำงานเคยมีใคร ๆ เล่าว่าแต่ก่อนเป็นทุ่งนา..ฯลฯ...

เมื่อเล่าถึงว่า..พาน้องยีนไปฟังธรรม....

แล้วทำให้นึกถึงและรู้สึกถึงเด็กตัวแดง ๆ ที่เห็นในภาพ..ในลำดับที่จะเล่าต่อไปค่ะ....นึกถึงตั้งแต่ที่เล่าว่า..น้องยีนทำให้แม่ใจเย็นตอนฟังธรรมและ..และสามารถนำไปเชื่องโยงธรรมในระดับต่อไปที่ท่านพระอาจารย์เทศน์ในวันนั้นเลย....แล้ววันต่อๆ มาทำให้นึกถึงเด็กเล็ก ๆ อีกคน..ในภาพนั้นที่กำลังจะเล่า....

และเมื่อคืนช่วงดึก ๆ ตอนนี้ลูกสาวปิดโรงเรียน..จะเล่นคอมฯ..และช่วงดึกเมื่อคืน.คุณแม่นอนหลับ..ได้ยินเสียงคล้ายเด็กเล็ก ๆ ..เรียกก้องเข้ามาในดวงใจ..ขณะที่นอนหลับ..จนต้องตื่น..หลายครั้ง..หลับต่อ..และตื่นหลายครั้ง...ออกมาถามน้องยีนว่า..ได้เรียกแม่หรือไม่...น้องยีนก็...งง..

.ฟังดูรอบ ๆ คล้ายเสียงกบร้อง..แต่แปลกในว่าคล้ายเสียงเด็ก..เรียกว่า...แม่ ๆ ๆ และร้องลงในใจ

ยิ่งทำให้นึกถึงเด็กในห่อผ้า...ที่เห็นในภาพนั้น...เล่าจากที่เห็นค่ะ..ถ้าเป็นสัมผัสและแนวโน้มที่นำมาเล่าต่อเป็นเรื่องนั้น..ก็เป็นแต่เพียงการคาดเดาทางโลกของชีวิตผู้หญิงคนหนึ่ง..สู่เกร็ดการใคร่ครวญสู่การดับลงแห่งทุกข์ในแนวทางพุทธต่อไปในอนาคตที่อธิษฐานไว้แล้ว....และคงต้องใช้เวลาติมตามพัฒนาการทั้งทางโลกและทางธรรมฯของตนเองผู้ที่เป็นที่รักไปตามนั้นด้วยจนถึงกาลเวลาที่จะเหมาะกับตน..และที่ๆ เหมาะกับตนตามคำอธิษฐานฯ..

จาก: พัชรินทร์
วันที่: 21/03/52 - 7:27 น.
IP Address: 125.26.242.xx
ความคิดเห็นที่ 63



หนังเรื่องเดียวกับความคิดเห็นที่ 59...ค่ะ...เมื่อพระเอกตามเรื่องพบนักเต้นรำแบบโบราณของอินเดีย...ก็ติดตามนำมาฝึกหัดขัดเกลาให้ได้ตามแบบฉบับในไอเดียการเต้นที่เค้าวางไว้..

.แสดงโดยนางเอกมาดูรี ดิกซิท....และเป็นช่วงที่นักเต้นแนวใหม่ของเค้าซึ่งแสดงโดยนางเอกการิชมา กาปู...ขาแพลง....พอหายแล้วก็ได้ยินว่า...พระเอกชารุก ข่าน มีนักเต้นคนใหม่...จึงตามมาดู....และก็ทดสอบนักเต้นใหม่ของพระเอกด้วยท่าเต้นแบบสมัยใหม่....นางเอกมาดูรี่ ก็น่ารักมาก...เรียนรู้จากนางเอกการิชมาเร็ว...(นางเอกการิชมา กาปู...เป็นพี่สาวนางเอกการีน่า กาปู...เห็นตอนที่ไม่แต่งหน้า...จะสวยกว่านางเอกการีน่าค่ะ...ส่วนนางเอกการีน่าเวลาไม่แต่งหน้าจะยิ่งเป็นเด็กหญิงการีน่า...แต่พอแต่งหน้า..นางเอกการีน่าจะดูสวยกว่าพี่สาวมาก ๆ ..อันนี้ในความเห็นของแดงเอง...)...

Dil to pagal hai - dance of envy

http://www.youtube.com/watch?v=WUFVQ8PFra8&feature=related


จาก: พัชรินทร์
วันที่: 21/03/52 - 8:11 น.
IP Address: 125.26.242.xx
ความคิดเห็นที่ 64
ความคิดเห็นที่ 59..ชื่อเรื่องค่ะ....Dil to pagal hai -...(บอกชื่อเรื่องไว้ผิด...)


จาก: พัชรินทร์
วันที่: 21/03/52 - 8:29 น.
IP Address: 125.26.242.xx
ความคิดเห็นที่ 65



ยังไม่เคยได้ดูหนังที่พระเอกอะบิเชค แสดงกับนางเอกการีน่า อย่างที่เป็นพระเอกนางเอกสักที...

ในความรู้สึกนั้นสังเกตเสมอ ๆ ว่าพระเอกอะบิเชค หล่อมาก และฝีมือเยี่ยมมาก ๆ ..และถึงแม้อายุจะมาขึ้นมากมายแค่ไหน...แต่ก็..ให้ความรู้สึกว่าเค้าเป็น..เด็กชายอะบิเชค.....

นางเอกการีน่าเช่นกันค่ะ...ยังให้ความรู้สึกว่าเค้าเป็นเด็กหญิงการีน่า...

วันนี้ค้นเห็นเพลงที่ทั้งสองท่านแสดงด้วยกัน..ไม่ทราบว่า..จากหนังเรื่องอะไร...

น่ารักกกก...แสดงกับนางเอกการีน่า..เค้าดูเป็นชายหนุ่มค่ะ...อีกแล้ววว..นางเอกการีน่า...ชอบสังเกตความสามารถและพัมนาการของนางเอกการี่นา...ที่สามารถดึงศักยภาพของพระเอก ๆ ออกมาได้แม้พระเอกทุกท่านจะต่างบุคลิกกันไป...

Panchi Nadiya Pawan Ke
http://www.youtube.com/watch?v=9rOiuma-d8E&feature=related


จาก: พัชรินทร์
วันที่: 22/03/52 - 14:22 น.
IP Address: 125.26.241.xx
ความคิดเห็นที่ 66



ต่อจากความคิดเห็นที่ 56...ความคิดเห็นที่ 57...ความคิดเห็นที่ 58...ความคิดเห็นที่ 61...ความคิดเห็นที่ 62....

เมื่อผู้หญิงท่านที่เล่าถึง...ความคิดเห็นที่ 57...ความคิดเห็นที่ 58...ยกมือไหว้ใครสักคนและย่อตัวรับเด็กตัวเล็ก ๆ ในห่อผ้า...ไม่มีท่าทีว่าจะเห็นผู้เล่านี้เลยนะคะ...แล้วเห็นเธอยื่นมือมารับเด็กน้อยตัวเล็ก ๆ ในห่อผ้า...อายุเด็กคงไม่น่าจะเกิน 2 - 3 อาทิตย์...มองเห็นหน้าเด็กไม่ชัดค่ะ..ทั้งตนเองก็ไม่หายกลัวและตื่นเต้นด้วย...


จาก: พัชรินทร์
วันที่: 22/03/52 - 22:48 น.
IP Address: 125.26.241.xx
ความคิดเห็นที่ 67



ต่อจากความคิดเห็นที่ 66...


และผู้หญิงท่านนั้นก็อุ้มเด็กทารกไว้แนบอก..เห็นสายตาเธอมองไปทางหนึ่ง..ผู้เล่าก็มองตามเธอ..และก็มองไปอีกทางหนึ่งก็มองตามสายตาเธออีก...คราวนี้มองเห็นตัวที่พักอาศัยในสมัยนั้น...อืมมม..คล้ายที่เห็นในการ์ตูนจัง...แต่ดูไม่ใช่ว่าเก่านะคะ...คงสร้างใหม่ ๆ สมัยนั้น...ความใหม่แต่แบบคล้ายบ้านในจินตนาการอย่างนั้นก็..ทึ่ง...รู้สึกถึงว่า...ที่พักแบบนี้เป็นสถาบัตยกรรมสมัยไหนหนา...อดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต...ชวนให้อ่านเรื่องตามภาพที่เห็นว่า...อุ๋ยยยย...เนี่ยยย...เราได้มาเห็นคดีการขโมยคุณหนูของที่พักงาม ๆ หลังนี้หรือเปล่าเนี่ยยย..

.(เริ่มจะนำประสบการณ์ที่ได้ดูฉากขโมยทาญาติเจ้าของบ้าน..ที่พบในหนังไทยเข้าให้แล้วหรือว่าอย่างไรหนา....เริ่มจะไม่สนุกสบายในความรู้สึกอีกหน่อย...เพิ่มจากที่ตั้แต่เห็นภาพก็ไม่สุขสบายอยุ่แล้วเพราะกลัววววว...อืมม...พอดูจนสิ้นสุดในชาตินี้..ทำให้นึกถึงว่า...การเดินฉากนั้นทำให้นึกถึงหนังอินเดีย..เพราะว่าเดาตามไม่ถูก...แป่ววว..ก็เป็นนักดูหนังเหมือนกันนี่นา...ต้องใช้เดาภาพแล้วหละคราวนี้.)





จาก: พัชรินทร์
วันที่: 22/03/52 - 23:02 น.
IP Address: 125.26.241.xx
ความคิดเห็นที่ 68



เพลงจากหนังรื่อง..หยุดหัวใจไว้ที่เธอ...นางระบำ..ไม่ได้แสดงในหนังนะคะ...เธอสวยมากเลย...น่ามองไปทั้งตัว..น่ารักกก...ไม่ทราบชื่อเหมือนกัน

Shararra Shararra

http://www.youtube.com/watch?v=4Q39TGhPwG0&feature=related

จาก: พัชรินทร์
วันที่: 22/03/52 - 23:26 น.
IP Address: 125.26.241.xx
ความคิดเห็นที่ 69
เก็บมาฝากค่ะ...

http://www.rssthai.com/reader.php?t=health&r=12937

ผิวสดใสด้วยน้ำทะเล
ทราบหรือไม่ว่าการอาบน้ำทะเลสามารถทำให้ผิวสดใสเปล่งประกายได้ วันนี้เดลินิวส์ออนไลน์มีเรื่องนี้มาบอก...

1. เกลือ ทำให้ผิวคงความชุ่มชื้น ดังการใช้เกลือทะเล เพื่อความงาม จึงมีผลทำให้ ผิวอ่อนนุ่นสดใสและเปล่งปลั่ง และยังช่วยขจัดเซลล์ผิวให้หลุดลอกออกไป

2. สาหร่ายทะเล ทำให้โลหิตไหลเวียนไปทั่วร่างกาย ทำให้มีชีวิตชีวาและเกิดพลังงานใหม่ ๆ

3. โคลนทะเล ทำให้ผิวกระตุ้นให้ระบบน้ำเหลืองและการไหลเวียนของโลหิตดีขึ้น และทำให้เนื้อ เยื้อแต่งตึง

รู้อย่างนี้ ก็ไม่ต้องกลัวกับการเล่นน้ำทะเลว่าผิวจะเสียอีกต่อไป เพราะน้ำทะเลก็มีประโยชน์เหมือนกัน.



จาก: พัชรินทร์
วันที่: 23/03/52 - 6:45 น.
IP Address: 125.26.241.xx
ความคิดเห็นที่ 70
ดื่มน้ำตอนไหนดีที่สุด

ทราบหรือไม่ว่าการดื่มน้ำก็ต้องมีเวลาที่ดื่มแล้วให้ประโยชน์สูงสุดเหมือนกัน วันนี้เดลินิวส์ออนไลน์มีเรื่องนี้มาฝาก...

- ตื่นนอนตอนเช้า 1 แก้ว (400 ซี.ซี.) เพราะเป็นช่วงที่มีความเข้มข้นของเลือดสูง เลือดจะมีลักษณะขาดน้ำ

- ตอนสาย ๆ 2 แก้ว (เวลาประมาณ 9 โมงถึง 10 โมงเช้า) ช่วงนี้เป็นช่วงที่มีของเสียเกิดขึ้น เพราะร่างกายได้ทำงานไประยะหนึ่งแล้ว ฉะนั้น จึงควรดื่มน้ำเพื่อมาชำระของเสียเหล่านั้นออกไป

- ตอนบ่าย ๆ 3 แก้ว (เวลาประมาณบ่ายโมงถึงบ่ายสอง)

- ตอนเย็น 3 แก้ว (เวลาประมาณ 1 ทุ่มถึง 2 ทุ่ม)

- ก่อนนอนให้ดื่มน้ำอีก 1 แก้ว เพื่อให้น้ำที่ดื่มไหลเวียนชะล้างสิ่งตกค้างในลำไส้และกระเพาะอาหาร ยิ่งถ้าเป็นน้ำอุ่นด้วยแล้วจะยิ่งช่วยให้หลับสบายยิ่งขึ้น

การดื่มน้ำเป็นสิ่งที่ดีต่อร่างกาย และก็ควรดื่มให้ได้อย่างน้อย วันละ 8-10 แก้ว เพื่อสุขภาพที่ดี.

http://www.dailynews.co.th/web/html/popup_news/Default.aspx?ColumnId=71446&NewsType=2&Template=1





จาก: พัชรินทร์
วันที่: 23/03/52 - 6:48 น.
IP Address: 125.26.241.xx
ความคิดเห็นที่ 71
วันนั้นที่เล่าในความคิดเห็นที่ 61...ว่าพาน้องยีนขึ้นฟังธรรม...

และนับจากสัมผัสการระลึกชาติมาด้วย...และสัมผัสรับทราบกับคลื่นจากภาพในแต่ละสมัยแล้ว..และอื่น ๆ แม้แต่ในชีวิตประจำวัน....ก็ทราบว่าที่องค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้า..ที่ว่าพระองค์ท่านทรงตรัสไว้..เคยอ่านพบในหนังสือบางเล่ม...ประมาณว่า...เราไม่ขัดแย้งกับชาวโลก..มีแต่ชาวโลกขัดแย้งกับเรา....ประมาณนี้ค่ะ...จำไม่แม่น...

ตรวจสอบคลื่นธรรมที่ท่านอาจารย์เทศน์วันนั้น...ทำให้นึกถึงที่พระพุทธองค์ท่านตรัสนั้นว่า...เป็นสัจะรรมที่จริงแท้แน่นอน...เพราะธรรมะในพุทธศาสนาสวนทางกับความรู้และความคิดเห็นของชาวโลกอย่างแท้จริง...ก็ยกตัวอย่างเช่น...ถ้าโกรธ...ถ้าปล่อยให้ใจโกรธก็ยิ่งเป็นเชื้อไฟ...พระอาจารย์ท่านเทศน์วันนั้นค่ะ...มีแต่ความยุ่งเหยิงวุ่นวาย...เพราะคลื่นแห่งความโกรธนั้นต่อไป...แต่ถ้าในทางกลับกัน...เราตั้งสติเข้าไปกล่อมเกลา เข้าใจความโกรธนั้น...ความโกรธเค้าก็จะดับลงที่ใจนั้น...และสงบเย็นลง...ไม่ใช่เพียงความโกรธ..อย่างอื่นก็เช่นกัน...ท่านว่า...เหตุเกิดตรงไหน..ผลก็อยู่ตรงนั้น..โกรธที่ใจผลก็ต้องอยู่ที่ใจ...ถ้าน้อมลงใด้ดับลงที่ใจ ผลก็จะเย็นใจ...และจิตใจแบบนั้นหละที่จะนำมาใช้ในลำดับต่อไป...(เล่าถึงค่ะ...จริง ๆ แล้วไม่เก่งอะไรเลย..สติยังอ่อนเบา...เพียงแต่ทราบชัดว่า..คลื่นทาะรรมสวนทางกับทางโลกอย่างชัดเจน...วันที่ฟังพระท่านเทศนั้น...แต่ก่อนนั้ก็สัมผัสเห็นเหมือนกัน..แต่ในตัวเรายังไม่เข้าใจมากนัก...เลยไม่แตกแน...ตอนนี้ก็ไม่แตกแนนะคะ....)

ทำให้นึกถึงเจ้าของคลื่นที่ทราบว่าต้นตอมาจากภพชาติที่ระลึกถึงนั้นเค้าก็สอนเช่นนั้นนะ...เพียงแต่เราจิตใจยึดในโลกอยู่มาก ๆ เพราะอ่อน...คงน่าจะอ่อนที่ระยะเวลาการตั้งจิตสู่พระนิพพานด้วยนะ...ก็..อ้างไปเรื่อยยย...แต่ไม่ได้แก้ตัวนคะ...เป็นสัจธรรมในระดับที่ตนเองก็เรียนรู้เองจึงจะมั่นคง...แต่บางอย่างที่ยืนยันไว้ต่อท่านเจ้าของคลื่นในภพชาติที่ระลึกได้ก็จริง....เพราะว่าพัฒนาการด้านทางโลกก็หยุดอยู่ที่ชาติเดิม ๆ ...ที่เห็นอยู่ตอนนี้ก็น่าจะเพราะตนเองยังไม่มีพัฒนาการของความเป็นคุณแม่...เพราะทราบว่าชาติที่กำลังเล่านี้..ตนเองสิ้นใจตั้งแต่เจ้าตัวเล็กในห่อผ้ายังตัวเท่านั้นเอง..ทราบว่าสิ้นใจในช่วงที่จะเล่าต่อไปนี้หละ...เห็นแรก ๆ ก็แค่คิดว่า....แต่ตอนนี้แน่ใจมาก ๆ ....จึง ๆ แล้วก็ติดตามพัฒนาการทุกอย่างในตนเองทั้งทางโลกและทางธรรม...เช่นถ้าทางโลกสูงสุดแล้วก็จะไม่ปรารถนาอีกเพราะเพียงพอแล้ว...ก็น่าจะเทียบเคียงกับคำว่า...ทำหน้าที่สบุรณืแล้ว..แต่พัฒนาการไหนที่ยังไม่สมบูรณ์ก็ต้องเฝ้าดูพัฒนาการใตตนเองต่อไป..และพยายามให้ตนเองเป็นทุกข์น้อยลง..จะทราบเองค่ะจากข้างในดวงใจว่าสิ่งไหนที่เราทำยังไม่สมบูรณ์ตามคำอธิษฐานเพื่อประโยชน์ตนและประโยชน์ตามความตั้งใจที่จะเก็บไว้เป็นกำลังใจโดยเฉพาะผู้หญิงและท่านอื่น ๆ ก็คงได้บ้าง..นั่นคงเป็นความทุกข์ในฐานะผู้หญิง..

การสำเร็จถึงจุดมุ่งหมาย(พระนิพพาน...)ตอนไหนนั้นไม่กังวล..เพราะเชื่อมั่นเพราะอ่านตำราเพื่อลดความทุกข์และความกังวลในเส้นทางนี้ไว้และมีมาให้ได้อ่านเพื่อเป็นกำลังใจอยู่เสมอ ๆ ...ว่า..ถ้ากาลเวลายังไม่ครบถ้วนก็ไม่สามารถไปได้..เพียงแต่ต้องหมั่นประคองตนตามกำลังสติปัญญาที่ค้นพบเท่านั้นเอง...


จาก: พัชรินทร์
วันที่: 23/03/52 - 7:43 น.
IP Address: 125.26.241.xx
ความคิดเห็นที่ 72



เล่าต่อค่ะ....การ์ตุนนำมาประกอบหาภาพที่นอนหลับตาไม่มี..ใช้ภาพนี้แทน...ค่ะ....

(จากสัมผัสนั้นทราบและแยกได้ว่า...เจ้าตัวเล็ก ๆ ในห่อผ้าสวย ๆ นั้น..ไม่ใช่น้องยีนในสมัยนี้อย่างแน่นอน...)

และภาพต่อไป...ก็รู้สึกถึงว่าตนเองเคลื่อนไปหยุดอยุ่สักแห่งภายในที่พักหลังนั้น...และก็มองเห็นผู้หญิงคนนึง..ผมยาว..สวยมาก..ไม่ได้แกล้งชมนะคะ..สวยอย่างที่ว่า นึกไม่ออกว่า จะเหมือนใครหรือไม่...ผมยาว ดกหนา เป็นคลื่น ๆ ...คุณผู้หญิงนั้นนอนนิ่ง ๆ..หลับตา... แต่ตอนนั้นตนเองคงเข้าใจว่า..มองเห็นภาพวาดสวย ๆ แน่เลย...จึงมองเพลิน ๆ มองนานมาก ๆ ....เพราะตามนิสัยปกติก็ชอบดูอะไร ๆ ที่สวย ๆ งาม ๆ แต่บางอย่างก็ไม่ใช่ว่าจะมองนาน ๆ สวยมากแต่ไม่ติดใจมองนักก็มีมากมายไป...


จาก: พัชรินทร์
วันที่: 23/03/52 - 12:17 น.
IP Address: 125.26.241.xx
ความคิดเห็นที่ 73



ต่อความคิดเห็นที่ 72...ค่ะ...(ชุดที่เห็นคุณผู้หญิงคนสวยสวมใส่..จะคล้ายๆ อย่างนี้มาก ..แต่เธอปล่อยผมยาว ๆ เสมอ ๆ ไม่เห็นรวบผมหรือเกล้าผม แต่เนื้อผ้าจะดูอ่อนพริ้วกว่า...และจะมีระบายกลีบคล้ายดอกแพงพวยตามข้อมือและตามปกเสื้อ...และมักจะเห็เธอสวมใส่ชุดแบบนี้...ในคำถามของวันต่อๆ ไป ที่สงสัย..ก็ตามดูไปเรื่อย ๆ ....และบางวันที่ผู้เล่าตั้งคำถามเพื่อย้อนทวนเหตุผล..ก็มีภาพส่งออกมาตามคำถามก็มีค่ะ...

ก็เห็นเธอนุ่งผ้านุ่งยาว ๆ ..บางวันก็เห็นเธอสวมกางเกง...ที่ว่าสวมกางเกงนี้ก็...แปลกจนว่า...เราตาฝาดหรือไม่นะ...เพราะว่าสมัยโบราณผู้หญิงจะใส่กางเกงด้วยหรือ....ตอนแรกยังไม่มีข้อมูลจึงเล่าไม่เป็น...แต่ช่วงหลังค้นหาชุดโบราณและอ่านพบว่า...ผู้หญิงสวมใส่กางเกงมาตั้งแต่สมัยไทยมุง..ซึ่งเป็นสมัยก่อนสมัยทวาราวดี....จึงมั่นใจที่จะเล่า...เพราะยิ่งดูภาพก็ยิ่งแน่ใจว่าสมัยโบราณแน่นอน..)

*****

ก็...มองคุณผู้หญิงนั้นเพลิน..แล้วก็รู้สึกว่าเธอหายใจ...มีอาการเคลื่อนไหว..จึงเริ่มเปลี่ยนความเห็นว่า...นั่นคนจริง ๆ ไม่ใช่ภาพวาด...

ในคำถามในใจ...ก็ว่าเธอเป็นอะไร..ดูสีหน้าเหมือนมีอาการเจ็บ ๆ และดูคล้าย ๆ จะมีสติสัมปชัญญะเหลือนิดเดียว...

พอตั้งคำถามแบบนั้น...คราวนี้เห็นหน้าผากและตามใบหน้าเธอเป็นสีแดง ๆ คล้ายเลือด ก็ตกใจ..พอตกใจภาพที่เป็นสีแดง ๆ คล้ายเลือดก็หายวับไป....(ภาพในชาตินี้จะเห็นป็นภาพขาวดำแทบทั้งหมดค่ะ..ยกเว้นตินนที่ตั้งคำถามว่าเธอเป็นอะไร...จึงเป็นสีขึ้นมาให้ทราบสาเหตุนิดหน่อย..แล้วก็กลับเป็นขาวดำเช่นเดิม..)

เอ ......เกิดอะไรขึ้น...เริ่มจะตื่นเต้นตกใจหนัก...และจ้องดูเธอให้แน่ใจ...พอเพ่งดูเธออีก ก็เห็นเลือดแดง ๆ อีก...โอ๊ะ...นี่เรามาเห็นกาฆาตรกรรมเหมือนที่เคยดูหนังฝรั่งหรืออย่างไร...แล้วจะเรียกใครดี...จะช่วยเธออย่างไร...เพราะว่าภายในบริเวณนั้นมองไม่เห็นใครสักคน...ก็เฝ้าเธอไว้อย่างนั้นหละ....จริง ๆ แล้วเห็นผมเธอเปียกน้ำเหมือน ๆ คนอาบน้ำ...และเห็นสายน้ำผ่านลงมาตามหน้าเธอตอนที่เพ่งดูแล้วเห็นสีเลือด...

พอสังเกตเห็นว่ามีสายน้ำ...น่าจะมีใครสักคนล้างเนื้อตัวให้เธอแล้วหละ..แต่มองไม่เห็น...ผู้เล่าก็เริ่มมองเห็นว่าบริเวณที่เธอสลบอยู่นั้นเป็นห้องน้ำที่สวยมาก ๆ จนอึ้ง...งง...อีกแล้วว่า..สมัยไหนนะ มีห้องน้ำสวย ๆ ได้ไม่ด้อยสมัยใหม่เอาเลย...เธอสลบอยู่ที่เห็นแรก ๆ ก็เห็นเธอสวมใส่ชุดสวย ๆ ค่ะ...เป็นชุดที่สวมใส่ออกนอกบ้านได้....คงน่าจะมีอุบัติเหตุสักอย่างหรืออย่างไรก็ไม่เข้าใจ...

.ตอนนั้นก็คิดด้วยว่า...ถ้าเป็นการฆาตรกรรมแล้วเธอจะให้เราช่วยอะไร...ให้ไปหาใครในโลกปัจจุบันเพื่อสื่อถึงเธอหรืออย่างไร...เดา ค่ะเพราะว่าเคยดูบ้างในละครเรื่องคนตายมาขอความช่วยเหลือ....

(ตามปกติแล้วในชีวิตของผู้เล่าเองจะกลัวเลือดมาก ๆ กลัวจนว่า..ไม่อยากจะมอง...)


จาก: พัชรินทร์
วันที่: 23/03/52 - 22:08 น.
IP Address: 125.26.248.xx
ความคิดเห็นที่ 74



ภาพห้องน้ำที่ดูไกล้เคียงที่เห็นคุณผู้หญิงคนสวยสลบอยู่ในนั้น....เก็บมาให้เห็นภาพที่เล่าค่ะ...ก็คล้าย ๆ

จาก: พัชรินทร์
วันที่: 23/03/52 - 22:11 น.
IP Address: 125.26.248.xx
ความคิดเห็นที่ 75




เล่าต่อนะคะ....

ภาพห้องส่วนตัวของคุณผู้หญิงที่เห็นในภาพ...เลือกภาพมาได้ไกล้เคียงมาก ๆ ...ห้องนอนกว้างมาก

พอภาพพาเคลื่อนไปก็มองเพลินใจเลย..ชอบดูมากค่ะ...โดยเพราะม่านบาง ๆ พริ้ว ๆ .....ผ่อนคลายความตึงเครียดจากข้อสงสัยและความกลัวที่ได้เข้ามาเห็นภาพเหล่านั้น...

อืมม..เราเห็นภาพแบบนี้เป็นครั้งแรก...ก็อดสงสัยไม่ได้ค่ะ..ก็เดาอีกทีว่า..ถ้าเป็นการฆาตกรรมจริง ๆ ก็...ที่หนังฝรั่งพาสรุปเสมอในหนังฆาตกรรมซ่อนเงื่อนก็คือ...ตัวคุณผู้ชายใกล้ตัวนั่นละมัง....นึกถึงว่าคงจะเหมือนหนังค่ะ


จากนั้นก็เห็นว่า...ตัวของคุณผู้หญิงที่เล่าตามภาพนั้นนอนนิ่ง ๆ อยู่บนเตียง..น่าจะได้ทำการรักษายาบาล...ก็เห็นคุณผู้ชายไกล้ตัวเธอมาคอยเฝ้า...เห็นเธอเริ่มรับรู้...มองเห็นดวงตา..มองเห็นรอยยิ้ม...ก็จึงเริ่มชัดเจนว่า...นั่นคือผู้เล่านี้เอง....แต่ในภาพไม่ทราบชัดว่าเธอสิ้นใจ....แต่ลมหายใจดูอ่อนลง ๆ ..(นานต่อมาจนปัจจุบันจึงเริ่มแน่ใจเพราะ..มีเหตุการณ์พาให้เตือนให้นึกถึงชัดเจนขึ้นทุกวัน ๆ... )...ส่วนคุณผู้ชายที่มาเฝ้านั้น...ก็ดู ๆ แล้วก็น่าเห็นใจในอาการที่เค้าสูญเสียคุณผู้หญิงด้วยซ้ำไปนะ...เรื่องการฆาตรกรรมซ่อนเงื่อนโดยคุณผู้ชายไกล้ตัวเหมือนที่ดูจากหนังฝรั่งจึงหมดข้อสงสัย....

(ผู้เล่าคาดเดาเองว่าเธอก็คงเสียชีวิตจากอุบัติเหตุอะไรสักอย่าง...หรือไม่ก็เกี่ยวกับภาวะหลังการคลอดเช่นจะตกเลือดช่วงหลังคลอด...เพราะว่าหลังจากเห็นภาพครั้งนี้แล้ว...อีกนานต่อมา...มีเจ้าหน้าที่ที่ทำงานคลอดและจำหน่ายออกจากโรงพยาบาลไปพักฟื้นที่บ้านแล้วก็.สัก 3 - 4 วันก็มีอาการตกเลือดมานอนรักษาต่อ...พอได้ยินข่าวเพื่อนร่วมงานท่านนี้..ก็ขนลูกเลย...มองดูตัวเองเหมือนกันว่าขนลุกด้วยสาเหตุอะไร...ก็เลยนึกถึงภาพในนิมิตครั้งแรกนี้...และรู้สึกว่าเป็นห่วงเพื่อนร่วมงานท่านนั้นมาก ๆ สะท้อนใจลึกมาก สงสารเค้า..เกรงว่าเค้าจะเป็นมาเหมือนเราครั้งนั้น...แม้แต่ปัจจุบันที่การแพทย์เจริญมากแล้วก็มีคนตายเพราะสาเหตุทางด้านนี้แบบที่แพทย์ช่วยไว้ไม่ได้ก็มีอยู่....

แต่ถ้าจะเป็นการฆาตกรรมจริง ๆ ...ก็ไม่ติดใจให้โทษใครเป็นหรอกค่ะ...เพราะเป็นคนค่อนข้างแคร์ฯทั้งตนเองและผู้อื่นมาก......จริตบางจริตไม่สามารถละเลยคุณค่าแม้เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ค้นพบค่ะ...สามารถนำมาใช้ทบทวนข้อธรรมได้ก็นับว่าเป็นปรารกฏการณ์ที่ทรงคุณค่าต่อตนเอง...ถึงแม้จะเป็นเรื่องทางไม่ดีก็..จะได้ทราบว่าสิ่งไม่ดีอย่างนั้นหละช่วยสร้างธรรมในตัวเราในปัจจุบัน..แม้จะเพิ่งเข้าใจธรรมบ้างสักน้อยนิด...และกระเตื้องขึ้นจากเดิมเพราะปัญหาภพชาติและกรรมที่ตนเองก็ต้องมีตามนั้น เพราะเกิดมาภายใต้กฏแห่งกรรม..ถือเสมอ ๆ ว่ากรรมฯนั่นคือครูนะคะทั้งด้านดีและด้านไม่ดี....)







จาก: พัชรินทร์
วันที่: 30/03/52 - 22:49 น.
IP Address: 125.26.244.xx
ความคิดเห็นที่ 76
เมื่อพูดถึงคำว่าเกิดมาภายใต้กฏแห่งกรรมแล้ว ...ก็นึกถึงวันที่พาน้องยีนไปฟังธรรมอีกที...ก็อัศจรรย์ใจที่ได้พบว่าแสงธรรมทางพุทธศาสนานั้นมีจริง ๆ ...ก็เล่าให้ลูกสาวฟังเรื่องแสงแห่งธรรม....ที่สวนทางกับความรู้แลความนึกคิดฯลฯ..ของชาวโลก..

..2 วันต่อมาหลังได้ฟังธรรมแล้วนึกว่าอัศจรรย์ใจจริง ๆ ก็..มองเห็นว่าเราเปลี่ยนมุมมอง..และเปลี่ยนทิศด้วย...ก็อธิบายเป็นเรื่องง่าย ๆ ให้ลูกสาวและผู้ไกล้ชิดที่ร่วมงานด้วยกันฟังด้วย..หนังโฆษณา..ที่ เป็นสีทาบ้านยี่ห้อนึง...ที่..นางเอกโฆษณาก็ชื่อ สี...

สี...ที่เป็นคนนั้นก็ถูกแรงลมพัดปลิวไป...ก็เล่าเทียบว่า...ชาวโลกเราที่ไม่เข้าใจว่า ธรรมมะสวนทางกับโลกอย่างไร..ก็ดูโฆษณานี้จะพอเข้าใจบ้าง..แรงลมนั้นก็เทียบว่ากฏแห่งกรรม....อยู่ภายใต้กฏแห่งกรรม...คืออยู่ทิศใต้ของแรงลม

พอเข้าใจแสงแห่งธรรมบ้างสักหน่อยจะ..เปลี่ยนมุมมองว่าเรามานั่งอยู่ที่ทิศเหนือของแรงลม...กรรมหรืออะไร ๆ ต่าง ๆ แบบชาวโลกของเราก็มีที่ยังขัดเกลายังไม่หมด..มากน้อยแล้วแต่ว่าใครจะหมั่นดูตนเอง...แต่ว่า ธรรมะจะขัดเกลาออกช่วย..คล้ายดังแรงลมที่พัดพากรรมฯลฯไม่ดีออกไปทางทิศใต้แรงลม...นึกถึงว่าแต่ก่อนนั้นมองทิศางตนเองไม่ออกเลย...พอฟังธรรมจากท่านอาจารย์ก็เห็นแล้วว่า ทุกคนอยู่ภายใต้กฏแห่งกรรมเหมือนดังเช่น..สี...นางเอกโฆษณา นั่นหละนะ....อันนี้เป็นเรื่องเล่าเพื่อเปรียบเทียบง่าย ๆ นะคะ...อาจไม่ตรงนัก....

และก็นึกถึงคำที่เคยอ่านว่าพุทธศาสนาเป็นเหมือนดังเช่น..ยาน..(หินยาน(เถรวาท) ...มหายาน...) ที่ช่วยดึงผู้คนออกจากกฏแห่งกรรม....อืมมม..ผูเล่าก็เล่าเป็นบ้างเท่านั้นนะคะเพราะชื่นชมพุทธศาสนาเสมอมาค่ะ...และมักจะเล่าถึงเสมอด้วยใจเปี่ยมด้วยศรัทธา....

จาก: พัชรินทร์
วันที่: 30/03/52 - 23:21 น.
IP Address: 125.26.244.xx
ความคิดเห็นที่ 77




เวปฯนี้พาดูการแต่งกายไทยสมัยต่าง ๆ นะคะ...พอจับเกร็ดมาประกอบสมัยต่าง ๆ ที่เล่าได้บ้าง...เพียงแต่ระบุไม่ได้ว่าแต่ชาติเกิดในสมัยไหนกันแน่..ก็ประมาณไปตามนั้น...

http://www.thaitopwedding.com/Misc/dress_history-1.html

ความคิดเห็นที่ 75...ที่เล่าถึงว่าเห็เพื่อนร่วมงานคนนึง...ตกเลือดหลังคลอดลูกมารับการรักษาอีก....แล้วแถมมีเล่าถึงว่า..เธอล้มลงและหมดสติในห้องน้ำแต่พอดีเพื่อนไปเยี่ยมช่วยดูแลก็เลย..อืมมม..ฟังเล่าแล้วขนลุก..เลยพาให้...นึกถึงในภาพตามนิมิตที่เห็นตนเองตอนนอนนิ่ง ๆอยู่ในห้องน้ำ.....


จาก: พัชรินทร์
วันที่: 31/03/52 - 12:30 น.
IP Address: 125.26.243.xx
ความคิดเห็นที่ 78
ความคิดเห็นที่ 62...เล่าไว้เรื่องเสียงกบร้อง..หรือเสียงแมวร้องวันนั้น...ก็ตามที....แต่สดุ้งตื่นหลายครั้ง...ถามน้องยีนว่าได้ยินใครเรียกแม่มั๊ยยย...วันต่อ ๆ มาถามอีกว่า...เหมือนมีใครเรียกว่าแม่ ๆ ...ลูกสาวกับคุณพ่อน้องยีน..เสียงกบ....คุณพ่อน้องยีนยังบอกว่า...ฟังเสียงแม่ว่าพูดอะไร...แม่คงละเมอ...แน่นอน....ก็เลยหัวเราะ...

และพูดถามคุณพ่อกับคุณลูกเค้า...ด้วยใจว่า..ถ้าเจ้าตัวเล็กลูกของแม่ในชาตินั้น..ตามแม่ออกมาได้เหมือนในหนังทวิภพ...พ่อกับลูกสาวจะว่าอย่างไร...จะให้แม่เลี้ยงเค้าได้มั๊ยย....คุณพ่อคุณลูกก็บอกว่า..เลี้ยงได้...ลูกสาวบอกว่า..ให้เป็นผู้ชายนะแม่นะ....อืมมม...แม่ก็จำเค้าไม่ได้หรอกว่าเค้าเป็นชายหรือหญิง...แต่ฟังเสียงแมวหรืกบวันนั้นแล้วแม่สะท้อนใจ..ว่าไม่ได้เลี้ยงเค้า...ตอนคุณตาน้องยีนอนุญาตแม่ไปเรียนหนังสือตั้งแต่น้องยีนอายุ 5 เดือน..ให้คุณพ่อ น้องยีน คุณตา คุณยาย และคุณน้า...เลี้ยงน้องยีนรอแม่ตอนนั้น...และแม่กลับบ้านทุกสัปดาห์และวันหยุดต่าง ๆ ...น้องยีนยังขี้เห่อแม่มาก ๆ แทบไม่อยากให้มครมาอุ้มเลย..นอกจากแม่...ใคร ๆ เค้าก็จนน้อยใจกันตาม ๆ กันทั้งบ้าน..ว่าลูกสาวขี้เห่อแม่...

คุณยายยังเล่าให้น้องยีนฟังว่า...คุณแม่น้องยีนกลับมาบ้านและมาเตรียมนมแม่ไว้ให้ลูกสาวได้ทานนมแม่ได้แทบว่ารวมการทานนมแม่ของน้องยีนทั้งหมดตั้งแต่แรกเกิดจนถึงที่แม่เตรียมนมหลังจากไปเรียนแล้วแทบจะเรียกได้ว่าเป็นปีทีเดียว(แต่ก็ไม่ถึง...)..ก็เก็บนมแม่ใส่ช่องแช่แข็งไว้ให้ลูก...







จาก: พัชรินทร์
วันที่: 31/03/52 - 18:19 น.
IP Address: 125.26.243.xx
ความคิดเห็นที่ 79



ภาพนี้ คล้าย ๆ เมื่อต้องจากด้วยดวงใจที่ห่วงใย...น่ารักสักหน่อยนะคะ..เพราะว่าเป็นการตูน...แต่ภาพจริง ๆ นั้น เป็นที่น่าทึ่งว่า...ทั้งผู้กำลังจะจากและผู้ที่อยู่นั้น...ทำไมดวงใจจึงกลมได้เป็นก้อนเดียวกัน...แบบที่ไม่เคยเห็นจากที่ไหนเลยแม้ในหนังค่ะ...(และนั่นก็...เมื่อสักเกือบ ๆ 20 วันมานี้เอง...ที่ได้เข้าวิปัสสนาอีกที...จึงเข้าใจว่า...ใจกลม ๆ ที่เห็นเป็นดวงเดียวกัน..ที่เคยเห็นแล้วซึ้งน้ำใจแบบนี้หละ...ที่เป็นสื่อแห่งสายใจ..ในการระลึกชาติในครั้งนี้....ก่อนนั้น...ไม่เข้าใจว่าเพราะอะไรจึงต้องระลึกชาติ....ไม่เข้าใจว่าเพราะอะไร....ทั้ง ๆ ที่ก็มองเห็นภาพนี้แล้วก็ใจออ่นสงสารมาก ๆ ...แต่ไม่เข้าใจว่าเพราะเป็นสายใจค่ะ...เป็นสายได้จริง ๆ จนเมื่อขาดออกแล้วทำให้ดวงใจเจ็บมาก ๆ จนต้องเยียวยาด้วยวิปัสสนาจนดูดดวงใจสู่การระลึกชาติ......)

.ดวงใจคุณคนสวยในส่วนลึกที่สุดคงต้องคิดห่วงลูกมาก ๆ ...ตอนที่เห็นคุณผู้หญิงในภาพนั้น..อายุเธอคงสัก 23 - 24 ปี....คุณผู้ชายก็มากกว่านิดหน่อย...

และต่อมาสักหน่อยหลังจากเห็นชาตินี้แล้ว..ได้อ่านพบในหนังสือธรรมะว่า...น่าจะเป็นของท่านอาจารย์ทันตแพทย์สม สุจิรา เล่าไว้ว่า...คนที่ระลึกชาติได้..ก็มักจะระลึกถึงการสิ้นใจของตนในภพชาติที่ต่อเนื่องจากภพชาติปัจจุบัน...ก็...เป็นที่สะดุดใจเหมือนกัน....

และหลังจากระลึกชาติได้นานเหมือนกัน..ได้ยินน้องผู้ชายที่ทำงานด้วยกันเค้าไปหาพระผู้ใหญ่บ่อย ๆ เค้ามาเล่าว่า..พระท่านนั้นมีเร่องสังเกตที่เราทึ่งแบบนั้น ....และเล่าว่า พระท่านเล่าว่า..การระลึกชาติแรก ๆ ภาพจะเป็นสีขาว ดำ และสมาธิพอจะเก่งขึ้นจึงจะเป็นสีเหมือนจริง....อันนี้ได้ฟังก็ขนลุกอีกแล้ววว..เพราะว่าในตยเองก็...ชาติที่เห็นครั้งแรกนี้ก็เป็นภาพ ขาวดำ


จาก: พัชรินทร์
วันที่: 31/03/52 - 21:15 น.
IP Address: 125.26.243.xx
ความคิดเห็นที่ 80



แทนบรรยากาศ..ความคิดเห็นที่ 79...ด้วยเพลงโปรดจากหนังอินเดียอันดับหนึ่งในดวงใจเรื่อง..แล้วจะรู้ว่ารักคืออะไร .Hum Dil De Chuke Sanam ...แสดงโดยพระเอกในดวงใจอะเจ เดฟแกน และนางเอกในดวงใจอิสวาราย่า ราย


Jhonka Hawa Ka --- HDDCS

http://www.youtube.com/watch?v=q2HPR52eHnA&feature=related

เนื้อเพลงแปล

ลมเย็นที่พัดผ่านเบา ๆ ในวันนี้

ก็คงทำให้ผมที่สวยงามของเธอยุ่งเหมือนเคย

และผ้าคลุมหัวของเธอ

ก็คงหล่นจากหัวเหมือนเคย

แล้วผมเธอก็คงจะ...

ประดับประดาไปด้วยดอกไม้

ลมเย็นที่พัดผ่านเบา ๆ ยามค่ำคืน

ก็คงจะทำให้เธอรู้สึกหนาวเย็น

แล้วเธอก็คงจะล่องลอยคิดฝันไปต่าง ๆ นานา

และแสงตะวันยามเช้า

ก็คงทำให้เธอหลับต่อไปไม่ได้

และผมคิดว่าที่รักคุณก็คง

จะพูดอยู่กับตัวเองเช่นเคย

ผมแอบดูคุณอยู่อย่างเงียบ ๆ

แต่ก็คิดว่าคุณก็คงรู้

ลมเย็นที่พัดผ่านเบา ๆ ในวันนี้

ก็คงทำให้ผมที่สวยงามของเธอยุ่งเหมือนเคย




จาก: พัชรินทร์
วันที่: 31/03/52 - 22:33 น.
IP Address: 125.26.243.xx
ความคิดเห็นที่ 81
พอหมดภาพนี้สมาธิอัปปันนาก็เริ่มถอนตัว....เมื่อยมาก ๆ ด้วย คงดูต่อไม่ไหวถ้าจะมีภาพอีก...อันนี้เป็นภาพในวันแรกที่ระลึกชาติได้นะคะ...แล้ววันต่อไปก็พักผ่อนค่ะ...หลายวันเหมือนกัน...แต่ก็รุ้สึกว่าข้างในดวงใจต้องได้ทำวิปัสสนาอีกเพราะยังมีอาการอยุ่ข้างใน...แต่ไม่ค่อยจะกล้าเข้าไปอีก...เกรงจะต้องได้เผชิญกับปัญญหาในภพชาตินั้น...เราสติปัญญายังอ่อนก็กลัวมาก ๆ ....แต่ก็ต้องได้เข้าบำบัดดวงใจด้วยวิปัสสนาอีกค่ะ....ภาพในชาติแรกก็เคลื่อนมาให้ดูอีก...แต่ทราบแล้วหละตอนนี้ว่า..นั่นเป็นภาพย้อนวัน...คือวันก่อน ๆ วันที่สิ้นใจ ก็ดูอายุ ดูว่าไม่มีเจ้าตัวเล็ก....และดูจากข้อสงสัยในดวงใจค่ะ..เค้าตอบตามที่เราตั้งข้อสงสัยด้วยภาพ...

จาก: พัชรินทร์
วันที่: 31/03/52 - 22:40 น.
IP Address: 125.26.243.xx
ความคิดเห็นที่ 82
ข้อความนี้คัดมาจากหนังสือท่านอาจารย์ทันตแพทย์สม สุจิรา เรื่อง เดอะท็อป ซีเคร็ต หน้า 110 - 111 ค่ะ...มาไว้ช่วยอธิบายอาการของตน....ตามที่ตั้งความปรารถนาทำหน้าที่เก็บสาระพัฒนาการของผู้หญิงจนถึงวันหมดความปรารถนามาถึง..

เป็นบุญที่จะระลึกถึงเสมอไปที่ได้ค้นพบหนังสือของท่าน..และอ่านเล่มใดก็นับว่า.นำมาใช้กับสภาพที่ตนเผชิญอยุ่นี้...ก็ดีใจ...ก็ค่อย ๆ แกะไป...ด้วยวามระลึกถึงพระคุณด้วยค่ะ...ที่ช่วยชี้แนะเพิ่มเติมความรู้ที่ตนปฏิบัติเองด้วย...หนังสือของท่านได้อ่านพบหลังจากเหตุการระลึกชาตินี้นะคะ...แต่สะดุดใจว่า...ตรงกับอาการของเรามาก จึงสนใจอ่านอย่างจริงจัง....


เก็บท่อนนี้มาไว้ก่อน....

***ในเด็กเล็ก จิตใต้สำนึกจะเปิดง่าย แต่เมื่อเติบโตขึ้นประสบการณ์ทางโลกจะเป็นเหมือนกำแพงหนาที่กั้นประตูแห่งจิตใต้สำนึก ผู้ใหญ่จึงไม่ยอมให้คนภายนอกเข้าถึงจิตใต้สำนึกของตนเองได้ง่าย ๆ ส่วนใหญ่จิตใต้สำนึกจะเปิดเฉพาะตอนวิกฤติ หรือช่วงที่มีความสุขมาก ๆ เช่น ขณะเจ็บป่วย ขณะมีความรัก ขณะประสบภัยอันตราย ทุกข์ใจอย่างหนักฯลฯ....

ทหารที่ร่วมเป็นร่วมตายกันมาในศึกสงคราม จะเข้าใจไปถึงจิตส่วนลึกของกันและกัน เพราะขณะเกิดวิกฤติ จิตใต้สำนึกของทั้งสองคนจะเปิด และไม่ว่าเพื่อนจะเป็นอย่างไร นิสัยแบบไหน เมื่อจิตถึงจิต สิ่งที่เป็นเปลือกทั้งหลายก็ไม่จำเป็นต้องนำมาใส่ใจ แม้ผ่านพ้นสภาวะศึกสงครามแล้ว พวกเขาก็จะยังคงรักกันตลอดไป****




จาก: พัชรินทร์
วันที่: 01/04/52 - 12:46 น.
IP Address: 125.26.244.xx
ความคิดเห็นที่ 83



และก็หลยวันต่อมา..ก็เข้าวิปัสสนาอีกที....คราวนีจะเห็นภาพความปกติสุขของชีวิตในครอบครัวนี้ค่ะ...เช่นอยู่บริเวณไหนของบ้าน...และก็มีไปเที่ยวกันละมังคะ...เปลี่ยนไปอยู่ในบ้างหลังเล็ก ๆ กลางสวนไม้..มีดอกไม้ต้นไม้งาม ๆ ..และบ้านหลังเล้ก ๆ ก็จะมีผ้าม่านด้วย...และหลังจากนั้นครั้งต่อ ๆ มาก็ภาพจะเริ่มมีน้อยลง ๆ จนหมดไปในชาตินี้..นั่นหละค่ะที่คลายสงสัยเรื่องความขัดแย้งในชีวิตในชาตินี้..

..อืมมม....ก็..นึกอะไรไม่ออกมากนัก...แต่สิ่งที่เก็บได้ตอนนั้นก็คือ...เราไม่กลัวเลือดเหมือนเดิม...และไม่กลัวตายแล้ว..เพราะตายแล้วก็ได้เกิด...จนกว่จะหมดความปรารถนาและถึงเวลานิพพาน ตามนั้น...

จาก: พัชรินทร์
วันที่: 01/04/52 - 16:55 น.
IP Address: 125.26.244.xx
ความคิดเห็นที่ 84



เป็นฉากโปรดจากหนังอินเดียอันดับหนึ่งในดวงใจ..แสดงโดยพระเอกและนางเอกอันดับหนึ่งในดวงใจ....พระเอกอะเจ เดฟแกน และนางเอกอิสวาราย่า ราย

นางเอกเป็นลูกสาวครูสอนการร้องอละดนตรีพื้นเมืองอินเดีย และนางเอกก็เรียนรู้ทุกอย่างเหมือนพ่อ...และได้มาแต่งงานกับวาราช...ซึ่งเป็นอัการที่ร้องพลงและเต้นรำไม่เป็น....วานราชก็ได้เรียนรู้โดยพราะว่ามีผู้รู้สอนให้...แกนี้วานราชเรียนรู้การเต้นแบบอิตตาลี เพราะว่าวานราชพานางเอกไปตามหาคนรัก.....

ฉากนี้มีเพลงเอกของหนังเรื่องเพลง Hum Dil De Chuke Sanam

แล้วจะรู้ว่ารักคืออะไร .Hum Dil De Chuke Sanam

http://www.youtube.com/watch?v=t2p3arEplFQ&feature=related

จาก: พัชรินทร์
วันที่: 01/04/52 - 19:14 น.
IP Address: 125.26.244.xx
ความคิดเห็นที่ 85
อืมม...เดี๋ยวตอนเย็น ๆ ถ้าไม่ติดธุระ..จะย้อนเขียนถึงวินาที..ที่..สายใยเส้นนี้ขาด...ก่อนที่จะเป็นสาเหตุให้บำบัดดวงใจด้วยวิปัสสนา...ก็...ความคิดเห็นที่ 79...ก็เพราะเหตุที่ตนเองตรวจพบว่าคลื่นไฮไซเข้า...ก็จะเรียกตนเองว่าชาวพุทธติดดินเสมอ ๆ เพราะว่าหลาย ๆ อย่างต้องใช้ความสารถในการเข้าใจผู้อื่นจึงจะแก้ปัญหาได้..ไม่ว่าเรื่องงานหรือเรื่องส่วนตัว...วันนึงคลื่นของชาวพุทธติดดิน...และเก็บข้อมูลทางพุทธในข้อจำกัดของความเป็นผู้หญิงและมีเรื่องทางดลกที่ต้องได้เรียนรู้ประกอบทางธรรม..เพื่อเตรียมจิตวิญญาณตนเองไว้ใหเพร้อมฯ..ก็...เจอคลื่นไอโซ..ก็พุทธนะคะแต่พุทธไฮโซค่ะ...เพราะว่าคุ้นคลื่นนี้มาหลายสมัย...อย่างไร ๆ ก็คือไฮโซ...

ก็คลื่นนั้นหละทำให้ระลึกชาติ..คลื่นที่เชื่อมต่อระหว่างผู้อยู่และผู้จากครั้งนั้น...ความคิดเห็นที่ 79
...เพียงเพื่อว่าถ้าพอเป็นไปได้ก็จะเก็บไว้เป็นสาระเรื่องนี้นะคะ...เรื่องสายใย...ซึ่งแล้วแต่ใครจะใส่ความหมายลงไป....ถ้าทางพุทธก็คงเรียก...กรรมนะคะ..




จาก: พัชรินทร์
วันที่: 02/04/52 - 13:07 น.
IP Address: 125.26.241.xx
ความคิดเห็นที่ 86




ลงเพลงจากหนังอินเดียอันดับหนึ่งในดวงใจ...แล้วจะรู้ว่ารักคืออะไร .Hum Dil De Chuke Sanam ....ยังไม่เคยจดเนื้อแปลไทย...เดี๋ยวหาแผ่นก่อนนะคะ...จุดที่สายใยขาดก็ให้อาการเกือยคล้ายนางเอกจากฉากนี้ค่ะ...เพียงแต่ต่างกันตรงความหมาย....ความหมายของดวงใจในเชิงลึก.......

Tadap tadap ke

http://www.youtube.com/watch?v=tPNJNpuCnPY&feature=related



จาก: พัชรินทร์
วันที่: 02/04/52 - 16:57 น.
IP Address: 125.26.241.xx
ความคิดเห็นที่ 87
คัดจาก เดอะท็อป ซีเคร็ต เล่ม 2 .... ของท่านอาจารย์ทันตแพทย์สม สุจิรา สำนักพิมพ์อัมรินทร์...

อีกสิ่งหนึ่งที่สามารถส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้อย่างกะทันหันปัจจุบันทันด่วนคือ อุบัติเหตุ แม้จะมีร่างกายที่แข็งแรงเยงใด แต่เมื่อมีอุบัติเหตุเกิดขึ้น จะมีปัญหาด้านสุขภาพทันที และบางครั้งถึงขนาดสูญเสียอวัยวะ เป็นเจ้าชายนิทรา เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต ฯลฯ

การดำเนินชีวิตอย่างมีสติสัมปชัญญะจะช่วยป้องกันได้ พยายามหมั่นฝึกเจริญสติอยู่เสมอ ๆ อุบัติเหตุต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่อง
บังเอิญ แต่เป็นผลมาจากกรรมเก่า คนเราสามารถเอาชนะกรรมได้ด้วยสติ
ดังที่หลวงพ่อชา สุภัทโท เคยกล่าวไว้ว่า ...เหนือฟ้า เหนือกฎแห่งกรรมยังมีวิปัสสนากรรมฐาน ...

จาก: พัชรินทร์
วันที่: 02/04/52 - 17:36 น.
IP Address: 125.26.241.xx
ความคิดเห็นที่ 88
จาก เดอะท็อป ซีเคร็ต เล่ม 2 .... ของท่านอาจารย์ทันตแพทย์สม สุจิรา สำนักพิมพ์อัมรินทร์...

(...นำมาเป็นกำลังใจในการเล่าถึงอาการค่ะ...เพื่อเป็นเกร็ดจากเรื่องจริง...ที่พอจะเป็นประโยชน์ได้ตามสภาพของแต่ละชีวิต....และจริง ๆ แล้วความหมายในการอธิษฐานจิตเพื่ออยุ่เป็นเพื่อนผู้หญิงให้นานที่สุดนั้น....เพื่อศึกษาพัฒนาการในตัวผู้หญิง...โดยดูจากที่มีในตนเทียบกับท่านอื่นและเพสอื่นตามสมควรแก่ชีวิตแนวพุทธและก็ไม่ละเลยที่จะทำความเข้าใจศาสนาอื่นนะคะ....ไม่ได้หมายถึงว่า...จะต้องเกิดเป็นหญิงในทุก ๆ อาชีพ หรือทุก ๆ สภาพ...แบบนั้นไม่ได้ปรารถนานะคะ...ปรารถนาศึกษาเพียงชีวิตและจิตวิญาณที่พยายามพัฒนาทั้งทางโลกและทางะรรมของตนเองเท่านั้นค่ะ...เพราะในตัวแต่ละคนก็มีพัฒนาการที่จะสมบูรณืต่อไปอยู่แล้วหละ....เคยผ่านเหตุการณ์และอารมณ์ตามชีวิตความเป็นมนุษย์หรืออื่น ๆ ก็แล้วแต่จะมี....และสภาพบางภาพก็ใช้สติปัญญาที่ค้นพบของด ขอเพิ่มได้ แล้วแต่ความปรารถนาที่จะตามา หรือหมดไป...)

*****************

คนเราทุกคนเกิดมามีกรรมเก่าที่ฝังอยู่ในจิตแตกต่างกันเปรียบเช่นคุณสมบัติทางโลก บางคนเกิดมาหวาน น่ารักแต่กำเนิด เปรี้ยวหรือเชื่อมั่นในตนเองแต่กำเนิด เค็มหรือตระหนี่แต้กำเนิด สิ่งหนึ่งสำหรับผู้ที่ต้องการจะประสบความสำเร็จคือต้องพยายามใช้สติเข้าไปจับจริตของตนเองให้ได้ และถ้ามีความรู้สึกส่วนลบฝังอยู่มาก ให้ใช้ความคิดเข้าไปเปลี่ยนเป็นบวกให้หมด การคิดบวกซ้ำ ๆ หลาย ๆ ครั้งในเรื่องเดียวกัน จะสามารถเปลี่ยนความรู้สึกได้ ความคิดคือกรรมปัจจุบัน ความรู้สึกคือกรรมเก่า(ทั้งจากชาตินี้หรือชาติก่อน ๆ ) เรากลับไปแก้ไขอดีตไม่ได้ แต่สามารถใช้ความคิดในปัจจุบันเปลี่ยนกรรมจากอดีตได้ มิฉะนั้นชีวิตจะตกไปตามเกมกรรม ตามรางแห่งความรู้สึกที่ทอดยาวไป



สิ่งจำเป็นอันดับแรกในการฝึกจับความรู้สึกก็คือ ต้องยอมรับว่าในตัวคุณมีความรู้สึกเช่นนั้นอยู่ เช่น เกลียด กลัว อิจฉาริษยา รัก โลภ โกรธ หลง ตระหนี่ถี่เหนียว ฯลฯ คุณจะไม่มีวันเข้าใจหรือรู้ทันความรู้สึกของคนอื่นได้ ถ้ายังไม่เข้าใจคามรู้สึกของตนเอง ยิ่งรู้จักตัวเองมากเท่าใด ก็จะทำความเข้าใจคนอื่นได้มากขึ้นเท่านั้น และทำให้การมองคนอื่นในแง่ลบลดน้อยลง เช่น การยอมรับว่าตนเองก็มีความรู้สึกอิจฉาอยู่ เมื่อไปพบเจอกับคนที่มาอิจฉาริษยา ก็จะเข้าใจเขา และมองว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่จะมีคนแบบนี้



จาก: พัชรินทร์
วันที่: 02/04/52 - 20:20 น.
IP Address: 125.26.241.xx
ความคิดเห็นที่ 89



เพลงโปรดจากหนังอันดับหนึ่งในดวงใจ.... แล้วจะรู้ว่ารักคืออะไร .Hum Dil De Chuke Sanam ....

Nimbooda..เพลงมะนาวเปรี้ยว....

http://www.youtube.com/watch?v=xUgd9P_AnXQ&feature=related

จาก: พัชรินทร์
วันที่: 02/04/52 - 21:16 น.
IP Address: 125.26.241.xx
ความคิดเห็นที่ 90
เล่าย้อนไปก่อนจะระลึกชาติเป็นนะคะ....

(และก็ถือโอกาศเล่าเรื่องที่น้องป๊อดส์..สุรสีห์ คู่บารมีขององค์พระศาสดาในอนาคตอีกพระองค์...เคยเล่าไว้ในกระทู้ธรรมะ...ว่า...วันนึงน้องป๊อดส์เปิดเวปฯนึงแล้วเจอว่า...ตนเองประมาณปวดท้องมาๆ ...แล้วเข้าวิปัสสนาดูพบพิษพญานาค...ก็ถามว่า..เคยทำร้ายกันหรือไม่...พิษนั้นตอยน้องปอดว่า...ไม่เคยทำร้าย..แต่เพราะว่าน้องปอีดส์เคยเกิดเป็นพญาครุฑ...นาคเห็นครุฑจึงส่งพิษมาก่อนเลย...น้องป๊อดส์บอกว่า แบบนี้ก็มีด้วยยยย...น้อป๊อดส์ยังเล่าว่า..นี่ขนาดว่าพญานาคท่านนั้นมาเกิดเป็นมนุษย์แล้วนะ...แค่เปิดเวปฯเข้าไปก็พ่นพิษที่เก็บมาจากชาติกำเนิดเดมพญานาคมาให้เลย....)

ส่วนในตัวผู้เล่าเองก็ก็คงจะเป็นคล้ายกับแบบที่น้องป๊อดส์เล่านั้นหละค่ะ...คลื่นไฮโซที่พบกับและจากกันเสมอในอตีดชาตินั้นท่านปรารถนาด้านพระสาวก....ส่วนผู้เล่าปรารถนาประมาณด้านพระสาวิกาฯ...และก็มาเกิดร่วมชาติเดียวกัน..ผู้เล่าก็พบคลื่นแห่งกรรมชนิดคนละขั้วโลก...แบบว่าเข้าใจกันไม่ได้เสียแล้วเพราะมีข้อจำกัด...ก็แทบเรียกได้ว่า...เจอกรรมชนิดที่ผู้เล่าเป็นหญ้า...ที่บังเอิญรถถังวิ่งผ่านมา...(ล้อเหมือนตะขาบนะคะ...)..

.ถ้าท่านยังไม่ได้มาเกิดคลื่นคงหนักกว่านี้มาก ๆ ...เหมือนที่น้องป๊อดส์เล่าว่าพญานาคท่านนั้นมาเกิดเป็นคนพิษก็ยังมีมากทีเดียว..พิษที่พุ่งมาหาน้องป๊อดส์...แต่พี่แดงไม่เล่าเรื่องคลื่นนี้ให้น้องป๊อดส์ฟังมาก่อนนะคะ...เล่าแค่ตรงนี้หละ..จริง ๆ แล้วคลื่นนั้นมีพระคุณต่อตัวผู้เล่าเสมอ ๆ ค่ะ..แม้ว่าท่านจะไฮโซ......ความรู้ในชาตินี้เรียนรู้แล้วเก็บฝากโลกไว้ค่ะ...ชาติต่อ ไ ปก็เปลี่ยนร่างใหม่...ชื่อและพัฒนาการก็เปลี่ยนไป...

จาก: พัชรินทร์
วันที่: 02/04/52 - 21:48 น.
IP Address: 125.26.241.xx
ความคิดเห็นที่ 91
โฮโฮ...ไม่ได้เข้ามาหลายวัน...พี่แดงโซโล่คนเดียวหลายกระทเลยย.มะยอมมะยอม.....

จาก: อาบัง
วันที่: 02/04/52 - 22:15 น.
IP Address: 202.57.175.xx
ความคิดเห็นที่ 92
สวัสดีค่ะอาบัง...
ช่วงนี้พี่ได้หนังอินเดียจากโลตัสมากองไว้แต่ยังไม่ได้ดู...ช่วงหยุดสงกรานต์คงได้เปิดดูค่ะ.....




จาก: พัชรินทร์
วันที่: 03/04/52 - 5:28 น.
IP Address: 125.26.240.xx
ความคิดเห็นที่ 93
จาก เดอะท็อป ซีเคร็ต เล่ม 2 .... ของท่านอาจารย์ทันตแพทย์สม สุจิรา สำนักพิมพ์อัมรินทร์...


ความรู้สึกต่าง ๆ ที่ผุดขึ้นมาในใจไม่สามารถไปฝืนได้ ปล่อยให้ผุดขึ้นมา แล้วใช้สติเข้าไปจับ โกรธหนอ ๆ ๆ ๆ เศร้าหนอ ๆ ๆ ๆ กลัวหนอ ๆ ๆ ๆ และใช้สติเข้าไปเปลี่ยนความคิดในสมองซีกซ้าย เพื่อนำไปทำลายความรู้สึกในมองซีกขวา ผู้ที่กำหนดอารมณ์ความรู้สึกแบบนี้เสมอ ความโกรธ ความกลัว ความเศร้า ฯลฯ จะต่อย ๆ จางหายไปอย่างอัศจรรย์ แต่ถ้าขาดสติ ปล่อยให้ความรู้สึกเชิงลบเข้ามาครอบงำวิธีคิดของเสมองได้ ชีวิตของคนเราจะเป็นไปตามความรู้สึกไม่ใช่ความคิด สมองเป็นเพียงเครื่องมือของจิต ถ้ามีความรู้สึกที่ไม่ดีฝังอยู่ในจิตมาก ๆ มันจะเหนี่ยวนำให้สมองคิดลบไปด้วย คนที่จะฝืนกรรมคือคนที่รู้จักใช้สติจับความรู้สึก แล้วฝืนสร้างความคิดบวกสวนกลับเข้าไป คนเราสามารถควบคุมเปลี่ยนแปลงความคิดได้ แล้วจึงค่อยใช้ความคิดนั้นไปเปลี่ยนความรู้สึก

จาก: พัชรินทร์
วันที่: 03/04/52 - 5:30 น.
IP Address: 125.26.240.xx
ความคิดเห็นที่ 94
จาก เดอะท็อป ซีเคร็ต เล่ม 2 .... ของท่านอาจารย์ทันตแพทย์สม สุจิรา สำนักพิมพ์อัมรินทร์...

หัวใจสำคัญของการกำหนดความไม่เที่ยงอีกอย่างก็คือต้องกำหนดให้ครบรอบของการเกิด – ดับ การกำหนดเพียงขณะเกิดหรือขณะดับจะไม่ทำให้เกิดปัญญา หรือถ้าพิจารณาเฉพาะการเกิดกับดับ โดยไม่กำหดการตั้งอยู่ จะถือเป็นเพียงสมถกรรมฐานเช่น ขณะที่เดินจงกรม ซ้าย – ย่าง-หนอ ขวา-ย่าง-หนอ กำหนดเฉพาะตอนยกเท้าซ้ายไปข้างหน้า และอาการก้าวในแต่ละชั่วขณะจิต จะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ทั้งมุมเท้า ความเร็วเท้า ความรู้สึกที่มีต่อเท้า ซึ่งจุนั้นสำคัญกว่าอาการเกิดตอนเท้ายกจากพื้น หรืออาการดับตอนเท้าแตะพื้น เช่นเดียวกัน ถ้านิวตันเห็นลูกแอ๊ปเปิลกระทบลงพื้นพอดี ถ้าเป็นเช่นนั้น เซอร์ไอแซกนิวตัน จะไม่เกิดปัญญาญาณหยั่งรู้อะไรเลย

อาการสุขกาย สุขใจ ทุกข์กาย ทุกข์ใจ ล้วนเป็นเวทนาต้องกำหนดตรงอาการที่เกิดขึ้น ช่วงเวลาที่ทุกข์ใจ หรือปวดกายจะมีความพลิ้วไหวสูง ๆ ค่ำ ๆ ของความรู้สึกอยู่ตลอดเวลา พยายามจับอาการนั้นให้ได้ ไม่ใช่สักแต่ว่ากำหนด ปวดหนอ ๆ ๆ ๆโดยไม่ตั้งสติพิจารณาอาการ ถ้าเช่นนั้น เป็นการปฏิบัติโดยกำหนดที่สมมติบัญญัติ คือคำว่าปวดในสมองซีกซ้ายเท่านั้นเอง สมองซีกขวาซึ่งทำหน้าที่จับอาการไม่ทำงานเลย

การกำหนดลมหายใจสามารถนำมาฝึกสติได้ เพียงแต่ขอให้กำหนดที่อาการเคลื่อนของลมหายใจขณะกำลังเข้าออกว้ามีความไม่เที่ยงอยู่เสมอ ทั้งอุณหภูมิ ความเร็ว ลม ปริมาณลม ทิศทางลม ไม่ใช่เป็นการพิจารณาเฉพาะหายใจเข้าหรือหายใจออกเพราะถ้าเช่นนั้น เราจะเห็นเพียงการเกิดขึ้นคือหายใจเข้า และดับไปคือหายใจเข้าสุดแล้ว แต่ไม่เกิดปัญญาเห็นความไม่เที่ยงกำลังสติจะไม่ไวขึ้น





จาก: พัชรินทร์
วันที่: 03/04/52 - 5:37 น.
IP Address: 125.26.241.xx
ความคิดเห็นที่ 95
จาก เดอะท็อป ซีเคร็ต เล่ม 2 .... ของท่านอาจารย์ทันตแพทย์สม สุจิรา สำนักพิมพ์อัมรินทร์...


ในแต่ละวันเราจะได้สัมผัสสะผ่านทางทวารทั้งหก คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อยู่ตลอดเวลา และผัสสะเหล่านี้ย่อมจะสร้างเวทนาให้เกิดขึ้นเสมอ สำหรับผู้ที่ไม่เคยฝึกสติจะไม่สามารถแยกสติออกมาได้ เอาตัวลงไปอยู่ในคลื่นแห่งอารมณ์และลอยไปลอยมาตามผัสสะ เวทนา ตัณหา จะพาไป เหมือนปลาที่อยู่ในน้ำ จะไม้มีวันเข้าใจถึงลักษณะของคลื่น เพราะมันไม่สามารถแยกตัวเองออกจากน้ำ มนุษย์ก็เช่นกัน จะไม่มีวันเห็นคลื่นแห่งอารมณ์ ถ้าไม่แยกสติออกมาเฝ้าดูอยู่ห่าง ๆ

คนรามีกรรมเก่ามากมายเหลือเกิน มีกิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในขันธสันดานอย่างประมาณไม่ได้ ดังนั้น เพื่อไม่ให้ชีวิตต้องตกไปตามเกมกรรม การฝึกกำหนดสติให้รู้เท่าทันอารมณ์ ความรู้สึกทั้งหลาย ก็คือการเอาชนะกรรมเก่านั่นเอง ลำพังแต่การนั่งสมาธิไม่สามารถทำให้เกิดปัญญาในระดับที่สามารถฝืนกรรม

สิ่งหนึ่งที่แตกต่างกันระหว่างการนั่งบริกรรมทำสมาธิกับการฝึกสติก็คือ การฝึกสติจะสามารถปฏิบัติในระหว่างวันได้โดยไม่จำเป็นต้องนั่งสมาธิเป็นเวลานาน ชั่วเวลาเพียงแค่สองสามวินาทีก็สามารถฝึกสติได้ แม้ระหว่างขับรถ ยืน เดิน นั่ง นอน หรือเข้าห้องน้ำ เพราะการฝึกสติจะใช้เพียงขณิกสมาธิ (สมาธิชั่วขณะ) พระพุทธองค์ตรัสว่า เพียงแค่ชั่วเวลาช้างกระดิกใบหู ถ้าสามารถใช้สติเข้าไปจับแบบวิปัสสนา ก็จะได้บุญมหาศาลถึงขนาดข้ามภพข้ามชาติ

แน่นอนว่าสำหรับผู้เริ่มต้น ต้องฝึกวิปัสสนากรรมฐานแบบการนั่งสมาธิและเดินจงกรมสลับกันไป เพราะกำลังสติยังไม่แข็งแรงพอ ในช่วงเวลาเริ่มแรก ผู้ที่ฝึกวิปัสสนากรรมฐานจะรู้สึกว่าทรมาณมากกว่าผู้ที่ฝึกสมถกรรมฐาน แต่เมื่อกำลังสติสูงขึ้นและสามารถใช้สติเข้าไปจับปรากฏการณ์ต่าง ๆ ของธรรมชาติรอบ ๆ ตัว รวมไปถึงธรรมชาติภายในตัวเอง จนเข้าใจธรรมชาติอย่างที่เป็นจริง จะรู้สึกไวกับการใช้สติไปจับปรากฏการณ์ต่าง ๆ ตามแต่จริตของตัว เพราะในชีวิตประจำวันของเรา มีปรากฏการณ์ต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมาย ทั้งทางกาย เวทนา จิต และธรรม มีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป จำนวนนับล้าน ๆ เหตุการณ์ ยิ่งสติไว ยิ่งเห็นละเอียด และเห็นอย่างที่คนอื่นไม่เห็น เช่น แสงเทียนที่โชติช่วงดูราบเรียบเย็นตา ถ้ามองด้วยจิตวิปัสสนาจะเห็นแสงนั้นเกิดดับ ๆ เป็นจำนวนหมื่นครั้งต่อนาที เมื่อฝึกถึงจุดนี้จะเห็นความแตกต่างระหว่างสมาธิสมถะกับสติวิปัสสนาอย่างชัดเจน เพราะจิตแบบวิปัสสนาจะเกิดปัญญาเห็นความจริงแท้ที่ซ่อนอยู่ แต่จิตแบบสมาธิสมถะจะเกิดอารมณ์ดื่มด่ำ เห็นแต่ความเนียนเรียบ สวยงาม แต่ไม่เข้าถึงความจริง

..


จาก: พัชรินทร์
วันที่: 04/04/52 - 8:52 น.
IP Address: 125.26.244.xx
ความคิดเห็นที่ 96



เพลงอันดับหนึ่งในดวงใจจากหนังอินเดียอันดับหนึ่งในดวงใจเรื่องแล้วจะรู้ว่ารักคืออะไร .Hum Dil De Chuke Sanam .... เพื่อร่วมถ่ายทอดเรื่องราวจากเกร็ดความรู้ของดวงใจของผู้หญิงที่เกิดมาเพื่อเรียนรู้พัฒนาการความเป็นผู้หญิงทั้งทางโลกและทางธรรมแนวพุทธ ฯ

เพลงนี้เป็นอันดับหนึ่งในดวงใจ..ก็อยู่ในหนังอันดับหนึ่งในดวงใจ และก็แสดงโดยพระเอกและนางเอกอันดับหนึ่งในดวงใจ...(สำหรับตัวผู้เล่าเรื่องระลึกชาติ..ที่พอมีกำลังสมาธิค้นได้เพียงสมัยที่ไกล้เคียงกับทวารวดีหรือจะเป็นสมัยนั้นเลยก็ไม่ทราบค่ะ..แต่ทราบว่าการแต่งกายและเครื่องประดับ..ไกล้เคียงมาก...สมัยก่อนนั้นก็ไม่ทราบแต่ค้นพบเริ่มจากสมัยนั้น...จากผู้หญิงชาวทวารวดี..ถึงผู้หญิงชาวรัตนโกสินทร์..และเป็นพลังขับเคลื่อนสู่ผู้หญิงอนาคตตามวิถีพุทธในอนาคตฯ...ศาสนาอันทรงคุณค่าต่อชาวพุทธและชาวโลกฯลฯ...)...

รักที่จะฟังเพลงนี้มาก ๆ ....ดูกลมกลืนทรงคุณค่า..มีทั้งความเก่าและความใหม่.และให้อารมณ์อื่น ๆ ในตัวเพลง....ตามเรื่อง..อาจารย์สอนดนตรีเป็น..เพลงอินเดียโบราณ...ลูกศษย์คือพระเอกซัลมาล ข่านเป็นคนรุ่นใหม่เป็นลูกครึ่งอิตาลี่ และนางเอกอิสวาราย่า ราย เป็นลูกสาวอาจารย์ เป็นหญิงคนรุ่นใหม่ที่ร่วมถ่ายทอดอารมณ์เพลง..ทำให้ความกลมกลืนและหว่างเสียงเพลงของชายสองรุ่น.ด้วยเสียงผู้หญิง..นลฯ...เพื่อให้สามารถเข้ากับธรรมชาติและผู้คนได้ครบถ้วนสมบูรณ์ไม่ตกหล่นสูญหาย...และสื่อถึงการถ่ายทอดศิลปะวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่า...ให้ล่องลอยวนเวียนอยู่ในโลก ให้ผู้คนได้เก็บไปใช้ตามแต่จะรับได้มากน้อยหรือความถนัดความสนใจของตน..

.อืมมม..ในเพลงมีคุณยายของนางเอกซึ่งอายุมาแล้วดวงตามองไม่เห็นด้วยนะคะ..ก็ร่วมชื่นชมกับเสียงเพลงด้วย..ฯลฯ...

Hum Dil De Chuke Sanam - Albela Sajan [Saavn.com]
http://www.youtube.com/watch?v=JT5_4uXj3WM&feature=related

จาก: พัชรินทร์
วันที่: 04/04/52 - 9:28 น.
IP Address: 125.26.244.xx
ความคิดเห็นที่ 97
จาก เดอะท็อป ซีเคร็ต เล่ม 2 .... ของท่านอาจารย์ทันตแพทย์สม สุจิรา สำนักพิมพ์อัมรินทร์...

หลายคนอาจเกิดคำถามขึ้นในใจว่า ถ้าสนใจแต่องค์รวมก็เหมือนมีแต่ศิลป์ แต่ไม่รู้ศาสตร์เลย จะเรียนเก่งได้อย่างไร ก็ในเมื่อไม่มีความรู้นำมาก่อน แล้วจะจินตนาการได้อย่างไร คำตอบก็คือ สำหรับคนที่กระตุ้นการทำงานของสมองซีกขวาอยู่บ่อย ๆ สมองส่วนนี้จะสร้างคำถาม สร้างความรู้สึกกระหายหาคำตอบ แล้วส่งสัญญาณไปยังสมองซีกซ้าย ให้ขวนขวายหาความรู้ค้นหาความหมายเพื่อมาตอบสนองความรู้สึกที่ต้องการ

ในที่สุดเขาก็จะรู้รายละเอียดเท่า ๆ กับคนอื่นและเน้นเฉพาะตรงจุดที่สำคัญด้วย ทั้งยังไม่รู้สึกทุกข์ทรมาณกับการศึกษานั้นเลย มีแต่ความสนุกความสุขในการเล่าเรียน เพราะสมองซีกขวาจะควบคุมให้มีการหลั่งฮอร์โมนแห่งความสุข (แอนดอร์ฟิน) และฮอร์โมนแห่งการเรียนรู้(โดพามีน)ออกมา เพื่อช่วยให้สมองซ้ายทำงานง่ายขึ้น

การเรียนรู้จะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าปราศจากความอยากรู้อยากเห็นนำมาก่อน และความอยากรู้อยากเห็นนี่เองที่จะไปทำให้สมองีกซ้ายขวนขวายหารายละเอียด จนกลายเป็นคนรอบรู้และมีทักษะขึ้นโดยอัตโนมัติ

แอลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ก็เป็นตัวอย่างของนักวิทยาศาสตร์ที่ใช้สมองซีกขวามากกว่าซีกซ้าย เขาความจำไม่ค่อยดี ในวัยเด็กไม่ชอบวิชาคณิตศาสตร์และภาษาต่างประเทศเลย

แต่เมื่อแรงบันดาลใจจากสมองซีกขวาบังเกิด ก็เหนี่ยวนำให้เขาหันมาสนใจฟิสิกส์ ซึ่งจินตนาการมีส่วนช่วยอย่างมาก และความอยากรู้อยากเห็นต้องอาศัยคณิตศาสตร์เป็นเครื่องมือในการคำนวณผลลัพธ์อาศัยความรู้ทางภาษาเป็นตัวช่วยในการค้นคว้า ทำให้ในที่สุดเขาก็เก่งคณิตศาสตร์และภาษาตามไปด้วย แต่อย่างไรก็ตาม เขาก็ยังคงยืนยันว่า จินตนาการสำคัญกว่าความรู้

จุดเชื่อมต่อที่สำคัญระหว่างการคำนวณเชิงตรรกะในมองซีกซ้ายกับภาพแห่งความรู้สึกในสมองซีกขวาของไอน์สไตน์ก็คือเข็มทิศกับวิชาเราขาคณิต เข็มทิศที่ได้รับเป็นของขวัญเมื่อตอนอายุ 4 ขวบ ทำให้เขาจินตนาการถึงภาพสนามพลังที่มองไม่เห็น และวิชาเรขาคณิตที่เขาเริ่มเรียนรู้เมื่ออายุ 10 ขวบ จุดประกายให้เห็นถึงความงดงามของวิชาคณิตศาสตร์ เมื่อการจินตนาการเป็นภาพกับความสามารถในการคำนวณมาบรรจบกัน ความเป็นอภิมหาอัจฉริยะก็กำเนิดขึ้น

จุดอ่อนที่สำคัญของการเรียนรู้อย่างหนึ่งก็คือ คนเรามักจะใช้สมองซีกซ้ายศึกษารายละเอียด ก่อนที่จะส่งความรู้ย่อย ๆ นั้นผ่านสะพานเส้นประสาทข้ามไปวิเคราะห์ถึงองค์รวมในสมองซีกขวา การเรียนแบบนี้ทำให้ต้องสูญเสียพลังและเวลาไปกับการศึกษาโดยไม่สมควร เปรียบเสมือนการต่อจิ๊กซอว์โดยที่ไม่เคยเห็นรูปที่สำเร็จแล้วมาก่อน จะไม่มีทางรู้เลยว่าชิ้นส่วนไหนของจิ๊กซอว์สำคัญที่สุด และต้องเริ่มต้นจากจุดนั้นก่อน หรือแม้ว่าจะเริ่มต้นต่อพร้อมกันจากหลาย ๆ จุด ถ้าได้เห็นภาพแห่งความสำเร็จก่อน ภาพองค์รวมจากสมองซีกขวาก็จะค่อยบอกอยู่ตลอดเวลาว่า ในที่สุดทุกจุดจะมาบรรจบกัน







จาก: พัชรินทร์
วันที่: 04/04/52 - 17:06 น.
IP Address: 125.26.243.xx
ความคิดเห็นที่ 98



เพลงชื่อดียวกับชื่อหนัง...Hum Dil De Chuke Sanam...แล้วจะรู้ว่ารักคืออะไร...

พระเอกซัลมาล ข่น ตามเรื่องจะทราบว่านางเอกรักดอกไม้สีเหลือง...เวลาเลือกดอกไม้ให้นางเอกก็ให้แม่เลือกดอกไม้สีเหลือง...(ตอนที่นางเอกถูกยิง..แต่เค้าไม่ทราบว่านางเอกถูกยิงนะคะ..ตามเพลง..ความคิดเห็นที่ 80...เค้าก็ทำเก้าไวน์แดงหก..และจุ๊บบบ..ดอกไม้สีเหลืองห้พรห้นางเอกปลอดภัย....เพราะสัมผัสของเค้าคล้าย ๆ ว่านางเอกตกอยู่ในอันตราย..ประมาณนั้น..

Hum Dil De Chuke Sanam

http://www.youtube.com/watch?v=1YtQpePwUEg&feature=related

จาก: พัชรินทร์
วันที่: 04/04/52 - 19:53 น.
IP Address: 125.26.243.xx
ความคิดเห็นที่ 99
ตะกี๊เดินจงกรมถอดข้อธรรมได้ข้อนึง...จากข้อสงสัยถึงว่า...ความคิดเห็นที่ 79...ทำไมดวงใจสองดวงนั้นจึงดูกลม ๆ เป็นก้อนเดียวกัน...ได้คำตอบที่น่าตกใจมาก ๆ มาคำตอบนึงค่ะ...ก็ที่เคยเล่าสมัยถือปืนคาบสิลาแล้วหันหลังชนกัน...วิบากรรมตอนสู้รบครั้งนั้นถึงไม่ได้เจตนา...แต่ก็คือกรรมที่ส่งผลแห่งการพลัดพรากเสมอมาเพราะพรากชีวิตผู้อื่น...ที่แน่ใจเพราะเป็นคนที่อ่านคลื่นได้ละเอียดอ่อนพอควร..และเพราะไม่ตรงกับความหมายภายนอก..จึงเอะใจ..ว่าต้องค้นดูให้ละเอียด...วิบากกรรมครั้งนั้นมาเคลือบภายนอกรอบ ๆ ตัวไว้..ทั้ง ๆ ที่ดวงใจบริสุทธิ ...แน่ใจ..เพราะแม้ถึงตอนนี้ก็ตามที...แต่ภายนอกใช้ภาษาไม่ตรงตามควมหมายได้....เพราะปัจจัยที่เกิดจากกรรมที่เคยทำร่วมกัน...และที่ถอดได้ธรรมข้อนี้ก็เพราะความที่พัฒนาขึ้นมาจากความเป็นผู้หญิงแท้ที่สามารถเป็นได้ถึงคุณแม่และมีดวงใจยึดมั่นในใจดวงเดียว..และก็แน่ใจว่าตนตั้งใจดีเสมอๆ จึงไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตาที่สัมผัสได้..

ตอนนี้วิเคราะห์จากทางโลกเพื่อทางธรรม.....ความตั้งใจเป็นหญิง..ได้พาค้นหาความปลอดภัยในจิตวิญญาณของตนฯที่ตั้งใจรักษความมั่นคงของแผ่นดินสืบไว้..แต่จิตวิญญาณต้องใช้ธรรมะเพื่อฟื้นฟูความมั่นคงกลับคืนมา....ไม่ใช่การรบเพื่อบ้านเมืองไม่ดีนะคะ...นั่นเป็นความมั่นคงในระดับหนึ่ง..เป็นสิ่งที่ดี...แต่สันติวิธีนั้นนำความสงบสุขและมั่นคงมาสู่ทุกจิตวิญญาณได้มากกว่า...น่าตกใจเพราะวิบากกรรมย้อนคืนมาแทบว่าจะทำร้ายกันทั้ง ๆ ที่ใจก็ยังสัมผัสได้ว่าก้อนเดียวกัน..ผู้คนที่พลัดพรากกันครั้งนั้นก็คือคนมีชีวิตทั้งนั้น ก็เหมือนเรา...(แล้วจะย้อนเล่า..ครั้งที่ใช้ปืนคาบสิลาอีกที...).


จาก: พัชรินทร์
วันที่: 04/04/52 - 21:54 น.
IP Address: 125.26.243.xx
ความคิดเห็นที่ 100
จาก เดอะท็อป ซีเคร็ต เล่ม 2 .... ของท่านอาจารย์ทันตแพทย์สม สุจิรา สำนักพิมพ์อัมรินทร์...

สำหรับผู้ประสบความสำเร็จในทุกสาขาอาชีพ จะพบว่ามีความรู้สึกบางอย่างผุดขึ้นมาในจอยู่เป็นระยะ ๆ สิ่งนั้นก็คือการหยั่งรู้ ซึ่งเป็นความรู้สึกที่อยู่เหนือเหตุผลทางตรรกะ วงการวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาวิเคราะห์ว่า การหยั่งรู้เกิดจากประสบการณ์ที่สั่งสมมาอย่างยาวนานจนตกผลึก และทำให้เห็นเหตุปัจจัยโดยองค์รวมได้อย่างแจ้ง ทางพุทธศาสนาอธิบายว่า เกิดจากเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ที่ฝังอยู่ในจิตซึ่งสะสมมาทั้งจากชาติภพก่อนและปัจจุบัน

การหยั่งรู้กับไหวพริบจะมาคู่กัน เมื่อหยั่งรู้บ่อย ๆ จิตจะไวมากขึ้น มีเหตุอะไรก็สมารถวินิจฉัยและตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว เป็นการตัดสินใจที่ให้เหตุผลไม่ได้ จนกว่าจะเกิดความสำเร็จขึ้นมาแล้วจึงค่อยคิดย้อนกลับมาวิเคราะห์เหตุผลได้ภายหลัง

สิ่งหนึ่งที่น่าประหลาดใจก็คือ สำหรับผู้ที่ให้ความสนใจกับข้อมูลมากเกินไป กลับจะทำให้ประสิทธิภาพของการหยั่งรู้ลดลงและมักจะตัดสินใจไปตามข้อมูลโดยไม่สนใจความรู้สึก ซึ่งในที่สุดก็จะผิดพลาด มีกรณีตัวอย่างเกิดขึ้นมากมาย ทั้งในวงการธุรกิจการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ และการวางแผนรบของทหาร ฯลฯ .....

การหยั่งรู้เป็นการทำงานของสมองซีกขวา ซึ่งเป็นสมองส่วนที่เข้าใจเรื่องอารมณ์ความรู้สึกด้วย ดังนั้น ในการวิเคราะห์ด้วยสมองซีกขวาจะสามารถล่วงรู้ไปถึงโลภะ โทสะ โมหะ ของผู้อื่นโดยอัตโนมัติ ซึ่การตัดสินใจโดยใช้ความรู้สึกของผู้อื่นเข้ามาเป็นข้อมูลร่วมจะมีประโยชน์มาก และคุณสมบัตินี้สมองซีกซ้ายทำไม่ได้ เช่น การคิดเชิงตรรกะว่า ถ้านำหวยใต้ดินขึ้นมาบนดินจะทำให้สังคมดีขึ้น แต่ถ้าคิดด้วยสมองซีกขวาจะพบว่า ความโลภของมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรางวัลแจ๊คพ็อตจะกระตุ้นให้คนบ้าคลั่งหวยมากขึ้น และฝังลงไปในความรู้สึกของลูกเล็กเด็กแดงที่ได้เห็นกระบวนการทั้งหมดที่อยู่บนดินอย่างชัดเจน เมื่อมองเป็นองค์รวมกลับพบว่าจะทำให้สังคมเลวร้ายลง

ในทางตรงกันข้าม การลงทุนสร้างรถไฟฟ้า รถไฟใต้ดินของรัฐบาล แล้วเก็บค่าโดยสารราคาไม่แพง ถ้าคิดในเชิงตรรกะ รัฐบาลจะขาดทุน แต่ถ้าคิดว่า ระบบโดยสารที่รวดเร็วจะทำให้วงจรเศรษฐกิจเคลื่อนตัวไวขึ้น ประชาชนลดการใช้น้ำมันลงปีหนึ่ง ๆ นับแสนล้านบาท ค่าโดยสารที่ถูกทำให้อัตราเงินเฟ้อลด ฯลฯ เมื่อมองในองค์รวมแบบที่อัจฉริยบุคคลคิดกันขาดทุนแบบนี้ก็คือกำไร





จาก: พัชรินทร์
วันที่: 05/04/52 - 9:13 น.
IP Address: 125.26.244.xx
ความคิดเห็นที่ 101



เพลงนี้ไม่มีในหนังเรื่องHum Dil De Chuke Sanam ...แต่ว่าเก็บภาพที่ประทับใจในหนังประกอบเพลงนี้...


Sath Piyuman Matha - Hum Dil De Chuke Sanam - Sinhala - සිංහල

http://www.youtube.com/watch?v=FPJ7YHIZqHo&feature=related

จาก: พัชรินทร์
วันที่: 05/04/52 - 9:42 น.
IP Address: 125.26.244.xx
ความคิดเห็นที่ 102



อีกชุด..สำหรับหนังอันดับหนึ่งในดวงใจ....
Hum Dil De Chuke Sanam ...

hum dil de chuke sanam trailer

http://www.youtube.com/watch?v=6vWoBmueSBo&feature=related


จาก: พัชรินทร์
วันที่: 05/04/52 - 12:33 น.
IP Address: 125.26.241.xx
ความคิดเห็นที่ 103
จาก เดอะท็อป ซีเคร็ต เล่ม 2 .... ของท่านอาจารย์ทันตแพทย์สม สุจิรา สำนักพิมพ์อัมรินทร์...


การหยั่งรู้อนาคตไม่ใช่พึ่งหมอดูหรืคำทำนายตามศาสตร์ต่าง ๆ ซึ่งไม่ได้ใช้ข้อมูลมาทำการวิเคราะห์เลย การฝากอนาคตธุรกิจไว้กับคำทำนายที่ไม่มีเหตุผลเป็นเรื่องอันตรายมาก ประสบการณ์รวมกับข้อมูลที่มากพอต่างหากจะทำให้สามารถคาดหมายอนาคตได้ ดังนั้น การหยั่งรู้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อรู้จักคิดแบบองค์รวมเท่านั้น เพราะผลที่จะเกิดขึ้นย่อมมาจากเหตุและปัจจัยหลาย ๆ อย่าง ทั้งอดีต ปัจจุบัน และที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต การมองแคบจะทำให้ไม่เห็นความสัมพันธ์เชิงเหตุและผลของปัจจัยทั้งหมดที่จะเชื่อมโยงกันอย่างรอบด้าน ส่งผลให้การคาดหมายอนาคตผิดพลาดไป

ผู้คิดเชิงอนาคตจึงห้ามคิดโดยเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางอย่างเด็ดขาด เพราะอนาคตจะเป็นเช่นไรย่อมขึ้นอยู่กับปัจจัยแวดล้อมมากกว่า นักธุรกิจที่คิดแบบเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางจะล้มเหลว เช่นเดียวกับนักพูด เวลาพูดต้องให้ผู้ฟังเป็นศูนย์กลางไม่ใช่ตัวผู้พูด




จาก: พัชรินทร์
วันที่: 05/04/52 - 13:46 น.
IP Address: 125.26.241.xx
ความคิดเห็นที่ 104
จาก เดอะท็อป ซีเคร็ต เล่ม 2 .... ของท่านอาจารย์ทันตแพทย์สม สุจิรา สำนักพิมพ์อัมรินทร์...


การมองแบบองค์รวมจะเห็นการเชื่อมโยง เห็นเหตุและปัจจัย เห็นความสัมพันธ์ของสิ่งต่าง ๆ ที่คนอื่นมองไม่เห็น ทำให้สามารถคิดและตัดสินใจได้ไม่เหมือนคนอื่น หรือก่อนคนอื่น

เมื่อเห็นเป็นองค์รวม จะทำให้มีความอดทน รู้จักรอคอย มีความฉลาดทางอารมณ์(EQ) สูง นอกจากนั้นสมองซีกนี้ยังช่วยหลั่งฮอร์โมนแห่งความสุขออกมาอีกด้วย บางครั้งเพียงการมองออกไปที่ท้องฟ้ายามพระอาทิตย์ตก ก็รู้สึกงดงามเหนือจะบรรยาย ในขณะที่คนใช้สมองซีกซ้ายจะไม่รู้สึกอะไร เพราะคิดในเชิงเหตุผลว่าพระอาทิตย์ตกมันก็เป็นเช่นนี้อยู่แล้ว ไม่เห็นแปลก ความไม่รู้สึกบวก ขาดจินตนาการ จะทำให้ความอดทนต่ำ คนที่ใช้สมองซีกซ้ายเพียงอย่างเดียวจะมองทุกสิ่งเป็นแบบแยกย่อย และมองเฉพาะข้อเท็จจริง หรือตัวเลขเชิงตรรกะ เห็นเฉพาะสิ่งที่ปรากฏตรงหน้า ขาดจินตนาการ ขาดการคาดอนาคต แม้จะแม่นข้อมูล แต่ก็ไม่สามารถนำข้อมูลนั้นมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ ส่วนคนที่ใช้สมองซีกขวาจะมองเห็นโอกาส ความเป็นไปได้มีแรงบันดาลใจ แรงจูงใจสูง และสามารถใช้ข้อมูลที่มีอยู่ให้เป็นประโยชน์อย่าสูงสุด แม้ว่าเขาจะไม่แม่นข้อมูล แต่จะพยายามเสาะหาข้อมูลเพิ่มเติมตรงส่วนที่สนใจอยู่ตลอดเวลา เป็นการเจาะข้อมูลเฉพาะจุดที่จะนำมาประยุกต์เข้ากับจินตนาการ

การรู้รอบก่อนรู้ลึกเป็นเรื่องสำคัญ คนคิดการณ์ใหญ่ต้องคิดใหญ่ และบางครั้งต้องรู้จักสละผลประโยชน์ส่วนย่อยเพื่อเป้าหมายที่ใหญ่กว่า ถ้าคิดเล็กคิดน้อยจะพลาดเป้าหมายที่สำคัญไป ทักษะในการตัดสินใจที่แท้จริงต้องมองเห็นภาพรวม เห็นเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้องทั้งหมดแล้วเท่านั้น การตัดสินใจใด ๆ ที่มาจากข้อมูลที่แยกย่อยจะมีโอกาสผิดพลาดสูงมาก



จาก: พัชรินทร์
วันที่: 05/04/52 - 21:44 น.
IP Address: 125.26.241.xx
ความคิดเห็นที่ 105
จาก เดอะท็อป ซีเคร็ต เล่ม 2 .... ของท่านอาจารย์ทันตแพทย์สม สุจิรา สำนักพิมพ์อัมรินทร์...


สมองกับจิตวิญญาณ

เนื่องจากสมองซีกขวาเป็นสมองที่คิดแบบองค์รวม ทำให้สมารถเห็นเหตุปัจจัยในการเกิดสิ่งต่าง ๆ ได้ชัดกว่าสมองซีกซ้ายในเพศหญิง จะมีสะพานเส้นประสามารถที่เชื่อมสมอทั้งสองซีกมากกว่าเพศชายถึงสี่เท่า ดังนั้นการประเมินผลของสมองจะสามารถทำไดเร็วกว่าเพศชาย และในบางครั้ง เพศหญิงจะเกิดญาณหยั่งรู้หรือลางสังหรณ์ถึงเหตุการณ์ในอนาคตได้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องเหนือธรรมชาติ แค่เป็นการวิเคราะห์รายละเอียดจากข้อมูลที่มีอยู่ จนหยั่งรู้ผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นล่วงหน้า แต่อย่างไรก็ตาม ความสามารถในการใช้สมองซีกขวาที่สูงกว่าเพศชายทำให้เพศหญิงมีระดับของอารมณ์ความรู้สึกต่าง ๆ เช่นหงุดหงิด อิจฉา น้อยใจ เสียใจ ฯลฯ หลากหลายกว่าเพศชาย และบางครั้งก็เกิดขึ้นอย่างไม่มีเหตุผล

นักจิตวิทยาเชื่อว่า จิตใต้สำนึกถูกบรรจุไว้ที่สมองซีกขวา ซึ่งเก็บความรู้สึกต่าง ๆ ในวัยเด็กไว้และค่อย ๆ ปล่อยพลังออกมาเรื่อย ๆ ตลอดชีวิต แต่ในทางพุทธศาสนาบอกว่า จิตส่วนลึกจริง ๆ ที่เรียกว่าจิตไร้สำนึก หรือภวังคจิต มีความรู้สึกที่ถูกเก็บไว้ข้ามภพข้ามชาติมานับร้อยนับพันภพชาติ และค่อย ๆ ปล่อยพลังออกมาเช่นกัน แต่ไม่ว่าจะในทางจิตวิทยาหรือทางพุทธศาสนา สมองซีกขวาก็คือทางผ่านของการใช้พลังจิตใต้สำนึกหรือจิตไร้สำนึก

การกำหนดจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐานเฝ้าดูความรู้สึก เช่นโกรธหนอ ๆ ๆ โลภหนอ ๆ ๆ อิจฉาหนอ ๆ ๆ เมื่อถึงจุดที่บรรลุญาณ จะพบว่าความรู้สึกเหล่านั้นไม่ได้มาจากวัยเด็กทั้งหมดมีส่วนฝังยู่ในจิตส่วนลึก ซึ่งข้ามภพชาติมาจริง ๆ ถ้าใครปฏิบัติถึงขั้นนี้จะเลิกสงสัยว่า คนเราตายแล้วเกิดหรือไม่ เพราะสามารถย้อนอดีตกลับไปได้เป็นหลาย ๆ ชาติ

ความรู้สึกรัก โลภ โกรธ หลง ไม่ขึ้นกับโลกสี่มิติ เมื่อเสียชีวิตไป สิ่งที่ยังอยู่คือความรู้สึกเท่านั้น เราะหลังจากเสียชีวิตทวาร 6 ปิด มิติทั้งสี่ก็จะเปิดไปด้วย ความคิด สมอง สิ่งของทั้งหลายไม่มีอยู่จริง แต่ความรู้สึก (เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ) เท่านั้น ที่จะข้ามภพไปเกิดใหม่พร้อมกับปฏิสนธิจิต คนเราเกิดมามีความรู้สึกเก่า ๆ ที่ฝังอยู่ในจิตมากมายเหลือเกิน และสามารถเรียกย้อนขึ้นมาได้ราวกับว่าเพิ่งเกิดมาไม่นานเช่นกัน เพียงแต่จำไม่ได้ว่าสาเหตุมาจากอะไร เพราะสมองใหม่ไม่ได้บันทึกไว้

เนื่องจากความรู้สึกเป็นสิ่งที่อยู่เหนือกว่าสถานที่และกาลเวลา(Space - Time)าารกำหนดสติเฝ้าดูความรู้สึกตามหลักสติปัฏฐาน 4 เมื่อเกิดปัญญาาณจะหยั่งรู้ว่า ความรู้สึกบางอย่างถูกฝังมาจากหลายชาติภพ เพียงเมื่อระลึกได้ มันจะผุดขึ้นมาอย่างรวดเร็วในภพปัจจุบัน โดยมิได้จางหายไปตามกาลเวลา ความรู้สึกเมื่อร้อยปีก่อน หรือพันปีก่อน ความเข้มขั้นเท่ากัน ความลับนี้พระพุทธองค์ทรงค้นพบ คำสอนทางพระพุทธศาสนาจึงเน้นย้ำไปที่การทำความเข้าใจเรื่องความรู้สึก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผัสสะ(การับสัมผัส) เวทนา(ความรู้สึกชอบ) ตัณหา(ความรู้สึกอยาก) อุปาทาน(ตัวกู ของกู) เมื่อกำหนดสติได้ไวพอที่จะจับความรู้สึกจะพบว่าความรู้สึกต่าง ๆ ที่ผุดขึ้นมาในใจไม่ใช่เรื่องบังเอิญ มีเหตุและปัจจัยทำให้เกิด เพียงแต่ลืมไปหมดแล้วว่าเพราะอะไร

บางคนอาจเกิดคำถามว่า ถ้าเช่นนั้นแล้วสมองซีกขวากับจิตวิญญาณคือส่วนเดียวกันใช่หรือไม่ สำรับในทางการแพทย์ที่ไม่เชื่อเรื่งของการเกิดใหม่อาจจะบอกเช่นนั้น แต่ความจริงแล้วสมองซีกขวาคือประตูที่จะเปิดเข้าสู่จิตไร้สำนึก (Umconscious Mind) เปรียบได้กับภวังคจิตในทางพุทธศาสนานั่นเอง จิตส่วนนี้มีฐานข้อมูลร่วมกับจิตจักรวาล ดังนั้น แม้จะตาย สมองเสียไปแล้ว ความรู้สึกส่วนนี้จะยังคงอยู่ และเมื่อไปเกิดใหม่ก็จะแสดงผลอีกครั้ง





จาก: พัชรินทร์
วันที่: 05/04/52 - 21:49 น.
IP Address: 125.26.241.xx
ความคิดเห็นที่ 106



นางเอกอิสวาราย่า ราย ...นางเอกเรื่อง
Hum Dil De Chuke Sanam ...ในฉากประทับใจที่สุด..ฉากนี้ถูกตัออกจากหนัง...น่ารักมาก ....ฉากเปิดตัวนางเอกของเรื่องตอนเป็นเด็กสาว ซน ๆ ...ตามเรื่องตามประสา ๆ..


Mann Mohini - Hum Dil De Chuke Sanam

http://www.youtube.com/watch?v=EQ1NLr_VrR4&feature=related

จาก: พัชรินทร์
วันที่: 05/04/52 - 22:08 น.
IP Address: 125.26.241.xx
ความคิดเห็นที่ 107
อันนี้เล่าประกอบความต่อเนื่องอย่างไรกับชาติ ความคิดเห็นที่ 79....ก็มาต่อเป็นตอนเห็นตนเองในชาตนั้นนะคะ...


อาจจะฟังแล้วดูไม่น่าจะยากอะไร ๆ เลย..แค่ความเป็นคุณแม่.....จริง ๆ แล้วก่อนจะสนใจปฏิบัติธรรมฯ...ถึงทราบก็ไม่ค่อยจะได้ระมัดระวัง...ตอนท้องก็ช่วงที่คุณพ่อน้องยีนเค้าลาศึกษาต่อ...แต่ไม่รู้สึกเหงาอะไรนะคะ...เพราะว่าเป็นคนที่ไม่ทราบเหมือนกัน..ไม่เหงา..ชอบทำอะไร ๆ ชอบอ่านหนังสือ...ก็อยู่บ้านพักกับน้องของเพื่อน..เค้ามาทำงานที่นี่แล้วก็เลยมาอยู่เป็นเพื่อน...

ตอนแพ้ท้องก็แพ้มาก ๆ ทาได้แต่น้อยหน่า...พออาการแพ้เริ่มจะน้อยลงก็ทานพวกเนื้อสัตว์ไม่ได้...เพราะกลิ่นแรงมาก ๆ ...เกรงว่าลูกจะได้สารอาหารไม่ครบก็เวลาทานอาหารที่มีเนื้อต่าง ๆ ก็ต้องฝานกล้วยน้ำว้าทับ ๆ ไว้จะได้ลดกลิ่น..ไม่อย่างนั้นก็..ออกมาหมดเลย...สักหน่อยก็ทานนมได้..ก็ดีขึ้นหน่อย...ก่อนนั้นคุณพ่อน้องยีนเค้าชอบเป็นนายพรานพอกลับมาจากเรียนก็จะยิงนกที่ต้นหูกวางกับเพื่อน ๆ ...ก็ตามไปห้ามเค้าตอนท้องโต ๆ นั่นหละ...ว่าจะบาปนะ....เค้าก็ตลก ที่เราห้าม...

แล้วพอถึงตอนคลอดคุณพ่อน้องยีนก็ติดธุระฯ..แทบว่าจะได้คลอดคนเดียวกับพยาบาลนั่นหละเพราะเป็นช่วงกลางคืน.มีน้ำเดินก่อน...สมัยก่อนไม่มีโทรศัพท์ต้องรอถึงตอนเช้าจึงจะได้ไปตามกันได้...ก็เจ็บท้องคลอดแทบว่าทุกวินาที...จนน่าสงสาร...ลองถามใคร ๆ ว่าเจ็บแบบไหน เค้าก็ไม่มีอาการเหมือนเรา...จนคุณตา คุณยายน้องยีน สงสารมาก ๆ คุยกับพยาบาลว่า..สงสารลูกมาก เห็นลูกเจ็บแล้วพอ - แม่อยากเจ็บแทนเสียเอง...ฟังแล้วซึ้งนำใจพ่อ - แม่....แล้วคุณพ่อน้องยีนก็มาถึง..ก็รู้สึกว่าดีกว่าเค้าไม่มาก ๆ ..เพราะเค้าก็สงสารเรา..แบบว่าอาการแบบนี้ก็เพิ่งเคยเห็นมาก ๆ จากเค้า...

แล้วคราวนี้เจ็บท้องด้วยอาการที่เจ็บแทบทุกวินาที...แต่ก็มีพักไปและเวลาเจ็บก็ถี่ ๆ ..นึกถึงแล้วเข็ดมาก ๆ ...จนคุณหมอบอกว่าจะต้องได้ผ่าคลอดแลวหละ....คุณพ่อน้องยีนเล่าว่า...คุณหมอบอกว่าให้ทำใจเรื่องลูกไว้ด้วยนะเพราะลูกดูจะไม่ดิ้นแล้ว...ตอนแรกหมอก็ไม่ทราว่าเพราะอะไร...แต่พอผ่าเรยบร้อยแล้วก็ทราบว่าน้องยีนคลอดท่าผิดปกติคือท่าแหงนหน้า...ทำให้คลอดไม่ได้....พอผ่าคลอดแล้วก็ทำให้รู้สึกถึงว่าหมอผ่าคล้ายที่คุณพ่อน้องยีนผ่าท้องนก...และต่อมาลูกสาวก็ชอบดูดนิ้วมือทำให้ปากเหมือนนกอีกด้วย....ตอนนอนพักฟื้นนั้นก็ทรมาณมาก ๆ เพราะว่าทั้งระบมเพราะอาการเจ็บท้องมีไข้ด้วยและเจ็บแผลผ่าคลอด...

แต่เป็นคนที่โชคดีที่ครอบครัวช่วยดูแลเป็นอย่างดี..อาบน้ำให้ลูกเองยังไม่ได้เลย...เกรงว่าจมูกลูกสาวจะจมูกจมน้ำ..คุณพ่อเค้าอาบให้ลูกเอง...จึงให้นมแม่ได้...และก็อ่านหนังสือให้ลูกฟังได้....ง่ายเพราะมีคนช่วยทั้งครอบครัว...แม้กระทั่งไปเรียนต่อเนื่องเมื่อลูกอายุ 5 เดือนก็สามารถกลับบ้านมาให้ลูกได้ทานนมแม่ได้จนพึงพอใจ....

และที่น่าสังเกตุอีกนอกจากจะผ่าคลอดคล้ายคุณพ่อน้องยีนผ่าท้องนกที่ยิงมาได้นั้นแล้ว...ก็คือเวลาคุณพ่อน้องยีนไปล่าสัตว์ จะต้องมีแผลอุบัติเหตุมาถึงลูกสาวและคุณแม่แดงจนกลัวมาก ๆ ....ต้องได้บอกให้เค้าเห็นความจริงว่า...แม่และลูกนั้นได้รับกรรมแปลก ๆ เวลาพ่อทำร้ายชีวิตสัตว์...คุณพ่อน้องยีนก็เลิก...

เริ่มสนใจทางธรรมจากอาจารย์แนะนำหนังสือท่านพุทธทาส ตอนเรียนที่ศาลายา...ก็อ่านและเริ่มปฏบัติธรรม(จริง ๆ แล้วค้นพบว่าแคว้นทวาราวดีมีศูนย์กลางอยุ่ที่นครปฐม..ก็แปลกดี..เพราะว่ารู้จักเริ่มปฏิบัติธรรมที่นครปฐมนี้หละ....)

ก็ตอนท้องเปิดทีวีเห็นเรื่องแม่นาคก็จะกลัวมากไม่ดูเลย....ก็นึกไปถึงอาการตนเองว่าถ้าเป็นสมัยก่อนคงตายแน่ ๆ เลย....และก็ดูเหมือนจะมีเรื่องคนรอบข้างที่คลอดตาย คุณยายน้องยีนก็คลอดน้องคนเล็กได้แต่ยากมาก ๆ เพราะน้องเอาขาออกและน้องก็เสียชีวิต....ที่ทำงานก็มักจะได้ข่าวเรื่องผู้หญิงกับการคลอดก็มีที่ตายด้วย...เรื่องแบบนี้มีมาให้เห็นประจำ ๆ ....

นั่นหละค่ะพอเห็นภาพว่าตนเองเสียชีวิตหลังคลอดในชาตินั้นแล้วก็สะท้อนใจ...ว่าการที่ผู้หญิงคนนึงจะเป็นคุณแม่นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ ....น่าจะเพราะการอธิษฐานเรื่องขอเป็นผเพื่อนผู้หญิงจนถึงวันพระนิพพานด้วย..จึงต้องได้เรียนรุ้อะไร ๆ ที่ค่อนข้างยากลำบากอยู่เสมอ ๆ ...ในทางธรรม...ส่วนเรื่องชีวิตส่วนทางโลกก็นับว่าปกติ.....และก็ได้ธรรมเพิ่มว่า...การที่เคยรบในอีกสมัยนึงนั้น..ก็มีกรรมตกมาถึงตัวแน่นอน....

และเรื่องระลึกชาติที่ตนเองตายนั้นก็เล่าให้ทางครอบครัวฟัง....และก็ว่า...จริง ๆ แล้วถ้าไม่หมอทีทันสมัยแม่และลูกสาวคงไม่รอดแล้วเช่นกันในชาตินี้...เพราะบุญวาสนาช่างไกล้เคียงชาติที่แล้วจนขนลุก.....

ยังได้เล่าคุณพ่อน้องยีนและคุณยายน้องยีนฟังว่า...ที่รอดตายมานี้ก็เพราะว่า..น่าจะเป็นครั้งนึงคุณพ่อน้องยีนเดินมาบอกสมัยที่มาแอบมองตอนมาทำงานใหม่ ๆ ..ว่า...ได้ไปใส่บาตร ใส่ 2 รอบ ให้ตนเองและให้แดงด้วย...นั่นน่าจะเป็นว่าเพราะคุณพ่อน้องยีนขอชีวิตไว้....ให้ได้อยู่ในโลกนี้ต่อ....

และพอถึงวันเกิดคุณแม่แดง..คุณตาน้องยีนจะบอกคุณยายน้องยีนว่า..ให้ใส่บาตรในวันเดลูกด้วย..และก็ทำแบบนี้ทุกปี ๆ ....เพราะบุญแบบนี้ก็เป็นได้ที่ยังรอดได้เลี้ยงลูกขณะนี้..

คุณยายน้องยีนได้ฟังเรื่องการระลึกชาติที่เล่านี้..ยังเล่ากับน้อง ๆ ว่า...ก่อนคุณยายน้องยีนจะท้องนั้น...คุณยายฝัว่า....เห็นรองเท้าสีเขียวมรกตคู่นึงวางไว้..สวยมก ๆ สวย...เขียวจนนึกว่า...รองเท้าพระอินทร์..แน่ะ..(พูดเล่น ๆกัน นะคะ...น้องสาวยังพูดเล่นต่อว่า...ไม่ใช่คุณยายน่องยีนขโมยร้องเท้าพระอินทร์มาหรือไร....คุณยายบอก....รองเท้าผู้หญิงนะ....).จนคุณยายอดใจไม่ได้ก็เลยแอบหยิบรองเท้าคู้นั้นวิ่งหนีมา....คุณพ่อ-คุณแของคุณยายน้องยีนได้ฟังแลวก็ตกใจ....เพราะว่าเป็นฝันไม่ดีเลย...ขโมยของ ๆ เขามา เกรงว่าหลานจะอายุไม่ยืนยาว....พอคุณยายน้อยีนคลอดคุณแม่แดง...คุณตาน้องยีนยังก็พาคุณแม่น้องยีนตอนแรกคลอดนั้นไปรอดท้องช้างสามรอบ...จะได้เลี้ยงง่ายและแก้เคร็ดให้อายุยืนยาว...

น้องเขยก็ว่าเพื่อนร่วมงานของเค้าก็ปฏิบัติธรรม...แล้วก็เล่าว่าระลึกชาติ...และก็เสียชีวิต...อืมมม...น่ากลัวมาก ๆ นึกแล้วก็เทียบกับอาการตนเองก็คิดว่าต่างกันกับคนนั้นตรงที่...ถ้าไม่ได้ฝึกเจริญสมาธิมาก่อนเลยแล้วพบคลื่นกรรมนี้เข้า...แบบที่เป็นคนปกตินั้น..ก็ไม่รอดแล้วหละ...ที่รอดได้จนเดี๋ยวนี้ก็เพราะสู้กรรมนั้นด้วยการเจริสมาธิวิปัสสนา..และค้นอ่านหนังสือเห็นหนังสือท่านอาจารย์สม สุจิรา ที่แกะได้ตรงกับอาการที่เกิดในตน...อาการนั้นเกิดก่อนอ่านพบหนังือค่ะ...หนังสือท่านนำมาเล่าเรื่องที่ตนเองพบนี้ได้ตรงกันแต่ก็เพราะท่าเข้าใจมากกว่าจึงทำให้สนใจเทียบดูตามนั้น...ท่านเขียนอธิบายได้ลึกซึ้งและยิ่งพาเข้าใจมากขึ้นในการปฏิบัติต่ออาการ......






จาก: พัชรินทร์
วันที่: 06/04/52 - 0:23 น.
IP Address: 125.26.241.xx
ความคิดเห็นที่ 108
เพิ่มเติมความคิดเห็นที่ 107...ที่แม่เล่าว่า...ตอนแม่จะท้องคุณแม่น้องยีนนี้...คุณยายนองยีน...เล่าว่าเห็นรองเท้าสีเขียว สวยมาก ๆ วางอยู่ บริเวณนั้นหาใครก็ไม่มี...คุณยายอยากได้มาก ๆ หยิบรองเท้าได้ก็วิ่งหนีมา...คุณยายบอกว่าเป็นร้องเท้าส้นสูงเหมือนที่สมัยนี้ลูกๆ ใส่ไปทำงานกัน....และตอนตอนท้องก็ไม่สามารถทานส้มตำได้...เห็นต้นมะละกอก็ไม่ได้...อาการแพ้ทองหนัก..และก้ใคร ๆ เดินมาไกล้ไม่ได้...แพ้ท้องเลยเหมือนกัน...แต่ตัวจริงแล้วโตมาก็ทนส้มตำอร่อยนะคะ...แต่ปลูกมะละกอดูคี้งนึง..ปรากฏว่ามะละที่ตนเองปลูกจะเป็นมะละกอสวย ๆ ที่เรียกว่ามะลกอตัวผู้เป็นส่วนใหญ่..และถ้าเป็นต้นมะละกอปกติตัวเมียจะสูง ๆมาก ๆ แต่ออกลูกก็สัก 2 - 3 ลูก...และจะเป็นลูกไม่สมบูรณ์คล้าย ๆ คนพนมมือ...และก็ไม่รังเกียจคนนะคะ..ตอนท้องคุณยายบอกว่าใครมาไกล้ก็ไม่ได้เลยแพ้ทอง...แต่ตัวจริงก็พูดคุยกับใคร ๆ ได้จริงใจมาก ..หลาย ๆ คนจะสังเกตว่า..ผู้หญิงอะไรนะ..ดูพูดจาไม่ค่อยเหมือนใคร ๆ ...แต่พอเริ่มเข้าใจเราแล้วก็ธรรมดา ๆ ...

เพราะว่าทางครอบครัวฝ่ายแม่ก็คุณตา..จะบวชในช่วงปลาย ๆ ชีวิตจนมรณะภาพ...และคุณยาย..ก็ปฏิบัติธรรมด้วยที่วัดที่คุณตาบวช...และเสียชิวิตไกล้เคียงกับคุณตา...

ส่วนคุณยายน้องยีนก็เข้าปฏิบัติธรรมที่วัดที่บ้านกับเพื่อน ๆ เช่นกัน...คุณยายจึงเข้าใจที่คุณแม่น้องยีนเล่าถึงการระลึกชาติ...เพราะว่าตัวจริงแล้วเป็นคนจริงใจ...ไม่แน่ใจอะไรจะไม่พูด..จึงเป็นที่เชื่อใจของใคร ๆ มากพอควร...

ส่วนคุณพ่อน้องยีนนั้นเค้าเข้าใจเรื่องแบบนี้เพราะตอนหลังก็ทราบว่าคุณพ่อน้องยีนมีพื้นทางสมาธิภาวนามากพอควร..แตยังไม่ถึงขั้นวิปัสสนา(แต่ก่อนไม่ทราบ....) เพราะอาจารย์ที่โรงเรียนปลูกฝังให้สมัยเรียนแต่ก็ทิ้งไปนานแล้ว...บอกว่าสักพักคงได้ปฏิบัติ...คุณพ่อน้องยีนจะเข้าใจวิถีการเจริญภาวนาเพราะคุ้นเคยกับทางพระมาก ทางบ้านพ่อน้องยีนทางภาคกลางก็ญาติ ๆไกล้ชิดบวชคุณพ่อน้องยีก็นับว่าวิ่ง ไป วิ่งมาระหว่างบ้านกับวัดเพราะต้องดูแลญาติที่บวชด้วย.. ผู้คนที่นั่นแม้แต่ผู้หญิงก็ปฏิบัติธรรมดังเช่นคุณแม่น้องยีน...เล่าเรื่องนี้ให้เค้ารับทราบเค้าก็บอกว่าก็เรื่องปกติที่คนปฏิบัติธรรมก็ต้องพบ...หลายคนก็พบแบบนี้...คุณแม่น้องยีนเป็นคนที่จริงใจต่อทุกคนเสมอ..คุณพ่อน้องยีนจึงไม่สงสัยว่าจะโกหกอะไร...มีชีวิตที่อยู่ด้วยกันแบบที่เตรียมตัวตามสภาพชาวโลกเสมอๆ เพราะต้องเตรียมเผชิญเรื่องแบบนี้ตามภูมิปัญญาชาวพุทธ...ก็แนะนำเสมอเรื่องทางด้านพุทธ...คุณพ่อน้องยีนเริ่มสังเกตเหมือนกัว่าคุณแม่น้องยีนและน้องยีนได้รับผลกรทบชัดเจนจากเวลาเค้าล่าสัตว์....ก็แปลกดีและเค้าก็สงสารจนงดไปเลย...

และช่วงที่เจริญภาวนาเพราะพบคลื่นกรรมนี้..ก็ต้องได้เจริญภาวนาอย่างจึงจัง....คุณพ่อน้องยีนเองก็ปรากฏในมิมิตด้วย...เดินเข้าหาถึงสองครั้ง...จึงสงสัยและถามไปว่า..นั่นใคร...จิตเค้าค้นสักพักแล้วบอกว่า...ท่านนี้มาเพราะมีหนี้ต่อเค้า..(หมายถึงคุณพ่อน้องยีน...).ก็เล่าให้คุณพ่อน้องยีนฟัง...เค้าก็ตกใจเหมือนกันเพราะว่าเค้าก็คงทราบในใจเสมอ ๆ ว่า..ทำไมจึงต้องได้อยู่ดูแลคุณแม่น้องยีนทั้ง ๆ ที่เป็นผู้หญิงชอบศึกษาทางธรรมและเรื่องทางโลกด้วยประกอบกันด้วย...(ส่วนคลื่นกรรมนั้น....ก็ถามจิตต่างหากเหมือนกัน....จิตเค้าก็บอกด้วยว่าคลื่นอะไร....ตรงจนน่าขนลุก...ทั้ง ๆ ที่ตนเองก็ไม่คาดคิด...)..


(***.เรื่องแบบนี้ขอโทษคุณพ่อน้องยีนเค้าและบอกว่าคุณแม่น้องยีนปฏิบัติธรรม...เจอกรรมแบบนี้เข้าแล้วพาลให้ไม่อยากแต่งงาน...คุณพ่อน้องยีนก็เข้าใจมาก ๆ ....และยิ่งค้นะรรมพบว่า...กรรมนั้นสิ่งที่ย้อนคืนมาจากการที่ใจรวมกันเป็นหนึ่งเดียวกับคลื่นกรรมนั้นสมัยสู้รบโดยไม่ได้เจตนาร้ายใด ๆ นั้น..ยิ่งน่าขลลุกต่อชีวิตคู่มาก ๆ แม้การปฏิบัติรรมก็แทบแกะไม่พบทางแก้ไขเพราะว่าคงบุญน้อย....ที่ยึดได้ก็คือความจริงใจในตนเองเท่านั้นทำให้อดทนต่อกรรมครั้งนั้น....***)

แม่แต่น้องยีนเองคุณแม่น้องยีนก็ต้องเล่าเรื่องแบบนี้เพื่อให้สนใจและแคร์คนอื่นที่เกิดมาแตกต่างกันและให้อยู่ร่วมโลกกันได้อย่างปกติสุขตามสภาพของแต่ละคน...และเล่าเรื่องการปฏิบัติตัวตามแนวพุทธตามแต่จะรับได้..อยู่เรื่อย ๆ ...เรื่องระลึกชาติของคุณแม่นี้ก็เล่า..และเล่าวิถีพุทธที่ถูกต้องด้วย...จะได้เปิดกว้างเรียนรู้โลกได้สุขสบายขึ้นตามภูมิปัญญาของตนและท่านอื่น ๆ ....

ดูจากจากการปฏิบัติธรรมของผู้หญิงในสายตระกูลตนเองจากคุณยายมาถึงน้องยีนเอง..ก็นับได้ว่า..ผู้หญิงเรียนรู้ธรรมค่ะ...เหมือนความตั้งใจตนเองด้วยจึงได้มาเกิดในส่วนของสายตระกูลที่ผู้หญิงสนใจทางธรรม...โชคดีที่ทางด้านผู้ชายที่แต่งงานกับหญิงในสายตระกูลนี้ก็เข้าใจทางธรรมพอควร...ไม่ขัดแย้งกัน..เพียงแต่ส่งเสริมกันได้แค่เพียงเข้าใจมาก ๆ เท่านั้น...ยังไม่ถึงกับร่วมปิบัติธรรมด้วยกันได้...เรื่องแบบนี้เป็นอีกขั้นที่ละเอียดอ่อนบังคับกันไม่ได้...สมารถเข้าใจกันได้ก็นับว่าดีมาก จริง ๆ ...

อืมม...แล้วเรื่องที่เป็นผู้หญิง ๆ นั้นครอบครัวทางสายแม่ก็ยิ่งละเอียดอ่อนกว่าคุณแม่น้องยีนอีกนะ...ทั้ง ๆ ที่ตามจริงแล้วใคร ๆ เห็นคุณแม่น้องยีนนี้แล้วก็ว่า..เป็นผุ้หญิงที่เป็นผู้หญิงมาก ๆ แล้วนะ....แบบว่าผู้หญิงสายตระกูลแม่ดีต่อกันจนคล้ายว่าจิตใจแบบนี้มีด้วยหรือในโลก...ญาติ ๆ ของพ่อไปที่บ้านแม่...ยังเก็บมาเล่าว่าหมู่บ้านนั้นแปลกมากผู้คนต้อนรับถามไถ่ดูแลเอาใจใส่.จนแขกที่ไปนั้นประทับใจไม่รู้ลืม...ทุกคนที่ไปเยี่ยมที่หมู่บ้านคุณยายน้องยีนจะพูดตรงกันหมด....

จาก: พัชรินทร์
วันที่: 06/04/52 - 8:59 น.
IP Address: 125.26.241.xx
ความคิดเห็นที่ 109



อีกเพลงค่ะ...เพลงนี้ชอบใจมาก....สนุก....

Hum Dil De Chuke Sanam - dhol taro dhol

http://www.youtube.com/watch?v=4WYmnDNV-WY&NR=1


จาก: พัชรินทร์
วันที่: 06/04/52 - 9:10 น.
IP Address: 125.26.241.xx
ความคิดเห็นที่ 110
จิตพี่แดงดีมากๆครับ....ไม่มีพิษมีภัยกับใคร..ในขณะที่บางคนพอคุยด้วยแล้วความรู้สึกบอกเลยว่า ให้ห่างๆเข้าไว้ ไม่งั้นเดี๋ยวยุ่ง....ส่วนจิตผมเอง ความรู้สึกบอกตัวเองว่า ยังหัวเลี้ยวหัวต่ออยู่(ยังอ่อนอยู่มาก)..สิ่งที่ควรทำให้มั่นคงคือศีล 5 และบารมี10ครับ.......อิอิ..

จาก: อาบัง
วันที่: 06/04/52 - 12:09 น.
IP Address: 202.57.175.xx
ความคิดเห็นที่ 111
จากหนังเรื่องแล้วจะรูว่ารักคืออะไร......ผมเคยดูเมื่อ2ปีก่อนครับ คุณเปรม ส่งวีซีดีมาให้ดู..ดูแล้วยังนึกว่าโอ้ว..มีเรื่องอย่างนี้ด้วยหรือ.รักคนนึงแต่ตอนหลังกลับมารักอักคนนึงจากสาเหตุของความเห็นอกเห็นใจกันและความเสียสละของผู้ชายคนนึง........หนังรักนี่ต้องยกให้อินเดียเขาล่ะครับ

จาก: อาบัง
วันที่: 06/04/52 - 12:13 น.
IP Address: 202.57.175.xx
ความคิดเห็นที่ 112
ขอบคุณค่ะอาบัง..ผู้ชายไม่น่ายากนะคะเรื่องบุญบารมี..ผู้หญิงนั้นยากสักหน่อย....

.พี่แดงเล่าไว้ให้เป็นอีกตัวอย่างสำหรับเรื่องความผูกพันซึ่งก็แล้วแต่บุญของแต่ละท่านด้วยนะคะ...ความผูกพันแบบเดียวกันแต่บุญมากกว่าก็คงจะอีกแบบ...ไม่เหมือนที่พบในพี่แดงเสมอ ๆ ไป...พี่แดงก็อัศจรรย์ใจที่ค้นพบเหมือนกันนะคะ...

เรื่องแล้วจะรู้ว่ารักคืออะไร....พี่แดงก็ได้ดูนานมาก ๆ และเป็นหนังที่พี่แดงดูแทบทุกวันมาเป็นปี ๆ ...ปัจจุบันก็เปิดฟังเพลงบ้าง...

จาก: พัชรินทร์
วันที่: 06/04/52 - 16:29 น.
IP Address: 125.26.241.xx
ความคิดเห็นที่ 113
จาก เดอะท็อป ซีเคร็ต เล่ม 2 .... ของท่านอาจารย์ทันตแพทย์สม สุจิรา สำนักพิมพ์อัมรินทร์...

จุดที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในการฝึกสติก็คือ อย่าตั้งใจเพ่งจนเกินไป หรือพยายามฝืนความรู้สึก ฝืนความคิดตัวเอง ด้วยเข้าใจว่าความรู้สึกที่ไม่ดีเหล่านั้นเช่น ราคะ โทสะ โมหะ รัก โลภ โกรธ หลง อิจฉาริษยา ฯลฯ ไม่ควรผุดขึ้นมาในใจ รวมไปถึงความคิดฟุ้งซ่าน คิดลบ ความคิดที่ไม่ดีทั้งหลายก็ไม่ควรเกิดขึ้นในสมอง จึงพยายามไปกด ไปบังคับ หรือเปลี่ยนแปลงความคิด ความรู้สึกของตนเองอยู่ตลอดเวลา การไปกดไว้เช่นนั้นกลับจะทำให้ไม่สมารถเรียนรู้และเข้าใจธรรมชาติของร่างกายและจิตใจอย่างที่เป็น ซึ่งแต่ละคนจะมีลักษณะไม่เหมือนกัน ในเมื่อจับจริตของตัวเองไม่ได้ ก็จะไม่เข้าใจธรรมชาติตามแบบฉบับของตน

วิปัสสนาคือการตั้งสติเฝ้าดู แค่รู้เฉย ๆ ไม่ต้องไปทำอะไร ไม่ต้องเพ่ง ไม่ต้องจ้อง ไม่ต้องรู้สึกผิด เพียงแต่ดูรู้ตามอาการที่กิดขึ้น อะไรจะเกิดขึ้นก็สักแต่ว่ารู้และจำอาการนั้นได้ เช่นตื่นเต้นหนอ ๆ ๆ โกรธหนอ ๆ ๆ อิจฉาหนอ ๆ ๆ คิดหนอ ๆ ๆ แต่ไม่เอาจิตเข้าไปปรุงแต่งให้เกิดเวทนา ตัณหา อุปาทาน (ตัวกู ของกู) มากยิ่งขึ้นไป อีก อารมณ์ทั้งหลายจะเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป อย่าเอาใจเข้าไปรับ เหมือนกับเรือที่ลอยละล่องไปตามจังหวะของคลื่น แต่ทำให้เหมือนกับการมองจากเครื่องบิน แยกสติออกไปจับอาการของคลื่นนั้น และทำความเข้าใจธรรมชาติของมัน ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมาย่อมมีความไม่เที่ยงเสมอ พยายามจับความไม่เที่ยงให้ได้ ถ้ารู้เท่าทันอารมณ์ความรู้สึกเมื่อไหร่ ก็คือความสามารถในการควบคุมสมองซีกขวานั่นเอง




จาก: พัชรินทร์
วันที่: 06/04/52 - 22:36 น.
IP Address: 125.26.241.xx
ความคิดเห็นที่ 114
วิปัสสนาคือการตั้งสติเฝ้าดู แค่รู้เฉย ๆ ไม่ต้องไปทำอะไร ไม่ต้องเพ่ง ไม่ต้องจ้อง ไม่ต้องรู้สึกผิด เพียงแต่ดูรู้ตามอาการที่กิดขึ้น อะไรจะเกิดขึ้นก็สักแต่ว่ารู้และจำอาการนั้นได้
.......
พี่แดง ข้อความข้างบนที่พี่แดงนำมาลง...ตรงนี้แหล่ะที่ผมดันไปปฏิบัติเข้า..ประสาทจะกลับเอา..และดันไปฝืนไว้มากกว่าปกติอีกเกือบเสร็จไปเหมือนกันครับ...อิอิ

จาก: อาบัง
วันที่: 07/04/52 - 11:01 น.
IP Address: 202.57.175.xx
ความคิดเห็นที่ 115
ความคิดเห็นที่ 114....

ใช่ค่ะอาบัง....จริง ๆ แล้วพี่แดงยิ่งแย่เลยนะ...เรื่องเกี่ยวกับการเจริญสติฯ...เพราะว่า...ถ้าไม่ฝึกกับทุกข์หนักๆ พี่แดงก็ใส่ใจอย่างอื่น....

อืมมม...มานึกดูก็เพราะว่า...จริง ๆ แล้วเพิ่งตามหาจิตวิญญาณพบว่า...เค้าไปติดอยู่ที่ไหนสักแห่ง...พี่แดงเพิ่งทราบตอนหลังจากการเชื่อมโยงทางธรรมภายในตัวพี่แดงเองว่า....จิตฯไปรวมอยู่กับอีกจิตฯนึง..สมัยที่..พบว่าชาตินึงได้สู้รบโดยหันหลังชนกัน...(เพราะพี่แดงก็ถามจิตตนเองตอนค้นพบว่า...ไปรวมกันได้อย่างไร...จิตพี่แดงก็ค้นภาพสมัยที่หันหลังชนกันนั้นส่งมาให้ดู....)...สู้ด้วยปืนคาบศิลาเพียงแต่เพิ่งทราบตอนไม่ละเลยเรื่องเดินจงกรม..พี่แดงปฏิบัติแทบทุกวัน..

.ท่านที่ปฏิบัติธรรม ถ้าไม่พบจิตฯตัวเองก็จะเจริญสติได้ไม่เข้าใจเลยนะคะ...อันนี้พบในตัวพี่แดงเองจริง ๆ เลย..

เรื่องตามหาจิต....นั้น...พี่แดง...ก็นึกถึงหนังสือที่หลวงตาบัวท่านเขียนในประวัติท่านอาจารย์มั่นว่า....ท่านอาจารย์มั่นไปปฏิบัติธรรมแถวภาคเหนือ...แล้วตอนแรกชาวบ้านเข้าใจผิดว่า..เรียกว่าเสือเหลือง...แล้วประมาณว่าสังเกตท่านประจำ และในที่สุดก็ยอมรับท่าน...และหัวหน้าหมู่บ้านก็ถามท่านว่า..ท่านอาจารย์มั่นนั่งหลับตาทำไม...ท่านอาจารย์ฯก็....อธิบายตามประสาชาวบ้านเพราะถ้าอธิบายทางธรรมก็จะไม่เข้าใจว่า....นั่งหลับตาตามหาพุทโธ...ท่านหัวหน้าหมู่บ้านและอีกหลายคน..ก็มีน้ำใจน่ารักกกก...บอกว่า..งั๊นนน..เราจะพากันตามหาพุทโธช่วยอาจารย์ฯ...(ชาวบ้านเรียกท่านอาจารย์ว่า...ตุ๊เจ้า...)...และก็ท่านก็ฝึกให้ภาวนาและเดินจงกรม...ตามหาพุทโธ....วันนึงธรรมในตัวหัวหน้าหมุ่บ้านก็เจริญขึ้น...แล้วเข้าใจว่าพุทโธก็คือดวงจิต...เค้าเล่าว่า...ตามหาเห็นแล้ว....พุทโธจะเป็นดวง ๆ กลม ๆ ....และในตัวท่านอาจารย์นั้นพุทโธยิ่งงามไม่เคยพบเห็นในใคร.....

นั่นหละค่ะอาบัง...พี่แดงเดินจรงกรมเพราะว่าพี่แดงไปบวชชีพราหณ์ 9 วันและฝึกกับท่านอาจารย์และคุณแม่ชี...พอกลับมาบ้านพี่แดงก็ถือว่าต้องปฏิบัติทุกวัน...เพราะว่าสงสารคุณแม่ที่มีเมตตาสอนเรา...คล้าย ๆ กับว่า...ดวงจิตฯพี่แดงนั้นพี่แดงก็ไม่เคยปรากฏว่ามี....ก็ปฏิบัติธรรมทุกท่านก็ต้องใช้ดวงจิตฯ....คล้ายกับว่า...การเดินจงกรมของพี่แดงนั้น...พาพี่แดงตามหาดวงจิตฯ....และวันนึงก็พบเข้า...ว่าเป็นก้อนกลม ๆ รวมอยู่กับอีกดวงจิตฯ แรก ๆ ก็ยังไม่เข้าใจ...ปัจจุบันจึงทราบ....และก็พยายามแยกออกมาและ...ก็นั่นหละที่พี่แดงกำลังจะเล่าถึง...ในความอัศจรรย์ที่ค้นพบ...พี่แดงเองไม่เคยคาดว่าจะมาได้เห็นแบบนี้เลย....


จาก: พัชรินทร์
วันที่: 08/04/52 - 12:45 น.
IP Address: 125.26.243.xx
ความคิดเห็นที่ 116
จาก เดอะท็อป ซีเคร็ต เล่ม 2 .... ของท่านอาจารย์ทันตแพทย์สม สุจิรา สำนักพิมพ์อัมรินทร์...


รูปกับอาการ

สิ่งหนึ่งที่ทำให้มนุษย์เหนือกว่าสัตว์ร่วมโลกทั้งหลาย คือความสามารถในการเห็นนามธรรม เพราะรูปธรรมเป็นสิ่งที่เห็นได้ง่าย และสัตว์บางชนิดมีความสามารถในการเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น หรือรับสัมผัสดีกว่ามนุษย์หลายเท่า แต่มันก็จะรับรู้เพียงรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส โดยไม่สามารถวิเคราะห์ไปถึงส่วนของนามธรรมที่ซ่อนอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนามภายในใจ ที่เรียกกันว่า ความรู้สึก

กรทำงานของสมองก็ล้วนวนเวียนอยู่ในเรื่องของความรู้สึกทั้งความรู้สึกพื้นฐานอย่างการเคลื่อนไหวของร่างกาย (กายา) การรับรู้ทางประสาทสัมผัส (เวทนา) การคิดภายในใจ ความรู้สึกที่ซับซ้อนขึ้นอย่างเรื่องของอารมณ์ ความรู้สึก(จิตตา) และลึกล้ำสุด ๆ อย่างความรู้สึกเข้าใจในเหตุและปัจจัยทางนามธรรมทั้งหลาย(ธรรม) พระพุทธองค์ทรงพบว่า ความรู้สึกของมนุษย์ล้วนวนเวียนอยู่ภายในสี่เรื่องนี้ คือ กาย เวทนา จิต และธรรม

การจะกำหนดสติจนเกิดปัญญาเข้าใจในความจริงแท้ของธรรมชาติ (ธัมมานุปัสสนาสติปัฏ
ฐาน) ต้องฝึกใช้สติจับที่อาการ ไม่ใช่รูป เช่น เมื่อมีแสงกระทบตา ให้กำหนดอาการที่แสงกระทบตา ไม่ใช่สีแดง สีเขียว สีเหลืองกระทบตา ถ้ามีรสกระทบลิ้น ให้กำหนดเพียงแค่อาการขณะกระทบ โดยไม่แยกว่าเป็นรสหวาน เปรี้ยว เค็ม หรือได้ยินเสียง ให้กำหนดสติไปที่อาการกระทบ โดยไม่แยกว่าเป็นเสียงทุ้ม เสียงแหลม ไพเราะ ไม่ไพเราะ เพราะ ไม่ว่าสีแดง สีเขียว หวาน เปรี้ยว ทุ้ม แหลมฯลฯ ล้วนเป็นสมมติบัญญัติที่เป็นผลของการทำงานโดยเปรียบเทียบจากข้อมูลเก่า ๆ ในสมองซีกซ้าย การปฏิบัติธรรมคือการกำหนดสติไปที่สมองซีกขวา ซึ่งจะไม่สนใจสมมติบัญญัติ แต่ต้องการทำความเข้าใจสภาวะแห่งปัจจัย และความสัมพันธ์ทั้งปวง สมมติบัญญัติเหล่านี้ไม่มีอยู่จริง ถ้าไม่มีมนุษย์เกิดมาบนโลกนี้ แสง สี เสียง ก็ไม่มีอยู่จริง จะสีแดง สีฟ้า สีเขียว เสียงลม เสียงดนตรี เสียงกีต้าร์ ล้วนแล้วเป็นสิ่งสมมติที่มนุษย์ตั้งขึ้นมาเรียกเมื่อรับรู้ผ่านผัสสะทางทวาร 6 หากปราศจากทวาร 6 รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสเหล่านี้ ก็ไม่มีอยู่จริง ดังนั้นถ้าต้องการจะเข้าถึงความจริงแท้ต้องพยายามตัดสิ่งสมมติที่อยู่ในสมองออกให้หมด

เคล็ดลับในการพัฒนาประสิทธิภาพของสมองซีกขวา ก็คือ การฝึกสติจับที่อาการ เพราะสมองซีกนี้จะทำหน้าที่รับรู้เกี่ยวกับการสัมผัส การเคลื่อนไหว อาการ ลีลา ท่าทาง และสิ่งที่เป็นนามธรรม

ในทางการแพทย์ การกำหนดสติไปที่อาการ จะทำให้สมองหลั่งสารชนิดหนึ่งออกมาจำนวนมาก สารนั้นก็คือ โดพามีน ซึ่งเป็นสารสื่อสารประสาทที่ทำให้เกิดสติปัญญา ไหวพริบ ปฏิภาณ และความเฉลียวฉลาด นอกจากนั้นโดพามีนยังเกี่ยวข้องกับอาการเคลื่อนไหวด้วย ถ้าขาดสารนี้สมองจะมีความผิดปกติของการเคลื่อนไหว ที่เรียกโรคพาร์กินสัน ในทางตรงกันข้าม ผู้ที่กำหนดสมาธิไปที่รูปจนสมาธิแนบแน่น เช่น เพ่งกสิณ เพ่งดวงแก้ว ร่างกายจะหลั่งสารแอนดอร์ฟิน ทำให้เคลิบเคลิ้ม มีความสุขแต่ขาดปัญญา การเจริญสติกับการนั่งสมาธิต่างกันถึงในระดับการผลิตฮอร์โมนของสมองเลยทีเดียว และผู้ฝึกสติทุกคนจะรู้ดีว่า ถ้าตอบในทางการแพทย์ ก็คือ สารเคมีในสองเปลี่ยนไป เมื่อมีสติจะมีความจำดีโดยอัตโนมัติ

สำหรับทางจิตวิทยา พบว่า สารสื่อประสาทโดพามีนมีความสำคัญเป็นอย่างมากในการสร้างความเชื่อมั่นและแรงบันดาลใจ สมองจะตื่น มีพลัง กระฉับกระเฉง มีสมาธิมากขึ้น ไวต่อสิ่งกระตุ้นต่าง ๆ รอบตัว แต่อย่างไรก็ตาม ต้องเกิดขึ้นพร้อมกับภาวะของการมีสติสัมปชัญญะ มิฉะนั้นการเพิ่มขึ้นของสารเคมีเหล่านี้ จะไม่มีประโยชน์อะไรเลย ซึ่งพบว่าในผู้ป่วยที่เสพยาบ้า หรือคนไข้ทางจิตเภท ในสมองจะมีสารโดพามีนสูงมาก ผู้ที่นั่งสมาธิวิปัสสนาจนถึงระดับที่สารเคมีในสองเปลี่ยนแปลงแล้วเกิดขาดสติเพราะภาพนิมิตก็ถือว่าเป็นเรื่องอันตราย ดังนั้นจึงควรมีอาจารย์คอยสอบอารมณ์เสมอ

ในมุมมองของทางพุทธวิเคราะห์ว่า ความรู้สึกเป็นต้นกำเนิดของปฏิกิริยาในสมอง ต้องมีความรู้สึกเกิดขึ้นก่อนจึงจะเหนี่ยวนำให้สมองหลั่งสารต่าง ๆ ไปตามความรู้สึกนั้น และความรู้สึกเหล่านี้ก็เกิดจากเจตสิกรวมกลุ่มกันเป็นส่วนของดวงจิตขึ้นมารับอารมณ์ซึ่งปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ยอมรับแล้วว่า ความรู้สึกต้องมาก่อนฮอร์โมนจึงจะเปลี่ยน เช่น ต้องรู้สึกตกใจก่อน อะดรีนาลินจึงจะหลั่ง ดังนั้นกุญแจดอกสำคัญที่จะไขไปสู่ความสำเร็จคือการรู้ความลับในการสร้างความรู้สึก แม้เสี้ยววินาทีสุดท้ายของชีวิต ถ้ารู้จักสร้างความรู้สึกดี ๆ จุติจิตจะมีแรงส่งเปลี่ยนไปเป็นปฏิสนธิจิตในภพภูมิที่สูงขึ้นทันที ที่สำคัญคือ ต้อง รู้สึก ไม่ใช่แค่คิด








จาก: พัชรินทร์
วันที่: 09/04/52 - 17:18 น.
IP Address: 125.26.242.xx
ความคิดเห็นที่ 117
เล่าย้อนถึงก่อนการระลึกชาติ....ก็..ทราบทีหลังเมื่อไม่นานมานี้เองว่าเพราะความผูกพันต่อเนื่องจากในชาติ...ความคิดเห็นที่ 79...

ก่อนนั้นก็ฝึกสมาธิและเดินวิปัสสนาเป็นนิดเดียว...และก็ไม่มีความคืบหน้าอะไรเลยข้างในตัว..ก็เลิกสนใจวิปัสสนา...เพราะว่า...ก็อ่านพบว่า...ถ้าชายที่เป็นฆราวาสบรรลุอรหันต์ก็ต้องบวชภายใน 7 วันโดยพระภิกษุ....ส่วนหญิงบรรลุอรหันต์ก็ต้องบวชภายใน 7 วันโดยภิกษุณี..(ไม่อย่างนั้นอายุจะสิ้นก่อนเพราะว่า..ร่างกายของฆราวาสศีลไม่มากพอสำหรับพระอริยเจ้าขั้นสูง....)..ภิกษุณีเถรวาทไมมีก็ไม่หนักใจ..เพราะอริยบุคคลขั้นต้นตั้งแต่พระโสดาบันก็น่าทึ่งทีเดียว....แต่ไม่เคยคิดหรอกนะคะเรื่องจะต้องเร่งตนเองทางธรรม.....แต่ก็เดินจงกรมแทบทุกวัน..เพียงแต่งดการนั่งมาธิไว้ก่อน...

ก็เลยบอกตนเองว่า.....เราก็เพียงแค่ชื่นความงามในพระพุทธศาสนาเท่านั้นเอง...การตั้งจิตก็ไม่ทราบว่ามีมานานแค่ไหนแล้ว...เราแค่เตรียมตัวของเราและคนไกล้ตามสภาพความปรารถนาของเค้าไปเท่าที่ทำได้..ไม่ได้ก็ไม่คิดอะไร...เพราะว่ามีอย่างอื่น ๆ ทำอีกมากมาย.....เราเป็นคนช้าด้วย..รักสวยรักงามในทุก ๆ อย่างแม้แต่รักความงามในการอ่านต่าง ๆ ..ใครจะสอนคงไม่ค่อยมีเพราะว่า..เป็นคนที่จุกจิกฯลฯ...ประมาณนั้นและฯลฯ...ชาตินี้ไม่น่าจะคิดว่าจะเข้าใจวิปัสสนาหรอก...แต่สนใจอ่านธรรมะก็อ่านไปเรื่อย ๆ ...และมีคำอธิษฐานส่วนตัวที่ลึกซึ้งว่าเราตั้งจิตเป็นผู้หญิง คนที่สอนธรรมระดับวิปัสสนาก็จะให้เกียรติความผูกพันที่ไกล้ชิดที่หมายถึงมาจากทางโลกเพื่อเชื่อมทางธรรม..ก็คือคนพิเศษที่สุดของเรา...เพราะเราเป็นคนที่รักอะไร ๆ แล้วจะรักลึกซึ้งมาก ๆ จึงรู้ตัวว่า..การจะออกจากโลกนั้นคงเป็นเรื่องที่ละได้ก็คงทีละนิด ๆ ๆ ๆ ..เพราะว่าตนเองรักคุณค่าของความเป็นสิ่งที่มีพระคุณต่อการที่ได้เติบโตมาเป็นตัวเรา..คนที่จะพาออกจากทางโลกสู่ทางธรรมก้าวแรกในเส้นทางวิปัสสนา..ก็ตั้งจิตว่าคือคนที่เป็นคนพิเศษที่สุด..แล้วแต่จะสอนเราได้แค่ไหน..เหลือจากนั้นก็ไม่กังวล...เพราะว่าเราเป็นคนที่สอนยาก จึงค้นธรรมเองอยู่เสมอ ๆ ไม่เคยกังวลเรื่องจะเป็นภาระใคร ๆ .ถึงเวลาเหตุการณ์ก็คงจะพาให้ได้เรียนรู้จนได้....ละก็ความตั้งใจแบบนี้ไม่น่าจะมีแค่เพียงชาตินี้ชาติเดียว...เพราะค้นพบความลึกซึ้งด้านทางโลกแล้วก็บอกได้ว่า..ความปรารถนานี้มีมานานเท่ากับการเริ่มรู้จักก็นับว่าได้...






จาก: พัชรินทร์
วันที่: 09/04/52 - 23:41 น.
IP Address: 125.26.240.xx
ความคิดเห็นที่ 118
ต่อจากความคิดเห็นที่ 117...

เล่าย้อนถึงก่อนการระลึกชาติ....ก็..ทราบทีหลังเมื่อไม่นานมานี้เองว่าเพราะความผูกพันต่อเนื่องจากในชาติ...ความคิดเห็นที่ 79...


**********

คราวนี้อยู่วันที่กรรมเก่าจะตามมาทัน...เคยได้ยินแต่ท่านว่ามาค่ะ..เรื่องกรรมเก่า ๆ ๆ ....ก็ไม่เข้าใจอะไรมากไปกว่าพบคลื่นที่คุ้นเคยและตนก็สามารถระบุอาการในตนที่มีต่อคลื่นกรรมนั้นว่า...อาการแห่งกรรมนี้พบในคลื่นนี้เท่านั้น...แต่สัมผัสได้ว่าแรงมาก ๆ เพียงแต่ไม่เข้าใจ...เราก็ถือที่ความจริงใจของเราเองที่มีอยู่ในดวงใจเราที่มีต่อใคร ๆ แบบนี้เสมอ ๆ ด้วย...คลื่นแรงแต่ก็ต้องได้พยายามใช้สติปัญญาระดับปกติทั่วไป ๆ แก้ไข.(ยังไม่ได้ใช้วิปัสสนา...)..เพราะว่าใครจะหลบกรรมไปอยู่ที่ไหนก็ไม่มีทางได้...ก็เคยอ่านพบมาเช่นนั้น...

คลื่นแรง มาก ๆ เทียบเล่น ๆ ยังกับเจอ..พญาอินทรีย์ ... แล้วววว...เราเองก็คล้าย...นกกระจิบตัวเล็ก ๆ ....แบบนั้นหละ...พูดเล่นนะคะ..ชอบเทียบอะไร ๆ ไปเรื่อย ๆ ตามประสา...

...ก็เข้าใจพอควรว่าเพศหญิงในทางธรรมก็มีชื่อเรียกที่น่าเศร้าใจก็เคยได้ยินเสมอ ๆ ...คลื่นก็คงแรงเพราะเราปรารถนาด้านผู้หญิงด้วย..อันนี้ก็เข้าใจ...และก็..แน่ใจว่าเพราะเราใจเดียวด้วยแต่ลืมชาติ..มามีชีวิตที่ไม่ต่อเนื่องกับการที่เราเป็นคนใจเดียวด้วยนั้นก็..น่าตกใจในความแรงจนคิดว่า...เรื่องแบบนี้น่ากลัวมาก ๆ ..แต่ว่าก็ต้องชดใช้เค้าเพราะเป็นแบบนั้นแล้ว...และก็ทราบว่าคลื่นแรงเพราะใจของทางด้านคลื่นนั้นก็ไม่มีเราและไม่จำเรา..เหมือนที่เราพบในตัวเราว่านานแค่ไหนเราก็คือผู้หญิงใจเดียว.....เพราะว่าชะตาชีวิตเราเองคุ้นเคยกับความรักเสมอๆ ถูกหล่อเลี้ยงมาด้วยความรัก...เรื่องคลื่นที่ไม่คุ้นที่พบในตัวเราก็เป็นเรื่องที่แตกต่างก็เห็นและเข้าใจ...แรงมากจนบอกตนเองได้เลยว่าชีวิตต่อๆ ไปไม่ไหวแล้วเรื่องคู่..กรรมหนักมาก ๆ ..ก็ไม่ใช่กลัวการมีคู่อะไร แต่เพราะทราบดวงใจตนเองว่าถ้าจำเรื่องสืบสานชาติต่อชาติก็ต้องใจเดียว...

และก็..เรารักการเป็นหญิง..และเข้าใจมาก ๆ แล้ว...ชอบใจแล้วที่จะปรารถนาแบบนี้..ถึงจะเป็นชายในชาติท้ายก็คงไม่มีคู่ เพราะให้เกียรติตนในฐานนะที่เคยเป็นเพศหญิงที่ตนชื่นชม...

และก็พอทราบแบบนี้ก็อ่านมาพอควรเหมือนกันว่าเดี๋ยวคนเราก็เกิดเป็นชาย เดี๋ยวก็เกิดเป็นหญิง...ก็มาถึงจุดที่เห็นชัดแล้ววว...ว่า...คนเราก็สลับกันไปสลับกันมา เป็นคู่กันทั้ง ๆแบบนั้นหละ..ควาทรู้และความเห็นแบบนี้ในขณะนี้เรื่องคู่จึงเป็นเรื่องละเอียดอ่อนสำหรับตนมาก ๆล้วหละ ....

ถ้าใครมีความรักความผูกพันในขณะที่เกิดเป็นหญิง..จิตส่วนลึกก็คงต้องพาให้มีพัฒนานาการ...สู่ความเป็นหญิงใจเดียว..และสู่ความเป็นคุณแม่เหมือน ๆ กับเรา...จิตสำนึกอาจห้ามได้แต่จิตใต้สำนึกอย่างไร ๆ ก็คงต่างกันก็คงไม่น่ามากมาย...(ตัวอย่างความผูกพันแบบนี้ที่กำลังจะเล่าที่พบในตนเอง..ก็จะสามารถพอมีประโยชน์ต่อท่านที่จะมีพัฒนาการด้านผู้หญิงได้....)..ใครที่ชอบเป็นหญิงก็คงคล้ายเรานั่นหละ....แม้แต่ชะตาทางธรรม..ซึ่งก็คาดเดาตามที่เห็นนะคะ...

ส่วนนอกนั้นก็คงอยู่ในร่างหญิงบ้าง ชายบ้าง แล้วก็เป็นคู่กันทั้ง ๆ อย่างนั้นหละ....แต่ก็เป็นเรื่องธรรมดาทั่วไปค่ะ...เล่าถึงตามที่เห็น...และก็คงไปทางธรรมในฐานะพระสาวกเป็นส่วนใหญ่...และใครที่จะเป็นหญิงก็คงเหมือน ๆ กับเรา...บุญกรรมคนเราไม่เหมือนกันค่ะ...เล่าถึงเพราะตอนนี้เห็นจริงแบบที่ใคร ๆ ที่เห็นแบบนี้มาก่อนเคยเล่าเอาไว้....



จาก: พัชรินทร์
วันที่: 10/04/52 - 0:38 น.
IP Address: 125.26.240.xx
ความคิดเห็นที่ 119



ฉากประทับใจ...พระเอกซัลมาน ข่าน แสดงเป็น ซามี และนางเอกอิสวาราย่า ราย แสดงเป็นนันดินี่.. เมื่อพบกันครั้งแรก ณ คฤหาสห์แห่งเสียงเพลง..ของพ่อนางเอก...นางเอกกำลังไม่พอใจที่พ่อสั่งให้จัดห้องนอนที่ตนรักให้นักเรียนของพ่อที่กำลังมาจากอิตาลี่...แต่ก็เตรียมจัดห้องไว้เพื่อต้อนรับ.....

หนังอันดับหนึ่งในดวงใจ....
Hum Dil De Chuke Sanam ...

chandelier scene from "hum dil de chuke sanam"

http://www.youtube.com/watch?v=k43D0mXLEHs&feature=related

จาก: พัชรินทร์
วันที่: 11/04/52 - 8:39 น.
IP Address: 125.26.244.xx
ความคิดเห็นที่ 120



พระเอกซัลมาน ข่าน เค้าใส่ต่างหูได้สวยมากค่ะ...และก็...มีดวงตาที่สวยมาก...ใคร ๆ ที่ดูหนังอินเดียด้วยจะบอกว่า..ดวงตาพระเอกท่านนี้สวยมาเลย....แต่ว่านั่นก็เป็นเพียงบางส่วนในตัวเค้านะคะ...และทุกอย่างที่ประกอบเป็นตัวพระเอกซัลมาน ข่าน นั่นน่าทึง...ช่วยเสริมความเป็นพระเอกของตัวเค้าเอง...ที่ถ้าใครได้ดูแล้วจะชื่นชมเค้าไม่รุ้จางหาย...จนต้องเห็นเค้าแสดงเรื่องใดก็ต้องได้ติดตามค่ะ...เค้าเป็นพระเอกที่เรียกว่าถึงระดับต้องดูได้อัตโนมัติในตัวเรา...แบบที่เชื่อมั่นในตัวเค้าได้เลย...แม้แนวหนังจะเป็นแบบด ๆ ...

เพลงน่ารัก ๆ ....ในงานแต่งงานของญาตินางเอก...ซามี่นักเรียนดนตีของพ่อนางเอก...ก็ได้มาเรียนรุ้เรื่องราวประเพณีทางอินเดียซึ่งเป็นประเพณีทางเชื้อสายพ่อ...

http://www.youtube.com/watch?v=h0fqSmmVqmw&feature=related

จาก: พัชรินทร์
วันที่: 11/04/52 - 8:57 น.
IP Address: 125.26.244.xx
ความคิดเห็นที่ 121



(หนึ่งในนางเกในดวงใจอันดับหนึ่งในจำนวนสองท่านค่ะ...คนนึงนางเอกกรีน่า กาปู จะเปรี้ยวววว..ซ่อน..หวานนน..

ส่วนนางเอกอิสวารายา ราย จะหวานนน..ซ่อนเปรี้ยวว..)


นางเอกอิสวารายา ราย...จากหนังหลายเรื่องนะคะ..นำภาพที่เธอเต้นระบำมารวมกัน...

Aishwarya Rai Queen Of Bollywood Best Dance Moves

http://www.youtube.com/watch?v=jAedo8x5t1c&feature=related


จาก: พัชรินทร์
วันที่: 11/04/52 - 12:47 น.
IP Address: 125.26.244.xx
ความคิดเห็นที่ 122
จาก เดอะท็อป ซีเคร็ต เล่ม 2 .... ของท่านอาจารย์ทันตแพทย์สม สุจิรา สำนักพิมพ์อัมรินทร์...


สัมปชัญญะเกี่ยวกับการทำงานของสมองซีกขวา เช่นแพทย์ที่ศึกษาอวัยวะ เส้นเลือดต่าง ๆ ในร่างกาย จนเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งแล้ว ขณะใดที่นึกถึงอวัยวะภายในนั้น ก็จะเห็นความสัมพันธ์ทั้งหมดที่เชื่อมโยงติดต่อกันทำงานอย่างเป็นระบบ เห็นหมดพร้อมกันในขณะเดียว แพทย์ที่เกิดปัญญาเห็นแบบนี้จะเก่งกว่าแพทย์ที่มองระบบแบบแยกย่อย ไม่เฉพาะวิชาแพทย์ ทุกอาชีพ ถ้าฝึกสติสัมปชัญญะ ก็จะทำให้เกิดปัญญาเห็นเหตุและปัจจัย ความสัมพันธ์ต่าง ๆ ในงานของตนเหนือกว่าปกติ

ในปัจจุบันนิยมใช้คำว่าสติในความหมายของการรับรู้อาการทั้งหมดของจิต ซึ่งครอบคลุมไปถึงปัญญาเจตสิก ที่เรียกว่าสัมปชัญญะด้วย ดังนั้น ทุกครั้งที่กล่าวถึงคำสั้น ๆ ว่า สติ จะหมายความรวมไปถึง สัมปชัญญะ โดยอัตโนมัติ

จิตและสองไม่ใช่ส่วนเดียวกัน แต่จิตเป็นส่วนที่ควบคุมสมองอีกที เปรียบเสมือนซอฟแวร์ที่มาควบคุมการทำงานของสมอง โดยสติเป็นเจตสิก (องค์ประกอบ) ของจิตตัวหนึ่งที่มีอยู่เฉพาะในมนุษย์เท่านั้น เจตสิกทั้งหมดมี 52 ชนิด ผสมกันตามอัตราส่วนต่าง ๆ ทำให้เกิดลักษณะของดวงจิตได้ 121 แบบ ทำให้คนเรามีลักษณะจิตต่าง ๆ กัน เจตสิกทั้งหมดไม่ได้เกิดจากการทำงานของสมอง ซึ่งทุกวันนี้นักวิทยาศาสตร์ก็ยังไม่เข้าใจว่าเจตสิกทั้งหลาย เช่น โลภะ โทสะ โมหะ ทิฐิ มานะ ปีติ ฉันทะ วิริยะ วิตก กรณา มุทิตา ฯลฯ เกิดจากการทำงานส่วนใดของสมอง สิ่งเหล่านี้คือองค์ประกอบของจิตที่มาควบคุมสมองอีกที นักวิทยาศาสตร์หรือวงการแพทย์จะไม่มีทางเข้าใจได้เลย ตราบใดที่ยังไม่ลงมาศึกษาเรื่องเจตสิก โดยหลงไปยึดติดว่าสมองกับจิตคือส่วนเดียวกัน เมื่อใดก็ตามที่วิทยาศาสตร์ศึกษาจนเข้าใจเรื่องเจตสิกจะรู้ว่าการตายแล้วเกิดเป็นเรื่องที่พิสูจน์ได้ (อ่านายละเอียดเรื่องเจตสิก เพิ่มเติมได้จากหนังสือ เกิดจากกรรมหรือความซวย )

***สติเป็นเจตสิกที่มีคุณสมบัติพิเศษ คือมันสามารถควบคุมทิศทางของจิตได้ มีผู้เปรียบเทียบว่า จิตเป็นเรือ สติก็คือหางเสือที่ติดไปกับเรือ ดังนั้นแม้เรือนั้นจะมีกำลังมากเพียงใด แต่ถ้าขาดหางเสือก็ไม่มีประโยชน์อันใด***

ชาวตะวันตกได้ให้ความสำคัญกับความคิดมาก เพราะเน้นศึกษาเรื่องสมอง แต่การที่จะให้ความคิดมีพลังถึงขนาดไปเปลี่ยนความรู้สึกได้ ต้องเกี่ยวข้องกับการฝึกจิต เจริญสติ นี่คือสาเหตุหนึ่งที่หนังสือ How To ที่แปลจากต่างประเทศไม่ได้ผลในเชิงปฏิบัติ เพราะขาดการวิเคราะห์ในเรื่องของสติสัมปชัญญะ ดังที่กล่าวในคำนำว่า การอ่านหนังสือเกี่ยวกับการพัฒาตนเองจะไม่มีประโยชน์แต่อย่างไร ถ้าความเข้าใจนั้นไม่ลงลึกไปถึงความรู้สึก การอ่านในระดับความคิดของสองซีกซ้าย สามารถนำมาใช้ในการเปลี่ยนตนเองได้เพียงเล็กน้อย

เป็นเรื่องเสียดายที่มนุษย์ใช้กำลังไปเพียง 1 เปอร์เซ็นต์ ของสติที่ธรรมชาติมอบให้มา บุคคลชั้นนำในสาขาอาชีพต่าง ๆ อาจใช้เพิ่มขึ้นเป็น 5 เปอร์เซ็นต์ เขาจะเป็นอัจฉริยะ และถ้าสูงขึ้นไปถึง 15 เปอร์เซ็นต์จะเป็นอภิมหาอัจฉริยะ 25 เปอร์เซ็นต์ จะบรรลุโสดาบัน 100 เปอร์เซ็นต์ บรรลุ อรหันต์

สำหรับการอธิบายในบทนี้ มีจุดประสงค์เพื่อการนำกำลังสติมาใช้สร้างความสำเร็จในทางโลก ดังนั้น สำหรับผู้ที่ต้องการมุ่งสู่ความสำเร็จในระดับโลกุตระ ควรอ่านอย่างพินิจพิจารณาตามหลักกาลามสูตร และเนื่องจากหลักการฝึกสติเป็นเรื่องสำคัญ มีความละเอียดอ่อนและลึกซึ้งเป็นอย่างยิ่ง จึงจะมีการอธิบายอย่างเต็มรูปแบบไว้ในหนังสืออีกเล่มหนึ่งซึ่งจะพูดเรื่องสติปัฏฐาน 4





จาก: พัชรินทร์
วันที่: 12/04/52 - 8:35 น.
IP Address: 125.26.244.xx
ความคิดเห็นที่ 123
ความคิดเห็นที่ 122

แก้ไข***จิตและสองไม่ใช่ส่วนเดียวกัน ..**

เป็น ..จิตและสมองไม่ใช่ส่วนเดียวกัน ...

จาก: พัชรินทร์
วันที่: 12/04/52 - 8:43 น.
IP Address: 125.26.244.xx
ความคิดเห็นที่ 124
ต่อจากความคิดเห็นที่ 117...

เล่าย้อนถึงก่อนการระลึกชาติ....ก็..ทราบทีหลังเมื่อไม่นานมานี้เองว่าเพราะความผูกพันต่อเนื่องจากในชาติ...ความคิดเห็นที่ 79...


*****

ตอนที่เริ่มสนใจพุทธศาสนานะคะ..ก็...

พุทธศาสนาที่นั้นคืออย่างไรน๊า...ทำไม น๊า เราอ่านแล้วก็ง่วง..อ่านแล้วก็...เพลิดเพลินดีตรงที่เป็นนิทานธรรมและเรื่องเล่าถึงประสบการณ์ทางธรรมของท่านอาจารย์ที่เราอ่านพบ....ก็ รักมาก ๆ ที่จะศึกษานะคะ....

มองดูตัวเราเองซิ...ก็น่าจะลองค้นดูนะ..เพราะว่าเราเองทราบเสมอ ๆ ว่าใจเราไม่มีความผูกพันเรื่องความรักกับใคร ๆ .และมองเห็นคนรอบข้างเค้ามีปัญหาหนัก ๆ ก็เรื่องความรักนั่นหละ...เราเหมือนเป็นคนไม่มีความรักเหมือนชาวบ้านชาวเมืองเค้าหรือไรนะ..เพราะเรื่องแบบนี้ก็ไม่เคยมามีปัญหาอะไร ๆ ..มีชีวิตอยูกับคุณพ่อน้องยีนเพราะอะไร เราก็คุยกันเสมอ ๆ ยิ่งสนใจอ่านทางธรรม ก็ต้องได้บอกคุณพ่อยีนด้วยว่า เรื่องคู่นั้น ไม่ใช่จะได้กลับมาเกิดคู่กันอีกทุก ๆ คู่ ฯลฯ แม่ยีนสนใจทางด้านนี้ พ่อยีนต้องให้ความเข้าใจแม่ยีนด้วย ..ส่วนแม่ยีนก็เข้าใจพ่อยีนได้เช่นกัน..และบอกใคร ๆ ในครอบครัวไว้ด้วยแม้แต่ลูกสาว..แม้แต่เพื่อนร่วมงานเล่านะคะเพราะว่าเรื่องศาสนาก็ปัจจุบันเป็นสิ่งสำคัญมาก ๆ ต่อเราทุกชีวิตทั้งชีวิตครอบครัวและชีวิตการทำงานฯลฯ...


นั่นคือการเตรียมตัวเบื้องต้นของอาสาสมัครที่สนใจเรื่องพุทธศาสนาและตั้งใจจะอยู่ในฐานะเพศหญิงเพราะรักเพศนี้และเพื่อเป็นเพื่อน ๆ ผู้หญิง ...มั่นใจเต็มเปี่ยมค่ะ ไม่มีพร่องเลย...ส่วนเรื่องการปฏิบัติตัวทางธรรมด้านศีลต่าง ๆ ก็ต้องยึดถืออยู่แล้วนะคะ...เพียงแต่ได้เกร็ดจากท่านอาจารย์ที่อ่านพบว่า..ถ้าเรารักษาไม่ได้สมบูรณ์ก็ให้ตั้งใจใหม่เสมอ ๆ จนกว่าป็นอัตโนมัติ และที่สำคัญถือที่เจตนาเป็นหลัก..กรรมใดที่เจตนาจะเป็นกรรมหนักมาก ๆ แต่กรรมไหนที่ไม่ได้เจตนาถึงจะหนักมาก ๆ เพราะเขาอาฆาต ก็ ไม่หนักมากเท่ากรรมที่เจตนา...อ่านพบในหนังสือว่าถึงแม้ภายนอกจะระวังไม่ได้สมบูรณ์แบบ แต่ในเวลาเจริญสมาธิก็มีศีลครบถ้วน..แต่ไม่ประมาทเรื่องกรรมนะคะ..เพราะก่อนที่จะสนใจพุทธอย่างจริงจังก็พบประจำ ๆ เช่น เราทำอะไรผิดพลาดแล้วผลจะย้อนคืนมาให้เราเห็นชัดเจนและเร็วมาก ๆ ....


นั่นคงหมายถึงว่า.ใจเราเป็นอาสาสมัคร..ศึกษาด้านนี้ได้...เพราะว่าเห็นใคร ๆ ก็ ดูไม่เข้าใจเส้นทางธรรม...และอ่านพบเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยในพุทธศาสนาแล้ว...ถ้าชาวพุทธได้อ่านบ้าง..คงมีคนสนใจศาสนาเราเองเพิ่ม มาก ๆ ....

ตั้งแต่เริ่มแรก ๆ คิดแบบนี้และตอนนี้ก็ยังคงคิดแบบนี้อยู่นะคะ..ไม่เคยเสื่อมคลายเลย...ศึกษาเพื่อเตรียมตัวไว้...เพราะว่าเรื่องชีวิตคนเรานั้นไม่แน่นอน...เรื่องความปลอดภัยด้านจิตวิญญาณนั้น...ใคร ๆ ก็บอกสอนกันได้ไม่เข้าใจ...ต้องทราบเองด้วยการปฏิบัติด้วยตนเอง...

******

และก็...วันนึงก็พบคลื่นกรรมจากอตีดชาติค่ะ...สมมติเล่นตามประสา ๆ เราเองว่า..คลื่นท่านพญาอินทรีย์....

กระทงแรกที่กรรมสนองก็ข้ามชาติมามีคนอื่น..หนักมาก ๆ ใครไม่พบกับคนเองคงไม่เข้าใจนะคะ..แม้กระทั่งเพราะลืมชาติก็ยังหนักแทบขาดใจ..แต่ว่าเหมือนที่เล่ามาแล้วว่า..พบคลื่นนี้ก็จำได้เลยว่านั่นคือค้นพบว่านั่นคือใจเดียวของเรา..นั่นคือพละกำลังเบื้องต้นในการสู้กรรมค่ะ...ก็จะหนีไปไหนได้คะคำว่ากรรม..ตามพบจนได้..เมื่อเค้าตามมาทันจะอยู่แห่งหนตำบลใดก็มีอาการแห่งกรรม..(พบคลื่นท่านแรก ๆ ก็เริ่มมีอาการไข้อ่อน ๆ ในตัวเราตลอดเวลา... .และทราบจากนิมิติเพราะผูกพันหลายกรรมกันมาหลายชาติด้วยเลยยิ่งหนัก...)...และกรรมที่เรามีคนใหม่นั้นก็ไม่น่าจะหนักมากถ้าเราลืมความรู้สึกนั้นแล้ว..นั่นหละกรรมแท้ ๆเลย ....เรื่องแบบนี้ไม่เกิดกับท่านเลยเพราะว่าท่านก็ต้องมีความผูกพัใหม่..ท่านไม่จำเรื่องเดิมเลยท่านก็ไม่มีอาการกรรม...ไม่ได้ถือโทษท่าน..เพราะโทษนี้คือโทษของเราเองเพราะเกิดขึ้นเพียงในตัวเรา...พบกับเพื่อจะบอกถึงการแยกจากมากกว่าเพราะว่า..ชาติความคิดเห็นที่ 79..ก็คงมัวห่วงอาการ..จึงไม่ได้บอกลากัน...แต่สายใยความผูกพัน..นั้นเชื่อแล้วจริง ๆ ว่าเกี่ยวเนื่องกันมา...




จาก: พัชรินทร์
วันที่: 12/04/52 - 9:47 น.
IP Address: 125.26.244.xx
ความคิดเห็นที่ 125



เพลงจากหนังเรื่องโปรดค่ะ..DAAI AKSHAR PREM KE...แสดงโยพระเอกอะบิเชค บาจัน และนางเอกอิสวารายา ราย ...(ตอนแสดงเรื่องนี้ทั้งสองท่านยังไม่ได้แต่งงานกันนะคะ...)..หนังเรื่องนี้ก็ดูนาน ค่ะชอบมาก....เป็นฉากงานฉลองต้อนรับบุตรเขยของตระกูลเศรษฐี(ตระกูลนางเอก...)..จริง ๆ แล้วนางเอกหนีปัญหาที่ไปพบการฆาตรกรรม..และหนีปัญหาการแต่งงานที่พ่อ - แม่บังคับด้วย...แล้วพระเอกช่วยชีวิตเอาไว้...พอกลับบ้านญาติ ๆ ก็เข้าใจผิดว่าหนีตามกันแล้ว...จึงต้องพูดคุยและทำพิธีต้อนรับลูกเขยทั้ง ๆ ที่พ่อตา ก็ไม่เป็นที่พอใจ.....และพระเอกก็มัภาระเรื่องส่วนตัว.....เรื่องนี้น่ารักกกก...แต่ว่าเข้มข้นมาก ๆ จนเรียกน้ำตาได้เลย...เป็นหนังที่ดูแรก ๆ ที่ซื้อหนังอินเดีย...และก็ทึ่งมากเลยค่ะวิธีการสร้างหนังอินเดีย..ลึกซึ้งมาก ๆ....


AISHWARYA RAI - MERA MAHI BADA - DAAI AKSHAR PREM KE

http://www.youtube.com/watch?v=r6LMnk7Df6w&feature=related

จาก: พัชรินทร์
วันที่: 12/04/52 - 10:37 น.
IP Address: 125.26.244.xx
ความคิดเห็นที่ 126
ต่อจากความคิดเห็นที่ 117...

เล่าย้อนถึงก่อนการระลึกชาติ....ก็..ทราบทีหลังเมื่อไม่นานมานี้เองว่าเพราะความผูกพันต่อเนื่องจากในชาติ...ความคิดเห็นที่ 79...

****************

เมื่อคลื่นกรรมตามมา..พบ..ก็มีอาการเป็นไข้อ่อน ๆ ในตัวเรานั้นตลอดเวลา...(อาการคล้าย ๆ ตอนเริ่มตั้งท้องน้องยีน...เพียงแต่อาการที่เริ่มท้องน้องยีนจะหนักกว่ามาก ๆ และวิงเวียน...เทียบอาการเองได้ว่า...เพราะคลื่นนั้นไม่ใช่เรา มาอยู่ที่เราก็เลยทำให้มีอาการรับกันไม่ได้....จึงเริ่มมีอาการบาดเจ็บเพราะคลื่นแปลกปลอม....)

และก็เริ่มรู้สึกว่าตนเองค่อนข้างขี้บ่น...ถ้าไม่บ่นไม่ได้..เหมือนใจจะขาดตายก่อน..แต่ไม่ได้บ่นให้ใครอื่นค่ะ..บ่นให้คลื่นเข้าใจ..คลื่นจะเข้าใจได้อย่างไรน๊า..จะเข้าใจได้อย่างหนอ.

.งั๊นนน..คงต้องจะจุดธูป..แจ้งข่าวท่าทางเรื่องบ่นจะถึง..พูดเล่นค่ะ...เพราะคลื่นท่านลืมชาติไปแล้ว..ไม่เข้าใจหรอกค่ะ..แต่อาการคนพบคลื่นกรรมก็ช่างน่า..สงสารนะคะ..(ขนาดคุณพ่อน้องยีนเป็นคนชอบล่าสัตว์..พอเห็นกรรมเกิดตามมาถึงคุณแม่น้องยีนและน้องยีนหลาย ๆ อย่าง..คุณพ่อน้องยีนไม่เคยเชื่อเรื่องกรรม..ก็ยังต้องงดเพราะว่า..ไม่น่าจะมีเหตุอื่นใด..ที่จะส่งผลมาแบบนั้น....เพราะสงสารเราและน้องยีน..) .

.แต่ก็ทำงานได้ตามปกติค่ะ...เพราะว่ากำลังใจของเรานั้นนับว่าเต็มร้อย...ก็สังเกตุเรื่องที่ไม่เคยเกิดกับตนเองแบบนี้ไปตามประสา..และปกติก็เดินจกรม สวดมนต์ และวิ่งสมาธิ ออกกำลังกาย และเป็นคนอ่านหนังสื รักสวยรักงาม ก็ผ่อนคลื่นกรรมไว้ได้พลาง ๆ ....

แต่ก็นับวันยิ่งอาการไม่ลดนะคะ...ไปอยู่ที่ไหน ๆ ก็มีอาการดังนั้นเช่นเดิม...บางครั้งหนักกว่าเดิมอีก....อยู่มาได้ตอนนั้นเพราะคล้าย ๆ จุดธูปบอกคลื่นท่านจริง ๆ อันนี้ต้องขอบพระคุณ...ในความเมตตาที่ช่วยให้...ว่าที่พระสาวิกาในพุทธศาสนายังคงรอดมาได้หายใจนับเท่าทุกวันนี้...(ว่าที่พระสาวิกานั้น พูดเล่น ๆ นะคะ..อนาคตนั้น..ไม่แน่นอนหรอกค่ะ...แต่ตอนนี้เชื่อมั่นว่าตนเองรักและชื่นชมสิ่งนั้น..ถ้าความตั้งใจนั้นมีความผิดพลาดก็อย่าได้ถือโทษ...ต้องขออภัยทุก ๆ ท่านด้วย..แต่ยึดมั่นแบบนั้นจริง ๆ .)

จาก: พัชรินทร์
วันที่: 12/04/52 - 16:52 น.
IP Address: 125.26.244.xx
ความคิดเห็นที่ 127
สวัสดีปีใหม่ไทย วันสงกรานต์ ...2552 ...ขอพรคุณพระฯและสิ่งศักดิ์ฯลฯ..ให้ทุก ๆ ท่านพร้อมครอบครัวและบริวารจงมีความสุขความเจริญทั้งทางโลกและทางธรรม..แม้จะทางพุทธและทุก ๆ ท่านในทางศาสนาอื่น ฯนะคะ...


ก็ยังเล่าเรื่องการระลึกชาติฝากไว้ต่อ.....จริง ๆ แล้วดวงจิตที่รวมกันอยู่เป็นดวงเดียวกันนั้นก็ยังคงเห็นว่ายังรวมกัน..ก็สุดวิสัย..ที่จะแยกเพราะทดลองแยกมาแล้ว.แทบแย่..มีครบทุกรสเลยตอนแยกออกจากกัน..สงสารอาการนั้น..ก็รับผิดชอบเพียงพัฒนาการที่มีต่อกันทางด้านที่พบในตนนี้เท่านั้น

ด้านอื่นในพัฒนาการชีวิตของคลื่นนั้นฯก็ไม่มีความประสงค์จะยุ่งเกี่ยว...

เพียงแต่ทราบว่ากรรมนี้รุนแรงต่อตนมาก ๆเพราะว่าส่วนนี้ก็อยู่ในความรับผิดชอบของตน...เพราะว่าครั้งที่ติดตามกันนั้นก็ทราบชัดอยู่ว่าติดตามกันมาเพราะคำสัตย์ปฏิญาณฯ...แน่ใจเพราะแยกออกไม่ได้เลย..อย่างน้อย ๆ ก็คนแยกนี้จะสิ้นใจก่อน..ชิวิตก็ไม่นึกว่าเสียดายอะไรนัก เพียงแต่ว่า ถ้าไม่มีลมหายใจก็ต้องกลับไปรวมกันที่เดิมนั้นหละ..แต่ถ้ายังหายใจอยู่ก็ต้องเจริญธรรมบ้าง..และทำประโยชน์อื่นบ้าง...

จาก: พัชรินทร์
วันที่: 13/04/52 - 10:55 น.
IP Address: 125.26.243.xx
ความคิดเห็นที่ 128



หนังเรื่องอุมเลา จาน...พระเอกอะบิเชค บาจัน และนางเอกอิสวารายา ราย....

Umrao Jaan - Salaam

http://www.youtube.com/watch?v=86KP94wSehc&feature=related

จาก: พัชรินทร์
วันที่: 13/04/52 - 11:10 น.
IP Address: 125.26.243.xx
ความคิดเห็นที่ 129



ภาพสวย ๆ ของนางเอกในดวงใจค่ะ...นางเอกอิสวารายา ราย

Aishwarya Rai Fan Video
http://www.youtube.com/watch?v=LlUv_8tT5e0&feature=related

จาก: พัชรินทร์
วันที่: 13/04/52 - 11:57 น.
IP Address: 125.26.243.xx
ความคิดเห็นที่ 130



เพลงจากหนังเรื่องเยี่ยม..Khakee...(สกัดแผนทรชนไร้เงา...เป็นเรื่องภาระกิจของเหล่าพระเอก ๆ ที่เป็นนายตำรวจ..ดูระดับการร่วมตัดสินใจของเค้า...ตั้งแต่สารวัตรที่แสดงโดยท่านอะบิตาป บาจัน ..ฯ... ไล่ไปจนถึงนายตำรวจที่จบใหม่คือพระเอก ทุซซา กาปู...).นางเอกอิสวาราย่า ราย และพระเอกอะเจย์ เดฟแกน...ถ้าดูหนังเรื่อนี้คู่กันกับ...เรื่อง Hum Dil De Chuke Sanam แล้วจะรู้ว่ารักคืออะไร....แล้วจะแปลกใจมาก ว่าอืมมม...หนังอินเดียทำได้อย่างไร...เป็นที่เรียกว่าหนังคนละขั้วกันเลยค่ะ...

ดูหนังเรื่อง..Khakee...แล้ว..ทำให้ความรู้สึกที่มีต่อหนังฝรั่งตกฮวบเลย...หนังฝรั่งกลายเป็นอาการคล้าย ๆ สมัยเด็ก ๆ เด็กผู้ชายที่กำลังเล่นรถเด็กเล่นไปเลยย...จริ๊งงง....หมายถึงระดับความซับซ้อนของการแก้ปัญหาในหนังอินเดียนะคะฯลฯ...หนังฝรั่งเค้าก็เป็นอีกแบบเช่นภาพสวย ดาราบุคลิกดี..ฯลฯ...

ดาราที่แสดงตามเพลงจะเป็นพระเอกอัคเช่ กุมารค่ะ...ชอบดูเค้าเต้นมาก...

hindi-Khakee & Aishwarya Rai - Desculpa!-MTO LOKOOOOO!!!
http://www.youtube.com/watch?v=FgTjUNmIZsY&feature=related

จาก: พัชรินทร์
วันที่: 13/04/52 - 12:22 น.
IP Address: 125.26.243.xx
ความคิดเห็นที่ 131
จาก เดอะท็อป ซีเคร็ต เล่ม 2 .... ของท่านอาจารย์ทันตแพทย์สม สุจิรา สำนักพิมพ์อัมรินทร์...


ปาฏิหาริย์จากสมองซีกขวา

มีกรณีศึกษาทางการแพทย์พบว่า คนไข้ที่สมองซีกซ้ายส่วนหน้าเสียหายจากการเกิดอุบัติเหตุหรือพยาธิสภาพ ต่ปรากฏว่าคนไข้คนนั้นกลับมีลักษณะของอัจฉริยะบางอย่างเกิดขึ้น ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้าไม่เคยมีแววทางด้านนี้เลย เช่น บางคนสามารถวาดภาพได้ราวกับเป็นมืออาชีพ บางคนพูดภาษต่างประเทศได้อย่างคล่องแคล่ว หรือเล่นเปียโนได้ราวกับฝึกซ้อมมาแรมปี จากการค้นพบนี้สรุปได้ว่า สมองซีกขวามีศักยภาพแฝงซ่อนอยู่ภายในเยอะมาก และอัจฉริยบุคคลสาขาต่าง ๆ ของโลกไม่ได้เกิดขึ้นเพราะมีเซลล์ประสาทมากกว่าคนอื่น เพียงแต่เขารู้จักใช้สมองส่วนที่คนอื่น ๆ ไม่ได้ใช้ ทุกคนสามารถเป็นอัจฉริยะได้ ถ้ารู้จักใช้สมองส่วนนี้

สมองซีกขวาจะทำงานได้เร็วกว่าสมองซีกซ้ายหลายเท่า การตัดสินใจที่ฉับไวจะมาจากสมองส่วนนี้ ยกตัวอย่างเช่น ขณะที่ขับรถด้วยความเร็ว แล้วมีสุนัขตัดหน้ากะทันหัน การคิดเชิงตรรกะแบบสมองซีกซ้าย ว่าจะทำอย่างไร ถ้าชนแล้วบาปไหม หักหลบไปทางซ้ายหรือทางขวาดี มีเสาไฟฟ้าข้างทางหรือไม่ รถที่สวนมาอีกเลนอยู่ไกลแค่ไหน การคิดวิเคราะห์เชิงเหตุผลอย่างละเอียดใช้ไม่ได้ในสถานการณ์เช่นนี้ ไหวพริบปฏิภาณเท่านั้นที่จะช่วยได้และการตัดสินใจต้องเกิดขึ้นภายในเสี้ยววินาที แน่นอนว่า ถ้าเคยมีประสบการณ์หรือเคยจินตนาการเกี่ยวกับการตัดสินใจแบบนี้มาก่อน จะทำให้สมองซีกขวาซึ่งทำหน้าที่จำเป็นภาพตัดสินใจได้ง่ายขึ้น

คนทั่วไปส่วนใหญ่จะเรียกการทำงานของสมองซีกขวาว่าไหวพริบ ปฏิภาณ ความคิดสร้างสรรค์ การหยั่งรู้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่เกี่ยวกับการนึกคิดตรึกตรองหาเหตุผลแบบสมองซีกซ้าย แต่การทำงานของมันรวดเร็ว ถูกต้อง และแน่นอน เพราะทำงานในระดับที่ละเอียดและซับซ้อนมาก และลงลึกไปถึงจิตใต้สำนึกเลยทีเดียว

*** สมองทั้งสองซีกทำงานต่างกันมาก เช่น การดู เกี่ยวข้องกับสมองซีกซ้าย แต่การเห็น เป็นเรื่องของสมองซีกขวา เช่นทุกคนสามารถดูภาพศิลปะ แต่บางคนเท่านั้นที่เห็น การได้ยินเป็นเรื่องของสมองซีกซ้าย แต่การฟังเป็นต้องใช้สมองซีกขวา ***

คนที่ใช้สมองส่วนนี้จะเข้าใจประเด็นที่คนอื่นต้องการสื่อสารได้ดีเข้าอกเข้าใจความรู้สึกของคนอื่น และเป็นที่นิยมชมชอบของคนทั่วไป

ผู้นำที่ยิ่งใหญ่ของโลกล้วนใช้สมองซีกขวาเป็นหลัก ถึงจะครองใจประชาชนได้ หลายครั้งที่การตัดสินใจครั้งสำคัญ ๆ จะใช้ความรู้สึกนำมาก่อนความคิดและเหตุผล บางครั้งข้อมูลดิบเชิงตรรกะก็ไม่ได้ช่วยอะไรมาก มีคนที่เรียนหนังสือเก่ง คำนวณเก่งมากมาย ที่ล้มเหลวในการทำงาน ยิ่งไปกว่านั้น ผู้บริหารบริษัทระดับแสนล้านบาทของไทยหลายคนจบแค่เพียง แต่สามารถมองธุรกิจแบบองค์รวมจนทะลุปรุโปร่ง และมอบหมายงานแยกย่อยให้พนักงานแบ่งกันไปรับผิดชอบ ในขณะที่ตัวเองคุมงานนโยบาย ผู้บริหารที่เก่ง ๆ จะรู้จักวิเคราะห์ ทำให้การแบ่งความรับผิดชอบของเขาถูกคน ตรงกับความถนัดของลูกน้องและไว้วางใจได้ อีกสิ่งหนึ่งที่ผู้บริหารเหล่านี้ต้องมีคือ ความสมารถในการถ่ายทอดความรู้สึกจากสมองซีกขวาไปยังศูนย์ควบคุมภาษาที่สมองซีกซ้าย เพื่ออธิบายสิ่งที่ตนเองรู้สึกออกมาเป็นคำพูดให้ได้ มิฉะนั้นจะมอบหมายงานไม่ได้เลย......

จากการตรวจวัดสมองด้วยคลื่นสนามแม่เหล็ก (Functionnal MRI )พบว่า ผู้ที่ใช้สมองซีกซ้ายมากเกินไป เมื่อผิดพลาดล้มเหลวในชีวิต จะเกิดอาการของประสาทย้ำคิดย้ำทำเชิงเปรียบเทียบมองภาพตัวเองในแง่ร้าย ตำหนิความบกพร่องของตนเองอยู่ตลอดเวลา และมีแนวโน้มจะฆ่าตัวตายสูงมาก ซึ่งอาการนี้จะไม่เกิดขึ้นกับคนที่สมองซีกวาเด่นกว่า เพราะสมองซีกนี้ไม่ชอบการเปรียบเทียบเชิงตรรกะ

เนื่องจากการประมวลผลของสมองซีกขวาอยู่เหนือขอบเขตของตรรกะเหตุผล ดังนั้น บางครั้งมันจะแสดงผลออกมาในรูปของสัญชาตญาณ การหยั่งรู้หรือความรู้สึกสังหรณ์ ซึ่งไม่มีเหตุผลแต่ถ้าตัดสินใจไปตามนั้นแล้วถูกต้อง กรับวนการนี้ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยชีววิทยา คือนอกเหนือความสมารถของวิทยาศาสตร์ที่จะอธิบาย






จาก: พัชรินทร์
วันที่: 14/04/52 - 23:05 น.
IP Address: 125.26.244.xx
ความคิดเห็นที่ 132



พระเอกชาฮ์รุก ข่าน จากเรื่องนี้ดูน่ารักกกก..เท่าที่เห็นเค้าแสดง..ก็..ไม่ค่อยเห็นเค้าน่ารัก ๆ อะไรนัก...หนังใหม่...

Shah Rukh Khan Krazzy 4 - Break Free (Song Promo)

http://www.youtube.com/watch?v=z7YyT-kLoSo&feature=channel

จาก: พัชรินทร์
วันที่: 15/04/52 - 9:56 น.
IP Address: 125.26.244.xx
ความคิดเห็นที่ 133



พระเอกHrithik Roshan ..เค้ามีความน่ารักอยู่แล้ว...เห็นแบบนี้แล้วก็...อืมม..จะให้ความหมายว่า...ทั้งเท่ห์ทั้งน่ารักกกก..

Hrithik Roshan - Krazzy 4 Break Free (Song Promo)
http://www.youtube.com/watch?v=Ccma0qbOBG8&feature=channel

จาก: พัชรินทร์
วันที่: 15/04/52 - 10:01 น.
IP Address: 125.26.244.xx
ความคิดเห็นที่ 134



ดูตอนถ่ายทำเพลงนี้ยิ่งน่ารักค่ะพระเอกชาฮ์รุก ข่าน.....

Shah Rukh Khan Krazzy 4 - Break Free (The Making)
http://www.youtube.com/watch?v=WTKadSJX5Nw&feature=related

จาก: พัชรินทร์
วันที่: 15/04/52 - 13:16 น.
IP Address: 125.26.244.xx
ความคิดเห็นที่ 135
ต่อความคิดเห็นที่ 126

เริ่มจากต่อจากความคิดเห็นที่ 117...

เล่าย้อนถึงก่อนการระลึกชาติ....ก็..ทราบทีหลังเมื่อไม่นานมานี้เองว่าเพราะความผูกพันต่อเนื่องจากในชาติ...ความคิดเห็นที่ 79...
***************
พอเป็นไข้อ่อน ๆ ในตัวแบบนั้นแล้ว...อยู่มาสักหน่อยนึง..ก็ปรารกฏว่า...เช้าตรู่วันนึงเกิดอาการสะดุ้ง..และรู้สึกคล้ายว่า..มีอะไรสักอย่างเต้นออกไปจากดวงใจตนเอง...ชัดเจนจนตกใจตื่น..จะเรียกว่าอาการใจหายก็ไกล้เคียงทีเดียว...แต่ว่าอาการใจหายก็ไม่นานนะคะ..สักพักใจก็จะกลับมา...แต่คราวนี้ไม่ใช่แบบนั้น...ใจหายแบบบินริ่วววว...แล้วหายวับไปที่ไหนสักแห่ง...

(ตอนนั้นยังไม่มีการเห็นภาพการระลึกชาติค่ะ...จึงไม่เข้าใจว่า..จิตวิญญาณตนนั้นตามไปรวมกันอยู่กับคลื่นของคนในอดีตที่ตามมาพบเราในลักษณะคลื่นกรรม...ก็ทราบตอนหลังจากคำถามจิตตนว่าจิตใจทั้งสองดวงไปรวมกันเป็นก้อนกลม ๆ แบบนั้นได้ตั้งแต่ตอนไหน...จิตเค้าก็ส่งภาพครั้งสมัยที่หันหลังชนกันละมือก็ถือปืนคาบสิลา...)

ก็เกิดอาการว่า...เราไม่หมือนเดิม ดวงใจเราหาย..ก็เกิดความรู้สึกขี้หวงดวงใจตนเองขึ้นมาหละ...ก็บ่นประมาณว่าเอามาให้ด้วย...เอามาคืนได้หรือไม่...อย่าขโมยไป...นึกดูว่าผู้หญิงคนนึงใจเคยเต็มร้อย มั่นใจตนเองและมั่นคงเสมอ ๆ ...วันนึงก็มาเกิดเหตุว่าดวงใจและจิตวิญญาณหายไป..ตอนตื่นนั้นก็คงจับจิตวิญญาณตนคืนได้ก็คงนิดหน่อย..(โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านนะคะ...เล่าตามความรู้สึกที่สังเกตตนเองค่ะ...ส่วนภาษาที่เป็นทางธรรมว่า..เป็นอะไรหายไปนั้น...เทียบคำไม่เป็นหรอกนะคะ....)..

.คราวนี้ขี้บ่นหนักกว่าเดิม...คลื่นท่านก็ไม่เข้าใจค่ะ..ไม่รับทราบ...ก็บ่นว่า..ถ้าเอามาคืนไม่ได้ก็ให้สัมผัสได้ว่าดวงใจและจิตวิญาณที่หายไปนั้นเค้ายังอยู่ที่ไหน...คล้าย ๆ อธิษฐานจิตบอกทางคลื่นกรรมฯด้วยใจของเรา....

(นั่นหละค่ะ...ที่เทียบตนเองเสมอ ๆ กับคนทั่ว ไ ปที่ไม่ได้รับการฝึกสมาธิไว้บ้างในเบี้ยงต้น..นั้น..คงจะสิ้นใจในอีกไม่นานหลังจากนี้แล้วหละ....ไม่มีใครอยู่ได้นานเพราะจิตวิญญาณหายไปแล้ว...มีแต่จิตอาจะจะสลาย..และร่างกายก็คงทนอยู่ไม่ได้...อืมมม...นึกถึงที่ใครๆ ก็ต้องเคยพบว่า..มีคนนอนหลับแล้วหลับเลยไม่ตื่นขึ้นมาอีก..แบบหาสาเหตุไม่ได้นะคะ...ปัจจุบันก็ยังมีค่ะ...เพราะว่าตนเองทำงานในหน่วยงานด้านข้อมูลสาเหตุการตายด้วย...)

ที่หายไปนั้น..ทางคลื่นกรรมฯานน่าจะค้นพบว่ามีบางส่วนของจิตวิญญาณของท่านอยู่ที่ตัวของเรา..ท่านจึงดูดเอาคืนค่ะ...เพียงแต่ท่านก็ไม่ทราวบว่าดวงจิตอีกดวงก็ต้องตามไปด้วยเพราะว่า...

อืมมม...ตอนมาเกิดใหม่ก็น่าจะแบ่งดวงจิตฯกันมาเกิดแน่หละ...และในทั้งสองร่างก็ต้องมีดวงจิตฯที่หลอมรวมกัน..และเหมือนกัน...สันนิษฐานจากอาการที่พบในตนเอง...ที่ต่อเนื่องมาตลอดเวลานะคะ...อาจบ่งบอกได้ไม่ดีนัก..แต่พยายามค้นอาการมาเล่าให้ครอบคลุมที่สุด.....

จาก: พัชรินทร์
วันที่: 15/04/52 - 22:21 น.
IP Address: 125.26.244.xx
ความคิดเห็นที่ 136
เดี๋ยวผมจะระลึกชาตมั่งครับพี่แดง.....จะย้อนไปซัก 7-8ชาติดู..จะได้ให้มันดูแน่ๆเลยว่า ทำไมยังโง่มาเกิดอยู่อีก...อิอิ...แต่จริงๆก็คือยังมีเกาะกิเลสอยู่เลยต้องมาหยั่งงี้...จั่งซี่ มันต้องถอนนน..จั่งซี่มันต้องถอนนนน..

จาก: อาบัง
วันที่: 15/04/52 - 23:22 น.
IP Address: 202.5.86.xx
ความคิดเห็นที่ 137
จาก เดอะท็อป ซีเคร็ต เล่ม 2 .... ของท่านอาจารย์ทันตแพทย์สม สุจิรา สำนักพิมพ์อัมรินทร์...


โดยปกติ เพศหญิงจะสามารถเชื่อมโยงสัญญาณประสาทระหว่างสมองทั้งสองซีกได้ดีกว่าเพศชายหลายเท่า ดังที่เราทราบมาแล้วว่า สมองซีกขวาทำงานด้านอารมณ์ ความรู้สึก โดยเฉพาะอย่างยิ่งความรู้สึกเชิงลบ และสมองซีกซ้ายควบคุมด้านการพูด ภาษา ดังนั้นเมื่อเพศหญิงเกิดความรู้สึกไม่ดีขึ้น เช่นโกรธ คับข้องใจ เธอจะสามารถส่งสัญญาณจากสมองซีกขวามากระตุ้นให้สมองซีกซ้ายสรรหาคำศัพท์และระบายออกมาเป็นคำพูดได้ ้ง่ายกว่าเพศชาย ในทางจิตวิทยาพบว่า ถ้าเพศหญิงเครียดแล้วไม่ได้พูดจะรู้สึกอึดอัดมากกว่าเพศชาย เพราะศูนย์การพูดในสมองซีกซ้ายของเธอถูกกระตุ้นอยู่ตลอดเวลาที่เกิดความรู้สึกเชิงลบขึ้น

ในขณะที่เพศชายจะตรงกันข้าม คือ เวลาโกรธหรือเกิดอารมณ์เชิงลบ จะพูดไม่ออก เพราะความรู้สึกเหล่านั้นถูกอัดอยู่ในสมองซีกขวา โดยที่ส่งสัญญาณข้ามมาทางสมองซีกซ้ายน้อยมากดังนั้น เพศชายเวลาโกรธหรือโมโหจะไม่ค่อยมีเหตุผลและพูดไม่รู้เรื่อง เพราะสมองส่วนตรรกะและภาษาถูกสกัดการทำงาน


จาก: พัชรินทร์
วันที่: 16/04/52 - 7:26 น.
IP Address: 125.26.241.xx
ความคิดเห็นที่ 138
ความคิดเห็นที่ 136...การระลึกชาติ.พี่แดงก็แรก ๆ พอถามจิตเค้า..แต่จริง ๆ แล้วต้องมีบุญกรรมที่สื่อแน่ ๆ ค่ะอาบัง..จึงจะระลึกได้..จิตเค้าก็ส่งชาติ มาให้ดู...พอสักหน่อยก็อาการระลึกชาติในตัวพี่แดงก็หายไปเองค่ะ...

ทีแรกก็นึกว่า...ถ้าระลึกชาติได้แบบนี้..ทางฝ่ายคลื่นท่านไม่สมารถรับทราบอาการเพราะว่าท่านลืมชาติแล้ว...เราจะแก้ปัญหาเอง...จะลงไปรื้อถอนภพชาติที่เคยผูกพันกันให้หมดเลย...ทำไม่ได้เลยค่ะ...จะรื้อตรงไหนได้...แค่อาการดวงจิตหายก็แทบแย่...ต่อมาเมื่อดวงจิตหาย..เราเป็นคนไม่ดวงจิตฯก็เกิดคิดถึงค่ะ...ตัดใจว่าจะไม่คิดถึง...ก็เกิดว่า..สายใยแห่งความคิดถึงระหว่างสองดวงจิตฯขาดเข้าให้...นั่นหละอาการหนักเลย...ต่อมาก็ได้ระลึกชาติ...น่าจะบุญที่เคยมีต่อกันชี้ทางให้ค้นหาวิธีการแก้ไข...เรื่องกรรมที่เคยพรากชีวิตผู้อื่นโดยไม่มีเจตนาอื่นนอกจากปกป้องเผ่าพันธุ์บ้านเมืองนะคะ.ในสมัยใช้ปืนคาบศิลานั้นเป็นหลักใหญ่นะคะ...ไม่ว่าตอนนี้หรือตอนใด..พี่แดงยึดมั่นในความดีที่ทั้งสองดวงจิตมีต่อกัน...สัมผัสได้เสมอ ๆ ในลักษณะคลื่นฯ...ถึงแม้ท่านจะลืมชาติ..แต่ดวงจิตดวงนั้นไม่มีอาการทำร้ายเรา....และก็ต่อมาก็เข้าใจคำว่าวิบากกรรมเบี่ยงแบนความหมายทุก ๆ อย่าง..ทั้ง ๆ ที่เห็นชัดว่าดวงจิตทั้งสองดวงยังดูแลและจริงใจต่อกันเหมือนที่พบเห็นในทุก ๆ ชาติ
.
..ก็ถือปืนแบบนั้น..ก็ต้องมีแต่ในกองทัพ้องกันบ้านเมืองนะ...เป็นอย่างอื่นคงไม่ใช่...และสัมผัสจิตใจทั้งสองดวงจิตตอนเห็นภาพ...เป็นดวงจิตสองดวงที่งามมาก..หนักแน่น นุ่มนวลมากๆ ฯ ....

ส่วนกรรมสมัยนั้น ๆ และสมัยใช้ปืนคาบสิลา...ทางคลื่นฯท่านจะสารถเข้าใจหรือไม่ก็สุดวิสัยทีจะเข้าใจได้...ก็ไม่กังวลค่ะ...เราคลำทางมาจนเดี๋ยวนี้ก็เพราะยึดถือความจริงใจ..แม้อาการจะหนักมากแค่ไหนก็ไม่ปล่อยจิตออกมากความจริงใจค่ะ....บุญของผู้ชายไม่ยากอะไร...บุญผู้หญิงถ้าละทิ้งความจริงใจก็คงไม่ดี...


จาก: พัชรินทร์
วันที่: 16/04/52 - 7:55 น.
IP Address: 125.26.241.xx
ความคิดเห็นที่ 139
พระเอกหวานใจ Hrithik Roshan ...เพลงความคิดเห็นที่ 133...แต่มีภาพให้ดูมากกว่าสักนิดดด..


Hrithik Roshan Krazzy 4 - Break Free (Song Promo)
http://www.youtube.com/watch?v=BeRRQs5RcwU&feature=related

จาก: พัชรินทร์
วันที่: 16/04/52 - 8:03 น.
IP Address: 125.26.241.xx
ความคิดเห็นที่ 140
ความคิดเห็นที่ 136...อ่านที่อาบังพูดเล่นว่า...ทำไมยังโง่มาเกิดอีก...

ในตัวพี่แดงเองพี่แดงก็ยังเห็นโลกสวยมาก ๆ อยู่ค่ะอาบัง..ยังไม่ถึงขนาดว่าจะต้องละโลกไปได้ในทันที..

ส่วนในทางธรรมก็ศึกษาไว้เท่านั้นเอง...นี่ถ้าพูดถึงว่า...คลื่นฯของคนในอดีตท่านไม่มาดูดดวงจิตท่านคืนแล้วดวงจิตเราก็พลอยถูกดูดไปด้วยเป็นส่วนใหญ่...พี่แดงก็เจริญสมาธิวิปัสสนาไม่เป็นเลยนะ...เพราะมัวห่วงอะไร ๆ ที่สาย ๆ ในโลกนี่หละนะ...ทั้ง ๆ ที่เห็นว่าสยแล้วพี่แดงก็แค่ชื่นชมด้วยใจเท่านั้น...ไม่เคยละทิ้งหน้าที่ที่สำคัเพื่ออะไร ๆ ที่สวย ๆ ที่ตนื่นชมได้หรอกนะคะ..

.คงเป็นอุปนิสัยด้วย..ที่สิ่งสำคัญก็ต้องทำก่อน...สิ่งสวย ๆ งานม ๆ เหล่านั้นเป็นรางวัลจากความพยายามค่ะ..คิดแบบนั้นเสมอ ๆ ละทิ้งสิ่งสำคัญไม่ได้เลย..เดี๋ยวก็กังวล วุ่นวายใจก็ไม่ดี....


จาก: พัชรินทร์
วันที่: 16/04/52 - 8:16 น.
IP Address: 125.26.241.xx
ความคิดเห็นที่ 141
จาก เดอะท็อป ซีเคร็ต เล่ม 2 .... ของท่านอาจารย์ทันตแพทย์สม สุจิรา สำนักพิมพ์อัมรินทร์...

ความรู้สึกทำให้มนุษย์มีปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน กรรมจะเกิดขึ้นได้ก็เมื่อมีการทำร้ายความรู้สึกเท่านั้น ถ้าเอาค้อนไปทุบหิน ให้แตกกระจายก็ไม่ได้เป็นการทำกรรมอะไรกับหิน เพราะหินไม่มีความรู้สึก ดังนั้นการสะท้อนของผลกรรมก็จะเริ่มต้นจากความรู้สึก กฎแห่งกรรมจะทำงานโดยเหนี่ยวนำความรู้สึกของคนอื่นให้มากระทบและชักนำไปในทิศทางที่ถูกต้อง เปรียบเสมือนต้องการให้ลูกบิลเลียดลงหลุม เจ้ากรรมนายเวรอาจจะไม่ใช้แรงกระทำกับลูกบิลเลียดนั้นโดยตรง แต่จะไปดันให้ลูกบิลเลียดอีกลูกหนึ่งตีชิ่งวิ่งมาชนลูกที่ต้องการให้ลงหลุม คำว่าโชคดีหรือโชคร้ายส่วนใหญ่จะมีจุดเริ่มต้นมาจากคน ไม่ใช่สิ่งของ แม้แต่การถูกลอตเตอรี่รางวัลที่หนึ่งก็ต้องเริ่มจากคนขายถูกดลใจให้อาสลากใบนั้นมาขายคุณ

ถ้าเป็นกรรมเก่าร้าย ๆ คนไม่ดีจะโคจรเข้ามาในชีวิตคุณการมาพบเจอคนไม่ดีก็ไม่ใช่เรื่องบังเอิญอีกเช่นกัน แสดงว่ามีกรรมเก่าอยู่ ต้องพยายามหลีกเลี่ยง เช่นคนที่คบเพื่อนไม่ดีแล้วพากันไปติดยาเสพติด ดังนั้นการเลือกคบคนดีจะเสมือนเกราะที่คอยสกัดกรรมเก่าไม่ให้เข้ามา ถึงแม้จะเผลอตัวเผลอใจเช่น คิดจะลองสูบบุหรี่ กรรมดีในเพื่อนที่ดีจะวิ่งเข้ามาช่วยสกัดโดยการตักเตือหรือห้ามปราม

มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวบนโลกที่มีสติ สตินี้เองที่จะทำให้เราฝืนกรรมได้ การเลือกคบคนดีเป็นการใช้สติวิเคราะห์เป็นความคิดในปัจจุบัน ซึ่งไม่เกี่ยวกับกรรมเก่า แต่ถ้าขาดสติปล่อยให้อารมณ์ความรู้สึกเข้าครอบงำ เมื่อนั้น ชีวิตก็จะตกไปตามกฎแห่งกรรม

ในหมู่กรรมทั้งหมด กรรมที่เกิดจากมนุษย์ด้วยกันจะส่งผลต่อวิถีชีวิตได้มากที่สุด .......



จาก: พัชรินทร์
วันที่: 16/04/52 - 10:01 น.
IP Address: 125.26.241.xx
ความคิดเห็นที่ 142
พระเอกชาฮ์รุก ข่าน ภาพจากเพลงเต็มเพลง..น่ารักกกก...เพลงเดียวกับความคิดเห็นที่ 132


Break Free Srk Krazzy 4 Full Song Audio 1st on the net
http://www.youtube.com/watch?v=Qac-2TVptcg&feature=related

จาก: พัชรินทร์
วันที่: 16/04/52 - 10:04 น.
IP Address: 125.26.241.xx
ความคิดเห็นที่ 143
จาก เดอะท็อป ซีเคร็ต เล่ม 2 .... ของท่านอาจารย์ทันตแพทย์สม สุจิรา สำนักพิมพ์อัมรินทร์...


สติ เป็นตัวรู้ สามารถแยกออกจากสมองได้ สติจะเป็นตัวควบคุมดูแลการทำงานของสมองทั้งสองซีกให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เมื่อเสียชีวิต สติเป็นเจตสิกอย่างหนึ่งที่จะออกจากร่างไปพร้อมกับจุติจิต เพื่อไปเกิดเป็นปฏิสนธิจิตใหม่ในชาติภพต่อไป การกำหนดสติเฝ้าดูความคิดที่ผุดขึ้นมา เช่น คิดหนอ ๆ ๆ ๆ คือการควบคุมและรู้เท่าทันการทำงานของสมองซีกซ้าย ส่วนการกำหนดสติเฝ้าดูความรู้สึก เช่นเศร้าหนอ ๆ ๆ ๆ คือการควบคุมและรู้เท่าทันการทำงานของสมองซีกขวา

เคล็ดลับอีกอย่างหนึ่งของการฝึกสติแยกออกจากกายก็คือ ให้คิดเสียว่าร่างกายนี้มีจิตของเราสิงอยู่ กายนี้ไม่ใช่ของเรา เพียงแต่จิตเราเข้ามาสิงในร่างนี้ พยายามศึกษาลักษณะของกายนี้ให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ ทั้งการรับผัสสะทางทวาร 6 การคิดของสมอง และอารมณ์ความรู้สึกทางประสาทสัมผัสต่าง ๆ โดยแยกสติออกมาเฝ้าดู เมื่อใดที่รู้สึกว่าตัวกู ของกูไม่มีอยู่จริง ก็คือสามารถแยกจิตออกจากกายได้แล้ว จะทำให้ได้พบกับความจริงแท้ ถึงเวลานั้นจะเลิกสงสัยอย่างหมดสิ้นว่า คนตายแล้วเกิดหรือไม่ และเมื่อตั้งสติพิจารณาจิตให้ละเอียดลึกลงไป จะมีญาณหยั่งรู้การเกิดในภพชาติก่อน ๆ ที่ผ่านมา
การกำหนดสติไปจับไว้ที่ความรู้สึกทางจิต สังเกตอาการเปลี่ยนแปลงในทุกอารมณ์ความรู้สึก จะทำให้มีความสารมารถเหนือกว่าคนทั่วไป ซิกมุนด์ ฟรอนด์ สมารถนำความรู้สึกส่วนลึกของมนุษย์มาสร้างทฤษฏีจิตวิเคราะห์อันลือลั่น ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ที่ฝึกกำหนดความรู้สึกอย่างต่อเนื่องจะสมารถล่วงรู้ไปถึงความรู้สึกของคนอื่น ๆ ด้วย หรือที่เรียกกันว่า ญาณหยั่งรู้ใจคน เมื่อจับจิตคนอื่น ๆ ได้ จะทำอะไรก็ย่อมประสบความสำเร็จอย่างง่ายดาย...

การฝึกสติควรเลือกฐานที่เหมาะกับจริตของตน ถ้าเปรียบฐานของการฝึกเป็นเสมือนรองเท้าที่จะใช้สวมใส่ เพื่อเดินไปตามทางสายเอกแห่งมรรค วิธีที่ถูกต้องคือ ต้องเลือกคุณสมบัติของรองเท้าให้เข้ากับรูปร่างเท้า ไม่ใช่ไปพยายามทำหรือเปลี่ยนแปลงรูปร่างเท้าให้เข้ากับรอเท้า ซึ่งการฝึกสติเพียงฐานใดฐานหนึ่งก็สามารถบรรลุถึงนิพพานได้ ไม่จำเป็นต้องปฏิบัติครบทุกฐาน เช่นผู้ที่มีปัญญากล้า อาจจะเห็นว่าการเจริสติด้วยกายานุปัสสนาสติปัฏฐานเป็นเรื่องน่าเบื่อ อาจจะเน้นไปที่ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ก็ได้ ในทางตรงกัข้าม บางคนอาจเห็นว่า การฝึกธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐานเป็นเรื่องละเอียด ลึกซึ้งจนเกินไป การกำหนดสติเฝ้าดูการเคลื่อนไหวหรือความเจ็บปวดทางกายง่ายกว่า ผู้ปฏิบัติธรรมบางท่านจะเน้นไปที่จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐานเพียงอย่างเดียว เฝ้าดูอารมณ์ความรู้สึกอยู่ตลอดเวลา ก็สามารถบรรลุนิพพานได้



จาก: พัชรินทร์
วันที่: 16/04/52 - 21:48 น.
IP Address: 125.26.243.xx
ความคิดเห็นที่ 144
คัดจากหนังสือ ไอน์สไตน์พบ พระพุทธเจ้าเห็น ของท่านอาจารย์ทันตแพทย์สม สุจิรา...

( สติปัฏฐาน 4 เป็นเทคนิคหรือวิถีทางของการเจริสติ สมาธิ ปัญญา ซึ่งถือว่าเป็นการค้นพบขั้นสุยอดทางพระพุทธศาสนา พระพุทธองค์ตรัสว่าสติปัฏฐานนี้เป็นทางสายเอก เพื่อความบริสุทธิ์ เพื่อล่วงความโศกเพื่อความดับสูญแห่งทุกข์และโทมนัส เพื่อธรรมที่ถูกต้อง เพื่อบรรลุเข้าสู่มรรคผล นิพพาน สติปัฏฐาน 4 ก็คือการนำสติไปวางไว้ที่ฐานทั้ง 4 ประกอบด้วย
1.กายานุปัสสนา กำหนดสติไปเกาะที่กาย กำหนดรู้กายตามสภาวะเป็นจริง เช่น กำหนดรู้ลมหายใจเข้า - ออก ยุบหนอ พองหนอ กำหนดรู้ความเคลื่อนไหวของกายทุกขณะ ยืน เดิน นั่ง นอน และแม้ก่อนที่กายจะเลื่อนไหวก็ระลึกถึงเสียก่อนว่ากำลังจะเคลื่อนไหว เทคนิคที่ช่วยในการฝึกสติไว้ที่กายได้เป็นอย่างมากคือการเดินจงกรม
2.เวทนานุปัสสนา เอาสติไปเกาะไว้ที่ความรู้สึก พิจารณาสุข ทุกข์ เวทนา มีสติรู้เท่าทันตัวที่เสวยอารมณ์ เช่น เสวยสุขก็รู้ว่าสุข เสวยทุกข์ก็รู้ว่าทุกข์ รู้เท่าทันความรู้สึกทุกชนิด เช่นชอบ เกลียด ดีใจ เสียใจ เฉย ๆ เมื่อนำสติไปจับความรู้สึกได้ จะพบว่าความรู้สึกนั้นไม่จีรัง เกิดขึ้นเพียงชั่วครั้งชั่วคราวแล้วก็ดับไป
3.จิตตานุปัสสนา คือการกำหนดสติพิจารณาจิต มีสติพิจารณาความเป็นไปของจิตว่า ขณะนี้จิตของเรามีราคะ โทสะ โมหะ หรือมีความฟุ้งซ่าน มีความนึกคิดต่าง ๆ กำหนดรู้อย่างนี้ มีสติตั้งมั่นไม่เอนเอียงไปตามอารมณ์ของจิต ย่อมจะรู้เท่าทันว่าจิตก็เป็นเพียงสักแต่ว่าจิตเท่านั้น เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป แต่การเกิดดับของจิตจะไวกว่าเวทนา ต้องใช้กำลังสมาธิที่สูงกว่า
4.ธรรมานุปัสสนา คือการใช้สติพิจารณาธรรม การมีสติกำหนดพิจารณาธรรม ซึงเกี่ยวเนื่องกับการเกิด – ดับ เข้าใจในอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา รู้แจ้งในอริยสัจ 4


อริยสัจ 4 คือความจริงอันประเสริฐ 4 ประการ คือ การมีอยู่ของทุกข์เหตุแห่งทุกข์ ความดับทุกข์ และหนทางไปสู่ความดับทุกข์ ความจริงเหล่านี้เรียกว่าอริยสัจ 4
1.การมีอยู่ของทุกข์ เช่น การเกิด แก่ เจ็บ ตาย ความเศร้า ความผิดหวัง ความกลัว การพลัดพราก ความอยาก ฯลฯ เหล่านี้ล้วนเป็นทุกข์
2.เหตุแห่งทุกข์ (สมุทัย) โดยปกติคนทั่วไปจะมองไม่เห็นเหตุแห่งทุกข์อย่างแจ่มชัด นั่นเพราะขาดปัญญา มีอวิชชา มีกิเลส ตัณหา อุปาทาน จึงไม่เห็นเหตุแห่งทุกข์ตามความเป็นจริง เมื่อไม่เข้าใจเหตุแห่งทุกข์ ชีวิตจึงต้องจมปลักอยู่กับการมีอยู่ของทุกข์ไปจนสิ้นอายุขัย
3.ความดับทุกข์(นิโรธ) สำหรับบุคคลที่เข้าใจเหตุแห่งทุกข์ได้อย่างถูกต้องชัดเจน จะนำไปสู่ความดับทุกข์ การเข้าใจความจริงของชีวิตนำไปสู่ความดับความเศร้าโศกทั้งมวล อันยังให้เกิดความสงบและความเบิกบาน
4.หนทางแห่งการดับทุกข์ (มรรค) คือ วิถีทางหรือเทคนิคในการดำเนินไปสู่การดับทุกข์ นั่นก็คือหนทางแห่งการปฏิบัติตนเพื่อให้เข้าถึงศีล สมาธิ ปัญญา )





จาก: พัชรินทร์
วันที่: 16/04/52 - 21:50 น.
IP Address: 125.26.243.xx
ความคิดเห็นที่ 145
ต่อความคิดเห็นที่ 135

เริ่มจากต่อจากความคิดเห็นที่ 117...

เล่าย้อนถึงก่อนการระลึกชาติ....ก็..ทราบทีหลังเมื่อไม่นานมานี้เองว่าเพราะความผูกพันต่อเนื่องจากในชาติ...ความคิดเห็นที่ 79...

****************

เมื่อปรากฏว่าดวงจิตตนเองหายไป...แรก ๆ ก็คิดว่าคงไม่เป็นอะไรนัก..เดียวก็คงมาเอง...

แต่ว่าไม่ใช่เลย...ก็อาการที่ดวงจิตฯเต้นออกจากดวงใจไปนั้น..ก็น่าจะเหมือนอาการเป็นบาดแผลนะคะ..ถ้าเทียบทางกาย...เพียงแต่เราไม่ทราบ...นานวันเข้าเราก็รุ้สึกว่าคิดถึงดงใจตนนี้นมาก ๆ เพราะอยุ่ ๆ ก็หายไป...คิดถึงมาก ๆเข้ามาก เข้า ก็รู้สึกว่าเช้าวันนึง...ไม่อยากตื่นนอน..นอนจมดิ่ง...มีอาการจับไข้ลึก ๆ ในดวงใจ...ดวงใจก็อ่อนแอ ตอนนั้นไม่ทราบว่าดวงใจมีแผลด้วย..ต่อมาจึงทราบ...

นอนจมดิ่งลึกได้ถึงอัปปันนา....พออัปปันนาคลายตัวก็...เห็นเลข 1 2 .ขึ้นอัตโนมัติในดวงตาตอนเคลื่อนสมาธิสู่อุปจาระ..ก็นึกถึงเสมอว่านั่นคือสายใยแม้ยามทุกข์หนักก็ดลใจให้นึกถึงได้แม้ในสมาธิ..ในความรู้สึกนะคะ..ก็ เป็นสูตรของทางคลื่นท่าน..ปกติเราเองใช้พุทโธ แต่ไม่ได้เจริญสมาธินาน..เข้าสมาธิครั้งสุดท้ายช่วงเมษา 2545..ที่ไปบวชชีพราห์ม..และจากนั้นก็เดินจงกรมอย่างเดียวไม่ได้เจริญสมาธิอีเลย...พบคลื่นฯก็สักช่วงเมษา..50 ...นานถึง 5 ปีทีเดียว..จึงได้เจริญสมาธิเพราะอาการที่ดวงจิตฯหายนั้น...ก็เห็นอาการทุกข์ในดวงใจตนตอนเคลื่อนเข้าสู่อุปจาระ...ก็ใช้เลข 1 2 นับลงไปแทนอาการทุกข์ใจเพราะดวงใจเป็นไข้นั้น...ก็เกิดอัศจรรย์ใจ..เพราะว่าอาการแห่งทุกข์นั้นเคลื่อนออกจากดวงใจ และเคลื่อนออกมาตามผิว เหมือน ๆ ที่เราเป็นไข้แล้วได้ทานยาแก้ไข้ แล้วจะเหงื่อออก แบบนั้นเลย...อาการแห่งทุกข์ก็เคลื่อนออกมาตามผิวแล้วก็หายออกสู่อากศภายนอก... อืมมมม...แต่ก่อนเราไม่เข้าใจวิธีทำวิปัสสนาได้ชัดเจนแบบนี้เลย...เพราะว่าค้นหาทุกข์ที่ชัดเจนแบบนี้ไม่พบ จึงละทิ้งไปเลย...เพราะว่าตนเองก็ไม่อยากจะเร่งตนเองทางธรรมอะไรนัก...ด้วย...ก็ชอบใจมาก ๆ เพราะเข้าใจวิธี...ก็นับเลข 1 2 แทนอาการทุกข์ไปจนเกลี้ยงใจ ก็พักจิต ในอัปปนา ... และก็เคลื่อนออกสู่อุปจาระ... และเคลื่อนออกส่ขณิกะ ... และเคลื่อนออกสู่สภาวะปกติ ก็แผ่เมตตาด้วย....

รู้สึกว่าตนเองดีขึ้นมาก ๆ ...พละกำลังก็เริ่มคืนมา...แจ่มใสขึ้นเรื่อย ๆ ...คิดว่าอาการดีขึ้นแล้วคงไม่วิปัสสนาอีกหรอกเพราะเกรงว่าจะไปไกลมากเนเพราะเรามีภาระทางโลกหลายอย่าง..ต้องทำด้วย...

และอาการหลังจากเข้าใจวิปัสสนาก็คล้าย ๆ เริ่มเข้าใจภาษาธรรมง่าย ๆ โดยอัตโนมัติเช่น คำว่าทางสายกลางหมายถึงอย่างไร ฯ แต่ยังไม่ลึกมากนัก อ่านหนังสือธรรมะก็เข้าใจความหมายลึกกว่าที่เคยอ่าน..ทั้ง ๆ ที่ก็ข้อความเดียวกันเป็นต้น...


จาก: พัชรินทร์
วันที่: 16/04/52 - 22:20 น.
IP Address: 125.26.243.xx
ความคิดเห็นที่ 146

แล้วความคิดเห็นที่ 145...ก็เป็นก้าวแรกที่ชัดเจนในทางวิปัสสนาค่ะ...และ..

เก็บเหตุการณ์มาเทียบ...ค่ะ...จากความตั้งใจเพื่อความหมายของผู้หญิง...(ไม่เกี่ยวกับคำว่าธรรมเป็นของกลางเข้าถึงได้ทุกเพศทุกวัยนะคะ..คำนั้นเป็นสัจธรรมโดยแท้....เพียงแต่เรารักเพศหญิงจึงขอไปในเส้นทางนี้ในร่างภายนอกเป็นหญิงค่ะ....จากนั้นก็มีพัฒนาการทางโลกในชีวิตของผู้หญิงนะคะ...).และสู่วิถีพุทธศาสนา...

************
จากความคิดเห็นที่ 145

***และมีคำอธิษฐานส่วนตัวที่ลึกซึ้งว่าเราตั้งจิตเป็นผู้หญิง คนที่สอนธรรมระดับวิปัสสนาก็จะให้เกียรติความผูกพันที่ไกล้ชิดที่หมายถึงมาจากทางโลกเพื่อเชื่อมทางธรรม..ก็คือคนพิเศษที่สุดของเรา.***..เพราะเราเป็นคนที่รักอะไร ๆ แล้วจะรักลึกซึ้งมาก ๆ จึงรู้ตัวว่า..การจะออกจากโลกนั้นคงเป็นเรื่องที่ละได้ก็คงทีละนิด ๆ ๆ ๆ ..เพราะว่าตนเองรักคุณค่าของความเป็นสิ่งที่มีพระคุณต่อการที่ได้เติบโตมาเป็นตัวเรา..คนที่จะพาออกจากทางโลกสู่ทางธรรมก้าวแรกในเส้นทางวิปัสสนา..ก็ตั้งจิตว่าคือคนที่เป็นคนพิเศษที่สุด..แล้วแต่จะสอนเราได้แค่ไหน..เหลือจากนั้นก็ไม่กังวล...เพราะว่าเราเป็นคนที่สอนยาก จึงค้นธรรมเองอยู่เสมอ ๆ ไม่เคยกังวลเรื่องจะเป็นภาระใคร ๆ .ถึงเวลาเหตุการณ์ก็คงจะพาให้ได้เรียนรู้จนได้....ละก็ความตั้งใจแบบนี้ไม่น่าจะมีแค่เพียงชาตินี้ชาติเดียว...เพราะค้นพบความลึกซึ้งด้านทางโลกแล้วก็บอกได้ว่า..ความปรารถนานี้มีมานานเท่ากับการเริ่มรู้จักก็นับว่าได้...

************
จากความคิดเห็นที่ 145...***นอนจมดิ่งลึกได้ถึงอัปปันนา....พออัปปันนาคลายตัวก็...เห็นเลข 1 2 .ขึ้นอัตโนมัติในดวงตาตอนเคลื่อนสมาธิสู่อุปจาระ..ก็นึกถึงเสมอว่านั่นคือสายใยแม้ยามทุกข์หนักก็ดลใจให้นึกถึงได้แม้ในสมาธิ..ในความรู้สึกนะคะ..ก็ เป็นสูตรของทางคลื่นท่าน..ปกติเราเองใช้พุทโธ ***

**************
ความคิดเห็นที่ 87
คัดจาก เดอะท็อป ซีเคร็ต เล่ม 2 .... ของท่านอาจารย์ทันตแพทย์สม สุจิรา สำนักพิมพ์อัมรินทร์...

***การดำเนินชีวิตอย่างมีสติสัมปชัญญะจะช่วยป้องกันได้ พยายามหมั่นฝึกเจริญสติอยู่เสมอ ๆ อุบัติเหตุต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่อง
บังเอิญ แต่เป็นผลมาจากกรรมเก่า คนเราสามารถเอาชนะกรรมได้ด้วยสติ

ดังที่หลวงพ่อชา สุภัทโท เคยกล่าวไว้ว่า ...

***เหนือฟ้า เหนือกฎแห่งกรรมยังมีวิปัสสนากรรมฐาน ****

(นั่นหละค่ะที่กล่าวถึงอย่างมั่นใจเสมอ ๆ ว่า พัฒนาการของทั้งสองดวงจิตนั้นยังคงมีสัจจะต่อกันและกันอยู่ตลอดเวลา...ถึงแม้ทางด้านตนเองนั้นจะระลึกเห็นชาติภพได้เพียงคนเดียว...ส่วนทางท่านที่เป็นกรรมของเราที่ต้องชดใช้เค้าตอนนี้ท่านไม่เข้าใจ...แต่ความจริงใจของสองดวงจิจเป็นในสัจจธรรมค่ะ...เราก็ใช้กรรมเค้าไป...เพราะหนีกรรมไม่ได้ค่ะ...ยิ่งท่านไม่รุ้ตัวว่าต้องระวังอีกหนึ่งดวงจิตที่อยุ่ในตัวท่าน...เราก็ยิ่งหนัก...แต่ตอนรับกรรมนั้นใคร ๆ ก็ช่สยเรารับกรรมไม่ได้นะคะ...เป็นกรรมของเราเอง...ก็ได้เพียงอธิษฐานจิตขอข้อธรรมที่เราจะต้องใช้ในการเผชิญกรรม...ก็ได้มาเรื่อย ๆ ค่ะ...จากแหล่งต่าง ๆ ....กรรมไม่ใช้เค้าก็ไม่หมดกรรม...ถ้าถึงเวลากรรมหมดเราคงจะเริ่มทราบของเราเองค่ะ..ตอนที่กรรมยังมากอยุ่นั้นจะทำอย่างไร ๆ ทางคลื่นกรรมท่านก็ช่วยเราไม่ได้...และไม่ใช่เรื่องต้องให้ช่วยอะไร...เพียงแต่ให้เราเห็นว่าดวงจิตฯเราอยู่ที่ใดฯ.)

จาก: พัชรินทร์
วันที่: 17/04/52 - 8:25 น.
IP Address: 125.26.241.xx
ความคิดเห็นที่ 147



เพลงจากหนังใหม่ Krazzy 4..เต็ม ๆ เพลงค่ะ...

Krazzy 4 full song

http://www.youtube.com/watch?v=KPWxpkn4tEU&feature=related

จาก: พัชรินทร์
วันที่: 17/04/52 - 9:10 น.
IP Address: 125.26.241.xx
ความคิดเห็นที่ 148



ชาฮ์รุก ข่าน เซ็กซี่...

Shahrukh Khan Sexy

http://www.youtube.com/watch?v=E19Xq-JbcSE&feature=related


จาก: พัชรินทร์
วันที่: 17/04/52 - 9:34 น.
IP Address: 125.26.241.xx
ความคิดเห็นที่ 149
แก้ไข....
ความคิดเห็นที่ 146....

จากความคิดเห็นที่ 145 ...เป็นมาจาก...ความคิดเห็นที่ 117.....

***และมีคำอธิษฐานส่วนตัวที่ลึกซึ้งว่าเราตั้งจิตเป็นผู้หญิง คนที่สอนธรรมระดับวิปัสสนาก็จะให้เกียรติความผูกพันที่ไกล้ชิดที่หมายถึงมาจากทางโลกเพื่อเชื่อมทางธรรม..ก็คือคนพิเศษที่สุดของเรา.***..เพราะเราเป็นคนที่รักอะไร ๆ แล้วจะรักลึกซึ้งมาก ๆ จึงรู้ตัวว่า..การจะออกจากโลกนั้นคงเป็นเรื่องที่ละได้ก็คงทีละนิด ๆ ๆ ๆ ..เพราะว่าตนเองรักคุณค่าของความเป็นสิ่งที่มีพระคุณต่อการที่ได้เติบโตมาเป็นตัวเรา..คนที่จะพาออกจากทางโลกสู่ทางธรรมก้าวแรกในเส้นทางวิปัสสนา..ก็ตั้งจิตว่าคือคนที่เป็นคนพิเศษที่สุด..แล้วแต่จะสอนเราได้แค่ไหน..เหลือจากนั้นก็ไม่กังวล...เพราะว่าเราเป็นคนที่สอนยาก จึงค้นธรรมเองอยู่เสมอ ๆ ไม่เคยกังวลเรื่องจะเป็นภาระใคร ๆ .ถึงเวลาเหตุการณ์ก็คงจะพาให้ได้เรียนรู้จนได้....ละก็ความตั้งใจแบบนี้ไม่น่าจะมีแค่เพียงชาตินี้ชาติเดียว...เพราะค้นพบความลึกซึ้งด้านทางโลกแล้วก็บอกได้ว่า..ความปรารถนานี้มีมานานเท่ากับการเริ่มรู้จักก็นับว่าได้...


จาก: พัชรินทร์
วันที่: 17/04/52 - 9:59 น.
IP Address: 125.26.241.xx
ความคิดเห็นที่ 150
กับข้อข้องใจว่า..ตัดออกจากกันเลย...อันนี้ทำประจำ ๆ ค่ะในช่วงแรก ๆ แต่ผลสะท้อนคืนหาตัวผู้ตัดนี้น่าเกรงกลัว..จนเข็ด...เพราะว่าการตัดออกก็คือการทำร้าย..ทั้งดวงจิตท่านและดวงจิตตนเองนะคะ..นั่นหละคือเราไม่เพียรระวังศีลข้อที่หนึ่ง....กรรมสะท้อนคืนเราทันทีแรงมาก...

แม้กระทั่งแต่ดวงจิตเราเองกลับมาเองได้...ก็เข้าใจเหมือนกันเพราะสาเหตุที่หลุดออกมาจากดวงจิตท่านเพราะดวงจิตท่านเปิดรับความผูกพันกับดวงจิตอื่นที่เข้าใจเพราะก็เป็นเนื้อเดียวกันตลอดเวลา..

ก็...จะมาได้สักกี่วันกัน..คลื่นจากดวงจิตท่านก็มาตามคืนไป...ก็เพราะกรรมยังไม่หมดนะคะ..อันนี้ยิ่งเข้าใจกฏแห่งกรรมมากขึ้นทุกวัน ๆ ...(เดี๋ยวตอนเล่าถึงตอนที่คลื่นกรรมมาตามเอาคืนไปแล้วจะชี้บอกไว้......)

แค่เพียงผู้เล่ากลั้นใจตัดแค่เส้นใยเดียวยังกรรมหนัก..เห็นชัดเพราะเราต้องได้บำบัดด้วยวิปัสสนา...เพราะว่ายังไม่หมดกรรมต่อกันค่ะ..ทางคลื่นก็ให้ใช้คืนเค้าโดยเค้าเองก็ไม่รู้ตัว...ว่าตามเอากรรมคืนจากใคร..

( และยิ่งทำให้นึกถึงว่า...ถ้าอ่านเกร็ดเล็ก ๆ น้อย ๆ พบเช่นคำว่า...ถ้าเราทำร้ายตนถึงตายจะกลับมาฆ่าตัวตายอีก 500 ชาติ...ถ้าเราตัดเองแล้วเราตายเราก็ต้องกลับมาฆ่าตัวตายอีก 500 ชาติเชียวววว..หรือ...คนที่เข้าใจกรรมก็ต้องกลัวมากทีเดียว....

ถ้าทำร้ายผู้อื่นถึงตาย ถ้าเจตนาก็รับผลกรรมเต็ม ๆ ถ้าขาดเจตนาอาจจะหนักหรือเบาแล้วแต่จะเกิดผล....อาจะจองกรรมจองเวรกันตลอดนั่นก็ยิ่ง..ไม่ใช่เรื่องที่พึงประสงค์....

นั่นหละค่ะที่ยืนยันว่าทำไม่ได้เรื่องตัดสองดวงจิตออกจากกัน...ที่ เราปฏิบัติธรรมเราต้องมีความตั้งมั่นว่าจะรักษาชีวิตตนเองไว้ให้นานที่สุดเพื่อใช้เวลาที่เหลือให้คุ้มค่าในฐานะที่มีต่อทางโลกและทางธรรม...ถ้าตัดขาดออกจากกันแล้วขณะที่ดวงจิตตนเองก็ใช้กรรม และเจริญวิปัสสนาเพื่อพยุงจิตตนไว้ คล้าย ๆ ดวงจิตเพิ่งเจริญได้ไม่มากอะไรนัก..ก็อาจจะถึงจิตสลาย.หรือไม่จิตก็อยู่ที่เดิมคือยังอยู่ด้วยกัน....ถ้าเป็นไปได้เราก็ไม่อยากให้เกิดเรื่องถึงต้องทำร้ายกันไป ทำร้ายกันมา...พอเล่าแล้วก็ขนลุกเกลียววว..กรรมที่พรากชีวิตผู้อื่นในครั้งอดีตชาติมาส่งผลกับเรานี้แรงมาก ๆ ...ต้องได้ระมัดระวังรอบด้าน....และเห็นอยู่คนเดียวเสียด้วย...ที่จริงกว่านั้น..ก็..ประวัติศาสตร์ก็จะซ้ำรอยเรื่องทำแบบเดียวกัน..เพื่อคู่อีก...และเพื่อคู่อีก..และเพื่อคู่อีกก็จะอีกสักกี่..เพราะไม่ทราบว่าจะได้เกิดอีกนานแค่ไหน..เราเองก็ต้องรับผิดชอบดูแลพัฒนาการที่มีอยู่ในส่วนของเราเท่านั้น..ก็กรรมก็เห็นัดขนาดนั้น ที่เข้าใจมากเพราะเผชิญกรรมนั้นอยูในขณะนี้)

จาก: พัชรินทร์
วันที่: 17/04/52 - 10:43 น.
IP Address: 125.26.241.xx
ความคิดเห็นที่ 151



ดูความน่ารักกกของ...พระเอก Hrithik Roshan ....

Hrithik Roshan Coke commercial

http://www.youtube.com/watch?v=U_HpT1WiLU8&feature=related

จาก: พัชรินทร์
วันที่: 17/04/52 - 14:53 น.
IP Address: 125.26.241.xx
ความคิดเห็นที่ 152

ต่อความคิดเห็นที่ 145

เริ่มจากต่อจากความคิดเห็นที่ 117...

เล่าย้อนถึงก่อนการระลึกชาติ....ก็..ทราบทีหลังเมื่อไม่นานมานี้เองว่าเพราะความผูกพันต่อเนื่องจากในชาติ...ความคิดเห็นที่ 79...

******************

พอเจริญสมาธิวิปัสสนาเป็นเท่านั้นแล้วไม่ได้ทำต่ออีก แต่ก็เดินจงกรม วิ่งสมาธิ และเจริญขณิกกะในกิจวัตรประจำวัน ...ก็...ดำเนินชีวิตตามปกติของคนรักการอ่านและรักสวยรักงามค่ะ และก็คือทำงานนะคะ...ตามปกติ ๆ เริ่มรู้สึกว่าข้างในดวงใจเริ่มมีอาการกำลังจะหนักอีกแล้วววว...แต่ก็ทนเอาค่ะ...กคือเกรงว่าตนจะก้าวไปไกลทั้ง ๆ ที่ยังมีภาระหลายอย่าง...ก็อธิษฐานจิต่อคลื่นกรรมท่านว่า...ถ้าเราอาการไม่มีอาจถึงแก่ชีวิต ก็ขอให้คำปรารถนาเรื่องความเป็นผู้หญิง ของเรานั้นให้ท่านช่วยสารต่อแทนด้วย....แป่ววว...บ่นไปค่ะท่านไม่เข้าใจหรอก ท่านก็ทำหน้าที่ของท่านไป...เราก็จุดธุปบอกไป....และวันนึงก็เกิดว่าเปิดเข้าไปอ่านในกระทู้เกี่ยวกับสมเด็จพระองค์ดำฯ ปกติไม่ได้เข้าไปเลยค่ะ...แต่ว่าวันนั้นเหมือนคำอธิษฐานจิตบอกทาคลื่นกรรมเรื่องขอให้ท่าสานต่อเรื่องเกี่ยวกับความปรารถนาเรื่องผู้หญิงของเราต่อไปบ้าง...นั่นหละค่ะ..ปรารกฏว่าได้อ่านข้อเขียน้องปอดส์ คู่บารมีของพระพุทธองค์อีกพระองค์ในอนาคต...ก็ขนลุกค่ะ..ในที่สุดเราก็ได้พบผู้หญิงที่จะเป็นผู้หญิงในชาติสุดท้าย...เพียงแต่คำอธิษฐานต่างกับเรา....และอ่านข้อเขียนของน้องปอดส์แล้วเข้าใจเลยทั้ง ๆ ที่ไม่เคยพูดคุยกันมาก่อนว่า...เป็นผู้หญิงที่มีรักแท้ในดวงใจ...ก็แวะเข้าไปคุยกับน้องปอดส์และสมาชิกทุกท่านที่นั่น...เพื่อความรู้เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาอีกกระทู้และอื่น ๆ ....ก็คุยเพลินไปเรื่อย ๆ
*******************

ส่วนอาการในดวงใจตนเองก็หนักขึ้น ๆ แต่ไม่ยอมเข้าวิปัสสนา...อยู่มาเช้าวันนึงก็อาการหนักจนต้องเข้าวิปัสสนา.ก่อนเจริญสมาธิก็ต้องกราบพระฯและขอให้คุณพระฯลฯคุ้มครองสมาธิด้วยค่ะทุกครั้ง...

..ปรากฏว่า...พอเข้าไปถึงอุปจาระเท่านั้น..ยังไม่ถึงอัปปนา...ดวงใจก็ฟ้องเราเสียงดัง ๆ คล้าย ๆ คนที่มีอาการไข้ขึ้นว่า...น้อยใจ ๆ ๆ ...

เราก็ถามว่าทำไมถึงอาการหนักแบบนี้นะ...ขอโทษนะ...พอเราถามแบบนั้น...จิตก็เริ่มค้นหาคำตอบให้เรา...ก็ รู้สึกว่าเราอยุ่ในอัปปนนา และคลายจากอัปปันนา ก้เข้าอุปจาระสมาธิ และจิตก็ส่งคำตอบเราว่า....ศีลพร่อง...

เราก็แปลกใจเพราะระมัดระวังเรื่องศีลอยู่เสมอ ๆ ...ก็ถามว่า...พร่องอย่างไร....จิตก็เริ่มค้นคำตอบให้เราอีก ก้รู้สึกว่าเราเข้าอัปปนาอีก และพอจิตออกอัปปนา ก็เข้าอุปจาระ...และจิตก็ตอบว่า...ศีลข้อหนึ่งพร่อง...

ก็ถามต่อว่า..ศีลข้อหนึ่งพร่องได้อย่างไร...จิตตก็ค้นหาคำตอบให้อีก...ก็รู้สึกว่าเราเข้าอัปปันนาอีก..พอจิตคลายจากอัปปันน...ก็เข้าอุปจาระ...และจิตก็ตอบในอุปจาระว่า...น้อยใจ..ก็คือทำร้ายตน...

ชัเจนมาก จิตเค้ารู้มากกว่าเราอีกค่ะเรื่องศีลพร่อง...ไม่เคยคาดคิดว่าเค้าจะตออบเราได้แบบนี้...และเข้าวิปัสสนาคราวนี้ ดวงใจอาการหนักจนมีเสียงพูดเพ้อเพราะพิษไข้สูงจัด...

เราก็เนวิปัสสนาตั้งศีลใหม่ค่ะ คราวนี้ใช้พุทโธ.ใช้นับเลข 1 2 แล้วอาการไม่ดีขึ้น ก็ทดลองด้วยวิธีใหม่...เคยฝึกอานาปานสติมาบ้างแต่ไม่เหมาะกับจริตตนเหมือนพุทโธ...ก็ค้นอานาปานสติมาลองดู..สักนิดหน่อย..ที่พอจำได้...

..เจริญจากเริ่มนับลมหายใจ ก็สังเกตว่า เป็นอาการเคลื่อนจาก วิตก .. วิจารณ์... ปิติ .. สุข... เอกัคคตา ...บำบัดด้วยวิธีนี้เลย..เจริญสมถะก่อนด้วยสูตรนี้เพราะซ้ำหลาย ๆ ครั้ง เจริญสมถะจะมีสารสุขหล่อเลี้ยงร่างกายและจิตใจ...จนพึงพอใจแล้วก็ เข้าพักจิตในอัปปันนา จิตถอนจากอัปปันนาแล้วก็เคลื่อนสู่อุปจาระเพื่อจะเจริญวิปัสสนาต่อ...อาการน้อยใจก็หมดไป ก็ทดสอบหาอะไร ๆ จะมาเจริญวิปัสสนาก็หมดเกลี้ยงใจ..ก็พักจิตในอัปปันนา จิตคลายตัวก็เข้าสู่อุปจาระ และเคลื่อนสู่ขณิกกะ..และก็แผ่เมตตาตนและแผ่เมตตาสรรพสัตว์ ฯลฯ...

ก็สบายใจขึ้นและก็มีพละกำลังขึ้มาอีก....






จาก: พัชรินทร์
วันที่: 17/04/52 - 21:30 น.
IP Address: 125.26.241.xx
ความคิดเห็นที่ 153



พระเอก..Hritik Roshan...กับงานโฆษณา.....

Macro Man Ad - Featuring Hritik Roshan`

http://www.youtube.com/watch?v=CJzEN2C8vF0&feature=related

จาก: พัชรินทร์
วันที่: 18/04/52 - 7:35 น.
IP Address: 125.26.241.xx
ความคิดเห็นที่ 154



พระเอกหวานใจเราเค้าเซ็กซี่...ก็..ตามที่เห็นแบบนั้น...และก็เราเองเห็นความน่ารักกกกกก.....เด่นชัดเลยย..

Hrithik's Sexiest Video

http://www.youtube.com/watch?v=rzoOi2fzYnA&feature=related

จาก: พัชรินทร์
วันที่: 18/04/52 - 9:45 น.
IP Address: 125.26.241.xx
ความคิดเห็นที่ 155
คัดจากหนังสือธรรมแท้ปรากฏที่ใจ โดยท่านอาจารย์พระหาบัว ญาณสัมปันโน วัดป่าบ้านตาด จังหวัดอุดรธารี


(วันนี้ลองเปิดหนังสือเล่มนี้อ่าน....ก็พบข้อะรรมที่ท่านหลวงตาเล่าถึงเรื่องกรรม และ นิทานะรรมเรื่องของพระดมคคัลลาน์....ก็...พอจะเข้ากับเรื่องเล่าถึงจิตใจที่มีสัจจะต่อกันของดวงจิตสองดวงที่ปรารถนาคนละด้านกัน ...ในพุทธศสนา...ที่กำลังเล่าถึงนี้นะคะ...และทั้งสองดวงจิตก็มีกรรมของตนคนละแบบก็..คงไม่เข้าใจมากมายถึงระดับนั้น.....

ที่คัดส่วนจากหนังสือท่านหลวงตามาลง...ก็อัศจรรย์ใจตรงคำว่า...จิต..ของท่านพระโมคคัลลาน์ และกายที่มีเศษแงกรรมที่เคยทำไว้...ก็กายต้องรับกรรม...แต่ไม่มีผลถึงจิตที่ปฏิบัติจนบรรลุอรหันต์ของท่านแล้ว....

ผู้เล่าเองนี้ไม่อาจเอื้อม...ว่าตนบรรลุ อะไร ๆ นะคะ..ขอออกตัวเสมอไปว่า..ผู้เรียนรู้ทางโลกและทางธรรม..ท่านผู้อ่านจะได้สบายใจค่ะ...และศึกษาไปในด้านธรรมบริสุทธิ์นะคะ...เพราะพื้นฐานครอบครัวก็ปลูกฝังธรรมะด้านบริสุทธิ์เสมอมา แม้แต่อุปนิสัยตนเองก็ชอบค้นด้านแบบนี้ เพียงแต่มาประกอบใช้ในชีวิตจริงของตนและคนรอบข้าง....

เพียงแต่ว่า...ปฏิบัติธรรมและชดใช้กรรมบางอย่างขณะนี้แล้วทำให้สัมผัสได้บางอย่าง...ที่คล้ายกับนิทานท่านฯ....เรื่องจิตที่ยังคงมีสัจจะธรรมต่อกันของสองดวงจิต...ถึงแม้จะเป็นเพียงระดับอีกระดับของทางโลกสู่ทางธรรม...ก็เหมือนกันในทุก ๆ ชาติ...

และนั่นคือวาสนาโดยส่วนตัวที่พบเห็นในตนเองเสมอ ๆ ค่ะว่า..ถ้าติดขัดธรรมข้อใด...เปิดหนังสือธรรมะหรือหนังสืออื่นใด ก็จะมีมาให้ได้อ่านขยายความที่ตนติดขัด และเป็นกำลังใจอยู่เสมอ ๆ ในตัวเอง...เช้านี้เปิดหนังสือเล่มนี้ก็เปิดไปพบข้อธรรมเข้าเลย...
********************

เมื่อถึงกาลของกรรมของขันธ์นี้มาถึงแล้วก็เช่นเดียวกันจะอยู่ที่ไหนมันก็ตายได้ อยู่ในบ้านในเรือน เหาะอยู่บนฟ้า อยู่ในน้ำบนบก มันตายได้ทั้งนั้นเมื่อถึงกาลของมันแล้ว เพราะธรรมชาติอันนั้นไม่ขึ้นอยู่กับสถานที่ กาล บุคคล หรือเวล่ำเวลา ใด ๆ เลย มันขึ้นอยู่กับตัวของมันเอง ด้วยเหตุนี้เราจึงไม่ควรไปอาจเอื้อมวิพากษ์วิจารณ์ในแง่ต่าง ๆ ให้เป็นความกระทบกระเทือนจิตใจตนและผู้อื่นให้เสียหายไปด้วยได้ เพราะเป็นความคิดความเห็นผิดจากหลักแห่งธรรม

เราเป็นชาวพุทธต้องเชื่อกรรม กรรมแปลว่าการกระทำเป็นกลาง ๆ เรากระทำความดีมากน้อยเพียงไร ความดีก็ช่วยเราได้มากน้อยเพียงนั้น ทำบาปได้มากน้อยเพียงไร บาปก็ให้ทุกข์เรามากน้อยเพียงนั้น ชีวิตเราได้มามากน้อยเพียงไร ก็เหมือนกับเราเทน้ำลงบนพื้น ถ้าน้ำมีมากในภาชนะเวลาเทมันก็ไหลไปได้ไกล ถ้าน้ำมีน้อยเทลงไปสักประเดี๋ยวมันก็หมด ไม่ได้ไหลไปถึงที่อื่นที่ไกลเลย นี่ชีวิตบางชีวิตตายในท้องแม่ก็มี ตกคลอดออกมาตายก็มี กี่วันกี่เดือนกี่ปีไม่ถึงไหนตายก็มี จนถึงอายุขัยตายก็มี มันไม่แน่อย่างนี้ละ เพราะเป็นไปตามกรรมของแต่ละบุคคล
คำว่ากรรมมีความสลับซับซ้อนมากเกินกว่าสติปัญญาสามัญธรรมดาเราจะหยั่งทราบได้ นอกจากพระพุทธเจ้าและพระสาวกอรหันต์บางองค์เท่านั้น แต่ไม่ใช่ทั่วไปคำว่าอรหันต์

สำหรับการเชื่อกรรมนั้น พระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ร้อยทั้งร้อยท่านเชื่อเพราะใจเป็นตัวสร้างกรรม เป็นหลักฐานพยานอยู่ที่ใจ ท่านรู้รอบใจผู้สร้างกรรมโดยตลอดทั่วถึงแล้ว การตัดกรรมทั้งหลายที่จะสืบต่อไปในอนาคตให้ขาดสะบั้นออกจากใจนั้นท่านตัดได้ด้วยข้อปฏิบัติของท่านจริง แต่การจะตัดวิบากกรรมที่เคยเป็นมานั้น แม้จะไม่สามารถเข้ากระเทือนจิตใจของท่านได้ แต่ก็มากระเทือนส่วนร่างกายธาตุขันธ์ของท่านได้เหมือนเรา ๆ ท่าน ๆ ทั้งนี้เพราะธาตุขันธ์เป็นสมมติเสมอกันกับโลกทั่ว ๆ ไป จึงมีการแปรปรวนเช่นเดียวกัน

ดังพระโมคคลลาน์ ท่านเป็นผู้มีฤทธาศักดานุภาพและเป็นอัครสาวกเบื้องซ้ายของพระพุทธเจ้า รองพระสารีบุตรซึ่งเป็นพระอัครสาวกเบื้องขวา ได้รับเอตทัคคะการยกย่องจากพระพุทธเจ้าว่าเป็นผู้เลิศในการแสดงฤทธาศักดานุภาพ ไม่มีสาวกองค์ใดเสมอเลย ในบรรดาสาวกทุก ๆ องค์ของพระพุทธเจ้า ยกพระโมคคลัลาน์เป็นหนึ่ง เหาะเหินเดินฟ้าดำดินบินบนนิรมิต ภาพนิมิตประเภทต่าง ๆ เป็นมโนมยิทธิ ฤทธิ์ทางจิตใจเป็นไปได้ไม่มีประมาณ ไม่มีพระสาวกองค์ใดทำได้อย่างท่าน

แต่แม้ท่านจะเป็นผู้สามารถเช่นนั้นก็ตาม พระโมคคลาน์ท่านก็ยอมรับกรรม เมื่อมีโจรผู้ร้ายเข้ามาปิดล้อมกุฏิจะทำลายท่านจะทุบจะตีท่าน ท่านก็เหาะออกหนีไปเสียหลายครั้งหลายหน เพราะท่านมีฤทธาศักดานุภาพมาก แต่เมื่อเป็นหลายครั้งหลายหนเข้า ท่านก็ย้อนพิจารณามาถึงเรื่องกรรม ก็ทราบ อ้อ กรรมนี้ที่เราได้เคยสร้างไว้ในอดีต ได้ทำความไม่ดีคือเคยฆ่าบิดามารดาตั้งแต่สมัยก่อน ๆ โน้น กรรมนั้นติดตามมา ยังไม่สิ้นกรรม แม้ใจท่านจะตัดขาดจากกรรมโดยประการทั้งปวงแล้ว แต่ขันธ์อันนี้มันเป็นเศษของกรรม

เพราะเป็นสมมติ กรรมก็คือสมมติประเภทหนึ่ง ๆ สมมติต่อสมมุติย่อมเข้ากันได้สนิท เพราะฉะนั้น พระโมคคัลลาน์จึงยอมรับกรรม จะมีฤทธาศักดานุภาพขนาดไหน ภายในจิตใจที่จะยกร่างกายนี้ให้เหาะเหินเดินฟ้าไปได้เร็วยิ่งกว่านกกว่าลมก็ตาม เมื่อทราบและเชื่อกรรมแล้วก็ถอนฤทธิ์คือกำลังใจที่จะยกร่างกายนี้ให้พ้นภัยไปเสีย ดังที่เคยแสดงฤทธาศักดานุภาพมาแล้วนั้นออกเสีย ปล่อยให้โจรทุบตีจนแหลก ส่วนจิตของท่านไม่กระทบกระเทือน เพราะจิตกรรมแตะต้องไม่ได้

จิตนั้นเป็นวิมุตติจิต กรรมเป็นสมมุติ ไม่สามารถจะเข้าถึงจิตวิมุตติของท่านได้ ท่านก็ปล่อยให้โจรย่ำยีตีแหลก คือโจรทั้งหลายย่ำยีตีแหลกร่างกายซึ่งเป็นส่วนสมมุติด้วยกัน อันเข้ากันได้กับกรรมอันเป็นสมมุติเช่นเดียวกัน จนกระทั่งโจรเหล่านั้นทุบตีเป็นที่พึงพอใจ เข้าใจว่าท่านตายแล้วก็พากันหนีไป ท่านจึงมาประสานร่างกายของท่านเข้าด้วยสมาธิสมาบัติแล้วไปทูลลาพระพุทธเจ้าเข้าสู่นิพพาน เมื่อพระองค์รับสั่งถามว่าจะนิพพานที่ไหน ท่านก็ทูลว่าจะไปนิพพานในสถานที่ที่โจรทุบตีนั้นแล พระองค์ก็รับสั่งว่าตามแต่อัธยาศัยและกาลอันควรของเธอเถิด


พระองค์ไม่เห็นคัดค้านไม่เห็นตำหนิติเตียนพระโมคคลลาน์ว่า ก็เธอนั้นน่ะโมคคลัลลาน์ ๑ อครสาวกเบื้องซ้าย ๒ เป็นผู้มีฤทธาศักดานุภาพเหาะเหินเดินฟ้าได้ โจรจะประมาณสักกี่หมื่นกี่แสนคนก็ตามฆ่าเธอไม่ได้เพราะเธอมีฤทธาศักดานุภาพมากทำให้หายตัวก็ได้ แล้วทำไมเธอจึงยอมให้โจรมาทุบตีเอาเสียจนแหลกอย่างนั้นล่ะ ไม่เห็นพระพุทธเจ้าทรงตำหนิท่านเลย

เพราะพระพุทธเจ้าทรงทราบเรื่องหลักแห่งกรรมของสัตว์โลกทุกประเภทได้เป็นอย่างดีไม่มีใครเสมอเหมือน จึงสมพระนามว่าเป็นศาสนาเอกของโลก จึงไม่ทรงตำหนิติเตียนพระโมคคลาน์ว่ามีฤทธาศักดานุภาพมากแต่เอาตัวไปไม่รอดดังที่โลกทั้งหลายตำหนิติเตียนกันแบบลม ๆ แล้ง ๆ เต็มแผ่นดินเรื่อยมา นี่เรื่องของกรรมเป็นอย่างนี้ ส่วนจิตที่บริสุทธิ์แล้วนั้น ไม่มีสมมุติใดกรรมใดที่จะติดจามท่านเลย ตั้งแต่ขณะตรัสรู้ธรรมหรือบรรลุธรรมแล้ว จิตต้องเป็นจิตที่บริสุทธิ์ ตายในขณะใด เวลาใด อิริยาบถใดแบบใดท่าใด ไม่สำคัญ เพราะนั้นเป็นเรื่องของร่างกายแตกสลายต่างหาก ส่วนจิตที่บริสุทธิ์แล้วเป็นวิมุตติตลอดกาลไม่มีทางเป็นอื่น

จิตผู้ที่มีคุณงามความดี แม้ไม่ถึงขั้นวิมุตติหลุดพ้นก็ตามแต่มีหลักจิตใจด้วยคุณงามความดีเป็นเครื่องประคับประคองส่งเสริมตายในสถานที่ใด จะตายในป่าในเขาในถ้ำหุบเขาไม่สำคัญ สำคัญผู้นั้นเป็นผู้ดี ทิ้งร่างกายเมื่อไรก็ผ่านไปได้ในสุคโต ไม่มีการตายท่าใด ๆ มาเป็นอุปสรรคและลบล้างความดีได้ ต้องไปดี เพราะอยู่ก็อยู่ดี ทำดี เวลาไปต้องไปดี ต้นกับปลายต้องตรงกันเสมอ นี่คือหลักธรรมอันถูก้องแม่นยำท่านสอนอย่างนี้

เราจึงไม่ควรสงสัยในความตายในแง่ต่าง ๆ ของท่านผู้ที่ตายไปแล้วในบัดนี้ก็ดี หรือที่เคยตายมาแล้วก็ดี และจะตายข้างหน้าก็ดี มันเป็นอำนาจของกรรม เป็นเรื่องของขันธิ์ เป็นเรื่องของความตาย จะเป็นไปตามธรรมชาติของขันธ์แต่ละขันธ์ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องสำหรับใจที่ดีอยู่แล้ว นอกจากจะยอมจำนนต่อกรรมว่าเป็นไปได้อย่างนี้จริง ๆ โดยถ่ายเดียวไม่มีที่คัดค้าน เพราะพระพุทธเจ้าตรัสรู้เป็นศสดาเอกทั้งองต์จะไม่ทรงรู้กรรมและสอนกรรมแก่สัตว์ได้ยังไง







จาก: พัชรินทร์
วันที่: 18/04/52 - 14:15 น.
IP Address: 125.26.241.xx
ความคิดเห็นที่ 156



คราวนี้มาดูพระเอกคนโปรดบ้าง...พระเอกซัลมาน ข่าน...ชอบจเวลาเห็นเค้าใส่ต่างหูมากเลย...เค้าเต้นได้ไม่เหมือนใคร....สุดยอดดด...

Salman Khan|| Hello - Bang Bang || new song promo

http://www.youtube.com/watch?v=1Vtm2sP64_I&feature=related

จาก: พัชรินทร์
วันที่: 18/04/52 - 21:16 น.
IP Address: 125.26.241.xx
ความคิดเห็นที่ 157



เห็นภาพจากหนังเรื่องนี้แล้วน่าดูค่ะ....อินเดีนเค้าทำหนังแอคชั่นได้ถูกใจ...ตามภาพนั้นพระเอกซันนี่ ดีโอล ลูกชายพระเอกทราเมนเดอร์...

Salman Khan Preity Zinta Sunny Deol - Heroes ( Trailer )

http://www.youtube.com/watch?v=0ZYs69T53Us&feature=related

จาก: พัชรินทร์
วันที่: 18/04/52 - 21:29 น.
IP Address: 125.26.241.xx
ความคิดเห็นที่ 158

ต่อความคิดเห็นที่ 152

เริ่มจากต่อจากความคิดเห็นที่ 117...

เล่าย้อนถึงก่อนการระลึกชาติ....ก็..ทราบทีหลังเมื่อไม่นานมานี้เองว่าเพราะความผูกพันต่อเนื่องจากในชาติ...ความคิดเห็นที่ 79...

******************
ต่อความคิดเห็นที่ 152...เป็นการทำวิปัสสนาครั้งที่สองนะคะ....อาการก็ดีขึ้น..และอีกสัก 2 - 3 วันต่อมา...ก็รุ้สึกว่าข้างในดวงใจตนเองนั้น...มีอาการเตือน...เตือนแล้วแตอนอีก...คล้าย ๆ จะเรียกให้ไปดูอาการอีกด้วยวิปัสสนานะคะ...แต่ว่าเราก็ยังคงสดชื่นดีอยุ่...ก็เลยละเลย...แล้วคราวนี้ก็คล้าย ๆ มีเรื่องให้น้อยใจอีก...คราวนี้สื่อตรงกับอาการข้างในดวงใจเลยยย...ก็ได้เข้าวิปัสสนาเป็นครั้งที่สาม....

เริ่มจากสวดมนต์ ฯ พอพรท่านฯคุ้มครองสมาธิ และก็เริ่มบริกรรมพุทโธ...ก็เริ่มเคลื่อนเข้าสู่ขริกะ...อุปจาระ ..อัปปันนา..ต้องพักจิตในอัปปันนาก่อนเพราะว่าจะได้มีพละกำลังในการเจริญวิปัสสนาเมื่อเคลื่อนออกจากอัปันนาสู่อุปจาระและจะได้เดินวิปัสสนาในลำดับต่อไป...

ก็ถามจิตหรือดวงใจ...แต่มักจะเรียกเค้าว่าจิตใจว่าเรียกหาทำไมล่ะ...เค้าพูดเป็นค่ะ...(แต่ตอนนี้จิตใจเรา..ก็ไม่ทราบไม่ค่อยพูดแล้ว....นาน ๆ จะพูดกับเราสักครั้ง......)...จิตตอบว่าน้อยใจ...อืมมมม....ก็ตรวจดูโดยฟังอาการของใจดี ๆก็ใช่จริง ๆ ...คราวที่แล้วก็วิปัสสนาจนเกลี้ยงแล้วนะคะ....ไม่น่าเชื่อว่าจะยังมีความน้อยใจเหลือ....ก็เริ่มเจริญโดยนับอาการขององค์สมาธิ จาก..วิตก วิจารณ์ ปิติ สุข เอกกัคตา..(อาการเอกัคคตาจะอาการเดียวกับอัปปันค่ะ...)..ทำแบบนี้กลาย ๆ รอบก็สบายขึ้นมา...อาการน้อยใจหมดไป....

และพอหมดอาการน้อยใจ..จิตใจเค้าก็บอกว่ามีอีกะ...ดูดี ๆ ....เราก็ถามว่าอะไรหนอ....ค้นไม่พบ....ก็ถามจิตใจอีกว่าอะไรนะที่ยังมีเหลือ...จิตเค้าก็ช่วยค้นค่ะ....เราก็รู้สึกว่าเราเข้าอัปปันนาพักจิตก่อน....พอออกจากอัปปันนาก็..ติจก็ตอบว่า...ความคิดถึง...อืมมม...ลองแนบสมาธิฟังดี ๆ ....

ใช่ตามที่จิตบอกค่ะ...อยู่ลึกมาก ๆ จนเราไม่เห็น....

(พอถึงปัจจุบันนี้จึงเข้าใจว่า...ที่ความคิดถึงอยู่ลึกนั้น...เพราะว่าเค้าซ่อนอยุ่ตามเนื้อดวงใจ...ที่อาการที่ดวงใจถูกคลื่นท่านฯที่เป็รคนในอดีตท่านมาดูดจิตใจของท่านคืนไปนะคะ...และก็ที่แยกไม่ออกจากกันได้เพราะว่าดวงใจเราก็เป็นเนื้อเดียวกับดวงใจท่าน...ดวงใจเราก็พลอยตามไปด้วย...ในตัวบ้างนิดหน่อย..ตอนนี้ทราบแล้วว่าท่านมาดูดไปตั้งแต่ภพชาติแรกที่มีต่อกัยเลยทีเดียว....นั่นหละค่ะที่แปลกใจว่าทำไมตรวจหาที่ผิวใจนึกว่าเกลี้ยงแล้ว...แต่ยังมีซ่อนอยุ่ลึก...ก็เพราะไม่ทราบว่าดวงใจเป็นหลุมกว้างอยู่ภายในเข้าไปอีกในระดับแห่งภพชาติ...)

และตรวจดูความหมายแห่งอาการคิดถึงด้วย วิตก วิจารณ์ ปิติ สุข เอกัคคตา เช่นกันค่ะใช้วิธีอื่นไม่ออก...ตอนที่คลุกเคล้าอาการนั้นยังพูดกับจิตจว่า...อาการคิดถึงนั้นหวานมาก ๆ เลยนะ...หวานปานน้ำผึ้ง...อาการแบบนี้ก็ต้องให้เอาออกจากใจด้วยหรือไร....จิตใจก็บอกว่าเอาออก..เพราะว่าอาการนี้เคลือบเค้าไว้ค่ะ...แต่เค้าพูดด้วยภาษาใจที่ต้องแปลเป็นภาษาเราหลาย ๆ ตลบจึงจะเข้าใจ...

พอวิปัสนนาจนเกลี้ยงใจแล้วก็พักจิตในอัปปันนา พอจิตคลายตัวเอง....แต่คราวนี้อาการพักจิตนั้นไม่นิ่งเงียบเหมือนทุก ๆ ครั้งค่ะ...จะมีอาการเหมือนอะไรจากข้างล่างดวงใจเค้าจะดูด เราลงไป....ว๊ายยย...เริ่มตกใจค่ะ...จะทำอย่างไรดี...ก็ฝืนตัวไว้ก่อน...พอจิตเคลื่อนออกจากอัปันนาก็เคลื่อนสู่อุปจาระ..สู่ขริกกะ และก็ออกสู่สภาวะปกติ..แผ่เมตตาตนและแผ่เมตาสรรพสัตว์และก็อออกจากสมาธิ....

(ทำวิปัสสนาครั้งที่สามนี้...ก็เริ่มสังเกตเห็นว่า...อาการมีสองอาการค่ะ...อาการอย่างเช่น 1.ความน้อยใจ พอทำวิปัสสนาแล้วเค้าจะหยออกจากตัวและดวงใจเราเลย ส่วย 2. อาการเช่นความคิดถึง อาการแห่งความผูกพันฯ...เค้าจะหายไปส่วน...แต่จะส่วนมาหยุดอยู่ที่ร่างกาย...ก็สังเกตว่าเค้าหยุดอยู่ที่ไหนบ้าง...ก็นับว่าเป็นจุด ๆ กระจายตามตัวเลย และเป็นชื่อของคลื่นท่านด้วย...ก็ยังนึกอยู่ว่า...น่าจะเป็นอาการแบบนี้หละที่ท่านที่สัมผัสเรื่องแบบนี้เป็น...เค้าจะเห็นท่านก็ทราบได้เลยว่า คนนี้มีเจ้าของหรือไม่มีเจ้าของ..นั่นหละค่ะที่ทำไมคลื่นท่านจึงตามค้นหาผู้เล่าจนพบ..แม้จากกันแล้วไม่ทราบระยะเวลาด้วยซ้ำไป...ก็พบเพราะดงจิตท่านที่ผูกพันกันอยู่ในอีกดวงจิตนั่นหละ..ปฏิบัติแล้วจึงเห็นและเข้าใจค่ะ...แต่ก่อนก็เกิดอาการอะไร ก็ยึดได้แค่ลมหายใจไม่ให้หายไปจากตัวก็นับว่าดีที่สุดแล้วนะ.....และจากนั้นก็เพราะท่านไม่ได้อยู่เพียงในดวงใจแล้ว..ท่านกระจายออกมาตามผิวกายด้วย....ก็มองไปที่ไหนก็เป็นแต่ชื่อท่านเจ้าของคลื่นกรรมเป็นจุด ๆ อยู่ทั่ว ๆไป...นั้นหละค่ะ...องค์ความรู้เรื่องการแยกประเภทอาการก็เริ่มสังเกตเห็น....)

อาการก็ดีขึ้นแจ่มใสมาก ๆ ค่ะ...

และคราวนี้เริ่มทราบแล้วว่าตนเองจะระลึกชาติแน่ ๆ เลย...โอยยยย...กลัวววว...กลัวจนว่าขึ้นสมองได้แล้วเนี่ย..กอธิษฐานจิตบอกท่าเจ้าของคลื่นฯ..ท่านเป็นทางด้านพุทธไฮโซค่ะ...ถึงท่านทราบท่านก็ไม่เข้าใจได้แถมจะมองเราตดลบเข้าไปใหญ่หละ..แต่ก็ต้องบอกค่ะ..แม้แต่อธิษฐานบอกว่าดวงจิตเราหายไปอยู่ที่ท่านก็มีหรือจะเข้าใจได้...

และก็คุยกับนั้องป๊อดส์เรื่องอาการ
ดความรู้เรื่องถ้าพบอาการรลึกชาติ ทั้งในเวปฯและน้องป๊อดส์โทรมาคุยด้วย...ก็ได้กำลังใจเพราะน้องป๊อดส์ก็มีอาการระลึกชาติ...น้อป๊อดส์ก็ให้กำลังใจว่าไม่น่ากลัวหรอก คนที่สนใจทางธรรมก็ต้องผ่านเส้นทางนี้ก็แทบทั้งนั้นแต่ก็ไม่พบในทุก ๆ คน...

แต่เราก็ยังกลัวกรระลึกชาตินั้นจับใจเลย...พูดง่าย ๆ ก็คือ กลัวตาย...แป่ววว...

จึงไม่ยอมเข้าวิปัสสนานานเลยคราวนี้...จนอาการเพียบบบบบ...

แล้วจะเล่าต่อนะคะ...ว่าเพียบอบ่างไร....





จาก: พัชรินทร์
วันที่: 19/04/52 - 11:20 น.
IP Address: 125.26.242.xx
ความคิดเห็นที่ 159
ตอนคุยกับน้องป๊อดส์ก็ไม่บอกอะไรน้องป๊อดส์ถึงอาการตนนะคะ...ถึงบอกไปก็ปฏิบัติคนละแบบ..อาการก็คนละแบบ...และน้องป๊อดส์ไม่ค่อยได้เกิดเป็นผู้หญิงนัก..คงไม่เข้าใจอาการผู้หญิงมากอะไร..เราปรารถนาเรื่องยาก..เราจะแกะของเราไปช่องทางะรรมมีทั่วแผ่นดินไทยฯลฯ..แต่การนำมาใช้ที่เหมาะกับอาการเรา ๆ ก็ต้องอธิษฐานจิตขอเสมอ ๆ นะคะ...และเราก็แผ่เมตตาทุก ๆ ท่นพร้อมบริวารท่านเสมอ ๆ เพื่อระลึกถึงบุญคุณที่เมตตาเรา..
เราเองนั้น..ขอแค่ลมหายใจเท่านั้นก็เพียงพอ.แต่ปัจจัยที่จะทำให้ยืดลมหายใจไว้ก็..ช่างตรงกับคำว่าเจริญธรรมฯลฯค่ะ....ตอนนั้คิดได้อย่างนั้นก็มีกำลังใจ....ถึงตอนนี้ก็เพียงเล่าถึงอาการที่ตนผ่านมาเพื่อว่าจะมีประโยชน์ที่พอจะเก็บไปใช้ได้บ้างค่ะ...

จาก: พัชรินทร์
วันที่: 19/04/52 - 11:32 น.
IP Address: 125.26.242.xx
ความคิดเห็นที่ 160



น่ารักดีค่ะ...นางเอกในดวงใจ

OLD AD ~ Aishwarya In Coke AD

http://www.youtube.com/watch?v=BqTVkHb73QY&feature=related

จาก: พัชรินทร์
วันที่: 19/04/52 - 20:40 น.
IP Address: 125.26.242.xx
ความคิดเห็นที่ 161
คัดจากหนังสือธรรมแท้ปรากฏที่ใจ โดยท่านอาจารย์พระหาบัว ญาณสัมปันโน วัดป่าบ้านตาด จังหวัดอุดรธารี


(เก็บความรู้จากข้อธรรมของท่านอาจารย์หลวงตามหาบัวมาฝากค่ะ...เกี่ยวกับสมาธิ....

เริ่มเจริญสมาธิเป็นเพราะข้อธรรมจากหนังสือท่านหลงตาบัวเมื่อ2541...และก็สนใจฝึกมาเรื่อย ...ที่เคยเล่าว่าเดินวิปสสนาไม่เห็นชัด...ก็เพราะตนเองไม่ค่อยปรากฏนิมิต ในขั้นอุปจาระ...ที่ท่านอาจารย์อธิบายข้างล่างนี้นะคะ...

ในตนเองก็มีบ้างเช่นดอกไม่สวย ๆ ....แค่นั้นค่ะ...สร้างนิมิตก็ทำค่ะแต่ว่า...ไม่เคยมี...จึงละสมาธิไป....และช่วง 2545 ได้บวชชีพราหณ์ จึงได้ฝึกสมาธิอีกนิดหน่อยแค่ช่วงบวช 9 วัน...หลังจากบวชชีพราหณ์แล้วก็ สวดมนต์ เดินจงกรม และวิ่งสมาธิเท่านนั้ค่ะ...ก็เพราะตนเองไม่มีอะไร ๆ ในสมาะที่จะทำให้เข้าใจวิปัสสนา..ก็เลยละไลย....และ2550 พบว่าเช้าวันนึงดวงจิตฯตนเองหายไป....นั่นหละค่ะที่ว่า...ก็มีอาการไข้อ่อน ๆ ในตัวตลอดเวลาตั้งแต่พบคลื่นกรรมฯ....จึงได้เข้าวิปัสสนาในลำดับต่อมา....

ถ้าอ่านความรุ้ตามที่นำมาลงนี้แล้ว....ก็...นับว่า..การระลึกชาติในลำดับที่กำลังเล่าต่อไปนี้...เป็นคนละอันกับ นิมิต ในขั้นอุปจาระนะคะ...อันนี้แน่จ..เพราะเคยอ่านเทียบอาการตนเองเสมอ ๆ บเหตุการณ์ระลึกชาติ...ก็พบในหนังสือหลวงพ่อ ชา ด้วย ในบางข้อความที่มีคนถามท่านถึงการระลึชาติ...ท่านตอบว่า...ก็..อยากทราบว่าอะไร ๆ ก็ถามจิตดุในขั้นอุปจาระนั่นหละ...จิตเค้าจะค้นให้ได้หมดเลย....และหนังสือเล่มนี้ก็อ่านพบทีหลังจากการระลึกชาติของตนแล้วค่ะ....ถ้าไม่เกิดอาการกับตนก่อนและอ่านเทียบข้อะรรมด้วย...ก็จะไม่เข้าใจนะคะ...ถึงอ่านก่อนก็จะไม่จำไว้เพราะว่าการปฏิบัติยังไม่ถึงจุดนั้น ๆ ...พอปฏิบัติถึงจุดแล้ว...เราจะเทียบได้เองว่าตรงกับที่ท่านสอนไว้จริง ๆ เลย....นั่นหละค่ะ..ที่เล่าว่า..ในประเทศไทยฯลฯ มีความรู้ให้ค้นหาทางด้านนี้ฯลฯ ได้ทุกแหล่ง...สำหรับตนเองนั้นเห็นแล้วจริง ๆ เช่นติดธรรมข้อไหน..ก็จะมีมาห้ได้อ่านเสมอ ๆ ....การระลึกชาติในผู้เล่าเองจะบในจุดพักจิตขั้นอัปปันนา...


********************************************

สมาธิ

สมาธิ ว่าโดยชื่อและอาการแห่งความสงบมี ๓ คือ

ขณิกสมาธิ ตั้งมั่นหรือสงชั่วคราวแล้วถอนขึ้นมา

อุปจารสมาธิ ท่านว่ารวมเฉียด ๆ นาน กว่า ขณิกสมาธิแล้วถอนขึ้นมา
จากนี้ขอแทรกทัศนะของ ธรรมป่า เข้าบ้างเล็กน้อย อุปจารสมาธิ เมื่อจิตสงบลงไปแล้วไม่อยู่กับที่ ถอยออกมาเล็กน้อย แล้วตามรู้เรื่องต่าง ๆ ตามแต่จะมาสัมผัสใจ บางครั้งก็เป็นเรื่องเกิดจากตนเองปรากฏเป็นนิมิตขึ้นมา ดีบ้างชั่วบ้าง แต่เบื้องต้นเป็นนิมิตเกิดกับตนมากกว่า ถ้าไม่รอบคอบก็ทำให้เสียได้ เพราะนิมิตที่จะเกิดขึ้นจากสมาธิประเภทนี้มีมากเอาประมาณไม่ได้ บางครั้งก็ปรากฏเป็นรูปร่างของตนเองนอนตายและเน่าพองอยู่ต่อหน้า เป็นผีตายและเน่าพองอยู่ต่อหน้าบ้าง เป็นต้น ที่ปรากฏลักษณะนี้ ผู้ฉลาดก็ถือเอาเป็นอุคคหนิมิต เพื่อเป็นปฏิภาคนิมิตได้เพราะจะยังสมาธิให้แน่นหนาและจะยังปัญญาให้คมกล้าได้เป็นลำดับ สำหรับผู้กล้าต่อเหตุผล เพื่อจะยังประโยชน์ตนให้สำเร็จ ย่อมได้สติปัญญาจากนิมิตนั้น ๆ เสมอไป แต่ผู้ขี้ขลาดหวาดกลัวอาจะทำใจให้เสียเพราะสมาธิประเภทนี้มีจำนวนมาก เพราะเรื่องที่น่ากลัวมีมาก เช่นปรากฏมีคนรูปร่างสีสันวรรณะน่ากลัวทำท่าจะฆ่าฟันหรือจะกินเป็นอาหาร อย่างนี้เป็นต้น แต่ถ้าเป็นผู้กล้าหาญต่อเหตุการณ์แล้ว ก็ไม่มีความเสียหายอะไรเกิดขึ้น ยิ่งจะได้อุบายเพิ่มขึ้นจากนิมิตหรือสมาธิประเภทนี้เสียอีก สำหรับผู้มักกลัวปกติก็แส่หาเรื่องกลัวอยู่แล้ว ยิ่งปรากฏนิมิตที่น่ากลัว ก็ยิ่งไปใหญ่ ดีไม่ดีอาจจะเป็นบ้าขึ้นในขณะนั้นก็ได้

ส่วนนิมิตนอกที่ผ่านมา จะรู้หรือไม่ว่าเป็นนิมิตนอกหรือนิมิตเกิดกับตัวนั้น ต้องผ่านนิมิตในซึ่งเกิดกับตัวไปจนชำนาญแล้วจึงจะสามารถรู้ได้ นิมิตนอกนั้นเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับเหตุการณ์ต่าง ของคนหรือสัตว์ เปรต ภูตผี เทวบุตร เทวดา อินทร์ พรหม ที่มาเกี่ยวข้องสมาธิในเวลานั้น เช่นเดียวกับเราสนทนากันกับแขกที่มาเยี่ยม เรื่องปรากฏขึ้นจะนานหรือไม่นานแล้วแต่เหตุการณ์จะยุติลงเมื่อใด บางครั้งเร่องหนึ่งจบลง เรื่องอื่นแฝงเข้ามาต่อกันไปอีกไม่จบสิ้นลงง่าย ๆ เรียกว่าสั้นบ้างยาวบ้าง เมื่อจบลงแล้วจิตก็ถอนขึ้นมา บางครั้งก็กินเวลาหลายชั่วโมง สมาธิประเภทนี้ แม้รวมนานเท่าใดก็ตาม เมื่อถอนขึ้นมาแล้วก็ไม่มีกำลังเพิ่มสมาธิให้แน่นหนาและไม่มีกำลังหนุนปัญญาได้ด้วยเหมือนคนนอนหลับแล้วฝันไป ธาตุขันธ์ย่อมไม่มีกำลังเต็มที่ ส่วนสมาธิที่รวมแล้วอยู่กับที่ พอถอนขึ้นมาปรากฏเป็นกำลังหนุนสมาธิให้แน่นนหา เช่นเดียวกับคนนอนหลับสนิทดีไม่ฝัน พอตื่นขึ้นธาตุขันธ์รู้สึกมักำลังดี ฉะนั้น สมาธิประเภทนี้ถ้ายังไม่ชำนาญและรอบคอบด้วยปัญญาก็ทำให้เสียคน เช่น เป็นบ้าไปได้ โดยมากนักภาวนาที่เขาเล่าลือว่าธรรมแตก นั้นเป็นเพราะสมาธิประเภทนี้ แต่เมื่อรอบคอบดีแล้วก็เป็นประโยชน์เกี่ยวกับเหตุการณ์ได้ ส่วนอุคคนิมิตที่ปรากฏขึ้นจากจิตตามที่ได้อธิบายไว้ข้างต้นนั้น เป็นนิมิตที่ควรแก่การปฏิภาคในหลักภาวนาของผู้ต้องการอุบายแยบคายด้วยปัญญาโดยแท้ เพราะเป็นนิมิตที่เกี่ยวกับอริยสัจ นิมิตอันหลังต้องน้อมเข้ามาเป็นจึงจะเป็นอริยสัจได้บ้าง

แต่ทั้งนิมิตเกิดกับตนและนิมิตผ่านจากภายนอก ถ้าเป็นคนขลาดก็อาจเสียได้เหมือนกัน สำคัญอยู่ที่ปัญญาและความกล้าหาญต่อเหตุการณ์ ผู้มีปัญญาจึงไม่ประมาทสมาธิประเภทนี้โดยถ่ายเดียว เช่นงูเป็นตัวอสรพิษ เขานำมาเลี้ยงไว้เพื่อถือเอาประโยน์จากงูก็ยังได้ วิธีปฏิบัติในนิมิตทั้งสองซึ่งเกิดจากสมาธิประเภทนี้ นิมิตที่เกิดจากจิตที่เรียกว่า นิมิตใน จงทำปฏิภาค มีแบ่งแยกเป็นต้น ตามที่ได้อธิบายไว้ข้างต้นแล้ว นิมิตที่ผ่านมาอันเกี่ยวแก่คนหรือสัตว์เป็นต้น ถ้าสมาธิยังไม่ชำนาญ จงงดไว้ก่อนอยาด่วนสนใจ เมื่อสมาธิชำนาญแล้วจึงปล่อยจิตออกรู้ตามเหตุการณ์ปรากฏ จะเป็นประโยชน์ที่เกี่ยวกับเรื่องราวในอดีตอนาคตไม่น้อยเลย สมาธิประเภทนี้เป็นสมาธิที่แปลกมาก อย่าด่วนเพลิดเพลินและเสียใจในสมาธิประเภทนี้โดยถ่ายเดียว จงทำใจให้กล้าหาญขณะที่นิมิตนานากระการเกิดขึ้นจากสมาธิประเภทนี้ เบื้องต้นให้น้อมลงสู่ไตรลักษณ์ขณะนิมิตปรากฏขึ้นจะไม่ทำให้เสีย

แต่พึงทราบว่าสมาธิประเภทมีนิมิตนี้ไม่มีทุกรายไป รายที่ไม่มีก็คือ เมื่อจิตสงบแล้วรวมอยุ่กับที่ จะรวมนานเท่าไรก็ไม่ค่อยมีนิมิตมาปรากฏ หรือจะเรียกง่าย ๆ ก็คือ รายที่ปัญญาอบรมสมาธิ แม้สงบรวมลงแล้วจะอยู่นานหรือไม่นานก็ตามก็ไม่มีนิมิต เพราะเกี่ยวกับปัญญาแฝงอยุ่กับองค์สมาธินั้น ส่วนรายที่สมาธิอบรมปัญญามักจะปรากฏนิมิตแทบทุกรายไป เพราะจิตประเภทนี้รวมลงอย่างเร็วที่สุด เหมือนคนตกบ่อตกแหวไม่คอยระวังตัว ลงรวดเดียวก็ถึงที่พักขอจิต แล้วก็ถอนออกมารู้เหตุการณ์ต่าง ๆ จึงปรากฏเป็นนิมิตขึ้นมาในขณะนั้น และก็เป็นนิสัยของจิตประเภทนี้แทบทุกรายไป แต่จะเป็นสมาธิประเภทใดก็ตาม ปัญญาเป็นสิ่งสำคัญประจำสมาธิประเภทนั้น ๆ เมื่อถอนออกมาแล้วจงไตร่ตรองธาตุขันธ์ด้วยปัญญา เพราะปัญญากับสมาธิเป็นธรรมคุ่กันจะแยกจากกันไม่ได้
ถ้าสมาธิไม่ก้าวหน้า ต้องใช้ปัญญาหนุนหลัง ขอยุติเรื่องอุปจาระสมาธิแค่เพียงนี้

อัปปันนา เป็นสมาธิที่ละเอียดและแน่นหนามั่นคง ทั้งรวมอยู่ได้นาน จะให้รวมอยู่หรือถอนขึ้นมาได้ตามต้องการ

สมาธิทุกระเภทพึงทราบว่าเป็นเครื่องหนุนปัญญาได้ตามกำลังของตน คือสมาธิอย่างหยาบ อย่างกลาง และอย่างละเอียด เป็นชั้น ๆ ไป แล้วแต่ผู้มีปัญญาจะนำออกใช้ แต่โดยมากจะเป็นสมาธิประเภทใดก็ตามปรากฏขึ้น ผู้ภาวนามักจะติด เพราะเป็นความสุขในขณะที่จิตรวมลงพักอยู่ การที่จะเรียกว่าจิตติดสมาธิหรือติดความสงบได้นั้นไม่เป็นปัญหา ในขณะที่จิตพักรวมอยู่ จะพักอยู่นานเท่าไรก็ได้ตามขั้นของสมาธิ ที่สำคัญก็คือ เมื่อจิตถอนขึ้นมาแล้วยังอาลัยในความพักของจิต ทั้ง ๆ ที่ตนมีความสงบพอที่จะใช้ปัญญาไตร่ตรอง และมีความสงบจนพอตัวซึ่งควรจะใช้ปัญญาได้อย่างเต็มที่แล้ว แต่ยังพยายามที่จะอยู่ในความสงบ ไม่สนใจปัญญาเลย อย่างนี้เรียกว่าติดสมาธิถอนตัวไม่ขึ้น







จาก: พัชรินทร์
วันที่: 19/04/52 - 22:17 น.
IP Address: 125.26.242.xx
ความคิดเห็นที่ 162
ความคิดเห็นที่ 56


จาก: พัชรินทร์
วันที่: 20/04/52 - 7:34 น.
IP Address: 125.26.243.xx
ความคิดเห็นที่ 163
ขอโทษค่ะจำชื่อผิด..ขอแก้ไข้ ความคิดเห็นที่ 161....

จากหลวงพ่อชา เป็น หลวงปู่ดูย์ อตุโล

คัดจากหนังสือหลวงปู่ฝากไว้ ของ หลวงปู่ดูย์ อตุโล โดยพระครูนันทปัญญาภรณ์


และเคยลงอาการก่อนการะลึกชาติของผู้เล่าไว้ใน..ความคิดเห็นที่ 56...ก็เป็นอาการก่อนจะพักจิตในอัปปันา..แต่ยังอยู่ในอุปจาระอยู่..แล้วเห็นรอยแผลในดวงใจจึงถามว่า..นั่นรอยอะไร.(ทราบทีหลังว่ารอยแผลนั้นเกิดจากที่ดวงจิตฯถูกดูดไปที่ไหนสักแห่ง....).จิตก็เคลื่อนสู่อัปปันนาแล้วถูกดูดไปที่ไหนสักแห่ง..ที่มีภาพ.....


******************************
ข้อธรรมของท่านค่ะ...หลวงปู่ดูลย์ ค่ะ...

เขาต้องการอย่างนั้นเอง


แม้จะมีคนเป็นกลุ่ม อยากฟังความคิดเห็นของหลวงปู่เรื่องเวียนว่ายตายเกิด ยกบุคคลมาอ้างว่า ท่านผู้นั้นผุ้นี้สมารถระลึกชาติย้อนหลังได้หลายชาติว่า ตนเคยเกิดเป็นอะไรบ้าง และใครเคยเป็นแม่เป็นญาติกันบ้างฯ

หลวงปู่ว่า

เราไม่เคยสนใจเรื่องอย่างนี้ แค่อุปจาระก็เป็นได้แล้วทุกอย่างมันออกไปจากจิตทั้งหมด อยากรู้อะไรอยากเห็นอะไร จิตมันบันดาลให้รู้ให้เห็นได้ทั้งนั้น และรู้ได้เร็วเสียด้วย หากพอใจเพียงแค่นี้ ผลดีที่ได้ก็คือ ทำให้กลัวการเวียนว่ายตายเกิดในภพที่ตกต่ำแล้วก็ตั้งใจทำดี บริจาคทาน รักษาศีล แล้วก็ไม่เบียดเบียนกัน พากันกระหยิ่มยิ้มย่องในผลบุญของตน ส่วนการที่จะขจัดกิเลสเพื่อทำลายอวิชชา ตัณหา อุปาทาน เข้าถึงความพ้นทุกข์อย่างสิ้นเชิงนั้น อีกอย่างหนึ่งต่างหาก


จาก: พัชรินทร์
วันที่: 20/04/52 - 7:45 น.
IP Address: 125.26.243.xx
ความคิดเห็นที่ 164



ดูแล้วน่ารักค่ะ....

Aishwarya - Coca Cola Commercial

http://www.youtube.com/watch?v=37eC5gGIGHs&feature=related

จาก: พัชรินทร์
วันที่: 20/04/52 - 18:29 น.
IP Address: 125.26.242.xx
ความคิดเห็นที่ 165
เล่าเพื่อเป็นกำลังใจผู้หญิง ๆ ด้วยกันและท่านอื่น ๆ ด้วยนะคะ..ถ้าพอจะนำไปใช้ได้....ผู้เล่าไม่เคยคิดว่าตนเองจะอวดอุตริทางธรรมเลยนะคะ...เพียงเล่าถึงธรรมมะในตัวผู้หญิงคนนึง....ซึ่งก็คงอีกนานมากอยู่ ก็ไม่ทราบระยะเวลานะคะ...กว่าจะถึงอนาคตตามความตั้งใจ...

ต่อจากความคิดเห็นที่ 158
เริ่มจากต่อจากความคิดเห็นที่ 117...

เล่าย้อนถึงก่อนการระลึกชาติ....ก็..ทราบทีหลังเมื่อไม่นานมานี้เองว่าเพราะความผูกพันต่อเนื่องจากในชาติ...ความคิดเห็นที่ 79...

******************
.....(ตามที่เล่าในคห.158 เป็นการเจริญวิปัสสนาเป็นครั้งที่สาม...)...

หลังจากวันที่เจริญวิปัสสนาครั้งนี้แล้ว...การเปลี่ยนแปลงในขณิกกะสมาธิระจำวันก็ดูเปลี่ยนแปลง...น่าแปลกใจตนเอง...ค่ะ..เช่นเห็นอาการอะไร ๆ ของผู้คนรอบข้างและเราเองก็...ภายในดวงใจเราเค้าก็จะเรียกชื่อภาษธรรมเทียบคำอธิบายมาให้เราทันที่..เป็นที่ชื่นใจ...ผุดขึ้นมาจากความรู้ภายในมาอธิบายสัมผัสต่าง ๆ ทั้งภายนอกและภายใน...เพลินดีค่ะ...โลกและสิ่งแวดล้อมรอบ ๆ ตัวเราก็ช่างชุ่มชื่นเปลี่ยนขึ้นจากเดิม...ที่ก็เดิมก็เห็นอะไร สวยอยู่แล้วนะคะ...แต่ยิ่งสวยขึ้น...สนุกดี...ภาธรรมสำหรับเราก็ดูง่ายต่อความเข้าใจ..ทั้ง ๆ ที่แต่ก่อนอ่านอย่างไรก็เป็นภาษแห้ง ๆ ...แต่พอผุดขึ้นมาอธิบายพร้อม ๆ กับสัมผัสจริงแบบนั้นก็ยิ่งเห็นชัดเจน..เช่นคำว่าทางสายกลางที่แต่ก่อนไม่เข้าใจ...ทำวิปัสสนาครั้งที่ 1 ก็เริ่มเข้าใจ ครั้งที่2 ก็เข้าใจลึกต่างระดับอีที และครั้งที่สามนี้ก็ลึกเข้าไปลึกในระดับความเข้าใจของคำว่าทางสายกลาง...และครั้งที่สามนี้ภาษธรรมผุดมาอธิบายให้ชื่นใจหลายคำมาก ๆ ....

และก็เดินจงกรม วิ่งสมาธิ ฯลฯ ตามปกติ...ยังไม่คิดจะเข้าวิปัสสนาอีกค่ะ...เพราะว่าก็มีพละกำลัง และสดชื่นมาก ๆ และก็กลัวการระลึกชาติด้วย....

แต่คราวนี้เริ่มสังเกตเพิ่มว่าตัวเรารู้สึกจะอยู่ไกล้ที่ไหนสักแห่งซึ่งเป็นที่ไกล ๆ ในสัมผัสนะคะ(ก็จริง ๆ แล้วตัวผู้เล่าอยู่ไกล้แหล่งต้นคลื่นกรรมเลยนะคะ..ทราบทีหลังเมื่อธรรมในตัวเริ่มสะสมขึ้นมาทีละนิด ๆ ก็ทบทวนย้อนดู...อืมมม..คลื่นกรรมฯที่ผู้เล่าพบนี้แรงมาก ๆ ...)...แต่ไม่ได้สังเกตมากอะไร คงเพราะคววามรู้ทางธรรมด้านการปฏิบัตินั้นยังอ่อนมากจึงไม่ทำให้เห็นชัดเจน....แต่ก็ทำงานได้สบาย ๆ ดีนะคะ...

และอยู่มาวันนึงทราบได้จากสัมผัสบางอย่างว่าท่านเจ้าของคลื่นกรรมของเราท่านปฏิบัติธรรมนิดหน่อย...ตัวเราก็เกิดอาการเย็นตามอย่างไม่น่าเชื่อ...ก้อธิษฐานจิตบอกท่านว่า..ท่านมีความสุขจังเราก็ดูคลายใจดี..ทราบจากสัมผัส..และก็เราเริ่มไม่สนใจเรื่องดวงจิตที่หายไป...เพราะว่าเจริญวิปัสสนาครั้งที่สามนี้ทำให้ลืมนึกถึงเรื่องดวงจิตฯที่หายไปเลย...เท่าที่มีอยู่นั้นก็ใช้ได้ดีแล้วหละ...

ก็นั่งทำอะไร ๆ ขอเราไปตามประสา และวันนั้นเริ่มรู้สึกว่า เราเองที่เคยบ่น ๆ ๆ นั้นหายจากอาการบ่น...เย็นใจ สงบใจจนน่าแปลกใจ...อธิษฐานบอกท่านว่าขอพักผ่อนจากกรรมเลยนะ...

เราก็วิ่งสมาธิและเดินจงกรมฯลฯ ไปตามประสาเรา....

หลายวันต่อมา...ขณะเดินจงกรม..ก็ปรากฏว่าพบว่าตนเองนั้นไปติดอยู่ชัดเจนกับแหล่งคลื่นนั้นฯ....เอ....เอ...ทำไม ...เราเป็นอะไรจึงเป็นแบบนี้ได้...แกะตัวอย่างไรก็ไม่มาได้...ในความรู้สึกถึงเส้นยที่เชื่อมเข้าหากันนั้นใส ๆ แต้ว่า หนาแน่นกว่าอากาศ.ก็อธิษฐานบอกท่านว่า..เรา..งง..แล้วนะ...นั่นคือเราเจออะไรอีก...

(ก็ทราบทีหลังว่า....จริง ๆ แล้วดวงจิตเราส่วนที่เหลือจากการดูดไปครั้งนั้น...เราเจริญวิปัสสนาไว้ 3 ครั้ง...ก็เป็นว่า..ระดับจิตวิญญาณจะบริสุทธิ์เกือบจะเท่ากันกับจิตฯเราเองที่ท่านดูดไปไว้ครั้งนั้นและจิตฯเราเองที่มีในตัวท่านเดิมจากชาติก่อน ๆ ก็จะมี...คือจิตฯเราที่อยู่ในเราขณะนั้นจะมีปริมาณน้อยกว่าและยังไม่บริสุทธิ์เท่าที่พบจิตฯเราเองที่อยู่ในตัวท่าน...จึงถูกดูดไปหาจิตฯเราส่วนใหญ่ที่อยู่ในตัวท่าน...แต่สัมผัสนั้นคล้าย ๆ ตัวเราไปถึงที่นั่นจริง ๆ ...สามเหตุจากระดับธรรมเราน้อยด้วยจึงอยู่คนละส่วนกับแหล่งคลื่นฯ (คาดตามสัมผัสนะคะ...เรื่องแบบนี้แต่งขึ้นเองไม่เป็นนะคะ...)




จาก: พัชรินทร์
วันที่: 21/04/52 - 23:09 น.
IP Address: 125.26.240.xx
ความคิดเห็นที่ 166
คัดจากหนังสือหลวงปู่ฝากไว้ ของ หลวงปู่ดูย์ อตุโล โดยพระครูนันทปัญญาภรณ์



ปรารถธรรมะเรื่องอริยสัจสี่

พระเถระฝ่ายกัมมัฏฐานเข้าถวายสักการะหลวงปู่ในวันเข้าพรรษาปี 2499 หลังฟังโอวาทและข้อธรรมะอันลึกซึ้งข้ออื่น ๆ แล้วหลวงปู่สรุปใจคาม อริยสัจจสี่ให้ฟังว่า

จิตที่ส่งออกนอก เป็นสมุทัย

ผลอันเกิดจากจิตที่ส่งออกนอก เป็นทุกข์

จิตเห็นจิต เป็นมรรค

ผลอันเกิดจากจิตเห็นจิต เป็นนิโรธ

จาก: พัชรินทร์
วันที่: 21/04/52 - 23:38 น.
IP Address: 125.26.240.xx
ความคิดเห็นที่ 167

(ข้อธรรมของท่านหลวงปู่.....ต้องเป็นความหมาย หรือ คล้าย ๆ ที่ผู้เล่าได้เล่าไว้...ความคิดเห็นที่ 165...ที่ว่า...

หลังจากวันที่เจริญวิปัสสนาครั้งนี้แล้ว...การเปลี่ยนแปลงในขณิกกะสมาธิระจำวันก็ดูเปลี่ยนแปลง...น่าแปลกใจตนเอง...ค่ะ..เช่นเห็นอาการอะไร ๆ ของผู้คนรอบข้างและเราเองก็...ภายในดวงใจเราเค้าก็จะเรียกชื่อภาษธรรมเทียบคำอธิบายมาให้เราทันที่..เป็นที่ชื่นใจ...ผุดขึ้นมาจากความรู้ภายในมาอธิบายสัมผัสต่าง ๆ ทั้งภายนอกและภายใน...เพลินดีค่ะ...โลกและสิ่งแวดล้อมรอบ ๆ ตัวเราก็ช่างชุ่มชื่นเปลี่ยนขึ้นจากเดิม...ที่ก็เดิมก็เห็นอะไร สวยอยู่แล้วนะคะ...แต่ยิ่งสวยขึ้น...สนุกดี...

***ภาษาธรรมสำหรับเราก็ดูง่ายต่อความเข้าใจ..ทั้ง ๆ ที่แต่ก่อนอ่านอย่างไรก็เป็นภาษแห้ง ๆ ...แต่พอผุดขึ้นมาอธิบายพร้อม ๆ กับสัมผัสจริงแบบนั้นก็ยิ่งเห็นชัดเจน****..เช่น...คำว่าทางสายกลางที่แต่ก่อนไม่เข้าใจ...ทำวิปัสสนาครั้งที่ 1 ก็เริ่มเข้าใจ ครั้งที่2 ก็เข้าใจลึกต่างระดับอีที และครั้งที่สามนี้ก็ลึกเข้าไปลึกในระดับความเข้าใจของคำว่าทางสายกลาง...และครั้งที่สามนี้ภาษธรรมผุดมาอธิบายให้ชื่นใจหลายคำมาก ๆ ....

****************************
คัดจากหนังสือหลวงปู่ฝากไว้ ของ หลวงปู่ดูย์ อตุโล โดยพระครูนันทปัญญาภรณ์


ผลคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน

แรม ๒ ค่ำ เดือน ๑๑ เป็นวันคล้ายวันเกิดของหลวงปู่ ซึ่งพอดีกับวันออกพรรษา แล้วได้ ๒ วันของทกปี สานุศิษย์ทั้งฝ่ายปริยัติและฝ่ายปฏิบัติก็นิยมเดินทางไปกราบนมัสการหลวงปู่ เพื่อศึกษาและไต่ถามข้อวัตรปฏิบัติ หรืรายงานผลของการปฏิบัติมาตลอดพรรษา ซึ่งเป็นกิจที่ศิษย์ของหลวงปู่กระทำอยู่เช่นนี้ตลอดมา ฯ
หลังจากฟังหลวงปู่แนะนำข้อวัตรปฏิบัติอย่างพิสดารแล้วหลวงปู่จบลงด้วยคำว่า

***การศึกษาธรรม ด้วยการอ่านการฟัง สิ่งที่ได้ก็คือ สัญญา (ความจำได้) การศึกษาธรรมด้วยการลงปฏิบัติ สิ่งที่เป็นผลของการปฏิบัติ คือ ภูมิธรรม****


จาก: พัชรินทร์
วันที่: 22/04/52 - 12:41 น.
IP Address: 125.26.244.xx
ความคิดเห็นที่ 168





Aamir Khan as Jatt Coke Commercial

http://www.youtube.com/watch?v=9v5FhPZhoYA&feature=related

จาก: พัชรินทร์
วันที่: 22/04/52 - 17:42 น.
IP Address: 125.26.244.xx
ความคิดเห็นที่ 169
(โปรดใช้วิจารณาณในการอ่านนะคะ....)

เล่าตกค่ะ....ความคิดเห็นที่ 165..ว่า...ก่อนจะสัมผัสว่าท่านเจ้าของคลื่นกรรมฯท่านปฏิบัติธรรมนิดหน่อย...ก็..ตนเองก็ไม่สบายจับไข้เพราะอาการเดิมนะคะ...วันนั้นนอนตื่นสายยยย..สัก 10 โมงเช้าเพราะเป็นวันหยุดด้วย...พอเริ่มลืมตา...ก็เห็นใครสักคน...มองเราอยู่ตรงบานเก็ด...หน้าตาไม่เคยเห็นมาก่อนจากที่...นับว่าหน้าตาแบบนี้ไม่มีในโลกเลนะ....นั่นนนน...เราเห็นเทพบุตรหรือเปล่านะ(แต่ไม่แน่ใจนะคะว่าเป็นอะไร...เพียงแต่เล่าถึงตามที่คิด...)...ก็มองท่าน...เราก็ชอบจังงง..อะไร ๆ ที่สวย ๆ หล่อ ๆ ....แล้วพอท่านเห็นว่าเราตื่น.ท่านก็หลบตาลง..แล้วหายวับบบบ...ตัวโตกว่าคน...เห็นตอนกลางวัน...ดวงตา สวยยังกะภาพวาด และคล้าย ๆ หนวดงอน ๆ บาง ๆ ...ยังติดตาอยุ่เลย.....

ทำให้เรานึกถึงคำที่พ่อเล่าว่า..ถ้าใครตื่นสาย...เทวดาประจำตัวเราท่านจะไม่ชอบใจ..เพราะท่านจะยังกลับสวรรค์ไม่ได้....แต่ว่าที่เห็นท่านดูเอ็นดูเราดีค่ะ...ซึ้งใจท่าน...เพราะคงมาเฝ้าไข้เราด้วย...ซึ่งปกติทุกครั้ง ๆ ที่เป็นไข้จากอาการกรรมนี้...ก็ไม่ปรากฏมีท่านมา....และจากนั้นก็ไม่เห็นอีกนะคะ..เห็นวันเดียว...หรือว่าจะเป็นส่วนจิตที่งม ๆ หลังจากการปฏิบัติธรรมท่านเจ้าของคลื่นกรรมเองก็ไม่ทราบค่ะ...หล่อออ..มาก

***และวันต่อมาก็สัมผัสว่าท่านปฏิบัติธรรม...ตนเองไม่เคยคิดว่าจะต้องการมาอาศัยบุญจากท่านแบบนี้นะคะ...ไม่เคยคิดว่าจะต้องมาพบเรื่องคนในอดีตแบบนี้ด้วย...เป็นเรื่องไม่ควรทำมากสำหรับในความคิดเห็นของเราเอง...ไม่อย่างนั้นไม่เห็นว่าท่านดุสุขใจดีแล้ว...เราจะคลายใจ หลบไปเรื่องสวย ๆ งาม ๆ ตามประสาใจเราได้อย่างไร...โดยเนื้อแท้จิตเราเป็นจิตฯอิสระชอบค้นคว้าศึกษา....แค่ก็มีจุดอ่อน..ตรงขี้ใจอ่อนเสมอ ๆ .และรักอะไรแล้วจะมากมาย..แต่ไม่มีคำว่างมงาย.....แต่ก็ไม่เดือดร้อนอะไรนัก...ถือว่าเราจะได้อดทน.....***

(และกรณีคล้าย ๆ กันแบบนี้ตอนเด็ก ๆ ก็เคยเห็นครั้งนึง...เป็สิ่งตัวโต ๆ แบบนี้หละ..เป็นชาย - หญิง..แต่ชุดพื้นเมือง..นั่งอยุ่บนต้นไม้...แต่ก็หน้าตาออกจะสวยงาม..ไม่ใช่ผีแน่ ๆ ค่ะ.....คาดว่าจะเป็นรุกขเทพ....เห็นครั้งเดียวค่ะ...)






*************
และก็ได้ข้อธรรมมาเล่าด้วยค่ะ...เกี่ยวกับเทวดา...

คัดจากหนังสือหลวงปู่ฝากไว้ ของ หลวงปู่ดูย์ อตุโล โดยพระครูนันทปัญญาภรณ์

บางทีฟังแล้วก็งงและทึ่ง

อาตมามีส่วนเสียอยู่อย่างหนึ่ง คือ ชองถามหรืพูดกับหลวงปู่แบบทีเล่นทีจริงอยู่เรื่อย ทั้งนี้ก็เพราะหลวงปู่ไม่เคยถือ ท่านเป็นกันเองกับพระเณรผู้ไกล้ชิดอย่างสม่ำเสมอ เช่น ถามท่านว่า ในตำรากล่าวว่า มีเทวดามาชุมนุมฟังเทศน์หรือมาเฝ้าพระพุทธเจ้าหลยสิบโกฏินั้น จะมีสถานที่บรรจุพอหรือ เสียงดังทั่วถึงกันหรือฯ
เมื่อได้ฟังหลวงปู่ตอบแล้วก็งวยงงแล้ว อัศจรรย์ใจอย่างยิ่งเพราะไม่เคยพบในตำราและไม่เคยได้ยินมาก่อน และยิ่งกว่านั้น เพิ่งจะได้ฟังท่านพูดเมื่ออาพาธหนักแล้วใกล้จะมรณภาพด้วย ฯ

หลวงปู่ตอบว่า

เทวดาจะมาชุมนุมกันจำนวนกี่ล้านโกฏิก็ไม่มีปัญหาอะไรเพราะในเนื้อที่หนึ่งปรมาณู เทวดาอยู่ได้ถึงแปดองค์


จาก: พัชรินทร์
วันที่: 22/04/52 - 18:29 น.
IP Address: 125.26.244.xx
ความคิดเห็นที่ 170
ความคิดเห็นที่ 169.....แก้ไขที่พิมพ์ผิดนะคะ...จาก

**หรือว่าจะเป็นส่วนจิตที่งม ๆ **

แก้ไขเป็น...**หรือว่าจะเป็นส่วนจิตที่งาม ๆ**


จาก: พัชรินทร์
วันที่: 23/04/52 - 12:16 น.
IP Address: 125.26.249.xx
ความคิดเห็นที่ 171





Aamir Khan Coke Commercial NRI Arrange MarriageAamir Khan Co

http://www.youtube.com/watch?v=K0Fr94c86HU&feature=related



จาก: พัชรินทร์
วันที่: 23/04/52 - 12:19 น.
IP Address: 125.26.249.xx
ความคิดเห็นที่ 172
แวะไปดูเรื่องความงามบ้าง....

Aishwarya Rai: Loreal Crazy Kiya Re

http://www.youtube.com/watch?v=QFzIqi0Am2Q&feature=related

จาก: พัชรินทร์
วันที่: 23/04/52 - 12:36 น.
IP Address: 125.26.249.xx
ความคิดเห็นที่ 173



ความคิดเห็นที่ 172
แวะไปดูเรื่องความงามบ้าง....

Aishwarya Rai: Loreal Crazy Kiya Re

http://www.youtube.com/watch?v=QFzIqi0Am2Q&feature=related



จาก: พัชรินทร์
วันที่: 23/04/52 - 12:37 น.
IP Address: 125.26.249.xx
ความคิดเห็นที่ 174
ต่อจากความคิดเห็นที่ 165

เริ่มจากต่อจากความคิดเห็นที่ 117...

เล่าย้อนถึงก่อนการระลึกชาติ....ก็..ทราบทีหลังเมื่อไม่นานมานี้เองว่าเพราะความผูกพันต่อเนื่องจากในชาติ...ความคิดเห็นที่ 79...

******************

พอทราบว่าตัวเราไปติดอยู่แบบนั้นก็....หลักใหญ่ก็เกรงใจค่ะ...และขี้หงความเป็นส่วนตัวในดวงใจตนด้วย...เพราะว่าอย่างไรเสียเราเองก็ต้องเป็นตัวของตัวเอง...และสิ่งนี้ก็มีติดตัวตนเองมานับชีวิตได้...จึงไม่อยากจะละทิ้งความเป็นส่วนตัว...และจริง ๆ แล้วตัวของเราเองนี้จะเรียกว่าถูกหล่อเลี้ยงมาด้วยความรัก...และดวงใจตนเองก็ประมาณนั้นหละค่ะ...เคยอ่านพบในหนังสือเดอะท๊อปซีเคร็ต 2 ของท่านอาจารย์สม สุจีรา ประมาณว่า...ความรักเป็นอารมณ์สมถะ...เรายังอ่อนวิปัสสนา...จึงไม่ค่อยชอบใจที่ตนเองเกิดพบว่าดวงใจตนเองต้องไปไกล้กับที่ไหนสักแห่ง..ซึ่งดูแห้ง ๆ มาก เราคิดว่า..ถ้าดวงใจเรามาติดอยู่แบบนี้สักวันเราจะต้องสิ้นใจตายแน่นอนเลย...เพราะคล้าย ๆ จะไม่มีน้ำแห่งพลังชีวิตหล่อเลี้ยงแบบนี้เราอยู่ไม่ได้...ถึงจะรู้ว่าเราจะสึกดี ๆ อย่างไร ก็ไม่ใช่ที่ที่เราจะต้องอยู่ได้...เมื่อคิดแบบนั้นแล้วก็...ความตั้งใจที่ปรารถนาเป็นบำเพ็ญด้านผู้หญิงนั้นก็ผุดขึ้นมาในความรู้สึก....ก็...คิดไปในด้านดีว่า...ความปรารถนาเป็นด้านผู้หญิงนั้นคงส่ง ธรรมตัวนี้มาให้เราปฏิบัติแน่เลย...ก็หมั่นตั้งใจแกะดวงใจตนในส่วนที่อยู่นร่างตนเองแต่มีพื้นผิวไปติดที่ไกล้ๆแหล่งคลื่นกรรมฯนะคะ...หมั่นแกะด้วยวิธีต่าง ๆ ตามสำนึกทุก ๆ อย่าง ทั้ง มีงอ แง และ มีสารพัดความคิดเพื่อที่จะเห็นวิธีที่ดีที่จะแกะออกมา...แต่ก็ยิ่งแกะยิ่งแน่นขึ้นทุกวัน....แต่ก็ไม่เว้นการเดินจงกรมค่ะ..อันนี้ต้องหมั่นทำแทบทุกวัน....(และก็ได้อ่านในหนังสือท่านอาจารย์สม สุจีราเช่นกัน จำชื่อเรื่องไม่ได้..ประมาณว่า...เส้นทางวิปัสสนานั้นจะดูแห้งแล้ง ๆ ...)...

ต่อมาเมื่อระลึกชาติตามความคิดเห็นที่ 79... ก็พอจะเข้าใจเพิ่มมากกว่าเดิมว่า...เราเองสิ้นลมตั้งแต่อายุขนาดน้อย ๆ นั้น...ใจท่านก็ต้องปิดตายจากดวงจิตเราอยู่แล้วหละ....เพราะต้องเคลียร์ดวงใจท่านให้ดวงจิตอื่นที่ไม่ใช่เรา..ก็เป็นเรื่องที่ใคร่ครวญเพิ่มขึ้นมาในลำดับต่อจากที่ระลึกชาติแล้วนั้น...และก็ยิ่งเข้าใจเพิ่มว่าทำไมที่ที่เราติดอยุ่ไกล้ ๆ นี้ถึงยิ่งดูแห้งแล้งไม่เหมาะกับดวงใจเรา...




จาก: พัชรินทร์
วันที่: 23/04/52 - 18:06 น.
IP Address: 125.26.245.xx
ความคิดเห็นที่ 175



ที่ที่เราติดจะดูแห้งแล้ง ๆ ประมาณนี้ได้ค่ะ...ถึงแม้เส้นทางนั้นจะมีรางวัลเปรียบดังเพชรเม็ดงามเหมือนดังภาพที่นำมาลง...เมื่อถึงอนาคตแห่งเนทาง......ตัวเราเองก็เพริ่มอ่อนเพลียทั้งกำลังกายและกำลังใจมากแล้วด้วย...คล้าย ๆ อาการนางเอกตามภาพนะคะ....

Aishwarya Rai - De Beers Diamond Commercial
http://www.youtube.com/watch?v=8nOnbIWfiGQ&feature=related

จาก: พัชรินทร์
วันที่: 23/04/52 - 18:16 น.
IP Address: 125.26.245.xx
ความคิดเห็นที่ 176
ต่อจากความคิดเห็นที่ 1174

เริ่มจากต่อจากความคิดเห็นที่ 117...

เล่าย้อนถึงก่อนการระลึกชาติ....ก็..ทราบทีหลังเมื่อไม่นานมานี้เองว่าเพราะความผูกพันต่อเนื่องจากในชาติ...ความคิดเห็นที่ 79...

******************

พอแกะอย่างไร ๆ ก็ ยิ่งแน่นแบบนั้น...(ตัวเราเองนั้นก็ เบามาก ๆ เลยลอยไปไกล้ ๆ ได้แบบนั้น...ก็หมายถึงเราอ่อนทุกอย่าง...พละกำลังเราก็อ่อนมาก ๆ ไม่งั้นตัวคงไม่เบาปลิวววว..ได้แบบนั้น..แต่ตัวจริง ๆ ไม่ได้ปลิวไปนะคะ...มีเพียงความรู้สึกในตัวว่าตัวเราปลิวไปที่แหล่งคลื่นฯทั้งตัว

ก็พยายามเตรียมร่างกาย พักผ่อนให้มาก ๆ ....และวันึงก็กำหนดจิตว่า...วันนี้จะไม่ให้ตัวเราปลิวไปที่นั่นได้อีก...อะไจไปก็ไป จิตจะไปก็ไปเลย...

เมื่อคิดได้แบบนี้แล้วก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าจิตไปหรือไม่..(ตอนนั้นไม่ทราบค่ะว่าจิตไป...เพราะเราเองสติปัญญาขนาดนั้นก็ ยังไม่เคยเห็นดวงจิตฯตนเองเลย...เคยได้อ่านแต่ไม่ทาบว่าจิตฯนั้นรูปร่างแบบใด..ทวนดูดี ๆ แล้ว คิดว่า..จิตฯส่วนที่เหลือในตนเองนั้นไม่ได้ไป หรือจะเรียกที่อยู่กับเรานี้ว่า..ใจ..หรือเปล่าก็ไม่ทราบค่ะ...เล่าเป็นแค่นี้...

เมื่อกำหนดว่าจะไม่ให้ตัวเราปลิวไปอีกแล้ว..ก็ทำงานไปเรื่อย ๆ .ในความรู้สึกขึ้นก็เห็นอาการในขณิกกะ...ว่า...มีเส้นใยแห่งความคิดถึงระหว่างดวงจิตฯสองดวง..(เป็นเส้นใยจากความผูกพันเดิม จากภาพความคิดเห็นที่ 79... ก็เพิ่งทราบชื่อเส้นใยนั้นเมื่อไม่นานนี้เอง...ก่อนนั้นไม่เข้าใจว่าเส้นใยอะไร...แต่ทางคลื่นท่านไม่เกี่ยวอะไรกับเรื่องเล่านี้นะคะ..เพราะคนละชาติกันแล้ว....เป็นเพียงตัวผู้เล่าเองที่มาพบเข้า...เพราะว่าคนที่จะปิบัติธรรมนั้น...ก็ต้องมีดวงจิตฯค่ะ...ไม่งั้นจะปฏิบัติธรรมไม่ได้...เมื่อดวงจจิตฯเราอยู่ที่ท่าน....ก็เป็นเรื่องอัศจรรย์เหมือนกันที่...การปฏิบัติธรรม...ทำให้ค้นพบ..ดวงจิตฯเราเอง.....)

เส้นใยที่เห็นในขณิกกะนี้ก็เริ่มตึงมาก ๆ เข้า มาก ๆ เข้า เพราะเรากำหนดจิตไม่ให้ตัวเราปลิวไปค่ะ....แล้วก็....ตรงกับคำว่สุดสายป่าน....เส้นใยแห่งความคิดถึงนั้นก็ขาด...เห็นว่าขาดชัดเจนเลยในความรุ้สึก...

ผู้เล่าก็เมื่อยเลยค่ะ...เอาอีกแล้ว...มีอาการไข้อีกแล้ว....แต่ก็พอทนได้...ก้พักผ่อนนอนหลับ...แต่ยังไม่เข้าสมาธินะคะ...และก็อธิษฐานจิตบอกท่านด้วยว่า...เราทำเส้นอะไรขาดไปก็ไม่ทราบ..(เส้นนี้ก็เป็นบ่อเกิดแห่งการพร่อง..ศีลข้อที่ 1..ที่ว่า.ทำร้ายตนเองและท่านเจ้าของคลื่นฯ...อีกด้วยนะคะ..ในเวลาต่อมาจึงทราบ..จนถึงปัจจุบันนี้ก็ยังเห็นกรรมที่ตนเองทำให้เส้นใยนี้ขาดมีมาเสมอ ๆ ...ทั้ง ๆ ที่เราผู้ทำให้เส้นสายใยแห่งความคิดถึงนั้นขาด..ก็ไม่ได้ตั้งใจว่าจะทำให้ขาด...แต่คงจะขาดเพราะอำจสมาธิในขั้นขณิกกะ....)





จาก: พัชรินทร์
วันที่: 25/04/52 - 11:09 น.
IP Address: 125.26.242.xx
ความคิดเห็นที่ 177



อากาศร้อน ๆแบบนี้ ตามไปดูบรรยากาศ..พักผ่อนหย่อนใจ แถว ๆ ชายทะเล กับนางเอกในดวงใจ...อิสวาราย่า ราย....

Brand New Aishwarya Music Video

http://www.youtube.com/watch?v=gbKABmX2gpk&NR=1

จาก: พัชรินทร์
วันที่: 25/04/52 - 13:51 น.
IP Address: 125.26.242.xx
ความคิดเห็นที่ 178

ต่อจากความคิดเห็นที่ 176

เริ่มจากต่อจากความคิดเห็นที่ 117...

เล่าย้อนถึงก่อนการระลึกชาติ....ก็..ทราบทีหลังเมื่อไม่นานมานี้เองว่าเพราะความผูกพันต่อเนื่องจากในชาติ...ความคิดเห็นที่ 79...

******************

พอเส้นใยเส้นนั้นขาดไป ในขณิกกะสมาธิ ของวันนั้น...วันต่อมา ก็..ทำงานไปตามปกติ แต่ในความรู้สึกนั้น จะคล้ายกับว่ามีอะไรปลิวไปหาแหล่งคลื่นฯคล้าย ๆ เป็นใบไม้แห้ง ๆ ประมาณนั้น..ปลิวออกจากตัวเราไป...ก็ ตรวจสอบดูก็จะเป็นอาการแห่งความผูกพันที่เคยมีต่อกันในชาติก่อน ๆที่อยู่ในตัวเรา นั่นเอง...ปลิว ๆ ไป คล้ายใบไม้ทั้ง ๆวันเลย..ซึ่งแต่ก่อนทีเส้นนี้จะขาดนั้น คล้ายกับว่าตัวเราเองที่ปลิวไ หาแหล่งคลื่นฯ ปลิวไปทั้งตัวเลย แถมแกะไม่ออก ยิ่งแกะยิ่งแน่น...ท่านมีพลังดูดทุกอย่างจากตัวเราไปมกมายเรียกได้ว่า ถ้าไม่เคยฝึกสมาธิมาก่อนก็คงดูดชีวิตเราไปด้วย ...



จาก: พัชรินทร์
วันที่: 25/04/52 - 15:10 น.
IP Address: 125.26.244.xx
ความคิดเห็นที่ 179



แคฝรั่ง....

ความคิดเห็นที่ 178

ต่อจากความคิดเห็นที่ 176

เริ่มจากต่อจากความคิดเห็นที่ 117...

เล่าย้อนถึงก่อนการระลึกชาติ....ก็..ทราบทีหลังเมื่อไม่นานมานี้เองว่าเพราะความผูกพันต่อเนื่องจากในชาติ...ความคิดเห็นที่ 79...

******************
วันต่อมาก็...มีความรู้สึกว่า...เห็นอะไร ๆ ก็...คล้าย กับสัมผัสอะไร ๆ ก็ราวกับในดวงใจเราคลี่บาน ๆ ๆ ..ต้อนรับความรู้และสัมผัสต่าง ๆ ทั้งวันเลย...อืมมม...ทำให้นึกถึงดอกแคฝรั่งค่ะ....มีดอกในช่วงที่ไม่มีใบ...หรือไม่ก็ดอกเฟื่องฟ้า..ที่มีดอกแต่ไม่มีใบ...สวยมาก ๆ ....ราวกับว่าเราเป็นต้นไม้ดังกล่าวในช่วงที่มีดอกสวย ๆ แต่ไม่มีใบ

ก็มีความสุขใจดีจังงง...แปลกใจด้วยยย...


จาก: พัชรินทร์
วันที่: 25/04/52 - 20:13 น.
IP Address: 125.26.240.xx
ความคิดเห็นที่ 180
เล่าอาการที่พบ...ต่อจาก คห.178 นะคะ...ทบทวนดูแล้วปรากฏว่าเล่าตกไปค่ะ...

หลังจากที่ทำเส้นใยเส้นนึงขาดไป...แล้วความรู้สึกในวันต่อมา...จะเป็นอาการที่บาดเจ็บมาก ๆ ทั่วไปทั้งตัวแม้กระทั่งข้างในดวงใจก็มีอาการบาดเจ็บมากกกก...ก็เฝ้าดูอาการ....อาการบาดเจ็บก็คล้าย ๆ ลง ตามวันและเวลานะคะ.......คิดว่าเราคงจะลืมอาการความผูกพันที่ทำขาดไปแล้วนั้นได้แล้วหละ...คงจะสบายขึ้นมาก....แต่ว่า..ไม่ใช่แบบนั้นเลย..

แล้วปรากฏว่า....เส้น นั้นขาดไป...แต่แทนที่อาการเดียวกันด้วย...การผุดขึ้น...ของอาการเดียวกัน...(เส้นที่ขาดนั้นเราเองยังมองไม่เห็นว่าเป็นเส้นมีชีวิต...เพราะระดับสติปัญญาเรายังลงไม่ลึก..จึงมองไม่เห็น..เห็นเพียงแต่เห็นเป็นเส้นลางเลือน...ร่างกายและจิตใจเราก็แทนที่ขึ้นมาด้วยอาการเดียวกัน...ซึ่งเป็นอาการเดียวกับเส้นที่ขาดไปนะคะ...แต่แทนที่อาการนั้นไปทั่วทุก ๆ เซลล์เริ่มจากดวงใจก่อนแล้วค่อย ๆ ผุดไ ป ๆ จนทั่วตัว...ราวกับมีเมล็ดอ่อน ๆ สำหรับอาการเดียวกับเส้นใหญ่นั้น..ก่อเกิดขึ้นทีละเมล็ด ๆ ผุดเกิดให้เราเห็นชัดเจนที่ละเมล็ด ๆ จนทั่วไปหมด....

...นึกดูแล้วเป็นที่เคยเล่าไว้ใน...ความคิดเห็นที่ 158
ที่ว่า..ที่ทำ ***....*** นะคะ...

( ทำวิปัสสนาครั้งที่สามนี้...ก็เริ่มสังเกตเห็นว่า...อาการมีสองอาการค่ะ...อาการอย่างเช่น 1.ความน้อยใจ พอทำวิปัสสนาแล้วเค้าจะหายออกจากตัวและดวงใจเราเลย

*** ส่วน 2. อาการเช่นความคิดถึง อาการแห่งความผูกพันฯ...เค้าจะหายไปส่วน...แต่จะส่วนมาหยุดอยู่ที่ร่างกาย...ก็สังเกตว่าเค้าหยุดอยู่ที่ไหนบ้าง...ก็นับว่าเป็นจุด ๆ กระจายตามตัวเลย และเป็นชื่อของคลื่นท่านด้วย..***

.ก็ยังนึกอยู่ว่า...น่าจะเป็นอาการแบบนี้หละที่ท่านที่สัมผัสเรื่องแบบนี้เป็น...เค้าจะเห็นท่านก็ทราบได้เลยว่า คนนี้มีเจ้าของหรือไม่มีเจ้าของ..นั่นหละค่ะที่ทำไมคลื่นท่านจึงตามค้นหาผู้เล่าจนพบ..แม้จากกันแล้วไม่ทราบระยะเวลาด้วยซ้ำไป...ก็พบเพราะดงจิตท่านที่ผูกพันกันอยู่ในอีกดวงจิตนั่นหละ..ปฏิบัติแล้วจึงเห็นและเข้าใจค่ะ...แต่ก่อนก็เกิดอาการอะไร ก็ยึดได้แค่ลมหายใจไม่ให้หายไปจากตัวก็นับว่าดีที่สุดแล้วนะ.....และจากนั้นก็เพราะท่านไม่ได้อยู่เพียงในดวงใจแล้ว..ท่านกระจายออกมาตามผิวกายด้วย....ก็มองไปที่ไหนก็เป็นแต่ชื่อท่านเจ้าของคลื่นกรรมเป็นจุด ๆ อยู่ทั่ว ๆไป...นั้นหละค่ะ...องค์ความรู้เรื่องการแยกประเภทอาการก็เริ่มสังเกตเห็น....)


นั่นหละค่ะ..อาการในส่วนที่สองนั้นที่เคยทำวิปัสสนาแล้วเคลื่อนออกมาหยุดที่ตามตัวนั้น....ได้ผุดเกิดเป็นความทรงจำที่ชัเจนยิ่งขึ้น...เพราะว่า...ผู้เล่าได้ไปบังเอิญทำสายใยเส้นใหญ่ขาด...ทำให้จุดเล็ก ๆ พวกนั้นผุดขึ้นมา...ด้วยอาการเดียวกัน...ราวกับจะบอกว่า..ตัดไปก็ยิ่งเห็นชัด...

เราเองนั้นเห็นอาการแบบนั้นก็หนักใจที่สุดเลย...แล้วเป็นแบบนี้เราจะทำอย่างไรดี..ตัดขาดเส้นเดียวเท่านั้นก็เป็นอาการแจ่มชัดแบบนี้ได้....
.และวันต่อ ๆ มาก็เริ่มดีขึ้น ๆ และต่อมามีอาการใจคลี่บาน ๆ ความคิดเห็นที่ 179....

และทุกอาการก็อธิฐานจิตบอกฯเสมอ ๆ นะคะ...





จาก: พัชรินทร์
วันที่: 26/04/52 - 8:35 น.
IP Address: 125.26.240.xx
ความคิดเห็นที่ 181





Aishwarya Rai Coka-Cola Commercial

http://www.youtube.com/watch?v=buOjd99-YdY&feature=related

จาก: พัชรินทร์
วันที่: 26/04/52 - 9:23 น.
IP Address: 125.26.240.xx
ความคิดเห็นที่ 182
เล่าถึงอาการตัดความผูกพันนั้นตั้งหมั่นเพียรระมัดระวังศีลข้อหนึ่ง...ก็ค้นอ่านพบที่ท่านหวลงตามหาบัวท่านบรรยายไว้ค่ะ..จากหนังสือ ธรรมมาวุธ ..และหนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่อ่านล้วมีข้อธรรมของท่านหลวงตา ที่เราปฏิบัติตามขั้นสมาธิแล้ว จิตรวม ....ทำให้เข้าใจวิธีทำสมาธิ...เป็นหนังสือแห่งความทรงจำและนับถือท่านหลวงตาบัวเป็นอาจารย์ที่อยู่ในความทรงจำ เพราะก่อนหน้านั้นฝึกสมาธิก็อยู่ในระดับต้น ๆ ..ยังไม่เข้าใจคำว่าจิตรวมเป็นสมาธิ...

***************

เก็บศีลข้อที่ 1 มาฝากค่ะ....(จริง ๆ แล้วเราต้องหมั่นเพียรระมัดระวังทุกข้ออยู่แล้วนะคะ...เพียงแต่เก็บมาตัวอย่างเดียว...และอาการที่ตนเองพบในชาตินี้ก็เพราะว่า..แม้แต่ข้ามชาติมาแล้วลืมชาติมามีครอบครัวใหม่..ทำให้วิถีชีวิตเปลี่ยน..จะด้วยเหตุใดก็ตามที...ก็ได้รับผลตามกฏแห่งกรรมตามนั้นอย่างปฏิเสธก็ไม่ได้ว่า..ไม่ใช่..เพียงแต่จุดที่นึกถึงว่ายังไม่ได้มีโอกาศได้บอกกล่าวถึงการจากกันในชาติเดิม ๆ นั้นก็ใช่นะคะ..

เพราะจิตใต้สำนึกเค้าก็ทำหน้าที่ต่อเนื่องของเขาเอง..แบบไม่น่าเชื่อเช่นเดียวกัน...พอเล่าถึงแล้วจะชี้บอกนะคะ...เป็นเรื่องที่นำไปใช้เพื่อความปลอดภัยต่อคำว่าคู่ คือปรารถนาให้เป็นข้อสัจจะรรมถึงแม้จะเพียงในระดับชาวโลก เกี่ยวกับเรื่องคู่..ก็ปรารถนาให้ท่านที่มีเรื่องคู่จะได้ดูแลกันและกันต่อไปได้อย่างตลอดรอดฝั่ง..หรือจะอย่างไรก็ตามที..ก็อยากให้ปลอดภัยทุก ๆ ด้าน..)..

ปาณฯ .....สัตว์มีชีวิต คนมีชีวิต อะไรมีชีวิต ผู้นั้นเป็นผู้รักสงวนชีวิตของตนเท่าเทียมกับเรา การไม่ทำเขาให้มีความกระทบกระเทียนหรือเจ็บช้ำ ตลอดถึงความล้มตายไป ก็เพราะเห็นคุณค่าของเขาของเรา ความไม่เห็นคุณค่าของเขาโดยความเห็นแก่ตัวเป็นกิเลสประเภทหนึ่ง คนทั้งโลกสัตว์ทั้งโลก เห็นเป็นคนแต่เราคนเดียว แล้วทำลายคนอื่น สัตว์อื่นได้ โดยไม่มีความละอายบาป ไม่มีความนึกคิดในเรื่องบุญเรื่องบาปเลย ขอแต่เป็นความพอใจของตน ใครจะฉิบหายวายป่วงด้วยชีวิตจิตใจร่างกายอะไรก็ตามนี่เป็นกิเลสประเภทสำคัญมากเช่นเดียวกัน การไม่ให้ทำเพราะเห็นความสำคัญแห่งชีวิตของเขาของเรานี้ เรียกว่า เป็นการแก้กิเลสประเภทที่เห็นแก่ตัวในลักษณะดังที่กล่าวมานี้ออกได้

จาก: พัชรินทร์
วันที่: 26/04/52 - 10:20 น.
IP Address: 125.26.240.xx
ความคิดเห็นที่ 183


Coke Ad Aamir khan

http://www.youtube.com/watch?v=3KeCNF4NNoU&NR=1

จาก: พัชรินทร์
วันที่: 26/04/52 - 10:56 น.
IP Address: 125.26.240.xx
ความคิดเห็นที่ 184



ความคิดเห็นที่ 183

Coke Ad Aamir khan

http://www.youtube.com/watch?v=3KeCNF4NNoU&NR=1



จาก: พัชรินทร์
วันที่: 26/04/52 - 10:58 น.
IP Address: 125.26.240.xx
ความคิดเห็นที่ 185



ShahRukh Khan Rocks! visit www.planetsrk.com

http://www.youtube.com/watch?v=HU6F4Xpu41Q&feature=related

จาก: พัชรินทร์
วันที่: 26/04/52 - 11:55 น.
IP Address: 125.26.240.xx
ความคิดเห็นที่ 186
คุณแดง
พี่ได้เพื่อนใหม่เขาเป็นสาวอินเดีย..ประสานงานภาพยนตร์กว้างขวางในหมู่นักข่าวต่างประเทศ.. เขาชวนไปดูหนังสลัมด๊อก/และเล่าถึงสภาพโรงหนังในอินเดียว่ามีทุกรูปแบบ ราคาตั๋วก็ถูกๆๆประมาณ 100-200รูปี/และโรงหนังเประเภทที่นั่งไม้ยังมีเยอะมากๆ..มีหนูด้วย....
...เขาอยากประสานงานให้ดาราไทยไปเล่นหนังอินเดีย..จะได้ราคามากกว่าถึง 80เท่าตัว...แล้วก็คุยกันสารพัดเรื่องที่เกี่ยวกับอินเดียๆๆเลยกลับมาดูกระทู้ของคุณแดงต่อ..

จาก: ปาริชาติ
วันที่: 26/04/52 - 13:57 น.
IP Address: 125.25.169.xx
ความคิดเห็นที่ 187
ความคิดเห็นที่ 186

อ่านแล้วตื่นเต้นตามค่ะ...ขอบคุณพี่เปิ้ลค่ะที่นำบรรยากาศดี ๆ แบบนี้มาบอกเล่า...

***จะได้ราคามากกว่าถึง 80เท่าตัว..*** ข้อความนี้ยินดีด้วยค่ะ...

จาก: พัชรินทร์
วันที่: 26/04/52 - 20:23 น.
IP Address: 125.26.242.xx
ความคิดเห็นที่ 188
เริ่มจากต่อจากความคิดเห็นที่ 179 - 180...

เล่าย้อนถึงก่อนการระลึกชาติ....ก็..ทราบทีหลังเมื่อไม่นานมานี้เองว่าเพราะความผูกพันต่อเนื่องจากในชาติ...ความคิดเห็นที่ 79...

******************

เล่าอาการตนเองหลังจากทำเส้นแห่งความผูกพันนั้นขาด และก็อาการ.นับวันใจก็เบิกบาน...แต่สิ่งเหล่านี้ต้องสังเกตด้วยนะคะ เค้าก็อยู่กับเราสักพักเองความสุขความเบิกบาน...พออาการนี้หายไปก็ต้องทราบว่าหายไปค่ะ...เพราะฝึกสมาธิมานานจึงเฝ้าสังเกตอาการต่าง ๆ ไปเรื่อย ๆ ...

อาการเราก็ปกติดี.....แก็ไม่นาน...ขณะเดินจงกรามของวันนึง...ก็ปรากฏว่า...ตัวเราเองทั้งตัวเลย...เคลื่อนดวงใจเราเคลื่อนไปหยุดอยู่ที่คลื่นฯอีกแล้วววว..

คราวนี้ตัวเราก็ไม่เบาเหมือนคราวที่ไปครั้งที่แล้วนะคะ...ตัวเราหนักกว่าเดิมมาก ๆ ...คราวนี้อาการที่ดวงใจเคลื่อนไปติดก็แกะไม่ออกอีกแล้วค่ะ...ก็อธิษฐานจิตถามท่านว่า ทำไมนะ...ข้างในตัวของท่านนั้นทำด้วยแม่เหล็กหรืออย่างไร...ทำไมต้องดูดตัวเรานี้ได้ทุกที ๆ ไป...เริ่มบ่นอีกแล้วค่ะ...เริ่มงอแง...ยิ่งงอแง ยิ่งใจร้อน ก็ยิ่งแน่นหนา แกะไม่ได้...

พอติดอยู่แบบนั้นหลายวันเข้าก็เหนื่อยอ่อน...วันนึงจึง..เงียบ...ติดอยู่เฉย ๆ ไม่บ่น...แล้วก็....ปรากฏว่า...ได้ยินเสียงอะไรสักอย่างจากข้างนตัวคลื่นท่าน...เป็นเสียงดวงใจเต้น..แต่มีสองดวงนะคะ...ดวงนึงนั้นเป็นท่านแน่นอน..เราจำได้เป็นดวงใจผู้ชาย...ส่วนอีกดวงเป็นดวงใจผู้หญิง..ฟังดี ๆ ...โอ๊ะ..นั่นนนนน...ดวงใจเราเข้าไปอยยู่ข้างในตัวท่านนั้นได้ตั้งแต่เมื่อไหร่ อย่างไร...

ควันออกหูเลยยยย..คราวนี้...เป็นไปได้อย่างไร...คิดไปคิดมา...ตัวเรานี้เป็นดวงใจเป็นผู้หญิงโดยเนื้อแท้..และจำได้ว่าไม่เคยให้ดวงใจใคร.....

.(.....ก็พอจะ..เอ๊ะใจว่า...น่าจะมาตอนที่เล่าว่าเช้าวันนึง...เหมือนอะไรกระโดดออกจากดวงใจไป..แล้วทำให้สะดุ้งตื่น...ที่เคยเล่าว่าคลื่นท่าน..มาค้นพบดวงใจท่านที่อยู่ในตัวเราแล้วดูดคืนไป...โดยไม่ทราบว่าต้องระวังดวงใจเราด้วย.....แต่ตอนที่พบดวงใจตนเองคราวนี้ยังไม่ได้ระลึกชาติ...จึงเชื่อมโยงได้ไม่มาก...

จริง ๆแล้ว ระลึกชาติแล้วก็เชื่อมโยงไม่เป็นนะคะ....เพิ่งเชื่อโยงเป็นตอนถอดธรรม...เรื่องกรรมที่ร่วมใจกันต่อสุ้ป้องกันบ้านเมืองสมัยถือปืนคาบสิลา...แล้วพอพบกันอีกทีตอนปฏิบัติรรมในชาตินี้แล้ว...จะมาทำร้ายกันเองค่ะ....ถอดธรรมตัวนี้ได้จึงเชื่อมเรื่องราวได้เก่ง...ขึ้นมาก ๆ ...ที่เล่าว่าถอดธรรมตัวนี้ได้เพราะ...มีพัฒนาการความเป็นคุณแม่...ก็...พาน้องยีนไปฟังธรรมวันนั้น..แล้วเข้าใจธรรม..เพราะสงสารลูกด้วยและต้องตั้งใจฟังะรรมด้วย...จริง ๆ แล้ว ฟังธรรมคราวนี้คลื่นท่าน..มีเรื่องให้ต้องดลใจเราโดยตรงเลย..เรื่องฟังธรรม..และก็มีมาให้เราได้ฟังภายในเร็ววันด้วย..และได้อธิษฐานจิตปรึกษาธรรมท่านอาจารย์ด้วย..ตามอาการที่ตนเป็นขณะนี้หละ...แต่จริง ๆ ก็มีอีกอย่างก่อนได้ฟังธรรม...เราเองไปสถานที่แห่งหนึ่งที่ทราบว่าไกล้ท่านฯ.ทราบเพราะสัมผัสถึงนั้นมีความเข้มมาก ๆ นะคะ แต่ไม่ได้เห็นท่านจริง ๆ ..แล้วเราปฏิบัติธรรมได้เต็ม ๆ เพราะว่าจิตเราทั้งหมดอยู่ที่ตัวท่าน..พอเข้าไปไกล้บริเวณ..ก็เข้าใจเลยว่า..ทำไมการเจริญภาวนาในตัวเราจึงพุ่งพรวดเลย...)

จาก: พัชรินทร์
วันที่: 26/04/52 - 21:03 น.
IP Address: 125.26.242.xx
ความคิดเห็นที่ 189
เริ่มจากต่อจากความคิดเห็นที่ 188...

เล่าย้อนถึงก่อนการระลึกชาติ....ก็..ทราบทีหลังเมื่อไม่นานมานี้เองว่าเพราะความผูกพันต่อเนื่องจากในชาติ...ความคิดเห็นที่ 79...

******************

อาการที่ว่าไปค้นพบดวงใจตนเองอยู่ที่แหล่งคลื่นกรรมฯเข้านั้น...ก็พยายามอยู่หลายวัน จะขอเอาออกมาก็ไม่ได้เลย...ก็ท้อแท้ทีเดียว...ได้แต่ขอว่า ถ้าขออกมาไม่ได้ก็ให้เห็นด้วยว่าอยู่ที่ใด ...เริ่มจะปลงมาก ๆ แล้วหละ...

ก็เพราะว่า...เคยอ่านพบในหนังสือเกี่ยวกับธรรมะ เช่น..

1.ในหนังสือประวัติท่านอาจารย์มั่น เขียนโดยท่านหลวงตามหาบัว....ท่านกล่าวถึง...คุณยายท่านนึง บ้านอยู่ที่ อ.นึงในจ.นครพนม ท่านจะออกมาฟังธรรมพระอาจารย์มั่น..คุณยายแก่มากเลย ถือไม้เท้า...และมักจะมาปรึกษาท่านอาจรย์มั่นว่า..จิตท่านไปโน่น ไปนี่ เห็นสิ่งนั้นสิ่งนี้...เวลาคุณยายมาปรึกษธรรม พระเณรจะชอบมานั่งแถว ๆ นั้น เพราะจะได้ฟังเรื่องน่าฟังเกี่ยวกับสิ่งที่ไม่เคยพบเคยเห็น...เพราะปกติท่านอาจารย์มั่นท่านจะไม่ค่อยเล่าเรื่องแบบนี้...แต่คุณยายมีประสบการณ์การปฏิบัติคล้ายท่านอาจารย์....(ท่านอาจารย์มั่นท่านเคยอธิษฐานพุทธิภูมิ..หมายถึงขอบำเพ็ญเป็นพระพุทธเจ้าอีกพระองค์ในอนาคต...อิษฐานสมัยท่านเป็นมหาเสนาบดีของพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันของเราชาวพุทธครั้งพุทธกาล..แล้วสมัยที่มาเกิดที่แผ่นดินไทยนี้ ท่านเจริญภาวนาเห็นตนเองเป็นเกิดเป็นสุนัขถึง 700 ชาติ ท่านจึงอธิษฐานของดการบำเพ็ญพุทธิภูมิ ขอเป็นพระอริยสาวกในพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน...เวลาท่านอาจารย์มั่นปฏิบัติธรรมจึงปรึกษาใครไม่ได้ ท่านต้องช่วยเหลือตนเอง....)

คุณยายท่านนั้นก็จิตคล้ายท่านอาจารย์มั่น....ท่านอาจารย์มั่นจะแนะนำคุณยาย...

และวันนึงคุณยายดูไม่ค่อยมีความสุข...หน่าเศร้า...มาเล่าให้ท่านอาจารย์มั่นฟังว่า...ตอนเข้าสมาธินั้น...ตนเองมองเห็นเส้นาว ๆ ประมาณปุยเมฆขาว ๆ ..ถ้าจำไม่ผิดนะคะ..อ่านนานแล้ว..พุ่งออกจากตัวคุณยายไป...
ท่านอาจารย์มั่นก็บอกว่าให้ตามดูว่า..กลุ่มขาว ๆ นั้นไปหยุดอยู่ที่ใด...วันหลังคุณยายก็มาเล่าว่า...ไปหยุดอยู่ในท้องหลานสาวที่อีกหมู่บ้านนึง...

ท่านอาจารย์มั่นก็บอกว่า...ก็ให้เจริญภาวนาดูเส้นนั้น..ใคร่ครวญดูในตัวเองว่า..ต้องการอะไร...ท่านแนะนำแบบนั้นค่ะ...

วันหลัง ๆ คุณยายกลับมา...หน้าตาสดชื่น...เล่าว่าคุณยายตัดเส้นใยนั้นขาดไป...และหลานสาวก็แท้ง....ท่านอาจารย์ก็รับทราบ...

พอคุณยายกลับไปแล้ว พระเณรก็เรียนถามท่านอาจารย์มั่นว่า...แบบที่คุณยายทำนั้นเป็นการผิดศีลปาณาฯหรือไม่...ท่านอาจารย์บอกว่า...ไม่ผิดเพราะเจ้าตัวเค้าไม่ประสงค์จะไปเกิดเอง...ท่านชี้ว่า เห็หรือไม่ว่า..ดวงจิตนั้นเร็วแค่ไหน...ตัวเองยังไม่ตาย แต่จิตไปจองที่เกิดแล้ว...

2.เคยมีนักปฏบัติธรรมอายุสักสามสิบกว่า ๆ ท่านจะเห็นตนเองไปในสถานที่แห่งหนึ่งประจำ ๆ ...คล้าย ๆ ระลึกชาติ...เห็นหมดทุกอย่างว่า ที่หมู่บ้านนั้น ตนชื่ออะไร มีลูกชื่อะไร มีไร่นา วัว ควายอยู่ที่ไหน ฯลฯ...วันนึงท่านก็ทราบชื่อหมู่บ้านจากสมาธิท่าน...และท่านก็เดินทางค้นหาหมู่บ้านนั้น...ไปถามชื่อคนที่ท่านเห็นในสมาธินั้น...ก็ ปรากฏว่า ใคร ๆ บอกว่า อ๋อ...คุณตาท่านนั้นเพิ่งจะเสียชีวิต ไม่กี่วันมานี้เอง...คนนั้นก็เล่าให้ฟังเรื่องราวของตน...สืบเรื่องราวค้นหาปรัวัติว่าเยวข้องกันหรือไม่...ก็มีส่วนเกี่ยวข้องว่า..ต้นตระกูลนั้นเป็นญาติกันก็จริง แต่พ่อแม่ ก็ไม่เคยพานักปฏิบัติธรรมท่านนั้นมาเยี่ยมที่นี่เลย...(นั่นก็คือว่า...คล้ายคุณยาย...ที่อาจารย์มั่นบอกว่า...จิตนั้นเร็วมากไปจับจองที่เกิดก่อน แม้ตัวตนเดิมก็ยังไม่สิ้นใจ...)


(ถ้าเทียบข้อธรรมนี้ในตัวเรา...มีส่วนคล้ายตรงเส้นใย...แต่เส้นใยของเราไม่เหมือนของคุณยาย...เส้นใยของคุณยายเป็นการจะไปจองที่เกิด....ส่วนเส้นเราที่เราพบนั้นเป็นความผูกพัน....ที่เราบังเอิญใช้อำนาจขณิกกะทำให้ขาด...แต่ผลปรากฏว่า ยิ่งเห็นความผูกพันชัดขึ้น ๆ ....เราก็คิดอยู่ว่า...เพราะเราเห็นอาการเพียงคนเดียวหรือไม่...ส่วนท่านเจ้าของคลื่นกรรมเราท่าน..ไม่มีความสนใจเรื่องแบบนี้...เราจึงทำได้ยาก...หรืออีกทีก็...เพราะว่าเรามีกรรมหลายอย่าง ..แล้วเรื่องที่เราเกิดมาลืมชาตินั้นก็ยิ่งเป็นกรรมขวางกั้น..ความเข้าใจเรื่องแบบนี้...จนเราอาการหนัก...แทบว่า..ไม่มีใครเห็น.. ไม่สามารถมีใครเข้าใจ...แม้การอธิษฐานจิตของเราถึงท่านว่า.. ท่านก็ไม่สามารถเข้าใจเราได้....

อย่าว่าแต่ท่านเจ้าของคลื่นกรรมเราเลยที่ไม่สามารถเข้าใจได้...แม้พระหรือใครแม้แต่พระพุทธเจ้า...นึกแล้วท่านก็ไม่ยุ่งเกี่ยวกับกรรมของใครได้นะคะ...เช่นที่อาจารย์มั่นจะแนะนำคุณยาย..ว่าให้ตัดสินใจดู..โดยดูที่ความปรารนาของตน...คุณยายก็ตัดสินใจเอง...เรื่องกรรมนั้นต้องชดใช้ด้วยตนเองค่ะ...และถ้าใครมีความรู้ทางธรรมบ้างก็พอจะประคองตนไปได้..หรือไม่ได้ก็สุดแล้วแต่กรรม...แต่ให้ดูตรงความตั้งใจจริงจะเป็นอย่างไรก็พอใจเท่าที่ทำได้...ส่วนคำว่าตัดชีวิตตนทิ้งนั้น..ไม่ใช่สิ่งที่นักปฏิบัติธรรมที่เข้าใจจะทำแบบนั้นได้

เริ่มปล่อยวางกับอาการแล้วหละตอนนั้น...แต่มั่นใจว่าตนเองจริงใจต่อทุกอย่างแม้การปฏิบัติธรรมตนเองก็ตั้งใจจริง....ก็เริ่มทราบแล้วว่า..อายุตนเองอาจคงมีมาเท่านั้น..เพราะคนที่จิตอยู่อีกที่ ร่างอยู่อีกที่..ร่างกายจะอยู่ได้อย่างไร...จิตใจจะอยู่ได้อย่างไร...(นั่นไม่ใช่การไปเกิดเหมือนทั้งสองกรณีที่เล่าไว้ในข้อ 1 และ 2 นั้นด้วย...แต่เป็นการไปติดอยุ่อีกที่.....).ปลงได้แบบนั้นแล้วก็หมั่นรักษาลมหายใจและพยายามปฏิบัติธรรมให้ดีที่สุดตราบเท่าที่ยังคงมีลมหายใจอยู่ได้....


จาก: พัชรินทร์
วันที่: 27/04/52 - 23:14 น.
IP Address: 125.26.242.xx
ความคิดเห็นที่ 190
ต่อจากความคิดเห็นที่ 189
เริ่มจากต่อจากความคิดเห็นที่ 117...

เล่าย้อนถึงก่อนการระลึกชาติ....ก็..ทราบทีหลังเมื่อไม่นานมานี้เองว่าเพราะความผูกพันต่อเนื่องจากในชาติ...ความคิดเห็นที่ 79...

******************

พอเริ่มปลง...ประคองไปแค่ลมหายใจแบบนั้นแล้ว...วันต่อๆ มา ในความรู่สึกข้างในดวงใจเราเอง..มีอะไรร่วง ๆ ตุ๊บบและตามด้วยเสียงสะอื้น ๆ ...แล้วก็หายไป...และก็มีอาการสะอื้น ๆ ไม่ติต่อกันนัก...ดูว่าเป็นช่วง ๆ ..

(การสะอื้นแบบนี้ ก็คล้ายเวลาเราร้องให้งอแง สมัยเด็ก ๆ แล้วร่างกายสะอื้น ๆ ..แล้วเวลาพ่อ- แม่ มาเอาใจก็หยุดร้องให้...แต่ก็มีสะอื้น ๆ ...คล้าย ๆ แบบนี้นะคะ...แต่ว่าจะต่างตรง ไม่ใช่ร่ายกายสะอื้นเหมือนเรางอแงนะ...แต่เป็นการสะอื้นส่งมาจากดวงใจ ....ซึ่งแปลกใจมาก เพราะเราไม่เคยเห็นข้างในดวงใจสะอื้น ๆ สักที...เราเป็นคนสุขภาพดีมองโลกสวยงาม...สดใส..และไม่ค่อยจะร้องให้..นอกจากถูกขัดใจ ยิ่งตอนโตนี้ไม่ได้ร้องให้..นอกจากดูหนังซึ้ง ๆ เช่นหนังอินเดียจึงร้องให้ตามหนัง..เพราะเป็นอาการของคนจริง ๆ .....)

ข้างในดวงใจสะอื้น...และก็เริ่มมีอาการข้างในดวงใจเราเองเจ็บ นับครั้งแต่จะมากขึ้นมากขึ้น คล้าย ๆ อาการระบมเพราะโดนกระทบกระเทือนนะคะ...อาการแบบนั้นหละ...

และประมาณวันที่สามที่มีอาการแบบนี้ ข้างในดวงใจเราก็ส่งอาการเรียกเราไปดู...วันนี้เราสื่อกับการเรียกจากข้างในดวงใจเราได้
...จริง ๆ คงจะเรียกเราตั้งแต่วันแรก ๆ แล้วหละ...แต่เราก็นึก ๆ แล้วก็ช่างความรู้สึกช้าจริง ๆ..คล้าย ๆ ท่านเของคลื่นกรรมเราเองนั่นหละนะ...นึกเทียบดูแล้วก็...ขนาดเราเองอยู่ไกล้ดวงใจเรากว่าท่านซึ่งอยู่ไกลลิบ..และเดินคนละเส้นทางกันแล้ว...ก็คงได้แค่บอกเล่าไปตามประสาเราเอง..ท่านจะช่วยอะไรไม่ได้...เราเองอยู่ไกล้ดวงใจเราซึ่งจะเป็นทางดับทุกข์ลงด้วยตนเองเราก็ยังละเลย..จนตนเองเจ็บหนัก...อืมมม...จริง ๆ แล้วไม่ใช่จะละเลยอะไรหรอกนะคะ...กลัวจะระลึกชาติ

(จริง ๆ แล้วเรามักจะดูแลตัวเองเพราะเกรงใจคนอื่น..แกระทั่งไปช่วยงานเช่นสมัยเด็ก ๆ ไปงานแต่งงานบ้านญาติ ๆ ถ้าแม่ไม่พาทานข้าวทานขนมก็ไม่ได้ทานกันหรอกทั้งพี่ทั้งน้อง...

แต่ว่าคุณพ่อน้องยีนเขารักคุณแม่น้องยีน เขาก็เต็มใจดูแลผู้หญิงที่สนใจค้นหาทางธรรม...เราก็ไม่ลำบากใจเพราะว่าความรักของชาวโลกเรานั้นเราจะเห็นอาการแห่งการดูแลเป็นอัตโนมัติ เห็นแล้วงดงาม..น่าชื่นชม...เล่าเรื่องการะลึกชาติให้พ่อยีนทราบและบอกว่า..พ่อยีนดูไม่แปลกใจเลยย..เพราะว่าพ่อยีนทราบว่ากว่าจะได้แต่งงานกับแม่ยีนนั้น..ยุ่งยากน่าปวดหัวแค่ไหน..ที่เล่าที่นี่ก็ต้องขออนุญาตพ่อยีนด้วย..เพราะว่าเป็นเรื่องเล่าที่แม่ยีนสนใจศึกษา เพื่อช่วงเวลาในที่สุดของเส้นทางธรรม....

ก็บอกพ่อยีนว่า...ถ้าเมื่อไหร่ถึงเวลาที่พ่อยีนปฏิบัติธรรม..แล้วเกิดมีกรรมจากคนในอดีตเหมือนที่แม่ยีนพบนี้...พ่อยีนอย่าทำร้ายเขานะ...ดูแลเขาด้วยตามแต่เราจะทำได้...กรรมที่แม่ยีนพบนี้ดีอย่างที่ท่านฯก็มาเกิดเป็นคนด้วยในชาตินี้...ถ้าเป็นสิ่งอื่นแม่คงต้านแรงกรรมนี้ไม่ไหว...แม่ยีนบอกได้แค่ว่าแม่ยีนเป็นผู้หญิงมีเจ้าของ..ซึ่งเจ้าของเขาแรงมาก ๆ และก็ไม่ทราบว่ากรรมแบบนี้จะมีติดตามตนไปอีกหรือไม่ก็สุดแท้แต่จะเป็นได้ คาดเดาไม่ได้เลย..จึงไม่อยากลำบากเพราะเรื่องแบบนี้อีก อย่างน้อยก็คอยดูแลแต่กรรมส่วนของตนเอง...ไม่ต้องคอยสงสารคนอื่น ๆ...

อนาคตทางธรรมในลำดับต่อไปและหมายถึงชาติต่อไปนั้น สำหรับแม่ยีนนั้น...แม่ยีน...อยากอยู่ไปตามประสาตนเอง ...เพราะดูๆ แล้วเราเองสำหรับเรื่องคู่ ๆ นี้ก็..ไม่ค่อยจะเหมาะกับเราอะไร ๆ นัก...นึกดูว่าขี้หวงได้แม้กระทั่งดวงใจตนเองแล้วก็..ไม่เหมาะแล้วหละสำหรับคำว่าคู่....อาจจะเพราะเราปรารถนาด้านผู้หญิงจนถึงชาติสุดท้ายก็ได้..จึงมีอะไร ๆ ในตัวเองที่แปลก ๆ ....ตามประสา ๆ ผู้หญิง...

ต้องบอกเล่ากันด้วยความจริงใจค่ะ...เรื่องแบบนี้เป็นพื้นฐานแห่งบุญ.... คุณพ่อน้องยีนก็เล่าว่า......ก็เคยได้ยินพระท่านเล่าว่า...พระบางท่าน..มีสิ่งที่เรียกว่าไม่ใช่คน มาจุดไฟวางลงตรงทางเดินจงกรมก็มี แต่พระท่านไม่ไล่เขา..ท่านจะเดินเว้นเขาไป...

ก็เลยเล่าว่า..อืมมม...แม่ยีนนั้นถ้าเห็นเป็นสิ่งน่ากลัว ๆ มาคงไม่ไหวหรอก...ดีที่เขาเป็นเพียงคลื่นกรรมเท่านั้นนะ...ไม่ได้เป็นตัวตนมาได้เพราะท่านก็มีชีวิตในทุก ๆ ด้านฯของท่านแล้ว...จึงพบแต่คลื่นแบบนั้นที่มาถึง....










จาก: พัชรินทร์
วันที่: 29/04/52 - 20:05 น.
IP Address: 125.26.243.xx
ความคิดเห็นที่ 191

ต่อจากความคิดเห็นที่ 190
เริ่มจากต่อจากความคิดเห็นที่ 117...

เล่าย้อนถึงก่อนการระลึกชาติ....ก็..ทราบทีหลังเมื่อไม่นานมานี้เองว่าเพราะความผูกพันต่อเนื่องจากในชาติ...ความคิดเห็นที่ 79...

******************
เมื่อสัมผัสได้ว่า..ข้างในดวงใจเรียกหาเราให้ไปดูอะไรสักอย่าง...ก็ลองตรวจดูข้างในดวงใจตนเอง...ครั้งนี้ใช้ขณิกกะตรวจนะคะ...ทุกครั้งต้องเข้าเข้าสมาธิเต็มรูปแบบ...

และทำงานไปด้วยก็ตรวจดูข้างในดวงใจไปด้วยเพราะว่า...ก็แปลกอยู่ตรงที่ทำงานด้วย..อาการพวกนี้ก็ยิ่งมีตลอดวัน..น่าจะเพราะสมาธิในการทำงาน...ก็ตองใช้ขณิกกะเหมือนกันนะคะ...และกรรมที่พบนี้ก็มาเกิดที่เล่า...แต่ก่อนไม่มีกรรมตัวนี้ก็ไม่เคยมีอาการเวลาทำงาน...

เมื่อเข้าไปดูในดวงใจ...ก็พบก้อนเนื้อเล็ก ๆแต่มีชีวิต มองเห็นว่ากำลังร้องให้...อาจมีอาการเช่น ลังเล น้อยใจ อาลัย ห่วงใย ฯลฯ ซึ่งอ่านอาการเป็นอาการแห่งการพลัดพราก...

อาการห่วงใยที่พบในก้อนเนื้อนั้น....คงหมายถึงห่วงใยเราเองที่กำลังจะอ่อนแรงลทุกวัน ๆ ...โอ...นั่นคือดวจิตฯของเราเองแน่นอนเลย..ก็เริ่มตื่นเต้นกับความรู้แบบนี้...

ก็ถามดวงใจว่าเรียกทำไมนะ...คราวนี้มองเห็นดวงใจเราเองด้วย มีลักณะเป็นพื้นผิว ๆ อ่อนนุ่ม ...ดวงใจเราเค้ากำลัง..ปลอบใจดวงจิตฯที่กำลังสะอื้นนั้นด้วยคำว่า อย่าร้อง ๆ เงียบ ๆ นะ....ด้วยอาการน่ารัก ๆ น่าเอ็นดู...แต่ไปไกล้ดวงจิตฯมากไม่ได้..เพราะดวงใจจะเจ็บเห็นชัดว่า..ดวงใจจะสะเทือน ๆ และจะถอย..ทั้งจะเข้าไปปลอบเพราะสงสารดวงจิตฯ...

และดวงใจจะถอยออกห่างชัดเจนกว่าเดิม..เมื่อมองเห็นว่ามีสายใยแห่งความผูกพัน..ตามมาถึงและกำลังจะพาดวงจิตฯกลับไปที่ไหนสักแห่ง..(ก็เลยเข้าใจว่า..ตอนที่ไม่ได้เข้ามาดูที่เสียงสะอื้น ๆ หายไป เป็นช่วง ๆ นั้น...เพราะว่า สายใยแห่งความผูกพันนั้นพาดวงจิตฯกลับไป...เพราะเราไม่ได้ใส่ใจตามไปดูและดวงจิตฯที่มาหาเราสักที...)

ดวงใจเห็นเส้นใยแห่งความผูกพันนั้นก็ถอยออกห่างเลย...ที่เรียกเราลงไปดูด้วยเหตุนี้เอง...เพราะต้องการให้เราไปรับดวงจิตฯเรา..และจนถึงวันนี้ก็ทราบแล้วว่า..จริง ๆ แล้วสายใยนั้น...ไม่เรียกว่าสายใยนะคะ..เป็นกระแสจากตัวท่านฯเจ้าของคลื่นกรรมของเราเลย...ท่านพาดวงจิตฯเรามาเลี้ยงไว้ในตัวเราเอง...และกระแสบางอย่างจากตัวท่านก็ไม่เคยห่างจากกันไปไหน จนเท่าปัจจุบัน..โดยที่ท่านเองก็ไม่ทราบว่าเรื่องแบบนี้มีขึ้นจริง ๆ ..แต่เราเองอธิษฐานจิตบอกเล่าท่านเสมอ ๆ ถึงอาการแปลก ๆ แบบนี้.....เพราะถ้าหายไปเราจะเองจะค้นพบทุกครั้งว่าตอนนี้ทั้งสองดวงจิตฯหายไปจากตัวเรา...ถ้าอยู่เราก็ทราบเสมอๆ .....)

เราก็มองเห็นสายใยนั้นกำลังก่อตัวออกจากทั้งดวงจิตฯและจากคลื่นภายนอกที่เข้ามา...พอเห็นดวงใจถอยเพราะสายใยนั้น...เราก็...มองเห็นอีกสิ่งหนึ่งค่ะ...ผุดขึ้นมาจากบริเวณไกล้เคียงกับดวงใจ ..คล้าย ๆ พยายามปืนขึ้นมาบนดวงใจ..แต่ด้วยท่วงทีสง่างาม...โอ...นั่นคือ..สติ...เราทราบเองค่ะจากขณิกกะสมาธิ และอาการเป็นรูปร่างชัดเจนแบบที่เราเข้าไปเห็นตอนนั้น...สติจะลักณะใส หนาแน่นกว่าอาการเคลื่อนไหวเข้ามาด้วยอาการมีชีวิตเช่นกัน...

และ..สติ..ก็มาช่วยกันเส้นใยแห่งความผูกพันนั้นออกจากดวงจิต..แสติก็เริ่มแผ่ตัวเป็นเส้นบาง ๆ คลอบคลุมบริเวณที่เราเข้าไปดูเอาไว้...ตอนนั้นเราก็ลืมสังเก เส้นใยแห่งความผูกพันว่าท่านจะอยู่ที่ไหนเมื่อสติกันออกแล้ว...เราก็มองดูแค่ข้างในดวงใจของเรา...แต่จริง ๆ แล้วท่านอยู่รอบ ๆ ตัวเราเสมอๆ ถ้าดวงจิตฯเรายังคงอยู่ที่ตัวเรา....สติเขาดูเอ็นดูดวงใจ และดวงจิตค่ะ...ดวงจิตฯนั้นอาการแย่ที่จุดแล้ววว...เพราะมีหลายอาการในขณะนั้น...

และข้างในดวงใจเราก็เริ่มคลายอาการทุกอย่างที่เป็นอาการแห่งความทุกข์ คลายออก ๆ ....และก็เข้าสู่สภาวะปกติสุข....

เป็นบุญอะไรอย่างนั้นจึงได้เห็นอาการละเอียดถึงขนาดนั้น...ชื่นใจมากค่ะ..ทั้ง ๆ ที่ตอนเห็นนั้นทุกข์หนักแทบว่าอาจตายได้เลยทีเดียว..

และหลังจากนี้ทำให้เราเข้าใจคำว่าขันธ์ 5 รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ...ค่ะ...จากที่แต่ก่อนนั้นเราอ่านอย่างไรก็ไม่เข้าใจ...คราวนี้อ่านเข้าใจได้มาก ๆ ถึงแม้จะไม่เก่งนัก....

และต่อมาอีกนานสักหน่อย...ได้อ่านหนังสือท่านอาจารย์ทันตแพทย์สม สุจี...เรื่องเกิดจากกรรมหรือความซวย...ที่กล่าวถึงวงจรแห่งปฏิจจสมุปบาท ...แล้วทบทวนอาการในตนเองในการเห็นครั้งนี้แล้ว..อืม....ขนลุกเกลียว....นั่นคือ...รูปแบบที่เราเข้าไปเห็น...จึงยิ่งสนใจอ่านข้อธรรมของท่าน...และนับว่า...ใช้กับอาการของเรา แท้กระทั่งการทำงานและอื่น ๆ ในชีวิตประจำวันของเราได้อย่างอัศจรรย์ใจ....

***ปฏิจจสมุปบาท แปลว่า เพราะมีสิ่งนี้ ๆ เป็นปัจจัย สิ่งนั้นจึงเกิดขึ้น เป็นหลักธรรมที่อธิบายถึงเหตุปัจจัยที่ส่งผลสืบเนื่องต่อการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะสงสาร คือ อวิชชา - สังขาร-วิญญาณ- นาม-รูป -ฬายตนะ - ผัสสะ - เวทนา -ตัณหา -อุปาทาน-ภพ -ชาติ -ชรามรณะ ***

และท่านอาจารย์จะอธิบายถึงว่าแต่ละจุด ๆ จะมีรอยต่อ...ถ้าเราตามดูด้วยสติไม่ทันจะเหมือนกับว่าทุกอย่างเป็นเนื้อเดียวกัน...แต่ถ้าตามดูจริง ๆ จะเห็นว่า..แต่ละจุดจะมีลักณะเป็นคล้ายรอยพับ.....

**ก็เช่นที่...เราเองพบ...ตอนที่ สติ ผุดขึ้น กันเส้นใยแห่งความผูกพันนั้นออกจากดวงจิตฯ**...จุดนั้นหละค่ะที่เรียกว่ามีรอยต่อ...จึงทำให้เราเองอ่านหนังสือท่านเข้าใจ...เพราะการปฏิบัติของเรา...พาให้เห็นแบบที่ท่านอาจารย์เขียนชี้บอกไว้...แต่ว่าท่านอาจารย์จะยิ่งพาเราเข้าใจได้กว้างขวางขึ้น...ยิ่งเรามีพื้นาน เห็นแบบนั้นชัเดจน..ก็ยิ่งแกะตามได้มาก ๆ ....เป็นเหตุการณืที่เรียกว่า...มีชีวิตจริง ๆ ค่ะ...ทุกอย่างมีชีวิตจิตใจ








จาก: พัชรินทร์
วันที่: 30/04/52 - 17:56 น.
IP Address: 125.26.241.xx
ความคิดเห็นที่ 192





Fiza - Mere Watan Song

http://www.youtube.com/watch?v=sMoIPIwFc7I&feature=related

จาก: พัชรินทร์
วันที่: 30/04/52 - 18:59 น.
IP Address: 125.26.241.xx
ความคิดเห็นที่ 193

ต่อจากความคิดเห็นที่ 191
เริ่มจากต่อจากความคิดเห็นที่ 117...

เล่าย้อนถึงก่อนการระลึกชาติ....ก็..ทราบทีหลังเมื่อไม่นานมานี้เองว่าเพราะความผูกพันต่อเนื่องจากในชาติ...ความคิดเห็นที่ 79...

******************

เมื่อเราได้ดวงจิตฯมาดังนั้นแล้ว..อาการทุกข์ก็คลายลงมาก ๆ ...เริมเป็นปกติสุข...ก็เฝ้าอาการข้างในดวงใจไว้...ก็ทราบตลอดว่าไม่เห็นดวงจิตซึ่งเคยวางตัวอยู่บนดวงใจ...ตอนที่เข้าไปเห็นตามคห.191....ก็ทราบจากสัมผัสว่าดวงจิตฯเข้าไปอยู่ข้างในดวงใจ...และก็ยังคงเห็น..สติ...โค้งตัวกันดวงใจและดวงจิตฯกสัมผัสที่มาจากความผูกพันแห่งชาตอภพเดิม...และก็กลายเป็นว่า..สติ...ได้กันสัมผัสต่าง ๆ จากสิ่งรอบตัวไปด้วยเลย...อันนี้ก็เห็นเช่นกันว่า..เป็นการรักษาดวงใจและดวงจิตฯให้พื้นตัวจากการเจ็บปวยนั้นค่ะ...อืมมม...ธรรมชาติช่วยกันรักษาตัวเองไดด้...น่าทึ่งมาก...ความมีชีวิตเยียวยากันเองได้อย่างนุ่มนวล...จนเรานึกถึงทีไรก็ซึ้งนำใจ....ทุกอย่างในการปฏิบัติก็นุ่มนวล เอื้ออาทรกับเราอย่างลึกซึ้ง..เราจึงอยากถ่ายทอดคุณธรรมแบบนี้เอาไว้...เราค้นพบพลังชีวิตที่แท้จริงที่มีจากการ..งดการทำร้ายกันและกันเป็นต้น..(เล่าต่อ ๆ ไปจะชี้บอกนะคะ....)

(โดยเพาะท่านเจ้าของคลื่นกรรมของเรา..เมื่อนับวันเรายิ่งปฏิบัติมากขึ้น...ยิ่งไม่เคยพบว่าท่านจะขาดสัจจะ...ที่เคยดูแลกันมาตลอดที่ได้รู้จักจนเท่าปัจจุบัน...อันนี้หละที่เราเอง..สัมผัสได้เสมอ ว่า...คำว่าเราเองเป็นผู้หญิงมีเจ้าของนั้น...เพราะแบบนี้หละ..เพราะสัจจะที่มีต่อกันของทั้งสองดวงจิต...ไม่ได้หยุดเพียงชีวิตคู่ทางโลกที่มีต่อกันเท่านั้น..แต่ณ ปัจุบันได้ส่งต่อเรื่องราวทางโลกเคลือนสู่ทางะรรมไปมากแล้ว...ก็..จุดนี้หละที่..น่าเป็นห่วง..ที่ถ้ามีความผูกพันกับใครอื่รต่อไป...ก็จะเป็นเรื่องซ้ำรอยเดิม...คือ..ทำให้เราเองลำบากมากๆ เพราะต้องระมัดระวังเรื่องคุณธรรมทางโลกและทาะรรมควบคุ่กันไป...ทั้ง ๆ ที่ร่างก็จะอยู่ที่หนึ่ง..จิตฯก็จะอยู่อีกที่แบบนี้...เราก็จะปฏิบัติทุกอย่างได้ลำบากไปหมด...

แต่สำหรับท่านเจ้าของคลื่นกรรมฯเราไม่กังวลกับท่านค่ะ..บุญคนละส่วนกัน..ที่บอกว่าเราเป็นผู้หญิงมีเจ้าของก็ไม่ได้หมายความว่า...เราปรารถนาจะต้องเกี่ยวข้องกับท่านอีก..นะคะ..เป็นสิ่งที่เราเองค้นพบว่า..สิ่งนี้ทำให้เราควรหลีกเลี่ยงอะไร..เพื่อลดความลำบากซึ่งจะเกิดขึ้นซ้ำรอยอีกในอนาคต...ทางเดินได้แยกจากกันแล้วเหมือนที่เคยพูดไว้..ก็นึกึงภาพที่ 79 ที่เราสิ้นใจตอนอายุน้อย ๆ แค่นั้นก็เข้าใจได้..และประกอบกับสัมผัสปัจจุบันก็เปลี่ยนแปลงไป..อันนี้เราเข้าใจ...ไม่เคยจะดื้อรั้นเรื่องยึดสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปแล้วให้คงอยู่...ทำไปก็ลำบากตนเอง....)

พอร่างกายเยียวยาตนเองแบบที่เล่ามาโดสติได้กันสัมผัสทุกอย่างออกแล้ว..ดวงใจและดวงจิตฯก็เริ่มแข็งแรงมาก ๆ ...วันนึงเดินจงกรมอยู่...ปรากฏว่ามีอะไรพุ่ง ๆ อยู่ข้าในดวงใจ...พุ่งแรงขึ้น ๆ ...(แต่ก่อนเรามีแค่ดวงใจ...ดวงใจเราจะเรียเราแผ่ว ๆ นะคะ..ไม่พุ่งแรงแบบครั้งนี้...คราวนี้สิ่งที่เรียกก็มีดวงใจตเพิ่มมา..แต่ดูเหมือนดวงใจจะเฉย ๆ ธรรมดา ๆ...

เราก็เข้าไปข้างใน..ด้วยขณิกกะนะคะ...ตอนเดินจงกรมนั้นใช้ขณิกกะ...ก็เห็นดวงจิตฯซึ่งรวมกับดวงใจแล้ว...ถามว่านั่นเสียงอะไร ๆ ..ตอนนั้นมีเสียงรถวิ่งผ่านนะคะ...ก็บอกเค้าว่าเสียงรถ...(ดวงจิตฯ..ที่เราเห็นนี้เป็นเราก็จริงนะคะ...แต่เป็นอาการที่ยังไม่นุ่มเท่าเราขณะนี้...เป็นอาการดื้อ ๆ เพราะยังไม่มีความรุ้ละมัง...)...ดวงจิตฯบอกว่า..ให้เค้าฟังๆ..ให้เค้าฟังเอง...ดวงใจก็ช่วยพูดว่าอย่ากันเราออกจาก..สิ่งภายนอก...ประมาณนี้ค่ะ....

เราก็..เอ...จะทำอย่างไรดี...ก็มองเห็น..สติ..ที่ทำตัวโค้ง ๆ กันสัมผัสภายนอกอยุ่นั้น....ก็ผ่อนสติลงมา..และหย่อนความรู้จากสัมผัสต่าง ๆ รอบตัวให้ดวงจิตฯ...สติจะเป็นเส้นบาง ๆ ค่ะ..ค่อย ๆ ย่อนสัมผัสต่าง ๆ ลงมาให้ดวงจิตฯ...ดวงจิตและดวงใจซึ่งเป็นเนื้อดียวกันมากแล้วตอนที่เห็น..เค้าก็ชิม...สักพักก็คลายออกและ..บอกเล่าว่าเค้าชิมอะไร...เช่นเสียงรถ...เค้าชิมแล้ว..เค้าก็บอกว่า...อ๋อ...อันนี้เรียกว่า..รำคาญ...อ๋อ..อันนี้เรียกว่าคิดถึง(นั่นหละ..ดวงจิตเค้าเพิ่งก่อตัวเรีนรู้ในตัวเรา..เค้าก็ยังสัมผัสอาการแห่งความผูกพันของคำว่า คิดถึง..ที่เราถึงบอกเสมอว่าท่านฯไม่เคยห่างกันไปไหนเลยทั้งสองดวงจิต...เพียงแต่ครั้งที่เห็นนั้นเราเองเห็นแค่เส้นความผูกพัน..ไม่เคยทราบว่าท่านอยู่รอบ ๆ ตัวเสมอ ๆ..)..ฯลฯ...ดวงจิตดวงใจ รับ รู้เรียนรู้โดยผ่านการคัดกรองของสติอย่างนสุก ๆ และก็สุกใจมาก ๆ ...และต่อมาก็เริ่มเห็นว่า..ดสวงจ ดวงจิต และสติ ก็จะเริ่มรวมกันค่ะ...แต่ก็มีบ้างที่ต้องแยกจากกัน...ก็เพราะว่า..บางครั้งท่านเจ้าของคลื่นกรรมฯท่านต้องกลับไปที่ร่างปัจจุบันของท่านนะคะ...ดวงจิตฯเราก็ต้องตามกันไป...อันนี้สังเกตุจากสัมผัสเสมอ ๆ มาค่ะ..จากพัฒนาการของตนเอง...นั่นหละ...พอดวงจิตไปแล้ว...การปฏิบัติธรรมก็จะยากขึ้น....การปฏิบัติธรรมที่สมบูรณ์ก็ต้องใช้ ทั้ง... สติ.. ดวงจิต ฯ ดวงใจ ค่ะ...ดวงใจนั้นท่านอาจารย์เทสน์ เทสรังสี ท่านให้ความหมายว่า มโน...ทำหน้าที่เป็นกลาง ๆ .ส่วนดวงจิตฯ นั้น ก็ เป็นประมาณคำว่า วิญญาณ การรับรู้...แล้วจะค้นมาอีกที....

จาก: พัชรินทร์
วันที่: 02/05/52 - 13:14 น.
IP Address: 125.26.243.xx
ความคิดเห็นที่ 194



เห็นทีไร ๆ ก็หล่อมาก ๆ ....พระเอกหวานใจ...

Hrithik roshan Pics+Song by adarsh
http://www.youtube.com/watch?v=XsaP1Kq4q3w&feature=related

จาก: พัชรินทร์
วันที่: 02/05/52 - 13:41 น.
IP Address: 125.26.243.xx
ความคิดเห็นที่ 195
คัดจากหนังสือคำสอนของหลวงปู่ (หลวงปู่เทส เทสน์รังสี ) โดย น.นันทวันมุนี....


ต่อไปจะอธิบายเรื่อง มโน –วิญญาณ-จิต ต่อไป


มโน.... ผู้น้อม แต่ยังไม่ถึงกับคิดปรุงแต่ง –ยึดเอาอะไรมาไว้เกาะเกี่ยว มโนคือใจที่ยังเป็นกลาง ๆ กำลังจะเอนไปคิด-ปรุงแต่ง-ยึดเอา อารมณ์หรือใจที่กำลังจะเคลื่อนออกจากที่เดิมของมันนั่นเอง

วิญญาณ .... มีสองอย่าง คือวิญญาณที่ใช้อยู่ในเมื่อยังมีชีวิตอยู่หนึ่ง กับวิญญาณผู้พามาเกิดครั้งแรก คือปฏิสนธิวิญญาณหนึ่งวิญญาณอันแรกได้แก่วิญญาณเกิดจากความรู้สึกในทางอายตนะ เมื่อผัสสะมากระทบครั้งแรก แต่ยังไม่รู้และจำว่าอะไรเป็นอะไร เพียงแต่มีความรู้สึกเฉย ๆ วิญญาณในขันธ์ 5 ก็จัดเข้าในนี้ด้วย

ปฏิสนธิวิญญาณ ได้แก่วิญาณที่นำเอากรรมและกิเลสทั้งหลายพาให้มาเกิดครั้งแรก โดยเจ้าตัวไม่มีความรู้สึกเช่นนั้นเลย แต่ตัวกรรมมันหากพามาเกิด

จิต .... คือผู้คิดผู้นึก ผู้ปรุงแต่งต่าง ๆ นานานั้นเอง หรือจะเรียกว่า อาการของใจก็ถูก อาการของใจทั้งหมดที่เป็นไปในทางร้ายและทางดีหรือไม่ดีไม่ร้ายก็ตาม เรียกว่าจิตทั้งนั้น

เรื่องนี้ถ้าผู้มาทำภาวนาสมาธิให้จิตรวมเข้าเป็นเอกกัคคตาจิตคือมีแต่จิตอันไม่มีอาการใด ๆ ทั้งหมดเลย นั่นแหละจึงจะรู้ตัวใจแท้และอาการของใจ(คือจิต) ได้ดีโดยไม่ต้องอธิบายและถามใครเลย

************************


(และผู้เล่าเองมักจะใช้ว่า..ดวงจิตวิญญาณ...นะคะที่ไป ๆ มา เพราะความผูกพันระหว่างสองดวงจิตฯ.....จากสาเหตอะไร ในครั้งก่อนก็ไม่ทราบค่ะ...ไม่ทราบว่า..ท่านเจ้าของคลื่นกรรมของเรา..คัดเลือกตัวเราในฐานะที่เป็นคู่ในครั้งนั้น ๆ ...ด้วยข้อผูกพันอะไรระหว่างกันเมื่อแรกพบนั้น...ดวงจิตฯรวมกันเพราะพบเรื่องอันตรายที่สำคัญต่อชีวิตของทั้งสองเมื่อครั้งใช้ปืนคาบสิลาในอีกชาติหนึ่ง...และในอีกชาติที่พบว่าตนเองสิ้นตอนลูกยังตัวนิดเดียว..และเห็นท่านห่วงใยชัดเจน..และพบเห็นอาการที่ทีต่อกันคือความมีดวงใจเป็นดวงเดียวกัน...และก็ค้นพบเท่านี้ค่ะ...เพราะว่าสมาธิเรายังอ่อนมาก...ค้นแล้วก็เป็นไข้...พอหายไข้แล้วอาการระลึกชาติก็หายไปเลย...แล้วจะเล่าต่อไป.....)


จาก: พัชรินทร์
วันที่: 02/05/52 - 14:25 น.
IP Address: 125.26.243.xx
ความคิดเห็นที่ 196



Hrithik Roshan

http://www.youtube.com/watch?v=zz5Nw8jkkk0&feature=related

จาก: พัชรินทร์
วันที่: 03/05/52 - 11:06 น.
IP Address: 125.26.241.xx
ความคิดเห็นที่ 197
ขยายธรรมที่พบ..เมื่อด้เดินทางไปในที่แห่งหนึ่ง...แล้วจากสัมผัส...ผู้เล่าพบว่าคลื่นที่บริเวณที่ตนเองไปนั้น...เข้ม และอบอุ่นมาก ๆ ...เพราะไกล้ท่านฯและดวงจิตเราอยุ่ที่นั่นส่วนใหญ่...การเจริญภาวนาก็พรุ่งพรวด...ก็..นึกใคร่ครวดูว่า...เราเห็นะรรมตัวไหนหนา..ทำไมดูอัศจรรย์ขนาดนั้น...


********************
***เพราะเริ่มเข้าใจรรมตัวนี้ค่ะ...แต่ยังไม่สมบูรณ์เพราะดวงจิตฯเราไม่ได้อยู่ที่ตัวเราทั้งหมด...แต่ก็ดีใจที่ตนเองอ่านะรรมตัวนี้แล้วเข้าใจ..ซึ่งจากเดิม...อ่านไม่เข้าใจเลยนะคะ...

****
คัดจากหนังสือ ไอน์สไตน์พบ พระพุทธเจ้าเห็น..ของท่านอาจารย์ทันตแทย์สมสุจีรา...


โพชฌงค์ 7 ธรรม 7 อย่างที่เป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่สำคัญแห่งการตรัสรู้ ถ้าขาดไปแม้ 1 ใน 7 การตรัสรู้จะเกิดขึ้นไม่ได้ นั่นคือ 1 .สติสัมปชัญญะ 2.ธรรมะวิจัย(ความเข้าใจในธรรม เช่นขันธิ์ 5 อายตนะ เวทนา กิเลส ตัณหา ฯลฯ ) 3.วิริยะ(ความเพียร) 4.ปิติ(ความอิ่มใจ) 5.ปัทสัทธิ (ความสงบของกายและใจ) 6.สมาธิ และอุเบกขา(ความวางเฉยในรูปนาม ทุกข์สุข) เมื่อธรรมทั้ง 7 อย่างนี้เกิดขึ้นจะเสริมแรงซึ่งกันและกันจนจิตมีพลังแก่กล้า

วงจรแห่งโพชฌงค์ทั้ง 7 จะหมุนและเสริมพลังให้แก่กันและกันอย่างต่อเนื่อง จนถึงขีดสุด จิตจะมีกำลังมหาศาลจากสมาธิ พลังแห่งสมาธิจะส่งให้เกิดปิติอย่างแรงกล้า และปีติจะส่งพลังไปเสริมวิริยะอีกครั้ง เมื่อเกิดความเพียรจะเป็นตัวเสริมให้เกิดอุเบกขาเพิ่มขึ้น อุเบกขาที่เพิ่มขึ้นจะสนับสนุนให้เกิดความสงบ(ปัสสัทธิ) และความสงบจะไปเสริมพลังให้กับสติสัมปชัญญะ สติสัมปชัญญะที่เพิ่มขึ้นจะไปทำให้กำลังของสมาธิสูงขึ้นไปอีก กำลังแห่งสมาธิที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ ก็ส่งพลังไปที่ปิติ วนอยู่อย่างนี้ โพชฌงค์ 7 จึงเป็นการค้นพบที่สำคัญยิ่งของพระพุทธเจ้า ถ้าจะเปรียบเทียบกับการพยายามออกไปอยู่เหนือโลกทางรูปธรรมกับการส่งจรวดขึ้นไปนอกโลก โพชฌงค์ 7 ก็คือเตาปฏิกรณ์พลังงานของจรวดที่เกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์อย่างต่อเนื่อง และในที่สุดให้กำลังอย่างมหาศาลออกมา พลังอันเกิดจากโพชฌงค์ทั้ง 7 สูงมาก ผู้ที่เข้าถึงธรรมนี้ แม้เพียงแต่ฟังการสวดโพชฌค์ 7 หลาย ๆ รอบเข้า พลังแห่งจิตจะพุ่งพรวด เกิดปีติอย่างมหาศาล ถึงขนาดสมารถรักษาโรคภัยไข้เจ็บได้ทั้งปวง

ในพระพุทธศาสนามีกล่าวไว้หลายอย่างเรื่อง เช่น เมื่อพระมหากัสสปะอาพาธ พระพุทธเจ้าเสด็จมาและทรงสวดโพชญ์ 7 พอทรงสวดจบ พระมหากัสสปะก็หายอาพาธ ในทำนองเดียวกัน พระโมคคัลลาน์หายอาพาธได้เมื่อพระพุทธเจ้าทรงแสดงโพชฌค์ 7 ให้ฟัง แม้แต่พระพุทธเจ้าเอง เมื่อทรงอาพาธ ทรงโปรดให้พระมหาจุนทะสวดโพชฌงค์ 7 ถวาย เมื่อสวดจบพระพุทธองค์ทรงหายจาก อาการประชวร






ลองย้อนดูที่เล่าบางส่วนไว้ใน..ความคิดเห็นที่ 188...


***.(.....ก็พอจะ..เอะใจว่า...น่าจะมาตอนที่เล่าว่าเช้าวันนึง...เหมือนอะไรกระโดดออกจากดวงใจไป..แล้วทำให้สะดุ้งตื่น...ที่เคยเล่าว่าคลื่นท่าน..มาค้นพบดวงใจท่านที่อยู่ในตัวเราแล้วดูดคืนไป...โดยไม่ทราบว่าต้องระวังดวงใจเราด้วย.....แต่ตอนที่พบดวงใจตนเองคราวนี้ยังไม่ได้ระลึกชาติ...จึงเชื่อมโยงได้ไม่มาก...

จริง ๆแล้ว ระลึกชาติแล้วก็เชื่อมโยงไม่เป็นนะคะ....เพิ่งเชื่อโยงเป็นตอนถอดธรรม...เรื่องกรรมที่ร่วมใจกันต่อสุ้ป้องกันบ้านเมืองสมัยถือปืนคาบสิลา...แล้วพอพบกันอีกทีตอนปฏิบัติรรมในชาตินี้แล้ว...จะมาทำร้ายกันเองค่ะ....ถอดธรรมตัวนี้ได้จึงเชื่อมเรื่องราวได้เก่ง...ขึ้นมาก ๆ ...ที่เล่าว่าถอดธรรมตัวนี้ได้เพราะ...มีพัฒนาการความเป็นคุณแม่...ก็...พาน้องยีนไปฟังธรรมวันนั้น..แล้วเข้าใจธรรม..เพราะสงสารลูกด้วยและต้องตั้งใจฟังะรรมด้วย...จริง ๆ แล้ว ฟังธรรมคราวนี้คลื่นท่าน..มีเรื่องให้ต้องดลใจเราโดยตรงเลย..เรื่องฟังธรรม..และก็มีมาให้เราได้ฟังภายในเร็ววันด้วย..และได้อธิษฐานจิตปรึกษาธรรมท่านอาจารย์ด้วย..ตามอาการที่ตนเป็นขณะนี้หละ...แต่จริง ๆ ก็มีอีกอย่างก่อนได้ฟังธรรม...เราเองไปสถานที่แห่งหนึ่งที่ทราบว่าไกล้ท่านฯ.ทราบเพราะสัมผัสถึงนั้นมีความเข้มมาก ๆ นะคะ แต่ไม่ได้เห็นท่านจริง ๆ ..แล้วเราปฏิบัติธรรมได้เต็ม ๆ เพราะว่าจิตเราทั้งหมดอยู่ที่ตัวท่าน..พอเข้าไปไกล้บริเวณ..ก็เข้าใจเลยว่า..ทำไมการเจริญภาวนาในตัวเราจึงพุ่งพรวดเลย...)****



จาก: พัชรินทร์
วันที่: 03/05/52 - 11:18 น.
IP Address: 125.26.241.xx
ความคิดเห็นที่ 198
ธรรมที่ผู้เล่าค้นพบจากการปฏิบัติธรรมในแต่ละครั้งที่ทำวิปัสสนาทุกระดับในชีวิตประจำวัน....และนำมาเชื่อมโยงอ่านความหมายจากหนังสือธรรมมนั้น...ก็เข้าใจการจัดรูปแบบฑธรรมว่า..ปกติที่ยังไม่พบหนังสืท่นอาจรย์สม ก็ค้นหาธรรมมาอธบายจากหนังสืท่านอาจารย์ทุก ๆ ท่าน...และยิ่งมาพบวิการเขียนที่เชื่อมโยงธรรมได้ลึกซึ้ง เข้าใจได้ง่าย ๆ ทุกระดับความยากงาย...ของท่านอาจารย์ทันตแพทย์สม สุจีรา...ก็ยิ่งชื่นใจมากคะ...ดีใจมาก .......และเทียบกับการค้บพบธรรมในตัวเองในทุก ๆ ครั้งค่ะ..


*********

ส่วนนี้ท่านอาจรย์สม สุจีรา อธิบายจากหนังสือ...คัดจากหนังสือ ไอน์สไตน์พบ พระพุทธเจ้าเห็น ของท่านอาจารย์ทันตแพทย์สม สุจิรา...
สติปัฏฐาน 4 เป็นเทคนิคหรือวิถีทางของการเจริสติ สมาธิ ปัญญา ซึ่งถือว่าเป็นการค้นพบขั้นสุยอดทางพระพุทธศาสนา พระพุทธองค์ตรัสว่าสติปัฏฐานนี้เป็นทางสายเอก เพื่อความบริสุทธิ์ เพื่อล่วงความโศกเพื่อความดับสูญแห่งทุกข์และโทมนัส เพื่อธรรมที่ถูกต้อง เพื่อบรรลุเข้าสู่มรรคผล นิพพาน สติปัฏฐาน 4 ก็คือการนำสติไปวางไว้ที่ฐานทั้ง 4 ประกอบด้วย

1.กายานุปัสสนา กำหนดสติไปเกาะที่กาย กำหนดรู้กายตามสภาวะเป็นจริง เช่น กำหนดรู้ลมหายใจเข้า - ออก ยุบหนอ พองหนอ กำหนดรู้ความเคลื่อนไหวของกายทุกขณะ ยืน เดิน นั่ง นอน และแม้ก่อนที่กายจะเลื่อนไหวก็ระลึกถึงเสียก่อนว่ากำลังจะเคลื่อนไหว เทคนิคที่ช่วยในการฝึกสติไว้ที่กายได้เป็นอย่างมากคือการเดินจงกรม

2.เวทนานุปัสสนา เอาสติไปเกาะไว้ที่ความรู้สึก พิจารณาสุข ทุกข์ เวทนา มีสติรู้เท่าทันตัวที่เสวยอารมณ์ เช่น เสวยสุขก็รู้ว่าสุข เสวยทุกข์ก็รู้ว่าทุกข์ รู้เท่าทันความรู้สึกทุกชนิด เช่นชอบ เกลียด ดีใจ เสียใจ เฉย ๆ เมื่อนำสติไปจับความรู้สึกได้ จะพบว่าความรู้สึกนั้นไม่จีรัง เกิดขึ้นเพียงชั่วครั้งชั่วคราวแล้วก็ดับไป

3.จิตตานุปัสสนา คือการกำหนดสติพิจารณาจิต มีสติพิจารณาความเป็นไปของจิตว่า ขณะนี้จิตของเรามีราคะ โทสะ โมหะ หรือมีความฟุ้งซ่าน มีความนึกคิดต่าง ๆ กำหนดรู้อย่างนี้ มีสติตั้งมั่นไม่เอนเอียงไปตามอารมณ์ของจิต ย่อมจะรู้เท่าทันว่าจิตก็เป็นเพียงสักแต่ว่าจิตเท่านั้น เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป แต่การเกิดดับของจิตจะไวกว่าเวทนา ต้องใช้กำลังสมาธิที่สูงกว่า

***4.ธรรมานุปัสสนา คือการใช้สติพิจารณาธรรม การมีสติกำหนดพิจารณาธรรม ซึงเกี่ยวเนื่องกับการเกิด – ดับ เข้าใจในอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา รู้แจ้งในอริยสัจ 4***





และท่านอธิบายเพิ่มอีกในหนังสือ...เดอะท็อปซีเคร็ต....

***วิปัสสนากรรมฐาน คือการเข้าถึงความจริงแท้โดยกำหนดสิพิจารณา กาย เวทนา จิตธรรม เป็นวิถีทางแห่งการแยก สัจจะ ออกจาก มายา เกิดปัญญาที่เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ขันธิ์5 โพขฌงค์ 7 ฯลฯ***

เทคนิคที่สำคัญของวิปัสสนากรรมฐาน คือ สติปัฏฐาน 4 ประกอบด้วย

1. กายานุปัสสนา กำหนดสติไปเกาะไว้ที่กาย กำหนดรู้การเคลื่อนไหวของกายทุกขณะ วิธีที่ใช้กันมากคือ ยุบหนอ พองหนอ เดินจงกรม กำหนดอิริยาบถย่อย ยืน เดิน นั่ง นอน

2.เวทนานุปัสสนา เอาสติไปเกาะไว้ที่ความรู้สึก มีสติเท่าทันทุกครั้งที่เสวยอารมณ์สุข ทุกข์ รู้เท่าทันความรู้สึกทุกชนิด เช่น เจ็บ ปวด ชอง เกลียด ดีใจ เสียใจ เฉย ๆ ฯลฯ

3.จิตตานุปัสสนา กำหนดสติพิจารณษจิต ว่าขณะนั้นมีราคะ โทสะ โมหะ จิตฟุ้งซ่าน หรือมีความนึกคิดอย่างไร กำหนดรู้ทัน จนสติตั้งมั่น ไม่เอนเอียงไปตามอารมณ์ของจิต

***4.ธรรมมานุปัสสนา ใช้ปัญาพิจารณาธรรม กำหนดสติพิจารณาการเกิดดับ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อริยสัจ 4 ขัน 5 นิวรณ์ 5 ฯลฯ....***



จาก: พัชรินทร์
วันที่: 03/05/52 - 11:44 น.
IP Address: 125.26.241.xx
ความคิดเห็นที่ 199





Aishwarya Rai & Hrithik Roshan "Scandalous"

http://www.youtube.com/watch?v=kuSSDT1zamM&feature=related

จาก: พัชรินทร์
วันที่: 05/05/52 - 9:35 น.
IP Address: 125.26.243.xx
ความคิดเห็นที่ 200



Hrithik Roshan : Man Of My Dreams ...

http://www.youtube.com/watch?v=JFQEkakOHnA&feature=related

จาก: พัชรินทร์
วันที่: 05/05/52 - 12:12 น.
IP Address: 125.26.243.xx
ความคิดเห็นที่ 201



พระเอกในดวงใจ....

Aamir Khan

http://www.youtube.com/watch?v=3YU2CmZQgIA&feature=related

จาก: พัชรินทร์
วันที่: 05/05/52 - 14:17 น.
IP Address: 125.26.243.xx
ความคิดเห็นที่ 202
ขยายความจุดนี้ด้วย...ความคิดเห็นที่ 193

ด้วยข้อธรรมที่คัดมาตามข้างล่างนี้นะคะ...(ข้อธรรมนี้อ่านพบหลังจากผ่านเหตุการณ์ความคิดเห็นที่ 193...นานแล้วนะคะ...ผู้เล่าก็มีดอกาสได้อ่าน...และตรวจเช็คว่าเราพบธรรมอะไร....)จุดที่ชี้โดย ***...***


และความคิดเห็นที่ 193

***พอร่างกายเยียวยาตนเองแบบที่เล่ามาโดสติได้กันสัมผัสทุกอย่างออกแล้ว..ดวงใจและดวงจิตฯก็เริ่มแข็งแรงมาก ๆ ...วันนึงเดินจงกรมอยู่...ปรากฏว่ามีอะไรพุ่ง ๆ อยู่ข้าในดวงใจ...พุ่งแรงขึ้น ๆ ...(แต่ก่อนเรามีแค่ดวงใจ...ดวงใจเราจะเรียเราแผ่ว ๆ นะคะ..ไม่พุ่งแรงแบบครั้งนี้...คราวนี้สิ่งที่เรียกก็มีดวงใจตเพิ่มมา..แต่ดูเหมือนดวงใจจะเฉย ๆ ธรรมดา ๆ...

เราก็เข้าไปข้างใน..ด้วยขณิกกะนะคะ...ตอนเดินจงกรมนั้นใช้ขณิกกะ...ก็เห็นดวงจิตฯซึ่งรวมกับดวงใจแล้ว...ถามว่านั่นเสียงอะไร ๆ ..ตอนนั้นมีเสียงรถวิ่งผ่านนะคะ...ก็บอกเค้าว่าเสียงรถ...(ดวงจิตฯ..ที่เราเห็นนี้เป็นเราก็จริงนะคะ...แต่เป็นอาการที่ยังไม่นุ่มเท่าเราขณะนี้...เป็นอาการดื้อ ๆ เพราะยังไม่มีความรุ้ละมัง...)...ดวงจิตฯบอกว่า..ให้เค้าฟังๆ..ให้เค้าฟังเอง...ดวงใจก็ช่วยพูดว่าอย่ากันเราออกจาก..สิ่งภายนอก...ประมาณนี้ค่ะ....

เราก็..เอ...จะทำอย่างไรดี...ก็มองเห็น..สติ..ที่ทำตัวโค้ง ๆ กันสัมผัสภายนอกอยุ่นั้น....ก็ผ่อนสติลงมา..และหย่อนความรู้จากสัมผัสต่าง ๆ รอบตัวให้ดวงจิตฯ...สติจะเป็นเส้นบาง ๆ ค่ะ..ค่อย ๆ ย่อนสัมผัสต่าง ๆ ลงมาให้ดวงจิตฯ...ดวงจิตและดวงใจซึ่งเป็นเนื้อดียวกันมากแล้วตอนที่เห็น..เค้าก็ชิม...สักพักก็คลายออกและ..บอกเล่าว่าเค้าชิมอะไร...เช่นเสียงรถ...เค้าชิมแล้ว..เค้าก็บอกว่า...อ๋อ...อันนี้เรียกว่า..รำคาญ...อ๋อ..อันนี้เรียกว่าคิดถึง(นั่นหละ..ดวงจิตเค้าเพิ่งก่อตัวเรีนรู้ในตัวเรา..เค้าก็ยังสัมผัสอาการแห่งความผูกพันของคำว่า คิดถึง..ที่เราถึงบอกเสมอว่าท่านฯไม่เคยห่างกันไปไหนเลยทั้งสองดวงจิต...เพียงแต่ครั้งที่เห็นนั้นเราเองเห็นแค่เส้นความผูกพัน..ไม่เคยทราบว่าท่านอยู่รอบ ๆ ตัวเสมอ ๆ..)..ฯลฯ...ดวงจิตดวงใจ รับ รู้เรียนรู้โดยผ่านการคัดกรองของสติอย่างนสุก ๆ และก็สุกใจมาก ๆ ...และต่อมาก็เริ่มเห็นว่า..ดสวงจ ดวงจิต และสติ ก็จะเริ่มรวมกันค่ะ...แต่ก็มีบ้างที่ต้องแยกจากกัน...ก็เพราะว่า..บางครั้งท่านเจ้าของคลื่นกรรมฯท่านต้องกลับไปที่ร่างปัจจุบันของท่านนะคะ...ดวงจิตฯเราก็ต้องตามกันไป...อันนี้สังเกตุจากสัมผัสเสมอ ๆ มาค่ะ..จากพัฒนาการของตนเอง...นั่นหละ...พอดวงจิตไปแล้ว...การปฏิบัติธรรมก็จะยากขึ้น....การปฏิบัติธรรมที่สมบูรณ์ก็ต้องใช้ ทั้ง... สติ.. ดวงจิต ฯ ดวงใจ ค่ะ...ดวงใจนั้นท่านอาจารย์เทสน์ เทสรังสี ท่านให้ความหมายว่า มโน...ทำหน้าที่เป็นกลาง ๆ .ส่วนดวงจิตฯ นั้น ก็ เป็นประมาณคำว่า วิญญาณ การรับรู้...แล้วจะค้นมาอีกที....***



คัดจากหนังสือคำสอนของหลวงปู่ (หลวงปู่เทสก์ เทสน์รังสี ) โดย น.นันทวันมุนี....

พระเจมส์ ธมมจนโท..(ถามหลวงปู่เทสก์ เทสรังษี)

คำถาม 13 ผมสงสัยว่าเวลาท่านสุธัมโมสมารถแยกจิตกับรูป จิตกับเวทนา จิตกับสัญญา จิตกับสังขารได้ แต่ก็ไม่ได้ถามว่าแยกจิตกับวิญญาณได้หรือเปล่า ผมสงสัยถ้าสภาพอย่างนั้นจิตกับวิญญาณแยกกันได้หรือไม่ครับ

คำตอบ 13 ไม่มีเรื่องแยก นามธรรมเหล่านั้นคือ เวทนา – สัญญา – สังขาร – วิญญาณ – จิต – มโน *** ไม่มีเรื่องแยก แต่ท่านสอนให้ไปรู้เท่าเฉย ๆ ถ้าหากเข้าถึงมโนมันวางเองไม่ใช่เรื่องแยก มันสงบไปเอง มันยังเหลืออันเดียวคือ สมมติเป็นแนวทางความเป็นจริง ไม่มีเรื่องแยก ไปรู้เข้าแล้วมันวางหมด *** อุปมาเหมือนไฟ เมื่อติดสว่างจ้าขึ้นมาพร้อมนั้น จะมีทั้งความร้อนและระงับมืดและเห็นสิ่งต่าง ๆ รอบ ๆ ข้าง อะไรต่ออะไรเยอะแยะ พอแสงสว่างดับ อะไร ๆ ก็ดับไปพร้อมกันหมด สิ่งเหล่านั้นจะแยกออกจากกันไม่ได้ ผู้รู้ก็เป็นแต่ไปรู้เรื่องเหล่านั้นเท่านั้น

(ก็นั่นคือ...ผู้เล่ามีโอกาสได้เข้าไปเห็นเหตุการณ์น่าอัศจรรย์ใจแบบนั้น...ทุกอย่างก็เริ่มคืนสู่ปกติ..ตามสภาพร่างกายเราเอง...เพียงแต่เข้าใจธรรมได้มาขึ้น...ผู้เล่าเอง..ไม่เก่งเรื่องธรรมนะคะ...ก็..เพียงปฏิบัติ..เห็นอาการแล้วค้นหาะรรม...แล้วทำให้อ่านเข้าใจได้มากกว่าเดิม...

และคำตอบท่านอาจารย์เทสก์..ที่บอกว่า...***ไม่ใช่เรื่องแยก...***...และนำมาเทียบในตัวผู้เล่าเองนั้น...ก็ต้องตรงจริงมาก ๆ ...ไม่ใช่เรื่องแยก...แต่ว่า...ก็ค้นพบว่า ดวงจิตฯเรานั้นแยกออกจากร่างกาย ...


จาก: พัชรินทร์
วันที่: 06/05/52 - 7:27 น.
IP Address: 125.26.243.xx
ความคิดเห็นที่ 203
สวัสดีครับ คุณแดง ผมแว่น(หนังไทยในอดีต จำผมได้หรือเปล่าครับ
หรือจำไม่ได้แล้ว ผมเงียบหายไปผมไปทำงานต่างประเทศ ที่เคยบอก
ไว้ครับ ตอนนี้ผมกลับมาจากต่างประเทศแล้วครับ )สบายดีหรือครับ
ส่วนผมก็สบายดีครับ ผมอ่านในกะทู้คุณแดงแล้วสนุกดี มีสาระความรู้
ครับ ผมยังอ่านเปิดกะทู้อยู่ครับ



จาก: แว่น(หนังไทยในในอดีต)หรือมาโนช แก้วสมบัติ
วันที่: 06/05/52 - 20:27 น.
IP Address: 124.120.149.xx
ความคิดเห็นที่ 204
ขอบคุณมากค่ะคุณแว่น...แดงจำคุณแว่นได้แน่นอนค่ะ...ศาสนามุสลิม...ให้อ่านแนวการปฏิบัติของศาสนาอื่น ๆ มั๊ยขอคุณแว่น...แดงไม่ทราบจิง ๆ ค่ะจึงถามดู...เพราะแดงเขียนประสบการณ์ทางศาสนาของแดงเอง...ที่พบในตัวแดงค่ะ...

คุณแว่นจะได้กลับไปต่างประทศอีกหรือไม่อย่างไรคะ...บ้านเมืองที่ต่างประเทศที่คุณแว่นไป..ดูน่าอยู่มั๊ยคะคุณแว่น...

จาก: พัชรินทร์
วันที่: 07/05/52 - 18:13 น.
IP Address: 125.26.244.xx
ความคิดเห็นที่ 205



พระเอกหวานใจค่ะ...พระเอกอรชุน รามปาล...เป็นผู้ชายที่มีดวงตาสวย...ราว ๆ ท้องฟ้า....ท้องฟ้ให้ความรู้สึกแก่เราได้ทุกอาการ...ดวงตาพระเอกอรชุนก็เป็นได้เช่นนั้นค่ะ...แปลกดีทีเดียว..สวยมากด้วยยย...พระเอกอรชุนเป้นเพื่อนสมัยเรียนของพระเอกหริ๊กติก โรซานค่ะ..เห็นน้อง ๆ ชาวรักหนังอินเดียเล่าเอาไว้...

Arjun Rampal vs Shahrukh Khan

http://www.youtube.com/watch?v=kr-hqP9SJ9s

จาก: พัชรินทร์
วันที่: 07/05/52 - 18:17 น.
IP Address: 125.26.244.xx
ความคิดเห็นที่ 206
และเพิ่มเติม...ธรรมที่เราค้นพบในจุดที่ว่า...ความคิดเห็นที่ 158...

***ทำวิปัสสนาครั้งที่สามนี้...ก็เริ่มสังเกตเห็นว่า...อาการมีสองอาการค่ะ...อาการอย่างเช่น 1.ความน้อยใจ พอทำวิปัสสนาแล้วเค้าจะหายออกจากตัวและดวงใจเราเลย ส่วนที่ 2. อาการเช่นความคิดถึง อาการแห่งความผูกพันฯ...เค้าจะหายไปบางส่วน...แต่จะมีบางส่วนมาหยุดอยู่ที่ร่างกาย...ก็สังเกตว่าเค้าหยุดอยู่ที่ไหนบ้าง...ก็นับว่าเป็นจุด ๆ กระจายตามตัวเลย และเป็นชื่อของคลื่นท่านด้วย....***

ทบทวนดูแล้วว่า....ผู้เล่าพบธรรมเรื่องนี้นะคะ..ธาตุ 4...เพราะแต่ก่อนก็เข้าใจเพียงในระดับมองเห็นร่างกายเรา....แต่ไม่ลงลึกถึงในระดับที่ทราบว่า...ทำวิปัสสนาแล้ว...ทราบละเอียดถึงขนาดแยกส่วนได้แบบนี้เลย...

**********
คัดจากหนังสือ ไอน์สไตล์พบ พระพุทธเจ้าเห็น ของท่านอาจารย์ทันตแพทย์สม สุจีรา....

ธาตุ 4 ธาตุในความหมายของทางพุทธ คือ สิ่งที่มีคุณสมบัติเฉพาะตัวมีธรรมชาติซึ่งทรงไว้เป็นของตน และครอบคลุมไปทั้งรูปธรรม นามธรรม ธาตุทางนมธรรม เช่น มโนธาตุ สังขารธาตุ เป็นต้น

ส่วนธาตุ 4 หมายถึง ธาตุทั้งสี่ในทางรูปธรรม ซึ่งกายหยาบสมารถสัมผัสเห็น ได้แก่ ดิน น้ำ ลม ไฟ ซึ่งทั้งหมดนี้สมารถนำไปอธิบายลักษณะทางกายภาพทั้งหมดของสสารทุกชนิดบนโลกนี้ได้ ตั้งแต่รูปที่ให้อย่างร่างกายมนุษย์ ประกอบด้วยธาตุดิน คือเนื้อหนัง เอ็น กระดูก ฯลฯ ธาตุน้ำ ประกอบด้วยเลือด น้ำเหลือง พลาสมา ฯลฯ ธาตุลม ประกอบด้วยสภาพอากาศภายในร่างกาย และธาตุไฟ ทำให้มีพลังในการย่อยอาหาร รักษาอุณหภูมิร่างกายไว้ที่ 37 องศาเซลเซียส
ในระดับอะตอมก็ประกอบไปด้วยธาตุ 4 อันประกอบด้วยดิน คือ โปรตอน นิวตรอน นิวเคลียส ก็คงอยู่ไม่ได้ ลมคือสภาพความว่างระหว่างนิวเคลียสกับอิเล็กตรอนที่หมุนอยู่ ไฟคือพลังอันเกิดมาจากพลังปรมณูและแรงแม่เหล็กไฟฟ้า ธาตุ 4 ของพระพุทธองค์จึงชัดแจ้งแล้ว ส่วนธาตุในความหมายของนักวิทยาศาสตร์เป็นเพียงองค์ประกอบสัดส่วนของธาตุทั้ง 4 ที่แตกต่างกันในอะตอม ทำให้นักเคมีสมารถแยกเป็นธาตุที่มีคุณสมบัติทางเคมีต่างกันได้มากกว่า 100 ธาตุ


จาก: พัชรินทร์
วันที่: 08/05/52 - 0:13 น.
IP Address: 125.26.244.xx
ความคิดเห็นที่ 207
และทบทวนว่าพบธรรมตัวนี้นะคะ...ตามความคิดเห็นที่ 191.......

****


คัดจากหนังสือ ไอน์สไตล์พบ พระพุทธเจ้าเห็น ของท่านอาจารย์ทันตแพทย์สม สุจีรา....

ขันธ์ 5 ประกอบด้วย 1.รูปขันธ์ (ส่วนที่เป็นรูป)2.เวทนาขันธ์(อารมณ์ความรู้สึกต่าง ๆ ) 3.สัญญาขันธ์(ความจำได้)4.สังขารขันธ์(สภาพปรุงแต่งแห่งจิต เช่น รัก โลภ โกรธ หลง) 5.วิญญาณขันธ์(ตัวรับรู้) การมารวมตัวกันของขันธ์ 5 ทำให้เกิดอุปาทาน(ตัวกู – ของกู) ขันธ์ 5 อันประกอบด้วยรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มีส่วนที่จับต้องได้เพียงหนึ่งเดียวคือรูปขันธ์ ที่เหลือเป็นนามธรรมล้วน ๆ ตัวนามธรรมทั้ง 4 ของขันธ์ 5 นี่เองที่ทำให้ทุกข์ของแต่ละคนแตกต่างกัน ขันธ์ 5 เป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน คือ เป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นตัวเป็นตน เป็นเราเขา เป็นของเราของเขา เปรียบกับการเล่นจิ๊กซอร์ ถ้าองค์ประกอบทั้งห้ามาต่อกันได้ลงตัวเมื่อไหร่จะเกิดตัวตนขึ้นมาอย่างชัดเจน ถ้าเราเอาจิ๊กซอร์ออกไปสักตัว เป็นการทำลายองค์รวมของตัวตน เช่นเรามีความรู้สึกโกรธใครสักคนเป็นอย่างมาก เมื่อคนคนนั้นเสียชีวิตลงไป ความโกรธนั้นก็จะลดน้อยลงหรือหายไปเลย นั่นคือสส่วนของรูปขันธ์ถูกทำลาย หรือในทางตรงกันข้าม เกิดจู่ ๆ เราประสบอุบัติเหตุฟื้นขึ้นมาจำความหลังไม่ได้ ความรู้สึกครงกันข้าใ เกิดจู่ ๆ เราประสบอุบัติเหตุฟื้นขึ้นมาจำความหลังไม่ได้ ความรู้สึกโกรธก็ไม่มี นั่นคือส่วนของสัญญาถูกทำลาย ในเรื่องสังขารซึ่งเป็นการปรุงแต่ง ถ้าเราเอาการปรุงแต่งออก ความรู้สึกนั้นก็ไม่มี หรือถ้าจู่ ๆ เราหูหนวก จิตไม่รับรู้ วิญญาณขันธ์ขาดหายไป ใครจะมาด่าว่าเราอย่างไรก็ไม่โกรธ ชีวิตของมนุษย์เราก็ประกอบไปด้วยขันธ์ 5 เท่านี้ จะทุกข์จะสุข ก็อยู่ที่การรวมตัวของขันธ์ 5 ดังนั้นการรู้เท่าทันรูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ จะทำให้เราสามารถทำลายความทุกข์ได้ เปรียบดังการทำลายองค์รวมของจิ๊กซอร์ ด้วยการทำลายตัวต่อบางตัวออกไป ภาพนั้นก็สูญสิ้นไป ไม่มีอยู่จริง



จาก: พัชรินทร์
วันที่: 08/05/52 - 0:18 น.
IP Address: 125.26.244.xx
ความคิดเห็นที่ 208
และความคิดเห็นที่ 193...ทำให้อ่านธรรมตัวนี้เข้าใจเมื่อค้นพบหนังสือท่านอาจารย์ทันตแพทย์สม สุจีรา....



คัดจากหนังสือ ไอน์สไตล์พบ พระพุทธเจ้าเห็น ของท่านอาจารย์ทันตแพทย์สม สุจีรา....


อายตนะ 12 การติดต่อสัมพันธ์กับโลกและชีวิตผ่านช่องทางที่เรียกว่า อายตนะ 12 แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ

1.อายตนะภายนอก 6 ได้แก่ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส และอารมณ์ที่เกิดในใจ

2.อายตนะภายใน 6 ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ

อายตนะภายใน 6 ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ

อายตนะเป็นจุดเริ่มต้นของการชดใช้กรรม พระพุทธองค์ตรัสไว้ในพระไตรปิฏก เล่มที่ 18 ว่า กรรมเก่าก็คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ และหนทางแห่งการดับกรรมก็คือ มรรคมี องค์ 8 ประการ เจ้ากรรมนายเวรจะเอาอายตนะภายนอกคือ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ธรรมมารมณ์มายั่วผ่านอายตนะภายใน คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เพื่อให้สัมพันธ์กับสภาพแห่งจิตและองค์ประกอบของจิต (เจตสิก) ในแต่ละคน ซึ่งเจตสิกก็ถูกสร้างโดยเจ้าตัวกรรมเก่าในจิตใต้สำนึกนั่นเอง ก่อให้เกิดการรับอารมณ์ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ที่แตกต่างกันไปตามองค์ประกอบของจิตในแต่ละบุคคล



จาก: พัชรินทร์
วันที่: 08/05/52 - 0:21 น.
IP Address: 125.26.244.xx
ความคิดเห็นที่ 209



พระเอกอรชุน รามปาล และพระเอกหริ๊กติ๊ก โรซาน....ถ้าคู่กับแบบนี้ พระเอกหริกติก ดูเป็นเด็กชายหริกติก เลยค่ะ...แต่ก็ยังน่ารักกกก...

Hrithik Roshan & Arjun Rampal HOt HOT HOT HOT
http://www.youtube.com/watch?v=lP5-3RSLOLI&feature=related

จาก: พัชรินทร์
วันที่: 08/05/52 - 8:27 น.
IP Address: 125.26.241.xx
ความคิดเห็นที่ 210



พระเอกอรชุน รามปาล....

arjun rampal - the most handsome man on earth

http://www.youtube.com/watch?v=SRR58AZrM1M&feature=related

จาก: พัชรินทร์
วันที่: 08/05/52 - 8:31 น.
IP Address: 125.26.241.xx
ความคิดเห็นที่ 211


ต่อจากความคิดเห็นที่ 193
เริ่มจากต่อจากความคิดเห็นที่ 117...

เล่าย้อนถึงก่อนการระลึกชาติ....ก็..ทราบทีหลังเมื่อไม่นานมานี้เองว่าเพราะความผูกพันต่อเนื่องจากในชาติ...ความคิดเห็นที่ 79...

******************
***กำลังจะเริ่มเข้าเขตที่เรียกว่าวิกฤติแห่งชีวิตทั้งทางโลกและทางธรรมขึ้นเรื่อย ๆ แล้วค่ะ...เป็นความหนักที่ต้องเพียรระมัดระวัง....แต่เมื่อผ่านเหตการณืเหล่านั้นมาแล้วก็...ชื่นใจค่ะ...ระลึกถึงคุณค่าของส่วนประกอบ องค์ประกอบต่าง ๆ ที่ช่วยเหลือชีวิตเราเองให้อยู่รอดปลอดภัยมา...และความรู้ทางธรรมที่ได้แต่ละครั้ง...ก็สามารถนำมาใช้ในทางโลกได้อย่างที่บอกได้ว่า...ความรู้ที่เคยเรียน เคยฟัง เคยอ่าน เคยดู เคยทำ นั้น ๆ เป็นที่เรียกว่าพื้นผิวของความรู้มาก ๆ เลย...***


เมื่อได้ดวงจิตฯมาอยู่ในร่างกายเราแล้ว....เราเองก็หมั่นดูแล...ตามประสาเรา...แต่ก็ยังไม่ถึงขึ้นนั่งสมาธิ...ใช้ขณิกกะและชีวิตปกติดูแล...ร่างกายและดวงจิตฯที่ได้มานั้น....และจะมีอาการละห้อยหาดวงจิตอยู่เสมอ ๆ ...อืมมม...นึกดูสิคะ....ก็...ได้ดวงจิตฯมาแล้วจะละห้อยหาดวงจิตทำไมอีก....ละห้อยหาก้อธิษบานบอกท่านฯ...วุ่นวายไปหมด...ก็คนอ่อนทุกด้านก็แบบนั้นนนน....ไม่มีอะไรเล้ยยยยนอกจากโวยวาย...

พอนานหลายวันเข้า ก็ตรวจดูทีรึ...ทำไมเราจึงมีอาการละห้อยหา ฯ ขนาดนั้นนะ...ก็พบว่า...ที่เราเองเข้าใจว่าเราได้ดวงจิตฯกลับมานั้น...ดวงจิตฯได้หายไป....ค่ะ...ก็เศร้า...มาก ๆ ...เราจะทำอย่างไรดีนะ....เราจะทำอย่างไรดี...

แล้ววววว...ดวงจิตก็มา...ถ้าวันไหนดวงจิตฯมาเราจะไม่มีอาการวุ่นวาย...หมายถึงวุ่นวายในความคิดนะคะ...ไม่ได้วุ่นวายที่ไหน ๆ...เพราะว่าปกติตนเองเป็นคนสงบ ๆ อาการวุ่นวายที่ดวงจิตหายก็จะหนักมากก็เพราะว่า...มีพลังมาจากกรรมเก่าจากภพชาติเดิม..ก็แรงมาก ๆ แต่ก้เพราะดูแลร่ากายให้แข็งแรงอยู่เสมอ ๆ จึงไม่มีอาการทางกาย...หมายถึงโวยวายผู้ร่วมงาน....ชีวิตทั่วไปปกติทุกอย่าง...แต่แรงดึดูดของกรรมระหว่างภพชาตินั้น..ทราบชัดว่าแรงมาก ๆ จากภายใน...

เมื่อดวงจิตฯมาเราก็มีอาการสงบ..จิตฯใจหนักแน่น...มีความสุข สดชื่นกว่ารรมดา....เราก็ไม่มีอาการบ่น วุ่นวาย ในดวงใจ...เอาเลย....แปลกมาๆ ...เราก้เริ่มคัดแยกและเปรียบเทียบ..อาการ...เอาไว้สังเกต..ในคราวต่อ ๆ ไป....

และพอดวงจิตฯ ไป ๆ มา เราก็ไม่อยากให้ดวงจิตฯเราไปอีก..เราทราบว่าดวงจิตฯเราไปที่ไหน...แต่ไม่ทราบว่าไปได้อย่างไร...กลไก แบบนี้เราก็อัศจรรย์ใจมาก...แต่ไม่คิด...นึกไม่อออกว่า...ดวงจิตฯไปที่ท่านฯได้อย่างไร...คิดเพียงว่า...เรารักดวงจิตฯของเรา..และเกรงใจท่านฯมาก ๆ ...ถ้าเราป้องกันไม่ให้ดวงจิตฯเราไปได้...จะดีที่สุด...

นึกได้ดังนั้นแล้ว...ก้เริ่มเข้มงวดกับการเฝ้าระวังดวงจิตฯ...บอกดวงจิตฯว่า...อยู่ที่นี่ 3 วัน..ได้มั๊ยยยย....พอกำหนดแบบนี้...เมื่อถึงสามวัน...เราก็ลืมสัญญา...ทำงนเพลินใจไปเรื่อย ๆ แล้วว..ก็รู้สึกว่า...ข้างในดวงใจ..มีอะไร ๆดิ้น ๆ วุ่นวาย ๆ โวยวาย...ก็เข้าไปดู...ปรากกว่าดวงจิตฯดวงนิดเดีวของเรา เค้ากำลังมีอาการเป็นทุกข์ จะออกไปที่ไหนสักแห่งที่เคยไป...(และต่อมาจนปัจจุบันนี้..เมื่อสติปัญญามีเพิ่มขึ้น...จึงทบทวนดูตามอาการเดิม..ก็..พบว่า...ท่านฯ ก็รักษาสัญญา รออยู่ข้างนอกดวงใจเรา 3 วันเช่นกันค่ะ...นั่นหละคือความน่าสงสาร ที่มีให้ทั้งสองดวงจิตฯนั้นเสมอ ๆ ..เพราะเราเองเป็นผู้เข้าไปเห็นเอง...จึงนึกถึงท่านในทางดีเสมอ ๆ ..ไม่ใช่นึกถึงเพราะคิดไปเอง...นึกถึงเพราะความดีนั้นสัมผัสได้ไก้ ๆ เรา เรียกว่าเป็นเนื้อเดียวกับดวงใจเราเลยก็ไม่ผิดค่ะ....)...

เมื่อครบ 3 วัน ก็เรียกหากันเพราะมีความจำเป็นต้องไป...นึกทบทวนดูอีกที...ก็คงหมายถึงในตัวเรา..กำลังวิปัสสนานั้นอ่อน...มีเพียงกำลังสมถะ...ดวงจิตฯทั้งสองดวงก็ต้องไปรับกำลังวิปัสสนาค่ะ...อันนี้นึกถึงแล้วก็...เป็นเรื่องที่ซับซ้อนมาก ๆ เลย...อัศจรรย์ใจในความหมายของธรรมะมาก ๆ ....จนรู้สึกว่าข้างในดวงใจเราเจ็บระบมเหมือนถูกทุบ ๆ ..ค่ะ...อาการแบบนั้นจริง ๆ ...ก็ต้องคลายสติที่เข้มงวดกับดวงจิตฯปล่อยออกไป...





จาก: พัชรินทร์
วันที่: 08/05/52 - 14:18 น.
IP Address: 125.26.241.xx
ความคิดเห็นที่ 212





Arjun Rampal - Khoyee Khoyee Aankhein Song from Tehzeeb

http://www.youtube.com/watch?v=tcFHI7o_jWs&feature=channel

จาก: พัชรินทร์
วันที่: 08/05/52 - 23:21 น.
IP Address: 125.26.241.xx
ความคิดเห็นที่ 213
คำว่า...โยนิโสมนสิการ...เป็นสิ่งที่ตอนเรียนรู้ตามชีวิตประจำวัน....ของเรา ๆ ท่าน ๆ ก็ต้องได้ใช้เสมอ ๆ นะคะ...และโดยส่วนตัวของผู้เล่าเองนั้น...จะมีวิสัยตามคำอธิษฐานเรื่องปฏิบัติธรรมในฐานะด้านผู้หญิง...เรื่องการใช้โยนิโสมนสิการ..ก็มีความรุ้กว่า...เราใช้คำนี้ได้ละเอียดอ่อนมากๆ ..จนใคร ๆ ที่สัมผัสไกล้ชิดมักจะทักถามว่าคิดได้อย่างไร...แต่ไม่เก่งอะไรนักนะคะ...เป็นเพียงความรู้ที่สะสมมา..แต่เป็นความรุ้ทางพุทธนะคะ..และความรู้ทางพื้นฐานชาวโลกทั่วไป...คงเพราะเป็นหญิงมาหลายครั้งด้วย...จึงมีความละเอียดเรื่องแบบนี้มาก..แต่ก็ยังนับว่ามีจุดอ่อนมากมายนะคะ...เพราะว่าเราเองนั้นยังอ่อนเรื่องวิปัสสนามาก ๆ ...และก็เพราะ..ค้นพบว่าจริง ๆ ที่อ่อนมาก ๆ ก็เพราะเรื่องดวงจิตฯ...ก็น่าตกใจมากจากการค้นพบ...ว่าเราเองเพิ่งทราบว่าดวงจิตฯกัร่างอยู่คนละที่กัน...ควมรู้อันนี้จากการเห็นด้วยสัมผัสจากการเจริญภาวนานะคะ...ไม่ได้มาจากการคิดเอาเอง...และสิ่งเหล่านี้จะเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ เราเองก็ต้อง...ทัน..ต่อการเปลี่ยนแปลงค่ะ.ถ้าไม่ทันก็เป็นทุกข์ค่ะ...ทุกข์มากทุกข์น้อย..เราก็ต้องทราบและปฏิบัติธรรมตัวที่จะมาแก้ทุกข์ที่เกิดขึ้นนั้นให้บรรเทาลงไป....ถ้าสติตามทัน...ตามรู้ทัน...ก็ไม่เกิดทุกข์..แต่ตนเองก็นับว่ายังอ่อนนะคะ...ตามทันก็บางสิ่ง...ส่วนเรื่องที่หนักก็...เป็นทุกข์..ต้องตาม..ก็ต้องได้ตามแก้....ปัจจุบันเห็นว่าเราอยู่ในระดับนี้อยู่..เท่านั้นเอง...เป็นสัจจะธรรมในอีกระดับที่ยังเห็นสิ่งนี้อยู่ในระดับกำลังที่เราปฏิบัติและตามเห็นนะคะ...

*************************


คัดจากหนังสือ เดอะท็อปซีเคร็ต 2 ของท่านอาจารย์ทันตแพทย์ สม สุจีรา....



โยนิโสมนสิการ

คือการพิจารณาโดยแยบคาย ใช้ข้อมูลที่มีอยู่ทั้งหมดมาวิเคราะห์สืบค้นหาเหตุผลไล่ไปตามลำดับจนถึงต้นเหตุ สามมารถแยกแยะองค์ประกอบจนมองเห็นความเป็นไปของสภาวะ และความสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัย และสมารถเข้าถึงความจริงด้วยปัญญา

โยนิโสมนสิการเป็นการทำงานที่ประสานกันระหว่างสมองซีกซ้ายซึ่งเก็บข้อมูลและเหตุผลไว้ ส่วนการวิเคราะห์จนเห็นสภาวะความเปลี่ยนแปลงและความสัมพันธ์เป็นการทำงานของสมองซีกขวา โดยกระบวนการนี้จะมีสติเป็นตัวควบคุม

ความจำเป็นเรื่องของสมองซีกซ้าย แต่ความรู้สึกเป็นเรื่องของสมองซีกขวา ส่วนสติทำให้เกิดปัญญาและเป็นตัวกำกับสมองทั้งสองซีก ทั้งสามส่วนนี้จะต้องทำงานพร้อม ๆ กันขณะเกิดโยนิโสมนสิการ จะขาดส่วนหนึ่งส่วนใดไม่ได้


จาก: พัชรินทร์
วันที่: 09/05/52 - 12:40 น.
IP Address: 125.26.244.xx
ความคิดเห็นที่ 214



Dhoom 3 Music Promo - Hollywood Great Bike Stunts Vs Bollywood Great Music (Own Editing

หนังยังไม่มีในไทยค่ะ...นักแสดงก็พอทราบว่า...เป็นพระเอกชาฮ์รุก ข่าน ... อามีร์ ข่าน ... อบิเชค บาจัน ... อุเด โชปรา

พระเอกอบิเชค ..เสียงหล่อมาก ๆ ...เสียงราวกับเสียงเทพบุตรแน่ะ...ฟังที่เค้าพูดว่า....มิสเตอร์ A ..นะคะ...เป็นลูกชาย พระเอกอบิตาป บาจัน....หน้าตาเค้าหล่อราวกับเจ้าชาย....แต่ว่า มองเห็นเสมอ ๆ ว่าหน้าเค้าจะเข้มอย่างไร...แต่ว่าดวงใจเค้า..เห็นทีไรก็..คือ..เด็กชายอบิเชค...น่ารักทีเดียว...ก็เห็นเป็นหนุ่มเต็มตัวเมื่อแสดงคู่กับนางเอกการีน่า ..ดูในเพลงค่ะ...ยังไม่เคยดูหนังที่ทั้งสองท่านแสดง......

http://www.youtube.com/watch?v=1yEb6PFeEOY

จาก: พัชรินทร์
วันที่: 09/05/52 - 12:49 น.
IP Address: 125.26.244.xx
ความคิดเห็นที่ 215

ต่อจากความคิดเห็นที่ 211
เริ่มจากต่อจากความคิดเห็นที่ 117...

เล่าย้อนถึงก่อนการระลึกชาติ....ก็..ทราบทีหลังเมื่อไม่นานมานี้เองว่าเพราะความผูกพันต่อเนื่องจากในชาติ...ความคิดเห็นที่ 79...

******************
***กำลังจะเริ่มเข้าเขตที่เรียกว่าวิกฤติแห่งชีวิตทั้งทางโลกและทางธรรมขึ้นเรื่อย ๆ แล้วค่ะ...เป็นความหนักที่ต้องเพียรระมัดระวัง....แต่เมื่อผ่านเหตการณืเหล่านั้นมาแล้วก็...ชื่นใจค่ะ...ระลึกถึงคุณค่าของส่วนประกอบ องค์ประกอบต่าง ๆ ที่ช่วยเหลือชีวิตเราเองให้อยู่รอดปลอดภัยมา...และความรู้ทางธรรมที่ได้แต่ละครั้ง...ก็สามารถนำมาใช้ในทางโลกได้อย่างที่บอกได้ว่า...ความรู้ที่เคยเรียน เคยฟัง เคยอ่าน เคยดู เคยทำ นั้น ๆ เป็นที่เรียกว่าพื้นผิวของความรู้มาก ๆ เลย...***


*********

ดวงจิตฯของเรา..ก็...ไปบ้าง..มาบ้าง...แต่ว่า...ผลที่ตามมาของการมาของดวงจิตฯของเรา..ก็คือพละกำลัง..ที่ค่อย ๆ เพิ่มขึ้น....คำว่าพละกำลังในทางธรรม..ก็...น่าจะตรงกับคำว่า...อินทรีย์...หรือไม่..ไม่แน่ใจ...

พอรู้สึกว่าตนเองมีพละกำลัง...ก็เริ่มรู้จักตั้งสติใคร่ครวญ..เรื่องราวต่างๆ ...ก็ใช้โยนิโสมนสิการ...นั่นหละนะคะ...ก็ใคร่ครวญตั้งแต่เริ่มจำความได้...ว่าเส้นทางของตนเป็นมาอย่างไร...ก็ยิ่งเริ่มเห็นเส้นทางนี้ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ..

ก็..ใคร่ครวญว่า..ตนเองนั้น...ชอบศึกษาทางธรรมเพื่อเตรียมตัวของตนเองไว้เพื่อบางทีอาจจะได้ใช้ความรู้ทางนี้...หมั่นเพียรฝึกตนไว้ทุก ๆ อย่าง..แม้แต่เรื่องทางโลก..ก็ถามกันกับพ่อยีนว่า...แม่ยีนชอบศึกษาทางนี้..พ่อยีนจะไปทางธรรมกับแม่ยีนหรือไม่...พ่อยีนบอกว่า...ให้แม่ยีนไปเถอะ...พ่อยีนบอกว่ายังไม่....ถ้างั้นแม่ยีนก็ขอศึกษาเพราะรักชีวิตความเป็นหญิงมาก ๆ และมักสงสารผู้หญิงด้วยกันเสมอๆ ..และก็น่าสังเกตว่า..เราเองนั้นรู้สึกไม่มีเรื่องผูกพันเรื่องความรัก...คงเป็นเรื่องที่เป็นโอกาสดีของเราที่จะเดินทางเส้นนี้ได้อย่างดีทีเดียว..จนกว่าจะถึงเวลาที่เหมาะกับตนเมื่อถึงปลายทาง......อนาคตแม่ยีนคือเรื่องทางธรรม..ส่วนเรื่องทางโลกนั้นแม่ก็..มีข้อจำกัดเรื่องนี้ไว้ในใจเหมือนกัน...อาจไม่ได้มาพบพ่อยีนอีก..เรื่องทางโลกของพ่อยีน..แม่ยีนก็ไม่ห้ามขอให้พ่อยีนรักษาศีลเรื่องคู่ด้วย..คืออย่างไรก็ให้บอกเล่า...จะได้ลดความบาดหมางซึ่งอาจเกิดขึ้นได้...เราต้องเพียรระวัง...แต่ถ้าพ่อยีนยังคงรักแม่ยีนอยู่..แม่ยีนก็ไม่ห้ามปรามอะไร..แต่ต้องทราบว่า..เรื่องคู่ของแม่ยีนนั้นแม่ยีนมีข้อจำกัดที่เรียกว่าซับซ้อนทีเดียว...ถ้าได้พบกันอีกพ่อยีนอาจจะเพียงแค่ได้รักแม่ยีนเท่านั้น...พ่อยีนเข้าใจมากนะคะ..เพราะว่าในตัวแม่ยีนนี้เป็นความหมายตามนั้นจริง ๆ พ่อยีนเห็นเรื่องแบบนี้ในตัวแม่ยีนเสมอๆ ....และก็บอกครอบครัวและผู้คนรอบข้างไว้เสมอๆ ..แต่ไม่ใช่เรื่องอวดทางธรรมนะคะ...ใคร ๆ ที่ได้สัมผัสจริง ๆ จะเข้าใจเองว่า...แม่ยีนไม่มีคำว่าอวดทางธรรม..

.เพราะแม่ยีนจะโน้มน้าวด้วยคำพูดว่า...โลกเราสมัยนี้กำลังรื้อฟื้นเรื่องธรรมะมาใช้...ทางตะวัตกเค้ายิ่งตื่นตัวกับคำว่าธรรมะ..และวิปัสสนา...และทุกคนก็เรื่องเห็นจริง...เพราะปัจจุบันไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลยค่ะ...เรื่องธรรมะ...การฝึกอบรมสมัยนี้นำธรรมมะมาถ่ายทอดทั้งนั้นเลย...และก็ผู้ที่ไปอบรม..ก็นำมาขยายผลที่ที่ทำงาน...

ส่วนเรื่องที่...มาพบคลื่นกรรมจากท่านคนในอดีตนั้น...ก็เป็นเรื่องที่ไม่คาดคิด...และความมั่นใจในตนเองที่เคยเห็นว่า...ตนเองนั้น..ไม่มีความผูกพันกับใครในเรื่องความรักนั้น..ก็เกิดจำขึ้นมาได้ว่า..มีความรู้สึกนั้น..ทั้ง ๆ ที่พบแค่เพียงคลื่นจากตัวท่านก็จำได้...

เมื่อดวงจิตฯเราไป ๆ มาแบบนี้ก็...และเราพอมีดวงจิตฯ..ร่างกายก็เริ่มดีขึ้น...ก็ใคร่ครวญเรื่องราวที่แท้จริงในดวงใจและอธิษฐานจิตบอกท่านว่า...ความรู้สึกนั้นก็บอกไม่ได้ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร...ถ้าจะว่าเราเองส่งจิตไปอยู่ในตัวท่าน...ไม่ใช่แน่นอนเลย...เรามั่นใจในตนเองได้มากขนาดนั้น...เพราะว่า..ความที่ตนมีวิสัยแห่งเพศหญิง...เรื่องแบบนี้ผู้หญิงจะเข้าใจที่สุด....และมาถึงวันนี้ความรู้สึกนั้นก็ยิ่งตัดก็ยิ่งชัดขึ้น...ส่วนความปรารถนาเรื่องนี้ตรวจในตนเองแล้วว่าไม่ได้ปรารถนาเอาไว้...แต่เป็นควาปรารถนาอื่นที่เป็นเกร็ดแห่งคุณค่าในชีวิตผู้หญิงที่มีใจดวงเดียว.....

พออธิษฐานจิตบอกท่านแบบนั้น...คราวนี้หละ...เริ่มเลยยย..อาการหนักมาก ๆ ...เราเองก็ไม่เข้าใจว่า...แค่เพียงขาดคำบอกเล่า...เราอาการหนักขึ้นทันทีได้อย่างไร...น้ำตาจะร่วงงง..(นึกถึงที่เด็กเล็ก ๆ ดื่มโค๊กไม่ระวังนะคะ...ดื่มแล้วจะเห็นว่า.มีน้ำตาหยด.. ๆ ..ๆ .แบบที่ไม่ได้ตั้งใจ...ว่าน้ำตามาได้อย่างไร...เพราะเจ็บมาก ๆ จนเทียบได้กับคำว่า เฉือนดวงใจ.....แล้วอาการก็ไม่ดีขึ้น...แค่ทรงตัวอยู่และก็ทรุดลง ..และทรงตัวอยู่ในกำลังที่ทรุดลง แบบนั้น...เราก็เพียรเฝ้าดูอาการในตัวเรา....








จาก: พัชรินทร์
วันที่: 09/05/52 - 15:00 น.
IP Address: 125.26.244.xx
ความคิดเห็นที่ 216
Dhoom3......มีเพลงด้วย...

Dhoom - Torque movie Video Remix
http://www.youtube.com/watch?v=QngzI20W8Tc&feature=related

จาก: พัชรินทร์
วันที่: 09/05/52 - 15:03 น.
IP Address: 125.26.244.xx
ความคิดเห็นที่ 217

ต่อจากความคิดเห็นที่ 215
เริ่มจากต่อจากความคิดเห็นที่ 117...

เล่าย้อนถึงก่อนการระลึกชาติ....ก็..ทราบทีหลังเมื่อไม่นานมานี้เองว่าเพราะความผูกพันต่อเนื่องจากในชาติ...ความคิดเห็นที่ 79...

******************
***กำลังจะเริ่มเข้าเขตที่เรียกว่าวิกฤติแห่งชีวิตทั้งทางโลกและทางธรรมขึ้นเรื่อย ๆ


คราวนี้พบอาการหนักแบบนี้...ก็เฝ้าดูอาการตนเองทุกวันทุกวัน...งดการอธิษฐานิตถึงท่าน...เพราะว่าคำบอกเล่าดังที่เล่ามานั้นก็คือ...เป็นสิ่งที่คัดแล้วด้วยใจจริงของเราเอง...จึงยืนยันอย่างมั่นใจ...และมั่นคง....ก็เพียรเฝ้าอาการที่ทรุดลง ๆ ...น่าจะเป็นเพราะคำบอกเล่านี้ไปกั้นกระแสที่เคยติดต่อถึงกันระหว่าสองดวงจิตฯหรือไม่...เราเองก็ไม่เข้าใจ....หรือเพราะว่า...ท่านฯทำโทษที่เราพูดความจริงที่...ไม่ต่อเนื่องกับภพชาติเดิม...คือจะคัดเฉพาะที่พบในชาติปัจจุบัน..

.(เพราะว่า..ตอนที่บอกนี้ยังไม่ระลึกชาติ...เราจึงไม่ได้คิดถึงเรื่องอื่นใดนอกจากที่พบในดวงใจเราจริง ๆ ....ท่านคงตรวจพบว่า...ความจริงในภพชาติเดิม...ส่งผลมาให้เราเองมีเพียงพอแค่ใจดวงเดียว..และสิ่งนั้นยังคงอยู่ในทุก ๆ ชาติ...ท่านตรวจพบตรงนี้แล้ว..พบว่าเราบอกไม่ตรงจริงหรือไม่..ก็น่าสงสัย...ว่า...อาการนี้จะมาจาก..การพูดไกล้เคียงจะเป็นเท็จ..แต่ว่าไม่ได้ตั้งใจ...ในดวงใจนั้นมีแต่สภาพที่ตนเองมีจริง ๆ ...ที่สงสัยแบบน้ก็เพราะว่า....หลังจากนั้น และหลังจากระลึกชาติแล้ว....เราใช้คำบอกเล่านี้ทีไร...อาการเราจะหนักแบบนี้ทุกครั้ง ๆ จนกลัวมาก ๆ กลัวตาย....แต่ก็ยืยันเสมอ ๆ ค่ะ เพราะเราจริงใจแบบนั้น..)

พออาการหนักหลายวัน ๆ ...วันนึง..เจ้าหน้าที่ที่ทำงาน..ก็นำพระ..น่าจะเรียกว่าพระผง...เรียกไม่เป็นค่ะ...เป็นพระเครื่องนะคะ...ด้านเป็นรูปของหลวงตามหาบัว.และอีกด้านเป็นรูปพระพุทธรูป...ก็นำมาแจกกันที่ที่ทำงาน...และมาแจกเราด้วย...ลูกศิษย์ของท่านทำขึ้นมาอีกที...ไม่ใช่จากหลวงตานะคะ...พอเห็นว่าเป็นพระหลวงตาบัว...ก็ดีใจมาก ๆ เพราะยังไม่เคยมีแบบนี้เลย...และก็เล่าถึงให้คนไกล้ชิดฟังว่า...ท่านหลวงตาเป็นดังเช่นอาจารย์ ก็ว่าได้..เพราะว่าฝึกสมาธิแล้ว..จิตรวม...เข้าสู่วิถีทางสมาธิเป็นครั้งแรกเพราะว่าได้อ่านข้อธรรมจากหนังสือที่ทท่านเขียนเองเลย....

พอได้พระท่านมา..ก็รู้สึกมาก ๆ ว่า...กำลังในตัวเรานี้ชุ่มเย็นแปลก ๆ แต่ก็ยังนับว่ามีอาการเจ็บจากอาการคล้ายเฉือนดวงใจนั้นอย่างเห็นชัด...อืมมม...และเป็นครั้งแรที่...เห็นคุณแห่งพระรัตนตรัยค่ะ...แต่ก่อนนั้นไปยังสถานที่ทางธรรมต่าง ๆ ก็รู้สึกถึงสัมผัสแห่งความร่มเย็นแบบนี้...แต่ว่า...ครั้งนี้สัมผัสได้จากพระผง..ที่ได้มานั้นนะคะ...ทำให้เชื่อมาก ๆ ถึงคุณแห่งพระรัตนตรัย...ว่ามีจริง...และนับวันเราเองยิ่งเห็น...อาการชุ่มเย็นแบบที่สัมผัสจากท่านเจ้าของคลื่นที่เคยเล่าว่า..ท่านไปปฏิบัติธรรมแล้วทำให้เราใจเย็นลงมาก ๆ ...นั่นหละค่ะอาการแบบนั้น....อาการเป็นไปในแนวเดียวกัน...ก็เก็บพระนั้น...ไว้ในกระเป๋าตังค์....และมักวางไว้ไกล้ ๆ ตัว...

และอาการเราก็ยิ่งหนักและเห็นชัดขึ้นเรื่อย ๆ ...เพียงแต่ได้กำลังจากพระรูปหลวงตา...แต่ก็นับว่าหนัก...

และเมื่อถึงที่สุดของเย็นวันนึง...กำลังจะหมดสติ...หรือใช้คำว่าสลบ หรือจะใช้คำว่าตาย..ตอนนั้นสติเหลือน้อยนิด...ก็เริ่มปลงค่ะ..คราวนี้ไม่ใช่อาการปลงเหมือนทุก ๆ ครั้งที่เคยเล่า....คราวนี้เป็นปลงอะไรดี...จะเรียกว่าปลงสังขาร หรือไม่...ก็เริ่มผ่อนคลายในทุก ๆ เรื่อง...อธิษฐานฝากคุณงามความดีทุกอย่างไว้กับคุณพระรัตนตรัย...ถ้าเราต้องตายเพราะสัจจะ..ที่บอกจากใจเราถึงท่านเจ้าของคลื่นฯ..แล้ว.ก็ฟุบเลย....รู้สึกว่ามีอาการจมดิ่ง....ดับวูบบบบ....ไม่ใช่อาการหลับ ไม่ใช่อาการหลับลึก....อาการคล้าย ๆ ครั้งที่เราผ่าคลอดตอนจะคลอดน้องยีน....แล้วเค้าวางยาสลบ...เราหาลมหายใจไม่พบจึงปล่อยวางหมดเลย...



จาก: พัชรินทร์
วันที่: 09/05/52 - 20:47 น.
IP Address: 125.26.244.xx
ความคิดเห็นที่ 218
เล่าถึงเรื่องการขอกันเรื่องปฏิบัติธรรมระหว่าคู่...ที่คุณแม่ชีท่านบอกเล่าถึงให้ไว้เป็นข้อคิด...

ก็เริ่มทราบวิธีการปฏิบัติตั้งแต่ 2541ตัวตามเกร็ดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่อ่านพบในหนังสือธรรมะต่าง ๆ ...ก็เริ่มขออนุญาตพ่อยีน...เรื่องเราเองชอบด้านนี้ด้วย ต้องการศึกษาไว้..ก็พูดถึงเรื่องคู่กันนั้นน้อยคู่จะได้กลับมาคู่กันอีก..ท่านอาจารย์มั่นก็เคยตอบคำถามเรื่องนี้เหมือนกัน...ก็บอกเล่าพ่อยีนให้ทราบ..พ่อยีนให้แม่ยีนทำได้ไม่ห้ามแต่พ่อยีนยังไม่..ก็เล่าไปตามข้อเท็จจริงเรื่อง๕เพื่อให้เตรียมตัวและอภัยให้กันและกันเสมอ จะได้ผ่อนหนักเป็นเบาเพราะก็ห่วงกันไม่อยากให้เป็นอันตราย..กรรมบางอย่างให้อภัยกันก็ลดลงหรือบางทีก็หมดกรรมต่อกัน....

และเมื่อปี2545....ขออนุญาตพ่อยีนไปบวชชีพราหมณ์ 9 วัน...ฝากน่องยีนไว้กับคุณยายช่วงเดือนเมษายน ปิดโรงเรียน...แรก ๆ ไปส่งแม่ยีนก็ธรรมดา ๆ เพราะว่าจริง ๆ แล้วทบไม่ได้อยุ่ด้วยกัน..จากกันประจำจึงเป็นเรื่องธรรมดา ๆ ...แต่พอไปถึงวัดที่จะบวช...พ่อยีนไปตรวจดูที่จะอยู่..ก็เกิดห่วงแม่ยีนมากๆ ...(นึกถึงที่คุณเด็กทับแก..มักเรียกคุณนายแดง..นั่นหละค่ะ...) แล้ววว..คุณนายแดงจะอยู่ได้รึ...อยู่บ้านคุณพ่อยีนก็ต้องคอยดูแล...ตนเองก็รู้สึกแปลกที่เหมือนกัน...แต่ตั้งใจแล้วจึงให้ความมั่นใจพ่อยีน....แต่ว่าพ่อยีนก็ห่วงแม่ยีนแบบที่ไม่เคยเห็นห่วงแบบนี้เลย...ตอนไปส่งแม่ยีนไปเรียนต่อก็ธรรมดา ๆ ....พ่อยีนจะไปเยี่ยมเสมอๆ ในช่วง 9 วันที่บวชก็ไปหลายครั้ง...ก็ชวนปฏิบัติธรรม..แต่พ่อยีนก็เอาไว้ให้พร้อมก่อน....เราก็ธรรมดา ๆ ...

ช่วงที่บวชฯนี้ก็บวชฯกันหลายคน..คุณแม่ชี ท่านที่สอนเราเดินจงกรม และยังปฏิบัติจนถึงปัจจุบันนี้...และเป็นสิ่งนี้ด้วยที่ เมื่อพบคลื่นกรรมจากท่านคนในอดีตเมื่อ2550-ปัจจุบัน..ก็รอดปลอดภัยมาเพราะการเดินจงกรมที่คุณแม่ชีฝึกให้นั้นมีส่วนเป็นอย่างมาก เราเดินแทบทุกวันนับจากบวชฯ จากเมษายน 2545...เพราะว่าสงสารคุณแม่ที่มีเมตตาสอนให้...ลำพังตนเองนั้น จะชอบอ่านหนังสือเป็นส่วนใหญ่ ตามปกตินะคะ...แต่ก็เดินจงกรมประจำ...และก็สวดมนต์บ้าง...แตจาก 2545 ไม่ได้นั่งสมาธิ จนเมื่อพบคลื่นกรรม 2550 อาการหนักจึงได้เข้าใจวิธีนวิปัสสนา ซึ่งจากเดิมตนเองเดินวิปัสสนาพอทราบนิดหน่อย....แต่เข้าใจสมถะ....

คุณแม่ชีที่สอนให้เดินจงกรมนั้น...ท่านอ่านวาระจิตได้ด้วย..ท่านจะตอบคำถามที่เราถามในใจ หรือคิดในใจได้...ท่านเน้นว่าและโน้มน้าวว่า...เดินจงกรมให้ทำทุกวันนะ...คล้าย ๆ กับทราบว่าเราจะต้องเผชิญเรื่องหนัก....และท่านจะเน้นว่า..การปฏิบัติธรรมนั้น...ต้องขอคู่เราให้ดี ๆ นะ...เราและทุกท่านก็ยืนยันว่า ขอแล้ว..ไม่มีปัญญหา....แต่คุณแม่ก็ยังยืนยันว่าเป็นเรื่องใหญ่มาเรื่องคู่..ถ้าเขาไม่อนุญาตก็ไม่ได้...และก็นับว่าจริง..เพราะพี่คนที่ไปด้วยกัน เมื่อเกษียณแล้วไปบวชชี คู่ของพี่คนนั้นก็ห่วงมากก...จนได้กลับมาปฏิบัติธรรมที่บ้านตามปกติอย่างเรา...ทั้ง ๆ ที่ก็ไม่น่าเชื่อ...เพราะว่า ดูว่าคู่ของพี่คนนั้นก็ดูเข้าใจมาก ๆ ...และตัวพี่คนนั้นก็มั่นใจมาก ๆ ว่าคู่ตนจะไม่มีปัญหา...

คุณแม่ชีท่านก็มีเรื่องเล่าและเน้นมาก ๆ เรื่องคู่ว่า..ต้องให้ไม่มีปัญหาจึงจะปฏิบัติธรรมได้และคุณแม่ก็ยกตัวอย่างมาให้เราฟัง...พอฟังจบแล้วเราทุกคนก็รู้สึกถึงความแตกต่างจากก่อนจะได้ฟังอย่างเหลือเชื่อเพราะคุณแม่ท่านเป็นนักเล่าเรื่องที่ดีมาก ๆ ...พี่คนที่บวชแล้วคู่ตามให้กลับมาปฏิบัติธรรมที่บ้านนั้นก่อนจะได้ฟังนั้น พี่เขาจะเป็นคนที่มั่นใจ จนไม่ค่อยเชื่อใครนอกจากตนเอง พอได้ฟังแล้ว ใจพี่เขายังอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัดเจน....

คุณแม่เน้นจนปัจจุบันทำให้นึกถึง ท่านเจ้าของคลื่นกรรมฯของเราที่สุด คล้าย ๆ คุณแม่เตือนเรื่องนี้ล่วงหน้าเรา แต่เรายังไม่เข้าใจในตอนนั้น...เช่นพ่อยีนนั้นยังบอกกล่าวกันได้เพราะได้พูดคุยและเห็นความอ่อนโยนจากดวงใจแม่ยีน...ส่วนท่านเจ้าของคลื่นกรรมของเราท่านไม่อยู่ในสภาวะที่จะเข้าใจกันได้เลย...

ซึ้งนำใจคุณแม่ที่เล่าตัวอย่างให้ฟัง...เราก็เมื่อพบปัญหาหนักเข้า ก็นึกถึงตัวอย่างที่คุณแม่เล่า นำมาเพียรอธิษฐานจิตขอให้ท่านเจ้าของคลื่นกรรมเราเข้าใจ..แม้แทบจะเป็นไปไม่ได้เพราะคนละชาติกันแล้ว..คลื่นฯท่านยังเหมือนดิม แต่ตัวตนที่ท่านมาเกิดใหม่นั้นจิตสำนึกก็เปลี่ยนไปแล้ว...

ก็เพราะตัวอย่างที่คุณแม่ชีท่านเล่านั้น...เราเองฟังแล้วยังแทบน้ำตาซึม...เพราะสงสารคนที่ปฏิบัติธรรมและคู่ของทุก คนที่คุณแม่เล่าถึง....

(แล้วจะมีเรื่องเล่าตามที่คุณแม่ชีเล่ามานะคะ.....)






จาก: พัชรินทร์
วันที่: 11/05/52 - 20:46 น.
IP Address: 125.26.243.xx
ความคิดเห็นที่ 219

ต่อจากความคิดเห็นที่ 217
เริ่มจากต่อจากความคิดเห็นที่ 117...

เล่าย้อนถึงก่อนการระลึกชาติ....ก็..ทราบทีหลังเมื่อไม่นานมานี้เองว่าเพราะความผูกพันต่อเนื่องจากในชาติ...ความคิดเห็นที่ 79...

******************
***กำลังจะเริ่มเข้าเขตที่เรียกว่าวิกฤติแห่งชีวิตทั้งทางโลกและทางธรรมขึ้นเรื่อย ๆ


เย็นวันที่สติดับวู๊บบบ.....ก็ตื่นขึ้นมาในเช้าวันใหม่...ด้วยกาการที่เหลือเชื่อทีเดียว....เป็นอาการที่สดชื่น...ไม่เคบพบอาการแบบนี้ในตัวเอง...แล้วก็เริ่มกิจวัตรในวันใหม่...ไปทำงานตามปกติ....ขณิกกะสมาธิก็เริ่มเคลื่อนตามปกติ...ให้ความรู้สึกที่ดี ๆ กับวันนั้นที่สุด...แล้วพอขณิกกะเริ่มเคลื่อนเพื่อกิจวัตรประจำวัน...เราก็เฝ้าดูตัวเราด้วยถึงอาการที่เปลี่ยนแปลงไป..ที่เหมาะกับงานกว่าปกติ และวก็...พบว่ามีรรมผุดขึ้น ๆ ๆ ๆ มากกว่าทุก ๆ ครั้ง...ผุดเป็นความหมายต่ง ๆ ตามที่เรานึกถามว่า นั่นจะเรียกว่ารรมอะไร นี่จะเรียกว่ารรมอะไร...ผุด ๆ ๆ และก็ดับไป ๆ คล้าย ๆ ดังเช่นฟองสบุ่....เนิ่นนานทั้งวัน...น่ารักกก..สดชื่น แจ่มใส...(เราจะเฝ้าดูอาการเราก่อน..ยังไม่อธิษฐานเล่าอาการให้ท่านฯทราบ...)

นึกเทียบอาการที่เกิดจากดวงใจเราเมื่อตื่นขึ้นมาในเช้าวันนี้....เทียบเหมือนแปลงผักของแม่(หมายถึงคุณยายน้องยีน...)...ที่พรวนดิน ใส่ปุ๋ย..รดน้ำ...หว่านเมล็ดผักกาดเอาไว้...แล้วธรรมที่ผุดขึ้นทั้งวัน ๆ อย่างอัศจรรย์นั้นก็เป็นได้ดังเช่นเมล็ดผักกาดที่เมื่อมีอายุพอหมาะแล้วก็เริ่มผลิต้นอ่อน....ดวงใจเราเมื่อตื่นขึ้นก็ยังคงเป็นเพียงคล้ายแปลงผักที่รดน้ำพรวนดิน และหว่านเมล็ดพืชไว้แล้วนะคะ....เมื่อเริ่มขณิกกะของวันนั้น...ธรรมก็เริ่มผุดขึ้นแล้วดับ ๆ ๆ ให้ความหมายที่เราค้นหา (ต่อมาเมื่อทราบแล้วก็ค้นอ่านให้แน่ใจค่ะ...จากหนังสือธรรมต่าง ๆ เมื่อค้นอ่านจะยิ่งเข้าใจมากขึ้นเพราะว่า คำที่มีอยู่จากที่ท่านแปลจากหนังสือธรรมนั้นจะยิ่งพาเข้าใจได้ลึกและกว้างขึ้นมากกว่าที่เราปฏิบัติได้...เราปฏิบัติได้นั้นก็เป็นเหมือนจุดเริ่มต้นที่ทำให้อ่านเข้าใจกว่าการอ่านจากหนังสือในขณะที่ยังไม่งมือปฏิบัตินะคะ...แต่การอ่านก่อนปฏิบัติ ก็นับว่าทำให้เดินสู่เส้นทางที่ควรเป็น มากกว่าไม่เคยอ่านนะคะ...)..

ธรรมที่ผุดขึ้นนั้นเพราะสมาธิขั้นขณิกกะในวันนั้นเป็นตัวช่วยต่อยอดจากอาการสดชื่นเมื่อเช้านั้น.. และ อาการเมื่อเช้าก็เพราะ การยืนยันในทางธรรมตามที่เราเองตั้งใจที่มีเพื่อเส้นทางที่เราอธิษฐานฯ..แล้วสติก็ดับวู๊บบบ..เพราะทนอาการเจ็บจากการเฉือนดวงใจออกจากความผูกพันจากภพชาติเดิมนะคะ...เฉือนแบบที่ไม่ได้ตั้งใจเจตนาเฉือน เพราะว่าใคร่ครวญตัดสินใจเฉพาะจิตใจในปัจจุบันนนั้น...แต่อาการหนักมากเพราะว่าตอนนี้ยังไม่ได้ระลึกชาติ..จึงไม่เข้าใจว่าหนักเพราะมีคำอธิฐานต่อเนื่องภพชาติมาเกี่ยวข้องด้วย....)

และอาการนี้ก็มีอยู่สัก 1 - 2 วัน แล้วก็เริ่มหมดไปค่ะ....ผลที่ได้นั้นเราก็ภูมิใจมากทีเดียว...แล้วอาการดีขึ้นจึงอธิษฐานจิตบอกท่าน..เพราะเราหายไปไม่บอกหลายวัน..อาการดวงจิตฯหายก็ต้องระวังเฝ้าดูเสมอ ๆ ด้วย...




จาก: พัชรินทร์
วันที่: 12/05/52 - 17:09 น.
IP Address: 125.26.249.xx
ความคิดเห็นที่ 220



เพลงจากหนังหลาย ๆ เรื่องของพระเอกชาฮ์รุก ข่าน....

Shahrukh Dancing Bombay Dreams
http://www.youtube.com/watch?v=uji4RiQsugU&feature=related

จาก: พัชรินทร์
วันที่: 12/05/52 - 18:28 น.
IP Address: 125.26.249.xx
ความคิดเห็นที่ 221

ต่อจากความคิดเห็นที่ 219
เริ่มจากต่อจากความคิดเห็นที่ 117...

เล่าย้อนถึงก่อนการระลึกชาติ....ก็..ทราบทีหลังเมื่อไม่นานมานี้เองว่าเพราะความผูกพันต่อเนื่องจากในชาติ...ความคิดเห็นที่ 79...

******************
***กำลังจะเริ่มเข้าเขตที่เรียกว่าวิกฤติแห่งชีวิตทั้งทางโลกและทางธรรมขึ้นเรื่อย ๆ

(เล่าถึงว่า..คำอธิษฐานจิตเรื่องของแม่ยีนนั้น...พ่อยีนก็ทราบ...และมักจะบอกว่า...คู่ในแบบที่แม่บอกไว้นั้น..ไม่มีในโลกนี้หรอก...แม่ยีนก็ว่า...ก็..จะเป็นไรไปล่ะ...ถ้างั้นในโลกนี้เขาก็ไม่มีคนโสดสิ..เป็นคำอธิษฐานจุกจิ๊กมาก เพราะว่าตนเองเป็นผู้หญิงจุกจิก...แต่เป็นในแบบของตนเองตามตัวตนของเราเอง ก็มีเหมือนและแตกต่างจากผู้หญิงท่านอื่น...)..

ก็เฝ้าดูว่าดวงจิตฯตนเองมาตอนไหน...ถ้าเฝ้าดวงจิตฯเข้มงวดเกิน..เค้าก็จะเป็นทุกข์จะไป...เป็นอยู่แบบนั้น...และเราก็ค้นพบว่าถ้าเราพูดแบบที่บอกว่า...ไม่ได้ปรารถนาแบบนี้ไว้เลย...เราก็จะเป็นไข้...ต้องเปลี่ยนคำพูดใหม่..ใช้ความจริงในดวงใจทั้งหมดที่มีและแบบที่ตั้งใจต่อสัจจะจนที่เล่าว่า..สติดับวู๊บบบ..แบบนั้นหละให้กลมกลืนกัน...ดวงจิตฯเราจึงจะมาบ่อย ๆ และอยู่กับเรานาน ๆ ...ก็ไม่น่าเชื่อ..แต่ก็ใช่...ความรู้สึกที่แท้จริงนี้หละที่ทำให้เราค่อย ๆ ได้ดวงใจเรากลับมา...เพราะว่าครั้งนี้ก็สังเกตอยู่ว่าท่านฯก็ยังดูดดวงจิตฯเราได้เสมอๆ แม้จะมาบ่อยขึ้น...

ก็คิดในทางที่ว่า..ความรู้สึกที่แท้จริงตามประสาเรานีเหละที่เป็นดังเช่นคุณงามความดีสำหรับคนที่ปรารถนาอยู่ในฐานนะผู้หญิง...ใช้ได้ทั้งทางโลกและทางธรรม..ก็คิดดูแล้วก็...เช่น..ถ้าทางโลกก็ความรักเป็นสิ่งสร้างโลก..ถ้าทางธรรม ความรักก็เป็นฐานทางธรรม...บางท่านที่มีความรักเค้าก็ค้นหาความปลอดภัยให้ความรักก็คือการค้นพบทางธรรมเพื่อทางพ้นทุกข์...และยิ่งถ้าทราบว่าพบผู้หญิงที่มีความรักก็ต้องระวังตนให้พอเหมาะเพราะต้องไปทางธรรม..สภาพที่เป็นจริงคือข้อมูลที่ดีที่จะนำไปใคร่ครวญปรับใช้ให้เหมาะกับแต่ละความปรารถนา...

และก็เริ่มอ่อนใจอีกครั้ง...เพราะเรื่องเรารักดวงจิตฯเราไม่อยากให้ไป...ก็พูดถึงว่า..ไม่ได้ปารถนามาแบบนี้เลย...และก็เริ่มเป็นไข้และก็ซึมลงอีกครั้ง..ราวนี้เป็นอาการเศร้าที่สุด...จนบอกท่านฯไปว่า...ชีวิตจะถึงที่สุดแล้วหละ...อาการแปลกมาก ๆ เพราะเศร้า ๆ หมดแรงต้านเอาไว้แล้ว...

คราวนี้ก็สติเริ่มดับวู๊บบบ..คล้ายคราวที่แล้ว...แต่ว่าดับไม่นาน...และรู้สึกตัวว่า ตนเองคล้ายลอยตัวอยู่ท่ามกลางอากาศ ลอยอยู่นิ่ง ๆ ..แต่ว่าเรารู้สึกถึงสติที่กำกับเราไว้ตลอดเวลา...ทราบอาการชัดด้วยว่าหมดแรงใจแล้ว...เพราะการเผชิญเรื่องแบบนี้อยู่ท่ามกลางความไม่เข้าใจนั้นอาการหนัก...จริง ๆ แล้วเราก็ปรารถนาในทางที่เหมาะกับตัวเรา...ที่ไม่ใช่เผชิเรื่องนี้ลำพังตนเอง..

.ในสติตอนที่ลอยตัวอยู่นั้น...ปรากฏเห็นว่าเรามองเห็นข้างล่างตัวเราเป็นหลุมอากาศมืดสนิทคงลึกมากทีเดียว...ก็ยังไม่คิดอะไร...ทราบแต่ว่าตอนนั้นอาการในดวงใจมาถึงที่สุดแล้ว...ก็สังเกตว่าทำไมตัวเราดูไม่ล่วงลงไท่หลุมนั้น...จึงมองขึ้นด้านบนท้องฟ้า..ก็มองเห็นชื่อท่านฯลอยมาและประสานกันกับชีวิตเราทางลมหายใจ..แล้ว เคลื่อนประสานสู่สติและดวงใจแคลื่อนไปทั่วร่างกาย...ก็ตื้นตันใจ...อืมมมม..นึกถึงที่เขาเล่ากันถึงคำว่าพระเอกขี่ม้าขาวมาช่วยไว้ทันเวลา....ไม่น่าเชื่อเลย....แล้วตัวเราก็เริ่มกลับสู่สภาวะปกติอีกครั้ง...

นึกถึงทีไรก็ยังใช้คำว่าท่านฯเป็นทุกอย่างสำหรับเรา เป็นแม้กระทั่งคำว่าลมหายใจที่ต้องใช้ในชีวิตประจำวันจนถึงต้องใช้ลมหายใจเพื่อการเจริญสมาธิ...ถ้าคนที่ไม่ได้พบเหตุการณ์ที่เรียกว่าวิกฤติแห่งชีวิตที่..เล่าถึงว่า...เราเห็นทางเลือกแค่สองทาง..คือปล่อยให้ตนร่วงลงที่มืด ๆ นั้นเพราะหมดแรงใจจะต่อสู้...กับมองขึ้นบนท้องฟ้าแลวเห็นชื่อท่านเคลื่อนลงมาตามลมหายใจ...ถ้าเคบพบเหตุการณ์ดังกล่าว ได้ฟังแล้วคงรู้สึกว่า เหมือนแกล้งพูด...ฟังดูเลื่อน ๆ หลอก ๆ นะคะ...แต่สำหรับผู้เล่าองนั้น...เทียบได้แบบนั้นจริง ๆ ....กระแสจากตัวท่านไม่เคยว่างเว้นหรือห่างหายไปจากตัวเรา ไม่งั้นตามมาช่วยไว้ไม่ทันเลย...ก็..นั่นเป็นครั้งแรกที่สัมผัสชื่อท่าน...แต่ก่อนทราบว่าเป็นใครแต่ชื่อยังไม่เห็นแบบนี้...ก็นั่นหละค่ะ..ที่เล่าว่ายิ่งตัดยิ่งเห็นชัด...และการตัดนั้นก็ไม่เคยว่างเว้นนะคะ...ทั้ ง ๆ ที่ผู้ตัดนี้หนักจากอาการตัดนั้น..แต่ก็ต้องตัดเสมอ ๆ ....ตัดจนจะเข้าถึงคำว่าอันตรายต่อชีวิตกัน....ยังนึกเสมอว่า อาการนี้จะต้องมีวิธีอื่นที่ดีกว่า...เพียงแต่เราเห็นเรื่องราวอยู่เพียงเราคนเดียว...พระหรือใคร ๆ ก็เข้ามาแก้ไขเรื่องกรรมระหว่างกันของใครๆ นั้นไม่ได้ เพราะทุกท่านก็ต้องมีเรื่องที่ต้องระวังตนเองด้วย...




จาก: พัชรินทร์
วันที่: 13/05/52 - 23:03 น.
IP Address: 125.26.240.xx
ความคิดเห็นที่ 222

ต่อจากความคิดเห็นที่ 221

เริ่มจากต่อจากความคิดเห็นที่ 117...

เล่าย้อนถึงก่อนการระลึกชาติ....ก็..ทราบทีหลังเมื่อไม่นานมานี้เองว่าเพราะความผูกพันต่อเนื่องจากในชาติ...ความคิดเห็นที่ 79...


************

เล่าถึงว่า...ได้ลมหายใจเป็นชื่อของท่านฯคนในชาติก่อน ๆ แล้วทำให้ยิ่งนึกถึงภาพ...ความคิดเห็นที่ 79... ที่ตอนเราเสียเลือดกำลังจะหมดแรงและลาจากโลกในชาตินั้น...ท่านฯก็อยู่ไกล้ ๆ คงเรียกให้ฟื้นเหมือน ๆ ครั้งนี้ตามคห. 221....ในชาตินั้นท่านฯช่วยชีวิตเราไม่ได้เพราะเกินความสามารถของท่าน....แต่ก็มองเห็นชัดถึงดวงใจที่กลม ๆ กลมเกียวกันในภาพในชาตินั้น...ก็ที่เล่ามาก็คาดว่าเมื่อลาโลกก็ได้แบ่งดวงใจกันมาเกิดนั้นคนละครึ่ง..ไม่งั้นคงไม่มีอาการแบบที่พบในชาตินี้....แต่ในครั้งนี้ที่เล่าถึงตามคห.221...คราวนี้ท่านช่วยเราไว้เพราะอยู่ในกำลังสติปัญญาของท่าน ท่านก็นำดวงใจส่วนของเราที่อยุ่ในตัวท่านมาประสานกับลมหายใจของเรา...เพราะไม่อย่างนั้นคงไม่สมารถมาต่อชีวิตของเราไว้ได้...ถ้ามีเฉพาะส่วนของท่าน โดยที่ไม่มีดวงใจส่วนของเรา....คราวนี้ช่วยเพียงนำดวงใจมาประสานชีวิตในร่างกายเรา แต่สามารถรักษาร่างกายเราไว้ได้ด้วย ...แต่ครั้งคห.79 นั้น..ท่านเก็บไว้ได้เพียงดวงจิตฯเรา ส่วนร่างกายดับสิ้นไปตามสภาพการบาดเจ็บที่รักษาไว้ไม่ได้....

จาก: พัชรินทร์
วันที่: 14/05/52 - 17:02 น.
IP Address: 125.26.241.xx
ความคิดเห็นที่ 223



พระเอกคนโปรดค่ะ..ซัลมาล ข่าน...

Salman Khan

http://www.youtube.com/watch?v=whmeezfypMQ

จาก: พัชรินทร์
วันที่: 14/05/52 - 18:26 น.
IP Address: 125.26.241.xx
ความคิดเห็นที่ 224



ตามภาพนี้เป็นพระเอกทราเมนเดอร์ และลูกชายนะคะ...พระเอกซันนี่ และพระเอกบ๊อบบี้

พระเอกบ๊อบบี้ ดีโอล...

Bobby Deol
http://www.youtube.com/watch?v=5nGf_-UAzkc&feature=related

จาก: พัชรินทร์
วันที่: 14/05/52 - 20:31 น.
IP Address: 125.26.241.xx
ความคิดเห็นที่ 225
โห....ไม่ได้เข้าหลายวัน พี่แดงซัดไปหลายกระทู้เลี่ยวววว.....

จาก: อาบัง
วันที่: 15/05/52 - 13:37 น.
IP Address: 202.57.173.xx
ความคิดเห็นที่ 226
สวัสดีค่ะอาบัง...

จาก: พัชรินทร์
วันที่: 15/05/52 - 21:34 น.
IP Address: 125.26.245.xx
ความคิดเห็นที่ 227



พระเอกบ๊อบบี้ ดีโอล (ลูกชายพระเอกทราเมนเดอร์) ...เป็นพระเอกที่มีเสน่ห์มาก...ต้องดูตอนเค้าแสดงค่ะ.และมาเทียบกับ.ดูจากภาพแบบนี้..ให้ความรุ้สึกคนละอย่างเลย....ไม่น่าเชื่อ....

Bobby Deol

http://www.youtube.com/watch?v=1ZB71jFWBrA&feature=related

จาก: พัชรินทร์
วันที่: 15/05/52 - 21:41 น.
IP Address: 125.26.245.xx
ความคิดเห็นที่ 228
ต่อจากความคิดเห็นที่ 218

เล่าถึงเรื่องการขอกันเรื่องปฏิบัติธรรมระหว่างคู่...ที่คุณแม่ชีท่านบอกเล่าถึงให้ไว้เป็นข้อคิด... เดี๋ยวจึงจะเล่าเรื่องการระลึกชาติต่อนะคะ..

(เคยเล่าครั้งนึงแล้วในกระทู้เกี่ยวกับพุทธศาสนา..แต่
ตอนที่เล่าครั้งนั้น..ยังไม่ได้ระลึกชาติ...และพอถึงปัจจุบันเห็นอาการตนเองแล้วทำให้นึกถึงเรื่องเล่าเรื่องคู่...คุณแม่ชีท่านบอกเล่าว่า..การปฏิบัติธรรมนั้นคู่ของเราต้องไม่มีปัญหา...เราผู้ไปปฏิบัติธรรมด้วยกันก็ให้ความมั่นใจคุณแม่ว่า...คู่เราไม่มีปัญหาอะไร...คุณแม่ก็ยิ้มและเล่าเรื่องให้ฟัง....ก็เพราะว่าคำว่าคุ่เราไม่มีปัญหานี่หละ...แรก ๆ ก็ไม่มี แต่ต่อมาก็มีปัญหา...ก็คุณแม่ว่าเพราะอะไร..คุณแม่ก็ว่าเพราะกรรม...) ธรรมะของเราๆชาวชนบท ก็พื้นบ้าน ๆ ทั่วๆไปนะคะ...เพราะว่าเราเป็นสังคมชนบทจะมีผู้คนปฏิบัติธรรมและทำบุญทุกๆการศึกษมารวมตัวกัน เป็นธรรมะภาษง่าย ๆ ให้เหมาะสม...เราผู้สนใจต้องหมั่นทำความเข้าใจการสื่อสาร...พอเข้าใจแล้วก็น่ารักค่ะ เป็นที่เรียกว่าภาษธรรมดา ๆ ภาษาใจ...คุณแม่จะยกตัวอย่างจากธรรมะของชาวชนบทเราที่เป็นประสบการณ์จริงของผู้สนใจทางธรรมด้วยกัน...)


เรื่องเล่าเรื่องคู่กับการปฏิบัติธรรม ...

1. มีคุณแม่ชีท่านนึง.....

สมัยที่ท่านเริ่มสาว ๆ ท่านสนใจจะบวชชี กำลังมาเตรียมตัวที่วัด แต่ว่าคุณพ่อคุณแม่ของคุณแม่ชีท่านอยสกให้ลูกสาวแต่งงานเพราะว่า จะได้มีคนดูแลต่อจากพ่อแม่....

ก็ตามตัวกลับมาให้ฝ่ายชายดูตัว สมัยก่อนการแต่งงานจะเป็นแบบที่ผู้ใหญ่เห็นดีเห็นงามจึงแต่งงานได้ ฝ่ายชายนั้นเมื่อเห็นฝ่ายหญิงก็รักมาก ฝ่ายหญิงนั้นก็ขัดพ่อแม่ไม่ได้ ก็ต้องได้แต่งงาน...และย้ายไปอยุ่บ้านสามี ...แต่งงานแล้วฝ่ายหญิงก็ให้ร่วมหอได้แค่คืนส่งตัวเจ้าบ่าวเจ้าสาว...เพราะว่าท่านไม่ได้ปรารถนาทางโลก..สามีนั้นก็แสนรักภรรยาค่ะ..ยินยอมทุก ๆ กรณี...

และก็คลอดลูก ได้ลูกชาย ลูกชายได้ดื่มนมจากอกคุณแม่ได้ไม่กี่ครั้ง คุณแม่ก็ทนอยู่ทางโลกไม่ได้ ร้อนรน ...จึงไปบวชและปล่อยลูกชายไว้ให้พ่อเด็กและญาติฝ่ายสามีเลี้ยงแทน...

ฝ่ายสามีนั้นก็คิดถึงภรรยามาก ๆ ลูกชายยังไม่โตนัก...ก็มาบวชที่วัดเดียวกับอตีดภรรยา...แต่พระที่เคยเป็นสามีนั้นท่านเรียบร้อย อยุ่ในระเบียบวินัย ไม่เคยทำให้คุณแม่ชีอดีตภรรยารำคาญใจ...ส่วนทางธรรมของพระท่านก็ค่อยเป็นค่อยไป..เพราะว่าเป็นห่วงอดีตภรรยาจึงมาเฝ้าอยู่ไกล้ ๆ ...ไม่เคยขอให้มาเยี่ยม นอกจากพบกันเมื่อคราวจำเป็น...

ส่วนบุตรชายนั้น เป็นเด็กดีมาก ไม่เคยน้อยใจที่คุณพ่อคุณแม่ทอดทิ้งมาบวช...เมื่อถึงอายุที่ตนจะบวชเรียน ก็มาบวชที่วัดเดียวกันกับคุณพ่อคุณแม่ และก็สนใจทางธรรมไม่สึก....และดูและคุณพ่อคุณแม่

จนกระทั่งพระที่เป็นอดีตสามีคุณแม่ชีนั้นท่านป่วยด้วยโลกชรา กำลังจะมรณภาพ ก็ไม่เคยจะขอให้คุณแม่ชีท่านมาเยี่ยม...และได้บอกกับพระลูกชายก่อนสิ้นใขว่า..ให้ดูแลแม่ของพระฯต่อจากพ่อด้วย..พ่อนั้นมาบวชเพราะห่วงแม่ ธรรมของพ่อนั้นก็ค่อยเป็นค่อยไป มีได้ตามประสาที่ตนทำ(ท่านเป็นประเภทว่านอนสอนง่าย...บวชแล้วก็เล่าเรียนธรรม ไปตามประสาตน...)แต่พ่อทราบว่ารรมในตัวแม่นั้นสูงกว่าในตัวพ่อมาก เพราะแม่ของพระท่านเป็นผู้หญิงที่มีน้ำใจเด็ดเดี่ยว...ไม่มีอะไรห่วงใยทางโลกแล้ว...


(เรื่องเล่านี้น่ารักค่ะ...คุณแม่ชีท่านมีบุญมากและไกล้จะสิ้นภพชาติในอีกไม่กี่ชาติข้างหน้า อุปสรรคทางธรรมของท่านก็ดูว่าไม่มีนะคะ...แต่ก็แล้วแต่บุญใคร ๆ ....บุญวาสนาเราไม่เหมือนกัน...แต่ก็ปฏิบัติธรรมและทำบุญในพุทธศาสนาได้..เพื่อช่วยเหลือชีวิตตนเองไม่ให้ลำบากมากมายนัก...บางท่านจะคิดไปว่าเรายังอายุน้อย ๆ อยู่เลย...

แต่จริง ๆ แล้วหลายท่านจะค้นพบเมื่อปฏิบัติรรมว่า..เราเวียนว่ายตายเกิดมานานมากแล้ว...ผู้เล่าเองก็เคยเห็นแต่ในหนังนะคะ การระลึกชาติ...ปฏิบัติธรรมเองจึงเห็นค่ะ....ตามปกติจะไม่สนใจไปในทางไปดูเรื่องการระลึกชาติจากสำนักทางด้านการดูหมอนะคะ...กลัวค่ะ....และเกรงใจและรักพ่อแม่ด้วย เพราะครอบครัวเราเป็นพุทธ...และพ่อมักให้ความรู้ลูก ๆ เรื่องไม่ให้สนใจทางด้านอื่น ๆ ... แต่รับฟังได้นะคะ เพราะว่าเราต้องอยู่ในสังคม...ต้องเข้าใจท่านอื่น ๆ ..ไม่เคยดูหมิ่น..อืมมม....นึกถึงทางอินเดีย....ประเทศเค้าดูใส่ใจผู้คนในทุก ๆ ศาสนาและเก็บไว้ในฐานะเป็นแหล่งกำเนิดแทบทุกศาสนา....แต่ประเทศ..ส่วนใญ่เลยจะไม่ค่อยใส่ใจจะเข้าใจกันหรือไม่...สัมผัสดูก็คัดได้ค่ะ..น่ากลัวเหมือนกัน...)













จาก: พัชรินทร์
วันที่: 17/05/52 - 14:56 น.
IP Address: 125.26.241.xx
ความคิดเห็นที่ 229
ความคิดเห็นที่ 228

แก้ไขค่ะ...

***....แต่ประเทศ..ส่วนใญ่เลยจะไม่ค่อยใส่ใจจะเข้าใจกันหรือไม่...สัมผัสดูก็คัดได้ค่ะ..น่ากลัวเหมือนกัน...) ***

เป็น...

...**.แต่ประเทศเรา..***ส่วนใญ่เลยจะไม่ค่อยใส่ใจจะเข้าใจกันหรือไม่...สัมผัสดูก็คัดได้ค่ะ..น่ากลัวเหมือนกัน...)




จาก: พัชรินทร์
วันที่: 17/05/52 - 15:09 น.
IP Address: 125.26.241.xx
ความคิดเห็นที่ 230



พระเอกบ๊อบบี้ ดีโอล....เห็นเค้าเต้นแล้วเรียก...กรี๊ดดดด..จาคุณแม่แดงได้เลยยย...พระเอกท่านอื่นก็เห็นเต้นก็ไม่มีอาการว่าจะกรี๊ดดด...เพียงชื่นชมมาก ๆ เท่านั้น...สุดยอดดด...พระเอกท่านนี้ก้อายุมากแล้วค่ะ...

Bobby Deol - Song from Nanhe Jaisalmer
http://www.youtube.com/watch?v=Fxl9q48KoDA&feature=related

จาก: พัชรินทร์
วันที่: 17/05/52 - 15:25 น.
IP Address: 125.26.241.xx
ความคิดเห็นที่ 231
เล่าการระลึกชาติแทรก....นะคะ..

ต่อจากความคิดเห็นที่ 222

เริ่มจากต่อจากความคิดเห็นที่ 117...

เล่าย้อนถึงก่อนการระลึกชาติ....ก็..ทราบทีหลังเมื่อไม่นานมานี้เองว่าเพราะความผูกพันต่อเนื่องจากในชาติ...ความคิดเห็นที่ 79...

**************************

เมื่อได้ลมหายใจกลับมาเป็นปกติแล้วคราวนั้นที่ลมหายใจเป็นชื่อของท่านเจ้าของคลื่นกรรมของผู้เล่านะคะ....ก็เห็นชัดว่า พละกำลังของตนเองก็มากขึ้นด้วย....

คราวนี้ก็รู้สึกว่าตนเองควรนั่งสมาธิวิปัสสนาเพราะว่า กลัวว่าจะระลึกชาติจึงทิ้งไปแทบเกือบจะเป็นปี...

ก็เข้าสมาธิค่ะ....ตามลำดับขั้นไปเรื่อย ๆ ...ครั้งนี้ตอนทำวิปัสสนา จะปรากฏว่า สิ่งที่มีอยู่ข้างในดวงใจนั้นจะผุดขึ้นมาให้ได้ทำวิปัสสนา มากมาย ทำแทบไม่ทัน ผุดขึ้นมา ลอยขึ้นมาเป็นลูกกลม นึกถึงเวลาเราทำขนมบัวลอยนะคะ...ที่ขนมบัวลอยได้ที่แล้วก็ลอยขึ้นมาให้เราตักขึ้น...แต่อันนี้ไม่ได้ตัก มีมากมายเลย จะทำอย่างไรดีหนอ...

ก็...เริ่มที่ก้อนใหญ่ก่อนเลย ก้อนเล็ก ๆ ก็แล้วแต่จะไปที่ไหน...ตอนทำวิปัสสนาเราจะนับ 1 - ..นับพุทธโค่ะ...ผู้เล่าเองนั้นกลายเป็นใช้ทั้ง 2 แบบก็ได้อาการเดียวกัน...และก้อนใหญ่ที่กำลังนำมาทำวิปัสสนานั้น...สังเกตว่าจะใช้ นับ 1- 2 และพุทธโธ ไม่ได้...

ก็...เริ่มหาทางอื่น...ในสมาธินั้นนึกถึงว่า..ต้องจับก้อนใหญ่ไว้แล้วเคลื่อยเป็นองค์สมาธิ เริ่มจาก วิตก วิจารย์ ปิติ สุข เอกกัคคตา ..อืมม...ทำแบบนี้จึงดีขึ้นและก็..ชอบใจว่าเราค้นวิธีได้ ก็สนุก ก้อนใหญ่ต่อไป ๆ ก็ทำแบบเดิม...เราจะทราบเองว่า ถ้าทำได้เกลี้ยง ก้อนนั้น ๆ จะเหลือค้าง ต้องค้นมาทำอีก สนุกดี เพลินไปเรื่อย ๆ (และนานต่อมา มีโอกาสได้อ่านหนังสือท่านอาจารย์ทันตแพทย์สม สุจีรา ที่เล่าถึงการทำวิปัสสนา...เราก็อ่านและเทียบกับการทำวิปัสสนาของเรา....เช็คได้ตรงกันค่ะ...ก็ดีใจ...เช่นในหนังสืออาจารย์สมท่านยกตัวอย่างเช่นถ้าเกิดทุกขเวทนาอะไรสักอย่างเช่นความโกรธ..เราก็ให้สติตามทันตั้งแต่เริ่มเกิดและใช้สติดูอาการที่ทุกขเวทนานานั้นเริ่มพริ้ววว...และจางลง ๆ ..ให้สติจับตั้งแต่เริ่มมีอาการ อาการตั้งอยู่ และอาการดับไป..นั่นคือไตรลักษณ์...เราก็ทดลองทำและก็ชอบใจมาเทียบว่าอันเดียวกับที่เราใช้ องค์สมาธิจับก้อนใหญ่ ๆ ตอนเราทำวิปัสสนาเลย...คือเริ่มจับก้อนใหญ่ใช้จิตไปจับเลย แล้วเริ่มดูก้อนนั้นเริ่มจาก วิตก วิจารย์ ปิติ สุข เอกัคคตา และพออ่านและทำตามที่อาจารย์สมเขียนไว้ ...

ก็ทบทวนดูย้อนไป...ว่าอ้อ...นั่นเรารู้จักคำว่าไตรลักษณ์ (สิ่งไหนไม่เที่ยง ... สิ่งนั้นเป็นทุกข์ ... สิ่งนั้นทนอยู่ไม่ได้ และดับไป...ประมาณนั้นนะคะ..

ไตรลักษณ์ก็คือคำว่า ...

อนิจจัง...คือความไม่เที่ยง..

ทุกขัง... คือทุกข์จะทุกข์มากทุกข์น้อยค่ะ ท่านว่าความสุขก็คือการที่มีทุกข็ปนอยู่น้อย ๆ ความทุกข็ก็คือการไม่มีความสุขปนอยู่หรือปนอยู่น้อย ๆ ...

อนัตตา...คือความไม่มีไม่มีตัวตนของทุกข์ที่เราพบว่าดับไปด้วยวิปัสสนานั้น....(แต่ตัวเรามีตัวตนอยู่นะคะ...เพราะว่ายังไม่บรรลุขั้นไหน...ยังรักสวยรักงามอยู่มากเลยค่ะคงได้อยู่อีกนานเพราะมีกรรมที่ต้องคืนให้ท่านเจ้าของคลื่นท่านไป...เรารักษาบางอย่างไว้ไม่ได้ท่านมาทวงคืนก็ต้องคืนค่ะ...อยู่รอส่งท่านฯไปพระนิพพานก่อนเพราะเราก็ไม่ทราบว่าเมื่อไหร่ท่านจะมาทวงคืนอีก..ยอมรับสภาพค่ะ..

นั่นหละคุณแม่ชีท่านจึงได้บอกนักบอกหนาว่าเรื่องคู่..ตั้งแต่ชาติที่แล้วก็มาให้เห็น ไม่ใช่เห็นในระดับธรรมดา..เห็นชนิดที่ดวงจิตตนเองติดอยู่ในตัวท่านแบบนั้น..กรรมอะไรจึงต้องได้มาทนดูฯลฯ......คราวนี้ก็อ่านคำว่า โลกธรรม 8 ได้ชัดแจ๋วขึ้นอีกนิดดด.....ปฏิบัติเพราะค้นพบทุกข์ครั้งยิ่งใหญ่....ทุกข์แห่งความรัก...ก็...ทำให้อ่านคำว่าอริยสัจย์ 4 (ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ) เข้าใจแจ่มชัดกว่าเดิมค่ะ แต่ยังไม่เก่งนักพอแกะตามไปได้ตามอาการของตน.....และครั้งนี้ก็จบวิปัสสนาตามลำดับขั้นดังที่เคยทำเสมอ ๆ ค่ะ...สิ่งเหล่านี้ต้องระมัดระวังให้ถี่ถ้วนใจทุก ๆ ครั้ง...





จาก: พัชรินทร์
วันที่: 17/05/52 - 17:02 น.
IP Address: 125.26.241.xx
ความคิดเห็นที่ 232
ต่อจากความคิดเห็นที่ 231

..เล่าตกไปว่า...องค์สมาธิ วิตก วิจารย์ ปิติ สุข เอกัคคตา....เมื่อใช้จับสิ่งที่จะทำวิปัสสนาในดวงใจตอนนั้น....และมาอ่านพบทำแบบท่านอาจารย์สมเล่า...ก็จะให้อาการเดียวกันค่ะ..ตอนทำนั้นทราบว่าเป็นอย่างไร...แต่ต่มาได้อ่านพบ...ก็เข้าใจว่าเราทราบคำว่าอะไร...

ก็ที่ท่านอาจารย์สมบอกไว้ว่า...ว่าให้ใช้สติจับทันตั้งแต่เริ่มเกิดอาการ..ลองย้อนอ่านเทียบคำว่าสติปัฐฐาน4 คัดดูตามประเภทนั้น ๆ นะคะ.....(อาการที่พบเหล่านั้น...เป็นสิ่งที่ใม่ใช่ตัวเรา....เป็นสภาวะที่ใช้วิปัสสนาตามดูตั้งแต่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป....และต่อมาเราก็จะเริ่มทราบว่าอาการเหล่านี้ถ้าเราตามทัน..ไม่ไล่นะคะ...ตอนทำวิปัสสนาต้องนุ่มนวน..น่ารักกับเขาพอเหมาะ ๆ ..ปล่อยตามสภาพดูว่าเขาจะไปเมื่อไหร่...ถ้ารีบเร่งไล่ไปเราก็จะตามอาการนั้นไม่ทัน...และก็จะกลับมาอีก....

ก็หมายถึงองค์สมาธิวิตก วิจารย์ ปิติ สุข เอกกัคคตา ตอนที่เราทำนั้น...พาให้เข้าใจไตรลักษณ์ ด้วยความหมายในอาการเดียวกับที่อาจารย์สมบอกวิธีการเริ่มจับตั้งแต่การเกิดอาการแห่งทุกข์ต่าง ๆ ..การตั้งอยู่ และดับไป....

เราก็เริ่มทราบว่าไม่ใช่สิ่งที่เราจะเอาใจไปรับทุกข์เหล่านั้นไว้...ก่อนนั้นทำเช่นนั้นเพราะว่าทำวิปัสสนาไม่เป็น...เมื่อทำเป็นแล้วจึงเห็นค่ะ....แต่ถ้าเป็นทุกข์ที่เกิดจากภพชาติอย่างที่ผู้เล่าพบนี้...จะหนักมากเพราะผุดออกมาจากภายในค่ะ...อันนี้ต้องเรียกว่าตามรื้อถอนและต้องบำบัดในทุก ๆ ทางค่ะ.. ความทุกข์แห่งการก่อรัก...ของผู้เล่าเองนะคะ...ท่านอื่น ๆ คงไม่เหมือนกันอะไรนัก...หรืออาจเป็นสิ่งที่ดีไปเลยสำหรับความรักในหลาย ๆ ท่าน...

จาก: พัชรินทร์
วันที่: 17/05/52 - 17:28 น.
IP Address: 125.26.241.xx
ความคิดเห็นที่ 233

ถึงคุณแดง พัชรินทร์
ผมขอความกรุณาเป็นครั้งสุดท้ายว่า
ได้โปรดอย่า SMS มารบกวนผมอีก
มิเช่นนั้น ผมคงต้องพึ่งกฏหมายหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจ ให้มาช่วยผม
ความจริง ผมไม่อยากออกเว็บนี้เลย เพื่อรักษาหน้าคุณเอาไว้
แต่เนื่องจากคุณเป็นคนดื้อ ทิฏฐิรุนแรง และมั่นใจในสิ่งที่ตัวเองเห็น(มิจฉาทิฏฐิจากการปฏิบัติผิดทางไปจากที่พระพุทธเจ้าสั่งสอนไว้)
อย่างที่ไม่สามารถจะถอนออกได้แล้ว
ผมได้ขอให้คุณหยุดส่ง SMS มารบกวนผมหลายต่อหลายครั้งแล้ว
แต่คุณก็หาหยุดไม่ ยังคงตั้งหน้าตั้งตายิงมาตลอด อาจหยุดไปบ้างก็ไม่นาน
แต่วันดีคืนดี ก็ยิงมาเป็นชุดใหญ่อีก
แล้วข้อความที่ส่งมา รับไม่ได้จริงจริงครับ
เมื่อไม่มีทางแล้ว ผมจึงต้องออกเว็บ
เพราะพอผมโทรไปเพื่อคุยดีดี คุณก็ไม่รับ
เหมือนเล่นสงครามประสาทกับผม
ทำตัวน่ากลัวมาก แบบพวกไอ้โม่งหรืออีแอบ
ถือเป็น SMS โรคจิต
แต่เคสนี้ สลับกัน กลายเป็นผู้ชายอย่างผมโดนเสียเอง

เรื่องที่คุณได้รับความทุกข์ทรมานทางจิต
ผมก็เห็นใจ แต่ไม่ทราบจะช่วยคุณได้อย่างไร
คิดว่าเป็นเรื่องของกรรมส่วนบุคคล ไม่มีใครช่วยกันได้
แล้วโดยนิสัยส่วนตัวของคุณแล้ว คงไม่มีใครสามารถช่วยคุณได้
ถ้าคุณไม่คิดจะช่วยตัวเอง ก็คงหมดโอกาสแล้ว

ผมสาบานได้เลยว่าไม่เคยมีจิตปฏิพัทธ์ถึงคุณเลยแม้แต่จะคิดแม้เสี้ยววินาที
แล้วผมจะเป็นตัวคลื่นกรรมตัวนั้น อย่างที่คุณตู่ขึ้นมาในเว็บนี้ได้อย่างไร
ไม่ต้องคนปฏิบัติหรอก คนทั่วไปก็คงทราบ..ว่า...
คนที่ไม่เคยมีใจให้ผู้หญิงในปัจจุบัน ในอดีตจะเป็นคู่รักกันได้อย่างไร
ถ้าคนอ่านเข้าใจว่าคลื่นกรรมนั้นเป็นผม จะทำให้ผมได้รับความเสียหาย
ไม่นับข้อความใน SMS ช่วง 2 ปี อีกหลายร้อยข้อความที่ผ่านมา
เกือบทั้งหมด ถ้าเป็นคนอื่นคงรับไม่ได้ คงทนไม่ได้เท่าผม
ผมแผ่เมตตาให้คุณตลอด แต่คุณไม่รับเลย
ผมก็มั่นใจว่า ช่วงแรกที่คุยกับคุณ
ผมคุยด้วยจิตบริสุทธิ์ ด้วยความเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ทุกคน
ไม่เคยคิดเป็นอย่างอื่นเลย
แต่คุณคิดไปเองทั้งสิ้น
จนผมกลัว ต้องถอนต้วออก เพราะคุยกันไม่รู้เรื่องแล้ว
พร่ำสอนอย่างไรก็ไม่ฟัง

เรื่องที่คุณมีความรู้สึกกับผม คุณจินตนาการขึ้นมาเองทั้งสิ้น
พระพุทธเจ้า ท่านก็ทรงสอน ทรงเตือนผู้ปฏิบัติไว้แล้ว
ว่าจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อม ก็คือมีสติ อยู่กับปัจจุบันนั่นเอง
แต่อาจเป็นเพราะกรรม ผิดศีลหลายข้อเช่น ข้อ 3 , ข้อ 4 ที่คุณพลาดแล้วไม่ยอมรับ
วิปัสสนูกิเลสยังหลอกตัวเองอยู่ตลอดเวลาว่าเป็นพุทธจริต และดีเลิศ (ความจริงเป็นราคะจริต)
เข้าใจว่าการปฏิบัติของตนเองเดินถูกทางสายตรงของพระพุทธเจ้า อันเป็นหนทางไปสู่พระนิพพาน
ถ้าผู้ที่ปฏิบัติใหม่หรือผู้ที่ยังหลงทางอยู่มาอ่านเข้า อาจเดินผิดทาง เป็นบาปเป็นกรรมเข้าไปอีกไม่มีที่สิ้นสุด
นี่เป็นการให้ธรรมเป็นทานที่ผิด
เป็นมิจฉาทิฎฐิโดยแท้
ยิ่งอ้างธรรมะของพระผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ มาประกอบข้อความของตนด้วยแล้ว ยิ่งไม่สมควรทำ
แม้จะมีเจตนาดีในส่วนของท่าน แต่ไม่ควรแอบแฝงการปฏิบัติผิดทางของเราเข้าไป
ทำให้ผู้มาใหม่ เข้าใจผิด อาจเดินผิดทางตามเราไปด้วย
ในส่วนข้อธรรมของพระผู้ปฏิบัติดีหรือของอาจารย์ผู้รู้ท่านอื่น เป็นสิ่งที่ดีอยู่แล้ว
ก็ขออนุโมทนาด้วย แต่ขอให้ผู้อ่านอ่านแต่ธรรมะของพระผู้ปฎิบัติและอาจารย์ผู้รู้เท่านั้น

ผมยังหวังว่า ทางเดียวที่จะช่วยคุณได้ คืออย่าปฏิบัติด้วยตนเองแบบไม่มีครูบาอาจารย์
ต้องไปหาพระหรือครูบาอาจารย์ที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ปฏิบัติตรง
ปฏิบัติถูกทางของพระพุทธเจ้า
แล้วควรเชื่อฟังท่านด้วย
อย่าถือทิฏฐิในสิ่งที่ตัวเองเห็นว่าเป็นเรื่องจริง
มันเป็นจินตนาการจากอนุสัยนอนก้นของกิเลส ตัณหาเบื้องลึกของคุณทั้งนั้น
ตราบใดที่มนุษย์ยังไม่บรรลุธรรมถึงขั้นอรหันต์
สิ่งที่เห็น ไม่ใช่เรืองจริงทั้งหมดแน่นอน
กิเลสที่ยังมีอยู่ อาจทำให้หลงผิด หลงทาง กู่ไม่กลับ เป็นอันตรายมาก
คนที่ไม่ปฏิบัติ ยังจะมีสติ ที่ดีกว่าเสียอีก
ปัญหาชีวิตส่วนตัวมีส่วนด้วยหรือเปล่า ก็อาจจะมีส่วนที่ทำให้คุณเป็นแบบนั้น


สุดท้ายหวังว่าคุณคงไม่ SMS มารบกวนผมอีก
ถ้ายังไม่ฟัง ผมคงต้องขอให้กฎหมายเข้ามาช่วยผม
เพราะถือว่าเป็นการรบกวน คุกคามสิทธิส่วนบุคคลของผมมากเหลือเกิน เป็นเวลา 2 ปีได้แล้ว
ผมไม่ได้อ่านข้อความทาง SMS อยู่พัก เพราะไร้สาระมาก
แต่พอกลับมาอ่านอีก ก็ยังเหมือนเดิม
ถ้าเป็นคนธรรมดาทั่วไปที่ไม่ได้ปฏิบัติ ได้อ่านแล้ว คงรับไม่ได้แน่นอน
เพ้อเจ้อ ฟุ้งซ่านเป็นที่สุด ไม่ต่างกับคนวิกลจริต ก็ไม่ปาน
คำพูดของคุณ เชื่อว่าคนที่ได้อ่านส่วนใหญ่ฟังไม่รู้เรื่อง ทั้งในเว็บและ SMS ไม่ต่างกันเลย
ใน SMS ยิ่งหนักกว่านี้อีก ผมได้เก็บข้อความไว้แล้ว
ถึงแม้ผมจะอ่านรู้เรื่องเกือบหมด แต่บางข้อความก็สับสนซ้อนสับสน
มีทั้งการยอมรับซ้อนปฏิเสธซ้อนยอมรับกลับไปมา
จนรู้ว่าคุณอาการหนักแล้ว

ผมคิดจะแก้ปัญหาหลายทางแล้วที่จะไม่ให้คุณ SMS มา
จะเปลี่ยนเบอร์ใหม่หนี ก็ติดลูกค้าอยู่มากที่ต้องตามแก้เบอร์
และถ้าเราหนี เราก็ต้องหนีไม่มีวันสิ้นสุด ตัวคุณก็จะเป็นบาปมากขึ้นเรื่อยๆ
จะบล๊อคข้อความกับทางเครือข่าย ก็ไม่ได้ เพราะต้องบล๊อคการโทรเข้าด้วย
ทางเครือข่ายได้แนะนำว่า ส่วนใหญ่จะใช้วิธีแจ้งความให้ตำรวจโทรไปคุยด้วย
แต่คิดว่า คุณคงไม่เลิก และไม่รับสายด้วย ตำรวจก็คงคุยด้วยไม่ได้

ในฐานะที่ผมเป็นผู้ถือศีล 5 ปฎิบัติธรรม ขอเตือนด้วยความหวังดีว่า
ถ้าคุณยังปฏิบัติด้วยตัวเอง ไม่ปรึกษาครูบาอาจารย์ อาจฟั่นเฟือนถึงขั้นวิปลาศได้
ตอนนี้ จิตใจคุณรุ่มร้อน เร่าร้อน ได้รับทุกขเวทนาทางใจอย่างหนัก คุณก็คงจะรู้ตัวเองดี
เพราะคุณก็ลบหลู่ ล่วงเกิน ผมเอาไว้มากพอสมควร
แต่ผมก็ให้อภัย และขออโหสิกรรมให้คุณ
อย่าได้มีเวรต่อกันและกันเลย อย่าได้พยาบาทและเบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

ผมคุยกับคุณด้วยจิตบริสุทธิ์มาตลอด
เพราะฉะนั้นผมถือว่า ผมไม่มีส่วนในผลกรรมของคุณในครั้งนี้
แม้ว่าคุณจะพยายามให้ผมเข้าไปมีส่วนให้ได้ก็ตาม

ยังไง ผมก็ยังหวังว่าคุณคงจะหาทางออกที่ดีให้กับตัวเองได้
แค่ถือศีล 5 ให้บริสุทธิ์อย่าให้พร่อง ทำหน้าที่ตัวเองให้ดีที่สุด (ในปัจจุบัน) ก็น่าจะประเสริฐสุดแล้วสำหรับฆราวาสทั่วไป
สามี ก็ยังรักคุณอยู่
น้องยีนส์ กำลังเข้าสู่วัยรุ่น ต้องการความอบอุ่นจากพ่อแม่อย่างมากด้วย
ถ้าปฏิบัติ ก็ควรปฏิบัติไปในทางสายตรง ที่พระพุทธเจ้าสอน
คือให้อยู่กับปัจจุบัน ธรรมะคือปัจจุบัน
วิปัสสนา ก็คือ ตามดูปัจจุบัน
ถ้ามีสติ สัมปชัญญะ ตามดู รู้เท่าทันปัจจุบันทุกขณะ
จะได้ทั้ง ศีล สมาธิ ปัญญา ไปในตัว รวมอยู่ในคำว่า สติ
นี่คือ หลักธรรมทางเดียวที่พระพุทธเจ้าสอน
ผู้ปฏิบัติใหม่ พึงปฏิบัติตามนี้ แล้วหนทางที่สุดของพระพุทธศาสนา คือ พระนิพพาน จึงจะมีโอกาสไปถึงได้

หวังว่าคงไม่ได้รับ SMS จากคุณอีกตลอดไป



จาก: อ๊อด
วันที่: 19/05/52 - 17:20 น.
IP Address: 202.176.90.xx
ความคิดเห็นที่ 234
โอ้วว.....เรื่องตึงจิงๆด้วย....
แต่ก็ต้องระวังความคิดตัวเองให้มากๆครับ......และทำใจให้ดีดี...ความคิดมันมักจะหลอกให้เราตามมัน..ผมเคยอยู่พักนึงครับ...เชื่อความคิดและภาพที่เห็นมากจนเกินไป..จนสุดท้ายผมต้องไปโรงพยาบาลครับเพราะรู้สึกว่าเราไปไกลเกินที่ครูบาอาจารย์สอนซะแล้ว..และเริ่มคุมตัวเองไม่อยู่..จึงได้โทรไปปรึกษาท่านผู้รู้...ท่านจึงแนะนำให้พบแพทย์ก่อน..ยังทันที่จะรักษาส่วนเรื่องการปฎิบัติให้เอาไว้ก่อน..รักษาความคิดและจิตใจให้ดีและกลับมาอยู่กับปัจจุบันก่อนครับ..ไม่เป็นไร ใจเย็นๆ......การเรียนรู้.มันต้องทดสอบทดลองกันหลายอย่าง..ใจเย็นๆ..ใจสบายๆ..ใช้ชีวิตในปัจจุบันให้เป็นสุขและดีๆเข้าไว้ครับ.....อย่าไปยึดติดคิดมากกันนะครับ..
อาบังเองคับ

จาก: อาบัง
วันที่: 22/05/52 - 8:39 น.
IP Address: 202.5.84.xx
ความคิดเห็นที่ 235

นับว่าน้องอาบัง ยังโชคดีมีบุญที่ไหวตัวทัน
ขอให้เดินถูกทาง พบความสงบสุข พ้นทุกข์ได้ตามทางของพระพุทธเจ้าครับ
ความจริงก็ไม่ต้องยึดติดคิดมากอะไร
แค่ละชั่ว ทำดี ทำจิตใจให้สบาย ไม่เบียดเบียนใคร มีสติ สัมปชัญญะ
ถ้าถือศีลได้ก็ไม่เสียหาย ไม่ขาดทุน
ก็แค่นั้นเองครับ มนุษย์เรา

เรื่องที่จิตเราเห็นอะไรนั้น มันเป็นอาการของจิต
เมื่อปฏิบัติถึงจุดหนึ่ง จิตมันจะทำงานของมันเอง เป็นธรรมชาติของจิต
ตามสภาพจิตใต้สำนึกของคนคนนั้น ว่ามีกุศล อกุศลจิตมากน้อยแค่ไหน
แต่มันจะเปลี่ยนไปในทางไหนนั้น ก็ขึ้นอยู่กับสภาพจิตปรุงแต่งของผู้นั้นเอง
สำคัญคือ อย่าหลงไปกับมัน (ให้มีสติตามดู) อย่างที่คุณอาบัง ว่ามานั่นแหละครับ ถูกต้องแล้ว
ยิ่งถ้าหลงไปไกล ไปลึกแล้ว อันตรายจริงจริงครับ
จะยิ่งห่างไกลหนทางที่พระพุทธเจ้าชี้แนะออกไปทุกที

ผมเข้ามาเขียนในกระทู้นี้ ไม่มีเจตนาอะไรทั้งสิ้น
นอกจากต้องการความสงบสุขเช่นเดียวกับมนุษย์ทุกคนครับ
ขณะนี้ คุณแดง พัชรินทร์ ก็ยังคงส่ง SMS มาเรื่อยๆ ไม่สนใจคำขอร้องของผม เหมือนเช่นหลายครั้งที่ผ่านมา
และไม่ยอมมาคุยกันกลางแจ้งในที่สว่างกับผมเลย
ทั้งๆที่ผมเคยบอกให้แกมาคุยกันในเว็บเลยดีกว่า
อันไหนไม่เหมาะสมก็ไม่ต้องคุย
แต่แกก็เลือกจะใช้วิธีแบบในที่มืดมากกว่า
หาว่าผมมีอคติกับแก มองตามความคิดของตน
(ความคิดของผมก็คือเดินตามทางสายตรงของพระพุทธเจ้า ครับ)

ความจริงผมก็สงสาร เห็นใจแกนะ อยากให้แกพบทางที่ถูกต้อง
แต่ก็เคยทำมามากแล้ว ก็ไม่ได้ผล ความเดือดร้อนกลับตกมาที่ตัวผม
เรื่องส่ง SMS มารบกวนผม
ผมพูดดี ขอร้องหลายครั้งแล้ว แกก็ไม่สนใจ รวมทั้งครั้งล่าสุดนี้

ในเมื่อห้ามคุณแดง พัชรินทร์ ไม่ให้ SMS เข้ามา ไม่ได้แล้ว
ผมก็จะหาทางทำในสิ่งที่เหมาะสมต่อไปครับ


จาก: อ๊อด
วันที่: 22/05/52 - 13:07 น.
IP Address: 202.176.90.xx
ความคิดเห็นที่ 236
พี่อ๊อด..ผมจะติดต่อพี่อ๊อดทางพีเอมหรือเมลได้อย่างไร...อยากคุยกับพี่อ๊อดครับ...ผมลงเมลผมไว้เผื่อพี่อ๊อดจะติดต่อครับ.............
น่าสงสารทุกๆคนเลยครับ....ผมก็สงสารตัวผมด้วย...สงสารตรงที่เรายังถูกกิเลสล่อให้ออกนอกลู่อยู่เรื่อย...ใจเย็นๆครับใจเย็นๆ..ทุกๆคนใจเย็นๆ.......

จาก: อาบัง
วันที่: 22/05/52 - 20:52 น.
IP Address: 202.5.84.xx
ความคิดเห็นที่ 237
อ้อ...เมลไม่ยอมลง เอาอีกที ถ้าพี่อ๊อดยังเข้ามาดูก็หวังว่าคงได้คุยกันครับ...
prayotet@hotmail.com

จาก: vk[y'
วันที่: 22/05/52 - 20:55 น.
IP Address: 202.5.84.xx
ความคิดเห็นที่ 238
ก้อเปลี่ยนเบอร์โทรไปเลยสิพี่อ๊อด ลูกค้าก้อให้เพื่อนๆช่วยกันแจ้งไปว่าเปลี่ยนเบอร์แล้ว แค่นี้ก้อจบ

จาก: ความรักทำให้คนตาบอด
วันที่: 22/05/52 - 23:12 น.
IP Address: 119.31.77.xx
ความคิดเห็นที่ 239



ตอนนี้ผมขอเขียนกระทู้ไปพลางๆก่อนนะครับ...วันพรุ่งนี้ท้องฟ้าอาจจะกลัมมาแจ่มใส.อีกครั้งครับ...
มีหลายคนเคยเสาะหาและสอบถามไปตามที่ต่างๆว่าจะหาแหล่งขายหนังอินเดียได้ที่ไหนผมขอเอาจากที่ผู้รู้ทั้งหลายเคยเอามาลงไว้ในเว็บอื่นๆนะครับ.....

มีร้าน Tumul สุขุมวิท 23
หรือไม่ก็ที่ พาหุรัด เป็นหนัง ฮินดี Sub Eng

ถ้าพากษ์ไทย ก็ตามร้านขายหนัง เช่น เจบิ๊กส์ คลองถม หรือร้าน Cap ที่ ซีคอน หนังพากษ์ไทยค่อนข้างเยอะ


จาก: อาบัง
วันที่: 23/05/52 - 21:46 น.
IP Address: 202.57.175.xx
ความคิดเห็นที่ 240

น้องอาบังครับ พี่ได้รับเมล์จากน้องแล้วครับ
ได้ตอบกลับไปแล้วครับ
ขออภัยที่ไม่ได้ลงอีเมล์ไว้
ขอลงไว้เลยก็แล้วกัน

พี่ลงข้อความในกระทู้นี้ ด้วยจิตปกติ ไม่ได้โกรธ ใช้อารมณ์หรือรุ่มร้อนครับ
เพียงแต่ต้องการให้มันจบอย่างสงบ สันติ โดยเร็วเท่านั้นครับ
โดยสไตล์การเขียน อาจทำให้เข้าใจผิดได้ ต้องขออภัยด้วย
ขอบคุณน้องอาบังที่เป็นห่วงครับ

ความจริงเรื่องการปฏิบัติผิดทาง ก็ค่อยๆหาทางแก้กันไปได้
แต่ที่สำคัญ คือ อย่าทำให้ใครเดือดร้อนเพราะเรา เท่านั้นเองครับ

ขอบคุณคุณ " ความรักทำให้คนตาบอดครับ " ครับ
ผมหาทางแก้ไขไว้แล้วครับ
จะไม่ทำให้ใครเดือดร้อนแน่นอนครับ


จาก: อ๊อด
วันที่: 24/05/52 - 12:12 น.
IP Address: 58.9.35.xx
ความคิดเห็นที่ 241

ขออภัยครับ
ลืมลงอีเมล์
ตามนี้เลยครับ



จาก: อ๊อด
วันที่: 24/05/52 - 12:15 น.
IP Address: 58.9.35.xx
ความคิดเห็นที่ 242
ตอนนี้หากพี่แดงเข้ามาอ่าน..ผมอยากให้พี่แดงได้ทราบว่าผมยังเป็นผมคนเดิมครับ..ไม่มีอาการหรือความคิดไม่ดีอะไรกับพี่แดง......และอยากให้พี่แดงได้ลองพักจิตใจชั่วคราวก่อนครับ..อย่าเพิ่งดุผมน๊า!!..ผมไม่ได้มีเจตนาอย่างอื่น..แต่เมื่อเราพักแล้วเครื่องจักรคือสมองและความคิดที่มันเดินเครื่องมาตลอด มันจะได้คลายความร้อนผ่อนกำลังลงหน่อยครับ....สมัยก่อนตอนี้ผมเข้าเว็บไทยโมฮัปบาเทนใหม่.ที่รู้จักพี่แดงก็ตอนนั้นนะครับ..เชื่อมั้ยครับพี่แดงตอนนั้นผมยังรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลรามานะครับ..เหตุเพราะก่อนหน้านั้น1ปี ผมซึ่งเคยอยู่กับยายและป้า 3คน..จู่ๆยายและป้าก็มาเสียชีวิตในเวลาไล่เลี่ยกันเพียงแค่เดือนเดียว..ผมเลยต้องอยู่คนเดียว..เมื่อกลับมาบ้านพ่อแม่..เขาก็ไล่ไม่เอาเราอีก..เหมือนกับเราเป็นตัวประหลาดไป...เงินก็ไม่ค่อยมี.เพื่อนๆที่ยืมเคยยืมเงินเราเมื่อเราโทรไปขอเงินส่วนนั้นเพราะเราไม่มีจะกิน เขากลับปฎิเศธเราและวางหูโทรศพท์ใส่เราอีก...ตอนนั้นผมกดดันมากและสับสน พยายามจะลองฝึกนั่งสมาธิฝึกส่งจิตเหมือนคุยกับยายและป้าที่เสียไปแล้ว...โดยกำหนดภาพป้าและยายไว้บ่อยๆ..และพูดคุยอยู่กับภาพนั้น..พอนานๆเข้าบ่อยๆเข้า จากวันเป็นเดือน.จาก1เดือนเป็นหลายๆเดือน..ผลก็คือว่าผมมีอาการพูดคุยอยู่กับตัวเองตลอดและรู้สึกเหมือนมีมโนภาพอย่างอื่นเข้ามาแทรกและพูดคุยอยู่กับมโนภาพนั้นตลอด...จนเริ่มควมคุมความคิดและภาพนั้นไม่อยู่ครับและมีอาการเตลิดไปเหมือนมีอาการฟิวส์ขาดในสมองบ่อยๆ...ท้ายที่สุดผมจึงต้องโทรไปปรึกษากับอาผมที่เป็นหมอ.และเป็นผู้ปฎิบัติสมาธิ สายวัดท่าซุง(เคยเป็นครูสอนมโนยิทธิครับ)...คุณอาจึงแนะนำว่า ผมควรไปพบแพทย์ก่อน.อาการที่ปรากฎที่ฝึกอยู่นั้นมันไม่ใช่...หากไปพบแพทย์ตอนนี้ยังทันหากปล่อยให้เนิ่นนานไปกว่านี้แล้วจะรักษาลำบาก........
ที่เล่ามานี้เพียงแต่ต้องการจะบอกว่า..พี่แดงนี่มีบุญใหญ่นะครับ..กำลังจะได้สร้างบุญในทางอริยะได้คือโอกาสที่จะเอาชนะต่อกองกิเลสวัฎสงสารมีมากกว่าผม..บางทีกิเลสมันหลอกเอาตัวราคะมาผสมโรงลงไปในนิมิตรด้วย..จะได้ให้พี่แดงไม่ต่อบุญอย่างอื่นลงไป.....หากผสมกิเลสตัวนี้ลงไปแล้วมันทำสำเร็จมันก็จะต่อบทบาทอื่นๆผสมลงมาอีกให้พี่แดงเขวอยู่กับมันอย่างชนิดที่ติดงอมแงมเลยน่ะครับ......อย่าให้ถึงกับที่ผมเคยเป็นเลยครับ มันทรมานต้องกินยารักษาอยู่4ปี หมอจึงจะบอกว่าโอเค หมอให้คุณหยุดยาได้แล้วเพราะคุณกลับมาเป็นคนเดิมอีกครั้งแล้ว.........
...
อดีตมันก็คืออดีตน่ะครับพี่แดง...จะอดีตชาติมันก็คืออดีตชาติ..ไม่มีทางจะเป็นปัจจุบันได้อีก...พ่อแม่พี่น้องในอดีตของเรารมีมากเท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้.มันมากซะเหลือเกิน...คู่ครองของเราก็มีมากมายนับถ้วนแต่ท้ายที่สุดทุกคนก็ ซี้แหง๋แก๋ ทุกที.....ต่างฝ่ายต่างซี้แหง๋แก๋พอๆกันน่ะครับ..ตายแล้วก็แห้งเป็นดินทุกทีเลย....
ผมอยากให้พี่แดงมาเขียนกระทู้อินเดียเมหือนเดิมครับ..อยบากเห็นพี่แดงเหมือนในสมัยเว็บไทยโมฯครับ...อารมณ์ดี มีสติ..และไหวพริบปฎิพานเยี่ยม.จนน้องๆตามไม่ทันน่ะครับ....หวังว่าพี่แดงคงได้มาอ่านนะครับ....
แต่ถ้าพี่แดงจะดุผม ยั๊วะผม..ก็ตามสบายเลยครับ..ดุเท่าไหร่ก็ได้ยั๊วะเท่าไหร่ก็ได้..แต่เมื่อยั๊วะเสร็จดุเสร็จต้องกลับมาเป็นพี่แดงที่มีสติคนเดิมเหมือนเดิมนะครับ...
ขอบคุณครับ
อิอิ..อาบังเองงง

จาก: อาบัง
วันที่: 25/05/52 - 0:37 น.
IP Address: 202.57.173.xx
ความคิดเห็นที่ 243
ขอบคุณน้องอาบังมากครับ สำหรับข้อคิดดีๆ

จาก: อิท
วันที่: 25/05/52 - 15:10 น.
IP Address: 119.63.88.xx
ความคิดเห็นที่ 244
วันนี้..วันดีครับ..ขอให้พี่แดงมีสติมีกำลังใจ...ไม่หม่นหมองครับ..ให้พี่ๆทุกคนมีความสุข..ไม่หม่นหมอง..และให้ตัวเองไม่หม่นหมอง.ไม่ทุกข์ด้วยครับ...อิอิ....พี่แดงจะมาคุยมั้ยน้อออ....พี่แดงส่งเมลถึงผมบ้างนะครับ..จะได้พูดคุยกันสนุกสนานเหมือนเดิมครับ..อิอิ

จาก: อาบัง
วันที่: 26/05/52 - 6:10 น.
IP Address: 124.120.12.xx
ความคิดเห็นที่ 245



รูปเก่าๆของเฮม่า มาลินี

ไม่อยากให้กระทู้นี้หายไปเลยครับ ...

จาก: สุทธิพงษ์
วันที่: 28/05/52 - 22:51 น.
IP Address: 81.62.204.xx
ความคิดเห็นที่ 246
กระทู้นี้ไม่หายไปไหนหรอกครับ..คนเขียนกระทู้ก็ไม่หายไปไหนด้วยครับ..เดี๋ยวก็มาเหมือนเดิมครับ......อิอิ

จาก: อาบัง
วันที่: 29/05/52 - 1:51 น.
IP Address: 124.122.65.xx
ความคิดเห็นที่ 247
สวัสดึครับ คุณแดงครับ ผมหายไปนานไปทำงาน
ต่างจังหวัดครับ ผมอย่ากเห็นภาพพระเอกในอดีต
ราเยส คานนา ปัจจุบันครับ อยากเห็นจังเลยครับ
พอจะหาได้มั๊ยครับ ขอบคุณครับ คุณแดงที่น่านับถือครับ


จาก: แว่น(หนังไทยในอดีต)ถึงคุณแดงครับ
วันที่: 30/05/52 - 14:47 น.
IP Address: 58.8.212.xx
ความคิดเห็นที่ 248



พี่แว่น ( หนังไทยในอดีต ) ครับ นี่ไง ครับ ราเยส คานนา ในอดีต

จาก: ศรีกฤษณะ รามจันทรา
วันที่: 18/07/53 - 16:40 น.
IP Address: 183.89.153.xx
ความคิดเห็นที่ 249



โอม นมัส ศิวาย

จาก: ศรีกฤษณะ รามจันทรา
วันที่: 18/07/53 - 16:40 น.
IP Address: 183.89.153.xx















สมัครสมาชิก Thai Film เพื่อรับข่าวสารข้อมูลทางอีเมล์และรับสิทธิประโยชน์ต่างๆสำหรับสมาชิก [ JOIN ]


Copyright © 2004
Thai Film Foundation All Rights Reserved.
Site by Redlab