Search Latest Topics | Create New Topic  
ความสุขที่แท้จริง สิ่งนั้นคือ..ธรรมะ



มาเปิดกระทู้ใหม่ เพราะกระทู้ที่แล้วที่ชื่อ..
" กระทู้ธรรมะ สำหรับชาวไทยฟิล์ม " เกิดการผิดพลาดตั้งแต่แรกแล้ว
คือโพสต์ภาพใหญ่เกินไปในหัวข้อกระทู้ ทำให้กว้างกว่าจอ
ไม่สะดวกในการอ่านข้อความ...คราวนี้ไม่พลาด
ขอเชิญผู้มีใจใฝ่ธรรมะ มาร่วมชม...และถ้ามีเรื่องราวดีดี
ไม่ว่าจะเป็นธรรมะ ปรัชญา จิตวิทยา หรือบทความดีดี
ก็เรียนเชิญโพสต์เข้ามาร่วมบุญกันเลยครับ

ขออนุโมทนากับทุกท่านด้วยครับ...สาธุ

จาก: อ๊อด
วันที่: 30/07/53 - 9:01 น.
หัวข้อที่: E926
IP Address: 202.176.90.xx
ความคิดเห็นที่ 1




ธรรมะจากพระปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ สุปฏิปันโน สาวกสังโฆอีกองค์ครับ..

...หลวงปู่ทา จารุธัมโม แห่งวัดถ้ำซับมืด ต.จันทึก อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา

(มรณภาพ ในวันวิสาขบูชา 30 พฤษภาคม 2550 สิริอายุ 97 พรรษา)....

“ สติตั้งที่ใจ ดูอยู่ที่ใจ มองอยู่ที่ใจ เห็นอยู่ที่ใจ เพ่งอยู่ที่ใจ กำหนดอยู่ที่ใจ พิจารณาอยู่ที่ใจ ...อิริยาบถ ๔ ยืน เดิน นั่ง นอน สติอันเดียว... ก็ไม่หลาย “

“ มันต้องฝึก ฝึกให้เป็นสมาธิ หนักแน่น ... หนักแน่นอย่างดี แล้วก็เพ่งเข้า ๆ มันก็เกิดแสงสว่าง เกิดความแจ้ง ความสว่าง ความสงบ ขึ้นที่ใจ สุขก็มีมาพร้อม ก็เสวยสุขนี่ละบัดนี้ เสวยสุขจนเบื่อสุข มันล้นแล้ว วิปัสสนามันก็วิ่งเข้ามาเลยถามเลย... อันไหนเที่ยง อันไหนไม่เที่ยง อันไหนเที่ยง อันไหนไม่เที่ยง หมดเลย... สกนธ์กายนี่ ไม่เที่ยงสักสิ่งสักอย่าง โยนทิ้ง โยนทิ้งหมดเลย อยู่กับพระธรรมเท่านั้นแหละ ไปไหนก็ไปด้วยกันนั่นแหละ สบายแล้ว มันก็ยากแท้ละ... พูดนี่ไม่ยากหรอก มันยากผู้ทำ “

บัดนี้ หลวงปู่ทาได้มรณภาพไปแล้ว โดยท่านหลวงตามหาบัวเป็นประธานในพิธี กระดูกท่านก็เป็นพระธาตุตั้งแต่วันแรกที่เผา คำสอนท่านเรียบง่าย ตรงไปตรงมา ไม่มากโวหาร น่าเผยแพร่ให้กว้างขวางออกไป

ไปฟังธรรมท่านหลายครั้ง แต่ละครั้งหลวงปู่ทาท่านสอนคล้าย ๆ เดิม (เหมือนหลวงปู่ดู่ที่ตอกย้ำในเรื่องให้หมั่นดูจิต รักษาจิต) โดยท่านมักใช้คำว่า "เพ่ง ๆ" แต่ทำไมการปฏิบัติธรรมสมัยใหม่จึงรังเกียจอาการ "เพ่ง" ถึงขนาดจัดว่าเป็นมิจฉาสมาธิเชียว แต่ก็ยังกล่าวอ้างว่าท่านสอนตรงตามอย่างสำนักตน (ซึ่งรังเกียจการเพ่ง)

จึงเป็นข้อเตือนใจให้บรรดาลูกศิษย์ครูบาอาจารย์ ควรที่จะเผยแผ่คำสอนครูบาอาจารย์อย่างซื่อตรง ไม่บิดเบือนคำสอนเดิมของท่าน การขยายความหรือให้ความเห็นเพิ่มเพื่อความเข้าใจของผู้อ่านหรือผู้ฟัง ย่อมทำได้ แต่ควรแยกส่วนออกมา มิใช่ไปดัดแปลงคำพูดท่านจนกลายเป็นสัทธรรมปฏิรูปไป รวมทั้งไม่พยายามตีความหรือให้นิยามใหม่เพื่อสนับสนุนแนวคิดของตน จนคนเก่าคนใหม่พากันสับสน และไม่เป็นการซื่อตรงต่อครูอาจารย์ .

...จงมีความเคารพเอื้อเฟื้อในธรรมของพระพุทธเจ้าและครูอาจารย์ (ให้ยิ่งกว่าทิฏฐิความเห็นของตน)

ขอบคุณและอนุโทนากับลิงค์นี้ด้วยครับ... http://luangpordu.com/?cid=453342&f_action=forum_viewtopic&forum_id=41264&topic_id=41101


...ผมเคยไปกราบท่าน ก่อนที่ท่านจะมรณภาพหลายปี
องค์จริงท่าน สมคำร่ำลือครับ (ชาวบ้านย่านนั้นพูดกันว่า ท่านเป็นพระอรหันต์)
สงบ เย็น เมตตา บริสุทธิ์ ธรรมะสั้น แต่สูงส่งลึกซึ้ง



จาก: อ๊อด
วันที่: 30/07/53 - 9:35 น.
IP Address: 202.176.90.xx
ความคิดเห็นที่ 2




อีกโศลกครับ

จาก: อ๊อด
วันที่: 30/07/53 - 14:17 น.
IP Address: 202.176.90.xx
ความคิดเห็นที่ 3




เอโกว มัจโจ อัจเจติ เอโกว ชายเต กุเล
สังโยคปรมาเตวว สัมโภคา สัพพปาณินัง

จะตายก็ไปคนเดียว
จะเกิดก็มาคนเดียว
ความสัมพันธ์ของสัตว์ทั้งหลาย
ก็เพียงแค่ ! ได้มาพบปะเกี่ยวข้องกัน
ประเดี๋ยวประด๋าวเท่านั้น ฯ

( พุทธพจน์ )

จาก: อ๊อด
วันที่: 30/07/53 - 14:38 น.
IP Address: 202.176.90.xx
ความคิดเห็นที่ 4




ธรรมะ..หลวงปู่ทา...


สังขารไม่เที่ยง
หลีกเลี่ยงเสียให้พ้น
อนัตตาไม่ใช่ตัวตน
อย่ากังวลว่าร่างกาย

นิทานในตัวนี่กว้างขวางแท้ ๆ . . . อาการสามสิบสองนี่ . . .
เป็นธรรมทั้งหมด แต่ให้เอาอันเดียวก็พอ

ทำให้ได้ ทำให้จริง . . . ในการประพฤติปฏิบัตินี่
วาจาสัจเป็นหนทางไม่ตาย ให้ตั้งไว้ ให้มีสัจจะกำหนดไว้
ถ้าไม่มีสัจจะก็ลังเลไปเถอะ . . . จะทำอันไหนก็ให้ตั้งสัจจะ
พระพุทธจ้าเอง ท่านก็ตั้งสัจจะเหมือนกัน

เอาจริง . . . มันก็ได้จริงนั่นแหละ

พระพุทธรูปท่านมีองค์ศักดิ์สิทธิ์ ต้องการอะไรก็ขอได้ . . .
แต่ . . . ต้องทำเอาเองเด้อ

ทำเอง ได้เอง เป็นเอง รู้เอง เห็นเอง
ถ้าพระพุทธเจ้าท่านทำให้พวกเราได้ . . .
ก็ไปนิพพานกันหมดแล้วซิ
ท่านเป็นแต่เพียงผู้บอก . . . พวกเราต้องทำเอาเอง


“สติ” ความระลึกได้ “สัมปชัญญะ” ความรู้ตัว
ให้รู้อยู่เสมอ . . . สติกับใจมันอันเดียวกันนั่นแหละ
อิริยาบถ 4 ยืน เดิน นั่ง นอน . . . สติอันเดียว



จาก: อ๊อด
วันที่: 30/07/53 - 14:47 น.
IP Address: 202.176.90.xx
ความคิดเห็นที่ 5
พอดีว่างมาเปิดอ่านมาเจอกระทู้พี่อ็อดอีกขอชมว่าพี่อ็อดเก่งหลายเรื่องที่เดียวนับถือครับ ผมก้ชอบครับเรื่องธรรมมะส่วนมากชอบอ่านหนังสือพระสายหลวงปู่มั่น หรือที่แถวบ้านผมเขาเรียกว่าพระป่า ว่างมีโอกาสจะเข้ามาอ่านอีกครับพี่อ็อด

จาก: ไผ่ พงศกร
วันที่: 31/07/53 - 18:20 น.
IP Address: 113.53.190.xx
ความคิดเห็นที่ 6




ขอบคุณครับ น้องไผ่ พงศกร
ขออนุโมทนากับน้องไผ่ด้วยครับ
หายากนะครับ ยังหนุ่มยังแน่นก็สนใจเรื่องของธรรมะแล้ว ถือว่ามีบุญมากทีเดียวครับ

พี่ไม่ใช่เก่งอะไรหรอกครับ
เพียงแต่พี่สนใจเรื่องไหน ก็เขียนเรื่องนั้นแหละครับ พอถูไถไปได้ (มั้ง)
มีเรื่องอีกมากมายที่เราไม่รู้ ก็เลยไม่กล้าที่จะเขียนหรือแสดงความเห็นอะไรลงไป
เรื่องธรรมะยังมีอีกมากครับ ที่จะนำมาลง
แต่สิ่งสำคัญที่สุด คือการปฏิบัติครับ
พระพุทธเจ้า บอกว่า เราตถาคตยินดีกับการปฏิบัตบูชามากกว่าอามิสบูชา(บูชาด้วยอามิส เช่นการใช้ปัจจัยหรือสิ่งของ)
ก็หมายความว่า พระองค์ทรงเน้นให้พุทธบริษัทปฏิบัติธรรมกันครับ
การปฏิบัติธรรม ก็ไม่ได้หมายเพียงแค่มานั่งหลับตาทำสมาธิหรือเดินจงกรมเพียงอย่างเดียว (แต่ก็ไม่ควรละทิ้ง)
ทุกลมหายใจของเรา ก็คือการปฏิบัติธรรม ด้วยการมีสติ สัมปชัญญะ
ตามดู ตามรู้ภายในจิตเราอยู่ทุกขณะ ทุกอิริยาบท
วางใจให้เป็นกลาง เป็นธรรม เห็นทุกอย่างตามสภาวะความเป็นจริง
ถ้าปล่อยวาง ว่างได้แล้ว ปัญญาสัมมาทิฎฐิก็จะเกิดขึ้น
ถ้าคนเรา มีปัญญาสัมมาทิฎฐิแล้ว มรรคมีองค์ 7 ที่เหลือก็ไม่มีปัญหา
จะเป็นลูกโซ่ เดินถูกทางทุกมรรค ไปถึงจุดหมายคือความพ้นทุกข์(ความสุขที่แท้จริง)แน่นอนครับ

ดีครับ...พระสายหลวงปู่มั่น เป็นสายพระปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน
ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ตามป่า เขา ถ้ำ เลยเรียกกันว่าพระป่า
เป็นพระปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ปฏิบัติตรง ตามทางสายตรงของพระพุทธเจ้าเลย
สายนี้ สมัยกึ่งพุทธกาล เขาว่ากันว่าอรหันต์ยกทีมเลย
ถือเป็นยุคทองของศาสนาพุทธ โดยเฉพาะในประเทศไทย มีมากเลยครับ ในช่วง 2500
ตรงตามคำทำนายของพระพุทธองค์เลย

สายอื่นก็ดีครับ ถ้ามุ่งการปฏิบัติตามทางสายตรงของพระพุทธเจ้า...จุดมุ่งหมายเดียวกันครับ
ความจริงถ้าปฏิบัติตามทางสายตรงของพระพุทธเจ้าก็คือสายพระพุทธเจ้าเพียงสายเดียวแหละครับ
แต่ที่เรียกกันว่าสายนั้นสายนี้ เป็นการเรียกกันตามสมมุติบัญญัติของโลกน่ะครับ
เพราะสมัยพระพุทธองค์ ก็ไม่มีการแบ่งแบบนี้ ต่อมาโลกเขาเป็นไปแบบนี้ตามเหตุปัจจัยครับ


จาก: อ๊อด
วันที่: 31/07/53 - 21:19 น.
IP Address: 61.90.74.xx
ความคิดเห็นที่ 7




หลวงปู่ทา ก็ถือว่าเป็นพระสายพระอาจารย์มั่นครับ
เพราะท่านเป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่มี ญานมุนี
ซึ่งหลวงปู่มี ก็เป็นลูกศิษย์ของพระอาจารย์มั่นอีกต่อหนึ่งครับ

จาก: อ๊อด
วันที่: 31/07/53 - 21:37 น.
IP Address: 61.90.74.xx
ความคิดเห็นที่ 8




ขออภัยลงรูปผิดครับ ต้องรูปนี้ครับ
ลูกศิษย์ผู้มีความเพียร ขันติแก่กล้า กับอาจารย์ ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ

จาก: อ๊อด
วันที่: 31/07/53 - 21:40 น.
IP Address: 61.90.74.xx
ความคิดเห็นที่ 9
ขอบคุณครับพี่อ็อด
หลวงปู่ทา ผมไม่รุ้จักเลยผมยังแปลกใจตัวเองมากฯชึ่งผมก้อ่านหนังสือพระเยอะเหมือนกันหรือผมอ่านแล้วไม่จำก็ไม่รู้ (ไม่อยากบอกว่าความจำไม่ดี ) ชึ่งพระอาจารย์ทีมีชื่อเสียงเป็นพระสายหลวงปู่มั่นแทบจะทั้งนั้นเลยแล้วท่านก็อยู่ไม่ไกลเพิ่งรู้จากพี่อ็อดนี้แหละว่าท่าน อำเภอ.ปากช่อง
พี่อ็อดหลวงพ่อโตหรือหลวงปู่ทวด ที่อาเอกสรพงษ์สร้างที่โคราชนผมยังไม่ได้เข้าไปไหว้สักครั้งเลย (ไม่รู้ว่าใช้คำพูดถูกป่าว เพราะผมบวชแค่ 15 วันเองแทบจะไม่ได้อะไรเลยที่บวช )ทั้งที่เวลาผมกลับบ้านที่ต่างจังหวัดก็ผ่านยังไม่มีบุญไปกราบไหว้สักครั้งเลย ยังจำไม่ได้อีกด้วยว่าเป็นหลวงปู่ทวดหรือหลวงพ่อโต ชึงสายหลวงปู่มั่นผมได้ไปกราบไหว้ที่ภาคอีสานแทบจะหมดแล้วทุกท่าน หลวงปู่มั่นที่ จ.สกลบ่อยหน่อยได้แฟนที่นั่น แต่แฟนนับถือคิสติ์เวลากลับบ้านแฟนเขาไม่ไปด้วยถามเขาแล้วไปหาเองไม่ทราบว่าพี่อ็อดเคยไปเที่ยวอีสานบ้างป่าว
ช่วงหนึ่งในชีวิตที่ผมได้ผ่านไปผ่านมาแต่ไม่รู้ว่ามีพระอาจารย์ทีน่าเลื่อมใส่ศัรทธาทั้งที่บ้างวัดเคยเข้าไปนอนเล่นมาก่อน
- หลวงปู่มั่น (ได้ไปกราบไหว้ทั้งวัดป่าสุทธาวาสที่ตัว จ.สกล และวัดป่าหนองผือ และที่ถ้ำขาม มีรูปปั้นของหลวงปู่เยอะมาก
-หลวงปูฝั่น วัดป่าอุดมสมพร นี้ไปครั้งแรกตั้งใจไปเริ่มรู้จักแล้ว
-หลวงปู่ขาว วัดถ้ำกลองเพล ผ่านไปมา2-3ครั้งก้ไม่ได้เข้าไปกราบไหว้เลยได้แต่ยกมือพนมที่นั่งรถผ่าน มารู้ที่หลังว่าเป็นลูกศิษยืหลวงปู่มั่นเสียดายมากฯ (ทั้งช่วงเป็นเด็กว่าเคยได้แขวนเหรียญหลวงปู่อยู่ )
-หลวงปู่เทสก์ เคยเข้าไปกราบไหว้อยู่2-3ครั้งแต่ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นลุกศิษย์หลวงปู่มั่น ( เข้าไปกราบไหว้พระในวัดไม่ได้ไหว้หลวงปู่ )
-หลวงปู่ชอบ ที่จังหวัดเลย เขาไปนั่งเล่นที่วัดแต่ก้ไม่รู้อีก
-หลวงปูชา วัดหนองป่าพง จ.อุบลเหมือนเดิมนั่งรถผ่านไม่ได้เข้ากราบไหว้อีก
-หลวงปู่คำพัน ที่อำเภอปลาปาก จ.นครพนม(ไม่ทราบว่าเป็นศิษย์สายหลวงปู่มั่นหรือป่าว ) นี้ก็ไปนั่งเล่นในวัด
-หลวงปู่ทองมา อำเภอเสลภูมิ จ.ร้อยเอ็ด ( ไม่ทราบเหมือนกันว่าเป็นศิษย์สายหลวงปู่มั่นหรือป่าว
อีกเยอะพี่อ็อดวันหน้าจะเล่าไห้ฟัง ( โตมาถึงรู้ว่าวัดต่างฯที่เคยไปเป็นพระอริยสงฆ์ ) ทั้งนั้น
-หลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอกไปเมื่อ 2548
-หลวงพ่อปาน ไปเมื่อปี2546
-หลวงพ่อฤษีลิงดำ วัดท่าซุงไปเมื่อ 2536
-หลวงพ่อคง วัดบางกระพร้อม 2551 ไม่มีบุญไปไม่ถึงวัเขาเรียกเรือกลับ ) เขาบอกว่านั่งเรือทำบุญ 9 วัดไปได้7-8
-วัดถ้ำขาม ไปครั้งสุดท้าย 2552 มีรูปปั้นพระจารย์ที่น่าเลื่อมใส่ศัรทธาทั้งนั้น
-วัดภูทอก ผ่านมาผ่านไป 3-4 ครั้งไม่เคยขี้นไปเลยสักครั้งรอมาจนปี 2546 ถึงได้ขึ้นไปกราบไหว้ วัดนี้สวยจริงฯพี่อ็อดท่านสร้างได้ยังไงไม่รู้
มีรูปปั้นพระอาจารย์เยอะเหมือนกันสายพระป่าเหมือนถ้ำขาม
-มีเรื่องตลกจะเล่าไห้พี่อ็อดฟังหลวงปู่อีกรูปหนึ่งชึ่งอยู่ไม่ไกลบ้านผมมากนั้นประมาณไม่เกิน 35 กิโลเมตร ผมได้ไปวัดของท่านเป็นวัดสุดท้ายในบรรดาสานุศิษย์สายหลวงปู่มั่น ที่ภาคอีสานนั้นคือหลวงปู่ผาง ที่อำเภอ.มัญจาศิรี พี่อ็อดว่างฯผมขอเขามาคุยคนด้วยนะพี่




จาก: ไผ่ พงศกร
วันที่: 31/07/53 - 23:33 น.
IP Address: 113.53.190.xx
ความคิดเห็นที่ 10

ที่หลายคนไม่รู้จักหลวงปู่ทา เพราะท่านไม่ได้เป็นลูกศิษย์หลวงปู่มั่นโดยตรง
และท่านเป็นพระที่ไม่ค่อยออกงานเท่าไร สังคมโลกจึงไม่ค่อยรู้จักมากนัก
มีพระดีดีที่มีลักษณะแบบนี้อยู่อีกมากครับ
ศิษย์หลวงปู่มั่น ที่ไม่ได้ขึ้นชื่อตามหนังสือก็มีอีกหลายรูป เช่น หลวงปู่หลอด แห่งวัดสิริกมลาวาส (วัดใหม่เสนา)
ที่อยู่แถว 4 แยกวังหิน โชคชัย 4
เป็นพระดี ทรงคุณเบื้องสูงที่อยู่แค่กรุงเทพ แต่คนกรุงเทพอีกมากไม่รู้จัก
จวบจนกระทั่งท่านมรณภาพไปแล้ว จีงรู้จักกันมากขึ้น
ผมยังโชคดีที่มีโอกาสไปกราบองค์จริงท่านอยู่หลายครั้งหลายปีก่อนที่ท่านจะมรณภาพ

น้องไผ่ ได้ไปวัดสายพระอาจารย์มั่นแถบอีสานมากกว่าพี่มากเลยครับ
พี่แทบจะไม่ได้ไปเลยครับ
ไปแต่วัดทั่วประเทศ ไม่ได้เป็นวัดสายไหนโดยเฉพาะเลย
แต่ก็ได้ไปกราบพระดีดีหลายองค์ หลายท่านได้กราบแทบเท้าท่านเลยครับ เช่น
- ท่านพุทธทาส สวนโมกข์ จ.สุราษฎร์ธานี
- หลวงตามหาบัว วัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี
- หลวงพ่อจำเนียร สีเสฎโฐ วัดถ้ำเสือ จ.กระบี่ กราบท่านที่กรุงเทพฯ)
- หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ วัดอรัญญบรรพต จ.หนองคาย (กราบท่านที่กรุงเทพฯ)
- สมเด็จเกี่ยว (หลวงเตี่ย) วัดสระเกศ
- หลวงพ่อฤาษีลิงดำ จ.อุทัยธานี
- พระพยอม กัลยาโณ วัดสวนแก้ว
- หลวงปู่พุทธะ อิสระ วัดอ้อน้อย กำแพงแสน จ.นครปฐม
- หลวงพ่อจรัล วัดอัมพวัน จ.สิงห์บุรี
- พระอาจาย์คำพอง (ที่กรุงเทพ ฯ)
- หลวงปู่วิริยังค์ วัดธรรมมงคล
- หลวงปู่ทา จารุธัมโม อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา
- หลวงพ่อจิ๋ว วัดป่าธรรมชาติ บ้านบึง ชลบุรี
- หลวงพ่อคูณ วัดบ้านไร่ โคราช
- หลวงพ่อทวีศักดิ์ ชุตินฺธ วัดศรีนวลธรรมวิมล ช.เพชรเกษม 81
- หลวงพ่อถาวร จิตตถาวโร วัดปทุมวนาราม กรุงเทพ
- พระอาจาย์มิตซูโอะ คเวสโก วัดสุนันทวนาราม จ.กาญจนบุรี (กราบท่านที่กรุงเทพฯ)
- พระอาจารย์สมชาติ ธัมมโชโต สำนักปฏิบัติธรรมแสงทองส่องชีวิต หินกอง จ.สระบุรี
- หลวงพ่อธัมมไชโย วัดพระธรรมกาย จ.ปทุมธานี
- หลวงพ่อวิชัย เขมิโย วัดถ้ำผาจม อ.แม่สาย จ.เชียงราย

ยังมีอีกหลายองค์ จำได้แต่จังหวัดที่ไปปฏิบัติแต่จำชื่อไม่ได้ เป็นพระดีแต่ไม่ดังครับ
เสียดายพระดีดี ที่ท่านมรณภาพไป ผมไม่ได้ไปกราบมากมาย
รวมทั้งหลวงพ่อพุธ ฐานิโย ผมพลาดไปกราบท่านถึง 2-3 ครั้ง จนท่านมรณภาพไป

พระที่ผมไปกราบเท้า สัมผัสได้เลยครับว่าองค์ไหนสงบเย็น
แต่เกือบทั้งหมด จะเป็นพระดี พระปฏิบัติจริงๆ
ความเมตตา ความสงบเย็นของท่าน สามารถแผ่มาถึงเราได้เลยครับ
ทุกองค์มีจุดมุ่งหมายเหมือนกัน แต่วิธีการรูปแบบหรือแนวคำสอนอาจแตกต่างกันไปบ้าง
ที่สำคัญคือ อย่ายึดติดครูบาอาจารย์ครับ (แต่ให้ยึดหลักคำสอนของพระพุทธเจ้านำมาปฏิบัติ)
การที่เราไปหลายสถานที่ หลายพระ หลายวัด ก็มีผลดีตรงนี้
แต่ก็ต้องไม่ลืมการปฏิบัติ สำคัญทีสุดครับ
เพราะจิตมนุษย์ ถ้าไม่ปฏิบัติ จะเหมือนน้ำที่ไหลลงสู่ที่ต่ำตลอด
ถึงแม้จิตเดิมแท้จะประภัสสร แต่แรงของกิเลสหนักหนารุนแรงมากครับ
ต้องใช้ธรรมโอสถอย่างแรงกล้าเข้าไปปราบครับ


จาก: อ๊อด
วันที่: 01/08/53 - 20:35 น.
IP Address: 115.87.106.xx
ความคิดเห็นที่ 11



เข้ามาอ่านแล้วรู้สึก "เย็นใจ" จริงๆ ครับ "คุณอ๊อด" น่าเลื่อมใสจริงๆ นะครับ
กระผมขอร่วมอนุโมทนาบุญ กับ "คุณอ๊อด" เจ้าของกระทู้นี้ด้วยภาพ "ดอกบัว" ภาพนี้ครับ

จาก: เซี๊ยะ(นพดล) บางกอกน้อย
วันที่: 01/08/53 - 23:26 น.
IP Address: 115.67.53.xx
ความคิดเห็นที่ 12

ขอบคุณครับ คุณเซี๊ยะ
ขออนุโมทนากับคุณเซี๊ยะด้วยครับ

ยินดีมากครับ ที่น้องไผ่กับคุณเซี๊ยะ แวะเข้ามาคุยในกระทู้เย็นสงบแห่งนี้
ว่างๆก็เข้ามาคุยกันอีกนะครับ หรือจะโพสต์รูปที่เกี่ยวกับธรรมะ ความเย็น ความสงบ เข้ามาก็ยินดีครับ


จาก: อ๊อด
วันที่: 02/08/53 - 11:33 น.
IP Address: 202.176.90.xx
ความคิดเห็นที่ 13




เมื่อวานไปงานเปิด สวนโมกข์กรุงเทพ (หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ) มา
มีคนมาร่วมในงานมากมายไม่ต่ำกว่า 1 พันคนเลยครับ
เห็นแล้วก็ชื่นใจครับ
ภายในงานมีหนังสือ,ซีดี,วีซีดีธรรมะแจก , จำหน่ายอย่างมากมาย

มีคนดังมาร่วมเปิดงานกันคับคั่ง
รวมทั้งอดีตพระเอกชื่อดัง วิทูรย์ กรุณา ด้วยครับ
มาในฐานะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม คือ คุณ ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ซึ่งมาพร้อมภรรยา
และเท่าที่รู้จักก็มี คุณอภิรักษ์ โกษะโยธิน
คุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์ ซึ่งปัจจุบันหันมาศึกษาและปฏิบัติธรรมอย่างจริงจัง
แต่ละท่านหน้าตาดี สดใส อิ่มบุญกันถ้วนหน้า
มีเจ้าหน้าที่ของสวนโมกข์กรุงเทพ คอยบรรยายภาพมหรสพทางวิญญานให้ท่านเหล่านี้ฟังครับ

ได้ไปกราบท่านพระอาจาย์โพธิ์ เจ้าอาวาสวัดสวนโมกขพลาราม อ.ไชยา จ. สุราษฎร์ธานี
ซึ่งเป็นลูกศิษย์เอกก้นกุฏิของท่านเจ้าคุณพุทธทาสภิกขุ
ได้พบ พระไพศาล วิสาโล , ท่าน ว.วชิรเมธี
มีกิจกรรมธรรมะมากมายทั้งวัน ตั้งแต่เช้า 8 โมงไปจนถึง 5 โมงเย็น (ตามกำหนดการที่แจ้งไปในกระทู้ "ธรรมะสำหรับชาวไทยฟิล์ม")

สวนโมกข์กรุงเทพ คงจะเป็นแหล่งรวมความรู้ทางธรรมที่ยิ่งใหญ่อีกที่หนึ่งสำหรับคนกรุงเทพที่ไม่มีเวลาไปไหนไกลๆ
แต่คงจะไม่ถึงกับเป็นสวนโมกข์หมดทุกอย่าง
เช่น มีพระจำพรรษา แต่คงจะมีมาบรรยายธรรม สอนการปฏิบัติแบบชั่วคราวไปเช้าเย็นกลับมากกว่า
ก็ยังดีครับ ประเทศชาติเร่าร้อนรุนแรงกันมานานแล้ว
มีสิ่งดีดี สงบ เย็น เป็นประโยชน์ มาจรรโลงใจบ้างก็ดีครับ

ผมชอบเสื้อที่เขาขายกัน ที่มีคำว่า "กินอยู่อย่างต่ำ มุ่งกระทำอย่างสูง"
พอๆกับคำที่ท่านพุทธทาสใช้ คือ "สงบ เย็น เป็นประโยชน์"

ที่น่ารักมากก็คือ มีกลุ่มเด็กนักเรียนตัวเล็กๆอายุประมาณ 3 - 5 ขวบ
มาร่วมกันนั่งสมาธิ , เดินจงกรม , สวดมนต์ , ร้องเพลงเชียร์ธรรมะ อย่างคล่องแคล่วสวยงามน่ารัก พร้อมเพรียงกัน
ต้องขอปรบมือให้กับคุณครูผู้ฝึกสอนและอนุโทนาด้วยครับ

ผมถ่ายภาพและวีดีโอไว้แล้ว คอยชมใน fb ของผมได้เลยครับ

จาก: อ๊อด
วันที่: 02/08/53 - 11:38 น.
IP Address: 202.176.90.xx
ความคิดเห็นที่ 14
ขอบคุณครับพี่อ็อดที่แนะนำ
ชึ่งจริงฯแล้วผมก็ไม่ได้เลือกว่าท่านเป็นสายไหนคือผมได้ยินคนพูดหรือผมมีเวลาและโอกาส ผมก็ไปกราบท่าน เมื่อ4-5 เดือนที่ผ่านมาว่าจะไปวัดหลวงพ่อโสธร(ชึ่งเคยไปแล้ว5-6ครั้ง )นั่งรถผ่านวัดหนึ่งผมไม่รู้ว่าเป็นวัดอะไรเลยมองเห็นเลยไห้พี่คนขับรถขับเข้าไปดู เป็นวัดบางวัวที่หลวงพ่อดิ่งท่านสร้างก็ได้กราบรูปปั่นท่านอีก ได้นมัสการถามพระที่วัดท่านบอกว่ายังมีลูกศิษย์หลวงพ่อดิ่งเหลืออยู่องค์ คือหลวงพ่อฟูที่วัดบางสมัครถามทางเสร็จไม่ไกลก้ไปหาตั้งใจจะไปกราบหลวงพ่อฟุ แต่ท่านไม่อยู่เลยไม่ได้กราบท่านอีก
-พี่อ็อดว่าไหมคนเราทุกวันนี้ ศีล 5 ยังรักษากันแทบจะไม่ได้เลยผมก็เป้นเหมือนกันพยายามแล้วพยายามอีกยังรักษาไม่ครบเลย
-วัดต่างฯที่อีสานได้ไปมากกว่าพี่อ็อดเพราะว่าช่วงหนึ่งในชีวิตผมได้มีโอกาสได้ไปทำงานที่ภาคอีสานอยู่ 3ปีได้ไปทุกจังหวัดนั่งรถผ่านเห็นวัดต่างฯแต่ไม่รู้เป็นวัดของพระอาจารย์องค์ไหน (อายุ17ยังหนุ่มน้อยอิฯ )คือเห็นร่มรื่นดีเลยเขาไปกราบไหว้(ส่วนมากได้แต่กราบรูปปั่น)เห็นคำสอนต่างฯที่ติดตามเสาตามต้นไม้อ่านแล้วรู้สึกดีและเห็นวัดบางวัดท่านสร้างบนเขาในป่าผมยังงงลยเลยว่าท่านสร้างได้ยังไงผมคิดนะว่าท่านต้องมีบารมีมีความวิระยอุตสาหะและความเพียรมากฯถึงสร้างได้
-หลวงพ่อทวีศักดิ์ (เป็นอดีตเสือดำใช่หรือป่าว ) ผมก็ยังไม่ได้ไปกราบท่านเลยได้แต่ผ่านฯไป
-อีกท่านที่วัดพระราม 9 ได้ยินคนพูดว่าท่านเป็นพระปฏิบัติดี ผมกำลังหาโอกาสไปกราบท่านอยู่(ผมจำชื่อท่านไม่ได้ )
-หลวงพ่อพุธ วัดป่าสาระวัดหรือป่าว ผมก็ยังไม่เคยได้ไปกราบท่าน
พี่อ็อดก้ได้ไปกราบท่านช่วงยังมีชีวิตอยู่เยอะมาก มากกว่าผมอีก ขออนุโมทนาสาธุกับพี่อ็อดด้วยครับ


จาก: ไผ่ พงศกร
วันที่: 02/08/53 - 12:31 น.
IP Address: 125.24.205.xx
ความคิดเห็นที่ 15




ครับ น้องไผ่ เลือกพระดีก็พอ สายไหน ความจริงแล้วก็สายพระพุทธเจ้าทั้งนั้น (ถ้าปฏิบัติดี ตรงตามพระองค์)
พระดี พวกเราก็คงจะดูออกนะครับ ว่าดียังไง ดูการปฏิบัติว่าตรงตามที่พระพุทธเจ้าบอกไว้หรือไม่
ทำบุญกับพระดี ก็เหมือนเราทำดีกับคนดีกับทำบุญกับโจรใจร้าย ผลที่ได้รับหรือตามมา ย่อมแตกต่างกันแน่นอน
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเลือกทำดีนะครับ ทำได้ก็ทำกับทุกชีวิต นั่นแหละประเสริฐที่สุดแล้ว
สิ่งดีดีจะเข้ามาที่ใจเราหมด เรียกว่าทำดีก็ดีเลย (ที่ใจ)
แต่เรื่องปัญญาก็สำคัญครับ โดยเฉพาะศาสนาพุทธ เน้นเรื่องปัญญา

- เรื่อง ศีล 5 ผมเห็นด้วยครับ ศีล 5 นี่สำคัญมากครับ
เป็นบาทฐานแรกของธรรมะ ของการปฏิบัติธรรมเลยครับ
ถ้าศีลไม่ดี ไม่ครบ การปฏิบัติธรรมจะติดขัดและเป็นอันตรายต่อตัวผู้ปฏิบัติธรรมในขั้นต่อๆไปครับ
แค่มนุษย์มีศีล 5 มากกว่านี้ โลกนี้สังคมนี้จะน่าอยู่มากขึ้นกว่านี้อีกเยอะเลยแน่นอนเลยครับ

- ใช่ครับ หลวงพ่อทวีศักดิ์ ท่านเป็นอดีตเสือครับ
ช่วงแรกๆของการเข้ามาทางนี้ ผมก็เริ่มจากเบสิคใกล้ตัวคือ วัดพระธรรมกาย,วัดท่าซุง (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ) , พระพยอม ก่อนครับ
ช่วงกลางถึงได้มาพบพระปฏิบัติ เช่น ท่านพุทธทาส , พระสายพระอาจารย์มั่น ฯลฯ

พระปฏิบัติดี ยังมีอีกมาก เช่น ..
- พระอาจารย์ปราโมช ปาโมชโช สวนสันติธรรม ศรีราชา จ.ชลบุรี
- หลวงพ่อสุรศักดิ์ เขมรังสี วัดมเหยงค์ จ.พระนครศรีอยุธยา
2 องค์นี้ ผมศรัทธามาก ได้ฟังธรรมของท่านแล้ว ไม่ธรรมดาจริงๆ
แต่ยังไม่เคยเจอองค์จริงท่าน หวังว่าสักวันคงได้มีโอกาสไปกราบท่าน

นึกขึ้นได้อีกหลายองค์ที่ผมได้ไปกราบ คือ หลวงพ่อสนอง แห่งวัดสังฆทาน
และลูกศิษย์ท่าน คือ หลวงพ่อสุรพงษ์ แห่งสำนัก....จำชื่อไม่ได้ อยู่แถว ถ.ปิ่นเกล้า-นครชัยศรี ศาลาธรรมสพน์
เคยไปปฏิบัตินอนค้างที่สำนักท่าน ได้คุยกับท่านเพียงคร้งเดียว แต่นานหลายปีแล้ว ลืมชื่อสำนักไปแล้ว
ท่านเป็นพระไม่ดัง แต่เป็นพระดี ลูกศิษย์หลวงพ่อสนอง ปฏิบัติดีมากมายครับ

อีกองค์เป็นลูกศิษย์ท่านเหมือนกัน อยู่ที่ ราชบุรี ชื่อสำนักป่าวิเวกอะไรจำไม่ได้เหมือนกัน ชื่อท่านอยู่ที่หนังสือ,ซีดีที่บ้านครับ
หลายที่ ผมไปปฏิบัติเพียงครั้งเดียว นานแล้วเลยจำชื่อวัด,ชื่อสำนัก,ชื่อพระไม่ได้

ที่ อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี ก็มีพระดีอยู่องค์ เป็นลูกศิษย์ตามบิณฑบาตท่าน จำชื่อไม่ได้
อีกองค์ ที่ อ.พานทอง จ.ชลบุรี ตามไปนั่งสมาธิในถ้ำกับท่านและเพื่อนอีกคน จำชื่อไม่ได้เหมือนกัน
ต้องขออภัยพระปฏิบัติทุกองค์ที่ผมเคยรับใช้ ที่ท่านได้เมตตาสอนธรรม สอนการปฏิบัติมา ที่จำชื่อท่านไม่ได้
แต่บางองค์มีหนังสือ,มีรูป มีจดชื่อท่านไว้ แต่จำไม่ได้ ต้องกลับไปเปิดดูครับถึงจะทราบ

- หลวงพ่อพุธ ฐานิโย แห่งวัดป่าสาละวัน ในตัวเมืองโคราช ใช่แล้วครับ

- วัดพระราม 9 ได้ยินมาเหมือนกันครับ เมื่อวานเพิ่งขับรถผ่านหน้าปากซอยทางเข้า
กะจะแว๊บเข้าเหมือนกัน พอดีต้องรีบไปฟังธรรมท่านพระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก ที่วัดเบญจมบพิตร
พระอาจารย์มิตซูโอะ ท่านเป็นพระดีจริงๆครับ องค์ท่านผ่องใสบริสุทธิ์ เมตตาสูง มีคุณธรรมสูงทีเดียวครับ
ดูภายนอก ท่านจะใจดี ยิ้มเก่ง แต่ได้ข่าวในวัดท่าน ท่านจะเข้มมาก ใครปฏิบัติเหลาะแหละ จะโดนเคี่ยวอย่างหนัก
นี่แหละครับ พระปฏิบัติ ต้องเข้ม เคร่งครัด เพียร อดทน ใจเกินร้อย ไม่งั้นก็เสร็จกิเลส มีโอกาสล้มเหลวลงเบื้องต่ำไป

จาก: อ๊อด
วันที่: 02/08/53 - 15:29 น.
IP Address: 202.176.90.xx
ความคิดเห็นที่ 16




หลวงพ่อสุรศักดิ์ เขมรังสี (พระครูเกษมธรรมทัต)
แห่งวัดมเหยงค์ ต.หันตรา จ.พระนครศรีอยุธยา
พระปฏิบัติดีอีกองค์ ในสายพองหนอ ยุบหนอ

ท่านเพิ่งมาเทศน์บรรยายธรรม ที่วัดยานนาวา กรุงเทพฯ
เมื่อวันเสาร์หลายเดือนก่อน (เวลาบ่าย 3 โมง) ที่ผ่านมานี้เอง
พอดีผมติดธุระ เลยพลาดไปอีกครั้งครับ

ความจริงมีพระดีดีหลายรูป มาเทศน์โปรดญาติโยมในกรุงเทพฯ เป็นประจำ
เพียงแต่การประชาสัมพันธ์อ่อนไปหน่อย
ผมคิดว่าคนที่สนใจใฝ่ธรรมะในกรุงเทพฯ ยังมีอยู่มากครับ
สังเกตุได้จากช่วงหลัง มีคนมาฟัง มาปฏิบัติกันเยอะมากขึ้น
คนรุ่นใหม่ ที่จะเป็นกำลังของชาติในอนาคต ก็มีมากขึ้น เห็นแล้วปลื้มใจครับ

จาก: อ๊อด
วันที่: 02/08/53 - 15:49 น.
IP Address: 202.176.90.xx
ความคิดเห็นที่ 17



พระอาจารย์ปราโมช ปาโมชโช สวนสันติธรรม ศรีราชา จ.ชลบุรี
นี่ก็พระปฏิบัติอีกรูป ถึงแม้จะมาบวชเมื่อมีอายุหน่อยแล้ว
แต่ก็ไม่สายครับ สำหรับผู้ปฏิบัติ ถ้าปฏิบัติดีแบบสุดสุด ไม่เกิน 7 ปีครับ (ตามที่พระพุทธเจ้าบอกเลยครับ)
แต่เมือบรรลุอรหันต์แล้วต้องบวชภายใน 7 วัน ไม่งั้นจะเสียชีวิตครับ อันนี้ผมเชื่อครับ
ซึ่งสอดคล้องและตรงกับหลักวิทยาศาสตร์ของสภาพจิตก็เป็นอย่างนั้น ดังที่ทันตแพทย์ สม สุจิรา ว่าไว้ครับ

อ่านหลักวิทยาศาสตร์ทางจิต ของนายแพทย์สมแล้ว ทึ่งเลยครับ
ไม่น่าเชื่อว่า พระพุทธเจ้า ท่านเป็นสุดยอดของมนุษย์ เป็นยอดอัจฉริยะของโลก
ท่านค้นพบความจริงแท้ของจิตมา 2,500 กว่าปี
ในขณะที่โลกวิทยาศาสตร์ปัจจุบัน ยังตามไปไม่ถึงขั้นที่ท่านค้นพบมาเลยครับ
ได้แต่ใกล้เคียงและยอมรับความจริงของพุทธศาสนา
จนนักวิทยาศาสตร์ระดับสุดยอดอัจฉริยะของโลกหลายท่าน ยกนิ้วให้พุทธศาสนาว่าใกล้เคียงความจริงและเป็นวิทยาสาศตร์มากที่สุด
ไม่ว่าจะเป็นหลักของแสง เสียง ธรรมชาติ มิติ เวลา อีกหลายเรื่อง
ล้วนตกอยู่ภายใต้กฎของธรรมชาติคือกฎของพระไตรลักษณ์ทั้งสิ้น
แล้วเรื่องเวลา,ภพ,ชาติ,อายุ ที่พระองค์ตรัสในพระสูตร พระอภิธรรม พระวินัย ต่างๆ
ล้วนแล้วแต่เป็นสัจจธรรมความจริง ที่พร้อมต่อการพิสูจน์ทั้งสิ้น
หลายเรื่องที่เราคิดว่าเป็นอิทธิปาฏิหารย์ แท้จริงแล้วเป็นเรื่องของทางวิทยาศาสตร์
ที่พระพุทธเจ้า ท่านได้ตรัสรู้พิสูจน์ความจริงออกมาให้เราได้เห็น
แต่วิทยาสตร์ ยังเพิ่งก้าวและยังตามไม่ถึง แต่พวกเขาก็ยอมรับพระพุทธศาสนาว่า เป็นศาสนาที่อิงกับความจริง เหตุผล ซึ่งก็ใกล้เคียงวิทยาศาสตร์มากที่สุด
แต่วิทยาศาสตร์ ยังเปลี่ยนแปลงคำพิสูจน์ได้ในภายหลัง
แต่สัจธรรมที่พระพุทธองค์ทรงนำมาบอก เป็นของจริงแท้ไม่มีการเปลี่ยนแปลง

ผมไม่แปลกใจเลย ที่ชาวต่างชาติ โดยเฉพาะฝรั่งจำนวนมาก ยอมรับศาสนาพุทธ
และมีจำนวนไม่น้อย ที่ยอมเปลี่ยนมานับถือศาสนาพุทธ และมาบวชในบวรพระพุทธศาสนา

ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ ได้พบพระพุทธศาสนา และได้อยู่ในเมืองไทยด้วย
อย่าให้เสียโอกาสนะครับ...ท่านทั้งหลาย

จาก: อ๊อด
วันที่: 02/08/53 - 16:40 น.
IP Address: 202.176.90.xx
ความคิดเห็นที่ 18




นึกได้อีกท่านครับ ที่ผมไปกราบมา
หลวงพ่ออุตตมะ วัดวังวิเวการาม อ.สังขละบุรี จ. กาญจนบุรี ครับ ประมาณปี 2535
องค์จริงท่านผิวพรรณดี ขาวผ่องใสมากครับ
ตอนนั้นท่านอายุ 92 แล้ว (เกิด 2442) แต่ยังเดินเหินคล่องแคล่ว กระฉับกระเฉงอยู่เลยครับ
พูดแล้วขนลุกครับ เชื่อแล้วว่าท่านเป็นพระปฏิบัติ ถึงแม้จะมีลูกประคำและเครื่องลาง
แต่ท่านก็ผ่านการฝึกฝนมาไม่ธรรมดาแน่ครับ อายุ 92 เรียกว่ายังวิ่งเร็วได้เลย

จาก: อ๊อด
วันที่: 02/08/53 - 21:21 น.
IP Address: 115.87.139.xx
ความคิดเห็นที่ 19




ภาพจากงานเปิดสวนโมกข์กรุงเทพ เมื่อวานนี้ครับ (อาทิตย์ 1 ส.ค. 53)

จาก: อ๊อด
วันที่: 02/08/53 - 22:25 น.
IP Address: 115.87.139.xx
ความคิดเห็นที่ 20




และวันเดียวกันในตอนบ่าย ที่วัดเบญจมบพิตร ศาลาธรรมชินราชปัญจบพิธ ชั้น 1 (ชั้น 5 ดาดฟ้าติดงาน)
เวลา บ่ายโมงครึ่งนิดหน่อย
พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก
ก็เดินทางมาถึง โดยรถเก๋งของคณะของคุณมนัส อุปถัมภากุล ฆราวาสผู้ใจบุญ
จัดงานนี้ทุกเดือน เดือนละครั้ง ในวันอาทิตย์ เวลา 14.00 น.
จัดมา 28 ปีแล้ว ตั้งแต่ปี 2525
(เมื่อก่อนจัดเดือนละ 2 ครั้ง ที่วัดหัวลำโพงอีกที่หนึ่ง ปัจจุบันยกเลิกไปแล้ว)
งานนี้จัดในนาม พุทธมามกมูลนิธิ ในพระสงฆ์ราชูปถัมภ์ ร่วมกับ วัดเบญจมบพิตร
ขออนุโมทนากับคุณมนัส และทีมงานด้วยครับ
ไม่เพียงแต่นิมนต์พระปฏิบัติมาบรรยายธรรมให้ฟังฟรีๆ
ท่านและทีมงานยังได้จัดทำซีดี (สมัยก่อนเป็นเทป) MP 3 ของพระดีดีมากมาย
ปกติจำหน่ายในราคาแผ่นละ 30 บาท
แต่สำหรับคนที่มาฟังธรรม แจกให้ฟรี ส่วนจะทำบุญเท่าไรแล้วแต่ศรัทธาครับ
คนดี ทำดีเพื่อสังคมส่วนรวม ด้วยใจบริสุทธิ์ ไม่หวังผลตอบแทน
ใจดีใจบุญอย่างนี้ ผมสนับสนุนเต็มที่ครับ

จาก: อ๊อด
วันที่: 02/08/53 - 22:49 น.
IP Address: 115.87.139.xx
ความคิดเห็นที่ 21




เห็นว่าเรื่องนี้ดีมาก เป็นเรื่องของการปฏิบัติธรรม
ที่ฟัง(อ่าน)ง่ายเข้าใจดี เหมาะกับทุกคนทั้งผู้มาใหม่ด้วย
ถ้านำไปปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง ต้องได้ผลแน่นอนครับ
ผลก็คือ มีสติสัมปชัญญะอย่างดี มีแต่ความสุข ความทุกข์แทบจะไม่มีเลย
ลองดูนะครับ...

ขอขอบคุณและอนุโทนากับคุณกุหลาบสีเงิน บัวเงินและเว็บนี้ด้วยครับ...

http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=13357

หรือจะลองอ่านในนี้เลยก็ได้ครับ...ตามนี้เลยครับ....

“สติระลึกรู้อะไร ?”
พระครูเกษมธรรมทัต (เขมรํสี ภิกขุ)

วัดมเหยงคณ์
ต.หันตรา อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา

นมตฺถุ รตนตฺยสส
ขอถวายความนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย
ขอความผาสุกความเจริญในธรรม จงมีแต่ญาติสัมมาปฏิบัติธรรมทั้งหลาย



ต่อไปนี้ก็พึงตั้งใจฟังธรรมะ อันเป็นหลักคำสอนในทางพระพุทธศาสนา
เกี่ยวกับ คุณประโยชน์ของการปฏิบัติธรรม

การปฏิบัติธรรมนั้น ให้คุณประโยชน์ทั้งปัจจุบัน และในอนาคต
คุณประโยชน์ หรือผลที่เกิดขึ้นในปัจจุบันก็คือ ขณะที่กำลังเจริญสติขึ้น
การปรากฏแจ้งชัดของปัญญา ก็จะสามารถกำจัดกิเลส
ชำระจิตให้สะอาดบริสุทธิ์ขึ้นไปตามลำดับจนถึงขั้นปัญญาในโลกุตตระ
ซึ่งจะประหารกิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในขันธสันดาน
คืออนุสัยกิเลสให้ขาดสิ้นอย่างเด็ดขาด เป็นสมุทเฉท
คือ ไม่มีฟื้นขึ้นมาในจิตใจได้อีก

แต่ถึงแม้ว่าในระยะที่ปัญญาในขั้นโลกุตตระยังไม่เกิดขึ้น
ถ้าผู้ปฏิบัติอาศัยการมีสติระลึกรู้อยู่บ่อยๆ ปัญญาในส่วนวิปัสสนาญาณ
ซึ่งเป็นโลกียปัญญา ก็จะเกิดขึ้นได้เป็นขณะๆ เป็นช่วงๆ
เมื่อพิจารณาบ่อยๆ ละไปบ่อยๆ กิเลสก็ค่อยๆ อ่อนกำลังลงไป

แต่ถ้าเราไม่ปฏิบัติเลย ก็จะไม่มีอะไรไปตัดกำลังของกิเลส
จะเป็นคนที่มีกิเลสหนาแน่น โลภจัด โกรธจัด ฟุ้งซ่านจัด
อะไรเกิดขึ้นก็กลายเป็นคนทุกข์มาก ทุกข์กาย ทุกข์ใจมาก
ที่สุดก็กลายเป็นคนโรคประสาท

เพราะถ้ากิเลสเกิดมาก ใจฟุ้งซ่านเร่าร้อนมาก
สมองก็เครียด เมื่อสมองเครียด ร่างกายต่างๆ ก็เสียหายไปหมด
นี้คือคนไม่ปฏิบัติธรรม ก็จะมีชีวิตอยู่ในกองทุกข์ อยู่ในเพลิงทุกข์ เพลิงกิเลส

แต่คนที่ปฏิบัติธรรม เขาสามารถชำระจิตใจให้ผ่อนคลายออกจากความทุกข์ได้
เพราะมีสติสัมปชัญญะคอยดู คอยรู้ คอยพิจารณาอย่างปกติ อย่างปล่อยวางอยู่
เมื่อวางเฉยได้ ความทุกข์จะคลี่คลายเป็นระยะๆ เป็นขณะๆ

สิ่งเหล่านี้ผู้ปฏิบัติสามารถพิสูจน์ได้ด้วยตนเอง
คำสอนในทางพระพุทธศาสนานั้น สามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นสัจธรรม
คือ เป็นความจริง เป็นธรรมที่มีเหตุมีผล
เป็นคำสอนที่พิสูจน์ให้เห็นจริงได้จริงๆ ว่าเมื่อลงมือประพฤติปฏิบัติแล้ว
ทำให้จิตใจผ่องใส ปลอดโปร่งสงบเยือกเย็น สามารถคลี่คลายความทุกข์ได้จริง

ไม่ใช่ปฏิบัติแล้วมีแต่ความทุกข์ใจ ถ้าปฏิบัติแล้วยิ่งทุกข์ใจมากขึ้นนี้ไม่ถูกทางแล้ว
หรือถ้าปฏิบัติไปแล้วมีแต่ความเคร่งเครียด อย่างนี้ก็ไม่ถูกอีก

ถ้าเจริญสติสัมปชัญญะอย่างถูกต้อง จิตใจจะต้องปลอดโปร่งขึ้น
ผ่อนคลายขึ้น สงบระงับขึ้น
เพราะฉะนั้น ต้องอาศัยความเข้าใจในวิธีการปฏิบัติ
และอาศัยความเพียรในการฝึกหัด
จึงต้องมีความเข้าใจในหลักมหาสติปัฏฐานสี่
ว่าที่ตั้งของสติคืออะไร มีอะไรบ้าง
ขั้นต่อไปก็เพียรตั้งใจใส่ใจ มีสติระลึกตัวอยู่เสมอๆ เพียรพยายามไว้
สำรวมเข้าไว้ สำรวมใจไว้ด้วยสติอยู่เสมอ

เมื่อจิตคอยจะเตลิดออกไปข้างนอก
เช่น คอยไปคิดนอกตัว ก็พยายามสำรวจให้จิตมารู้อยู่ในตน คือให้มาอยู่ที่กายที่ใจ
ให้เข้ามารับรู้รับทราบอยู่ในตัวเองไว้ ถ้าส่งจิตออกนอกตัวเมื่อไหร่
ก็ถือว่าเผลอแล้วไม่ถูกแล้ว ยิ่งถ้าจงใจปล่อยจิตคิดออกไปเอง
ตั้งใจออกไปเองอย่างนั้นก็ยิ่งไปกันใหญ่ แต่ถ้าเมื่อได้สติขึ้นมาก็ต้องกลับเข้ามา
น้อมเข้ามา โอปะนะยิโก คือ พึงน้อมเข้ามาใส่ตน รู้ในตน

การปฏิบัติธรรมนั้น
เมื่อรับรู้ออกไปข้างนอก ก็ต้องรู้กลับเข้ามาข้างใน

จริงอยู่ ชีวิตประจำวันเราจะต้องมีการมองมีการฟัง มีการรับรู้สิ่งต่างๆ ภายนอก
แต่ว่าเราจะต้องน้อมสัมผัสสัมพันธ์เข้ามาสู่ข้างใน ดูอะไรข้างนอก ก็ดูเพื่อเป็นคติ
เป็นสิ่งที่เป็นเรืองเตือนใจ เป็นสิ่งที่จะเป็นข้อเปรียบเทียบ
แล้วก็น้อมเข้ามาหาข้างในไว้ดู แล้วให้เกิดการพิจารณาเข้ามาข้างใน
อย่าคิดเลยไปข้างนอก อย่างบางคนดูใบไม้ร่วงหล่น
เขาพิจารณาแล้วว่ามันไม่เที่ยง ใบไม้ที่สุดก็หลุดจากขั้ว ใบสดมีใบแห้งก็มี
ชีวิตเราก็เปลี่ยนแปลงไป ไม่จีรังยั่งยืนเช่นเดียวกับใบไม้เหล่านี้
แล้วก็น้อมเข้ามาหาสู่ข้างใน กำหนดเข้ามาสู่ข้างใน ในกายในจิต
ชีวิตเราก็เปลี่ยนแปลงไป ไมจีรังยั่งยืนเช่นเดียวกับใบไม้เหล่านี้
แล้วก็น้อมเข้ามาสู่ข้างใน กำหนดเข้ามาสู่ข้างใน ในกายในจิต
เรียกว่าประสบการณ์ภายนอก เป็นเครื่องเตือนใจ น้อมเข้ามาหาภายใน
หรือเมื่อไปเห็นสิ่งต่างๆ ภายนอก เช่น เห็นคนแก่ เห็นคนเจ็บ เห็นคนตาย
ก็พิจารณาให้เกิดความสลดสังเวชว่า ตัวเราก็หนีความเป็นอย่างนี้ไปไม่พ้น
เราก็ต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตายเหมือนกัน ก็น้อมเข้ามาสู่ข้างใน
อย่าคิดเรื่อยไปจนลืมเนื้อลืมตัว ลืมกายลืมใจตนเอง
การพิจารณาธรรมภายนอกนี้ ก็พิจารณาเพื่อเป็นเครื่องเตือนจิตสะกิดใจ
จะได้ไม่เป็นผู้ประมาท พิจารณาให้เกิดความสังเวชสลดใจ แล้วก็น้อมเข้ามาสู่ข้างใน

การนึกออกไปข้างนอกนั้นเป็นเรื่องสมมติ
เป็นเรื่องสัตว์ บุคคล เป็นเรื่องอดีต อนาคต

แต่การปฏิบัติธรรมเป็นเรื่องของการมีสติอยู่กับปัจจุบัน
อยู่ข้างใน ดูกันไปข้างใน ในกายในจิต
เพราะฉะนั้น กาย และใจของใครก็ของใคร
ต่างคนก็ต่างดูกาย ดูใจของตนเอง ไม่ใช่ไปดูกาย ดูใจของคนอื่น
อย่าไปพยายามดูจิตใจของคนอื่นว่าคนนั้นเขาคิดอย่างไร นึกอย่างไร
แต่จิตใจของตนเองกลับไม่รู้ ไม่ได้ดู รู้ใจคนอื่นสักเท่าไรก็ละกิเลสไม่ได้
เราจึงไม่จำเป็นต้องไปรู้ใจคนอื่น แต่หัดเข้ามารู้ใจของตนเอง รู้บ่อยๆ รู้เนืองๆ
ว่าจิตใจของตนเองกำลังเกิดอะไรขึ้นมา เกิดกิเลสอะไร

เช่น ราคะเกิดขึ้นก็ให้รู้ โทสะเกิดขึ้นก็ให้รู้ โมหะเกิดขึ้นก็ให้รู้
หรือใจสงบระงับจากราคะ สงบจากโทสะ สงบจากโมหะ
จิตมีความผ่องใส มีปิติ มีความอิ่มเอิบ มีความสุข มีสมาธิก็ให้รู้
คือให้ดูในจิตของตนเอง ดู.....สังเกต......พิจารณา.....

ให้เห็นความเกิดขึ้น ความจาง ความคลาย ความหายไป ความหมดไปสิ้นไป
เมื่อหมดไปแล้วก็แล้วไป ก็ดูสิ่งใหม่ที่ปรากฏขึ้นและก็ดับไปอีกอย่างนี้
ฝึกปฏิบัติใหม่ๆ ก็อาจะยังเห็นได้ไม่ชัด แม้บางครั้งเห็นไม่ชัดก็ให้มันผ่านไป.....
ก็ผ่านไปดูสิ่งใหม่ รู้สิ่งใหม่ๆ เวลามันจะปรากฏชัดมันก็จะชัดเอง
ฉะนั้นจิตใจจะต้องปลอดโปร่ง ไม่ใช่นั่งหลับสัปหงกมืดมัวอยู่
สติปัญญาจะเกิดได้นั้นต้องไม่ง่วง
จิตใจต้องแจ่มใสปลอดโปร่ง ต้องตื่นอยู่ทั้งกายและใจ

ต่อเมื่อมีความเพียรเจริญสติอย่างต่อเนื่อง
สติสัมปชัญญะจะสะสมได้มากขึ้น ดีขึ้น
ก็จะชำระความง่วง ความมัวกายมัวใจก็จะหมดไป
กลายเป็นความตื่น....ตื่นกาย ตื่นใจ เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน
คือจิตจะตื่นตัวเต็มที่ รู้ทั่วพร้อมทั้งกายทั้งใจ ไม่ใช่นั่งง่วงอยู่
ถ้านั่งง่วงอยู่ก็บรรลุธรรมไม่ได้ จึงต้องทำให้หายง่วง
ถ้านั่งหลับสัปหงก ฝืนไม่อยู่ วิธีก็คือ ต้องลืมตาขึ้น ลืมตาปฏิบัติ
ทดลองเจริญสติแบบลืมตา แล้วปรับให้เป็นปกติ
ลืมตาแต่ไม่ลืมใจ คือดูเข้าไปข้างใน

แต่ถ้าลืมตาปฏิบัติแล้วยังไม่หายง่วง ก็ให้ลุกขึ้นเปลี่ยนอิริยาบถ
เป็นอิริยาบถเดิน เดินจงกรมไป เดินกลับไปกลับมา
ถ้าเดินแล้วยังง่วงอยู่ก็ให้เดินมองอย่างธรรมดา อย่ามองนิ่งอยู่อย่างเดียว
ทดลองใช้สายตามองสิ่งต่างๆ อย่างธรรมดา จะช่วยให้หายง่วงได้
หรือลองกำหนดจิตดูว่า เวลาตื่นจิตจะมีความรู้สึก
แต่เวลาหลับจิตจะหมดความรู้สึก พอจิตมีความรู้สึกก็ดูความรู้สึกตื่น
ดูความรู้สึกในจิตที่ตื่นอยู่ เมื่อหลับไปก็ดูว่าจิตหมดความรู้สึก
ถ้าดูได้บ่อยๆ อย่างนี้ จิตจะตื่นจะหายง่วง และก็เป็นวิปัสสนาด้วย
เพราะเป็นการระลึกตรงไปที่ลักษณะของจิต คือระลึกพิจารณาเห็นธรรมในธรรม
เป็นธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ธรรมคือ ความง่วงที่ปรากฏภายในจิต
เอาชนะความง่วงด้วยความเพียร

เมื่อมีความพากเพียรกำหนดซ้ำๆอย่างต่อเนื่อง จิตก็รวมตัวเป็นสมาธิ
ความง่วงก็กระจายไปเอง หรือเมื่อปฏิบัติไปแล้ว
เกิดความรู้สึกท้อถอย ท้อแท้ เบื่อหน่าย ก็ประคองจิตไว้
ดูความเบื่อ ดูความท้อถอยนั่นแหละ
ดูอาการในจิตว่ามันท้อมันถอยในจิตอย่างไร
ดูไปๆ ว่ามันเกิด มันคลาย หรือมันหายไป
หรือเมื่อฟุ้งซ่านหงุดหงิด ก็กำหนดดูความฟุ้งซ่าน
ดูความหงุดหงิดที่ปรากฏในจิต ดูอาการที่ฟุ้งว่ามีปฏิกิริยาอย่างไร
เวลาฟุ้งมันร้อนใจ ไม่สบายใจอย่างไร อาการจะแรงขึ้นหรือจะเบาลง
จางลงก็ดูไป ความฟุ้งซ่านก็เป็นสภาวธรรม เป็นอกุศลธรรมที่ปรากฏอยู่
เมื่อกำหนดพิจารณาดูความฟุ้งซาน ก็เป็นธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน
เป็นการพิจารณาธรรมในธรรมเช่นกัน

สติสัมปชัญญะที่เข้าไประลึกดูความฟุ้งซ่านนี้ จะต้องดูอย่างวางเฉย
ให้หัดความฟุ้งซ่านอย่างวางเฉย
แม้จิตจะหงุดหงิดจะร้อนใจ ก็ไม่ว่าอะไร ทำใจให้วางเฉย
เมื่อผู้ดู คือสติสัมปชัญญะเขาวางเฉย เขาแยกตัวออกมาต่างหาก
ความฟุ้งซ่านเหลานั้นก็จะแปรสภาพจางคลายให้ดู และหายไปในที่สุด

เพราะฉะนั้นให้ดูอย่างผู้ดู ดูสักแต่ว่าดู
รู้สักแต่ว่ารู้ อย่าไปวุ่นวายกับมันด้วย สักแต่ว่าเข้าไว้
สักแต่ว่าฟุ้ง จะฟุ้งก็ไม่ว่าอะไร ไม่หายฟุ้งก็ไม่ว่าอะไร
จะเกิดอีกก็ไม่ว่าอะไร จะจางไปก็ไม่ว่าอะไร
จะแรงขึ้นก็ทำใจไม่ว่าอะไร ไม่พยายามบังคับให้หายฟุ้ง
เพราะเข้าใจแล้วว่า ความฟุ้งซ่านเกิดขึ้นก็ดีแล้ว เกิดขึ้นมาก็จะได้ดู
เพราะความฟุ้งก็เป็นสภาวธรรม เกิดขึ้นเป็นธรรมชาติ ธรรมดา
แต่ก็ตั้งอยู่ไม่ได้นาน ถ้าสติสัมปชัญญะเข้าไปดูอย่างวางเฉย
ความฟุ้งซ่านนั้นจะแปรสภาพเป็นคลายหายไป

นอกเสียจากว่าเราดูอย่างบังคับ ดูอย่างมีความเกลียดชัง
ดูด้วยความอยาก คืออยากจะสงบ ดูแบบอยากสงบๆ
ถ้าเราดูอย่างเกลียดชัง ไม่เอา ไม่ชอบ หงุดหงิด เกลียดเหลือเกินความฟุ้งซ่านนี้
ก็เหมือนกับไปใส่เชื่อความฟุ้งซ่านให้เพิ่มมากยิงขึ้น อย่างนี้เรียกว่าปฏิบัติไม่ถูก
จิตมีกิเลสเจือกำกับ จิตไม่บริสุทธิ์ คือมีตัณหา มีโลภะ มีโทสะกำกับ
หรือเรียกว่าจิตมี อภิชฌา และ โทมนัส

แต่สติสัมปะชัญญะเป็นธรรมฝ่ายบริสุทธิ์
ฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึงสอนให้พึงละอภิชฌา
และโทมนัสในโลกเสียให้พินาศ หมายความว่า
เวลาปฏิบัติเมื่อกำหนดกาย เวทนา จิต หรือ ธรรม อย่างเช่นกำหนดความฟุ้ง
ให้วางเฉยไว้ อย่าไปอยากสงบ ทำใจว่าสงบก็ได้ แม้ไม่สงบก็ทำใจไมว่าอะไร
สอนใจตนเองว่าจะปฏิบัติเพื่อไม่เอาอะไร อะไรจะเกิดขึ้นมาในกายในใจ
ก็จะเป็นผู้ไม่ว่าอะไรจริงๆ แต่เรามักคอยจะเอาอย่างนั้น คอยจะไม่เอาอย่างนี้
แล้วก็หงุดหงิด วุ่นวายเสริมเข้าไปอีก

จิตที่ไม่มีกิเลสเข้าไปบงการ จิตที่วางเฉยอยู่ไม่ว่าอะไรนั้นแหละ
คือการมีสติอย่างถูกต้อง แล้วผู้ปฏิบัติก็จะค่อยๆ เห็นธรรมชาติความเป็นจริง
ว่าธรรมทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นความสงสัย ความฟุ้งซ่าน ความง่วง ความท้อถอย
หรือจะเป็นราคะ โทสะ โมหะเหล่านี้ ล้วนมีความเกิดดับเป็นธรรมดา
คือเมื่อเกิดขึ้นแล้ว ก็เปลี่ยนแปลง จางไป คลายไป หายไป ไม่ตั้งอยู่
แล้วก็คอยสังเกตอีกว่า ลักษณะที่มันคลายหายไปมันมีอะไรเกิดขึ้นต่อ
ก็ดูกันต่อไปอีก ไม่ว่าจะเป็นที่กาย หรือที่ใจ
รวมแล้วก็เป็นการปฏิบัติอยู่ในมหาสติปัฏฐานสี่
ทำสติปัฏฐานทั้งสี่ให้สมบรูณ์ บางครั้งรู้กาย บางครั้งรู้เวทนา
บางครั้งรู้จิต บางเวลารู้ธรรมในธรรม
แล้วแต่ว่าธรรมใดปรากฏเด่นชัด ก็ระลึกรู้ธรรมนั้น

ฝึกใหม่ๆ ก็ฝึกเป็นขั้นเป็นตอนก่อน ดูลมหายใจ ดูอิริยาบถ
คือหัดดูกายไปก่อน แล้วก็เริ่มสังเกตสภาวธรรมทั่วๆ กาย คือความรู้สึกเวทนา
จนกระทั่งน้อมเข้าไปถึงจิตใจ รู้จิต รู้ใจ
พอดูทั้งกายทั้งใจเป็นขั้นตอนไปไม่เลือกแล้ว
สิ่งใดปรากฏสติก็ระลึกรู้ รู้ทันๆ แล้วก็ฝึกปล่อยวาง

รู้อะไรก็ปล่อยให้หมด ไม่ยึดถือ ไม่เอาอะไรทั้งหมด
แต่ก็ยังรู้อยู่ ยังดู ยังพิจารณาอยู่
การปล่อยจึงไม่ใช่การปล่อยแบบทิ้งขว้างไป ปล่อยแต่ต้องมีการสังเกตด้วย
สติเป็นตัวระลึก สัมปชัญญะเป็นตัวสังเกต
การสังเกตก็ต้องมี การระลึกก็ต้องมี
การปล่อยวางก็ต้องมี ปัญญา สมาธิ ความเพียรก็ต้องมี
มีอยู่ให้ผสมกันไปทั้งปล่อยวาง ทั้งสมาธิ ปัญญา ความเพียร
ทั้งการระลึกและการสังเกต

สังเกตอะไร สังเกตความเปลี่ยนแปลง สังเกตความเกิดขึ้นความหมดไป
หรือสังเกตว่าบังคับไม่ได้
สังเกตเฉพาะที่เป็นปัจจุบัน อย่าไปคิดถึงอดีต อนาคตให้ยืดยาว

ปฏิบัติไปก็ให้เป็นไปด้วยกัน
คือ มีทั้งรู้-ทั้งละ ผสมกลมกลืนเป็นกลาง
ค่อยๆเจริญสติไปจนจิตใจมีความผองใสเบาเป็นปกติ
จะเห็นว่าสภาวธรรมทั้งหลาย ทั้งทางกาย ทั้งทางใจ มีแต่หมดไป สิ้นไป
นี้คือการปฏิบัติที่เรียกว่า “เจริญวิปัสสนากรรมฐาน”

แต่การจะทำให้ได้ทันทีทันใดอย่างใจคงไม่ได้
ผู้ปฏิบัติจะต้องค่อยๆ ปลูกสร้างสะสมเหตุปัจจัยไปทุกๆวัน
จนกว่า สติ สมาธิ ปัญญา ความเพียรมีกำลังขึ้น

ถ้ายังไม่ได้สะสม ไม่ได้ฝึกให้มาก ก็ยังไม่มีกำลัง
หรือบางทีมีกำลังแต่ก็ไม่สม่ำเสมอกัน เราก็ต้องมาปรับให้สม่ำเสมอกันอีก
สังเกตดูอย่าให้ตึง อย่าให้หย่อนเกินไป ถ้ารู้สึกว่าจดจ้องเพ่งเล็ง
บังคับจับอารมณ์เกินไปก็ให้รู้จักปล่อยวางออก
แต่ถ้าปล่อยเกินไปก็จะไม่รู้เนื้อรู้ตัวเลย ไม่คอยสังเกต ก็จะกลายเป็นหย่อนเกินไป
กลายเป็นเผลอเป็นหลับ การปล่อยโดยไม่รู้นี้ทำให้หลับได้

บางคนพอนั่งปฏิบัติก็หลับ พอทำจิตใจปล่อยวาง หลับไปเลย
แสดงว่ามันหย่อนไม่พอดีกัน แต่บางคนก็เพ่งจนเคร่งตึง นี้ก็เกินไป
บังคับเกินไป มันก็เคร่งตึง ก็ให้รู้จักปรับลงมา
คนไหนที่หนักไปในทางเคร่งตึง แสดงว่าการใส่ใจตั้งใจมากไป
ก็ควรลดการจดจ้องเพ่งเล็งอยากได้ลง แล้วมาเพิ่มการปล่อยวางให้มากขึ้น
บางคนเขาปล่อยวางจนไม่ต้องตั้งใจดู ตั้งใจปล่อยท่าเดียว
เพราะดูอยู่แล้วจนเคยชินในการกำหนดดูๆ ถึงไม่ตั้งใจดูมันก็จะดู
สติสัมปะชัญญะที่เคยชินจะมีกำลัง แม้ไม่ตั้งใจจะดูแต่จิตก็ดูอยู่
เราจึงควรมาเพิ่มการปล่อยวาง ปล่อย.....

จนพอได้ส่วนขึ้นมา จิตก็จะรวมตัวลงไป
จิตจะไม่ไปไหน จะรู้อยู่แต่ข้างใน เข้าไปรู้สภาวะในกายในใจได้อย่างละเอียด
ผู้ปฏิบัติก็จะรู้ได้ด้วยตนเอง แต่ถ้าจิตไม่ลงตัว ก็คอยแต่จะออกข้างนอก
จึงต้องคอยปรับให้พอดีไว้ นี้เป็นเรื่องที่ผู้ปฏิบัติจะต้องหัดสังเกต
และพิจารณาด้วยตนเอง ไม่มีใครมาวัดใจเราได้
เราต้องฟังและคอบปรับเทียบเคียงเอาเอง ฝึกหัดเอาเอง
ก็จะได้รับคุณประโยชน์จากการปฏิบัติธรรมตามสมควร

วันนี้ขอยุติเพียงเท่านี้ ขอความสุขความเจริญในธรรม จงมีแด่ทุกท่านเทอญ....

(คัดย่อจากพระธรรมเทศนาเรื่อง “สติระลึกรู้อะไร” โดย เขมรํสีภิกขุ)






จาก: อ๊อด
วันที่: 04/08/53 - 11:53 น.
IP Address: 202.176.90.xx
ความคิดเห็นที่ 22



โปรแกรมธรรมะของวัดเบญจมบพิตร ครับ
จัดทำโดยทีมงานของคุณมนัส อุปถัมภากุล
โปรแกรมเหล่านี้ จัดทำขึ้นปีละ 2 ครั้ง (ครั้งละ 6 เดือน) ครับ
ขออนุโมทนาบุญด้วยครับ
ช่วยบอกต่อๆกันด้วยก็ดีครับ เป็นการนำสิ่งที่ดีดีให้แก่เพื่อนมนุษย์ครับ

จาก: อ๊อด
วันที่: 08/08/53 - 22:05 น.
IP Address: 115.87.139.xx
ความคิดเห็นที่ 23



ต่อไปเป็นโปรแกรมของชมรมกลุ่มพุทธธรรมลานทอง
นิมนต์พระปฏิบัติมารับบาตรตอนเช้า และเทศนาตอนเย็นครับ
แถวปากเกร็ด จ.นนทบุรีครับ
อันนี้เป็นโปรแกรมทั้งปีครับ
ขออนุโทนาบุญกับผู้จัดทำด้วยครับ

จาก: อ๊อด
วันที่: 08/08/53 - 22:08 น.
IP Address: 115.87.139.xx
ความคิดเห็นที่ 24



แผนที่ของโปรแกรมจากคห.23 ครับ

จาก: อ๊อด
วันที่: 08/08/53 - 22:10 น.
IP Address: 115.87.139.xx
ความคิดเห็นที่ 25




((( ผู้ชายที่น่าทึ่ง....ป๊อด โมเดิร์นด๊อก คนร็อคใฝ่ธรรมะ )))

จากลิ้งค์ http://www.kanlayanatam.com/sara/sara193.htm

* ป๊อด โมเดิร์นด็อก คนร็อคบอกเรื่องธรรม *

เรื่องโดย พีรภัทร โพธิสารัตนะ

...เมื่อเรานึกถึงผู้ชาวยร่างเล็กที่ชื่อ ธนชัย อุชชิน

ชั่วชณะหนึ่งเราอาจเห็นเขาโลดแล่นอยู่บนเวทีคอนเสิร์ตในฐานะป๊อด นักร้องนำวง Moderndog แต่หลังจากนั้นเขาอาจจะอธิบบายถึงข้อดีของการรู้จักตัวเองด้วยความนิ่ง ในขณะที่อีกมุมหนึ่งเขาคือสัญลักษณ์ของคนคิดนอกกรอบ

แม้แต่ละด้านจะดูขัดแย้งกัน ทว่าเมื่อทุกด้านมารวมอยู่ในตัวผู้ชายคนนี้ ก็กลับเป็นส่วนผสมที่กลมกลืนยิ่ง ชีวิตในวันนี้ของป๊อดจึงยังคงภาพของความเป็นร็อคสตาร์ เท่าๆกับภาพของคนที่สนใจและรักในการอ่านหนังสือธรรมะ

แต่ไม่ว่าใครจะนิยามผู้ชายคนนี้เอาไว้เช่นไร ป๊อดก็ยังคงความเป็นตัวของตัวเองไว้ไม่เคยเปลี่ยน ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเลือกรู้จักและเข้าใจเขาในมุมไหนเท่านั้น

และเรื่องราวในบรรทัดต่อจากนี้ เขาได้เปิดใจให้เราค้นหาความเป็นป๊อด โมเดิร์นด็อก อีกครั้ง

- คุณเป็นคนมีชื่อเสียง ชอบสังคมออนไลน์ ในขณะเดียวกัน ก็ชอบการอยู่กับตัวเองและสนใจธรรมะ นี่ถือเป็นการจัดสมดุลให้ชีวิตหรือเปล่า

* ใช่ ไม่ว่าอย่างไร การจัดสมดุลให้กับชีวิตเป็นเรื่องสำคัญ คือไม่ว่าเราจะทำอะไรก็ตาม เราต้องคอยเฝ้าดูว่าอะไรมากไปหรือน้อยไปหรือยัง เราคงไม่สามารถอยู่ตรงกลางได้ตลอดเวลา มันจะเหวี่ยงไปซ้ายเยอะ ไม่ก็เหวี่ยงไปขวาเยอะ แต่ขอให้เราคอยสังเกตตัวเองอยู่ตลอดจนถึงตอนนี้ สิ่งที่เราเรียนรู้มาตลอดชีวิตเห็นเป็นภาพรวม ค่อนข้างชัดพอสมควร ส่วนชีวิตที่เหลือก็ดำเนินต่อไป คือความงงมันเริ่มน้อยลง และเริ่มคลี่คลายขึ้น

- ทราบว่าคุณถามตัวเองมาตั้งแต่เด็กว่า ความสุขอยู่ที่ไหน มูลเหตุมาจากความงงที่ว่านี้หรือเปล่า

* ผมคิดว่าอาจจะเป็นเพราะตัวเองเป็นคนเซ้นสิทีป คือเป็นคนหงุดหงิดง่ายหรือเอาแต่ใจตัวเอง ในขณะเดียวกันสมัยเป็นเด็กก็เป็นคนเรียนหนังสือเก่ง สอบได้ที่ 1 ตั้งแต่อนุบาล มันทำให้เราเป็นคนยึดมั่นถือมั่นว่าเราต้องชนะ ทำให้รู้สึกว่าล้มไม่ได้ ผมเคยนอนไม่หลับตอนอยู่ ป.4 เพราะวันรุ่งขึ้นจะประกาศผลสอบ แล้ว กลัวว่าตัวเองจะไม่ได้ที่หนึ่ง มันไม่ถึงกับว่าไม่มีความสุขหรอก แต่เมื่อไรก็ตามที่มีอะไรหนักอยู่ในอก เราก็เริ่มรู้สึกแล้วว่า เราอยากจะค้นหาคำตอบเพื่อคลี่คลายมัน

- วิธีการค้นหาคำตอบในวัยนั้นคืออะไร

* สมัยผมอยู่ ม.4 ที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย โรงเรียนอยู่ใกล้ท่าพระจันทร์ ผมไปเดินเล่นแล้วเจอพวกหนังสือธรรมะ ก็เลยลองซื้อหนังสือของท่านพุทธทาสมาอ่าน เพราะจากสิ่งแวดล้อมรอบๆตัวเรา เห็นว่าเวลาคนที่คิดมาหรือเป็นทุกข์ เขาก็จะไปเข้าวัดสวดมนต์ไหว้พระ อะไรกันไปต่างๆ นี่คือความคิดพื้นฐาน เราก็เลยมุ่งไปทางนั้น ไม่ว่าจะเป็นหนังสือธรรมะ หนังสือประวัติโยคี ประวัติคานธี คือ หนังสือที่ออกไปทางสปปิริชวลทั้งหลาย ในความรู้สึกของเด็กวัยรุ่นคนหนึ่ง ผมซื้อมาอ่านหมด

- หนังสือประเภทนี้ช่วยได้อย่างไร

* มันก็พอได้บ้าง เพราะว่าเราก็รู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง แต่มันเหมือนเป็นการสะสม ผมอ่าน แล้วเราก็ใช้ชีวิตของเรา มีความทุกข์บ้างตอน ม.6 เพราะกลัวเอนท์ไม่ติด ซึ่งนั่นคือทุกข์ที่สุดของเด็กวัยรุ่นในประเทศไทย แล้วในตอนนั้นสำหรับผม ศัตรูตัวฉกาจที่สุดคือกังวลของตัวเอง เพราะไม่มีใครมาทำร้ายผมหรอก แต่เป็นตัวผมที่คิดทุกอย่างไปเองล่วงหน้า แต่ผมเองก็เป็นเด็กที่มีความสุขร่าเริงคนหนึ่งนะครับ กับการมีเพื่อนดีๆ กับการได้เล่นดนตรีที่ผมชอบ จนกระทั่งเริ่มทำวงโมเดิร์นด็อกและประสบความสำเร็จ ตอนนั้นเองที่ผมได้เผชิญหน้ากับทุกข์จริงๆ ด้วยความที่ผมเป็นแค่เด็กอายุ 23 คนหนึ่ง ที่ไม่รู้จะรับมือกับความคาดหวังอย่างไร รวมทั้งกลัวที่จะสูญเสียความสำเร็จไป

ช่วงนั้นผมเกิดความกลัวขึ้นมาว่า ตัวเองจะแต่งเพลงอย่างนั้นได้อีกหรือเปล่า เพราะเราแต่งเพลงในชุดแรกด้วยสัญชาตญาณแล้วสำเร็จ แต่ผมก็ใช้ความกลัวตรงนั้นให้เป็นประโยชน์ คือเมื่อกลัวแล้วเราไม่ได้มุดหนี แต่กลับรู้สึกว่าเราต้องต่อสู้ ถ้ากลัวอะไรเราก็ไปศึกษาสิ่งนั้นเพื่อเพิ่มความมั่นใจ แล้วจะรู้ว่ามันไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด ผมจึงตัดสินใจออกไปศึกษาหาความรู้ในสิ่งที่เรากลัว คือเรื่องดนตรีและการเขียนเพลง ไปเรียนให้รู้เลยว่า เขามีหลักการเขียนเพลงกันอย่างไรบ้าง ตอนนั้นไปเรียนเมืองนอก ที่นิวยอร์กซิตี้คือสุดขั้วแห่งศิลปะดนตรีเลย จากนั้นพอกลับมาทำอัลบั้มสอง (ชุด คาเฟ่) เสร็จก็ตั้งใจว่าจะไปเรียนเมืองใน เพราะเราชอบอ่านหนังสือธรรมะมาตั้งแต่เด็ก แต่การอ่านหนังสือธรรมะที่ผ่านมาเป็นเหมือนเพียงทฤษฎีสอนการว่ายน้ำ ผมเลยคิดว่าการบวชนี่แหละ ที่ผมจะได้ไปว่ายน้ำในสระจริงๆ

- คาดหวังอะไรกับการบวชครั้งนั้น

* คาดหวังความเข้าใจในชีวิต เข้าใจในวิถีแห่งความสุข ซึ่งผมก็ตั้งอกตั้งใจปฏิบัติในวินัยอย่างเต็มที่จริงๆ แล้วด้วย ลักษณะวัดป่าที่ไป ก็เป็นวัดที่มีวิถีที่จริงจัง (วัดป่าสุนันทวนาราม จังหวัดกาญจนบุรี) ส่งเสริมให้เราได้เรียนรู้ตัวเองมาก

แต่ด้วยกิจกรรมของพระในตอนนั้นทำให้เราต้องไปเผชิญหน้ากับภารกิจมากมาย และต้องต่อสู่กับสิ่งต่างๆ อยู่ดี ไม่ใช่ว่าเข้าไปอยู่ในวัดแล้วจะได้รับความสงบ ความเบา ความโล่งโปร่งสบายทันทีเปล่าเลย เราต้องเข้าไปต่อสู้กับกิเลสของเราอยู่ดี เช่น ต้องฉันมื้อเดียว ต้องเดินบิณฑบาตเท้าเปล่าลงจากเขา 4 กิโลเมตร หรือว่าต้องล้างส้วม โดยมีอุปกรณ์แค่สก๊อตซ์ไบรต์อันเดียว ทุกอย่างเป็นกิจกรรมที่เราต้องต่อสู้กับความรู้สึกตัวเองเท่านั้น ไม่ใช่ไปแล้วนอนสบาย ปลอดโปร่ง

- สี่เดือนครึ่งนั้นทำให้อ่านหนังสือธรรมะเข้าใจมากขึ้นไหม

* บางทีก็ไปหยิบมาอ่านบ้าง แต่ท่านอาจารย์บอกว่า “พอได้แล้ว หยุดอ่านได้แล้ว มาอ่านจิต อ่านใจตัวเองดีกว่า” แล้วท่านก็ชี้ทางให้เราว่าให้หันมาดูตัวเอง ดูความเคลื่อนไหวของตัวเองดีกว่า ถ้าเรารู้จักตัวเอง เราก็จะรู้จักคนอื่น เพราะจริงๆ เราและเขาก็ไม่ต่างกัน ทุกคนก็มีความรู้สึกทุกอย่างเหมือนๆกัน มีทั้งโกรธ มีโลภ มีรัก น้อยใจ อิจฉา ครบรส

- หนึ่งในกิจกรรมที่ได้อยู่กับตัวเองที่คุณชอบคือโยคะ ประโยชน์ของโยคะคืออะไร

* โยคะเป็นสิ่งที่ทำให้เราได้สัมผัสตัวเอง เราต้องรู้จักกำหนดลมหายใจในทุกการเคลื่อนไหว เพราะฉะนั้นนั่นคือการที่เรากลับมาสัมผัสตัวเองจริงๆ ทุกมูฟเม้นท์จะมีลมหายใจกำกับอยู่ เพราะฉะนั้นโยคะคือการมีสติอยู่กับลมหายใจและการเคลื่อนไหวของตัวเอง ทำให้เราเห็นความนิ่งบางอย่างที่เกิดขึ้นในภาวะนั้น มันอาจจะต่างจากกีฬาทั่วไป ที่มุ่งไปข้างหน้า ในขณะที่โยคะทำให้เราหันมามองตัวเอง หันมามองลมหายใจ หันมามองร่างกายที่เคลื่อนตัวไปอย่างช้าๆ

ผมสังเกตตัวเองได้ชัดเจนมาก ตอนที่ผมทำท่า Head Stand หรือยืนด้วยศีรษะ แล้วผมไม่ยอมล้ม ซึ่งทำให้ต้องเกร็งมาก พยายามออกแรงแขนเต็มที่ เพราะเราไม่ได้อยู่ในจุดที่สมดุลแล้ว ในขณะที่ครูบอกว่าล้มไปเถอะล้มไป แล้วจะรู้ว่ามันไม่เจ็บอย่างที่คิด จากจุดนั้นก็เลยทำให้ผมได้เห็นอย่างชัดเจนว่าตัวเองมีความยึดติด

เมื่อผ่านตรงนั้นมา ผมจึงไม่ค่อยกลัวที่จะล้ม รวมถึงการทำงานที่ความกลัวหลังจากชุดแรกมันค่อยๆหายไป เมื่อเราพยายามทำงานทุกชิ้นอย่างเต็มที่ และไม่ไปคาดหวังกับมัน ว่ามันจะต้องเป็นงานมาสเตอร์พีช ตอนนี้ความสำเร็จในความหมายของผมเปลี่ยนไปแล้ว มันกลายเป็นว่าเรามีความสุขและสนุกกับงาน กับกิจกรรมทุกชิ้นที่กำลังทำ ผมถือว่านั่นคือความสำเร็จแล้ว ผมเริ่มมีความสุขง่ายขึ้นกว่าแต่ก่อน คืออยู่กับแต่ละขณะของชีวิตจริงๆ

- ถ้าเป็นเช่นนั้น ประเด็นเรื่องความสุขอยู่ที่ไหน ก็ไม่ใช่ประเด็นสำคัญอีกต่อไปแล้ว

* มันก็ยังเป็นประเด็นที่สำคัญ เพียงแต่เราเริ่มทำความเข้าใจแล้วว่าในการดำเนินชีวิต เราต้องคอยดูตัวเองอยู่เรื่อยๆ คือพัฒนาตัวเองให้มีสติเท่าทันอารมณ์และความคิดที่ผุดขึ้นมา หรือการเฝ้าดูลมหายใจและร่างกายที่กำลังเคลื่อนไหว แล้วเราจะเริ่มเข้าใจมากขึ้น ว่าอารมณ์ความรู้สึกหรือสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นเป็นแค่เพียงสภาวะชั่วคราว จากนั้นความรู้สึกยึดติดแบบเดิมก็จะเบาบางลง

- ภาพของป๊อดตอนอายุ 60 ที่ตัวคุณเองอยากให้เป็นคือภาพแบบไหน

* ผมตั้งใจไว้ว่า ยิ่งเราอายุเยอะขึ้นเรื่อยๆ เราควรจะมีความสุขมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะเราน่าจะผ่านการเรียนรู้มามากขึ้น ในขณะที่ไอ้ความยึดติดความยึดมั่นถือมั่น ก็ควรจะน้อยลงไปเรื่อยๆ เราไม่ควรเป็นคนแก่ที่ยังขี้หวง ยังขี้โกรธ ยังขี้น้อยใจอยู่ ชีวิตมันควรจะสอนเรา ทำให้เราผ่อนคลายลง แล้วก็หัวเราะงายขึ้น

ชีวิตเรามีไว้ใช้ เพียงแต่ว่าจะใช้แบบไหนเท่านั้น สำหรับผมคิดว่าเราควรใช้ชีวิตให้เกิดประโยชน์และมีคุณค่า โดยเราต้องสร้างคุณค่าให้กับตัวเองก่อน เหมือนกับการปั้นงานชิ้นหนึ่ง ที่เราควรปั้นตัวเองให้เป็นสิ่งที่มีความหมาย มีคุณค่า ให้เกิดการพัฒนาขึ้นในฐานะที่เป็นมนุษย์ จากนั้นจึงค่อยขยายคุณค่าออกไปสู่สายตาโลกภาพนอกอย่างสร้างสรรค์

----- เมื่อจิตมีอุปาทาน ยึดมั่นถือมั่น เพื่อจะถอนอุปาทาน ต้องพิจารณาอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ------

(จากสอนคนขี้บ่น โดยพระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโกแห่งวัดป่าสุนันทวนาราม)
















จาก: อ๊อด
วันที่: 09/08/53 - 21:55 น.
IP Address: 58.9.31.xx
ความคิดเห็นที่ 26
ขอคุณครับพี่อ็อดที่บอกบุญขออนุโมทนาสาธุกับผู้จัดงานด้วยครับ
ช่วงนี้งานยุ่งฯอยู่เลยไม่ได้เขามา

จาก: ไผ่ พงศกร
วันที่: 10/08/53 - 11:22 น.
IP Address: 125.25.186.xx
ความคิดเห็นที่ 27




ขอบคุณ และ อนุโททนากับน้องไผ่ พงศกร ด้วยครับ ที่เข้ามารับบุญ...สาธุ

จาก: อ๊อด
วันที่: 10/08/53 - 11:38 น.
IP Address: 202.176.90.xx
ความคิดเห็นที่ 28




*** อยู่อย่างไร...ให้ใจสบาย ? ***

- ใจสบายมีความหมายต่อชีวิตมาก เมื่อใดใจไม่สบาย แม้ร่างกายจะสมบูรณ์ ชีวิตก็ไร้ความหมาย เมื่อใดสุขสบายใจแล้ว แม้ร่างกายจะพิการบ้าง ก็หาความสุขได้ไม่ยาก

ความสุขของมนุษย์อยู่ที่ใจสบาย มิใช่มีทรัพย์มากกว่า มีเกียรติสูงกว่า การมีทรัพย์มาก มีเกียรติมาก บางทีกลับก่อความไม่สบายใจให้ ปัญหาสำคัญจึงอยู่ที่ว่า เราจะอยู่อย่างไรให้ใจสบาย จะอยู่อย่างไรให้ใจเป็นสุข ?

ในหลักพระพุทธศาสนาสอนว่า ละชั่ว ทำดี ทำใจให้ผ่องใส สองข้อแรกเป็นเหตุให้ใจสบายแน่นอน แต่บางครั้ง การตั้งใจทำดีแท้ๆ ก็ยังมีเหตุให้ใจไม่ผ่องใส ทำให้ไม่สบายใจอยู่ก็มีมาก

ด้วยเหตุนี้ พระพุทธองค์จึงตรัสเพิ่มอีกเป็นข้อที่สาม เน้นลงไปที่ความผ่องใสของใจ แปลว่า แม้จะไม่ทำชั่ว ตั้งใจทำดีเต็มที่แล้ว เท่านั้นยังไม่พอ เรายังต้องดูอีกว่า ดีที่ทำนั้น ได้ทำให้ใจของเราผ่องใสหรือไม่ หรือว่าทำไปแล้วยังขุ่นมัวอยู่เพราะดีที่ทำ แล้วก็มาบ่นว่า ทำดีไม่ได้ดี ทำคุณคนไม่ขึ้น เมื่อใจไม่สบาย มนุษย์ก็เริ่มเครียด และเครียดสะสม จากวันเป็นเดือนเป็นปี เป็นชีวิต จะเห็นได้ว่าทุกวันนี้มนุษย์เรามีความเครียดเพิ่มมากขึ้นตลอด ไม่เคยลด เพราะไม่ทราบอุบายที่จะทำใจให้สบาย

วันนี้มีวิธี อยู่อย่างไร...ให้ใจสบายของท่านเจ้าคุณพระศรีญาณโสภณ (ปิยโสภณ) วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษกมาเล่าสู่กันฟัง....


๑. การพูดถึงปัญหาเพียงครั้งเดียวก็เกินพอ ส่วนวิธีแก้ปัญหาต้องพูดแล้วพูดอีกคิดแล้วคิดอีก

มนุษย์เราส่วนมาก ที่ใจไม่สบาย ก็เพราะชอบพูดแต่ปัญหา พูดแล้วพูดอีก เจอหน้ากันอีก ก็พูดเรื่องเดิม พูดสิบครั้ง ก็โกรธสิบครั้ง ถูกไฟเผาไหม้ไปสิบครั้ง เรื่องควรจะจบกลับไม่ยอมจบ ไฟที่กำลังจะมอด ก็ถูกเติมเชื้อให้ลุกโชนขึ้นอีก

แม้นำความไปพูดกับคนอื่น ก็ทำให้เกิดอารมณ์โกรธเกลียดเคียดแค้นไม่สิ้นสุด และสุดท้ายก็กลายเป็น“โอษฐภัย” ไปโดยไม่รู้ตัว อยากให้ใจสบาย ให้พูดถึงปัญหาเพียงครั้งเดียว และแสวงหาวิธีแก้ปัญหาให้มาก

๒. คิดบวกต่อคนอื่นให้มากเข้าไว้

การคิดบวก เป็นอุบายสำคัญในการดำรงชีวิต คนคิดบวก มักมีกำไรในชีวิต ส่วนคนคิดลบ พูดลบ ชีวิตมักขาดทุน

การคิดบวกต้องฝึกฝน เพราะมนุษย์ส่วนมาก มักจินตนาการไปในทางลบ เมื่อเราคิดลบต่อเขา เขาก็คิดลบต่อเราคิดดูเถิดว่าอะไรจะเกิดขึ้น เรื่องเล็กจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมาทันที เรื่องไม่เป็นเรื่อง ก็จะกลายเป็นเรื่องใหญ่โตลุกลามไม่มีวันจบสิ้น

ไม่เคยมีใครที่จะเอาชนะคนโกรธด้วยการโกรธตอบ พระพุทธองค์ตรัสสอนว่า พึงชนะคนไม่ดีด้วยความดี พึงชนะคนตระหนี่ด้วยการให้ พึงชนะคนโกรธ ด้วยการไม่โกรธตอบ ถามว่าทำยากไหม ตอบว่า ทำยาก หากไม่เคยทำ สิ่งเหล่านี้อยู่ที่การฝึกฝนกระทั่งเกิดความคล่องตัวในวิธีคิด มนุษย์จะสุขหรือทุกข์อยู่ที่วิธีคิดใจจะสบายหรือไม่สบายก็อยู่ที่วิธีคิดคิด บวกสบาย ใจคิดลบก็นอนกอดทุกข์ขาดทุนไป

๓ ไม่ต้องกลัวว่าใครจะดีกว่าเรา

เรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งของมนุษย์คือ เห็นใครได้ดีกว่าแล้วเป็นทุกข์ ถ้าจะบอกว่าเป็นธรรมชาติของมนุษย์ ก็ดูจะประเมินคุณค่าต่ำเกินไป ข้าพเจ้าอยากพูดว่า จริงๆ แล้วมิใช่เป็นธรรมชาติ หากแต่เป็นความเคยชินที่มนุษย์สร้างขึ้นมาอย่างต่อเนื่องแล้วไม่มีใครแก้ไข แล้วก็บอกว่า เป็นธรรมเนียม เป็นประเพณี

เช่น กรณีที่ทอดกฐินผ้าป่าล้มวัวล้มควายครั้งหนึ่ง ข้าพเจ้าเคยเตือนชาวบ้านไปว่า อย่าทำบาปแลกบุญ อย่าทำบุญแล้วได้บาปด้วยการปลิดชีวิตสัตว์ เพราะถ้าไม่มีงานบุญ สัตว์ก็ไม่ตาย พวกเขาตอบว่า การล้มวัวในงานกฐินผ้าป่า ถือเป็นประเพณี ข้าพเจ้าย้อนถามว่าประเพณีอะไรกันแน่ เขาตอบว่า ก็ทำงานอย่างนี้มาตลอด ข้อนี้ ย่อมแสดงให้เห็นว่า มนุษย์เราเห็นแก่ตัวมาก ใช้กิเลสสร้างประเพณีบาปให้แก่ตน แล้วก็อ้างว่าเป็นประเพณี

การพยายามฝึกคิดว่า ขอให้คนอื่นดีกว่าเรา ชื่นชมเขาเมื่อเขาดี เพียงแค่ชื่นชม เราก็เป็นสุข เขาก็สบายใจ ในทางตรงกันข้าม ถ้าเราอิจฉาเขา ใจเราก็ไม่สบาย ใจเขาเองก็เกิดการต่อต้าน สุดท้ายก็ไม่สบายใจทั้งสองฝ่ายเมื่อเราได้ดีบ้าง ก็ถูกต่อต้านกลับ

ด้วยเหตุนี้ พระพุทธองค์จึงตรัสสอนเรื่อง “มุทิตาจิต” คือเมื่อเห็นเขาได้ดี ก็ขอให้พลอยยินดีกับเขาด้วย เราต้องฝึกหัดยกย่องชื่นชม โดยไม่ต้องกลัวว่า ใครจะได้ดีกว่าเรา แล้วใจเราก็จะสบาย

๔. พึ่งตนให้มาก ไม่คิดหวังพึ่งคนอื่นตลอดเวลา

เรื่องการพึ่งตนนี้ เป็นเรื่องสำคัญมาก มนุษย์เราส่วนใหญ่ชอบพึ่งคนอื่น บางครั้งเราก็คิดว่า เขาน่าจะให้เราพึ่งพาอาศัยได้ แต่สุดท้ายก็เปล่าประโยชน์คือเสียใจกลับมา

ในทางกลับกัน เราน่าจะคิดใหม่ว่า ทำอย่างไร เราจะพึ่งตนได้และเป็นที่พึ่งของคนอื่นด้วย การคิดพึ่งตนและให้คนอื่นมาพึ่งเราได้ ถือเป็นหัวใจสำคัญในการป้องกันไม่ให้เกิดทุกข์ ไม่ให้เกิดความผิดหวัง ให้เราคิดว่า แม้ในโลกนี้ จะมีเพียงเราคนเดียว เราก็จะดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างปลอดภัย

ผู้ฝากความหวังไว้กับคนอื่น จะผิดหวังเสมอ บางคน เราคิดว่า เขาสมหวังแล้ว เขามีมากแล้ว เราควรจะไปขอพึ่งพาอาศัยเขา แล้วก็ฝากความหวังไว้กับเขา แต่เอาเข้าจริง ปรากฏว่า ผิดหวังหนักกว่าเดิม

การฝากความหวังไว้กับคนที่ยังไม่สมหวัง เราจะผิดหวังยิ่งกว่าเขาหลายเท่า คนที่เราคิดว่าเขารวยอาจจะจนกว่าเราก็ได้ คนที่เราคิดว่า เขาสมหวัง อาจจะผิดหวังยิ่งกว่าเราก็ได้ การฝึกใจให้รู้จักคิดพึ่งตน และกวักมือเรียกคนอื่นให้มาพึ่งเรา จึงถือว่าเป็นการสร้างฐานความคิดที่สำคัญ ในการป้องการใจไม่ให้ตก “หลุมพลางของทุกข์”

ขอบคุณและอนุโทนาคุณน้อมเศียรเกล้า ด้วยครับ จากลิ้งค์

http://www.pantip.com/cafe/religious/topic/Y9563168/Y9563168.html#16



จาก: อ๊อด
วันที่: 10/08/53 - 11:47 น.
IP Address: 202.176.90.xx
ความคิดเห็นที่ 29




*** วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก ***

(จากวิกิพีเดีย)

วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษกที่อยู่เลขที่ ๙๙๙ ซอย ๑๙ ถนนพระราม ๙ แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร 10320

ชื่อสามัญ วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก

ประเภท พระอารามหลวงชั้นตรี

นิกาย เถรวาท (ธรรมยุตินิกาย)

พระประธาน พระพุทธกาญจนธรรมสถิต

เจ้าอาวาส พระธรรมบัณฑิต (อภิพล อภิพโล)

ความพิเศษ....วัดที่สร้างขึ้นโดยพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

วัดประจำรัชกาล พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก เป็นวัดที่สร้างขึ้นโดยพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในปี พ.ศ. 2538 ตั้งอยู่เลขที่ 999 ซอยพระราม 9 กาญจนาภิเษก 19 ถนนพระราม 9 แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร เป็นวัดที่ได้รับพระราชทานวิสุงคมสีมา
และได้รับการยกขึ้นเป็นพระอารามหลวงชั้นตรีเป็นการพิเศษในปี พ.ศ. 2542
ปัจจุบันมี พระธรรมบัณฑิต (อภิพล อภิพโล) เป็นเจ้าอาวาส

สืบเนื่องจากสภาพสังคมไทยในปัจจุบันปัญหาเกี่ยวกับสภาพแวดล้อม นับเป็นปัญหาใหญ่ที่ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น ซึ่งชุมชนบึงพระราม ๙ ก็เป็นสถานที่อีกแห่งหนึ่ง ที่ปราบปัญหาเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม เนื่องจากจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น อันก่อให้เกิดปัญหาน้ำเน่าเสีย ส่งผลให้เกิดการทำลายสภาพแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน กอรปกับแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งเป็นแหล่งปลายทางรับน้ำเสียจากทุกหนแห่ง ได้เริ่มเสื่อมโทรมลงทุกขณะ หากไม่เร่งแก้ไขปัญหาต่างๆ ก็จะตามมาอย่างไม่หยุดยั้ง

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงตระหนักถึงปัญหาดังกล่าวที่เกิดขึ้นกับประชาชนและประเทศชาติ จึงมีพระราชดำริให้ทดลองแก้ไขปัญหาน้ำเสียด้วยวิธีเติมอากาศ ณ บริเวณบึงพระราม ๙ ในลักษณะเป็นระบบบำบัดน้ำเสียขนาดเล็กและทำการทดสอบการบำบัดน้ำเน่าเสียที่ไหลมาตามคลองลาดพร้าวบางส่วนให้มีคุณภาพดีขึ้น โดยใช้วิธีเติมอากาศลงไปในน้ำและปล่อยให้น้ำตกตะกอนแล้วปรับสภาพก่อนระบายออกสู่ลำคลองตามเดิม รวมทั้งการปรับปรุงคุณภาพน้ำซึ่งเป็นการนำน้ำสะอาดจากแม่น้ำเจ้าพระยามาชะล้างทำความสะอาดคลองและระบายลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง โดยอาศัยจังหวะน้ำขึ้น – น้ำลง ตามธรรมชาติ อันเป็นการบรรเทาปัญหาได้ในระดับหนึ่ง

จากพระราชดำรัสนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ได้พระราชทานไว้เกี่ยวกับการบำบัดน้ำเสียในเขตกรุงเทพมหานคร โดยการฟอกน้ำเสียให้เป็นน้ำดี ซึ่งจากนั้นเป็นต้นมาพื้นที่บริเวณบึงพระราม ๙ ก็ได้รับการพัฒนาและเป็นตัวอย่างในการบรรเทาแก้ไขปัญหาสภาพแวดล้อมเกี่ยวกับน้ำเน่าเสียให้แก่กรุงเทพมหานคร เพื่อเป็นการพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตของราษฎรในบริเวณพื้นที่ดังกล่าวให้ดีขึ้น

โครงการบึงพระราม ๙ จึงได้กำเนิดขึ้น โดยมีการดำเนินงานในเขตที่ดินของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ซึ่งอยู่ติดกับคลองลาดพร้าวฝั่งทิศตะวันตก และด้านใต้จรดกับคลองแสนแสบ มีพื้นที่ประมาณ ๑๓๐ ไร่ เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่เดือนมีนาคม ๒๕๓๑ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วยสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) กรมชลประทาน สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และกรุงเทพมหานคร ร่วมกันดำเนินงานในการเพิ่มประสิทธิภาพการบำบัดน้ำเสียที่บึงพระราม ๙ ให้มีคุณภาพดีขึ้น เพื่อบรรเทาปัญหาน้ำเน่าเสียและเป็นการระบายน้ำซึ่งส่งผลต่อสภาพแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของชุมชนบึงพระราม ๙ ให้ดียิ่งขึ้น จวบจนกระทั่งปัจจุบัน

เมื่อการดำเนินการแก้ไขปัญหาน้ำเน่าเสีย ตามโครงการบึงพระราม ๙ ดำเนินการไปได้ระดับหนึ่ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงได้พระราชทานพระราชดำริเพิ่มเติม เมื่อวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๓๑ ให้มีการดำเนินการปรับปรุงสภาพพื้นที่ และชุมชนในพื้นที่บริเวณใกล้เคียงกับโครงการบึงพระราม ๙ ดังกล่าว พร้อมกันนั้นก็ให้มีการจัดตั้งวัดขึ้นในที่ดินที่อยู่ใกล้เคียงกัน ซึ่งนางสาวจวงจันทร์ สิงหเสนี ได้น้อมเกล้าฯ ถวายที่ดินจำนวน ๘ – ๒ – ๕๔ ไร่ และได้รับการอนุญาตให้สร้างวัดจากกรมการศาสนา เมื่อวันที่ ๙ สิงหาคม ๒๕๓๔ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานนามวัดแห่งนี้ว่า “ วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก ” โดยมีสมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก เป็นองค์อุปถัมภ์ฝ่ายสงฆ์ และสมเด็จ พระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารีเป็นองค์อุปถัมภ์ฝ่ายฆารวาส ในการนี้ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการดำเนินงานก่อสร้างวัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษกขึ้น โดยมีนายจริย์ ตุลยานนท์ กรรมการมูลนิธิชัยพัฒนา เป็นประธานคณะอนุกรรมการดำเนินการก่อสร้างวัด ทำหน้าที่ในรับผิดชอบในการดำเนินการก่อสร้างวัดให้เป็นไปตามพระราชประสงค์ ในลักษณะวัดขนาดเล็กที่มีลักษณะเรียบง่าย ประหยัด และทันสมัย เป็นศูนย์รวมแห่งจิตใจ และศรัทธา เป็นแหล่งเผยแพร่ความรู้ ทั้งทางศาสนา สังคม และจริยธรรม แก่เยาวชน และประชาชนในชุมชน เพื่อขัดเกลาจิตใจของชุมชนให้มีจิตสำนึกต่อสังคมโดยส่วนรวมอันจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติต่อไป

ดังพระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการเปิดประชุมยุวพุทธิกสมาคม ครั้งที่ ๑๔ วันที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๑๘ ความตอนหนึ่งดังต่อไปนี้

“...จุดมุ่งหมายโดยตรงแท้ของศาสนาทั้งปวง และโดยเฉพาะของพระพุทธศาสนามุ่งจะให้บุคคลศึกษาพิจารณาหลักการ และแนวความคิดในศาสนธรรม และน้อมนำมาเป็นที่ยึดเหนี่ยวและปฏิบัติด้วยตนเองตามความสามารถ เพื่อให้เกิดประโยชน์ในการครองชีวิต คือให้เกิดความผาสุก ความร่มเย็น และความเจริญในแต่ละบุคคลในส่วนรวม และให้เกิดความบริสุทธิ์หลุดพ้นอันเป็นปรมัตถประโยชน์ ดังนั้นการบำรุงส่งเสริมพระศาสนาจึงควรจะได้กระทำให้ถูกเป้าหมาย...”

เบื้องต้น คณะอนุกรรมการฝ่ายออกแบบ ได้ออกแบบอาคารศาสนสถานในวัดแห่งนี้ และประมาณราคาการก่อสร้างอยู่ในวงเงินประมาณ ๑๐๐ ล้านบาท เพื่อให้สมพระเกียรติ เมื่อนำความกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชกระแสรับสั่งให้ปรับแบบพระอุโบสถและอาคารอื่นๆ ให้มีขนาดเล็กลงจากเดิม มีพระราชประสงค์ให้วัดเล็กๆ โบสถ์เล็กๆ มีกุฏิเล็กๆ ไม่โปรดให้สร้างวัดขนาดใหญ่ และให้ใช้งบประมาณไม่ควรเกิน ๑๐ ล้านบาท นอกจากนี้ สภาพพื้นที่ก็ไม่เหมาะที่จะสร้างเป็นวัดใหญ่ ทรงเน้นว่าให้มีวัดเพื่อให้มีพระไว้สั่งสอนชาวบ้านในบริเวณนั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นวัดใหญ่โต เน้นให้สามารถเอื้อประโยชน์ต่อชุมชนได้เป็นสำคัญ อีกทั้งให้ยึดหลักแห่งความประหยัด เรียบง่ายและเกิดประโยชน์สูงสุด ดังนั้น คณะอนุกรรมการฯ จึงได้ออกแบบที่ง่ายๆ ไม่หรูหรา ซึ่งประกอบด้วยพระอุโบสถ ศาลาอเนกประสงค์ กุฏิเจ้าอาวาส กุฏิพระ จำนวน ๕ หลัง หอระฆัง โรงครัว อาคารสะอาด สวยงาม และบริเวณพื้นที่โดยรอบให้ปลูกพันธุ์ไม้นานาชนิดทั้งไม้ป่าและพันธุ์ไม้หายากในลักษณะป่าผสมผสาน เพื่อให้เกิดร่มเงาและความร่มเย็นแก่พุทธศาสนิกชนทั่วไปที่เข้ามาประกอบกิจกรรมทางพุทธศาสนา

ในส่วนของพระอุโบสถจะเป็นลักษณะผสมผสานกลมกลืนระหว่างสถาปัตยกรรมสมัยโบราณผสมผสานกับสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ ซึ่งให้เกิดความเป็นเอกลักษณ์ โดยคำนึงถึงประโยชน์แห่งการใช้สอยเป็นสำคัญ และเมื่อวันที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๔๐ กระทรวงศึกษาธิการจึงได้ประกาศตั้งวัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก เป็นวัดในพระพุทธศาสนาอย่างสมบูรณ์

ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ยกฐานะวัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษกเป็นพระอารามหลวงเป็นกรณีพิเศษ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๖ รอบ ๕ ธันวาคม ๒๕๔๒ ซึ่งได้ผ่านมติของมหาเถรสมาคม เมื่อวันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๔๒ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

การดำเนินการก่อสร้าง วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก เริ่มดำเนินการโดยการถมดินปรับพื้นที่โครงการก่อสร้างวัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก ที่บริเวณบึงพระราม ๙ แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร นับตั้งแต่วันที่ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๓๘ และเริ่มงานก่อสร้างอาคารวัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษกเมื่อวันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๙

จากนั้น เมื่อวันจันทร์ที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๓๙ เวลาประมาณ ๖.๐๐ น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ทรงวางศิลาฤกษ์พระอุโบสถวัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก และทรงเปิดอาคารเรียน โรงเรียนวัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก

วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก ตั้งอยู่ เลขที่ ๙๙๙ ถนนพระราม ๙ ซอย ๑๙ เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร เดิมเป็นที่ลุ่มว่างเปล่า ขอบเขตที่ดินเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า เนื้อที่ทั้งหมด ๘ – ๒ – ๕๔ ไร่ด้านทิศเหนือ ยาว ๒๓๔ เมตร ติดกับโรงเรียนสมาคมไทย – ญี่ปุ่น และที่ว่างเปล่าของเอกชน ด้านทิศตะวันออก ยาว ๖๑.๕ เมตร ติดคลองลาดพร้าว ด้านทิศใต้ ยาว ๒๑๗ เมตร ติดกับที่ดินที่กันไว้เป็นถนนทางเข้า ด้านทิศตะวันตก ยาว ๖๕ เมตร ติดกับโรงเรียนพระราม ๙ กาญจนาภิเษก ของกรุงเทพมหานคร เดิมเป็นที่ลุ่มว่างเปล่า ขอบเขตที่ดินเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า เนื้อที่ทั้งหมด ๘ – ๒ – ๕๔ ไร่ด้านทิศเหนือ ยาว ๒๓๔ เมตร ติดกับโรงเรียนสมาคมไทย – ญี่ปุ่น และที่ว่างเปล่าของเอกชน ด้านทิศตะวันออก ยาว ๖๑.๕ เมตร ติดคลองลาดพร้าว ด้านทิศใต้ ยาว ๒๑๗ เมตร ติดกับที่ดินที่กันไว้เป็นถนนทางเข้า ด้านทิศตะวันตก ยาว ๖๕ เมตร ติดกับโรงเรียนพระราม ๙ กาญจนาภิเษก ของกรุงเทพมหานคร

แรกเริ่ม การออกแบบพระอุโบสถ นาวาอากาศเอก อาวุธ เงินชูกลิ่น ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านสถาปัตยกรรม สถาปนิก ๑๐ กรมศิลปากร (อดีตอธิบดีกรมศิลปากร) ผู้ออกแบบสถาปัตยกรรมในวัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก ได้นำแบบพระอุโบสถขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทอดพระเนตร มีรับสั่งให้ย่อลง ให้มีขนาดกระทัดรัด สอดคล้องกับลักษณะของชุมชน ด้วยไม่โปรดสิ่งที่ใหญ่โตเกินความจำเป็น

มีพระราชประสงค์ให้วัดนี้เป็นวัดของชุมชนพระราม ๙ เพื่อให้ประกอบศาสนกิจ จากเดิมที่ออกแบบให้ภายในพระอุโบสถจุคนได้ ๑๐๐ คนเศษ ทรงให้ลดเหลือเพียง ๓๐ — ๔๐ คน ลดงบประมาณจากที่ตั้งไว้ ดิม ๕๗ ล้านบาท เป็นไม่เกิน ๓ ล้านบาท เหล่านี้ ชี้ให้เห็นพระราชนิยมที่ประหยัด เรียบง่าย เน้นเพียงการใช้ประโยชน์สูงสุดที่สำคัญ และมีพระราชประสงค์ให้เป็นตัวอย่างของการสร้างวัดสำหรับชุมชนอีกด้วย

นาวาอากาศเอก อาวุธ เงินชูกลิ่น จึงน้อมรับพระราชกระแสมาออกแบบพระอุโบสถใหม่ โดยเน้นประโยชน์ในอาคารอย่างคุ้มค่า วัสดุก่อสร้างทั้งหมดเป็นของที่ผลิตในประเทศ ส่วนรูปแบบทางศิลปกรรมเป็นการผสมผสานรูปแบบอย่างสถาปัตยกรรมปัจจุบัน โดยได้ต้นเค้าจากพระอุโบสถวัดต่างๆ ดังนี้

- พระอุโบสถวัดราชาธิวาส กรุงเทพมหานคร เช่น รูปทรงเสาของเสาอุโบสถ

- พระอุโบสถวัดพระปฐมเจดีย์จังหวัดนครปฐม เช่น ความเรียบง่ายและมุขประเจิด

- พระอุโบสถวัดเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดนนทบุรี

ซึ่งเป็นต้นแบบในการผูกลายปูนปั้นประดับหน้าบัน โครงสร้างอุโบสถวันพระราม ๙ เป็นคอนกรีตเสริมเหล็กหลังคมมุงกระเบื้องทำด้วยแผ่นเหล็กสีขาว องค์ประกอบเครื่องบนหลังคาเป็นปูนปั้นลายดอกพุดตาน ประดับหน้าบันด้วยลายปูนปั้นปิดทองเฉพาะที่ตราพระราชลัญจกร ประจำพระองค์รัชกาลที่ ๙ ช่อฟ้า ใบระกาเป็นลวดลายปูนปั้นไม่ปิดทองประดับกระจก ผนังและเสาก่ออิฐฉาบปูนเรียบทาสีขาว บานประตูหน้าต่างใช้กรอบอะลูมิเนียม ลูกฟักเป็นกระจก เพดานพระอุโบสถเป็นเพดานไม้เรียบ แต่ได้มีผู้มีจิตศรัทธาถวายโคมระย้าเป็นพุทธบูชาประดับไว้แทนรวม ๔ ช่อ

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี โปรดให้จารึกคาถาเยธมมาฯ ณ ที่นี้ ใช้อักษรอริยกะ ซึ่งเป็นอักษรที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ทรงประดิษฐ์ขึ้น แบบเดียวกับที่พระอุโบสถวัดพระปฐมเจดีย์


จาก: อ๊อด
วันที่: 10/08/53 - 12:50 น.
IP Address: 202.176.90.xx
ความคิดเห็นที่ 30



พระปฏิบัติสายพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต
(รวมทั้งพระอาจาย์เสาร์ กันตสีโล พระอาจารย์ของท่านด้วย)
ยุครุ่งเรืองของพระพุทธศาสนาในเมืองไทย
ส่วนใหญ่ก็มาจากพระสายนี้ครับ
เขาว่ากันว่าช่วงกึ่งพุทธกาล (2500)
เป็นยุคที่เมืองไทยมีพระอรหันต์มากที่สุด
โดยเฉพาะพระสายนี้ ช่วงนั้นเขาว่าอรหันต์ยกทีมกันเลยทีเดียว
เห็นปฏิปทาของพระที่ปฏิบัติแล้ว ไม่แปลกใจเลยครับ
ท่านปฏิบัติแบบเอาชีวิตเข้าแลกกันเลยทีเดียวครับ
สายอื่น หรือไม่มีสายหรือเป็นปัจเจกอรหันต์ก็มี เพียงแต่สายนี้โดดเด่นเพราะมีมากทีเดียว

สมัยพุทธกาล ก็มีพระอรหันต์เกิดขึ้นมากมาย แถมยังเป็นพระอรหันต์กันตั้งแต่หนุ่มๆ เช่น 20 ต้นๆ 23 , 24 , 25 มากมายครับ
ยุคนี้ ผมว่าก็ยังมีไม่น้อย แต่เราจะรู้จักกันหรือไม่เท่านั้นแหละครับ

พระพุทธองค์ตรัสว่า "โลกนี้จะไม่ว่างจากพระอรหันต์ ถ้ายังมีผู้ที่เห็นทุกข์โทษเวรภัยของโลกโลกียะ และปรารถนาดำริออกจากโลก และตั้งมั่นปฏิบัติอย่างจริงจังตามทางของตถาตต"

เพราะฉะนั้นไม่ต้องกลัวครับ ว่าปัจจุบันไม่มีพระดีดีหรือพระอรหันต์แล้ว (บางท่านบอกว่าไม่มีแล้ว เพราะความไม่รู้)
แต่อาจจะไม่มากเหมือนเมื่อก่อน
เพราะคนออกบวชมีน้อย และกิเลสมันก็วิวัฒนาการขึ้นมากตามความเจริญของวัตถุ
คนที่จะบรรลุจริงๆ ต้องใช้กำลังพลังสติสัมปชัญญะ สมาธิ ปัญญา มากเป็นพิเศษเพิ่มขึ้นกว่าแต่ก่อนหลายเท่าเลยครับ
อันนี้พูดถึงฆราวาสนะครับ ที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ในทางโลกแต่ปฏิบัติไปด้วย
รวมทั้งพระที่ใช้ชีวิตทางโลกมามาก มาบวชเมื่อมีอายุ แต่ตั้งใจจะปฏิบัติเพื่อการหลุดพ้น

จาก: อ๊อด
วันที่: 11/08/53 - 10:02 น.
IP Address: 202.176.90.xx
ความคิดเห็นที่ 31



พระธรรมธีรราชมหามุนี (โชดก ญาณสิทฺธิ)
พระโชดกญาณสิทธิเถระ (ป.ธ.๙) หรือคนส่วนใหญ่เรียกกันว่า ท่านเจ้าคุณโชดก
อดีตอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนาธุระ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษดิ์ แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กทม.

เป็นพระอาจารย์ใหญ่สาย "พองหนอ ยุบหนอ" (ได้มาจากพม่า)
เป็นพระอาจารย์สอนปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน พองหนอ ยุบหนอ ถวายแด่องค์สมเด็จย่า
(ถ่ายทอดมาถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ)
หลวงพ่อ จรัล แห่งวัดอัมพวัน
และ คุณแม่สิริ กรินชัย
รวมทั้ง หลวงพ่อสด วัดปากน้ำ ด้วย
(ภายหลังท่านเปลี่ยนจากสัมมา อรหัง มา
พองหนอ ยุบหนอ แล้วสำเร็จ)

จาก: อ๊อด
วันที่: 11/08/53 - 10:54 น.
IP Address: 202.176.90.xx
ความคิดเห็นที่ 32




เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๘ พระธรรมธีรราชมหามุนี (โชดก ญาณสิทฺธิ)
ครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่พระอุดมวิชาญาณเถร ได้เป็นพระอาจารย์ถวายวิปัสสนากรรมฐาน
แด่สมเด็จพระราชชนนีศรีสังวาลย์ (ปัจจุบันคือ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี)
ซึ่งได้เสด็จมาสมาทานพระกรรมฐาน ณ วัดมหาธาตุฯ เป็นเวลาถึง ๑ เดือน




จาก: อ๊อด
วันที่: 11/08/53 - 10:56 น.
IP Address: 202.176.90.xx
ความคิดเห็นที่ 33



พระธรรมธีรราชมหามุนี ได้อุทิศชีวิตอบรมและเผยแพร่วิปัสสนากรรมฐานติดต่อมาเป็นเวลายาวนานประมาณ ๔๐ ปี จึงมีศิษยานุศิษย์และมีผู้เคารพศรัทธาเลื่อมใสมาก ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ และบุคคลผู้มาปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานนั้น มีทุกระดับชั้น ทุกฐานะอาชีพ เช่น ในช่วง พ.ศ. ๒๔๙๘ ครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่พระอุดมวิชาญาณเถร ได้เป็นพระอาจารย์ถวายวิปัสสนากรรมฐานแด่สมเด็จพระราชชนนีศรีสังวาลย์ (ปัจจุบันคือ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี) ซึ่งได้เสด็จมาสมาทานพระกรรมฐาน เมื่อวันอังคารที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๙๘ เวลา ๑๙.๐๐ น. ณ พระมณฑปพระบรมธาตุ วัดมหาธาตุฯ

ในโอกาสนั้น ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ ครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่ “พระพิมลธรรม” ได้ถวายศีล แล้วพระอุดมวิชาญาณเถรเป็นผู้ถวายพระกรรมฐาน และถวายสอบอารมณ์พระกรรมฐานด้วย เป็นประจำทุกวัน ณ พระมณฑปพระบรมธาตุ เวลา ๑๙.๐๐ น. รวมเวลาที่ทรงปฏิบัติพระกรรมฐาน เป็นเวลา ๑ เดือน และทรงได้รับผลจากการปฏิบัติวิปัสสนาเป็นอย่างดี


จาก: อ๊อด
วันที่: 11/08/53 - 11:01 น.
IP Address: 202.176.90.xx
ความคิดเห็นที่ 34



นอกจากนั้น ได้เป็นอาจารย์ถวายวิปัสสนากรรมฐานแด่ท่านเจ้าคุณพระมงคลเทพมุนี (หลวงพ่อสด จนฺทสโร) วัดปากน้ำภาษีเจริญ กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นพระอาจารย์มีเกียรติคุณในด้านสมถกรรมฐาน (วิชาธรรมกาย) ที่มีชื่อเสียงมากในประเทศไทย โดยท่านไปถวายวิปัสสนากรรมฐานแด่หลวงพ่อสด จนฺทสโร ที่วัดปากน้ำภาษีเจริญ ตลอดเวลา ๑ เดือนครบหลักสูตร และต่อมาหลวงพ่อวัดปากน้ำได้มาฟังเทศน์ลำดับญาณ ณ พระอุโบสถวัดมหาธาตุฯ โดยพระอุดมวิชาญาณเถร ได้ถวายเทศน์ลำดับญาณ

ปรากฏว่าหลวงพ่อวัดปากน้ำได้ประสบความสำเร็จในการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน เป็นอย่างดี เพราะท่านได้นำสมถกรรมฐานมาต่อวิปัสสนากรรมฐาน พิจารณาไตรลักษณ์ มีพระนิพพานเป็นอารมณ์ หลวงพ่อได้มอบภาพของท่านไว้เป็นที่ระลึกแก่สำนักวิปัสสนาวัดมหาธาตุฯ และได้เขียน บันทึกใต้ภาพยกย่องว่า “สำนักวิปัสสนาวัดมหาธาตุฯ เป็นสำนักที่สอนวิปัสสนาถูกต้องร่องรอยในมหาสติปัฏฐานทุกประการ”


จาก: อ๊อด
วันที่: 11/08/53 - 11:04 น.
IP Address: 202.176.90.xx
ความคิดเห็นที่ 35



พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินมาถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดมหาธาตุฯ
แด่พระเดชพระคุณพระธรรมธีรราชมหามุนี (โชดก ญาณสิทฺธิ)
ครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่พระเทพสิทธิมุนี เมื่อวันที่ ๓ พ.ย. ๒๕๒๘ เวลา ๑๖.๐๐ น.



จาก: อ๊อด
วันที่: 11/08/53 - 11:07 น.
IP Address: 202.176.90.xx
ความคิดเห็นที่ 36




พระปฏิบัติอีกองค์ครับ เป็นพระหนุ่ม อายุเพียง 30 ย่าง 31 พรรษา เท่านั้นครับ (จะครบ 31 ในวันที่ 18 กันยายนนี้)

หลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก (พระอาจารย์วีรพล ฉัตติโก)
แห่งวัดป่าขันติธรรม บ้านยาง ต.ยาง อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ

เหตุใดท่านจึงได้รับการเรียกชื่อว่า หลวงปู่ ตั้งแต่ยังเป็นสามเณร..ลองอ่านประวัติกันดูครับ....
จากลิ้งค์ http://www.luangpunenkham.com/about/history/brief/

...ประวัติโดยสังเขป ของพระเดชพระคุณท่าน หลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก

พระเดชพระคุณท่าน หลวงปู่เณรคำ มีนามเดิมว่า “วิรพล สุขผล”
ถือกำเนิดที่บ้านทรายมูล ต.ทรายมูล อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2522
เป็นบุตรคนที่ 4 ของคุณพ่อรัตน์ สุขผล และคุณแม่ สุดใจ สุขผล มีพี่น้องทั้งหมด 5 คน เป็นผู้ชายหมด
เมื่อองค์หลวงปู่เณรคำบวชเป็นพระภิกษุแล้ว ได้รับฉายาทางพระพุทธศาสนา ว่า “ฉัตติโก” “พระอาจารย์ วิรพล ฉัตติโก”

พระเดชพระคุณท่าน หลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก ได้มีปฎิปทาตั้งมั่นตามแนวทางคำสอนขององค์สมเด็จ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถึงการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ตั้งแต่ครั้งยังเป็นเด็กอายุ 6 ขวบ ได้มีศรัทธาในการปฏิบัติจิต บำเพ็ญภาวนากรรมฐานมาโดยตลอด ทุกวันพระจะหยุดเรียน และนุ่งขาวห่มขาวเข้าไปถือศีลบำเพ็ญภาวนาในวัด ตั้งแต่เช้าจรดค่ำจะมีอิริยาบถแห่งการปฏิบัติธรรมอยู่ตลอด ไม่มีด่างพร้อย ไม่มีการพลั้งเผลอแม้แต่น้อย ทั้งวันจะเดินจงกรมสลับกับการนั่งภาวนาใต้ร่มไทร ช่วงกลางวันจะไปนอนในป่าช้า ตรงที่เป็นโบกปูนใช้สำหรับเผาผี โดยไม่เคยมีความกลัวหรือหวั่นวิตกอะไร จิตนั้นนิ่งโดยตลอด ทั้งๆ ที่ไม่เคยบำเพ็ญมาก่อนในชาตินี้ ในปัจจุบันชาติเพิ่งจะเริ่มต้น แต่ผลของการปฏิบัติมันก็เกิดขึ้นทันที นี่เป็นสัญญาณบ่งบอก เป็นหมายเหตุบอกถึงความจริงในการบำเพ็ญบารมีของแต่ละคนว่า “แม้เราบำเพ็ญในชาตินี้หรือว่าชาติไหนๆ ผลของการปฏิบัติบำเพ็ญนั้นมันยังคงอยู่เหมือนเดิม ไม่เสื่อมไปไหน” วัน ธรรมดาก็ไปโรงเรียน พอพักเที่ยงจะไปนั่งสมาธิใต้ร่มไม้ เลิกเรียนจะเข้าไปไหว้พระก่อนกลับจากโรงเรียน และเดินจงกรมกลับบ้านทุกวันเป็นกิจภายใน ที่ไม่มีใครรู้ได้นอกจากตัวเอง

พอเข้าศึกษาต่อในระดับมัธยมศึกษา ท่านคิดอยู่เสมอว่า “ถ้าเสร็จ จาก ภารกิจทางโลกแล้ว เราจะไม่กลับมา ทางโลกอีก เราคงเคยเกิดมาหลายชาติแล้ว เราคงพอแก่การเกิดได้แล้วในชาตินี้ เห็นอะไรก็เกิดความสลดสังเวชไปหมด จึงเป็นแนวทางทำให้รู้สึกเหมือนกับว่า เรารู้มาก่อน เห็นมาก่อน ตั้งแต่อดีตชาติ เหมือนกับเราจะได้ต่อเติมเส้นทางแห่งการปฏิบัติธรรมการบำเพ็ญเพียรเพื่อให้ หลุดพ้น” เลิกเรียนจึงไปปักกลด นั่งบำเพ็ญภาวนาที่อยู่ที่กระต๊อบกลางน้ำ ที่ปลายนาของโยมพ่อโยมแม่ทุกวัน วันพระจะถือกลดไปโรงเรียนด้วย พอเลิกเรียนจะเข้าไปปักกลดบำเพ็ญภาวนาที่วัด บางครั้งก็ไปปักกลดนั่งบำเพ็ญภาวนา อยู่ที่กระต๊อบกลางน้ำที่ปลายนาของโยมพ่อโยมแม่ทั้งคืนจนสว่าง ปฏิบัติเช่นนี้เป็นกิจวัตร

จากการปฏิบัติธรรมอย่างต่อเนื่องมาตลอด จนกระทั่งอายุได้ 13 ขวบ ครั้งหนึ่งขณะนั่งบำเพ็ญภาวนาที่กระต๊อบกลางน้ำนั้น ตัวของท่านลอยขึ้น พอมาเดินจงกรมอยู่บนคันนา ก็เดินเหนือพื้นดินโดยเท้าไม่ได้แตะพื้นดินเลย และอีกครั้งหนึ่งท่านได้นั่งบำเพ็ญภาวนานานติดต่อถึง 5 ชั่วโมง จนถึงเวลาประมาณ ตี 2 จะไปอาบน้ำในบ่อน้ำ พอลุกจากที่นั่งภาวนาตัวเบา……….หวิว เหมือนกับว่าเท้าไม่ได้แตะฝุ่นละอองบนพื้นเลย เดินลงไปในบ่อน้ำก็ไม่จมน้ำ ถือว่าเป็นปรากฏการณ์อันมหัศจรรย์ เกิดกำลังใจ ยิ่งทำให้เร่งความเพียรหนักขึ้น และเป็นหนทางให้ออกบวช

ครั้นอายุได้ 15 ปี ท่านได้ออกบวชเป็นสามเณร ที่วัดภูเขาแก้ว อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี โดยมีท่านหลวงปู่โชติ อาภัคโค เป็นอุปัชฌาย์ บรรพชาเสร็จแล้ว ได้ไปจำพรรษาที่วัดป่าดอนธาตุ อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี ระยะหนึ่ง

จากนั้นเดินทางจาริกธุดงค์ ปักกลดอยู่ถ้ำภูตึก บ้านคุ้มปากมูล อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี ขณะนั่งบำเพ็ญภาวนาอยู่ในถ้ำภูตึกนั้น มีงูเหลือมตัวหนึ่งเลื้อยมาพาดขา พาดตักบ้าง บางคืนนอนอยู่ งูเหลือมจะเลื้อยมาขดอยู่บนหน้าอก หนักมาก แต่จิตไม่มีการวิตกกังวลหรือกลัวอันใดเลย เพราะชีวิตนี้บูชาคุณพระพุทธเจ้าแล้ว พระพุทธเจ้าเป็นใหญ่ที่สุด พระธรรมเป็นใหญ่ที่สุด
พระอริยสงฆ์เป็นใหญ่ที่สุด ตอนนั้นคิดแต่ว่า เราต้องทำหน้าที่ให้ถึงพระพุทธเจ้า ทำให้ถึงพระธรรม ทำให้ถึงซึ่งความเป็นพระอริยสงฆ์ ความกลัวทั้งหลายจึงไม่มี และได้บำเพ็ญภาวนาอยู่ในถ้ำภูตึกนั้นคนเดียวนานถึง 3 เดือน

ต่อจากนั้นก็ลงจากถ้ำภูตึกไป และจาริกธุดงค์ไปเรื่อยๆ ปรากฏว่าเริ่มเห็นสิ่งอัศจรรย์เยอะแยะมากมายเกิดขึ้น เช่น สิ่งลี้ลับต่างๆ ที่คนทั่วไปมองไม่เห็น มองเห็นมุมโลกสองมุม คือ มุมมืดและมุมสว่างแห่งการเวียนว่ายตายเกิด มองเห็นสวรรค์ มองเห็นอบายภูมิ ประกอบด้วยนรก เปรตและอสุรกาย และเริ่มออกทำการเผยแผ่หลักธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อย่างต่อเนื่องมาตลอดจนถึงปัจจุบัน

บรรดาสานุศิษย์ทั้งหลาย ได้ให้การยอมรับและเคารพนับถือพระเดชพระคุณท่าน หลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก เป็นอย่างยิ่งว่า เป็นพระสงฆ์สาวก ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ตามแนวทางคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่ง


-------------- “ท่านทั้งหลาย เราอย่าเข้าใจว่าพระพุทธเจ้านั้นสอนให้เราสร้างแต่บุญเพื่อไปเกิดในสวรรค์ อย่างเดียว แต่หัวใจของพระพุทธเจ้าที่เน้นหนักลงมา คือ ให้เราได้หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดตามพระองค์”
-- หลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก
ประโยคธรรมอันหนึ่งจาก หลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก




จาก: อ๊อด
วันที่: 11/08/53 - 12:17 น.
IP Address: 202.176.90.xx
ความคิดเห็นที่ 37




ดร.สนอง วรอุไร
ปริญญาเอกทางโลก ไม่เชื่อเรื่องธรรมะ เรื่องศาสนา ใช้ชีวิตแบบทางโลกเต็มที่
แต่พอมาปฏิบัติธรรม(อย่างจริงจัง)กับท่านเจ้าคุณโชดก เป็นเวลา 1 เดือนเศษ
ท่านได้เห็นสัจจธรรมความจริงกับตัวเอง จากการปฏิบัติ
(สติ สัมปชัญญะ ที่เต็มรอบ เกิดจากการฝึกสติปัฏฐาน 4 ตามหลักของพระพุทธเจ้า ต้องอาศัยพละ 5 คือ ศรัทธา วิริยะ ศีล สมาธิ ปัญญา)
ได้เปลี่ยนชีวิตใหม่ของท่าน ลด ละ เลิก อบายมุขทุกอย่าง สิ่งไม่ดีต่างๆ
ชีวิต มีแต่ความสุข สงบ เย็น สดชื่น โปร่ง โล่ง เบา สบาย ความทุกข์แทบทำอะไรท่านไม่ได้เลย
ท่านจึงคิดจะตอบแทนธรรมะด้วยการอุทิศตนให้กับศาสนา
สอนธรรมะให้กับสังคมตลอดเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา
โดยผ่านทางงานเขียน งานบรรยายธรรม ตามสถานที่ต่างๆ มากมายทั่วประเทศและต่างประเทศ

ขออนุโมทนากับท่านด้วยครับ...สาธุ

จาก: อ๊อด
วันที่: 11/08/53 - 15:28 น.
IP Address: 202.176.90.xx
ความคิดเห็นที่ 38




1 ใน ผลงานที่น่าสนใจ ของ ทันตแพทย์สม สุจีรา ครับ
อ่านแล้วจะมีความเข้าใจในชีวิตและมนุษย์มากขึ้น
เป็นกำไรชีวิตสำหรับมนุษย์จริงๆครับ

จาก: อ๊อด
วันที่: 12/08/53 - 18:00 น.
IP Address: 58.9.35.xx
ความคิดเห็นที่ 39




ผมอ่านมาแล้วสำหรับเล่มนี้ (รวมทั้งเล่มอื่นอีกหลายเล่มของนายแพทย์ผู้นี้ ไม่ธรรมดาครับ ท่านปฏิบัติธรรมด้วย) แต่ไม่อยากเขียนเกริ่นเอง
อาเป็นว่าขอยืมลิ้งค์นี้ก็แล้วกันนะครับ เขาเขียนเกริ่นได้ดีทีเดียวครับ...


http://www.oknation.net/blog/print.php?id=144135


...หลังจากได้มีโอกาสอ่าน ไอน์สไตน์พบ พระพุทธเจ้าเห็น โดยทันตแพทย์สม สุจีรา ก็รู้สึกประทับใจในสไตล์การเขียนของท่านมากค่ะ เป็นหนังสือที่ตอบคำถามในใจได้เกือบทุกเรื่อง โดยเฉพาะการนำศาสนาและวิทยาศาสตร์มาอธิบายซึ่งกันและกัน ใครที่ยังไม่ได้อ่าน แนะนำให้ซื้อหรือยืมเพื่อนมาอ่านนะคะ รับรองไม่ผิดหวังค่ะ

ส่วนคราวนี้อยากแนะนำหนังสือ ทวาร 6 ศาสตร์แห่งการรู้ทันตนเอง โดยทันตแพทย์สม สุจีรา เช่นกันค่ะ เป็นหนังสือที่พูดถึงทวารทั้ง 6 คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ของมนุษย์เราอย่างละเอียด ทั้งในแง่วิทยาศาสตร์และศาสนา ซึ่งจริงๆแล้วทวารทั้ง 6 นี่แหละที่เป็นจุดเริ่มต้นของความทุกข์ เพราะเป็นส่วนที่รับเอาสัมผัสทั้งหมดจากภายนอกแล้วส่งต่อให้ใจประมวลผลออกมาเป็นอารมณ์ต่างๆ ทั้งรัก โลภ โกรธ หลง พอใจ ไม่พอใจ อยากได้ ไม่อยากได้ อยากเป็น ไม่อยากเป็น อยากมี ไม่อยากมี ถ้าเรารู้เท่าทันสัมผัสเหล่านี้และสามารถสกัดกั้นโดยอาศัยทวารดังกล่าวได้ จิตก็จะเป็นสุขขึ้น

ขออนุญาตยกเอาบางช่วงบางตอนของหนังสือมาฝากไว้เป็นตัวอย่างค่ะ
“เคล็ดลับที่จะบรรลุเข้าสู่นิพพานก็คือ ใช้สติสัมปชัญญะเข้าไปกำหนดทวารทั้งหก เวลาเห็นก็สักแต่ว่าเห็น ไม่เกิดเวทนา ได้ลิ้มรสก็สักแต่ได้ชิม ได้ดมกลิ่นก็สักแต่ว่าได้กลิ่น ไม่เกิดความรู้สึกใดๆ หรือมีสิ่งมากระทบผิวหนังก็สักแต่ว่ากระทบ เวลาคิดก็สักแต่ว่าคิด แล้วก็หายไป ถ้าทำเช่นนี้ได้ ตัวกู-ของกู (อุปาทาน) ก็จะดับ ไม่มีทุกข์ใดๆเหลืออยู่ มุ่งสู่นิพพาน”

(ขอบคุณภาพจากสำนักพิมพ์อมรินทร์
ติดตามประวัติทันตแพทย์สม สุจีราได้จากลิงค์นี้ค่ะhttp://www.amarinpocketbook.com/writer_detail.asp?writer_id=1142)

โดย Mothemon

-------------------------------------------------------------------------------------

ได้ทราบเรื่องราวของวิทยาศาสตร์หลายๆด้านแล้ว โดยเฉพาะเรื่องของกายภาพและธรรมชาติแล้ว
ทำให้เห็นว่า ศาสนาพุทธ เป็นความจริง เป็นเหตุเป็นผล เป็นวิทยาศาสตร์จริงๆ ดังที่เคยได้ยินมาตั้งแต่เด็กๆ
(ธรรมชาติ มีอยู่ก่อนในโลกแล้ว แต่พระพุทธเจ้าไปค้นพบและนำมาบอกต่อเราชาวโลก เมื่อ 2,500 กว่าปีก่อน ก่อนวิทยาศาสตร์กว่า 2,000 ปี)
มิน่า นักวิทยาศาสตร์หรือนักจิตวิทยาระดับหนึ่งของโลกหลายท่าน
ให้การยอมรับและศิโรราบต่อการค้นพบของพระพุทธเจ้าอย่างไม่มีข้อสงสัยเลยครับ
ธรรมะ กับ คำว่า ธรรมชาติ - 2 คำนี้ช่างสอดคล้องกันได้สมเหตุสมผลทีเดียว ขอยกนิ้วให้กับคนตั้งทั้ง 2 คำนี้





จาก: อ๊อด
วันที่: 12/08/53 - 18:18 น.
IP Address: 58.9.35.xx
ความคิดเห็นที่ 40




ขออนุญาติทันตแพทย์สม สุจีรา คัดลอกบทความสำคัญจากหนังสือเล่มนี้ มาบางส่วนนะครับ เพื่อเป็นวิทยาทานและธรรมทาน ครับ


จาก: อ๊อด
วันที่: 12/08/53 - 18:34 น.
IP Address: 58.9.35.xx
ความคิดเห็นที่ 41




2.

จาก: อ๊อด
วันที่: 12/08/53 - 18:35 น.
IP Address: 58.9.35.xx
ความคิดเห็นที่ 42



3.

จาก: อ๊อด
วันที่: 12/08/53 - 18:36 น.
IP Address: 58.9.35.xx
ความคิดเห็นที่ 43



4.

หน้าสุดท้ายครับ
นี่เป็นเพียงส่วนน้อยนิด จากความรู้มากมายในหนังสือเล่มนี้ครับ

จาก: อ๊อด
วันที่: 12/08/53 - 18:38 น.
IP Address: 58.9.35.xx
ความคิดเห็นที่ 44
ขอบคุณพี่อ๊อดที่นำเสนอเรื่องราวดีๆเช่นนี้ ผมติดตามอ่านกระทู้นี้แต่ไม่ได้เข้ามาแสดงความคิดเห็น ขอบอกว่ากระทู้นี้เป็นอาหารใจอย่างดีเลยครับ หลังจากที่ในแต่ละวันผ่านเรื่องราว สับสน วุ่นวาย ทั้งงานทั้งคนมาเยอะแยะ ก็ได้กระทู้นี้เป็นที่พักใจ อ่านแล้วรู้สึกดีสมกับที่เจ้าของกระทู้ตั้งใจส่งความรู้สึกดีๆมายังคนอ่าน

จาก: น้ำขิง
วันที่: 12/08/53 - 22:29 น.
IP Address: 125.27.80.xx
ความคิดเห็นที่ 45

ขอบคุณครับ น้องน้ำขิง
อนุโมทนาด้วยครับ

โลกและสังคมทุกวันนี้นับว่าเครียดมากขึ้นทุกวัน
สิ่งใดที่ช่วยผ่อนคลายได้ (และอาจหายมลายสิ้นไปได้ ถ้าเรามุ่งมั่นจะปฏิบัติอยางจริงจัง)
และเราพอจะทำได้ ก็คิดว่าน่าจะทำครับ
ผมคิดว่ายังมีคนสนใจในธรรมะและสิ่งดีดีอย่างนี้อยู่พอสมควร
เข้ามาอ่านกันหลายคน เพียงแต่ไม่ได้แสดงความคิดเห็นเท่านั้น
ไม่เป็นไรครับ ขอให้เข้ามาอ่านผ่านตาก็น่าจะมีได้รับสิ่งดีดีกลับไปไม่บ้างก็น้อย ยินดีมากครับ

ความจริงเรื่องเหล่านี้หลายเรื่อง หาอ่านได้ในเว็บในลิ้งค์ต่างๆก็ได้
แต่ผมรวบรวมในกระทู้ในเว็บนี้ เพื่อความสะดวกสำหรับขาจรที่ไม่มีเวลาไปเสริ์ชในเน็ตน่ะครับ

จาก: อ๊อด
วันที่: 14/08/53 - 11:27 น.
IP Address: 110.168.123.xx
ความคิดเห็นที่ 46



ดัวตฤณ คนหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรงแหล่งธรรมะ
เป็นนักปฏิบัติธรรมหนุ่มอีกท่านหนึ่ง
ที่มีผลงานเผยแผ่ธรรมมากมายหลายด้าน
เป็นที่นิยมในทุกรุ่นรวมทั้งคนรุ่นใหม่และวัยรุ่นด้วย

ดีครับ โลกร้อนจะเย็นลงได้ด้วยธรรมะ โดยผ่านคนดีเหล่านี้แหละครับ

จาก: อ๊อด
วันที่: 14/08/53 - 11:37 น.
IP Address: 110.168.123.xx
ความคิดเห็นที่ 47



1 ในผลงานดีดีของ ดังตฤณ ครับ

จาก: อ๊อด
วันที่: 14/08/53 - 11:39 น.
IP Address: 110.168.123.xx
ความคิดเห็นที่ 48



เล่มนี้ อ่านดูแล้วจะรู้อะไรอีกมากครับ



จาก: อ๊อด
วันที่: 14/08/53 - 11:42 น.
IP Address: 110.168.123.xx
ความคิดเห็นที่ 49

ขออภัยครับ รีบพิมพ์ไปหน่อย ไม่ได้ทวนด้วย คห.46 พิมพ์ผิดครับ ที่ถูกคือ ดังตฤณ ครับ


จาก: อ๊อด
วันที่: 14/08/53 - 11:45 น.
IP Address: 110.168.123.xx
ความคิดเห็นที่ 50



เล่มนี้ดีมากครับ เติมความรู้เปรียบเทียบระหว่างศาสนาพุทธกับวิทยาศาสตร์
ผลงานของทันตแพทย์ สม สุจีรา

จาก: อ๊อด
วันที่: 14/08/53 - 11:48 น.
IP Address: 110.168.123.xx
ความคิดเห็นที่ 51



2 เล่มนี้ก็ดีครับ เป็นการเติมเต็มให้กับหนังสือ ซีเคร็ต ที่ดังไปทั่วโลก
จากผลงานของทันตแพทย์ สม สุจีรา เช่นกันครับ

จาก: อ๊อด
วันที่: 14/08/53 - 11:52 น.
IP Address: 110.168.123.xx
ความคิดเห็นที่ 52



ทันตแพทย์ สม สุจีรา จากรายการของคุณหนผม่ม สุริวิภา เมื่อ มิ.ย.51

คนหนุ่ม ผู้ประสบความสำเร็จทางโลก
แต่ไม่ละทิ้งทางธรรม ได้นำสิ่งดีดีที่เป็นทรัพย์ทางใจหรือยารักษาโรคทางใจ มามอบให้กับสังคม
น่านับถืออย่างยิ่งครับ

ท่านเหล่านี้ ล้วนผ่านการปฏิบัติมาก่อนทั้งสิ้น (ปัจจุบันก็ยังปฏิบัติอยู่)
และได้เห็นผลอันประเสริฐจากการปฏิบัติธรรม
อดไม่ได้ที่จะนำสิ่งดีดีที่ตนเองได้พบได้เห็นได้สัมผัสมา
นำมาบอกต่อแก่สังคมครับ

จาก: อ๊อด
วันที่: 14/08/53 - 11:57 น.
IP Address: 110.168.123.xx
ความคิดเห็นที่ 53

พิมพ์ผิดอีกแล้วครับ (เครื่องโน๊ตบุ๊คของเพื่อน พิมพ์ไม่ถนัด ขออภัยครับ)
ที่ถูกคือ จากรายการของคุณหนูแหม่ม สุริวิภา กุลตังวัฒนา ครับ

จาก: อ๊อด
วันที่: 14/08/53 - 12:00 น.
IP Address: 110.168.123.xx
ความคิดเห็นที่ 54



ธรรมะสวัสดีครับ "คุณอ๊อด"
กระผมได้หนังสือ "ธรรมะ" ขนาดพกพามาเล่มหนึ่งครับ มีชื่อว่า..
"คู่มือดับทุกข์" ฉบับสมบูรณ์ มีอยู่ประมาณสามสิบกว่าหน้าครับ
แต่ผมชอบ "บทความ" ที่อยู่ "ปกหลัง" ของหนังสือเล่มนี้เนื้อหาดีมาก
จึงขออนุญาติ "คัดลอก" นำมาฝากแด่ "คุณอ๊อด" และทุกๆ ท่านที่เข้ามาในกระทู้นี้ได้อ่านกันครับ



"เวลาพบกับอารมณ์ที่ไม่น่าพอใจ มันชวนให้ท่านโกรธ หรือเดือดร้อนใจขึ้นมา
จงอย่าเพิ่งพูดอะไรออกไป หรือจงอย่าเพิ่งทำอะไรลงไป แต่จงคิดไว้ก่อนว่า
นี่คือสิ่งที่ทุกคนในโลกนี้ไม่ปรารถนาจะพบเห็น แต่ทุกคนก็ต้องพบกับมัน
สิ่งนี้คือสิ่งที่ท่านจะเอาชนะมันด้วยการสลัดมันให้หลุดออกไปจากใจก่อน
ถ้าท่านสลัดมันออกไปจากใจได้ ท่านก็จะเป็นอิสระและไม่เป็นทุกข์
เมื่อท่านไม่เป็นทุกข์เพราะมันก็หมายความว่า ท่านชนะมัน"


พอผมได้อ่านแล้วทำให้เราต้องรู้จักฝึก "ควบคุมอารมณ์โกรธ" ของตัวเราได้ดีขึ้นครับ
อยากให้ทุกๆ ท่านลองนำไปปฏิบัติตาม "บทความ" ข้างต้นนี้ด้วยครับผม
เสียดายก็แต่ว่า ไม่ได้บอกไว้ว่าใครเป็นเจ้าของ "บทความ" นี้ครับ อยากให้ "เครดิต" เขาครับผม

จาก: เซี๊ยะ(นพดล) บางกอกน้อย
วันที่: 14/08/53 - 12:15 น.
IP Address: 58.10.85.xx
ความคิดเห็นที่ 55

ขอบคุณครับคุณเซี๊ยะ สำหรับหนังสือและบทความดีดี
ขออนุโมทนากับคุณเซี๊ยะด้วยครับ



จาก: อ๊อด
วันที่: 15/08/53 - 8:26 น.
IP Address: 58.9.33.xx
ความคิดเห็นที่ 56



หนังสือชุด เข็มทิศชีวิต ก็ดีมากครับ
งานเขียนจากประสบการณ์ชีวิตของคุณ ฐิตินาฎ ณ พัทลุง นักปฏิบัติธรรมอีกท่าน (ลูกศิษย์คุณแม่สิริ กรินชัย)
อดีตนักธุรกิจใหญ่ตั้งแต่ยังสาว
หนังสือชุดนี้ มี 3 เล่ม เริ่มจากเล่มแรก ขายดีมาก
จนต้องพิมพ์ออกมาหลายครั้ง เปลี่ยนปกก็หลายครั้ง
เหมาะสำหรับนักธุรกิจกับนักปฏิบัติธรรมครับ
ทุกอย่างต้องอาศัยธรรมครับ ถ้าไม่มีธรรม ไปไม่รอดแน่นอนครับ

ลองอ่านข้อความของผู้แนะนำจากลิ้งค์นี้ครับ (เขียนมาหลายปีแล้ว)

http://weerasak.com/?p=82


.....หนังสือเล่มนี้เขียนโดยคุณ ฐิตินาถ ณ พัทลุง เมื่อหลายปีที่แล้ว เล่าถึงประสบการณ์และความคิดของเค้า หลังจากที่เคยประสบความสำเร็จ เรียนจบป.โทอังกฤษตั้งแต่อายุยังน้อย เป็นเจ้าของธุรกิจของตนเองตั้งแต่อายุ 25 มีครอบครัว มีลูกที่อายุจะครบหนึ่งขวบ เมื่อทราบข่าวร้ายที่เปลี่ยนชะตาชีวิตว่าสามีเสียชีวิตและทิ้งหนี้เกือบร้อยล้านให้รับผิดชอบ งานศพสามี มีเจ้าหนี้มาหาพร้อมหน้าเพื่อทวงหนี้ เป็นคุณๆจะทำยังไง

คนเรามักคิดว่าปัญหาคนอื่นแม้จะน่าสงสาร แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาเรา นึกถึงสงครามที่อิรักที่ชาวบ้านตายจากผลการต่อสู้ระหว่างทหารอเมริกันกับผู้ก่อนการร้าย เราฟังก็รู้สึกสงสาร เห็นใจ แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรหรือทำอะไรต่อ แต่ถ้าเป็นพ่อแม่หรือลูกหรือญาติของชาวอิรักที่ตายไป เราจะรู้สึกต่างไปจากมุมมองคนภายนอกอย่างสิ้นเชิง คราวนี้ถ้าเราอยู่ในสถานการณ์เลวร้าย เราจะทำยังไง

ทุกคนต่างมีปัญหา บางครั้งปัญหาผ่านไปแล้ว แต่เรานี่แหละที่เก็บมาย้ำคิดย้ำทำไม่ยอมปล่อยวาง ทำให้เกิดทุกข์ เปรียบเสมือนเราถือมีดปักใจ ไม่ยอมปล่อยวางเสียที บางคนยึคติดกับวัตถุ กับความรู้สึก อยากเป็นเจ้าของสิ่งของ หรือคนที่เรารัก ทั้งๆที่เราก็รู้ดีอยู่ว่าตายไปเราก็ไม่สามารถนำอะไรติดตัวไปได้ ใจที่ยึคติดกับทุกข์ของเรานี่แหละคือสิ่งตัวปัญหาที่แท้จริง เมื่อใดที่เราเรียนรู้ความจริงของชีวิต รู้จักปล่อยวาง ทำตัวเราให้มั่นคง เมื่อทุกคนมั่นคง คิดให้ถูกทาง สังคมก็จะมั่นคง และทำให้โลกมั่นคงไปด้วย

หลังจากผู้เขียนหนังสือ ประสบปัญหาใหญ่ของชีวิต เค้าถอยไปตั้งหลักโดยการไปศึกษาธรรมะ ปฏิบัติธรรม และเข้าใจถึงสัจธรรม ไม่เก็บทุกข์ไว้ในใจ แล้วกลับมาแก้ปัญหา ใช้จ่ายให้พอดีตัว ไม่จำเป็นต้องใช้ชีวิตหรูหรา ก็สามารถลดค่าใช้จ่ายได้มาก ไม่ว่าจะเป็นรถแพงๆ บ้านหรูหรา และใช้สติในการประกอบธุรกิจ ส่งเสริมให้พนักงานศึกษาธรรมะ เพราะเชื่อว่าการทำธุรกิจที่มีพื้นฐานจากความสุจริตและใจที่ปรารถนาดี มองการทำงานเป็นการทำความดีให้แก่ลูกค้า ไม่เอารัดเอาเปรียบผู้อื่น ทำให้พนักงานรู้สึกดีจากการทำงาน และทำให้ผลงานดีขึ้น จนในที่สุดผู้เขียนหนังสือก็ปลดหนี้ได้หมด และลาออกจากตำแหน่งหน้าที่การงาน มาทำสิ่งที่ตนต้องการทำ คือ ปฏิบัติและส่งเสริมธรรมะ มีเวลาว่างก็ไปบรรยาย ให้คนอื่นๆที่มีปัญหา ให้มีกำลังใจ มีความเข้มแข็งในการดำเนินชีวิต

สิ่งที่ผมชอบจากไสตล์การเขียนหนังสือ คือความกระชับ ไม่ยืดยื้อของเนื้อหา พร้อมทั้งการเล่าตัวอย่างสั้นๆที่ทำให้เห็นภาพ อย่าง ลิงกับกะปิ รอยตะปู ใช้ตะเกียบคีบภูเขา เรื่องที่ผมชอบมากคือ แก้วที่ไม่เคยพอ ที่เราเคยได้ยินว่าแก้วน้ำมีน้ำอยู่ครึ่งแก้ว คนในแง่ดีมองว่ามีตั้งครึ่งแก้ว ในขณะที่คนมองโลกแง่ร้ายจะบอกว่าเหลือแค่ครึ่งแก้วเอง แต่ทำไมเราไม่มองว่าแก้วที่เรามีใหญ่ไป ถ้าเรามีแก้วเล็กกว่านี้ครึ่งนึง น้ำที่มีอยู่ก็เต็มแก้วพอดี…

หนังสือเล่มนี้พูดถึง ธรรมชาติของชีวิต มีทั้งสุขและทุกข์ เรามักจะเลือกเจอแต่สุข หลีกหนีทุกข์ ทั้งๆที่ทั้งสองความรู้สึกมันมาจากใจเราเอง ถ้าเราควบคุมใจเราได้ กำหนดเป้าหายชีวิตให้ถูกต้อง และดำเนินชีวิตให้ตรงกับเป้าหมาย เลือกคบกัลยามิตร และจบลงตรงที่ว่าทุกอย่างอยู่ที่ใจ เราสามารถสร้างความมั่นคงให้กับชีวิตได้ แต่ก็อย่าลืมว่า ไม่มีอะไรในโลกที่มั่นคงอยู่ดี ถ้ารู้และยอมรับสัจธรรมข้อนี้แล้ว ใจเราจะสงบขึ้นมาก

หนังสือเล่มนี้จริงๆแล้วไม่ได้พูดถึงอะไรพิเศษ ไม่มีทางออกที่มหัศจรรย์ ทุกอย่างที่เขียนไว้ จริงๆเราก็รู้อยู่แล้ว แต่สิ่งที่หนังสือเล่มนี้สื่อก็คือ อะไรคือปัญหา(ใจเรา) ต้องปฏิบัติ(ควบคุมจิตใจ สร้างเข็มทิศของตัวเอง อย่ายึคติดกับวัตถุ หรือกิเลส) ทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด มีเวลาให้กับคนที่มีความสำคัญต่อชีวิตเรา ไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัว มิตร และแบ่งเวลาทำอะไรให้สังคมบ้าง โลกก็จะน่าอยู่ขึ้นอีกเยอะเลยครับ

ไม่แปลกใจที่หนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์เกือบห้าสิบครั้งแล้ว อยากแนะนำให้คนที่ยังเคยอ่าน ลองอ่านดูครับ


จาก: อ๊อด
วันที่: 15/08/53 - 8:43 น.
IP Address: 58.9.33.xx
ความคิดเห็นที่ 57




ต่อมาไม่นานก็มีเล่ม 2 ตามมาครับ
อ่านคำแนะนำและบทความบางส่วนในหนังสือเล่มนี้ จากลิ้งค์นี้ครับ

http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=aedjung&month=19-02-2009&group=3&gblog=14


....ความรัก ต้องการความสามารถที่จะรัก
ความสำเร็จ ต้องการความสามารถที่จะเข้าถึงศักยภาพสูงสุดของตัวเอง
ความสุข ต้องการสามารถที่จะช่วยเหลือตัวเองให้พ้นจากความทุกข์ มี
ความสุขด้วยตัวเองได้ในทุกสถานการณ์

ไม่มีใครไม่เคยล้ม แต่ทำไมคนบางคน ล้มแล้วลุกขึ้นยืนใหม่ได้รวดเร็ว มีกฏอะไรในโลกที่คนบางคนรู้ แล้วทำให้ทั้งเหตุการณ์ ดีและร้าย กลายเป็นของขวัญที่ทำให้ชีวิตเขาเติบโต มีความสุขอย่างแท้จริง

เรากระทบกระเทือนจากเสียงข้างนอกตราบเท่าที่เราไม่มั่นใจในความดีงาม ของตัวเอง เมื่อรู้ชัดถึงสิ่งที่เราเป็น เราจะเป็นอิสระจากสถานการณ์ภายนอกทั้งปวง

สิ่งที่เขาทำเป็นตัวบอกคุณค่าเขา แต่เราไปตีความให้ความหมายว่า สิ่งที่เขาทำเป็นตัวบอกคุณค่าของเรา เราเข้าใจผิดเอง

เวลาที่ชีวิตต้องเตือนเราแรงๆ จนเหมือนเอาเท้าถีบเราจนกระเด็นก็เพราะถ้าส่งสัญญาณเบากว่านั้น เราจะไม่รู้สึก

วันนี้เราต้องเปลี่ยนก่อนที่โลกจะให้บทเรียน เพราะถ้าเรารอจนธรรมชาติต้องปรับตัวเอง จุดสมดุลของธรรมชาติอาจไม่มีมนุษย์อีกต่อไป

เราไม่ได้ในสิ่งที่เราขอ เราได้ในสิ่งที่เราเป็น สร้างสิ่งที่เป็นเราภายในให้คู่ควรกับสิ่งที่เราต้องการ

เมื่อไรที่คุณวิ่งวุ่นกับชีวิต คุณกำลังวิ่งหนีปัญหาที่ไม่ต้องการสะสางของตัวเอง

เราไม่ชอบมัน กลัวมันจะเกิด แต่ทุกอย่างที่เราทำ เราคิด เราตอบสนอง เรากำลังส่งบัตรเชิญมันเข้ามาในชีวิตเรา

เราอยากเปลี่ยนคนอื่น อยากเปลี่ยนสิ่งแวดล้อม แต่เราไม่อยากเปลี่ยนตัวเอง

มนุษย์ไม่ได้เป็นทาสเพราะถูกคนอื่นกดให้เป็นทาส แต่เราเป็นทาสวัตถุ สิ่งของเป็นทาสคน เพราะเราหวังจะให้สิ่งเหล่านี้ทำให้ชีวิตเราสมบูรณ์


ลิงค์ฟังเสียงบรรยายของคุณ ฐิตินาถ ณ พัทลุง

http://www.archive.org/download/cddhum/map_J_Titinard02.wma



จาก: อ๊อด
วันที่: 15/08/53 - 8:47 น.
IP Address: 58.9.33.xx
ความคิดเห็นที่ 58



หนังสือเล่มนี้กระผมก็มีในครอบครอง และได้อ่านแล้วครับผม
ขอร่วมยืนยันว่าเป็นหนังสือที่ดีมากๆ ให้ข้อคิดดีๆ มากมายครับ
(แฝงข้อคิดแนว "ธรรมะ" ไว้ในเนื้อหาของหนังสือด้วยนะครับ)

จาก: เซี๊ยะ(นพดล) บางกอกน้อย
วันที่: 15/08/53 - 8:50 น.
IP Address: 1.47.140.xx
ความคิดเห็นที่ 59




และเล่ม 3

จากลิ้งค์ http://www.thaipr.net/nc/readnews.aspx?newsid=D2F60764272CA9AFFAF5BC310A970617&query=y7nRp8rXzeCi58G31Miq1cfUtQ==


.....ปรากฎการณ์หนังสือชุดเข็มทิศชีวิต มียอดพิมพ์กว่าหนึ่งล้านเล่มทำให้ความคิดที่ว่าคนไทยไม่อ่านหนังสือต้องเปลี่ยนไปทันที

ฐิตินาถ ณ พัทลุง ผู้เขียนหนังสือชุดเข็มทิศชีวิตที่อยู่ในหัวใจผู้อ่านชาวไทยตลอดมา ส่งเข็มทิศชีวิต 3 ตอนกฎแห่งความสุข พิมพ์สี่สีหนา 280 หน้า มอบแด่ผู้อ่านในราคา 99 บาท เพื่อปลุกกระแสความคึกคักให้แผงหนังสือไทย โดยเฉพาะร้านเซเว่นอีเลฟเว่นทุกสาขา, ซีเอ็ดบุ๊ค เซ็นเตอร์, ร้านนายอินทร์ และบีทูเอส

กฎแห่งความสุข ของ ฐิตินาถ ณ พัทลุง บอกเราว่า “เราได้รับชีวิตตรงตามคุณภาพของใจ” สิ่งของหรือคนที่เข้ามาในชีวิตเราต้องมีคุณสมบัติบางอย่างเหมือนเรา เขาจึงสามารถเข้ามาใกล้จนทำให้เราเจ็บปวดได้ และเราตาบอดรู้ไม่ทันเพราะเราหวังว่าเขาจะทำให้ชีวิตเราสมบูรณ์โดยเราไม่ต้องทำเอง การปรากฎขึ้นของสิ่งไม่ดี เพื่อให้เราสละคุณสมบัติไม่ดีในตัวเอง การกระทำตามความเคยชินซ้ำๆ แม้รู้ว่าไม่ได้ผล ทำให้ชีวิตต้องส่งบทเรียนเดิมเข้ามาซ้ำๆ เพื่อให้เรายอมจำนน พลิกด้านที่ดีที่สุดของเราออกมา หยุดยกความรับผิดชอบต่อชีวิตตัวเองไปไว้ที่คนอื่น ตอบสนองจากสิ่งที่ดีที่สุดในตัวเรา เป็นอิสระจากปมที่เรามีกับพ่อแม่ คนบางคนเหตุการณ์บางอย่าง สิ่งต่างๆ เข้ามาเพื่อให้เราพบสิ่งที่ดีที่สุดในตัวเอง ยกระดับจิตใจและความเข้าใจของเรา แล้วชีวิตจะให้รางวัลทันที เพราะเราได้รับชีวิต ตรงตามคุณภาพใจเราเสมอ

อยากมีชีวิตที่โชคดี รุ่งเรือง มีความรักที่ดี มีความสุข หยุดสะสางชีวิตผู้อื่น หยุดพูดเรื่องร้ายๆ หยุดคิดเรื่องร้ายๆ หยุดทำร้ายผู้อื่น สะสางชีวิตตัวเอง ทำสิ่งดีๆ ทำให้ผู้คนมีความสุข โลกตอบแทนเราเท่าที่เราสร้างความสุขให้ผู้อื่น เท่าที่เราเกิดความปิติยินดีในตัวเอง อำนาจในการกำหนดชีวิตเรา อยู่ในมือของเราเอง

การเดินทางในชีวิตต่างมีทั้งความสุข ความทุกข์ และอุปสรรค ตลอดเวลา หากเรามีจิตใจที่แข็งแกร่ง และเข็มแข็ง เราจะสามารถต่อสู้และฟันฝ่าอุปสรรค และผ่านพ้นปัญหาไปได้ เหมือนกับการมีเข็มทิศในการดำเนินชีวิต หนังสือเข็มทิศชีวิต เล่ม 3 “กฎแห่งความสุข” จะเปลี่ยนโลกใบเดิมให้มีความสุขมากยิ่งขึ้นได้ เพียงคุณรู้วิธี โดยหนังสือเล่มนี้จำหน่ายเพียง 99 บาท เหมาะเป็นของขวัญมอบให้สำหรับเทศกาลส่งความสุขท้ายปี ให้เริ่มต้นชีวิตปีใหม่อย่างสวยงาม

- สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 027415212 บริษัท พิมพลัส จำกัด






จาก: อ๊อด
วันที่: 15/08/53 - 8:51 น.
IP Address: 58.9.33.xx
ความคิดเห็นที่ 60



"คุณอ๊อด" ครับ

วันนี้ตรงกับวันคล้ายวันเกิดของ "หลวงพ่อจรัล" แห่ง "วัดอัมพวัน" จ.สิงห์บุรีครับผม

จาก: เซี๊ยะ(นพดล) บางกอกน้อย
วันที่: 15/08/53 - 8:58 น.
IP Address: 1.47.140.xx
ความคิดเห็นที่ 61




คุณ ฐิตินาฎ ณ พัทลุง
ปัจจุบันท่านอุทิศตนให้กับสังคม
เป็นนักบรรยายธรรมตามงาน,สถานที่ต่างๆทั่วประเทศ
ด้วย กิริยา วาจา สติ งามพร้อม สมกับเป็นผู้ปฏิบัติธรรม ตัวจริงเสียงจริงครับ

ยังมีฆราวาสอีกไม่น้อย ที่ตั้งใจปฏิบัติ โดยที่หน้าที่การงานทางโลกก็ไม่ได้ละเสียเลยทีเดียว
น่ายกย่องศรัทธาเลื่อมใสมากครับ สำหรับท่านเหล่านี้

ถึงแม้ธรรมชาติจะสร้างให้ทวารทั้ง 6 ของผู้หญิง มีความสามารถพิเศษมากกว่าชายหลายเท่าในทุกด้าน
จึงทำโอกาสในการสร้างกรรมใหม่จากทวารทั้ง 6 ก็มีมากกว่าด้วย
ทำให้เพศหญิง ที่ปฏิบัติธรรม ต้องใช้กำลังสติสูงกว่าผู้ชายหลายเท่าถึงจะบรรลุธรรมได้
(ด้วยเหตุนี้กระมังที่เป็นส่วนหนึ่งที่พระพุทธเจ้า ท่านถึงต้องบัญญัติศีลสำหรับภิกษุณีไว้ถึง 311 ข้อ
มากกว่าภิกษุ ซึ่งมีเพียง 227 ข้อ
รวมทั้งเหตุผลทางกายภาพของเพศหญิง ซึ่งไม่สะดวกเท่าเพศชาย จึงต้องระวังมากขึ้น)

ขอคารวะและนับถือผู้หญิงที่ปฏิบัติธรรมทั้งหลายด้วยครับ...ยอดหญิงผู้ยิ่งใหญ่จริงจริงครับ

ถ้าผู้ชายที่เป็นซุปเปอร์แมนตัวจริง คือ พระพุทธเจ้า
ผมว่าผู้หญิงเหล่านี้ก็คือ ซุปเปอร์วูแมน ตัวจริง ที่มีอยู่ในโลกนี้ครับ

จาก: อ๊อด
วันที่: 15/08/53 - 9:07 น.
IP Address: 58.9.33.xx
ความคิดเห็นที่ 62




คุณแม่ สิริ กรินชัย
อุบาสิกา นักปฏิบัติธรรมที่น่าเคารพศรัทธาเลื่อมใสอีกท่าน
เป็นผู้ปฏิบัติธรรมมานานหลายสิบปี ตั้งแต่ยังสาว
เป็นผู้นำการปฏิบัติธรรมวิปัสสากรรมฐาน " พองหนอ ยุบหนอ "
การมีสติตามดูรู้ทั่วพร้อมทุกอิริยาบท ตามหลักสติปัฏฐานสี่ ของพระพุทธองค์
เผยแพร่และสั่งสอนไปทั่วประเทศรวมทั้งต่างประเทศด้วย
เป็นลูกศิษย์ท่านเจ้าคุณโชดก และเป็นศิษย์รุ่นเดียวกับหลวงพ่อ จรัล ฐิตธัมโม แห่งวัดอัมพวัน

ปัจจุบัน ท่านมิได้ออกบรรยายธรรมและสอนการปฏิบัติตามสถานที่ต่างๆแล้ว
เนื่องจากชราภาพมากแล้ว มีอายุถึง 93 ปีแล้ว (ครบ 93 วันที่ 22 สิงหาคมนี้ เกิดปี 2460)

จาก: อ๊อด
วันที่: 15/08/53 - 9:17 น.
IP Address: 58.9.33.xx
ความคิดเห็นที่ 63




ขอบคุณครับ คุณเซี๊ยะ
ขอร่วมคารวะและอวยพรวันเกิดหลวงพ่อ จรัล ฐิตธัมโมด้วยครับ
(15 สิงหาคม 2471 อายุ 82 )
ขอคุณอำนาจพระศรีรัตนตรัย ให้ท่านมีพระพลานามัยแข็งแรง
ดำรงธาตุขันธ์ อยู่เป็นร่มโพธิ์ ร่มไทร เป็นขวัญกำลังใจ ให้กับลูกศิษย์และนักปฏิบัติธรรมต่อไปนานนานนะครับ
ถึงแม้ปัจจุบัน ท่านจะชราภาพมากแล้ว ท่านไม่ลงเทศน์หรือสอนบรรยายแล้ว
(หมอห้ามใช้เสียง) แต่ก็ยังลงมาโปรดญาติโยม วันละ 2 รอบ คือ 10 โมงเช้า และ บ่ายสอง ครับ

ผมพูดผิดไป คุณแม่ สิริ กรินชัย ท่านศึกษาสาย พองหนอ ยุบหนอ มาก่อนหลวงพ่อ จรัล ครับ
หลวงพ่อ จรัล อายุน้อยกว่า 11 ปี
และท่านปฏิบัติทางอื่นมาก่อน ไม่ประสบความสำเร็จ พอมาสายนี้จึงประสบผลสำเร็จครับ
(อันนี้ขึ้นอยู่กับจริตของแต่ละคนนะครับ อย่าถือสายแบ่งสาย บางท่านอาจสำเร็จจากสายอื่น แต่สุดท้ายก็มีจุดมุ่งหมายเดียวกันครับ คือพระนิพพาน การพ้นทุกข์โดยสิ้นเชิง)

จาก: อ๊อด
วันที่: 15/08/53 - 9:31 น.
IP Address: 58.9.33.xx
ความคิดเห็นที่ 64




รูปท่านหลวงพ่อจรัล ฐิตธัมโม แห่งวัดอัมพวัน จ.สิงห์บุรี ครับ
ถ่ายเมื่อปีที่แล้วครับ ( 9 สิงหาคม 2552 )
ภาพไม่ชัด เพราะผมถ่ายจากมือถือ และไม่ได้ตกแต่งภาพเลยครับ
ไปกราบท่านครับ ท่านยังผ่องใส แข็งแรง แต่ไม่ได้ใช้เสียงแล้ว
ลงมาโปรดญาติโยม วันละ 2 รอบ ตามที่บอกไปในคห.63 ครับ

เดือนนี้ เป็นวันเกิดของบุคคลสำคัญมากมายเลยทีเดียวครับ

วันที่ 12 สิงหาคม นอกจากจะเป็นวันเฉลิมพระชนม์พรรษาของสมเด็จพระบรมราชินีนาถแล้ว
ยังเป็นวันเกิดของหลวงตาบัว ญานสัมปันโน พระปฏิบัติสายพระอาจารย์มั่น แห่งวัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานีด้วยครับ (อายุ 97 พรรษา)

ส่วนวันนี้ 15 สิงหาคม ก็เป็นวันเกิดหลวงพ่อจรัล (อายุ 82 พรรษา)

ส่วนวันที่ 22 สิงหาคม ก็เป็นวันเกิดคุณแม่สิริ กรินชัย (อายุ 93 ปี)

(น่าจะมีมากกว่านี้ แต่ไม่ได้นำมากล่าว ต้องขออภัยด้วยครับ )

ขอให้ทุกองค์ทุกท่าน มีพระพลานามัยและสุขภาพแข็งแรง
อยู่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้กับประชาชนไปอีกยาวนานนะครับ

จาก: อ๊อด
วันที่: 15/08/53 - 9:51 น.
IP Address: 58.9.33.xx
ความคิดเห็นที่ 65




แม่ชี ศันสนีย์ เสถียรสุต
ผู้ปฏิบัติธรรม ปฏิบัติดี อีกท่าน
จากสถานปฏิบัติธรรม "เสถียรธรรมสถาน" ซอย วัชรพล กรุงเทพฯ
สมัยเป็นฆราวาส ท่านเคยทำงานเป็นประชาสัมพันธ์ให้กับเฮลท์คลับแห่งหนึ่ง
เห็นความไม่แน่นอนของชีวิต จึงออกบวชตั้งแต่ยังสาว
ถือเป็นลูกศิษย์ท่านพุทธทาสภิกขุ ได้อีกท่านหนึ่ง
เพราะเคยไปศึกษาและปฎิบัติธรรมกับท่านที่สวนโมกข์
และยึดถือแนวทางคำสอนของท่านเป็นส่วนหนึ่งในการเผยแผ่ธรรมด้วย

จาก: อ๊อด
วันที่: 15/08/53 - 10:21 น.
IP Address: 58.9.33.xx
ความคิดเห็นที่ 66



อุบาสิกา บงกช สิทธิผล อุบาสิกานักปฏิบัติธรรม
แห่งสำนักปฏิบัติธรรมแดนมหามงคล (เกาะมหามงคล)
สถาบันพัฒนาจิตบวชใจนานาชาติเพื่อสันติภาพ
บ้านช่องแคบ (ก่อนถึงน้ำตกไทรโยคน้อย)
ต.วังกระแจะ อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี
ชาวบ้านมักจะเรียกท่านว่า ท่านแม่บงกช , คุณแม่บงกช

ท่าน สละทางโลกตั้งแต่อายุ 29 ปี ปัจจุบันอายุ 56 ปี
แต่จะเชื่อไหมว่าหน้าตาท่านเหมือนคนอายุ 30 ปลายๆ เท่านั้น

ท่านนี้ ประชาชนบางกลุ่ม(ภายนอก)มักจะพูดถึงแต่ท่านในทางอิทธิปาฏิหารย์
อยากให้ท่านเหล่านั้นได้ฟังธรรมจากท่าน
จะทราบว่า ท่านปฏิบัติดีตามทางสายตรงของพระพุทธเจ้าเลย
หรือท่านใดสนใจจะไปศึกษาและปฏิบัติธรรมที่เกาะมหามงคลก็เรียนเชิญเลยครับ


จาก: อ๊อด
วันที่: 15/08/53 - 10:37 น.
IP Address: 58.9.33.xx
ความคิดเห็นที่ 67



ภาพภายในสำนักปฏิบัติธรรมแดนมหามงคล (เกาะมหามงคล)
เจอสถานที่โอฬาร ก็สักแต่ว่านะครับ สำหรับผู้ปฏิบัติ ให้ดูที่ใจ ที่จิต มีสติตามรู้ทุกอิริยาบท
กำหนดดู รู้อยู่กับทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นผัสสะเข้ามากระทบอายตะ
เมื่อเห็นการเกิดดับ ภายใต้กฎพระไตรลักษณ์ การปล่อยวางจะเกิดขึ้นเอง
หัวใจของการพ้นทุกข์อยู่ที่นี่ครับ
ขณะปฎิบัติ ให้ปล่อยวาง ความคิดไม่ดี ความคิดฟุ้งซ่าน อันเป็นอุปสรรคของการปฏิบัติ ( 1 ในนิวรณ์ทั้ง 5)
สิ่งที่เห็นเป็นเพียงวัตถุภายนอกเท่านั้น
ความคิดของแต่ละคน จะเป็นไปตามอนุสัยกิเลสที่นอนเนื่องในสันดานของตนเองครับ
ตัวนี้เป็นตัวก่อกรรม ต้องต้ดมันก่อน ที่จะเกิดกรรมครับ
ขั้นตอนการตัดกรรมในแต่ละการเกิดดับของจิต ต้องศึกษาและปฏิบัติเองครับ
ผู้ที่จะรู้ซึ้งถึงรสอาหาร ต้องชิมเองครับ บอกกันก็ไม่รู้ซึ้งถึงรสชาดจริงครับ

วิทยาศาสตร์ มองและตัดสินกันที่รูปธรรม
แต่ธรรมะรวมทั้งพุทธศาสนา ที่ดูเหมือนเป็นนามธรรม
แต่ถ้ามองในแง่ในด้านของการปฎิบัติธรรมแล้ว
จิตใจ,ความรู้สึกของมนุษย์ มันก็เป็นนามธรรมที่เป็นพลังงานอย่างหนึ่ง ไม่สูญหายไปไหน พร้อมที่จะแสดงออกมาหรือย้อนกลับมาหาผู้ที่คิดได้ทุกเมื่อ
เรียกว่า เจ้ากรรมนายเวร ไม่ใช่หมายถึงเฉพาะผู้อื่น ที่มาทำกับเรา
แต่ตัวเรา จิตเรา นั่นแหละที่เป็นเจ้ากรรมนายเวรของตัวเองตัวพ่อที่ให้ผลต่อตัวเองมากที่สุดเลยครับ
นี่เฉพาะแค่ด้านความคิดเท่านั้นนะครับ
พระพุทธเจ้า ทรงตรัสรู้ เป็นผู้ค้นพบสัจธรรมเหล่านี้
และทรงเมตตาชี้แนวทางตัดวงจรกิเลสอุบาทว์เหล่านี้ให้พวกเรา



จาก: อ๊อด
วันที่: 15/08/53 - 11:04 น.
IP Address: 58.9.33.xx
ความคิดเห็นที่ 68

คุณเซี๊ยะจากคห.54 ครับ
หนังสือ คู่มือดับทุกข์ เล่มที่คุณเซี๊ยะบอก
ผมลองเสริ์ชเข้าไปดู ไม่ปรากฎชื่อผู้เขียนเหมือนกันครับ
แต่เขียนได้ดีมากครับ น่าจะมาจากสายพุทโธ

มีหนังสือชื่อเดียวกันเป๊ะ คือ คู่มือดับทุกข์ (ฉบับสมบูรณ์)
เขียนโดย ท่านพุทธทาสภิกขุ แต่เป็นเล่มใหญ่ ขนาด 284 หน้า
แต่ดูจากสำนวนการเขียนเล่มที่คุณเซี๊ยะบอกมา ไม่ใช่ของท่านพุทธทาสแน่ครับ



จาก: อ๊อด
วันที่: 15/08/53 - 21:58 น.
IP Address: 58.9.36.xx
ความคิดเห็นที่ 69

รายละเอียดหนังสือคู่มือดับทุกข์ (ฉบับสมบูรณ์) ของ ท่านพุทธทาสภิกขุ ครับ...
(ภาพหน้าปก ทางเว็บไม่ให้ก๊อปปี้ครับ จากลิ้งค์นี้ครับ http://www.se-ed.com/eshop/Products/Detail.aspx?No=9789749978856&AspxAutoDetectCookieSupport=1 )

...หนังสือเล่มนี้ได้รวบรวมหลักธรรมคำบรรยายของท่านในโอกาสต่างๆ
ในเรื่องของ “คู่มือดับทุกข์” ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นหนทางสู่ความสุข
ในเล่มได้จัดเรียงเนื้อหาอย่างเป็นระเบียบ เพื่อให้ง่ายแก่การศึกษา ปฏิบัติ
อันจะทำให้เกิดสติ มีปัญญาในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิต
ทำให้รู้จักการดำเนินชีวิตอยู่บนความไม่ประมาท
มีคุณธรรมประจำใจ สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุขโดยแท้จริง

:: สารบัญ

1. ศีลธรรมและสัจจธรรม
2. กิเลส สิ่งที่ทำให้เศร้าหมอง
3. อวิชชา ภาวะที่ปราศจากความรู้
4. อริยมรรค ทางดับทุกข์
5. การเดินทางเพื่อดับทุกข์
6. จุดมุ่งหมายปลายทางของการดับทุกข์
7. วิธีเดินทางลัดสู่ความดับทุกข์
8. อุปสรรคของการดับทุกข์
9. สมาธิภาวนา เพื่อการดับทุกข์
10. พุทธะ ธรรมะ สังฆะ


จาก: อ๊อด
วันที่: 15/08/53 - 22:04 น.
IP Address: 58.9.36.xx
ความคิดเห็นที่ 70



อีกเล่มที่น่าสนใจ จากทันตแพทย์สม สุจีรา

เรื่องนี้ต้องอ่านอย่างมีสมาธิและสติ
และอาจต้องอ่านทบทวนหรือย้อนกลับไปอ่านในข้อความที่เกี่ยวกับประโยคที่เรายังไม่แจ้ง
เช่น "ความจริงที่เรามักเข้าใจผิดและเหมารวมว่าทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะกรรมเก่า"
ไม่แน่ใจว่าประเด็นนี้หรือเปล่าที่เกิดประเด็น Talk Of The Town กัน จนทันตแพทย์สม สุจีรา ต้องออกมาชี้แจง
ผมเห็นผ่านๆจากทีวี แต่ไม่ได้ยินเสียงชัดเจนนัก

จาก: อ๊อด
วันที่: 17/08/53 - 9:28 น.
IP Address: 202.176.90.xx
ความคิดเห็นที่ 71
ขอบคุณครับพี่อ็อดที่นำสิ่งดีฯมาแนะนำ
-ประเทศไทยถ้าทุกคนมีศิลและสติประเทศเราคงไม่เป็นแบบนี้ครับ

จาก: ไผ่ พงศกร
วันที่: 17/08/53 - 17:11 น.
IP Address: 125.24.197.xx
ความคิดเห็นที่ 72

ใช่ครับ น้องไผ่ ที่ใดมีศีล มีธรรม มีสติ มีปัญญาสัมมาทิฏฐิ(ความคิดเห็นถูก) ที่นั่นมีแต่ความสุข สงบ เย็น (และเป็นประโยชน์) ครับ
ความคิดเห็นแตกต่างกันได้ แต่จะไม่ทะเลาะรบราฆ่าฟันกันครับ

จาก: อ๊อด
วันที่: 18/08/53 - 9:06 น.
IP Address: 202.176.90.xx
ความคิดเห็นที่ 73



เอาภาพประทับใจมาฝากกันครับ
เป็นภาพจากชนบทครับ
น้ำใจ ไม่แบ่งชนชั้น วรรณะ แม้ชาติพันธุ์

จาก: อ๊อด
วันที่: 20/08/53 - 11:58 น.
IP Address: 202.176.90.xx
ความคิดเห็นที่ 74
ได้ฟังวาทะดีๆจากท่าน ว.วชิรเมธี " ใจที่รู้จักพอ คือใจที่เป็นสุข " ฟังดูง่ายๆแต่ไม่รู้จะทำยากหรือเปล่าต้องต่อสู้กับใจตัวเอง จะลองนำไปใช้เป็นข้อคิดในการดำเนินชีวิตครับ

จาก: น้ำขิง
วันที่: 20/08/53 - 15:48 น.
IP Address: 124.120.1.xx
ความคิดเห็นที่ 75




สาธุ อนุโมทนาด้วยครับ น้องน้ำขิง

"ใจที่รู้จักพอ คือใจที่เป็นสุข" ที่ท่าน ว.วชิรเมธี กล่าวมา
ก็คือใช้หลัก "สันตุฏฐี" ของพระพุทธเจ้าครับ
สันตุฏฐี ก็คือ ความสันโดษ นั่นเอง
ถ้าพูดตามสมัยนี้ ก็คือ ความพอเพียง ที่พระเจ้าอยู่หัวของเรา ท่านทรงตรัสสอนพวกเราอยู่บ่อยๆ
ในหลวงท่าน นำหลักธรรมมาสอนเรา เพราะท่านเองก็ทรงใช้หลักธรรมดังกล่าวในการดำเนินชีวิตและปกครองประชาชนของพระองค์มาโดยตลอด

หลัก ความสันโดษ คือ ให้พอใจหรือให้มีความสุขในสิ่งที่ตนมีอยู่ ไม่ใช่ให้เฉื่อยชา เฉื่อยแฉะ ไม่ดิ้นรน
ตรงกันข้าม กลับสอนให้ขยันหมั่นเพียรให้มากให้เต็มที่ แต่ได้แค่ไหนก็พอใจ
ไม่โลภ หรือไม่รู้จักพอ อาการไม่รู้จักพอ คืออาการของความทุกข์ เพราะมีไฟกิเลสโลภะ ราคะ โมหะเกิดขึ้นเผาใจแล้ว
ใจจะเร่าร้อน ไม่สงบ สุขภาพก็แย่ตามไปด้วย
รู้จักพอเมื่อไรก็สุขเมื่อนั้น พอเมื่อไรก็รวยเมื่อนั้น
พราะเมื่อพอแล้วก็คือมีความสุขแล้ว เพราะใจจะเย็น โปร่งโล่ง เบา สบาย สงบ สุขภาพก็ดีตามไปด้วย
ส่วนการทำมาหากินหรืออนาคต ก็ดำเนินไปตามปกติ ตามความสามารถของตน
แต่ต้องประกอบไป ด้วยศีลธรรมและหลักธรรม จะไม่มีวันตกอับหรืออับจนแน่อน
พอเมื่อไร ก็รวยเมื่อนั้น รวยความสุข รวยความดี รวยสุขภาพ

พูดง่ายๆก็คือ พระอริยะหรือผู้ปฏิบัติธรรมให้ถึงความพ้นทุกข์ (ความสุขที่แท้จริง)
ท่านจะสันโดษ(พอใจ)ในกิเลส แต่ไม่สันโดษ(มีขันติ วิริยะ ความเพียรอย่างยิ่ง)ในธรรมะ
ซึ่งก็เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้านั่นเอง

แต่ปุถุชนคนทั่วไป ส่วนใหญ่มักจะสันโดษในธรรมะ (ขอแค่เปลือกธรรมะ ไม่สนใจแก่นของธรรมะ)
แต่ไม่สันโดษในกิเลส (ไม่รู้จักพอในกิเลสโลก เรียกว่าโลภในกิเลส
ไม่ว่าจะเป็น รัก โลภ โกรธ หลง
หรือกิเลสแทบทุกตัว ทุกชนิด มีแต่สะสมพอกพูนไม่มีสิ้นสุด)

ปุถุชน ถึงได้จมอยู่ในความทุกข์มหันต์ ต้องเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏไม่รู้เอนกอนันต์
โดยมีความสุขจอมปลอม (เป็นความสุกเกรียมไหม้เพราะไม่เที่ยงแท้แน่นอน)
เป็นเหยื่อในเบ็ดล่อให้ผู้นั้นหลงคิดว่าเป็นความสุขที่แท้จริง
จึงต้องไปติดกับเบ็ดอันนั้นเพราะไปหลงไหลในเหยื่อที่ติดมากับเบ็ดอันนั้นนั่นเอง

ก็เลือกเอาครับ จะเป็นปลาที่ตายเพราะติดเหยื่อในเบ็ด เพราะว่ายตามน้ำ (ปุถุชนคนหนา)
หรือจะเป็นปลาว่ายทวนน้ำ (ปลาเป็น) เหมือนผู้ปฏิบัติที่ว่ายทวนกระแสกิเลสโลก

จาก: อ๊อด
วันที่: 20/08/53 - 22:26 น.
IP Address: 115.87.131.xx
ความคิดเห็นที่ 76




ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ ผู้ชายสุดขอบโลก....ตัวอย่างวิทยาศาสตร์ธรรมะ

จากลิงค์...http://www.kanlayanatam.com/vcd/navy_hospital/drV.htm


*** บริหารแบบพุทธ สร้างองค์กรอมตะ! ***


“วรภัทร์ ภู่เจริญ” นักวิทยาศาสตร์นาซ่า นำหลักการบริหารแบบพุทธะ หาสติควบคุมความคิด จิต พาองค์กรสู่ความเป็นเลิศ ปูนซีเมนต์ไทยและการบินไทย ประสบความสำเร็จมาแล้ว

พูดถึงหลักการบริหารองค์กร ทุกคนคงจะมองแต่ภาพตำราต่างประเทศและการเรียนที่เป็นตำราวิชาการ แต่หารู้ไม่ว่าที่จริงแล้วหลักการบริหารเหล่านั้น ต่างมีพื้นฐานสำคัญและมีหัวใจที่สำคัญที่สุดมาจากจิตใจที่อยู่ภายในพนักงานทุกคน ตั้งแต่ผู้บริหารลงมาสู่พนักงานระดับล่าง

ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ มีชื่อเสียงโด่งดังในฐานะนักวิทยาศาสตร์ที่สามารถใช้หลักธรรมะเข้ามาผสมผสานในการบริหารจัดการองค์กรได้ดีเยี่ยม เขาเคยทำงานที่องค์การนาซ่าอีกได้รับรางวัล ผลงานที่ดีที่สุดในการประชุมทางวิชาการด้านเครื่องยนต์ไอพ่นนานาชาติ ปีพ.ศ 2528 แต่วันนี้เป็นผู้สอนหลักบริหารองค์กรแนวพุทธให้กับบริษัทชั้นนำหลายบริษัท ไม่ว่าจะเป็น บริษัทเครือซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) บริษัท ทิพยประกันภัย บริษัท สหพัฒน์ จากพื้นฐานของนักวิทยาศาสตร์ที่มีอยู่ในตัว ทำให้ดร.วรภัทร์ ต้องการพิสูจน์ความจริงในทางพระพุทธศาสนา และการพิสูจน์นั้นก็นำมาสู่ความเข้าใจแห่ง จิต ความคิด และสติ ซึ่งเป็นพื้นฐานเบื้องต้นสำหรับผู้ปฏิบัติธรรม อีกทั้งเป็นพื้นฐานสำหรับนำหลักธรรมทางศาสนาพุทธมาประยุกต์กับการสอนหลักการบริหารอีกด้วย

ดร.วรภัทร์ ได้อธิบายถึงหลักการบริหารองค์กรแบบพุทธว่า หลักการบริหารก็เหมือนกับที่พระไตรปิฎกได้สอนไว้ พระพุทธเจ้าน่าจะเป็นบิดาแห่ง HR และ Management เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดในการบริหารองค์กรสำหรับทั้งผู้บริหารและลูกน้องคือ ต้องรู้จักสติ ซึ่งเป็นการฝึกพื้นฐาน

ฝึกสติสร้างระบบความคิด
เทคนิดการสอนของ ดร.วรภัทร์จะให้ผู้เข้าฝึกหาว่าอะไรคือสติ อะไรคือความคิด และอะไรคือจิต เพราะเมื่อเห็นระบบการทำงานของทั้ง 3 สิ่งนี้แล้ว ต่อไปสิ่งที่ผู้เข้าฝึกก็ต้องคอยระวังก็คืออย่าให้ความคิดทำร้ายจิต หรือพอจิตเกิดความคิด ซึ่งเป็นความคิดที่ไม่ดีก็ต้องระวัง ต้องหัดตัวเองให้ต้องเอาสติไปทำงานแทนจิต

ดร.วรภัทร์มองว่า จิตเปรียบเหมือนลูกตุ้ม ถ้าลูกตุ้มจะแกว่งเป็นบวกหรือลบ สิ่งที่ทำให้ลูกตุ้มเบนไปทางซ้ายหรือขวาก็คือตัวความคิดของเรา ซึ่งความคิดเหล่านั้นก็มาจากสัญญาเก่า จะเข้ามาสะกิดให้เกิดความรู้สึกเป็นบวกลบ พอเกิดความรู้สึกนั้นคือ “จิตเกิดแล้ว” นั้นเอง

“เคยชอปปิ้งไหม ง่ายๆเลย ถ้าไปช้อปปิ้งกับแฟนที่ฝรั่งเศส พอหมดเวลาแฟน

บอกให้ขึ้นรถ ยังตัดใจอยากช็อปอยู่ต่อ แต่ต้องขึ้นรถไปลียอง ขณะอยู่บนรถก็คิดถึงแต่กระเป๋า นั้นแหละจิตเกิดแล้ว เป็นความอยาก ซึ่งเกิดความคิดเป็นผลผลิตจากจิต ตอนนั้นจะแยกไม่ออกว่าจิตกับความคิดทำงานร่วมกัน แต่ถ้าเป็นผู้ที่ฝึกสติมาดีแล้วเป็นพอบอกว่าไปก็ไป ก็จะไม่มีความคิดปรุงแต่ง รู้ตัวอยู่ เสมอว่าตอนนี้ต้องอยู่กับแฟนและนั่งรถไฟไปลียอง”

แทรกพุทธธรรมในทฤษฎี
หลังจากที่ค้นหาวิธีการคิดเป็นระบบได้แล้ว ดร.วรภัทร์ จะแทรกพุทธธรรมเข้ามาในทฤษฎีหลักการบริหารต่างๆ เพราะดร.วรภัทร์เชื่อว่าว่า หัวใจสำคัญจริงๆของหลักการบริหารนั้นสำคัญอยู่ที่จิตใจเป็นอย่างแรก ตัวอย่างเช่น บริษัท ทิพยประกันภัย ที่ดร.วรภัทร์ เป็นที่ปรึกษานั้น ดร.ก็สอนธรรมะควบคู่ไปกับ สอนการวางแผนยุทธศาสตร์

เริ่มแรกจะให้ผู้เข้าฝึกที่เป็นทั้งผู้บริหารและลูกน้องหายใจลึกๆทำจิตให้ว่าง คิดไปถึงว่าอีก 4-5 ปี ทิพยประกันภัยจะเป็นยังไง ให้ตัดความกังวล ตัดความกลัว ความลำเอียงออกมาจากจิตให้ได้ นั้นคือตัดความคิดอันฟุ้งซ่านที่จะไปให้ก่อให้เกิดจิต หลังจากนั้น หาจุด Dead lock จุด หา success factor ให้เจอ หาตัวแปรที่ทำให้องค์กรล่ม อย่าใช้อารมณ์โมโห ใช้เวิร์กช็อปอย่าประชดกันในที่ประชุมใช้ความเป็นจริงอย่าเอาอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง

“เช่นเวลาที่ประชุมกัน เมื่อใครก็ตามที่เกิดอารมณ์ไม่ดีขึ้นก็จงบอกว่า ช่วงนี้ผมจิตเกิดนะขอ งดออกความคิด ก็จะทำให้ไม่ทะเลาะกัน พอไม่ทะเลาะกัน จิตก็ว่าง คิดงานได้สะดวกราบรื่น อย่างของเครือปนซีเมนต์ ไทย เขาใช้แบบพุทธวิธีที่ผมสอน ตอนนี้เขาผลผลิตเพิ่ม ของเสียลดลง ประชุมกันก็ทะเลาะกันน้อยลง”

ตั้งสติรับภาวะเศรษฐกิจขาลง
หรือแม้กระทั้งการตั้งรับภาวะเศรษฐกิจที่กำลังเข้าสุ่วัฏจักรขาลงในอนาคตอันใกล้นี้ ดร.วรภัทรก็ต้องให้ผู้บริหารตั้งสติ ตัดความกังวลออกไป เพราะท้ายที่สุดทุกอย่างเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา หลังจากที่จิตใจปลอดโปร่งแล้ว ดร.วรภัทร์ก็จะให้ผู้บริหารทำ SWAT Analysis ให้ชัดเจนหาโดยเฉพาะการหา Opportunity และหายุทธศาสตร์ที่ตั้งเป้าหมายในการดำเนินงานในบริษัทในอนาคต

“ตอนเศรษฐกิจล้มผมก็ใช้หลักจิตวิทยา มากๆในการให้กำลังใจเขา อีกทั้งต้องใช้อิทธิบาท4 ให้ฉันทะกับเขาก่อน จากนั้นก็พูดให้กำลังใจเป็น empowerment ซึ่งจะก่อให้เกิดการวิริยะ เกิดเป็น positive thinking ต่อไปเมื่อเขาไปได้เราก็ออกไปเป็น Coaching มองเขาอยู่ห่างๆ ”

นี่แหละคือธรรมะกับการบริหารยุคใหม่ที่สามารถผสมผสานกันอย่างลงตัว !


----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


*** จับฉ่ายแมน ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ 'ผมเป็นคนขายสมอง' ***

เพ็ญลักษณ์ ภักดีเจริญ สัมภาษณ์

ตอนอยู่นาซาผมเรียนวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์จนไม่มีวิชาอะไรให้เรียนแล้ว ผมก็เลยเกิดคำถามว่าวิทยาศาสตร์เองก็มั่วเยอะ ใช้วิธีการอนุมานและตั้งสมมติฐานเยอะ ก็เลยถามตัวเองว่า ฉันกำลังทำอะไรอยู่ พอได้อ่านบทความของไอสไตน์เขียนไว้ก่อนตายว่า ศาสนาที่เป็นวิทยาศาสตร์ที่สุดคือ พุทธะ

บางคนถามผมว่า ในโลกนี้มีอาชีพนี้ด้วยหรือ อย่างการสอบเข้ามหาวิทยาลัย ครูในโรงเรียนสอนไม่รู้เรื่องเด็กก็เลยไปโรงเรียนกวดวิชา บริษัทก็เหมือนกัน คนข้างในคิดไม่ออก ก็ต้องให้มือที่สามมอง คล้ายๆการกินนมวัว ไม่จำเป็นต้องเอาวัวมาเลี้ยงที่บ้านเขาเรียกว่า ขายไอเดีย อย่างคนทำการตลาดอยู่ 5-10 ปีไอเดียก็ตัน ที่สุดก็จ้างคนนอกช่วยคิด

19 ปีที่แล้ว เขาเป็นวิศวกรองค์การอวกาศนาซา ประเทศสหรัฐอเมริกา และที่น่าทึ่งกว่านั้น ก็คือ
ได้รับรางวัลงานวิจัยดีที่สุดระดับโลกเกี่ยวกับเครื่องยนต์ไอพ่น และที่ไม่น่าเชื่อก็คือ เขาตั้งคำถามกับตัวเองว่า ทำไมต้องคิดจนสุดขอบจักรวาลถึง 450 ล้านปีแส ง เราบ้าหรือไร้สาระเกินไปหรือเปล่า

ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ ผู้ชายอารมณ์ดีที่กล่าวถึงปัจจุบันเป็นพ่อของลูกสองคน นักเขียน วิทยากรอิสระที่ปรึกษามืออาชีพให้องค์กรรัฐและเอกชนหลายสิบแห่งเจ้าของบริษัทพรีม่า แมเนจเม้นท์ จำกัด และนักปฏิบัติธรรม

เขาเป็นนักอ่านตัวยง อ่านหนังสือเร็วมาก จนบรรณารักษ์ห้องสมุดสงสัยว่า อ่านจริงหรือเปล่า ขณะที่เด็กคนอื่นๆ วิ่งเล่น แต่เขาอ่านหนังสือที่คนอื่นไม่อ่าน ตอนเรียนมัธยมปีที่ 1 อ่านสารานุกรม (Encyclopedia ) 30 กว่าเล่ม และอ่านแบบเรียนมัธยมปีที่ 5 ของพี่ชาย ทำให้ไม่ค่อยสนใจการเรีย น กระทั่งไปเรียนต่างประเทศจนจบปริญญาเอกวิศวกรรมเครื่องกลและวัสดุศาสตร์ และทำงานองค์การอวกาศนาซานาน 7 ปี

ในที่สุดเก็บกระเป๋ากลับเมืองไทย เพราะเรียนจนไม่รู้จะเรียนอะไร กลับมาช่วย 'ดร.รุ่งแก้วแดง' วางแผนระบบการศึกษาอยู่พักหนึ่ง เขาบอกว่า ระบบการศึกษาต้องรื้อทั้งโครงสร้าง เอาไม่อยู่แล้ว และงานหลักเป็นอาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ สอนด้วยวิธีการไม่สอนใคร บางครั้งเรียนริมสระว่ายน้ำ บางครั้งเรียนที่บ้าน ที่พิสดารกว่านั้น คือเขาให้นักศึกษาออกข้อสอบและตรวจข้อสอบเอง ปรากฏว่า นักศึกษาสอบตกทั้งห้อง และผู้บริหารไม่พอใจวิธีการสอนของเขา จนอาจารย์อาวุโสท่านหนึ่งเตือนว่า "วรภัทร์...ถ้าเธอยังปากจัดแบบนี้ จะมีแต่ศัตรูมากกว่ามิตร"

ไม่เพียงเท่านั้น เขาเกือบเป็นคนพิการ เพราะป่วยเป็นโรคกระดูกเปราะนอนรักษาตัวในโรงพยาบาลแรมปี ตอนนั้นศรีภรรยาร้องไห้ แต่เขายิ้มรับ และวางแผนการรักษาตัวเอง จนสามารถลุกขึ้นยืนได้

กว่าจะได้พูดคุยเป็นเรื่องเป็นราวเขา จำต้องเคลียร์คิวนัดหมายจนลงตัว และส่งเสียงมาตามสายว่า จะให้ผมประแป้งไว้รอไหม ทำให้คนปลายสายรู้สึกว่า งานนี้สนุกแน่ จะสนุกหรือไม่ ต้องลองอ่านเรื่องราวของผู้ชายที่รู้จักจัดการชีวิตตัวเองอย่างมีแบบแผน และไม่ลืมที่จะหยิบยื่นสิ่งดีๆ ให้คนรอบข้าง

+คุณเป็นคนเรียนเก่งตั้งแต่เด็กหรือ

ก็ไม่ถึงกับสอบได้ที่ 1 ตอนอยู่ประถมปีที่ 6-7 อ่านหนังสือจิตวิทยาและปรัชญาแล้ว ถ้ามุ่งเรียนอย่างเดียว คบเพื่อนน้อย แล้วบริหารใจตัวเองไม่ได้ ก็ไม่มีประโยชน์ ผมคิดแบบนี้ตั้งแต่เด็ก จำได้ว่าตอนเรียนอัสสัมชัญ ครูตีเพื่อนผม ผมถามมาสเตอร์ว่า ทำไมไม่ใช้จิตวิทยา ครูก็งง! ว่า เราคิดได้ยังไง

ผมมาจากครอบครัวธรรมดาๆ พ่อแม่ค้าขาย ตอนเด็กๆ ป้าข้างๆ บ้านขายผลไม้ จ้างผมให้อ่านหนังสือพิมพ์ให้ฟัง อ่านแต่ละครั้งก็ได้ผลไม้เป็นค่าจ้าง ผมเป็นลูกคนเล็ก เวลาพี่เรียนอะไร ผมก็เรียนด้วย พ่อแม่ต้องทำธุรกิจ ทิ้งผมให้อยู่บ้านกับยาย พอไม่มีอะไรทำ ผมก็อ่านหนังสือ

+แล้วคุณแปลกแยกจากเพื่อนๆ ไหม

เวลาคนอื่นไปปาร์ตี้เฮฮา ผมนั่งอ่านหนังสือ ผมคิดประหลาดๆ ตอนเรียนมัธยมปีที่ 1เห็นเพื่อนเล่นกีตาร์ ก็ถามเพื่อนว่า ทำไมเล่นกีตาร์เพลงคนอื่น ทำไมไม่แต่งเพลงเอง เวลาใครร้องเพลงอะไรออกมา ผมก็เอามาแปลง คนเราไม่จำเป็น ต้องตามรอยเท้าใคร ผมโดนครูตบและตีบ่อย กลายเป็นตัวประหลาด ในที่สุดผมต้องเงียบ เผด็จการทางการศึกษาเยอะ ผมไม่ค่อยพูดเรื่องพวกนี้กับเพื่อน ก็คุยกับพี่ชาย สมัยอยู่ประถม 6 ผมกับพี่ชายประดิษฐ์เรือดำน้ำเล็กๆเล่นกัน

สมัยเด็กผมเคยได้รางวัลแกะสลัก เ ขาเอาผลงานผมไปประกวดกับรุ่นใหญ่ ตอนแรกๆ เขาหาว่าผมโกง จริงๆ แล้วผมทำเอง เด็กวัยนั้นส่วนใหญ่แกะลายง่ายๆ ผมแกะไม้สักลายกนกสองชั้น แต่ไม่ถึงระดับประตูวัดสุทัศน์นะ

+คุณเป็นนักอ่านตัวยงตั้งแต่เด็กแล้วอ่านหนังสืออะไรบ้าง

อ่านเอ็นไซโคลพิเดียภาษาอังกฤษ 30 เล่มตั้งแต่เรียนมัธยมปีที่1 ผมเป็นนักเสพข้อมูล เรื่องไหนที่ผมไม่เข้าใจ ผมจะพยายามศึกษาจนรู้จริง
อย่างตอนนี้คุณดื่มชา ถ้าคุณถามเรื่องนี้ผมก็อธิบายได้ สมัยเด็กๆ เพื่อนผมหวงกล้องมาก ไม่ให้ผมแตะ ผมอยากรู้ ผมก็เรียนเรื่องถ่ายภาพด้วยตัวเองสุดยอดของการอ่าน ผมค้นพบว่าต้องคบคนที่รู้จริงในศาสตร์นั้นๆและต้องปฏิบัติด้วย

ผมอ่านหนังสือเร็วมาก 2-3 เล่มหนาๆ อ่านแค่คืนสองคืน ครูบรรณารักษ์ก็งง! ถามว่า อ่านจริงหรือเปล่า ผมบอกให้ถามเรื่องราวในหนังสือที่อ่าน หนังสือเล่มบางๆ หรือหนังสือกำลังภายใน ผมอ่านไม่นาน ผมหันมาเป็นพุทธเมื่อ 6 ปีที่แล้ว เมื่อก่อนนับถือศาสนาคริสต์ ตอนนั้นสับสนในศาสนาตัวเอง ผมทะเลาะกับนักบวช เขาบอกให้แก้บาป รับศีล ผมอ่านคัมภีร์ไบเบิล ผมเถียงไปว่า ในใบเบิลไม่มีแก้บาป รับศีล มนุษย์รุ่นหลังเขียนขึ้นเอง พอผมเถียง เขาก็ว่าผมเป็นแกะดำ (หัวเราะ)

เวลาผมอ่านหนังสือ ถ้าเล่มไหนชอบมากจะอ่านทุกตัว ถ้าเป็นหนังสืออ่านยากๆ ก็จะเขียนโน้ตสรุปความคิดรวบยอด อ่านจบบรรยายได้เลย เล่มไหนไม่ชอบก็อ่านแค่วิธีคิด พออ่านมากๆ ก็เดาแนวทางคนเขียนออกอ่าน แค่ตัวอย่างและประสบการณ์เพื่อจำไว้สอนคนอื่น ผมอ่านหนังสือบริหารประมาณ 50%, อ่านหนังสือธรรมะ 30% และที่เหลือเป็นหนังสือประวัติศาสตร์

+คุณค่อนข้างใฝ่รู้ในทุกๆ เรื่องแล้วจัดการองค์ความรู้อย่างไร

ตอนผมเรียนเมืองนอก ผมไปพิพิธภัณฑ์บ่อยมาก เวลาผมดูภาพวาด ผมชอบคุยกับเจ้าหน้าที่ ผมอยากรู้ว่าภาพวาดชุดนี้โด่งดังได้อย่างไร องค์ประกอบภาพ การใช้สี ความกลมกลืนระหว่างศิลปะ เราตั้งคำถามว่า ทำไมศิลปินดังๆ ใช้พู่กันปากเป็ดเพียงอันเดียวก็สามารถวาดรูปได้สวย
เราไม่ได้มองแค่ภาพ แต่มองลึกลงไปถึงปรัชญาที่ซ่อนอยู่ อย่างภาพวาดอาจารย์ถวัลย์ ดัชนี หรือเฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ มองแค่ความงามอย่างเดียวไม่ได้ ต้องมองลงไปถึงวิธีคิดและอารมณ์ที่ใส่ลงไป สุดท้ายมองความว่างในใจเขา

ผมสนใจทุกอย่าง ทุกเรื่อง ไม่ได้มั่ว ผมคิดว่า ท่ามกลางพายุที่สับสน ผมจับลมปราณของมันได้ ผมจับได้ทุกวิชา อย่างประวัติศาสตร์สะท้อนอารมณ์และจิตใจคนยุคนั้นๆ ผมคิดต่อว่า ทำไมเขาตัดสินทำแบบนั้น พอมาถึงยุคปัจจุบัน เหตุการณ์ใกล้เคียงกัน ก็นำมาใช้กับการวางยุทธศาสตร์ ทุกเรื่องเกี่ยวข้องกันหมด หากขึ้นไปที่ต้นแม่น้ำจะเจอเรื่องเดียวกันคือ ตาน้ำ การศึกษาก็เหมือนกัน ถ้าเรารู้จักอ่านหนังสือ ก็จะเจอแก่นของมัน จะวิพากษ์อะไรก็ได้ เพราะเราเข้าใจ

+แล้วคิดว่า ตัวเองเก่งกว่าคนอื่นไหม

ไม่ครับ ผมเป็นมิสเตอร์ประนีประนอม ผมชอบการวางยุทธศาสตร์ ประสานให้คนโน้นรักกับคนนี้ ผมไม่ใช่คนเรียนเก่งจนได้ที่ 1 ผมเป็นพวกชอบเข้าห้องสมุด มีโลกเป็นของตัวเอง ร่างกายไม่แข็งแรง สมัยก่อนผมเป็นคนจนในโรงเรียนรวย ถูกเปรียบเทียบตลอด บางทีถูกประจานหน้าโรงเรียน เพราะไม่จ่ายค่าเล่าเรียน เรื่องหลงตัวเอง ก็เลยไม่มี อีกอย่างผมมีนิสัยชอบให้อภัย อย่างมีคนขับรถปาดหน้ารถพ่อแม่ผม พ่อก็บอกว่า ให้เขาไปเถอะ เมียเขาคงจะคลอดลูก

+ตอนนั้นคุณวางแผนการเรียนไว้อย่างไร

ผมอยากเป็นแพทย์มาก แต่ตอนอยู่มัธยมปีที่ 5 สงสัยเล่นไพ่บริดจ์และหมากรุกมากไป ผมชอบเกมที่ใช้ยุทธศาสตร์ ผมจึงเข้ามาทำงานวางแผนพัฒนาให้บริษัทต่างๆ อย่างกระทรวงแรงงาน กระทรวงวิทยาศาสตร์ ก็เคยไปช่วย

ผมมาเรียนคณะวิศวกรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถึงผมจะไม่ชอบ ผมก็เรียน เพราะครอบครัวมีเงินจำกัด พอเรียนจบผมต่อรองกับพ่อแม่ว่า จะไม่เอามรดก แต่ขอค่าเครื่องบินไปเรียนเมืองนอก ถ้าพลาดผมจะไปแบกถาดเสิร์ฟอาหาร

+ชอบวางยุทธศาสตร์การบริหารมาตั้งแต่เมื่อไหร่

โดยสันดานแล้ว ผมสนใจทุกอย่าง ทำกับข้าวก็สนใจ อยู่อเมริกาลองไปเป็นกุ๊กร้านอาหาร ตอนนั้นผมไม่ค่อยมีเงิน และคิดว่าถ้าเราต้องทำกับข้าวกินทุกวัน จะทำอย่างไรให้อร่อย ผมก็ไปเป็นลูกมือ พัฒนาตัวเองเรื่อยๆ ตอนนั้นผมเป็นนักเคมีเทคนิค พอมาจับศาสตร์เรื่องอาหาร ก็ใช้ศิลปะมาผสมผสาน ผมได้เป็นกุ๊กร้านอาหารไทยของเพื่อน ช่วยทำกับข้าวและบริหารร้านอาหาร โหราศาสตร์ผมก็สน แต่ไม่ได้เรียนรู้เพื่อการทำนาย ผมชอบสังเกตคน ทำให้ง่ายในการบริหาร อ่านเกมขาด อย่างเจอสาวราศีกันย์ เธอชอบความมีระเบียบ ความสะอาด ผมเอาหลายๆ ศาสตร์มารวมกันแล้วบูรณาการ

+ทำไมองค์การอวกาศนาซา อยากได้คนอย่างคุณมาทำงานด้วย

ในนาซามีคนไทยประมาณ 10 คน ทางนาซาต้องการคนที่มีคุณสมบัติอย่างผม คือจบปริญญาตรีด้านวิศวเคมี ปริญญาโทด้านวัสดุศาสตร์วิศวกรรม ผมเก่งชีววิทยาและวิศวกรรมด้วย ตอนผมเรียนปริญญาโททำวิทยานิพนธ์เรื่องเหล็กดามในกระดูกมนุษย์ นาซาต้องการจับฉ่ายวิศวกรรม
หาคนแบบนี้ในโลกได้ยากและหามานาน 3 ปี ผมเป็นคนเดียวในโลกที่มีลักษณะเหมาะกับโครงการใหม่ตอนนั้น เซรามิคเคลือบไอพ่น

ตอนนั้นนาซาถามไปที่อาจารย์ต่างๆ ในมหาวิทยาลัย อาจารย์ที่ปรึกษาผม ทำวิจัยที่นาซา ก็เลยแนะนำวรภัทร์ องค์การอวกาศนาซามีวิศวกรกว่า 3,000 คน ตอนนั้นนาซาส่งผมเรียนปริญญาเอก ออกค่าใช้จ่ายให้หมด ผมทำงานในแล็บด้านวัสดุเคลือบยาน มีเลขานุการหนึ่งคน เราทำงานเป็นทีมมีหลายชาติด้วยกัน งานวิจัยของผมเรื่องเครื่องยนต์ไอพ่นดีเด่นเมื่อปี 2528 คว้ารางวัลที่ 1 ของโลกให้นาซา

+ได้ประสบการณ์อะไรจากนาซาบ้าง

อยู่นาซาสนุกครับ ผมทำงานวิจัยออกแบบและทดลอง ทุก 6 เดือนต้องมีผลงานวิจัยออกมา เข้าแล็บใช้หุ่นยนต์เคลือบเซรามิคบนไอพ่น
แล้วประกอบลูกไอพ่นติดบนยานอวกาศ เพื่อให้บินขึ้นฟ้า เราก็ใช้คอมพิวเตอร์คำนวณแก้สูตร พวกอเมริกันเก่งเรื่องกระบวนการคิด ทำงานเป็นทีม ทำคนเดียวไม่ได้หรอก จึงยากในการขโมยความคิด

ผมได้เรียนรู้จากนาซามาก เวลาสอนอาจารย์จะโยนหนังสือมาให้เล่มหนึ่ง อ่านภายในหนึ่งสัปดาห์ แต่เราอ่านเร็วอยู่แล้ว ที่นั่นใช้วิธีสอนเหมือนไม่สอน ซักถามและวิเคราะห์กันหนักๆ อย่างเช่น คุณเห็นใบไม้ที่โคนกิ่งไม้ ลองคำนวณว่ามีแรงกี่ปอนด์

แต่ผมกลับถามตัวเองว่า ทำไมเราต้องไปถึงสุดขอบจักรวาล 450 ล้านปีแสง เรากำลังบ้าหรือเปล่า สุดท้ายเราทำอะไร ณ วินาทีนี้ ถ้าเราอยู่ขอบจักรวาล เราจะทำอะไร ผมว่า มันไร้สาระ

+ความไร้สาระในความคิดของคุณคืออะไร

ก็รู้สึกว่า สิ่งที่พวกเขาทำดูไร้สาระ รวมทั้งตัวเราด้วย น่าจะมีคำตอบที่ดีกับชีวิต ตอนนั้นผมอ่านพุทธศาสนาแล้ว ยิ่งมาเจอหนังสืออาจารย์พุทธทาส ก็รู้สึกว่า ใช่ เราไปถึงขอบจักรวาล สุดท้ายก็ย้อนกลับมาที่ใจตัวเอง แต่ไม่เคยศึกษาเลย ทั้งๆ ที่ผมไม่ใช่คนบ้างาน ผมทำทุกอย่างด้วยความสมดุล ไม่มีปัญหาครอบครัว มีแต่ปัญหาสุขภาพ กระดูกหลังแตก เป็นโรคกระดูกเสื่อม

+อาการป่วยของคุณมีสาเหตุจากอะไร

จะให้ผมตอบคำถามทางโลก หรือทางธรรม (หัวเราะอารมณ์ดี) ทางโลกคือ เป็นโรคชนิดหนึ่งทางกรรมพันธุ์ เกิดในชายอัตราส่วน 1 ต่อ 4 และหญิงอัตรา 1 ต่อ 7 แต่ในทางธรรมคือ กรรม หมอพบว่า ผมเป็นโรคกระดูกหัก หมอสรุปว่า เป็นโรคคนขยัน ใช้สมองเยอะไป แต่ผมเป็นคนขี้เล่นและร่าเริง (ขณะถ่ายภาพ เขากระโดดโลดเต้นกับลูกๆ )

+ได้เป็นนักวิทยาศาสตร์ระดับโลก แต่กลับไม่ใช่สิ่งที่ตัวเองต้องการ คุณกำลังค้นหาอะไรหรือ

ผมค่อนข้างจับฉ่ายแมน ชอบขับรถ เดินป่า ธรรมชาติ และศิลปะ ตอนอยู่นาซาผมเรียนวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ จนไม่มีวิชาอะไรให้เรียนแล้ว ผมก็เลยเกิดคำถามว่า วิทยาศาสตร์เองก็มั่วเยอะ ใช้วิธีการอนุมานและตั้งสมมติฐานเยอะ ก็เลยถามตัวเองว่า ฉันกำลังทำอะไรอยู่ พอได้อ่านบทความของไอสไตน์ เขียนไว้ก่อนตายว่า ศาสนาที่เป็นวิทยาศาสตร์ที่สุดคือ พุทธะ ผมก็งง! ตอนนั้นผมยังเป็นคริสเตียน ผมต้องขอบคุณท่านอาจารย์พุทธทาส ท่านเขียนเชื่อมโยงพุทธกับคริสต์ได้ดีมาก สุดท้ายแล้วเป็นเรื่องเดียวกัน แต่วิธีการเข้าหามีหลายวิธี ไม่ต่างจากการขึ้นภูเขา พระพุทธเจ้าพูดอะไรที่เป็นวิทยาศาสตร์ ไม่งมงาย คนมาปฏิบัติธรรมทางพุทธ ถ้าขี้เกียจจะไม่ค่อยเห็นผล

+หลังจากเรียนจบปริญญาเอก ทำไมคุณไม่ทำงานอยู่นาซาอีก

นาซาก็ถามว่า จะอยู่ต่อไหม ถ้าอยู่ต่อก็เป็นหนึ่งในทีม ทำเรื่องเครื่องมือขุดแร่บนดวงจันทร์ ตอนนั้นผมมีแฟน ก็เลยสับสน ก่อนตัดสินใจมีทางเลือกให้หลายข้อคือ 1. อยู่นาซา 2. อยู่บริษัททำเครื่องบินโบอิงหรือบริษัททำเครื่องบินไอพ่นอีกแห่ง 3. เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย 4. กลับไทยหรือไ ป ยุโรป

ผมก็ให้คะแนน แล้วถามว่า ชีวิตนี้ต้องการอะไร คำตอบคือ กินอร่อย ก็ต้องอยู่เมืองไทย, ชอบเที่ยว อยู่อเมริกาอากาศหนาว เที่ยวได้น้อย ถ้าชราแล้วอยู่อเมริกาจะเป็นประชากรชั้น 3 หรือชั้น 4 ลูกจะกลายเป็นฝรั่งและไม่รักเรา แล้วจะดูแลพ่อแม่ที่กำลังชราอย่างไร อีกข้อเงินเดือนในเมืองไทยน้อยมาก แต่ฝีมือระดับผม ไม่กลัวอยู่แล้ว

+แม้กระทั่งการตัดสินใจก็คิดเป็นระบบ ?

คุณสังเกตผมสิ ผมคุยกับคุณ ไม่ค่อยเปลี่ยนเรื่อง คิดเรื่องเดียว อารมณ์เดียว ผมคิดเป็นระบบ พอเรียนพุทธ ยิ่งคิดเป็นระบบมากขึ้น ผมเคยบวชเป็นพระธุดงค์อยู่ 13 วัน ผมขยันสุดๆ ผมคิดว่าถ้าคนคิดไม่เป็น จะคิดวนเวียน ย้ำคิด ย้ำทำ คิดไม่ตกเป็นเดือน แต่ผมตัดสินใจแล้ว ทำได้เลย ตัดอารมณ์ออกไป ไม่ต้องมานั่งทะเลาะกับใครว่า ทำไมเราเลือกแบบนี้ ไม่สับสน ผมปรึกษาหลายคนเหมือนทำวิจัยให้ตัวเอง ทำเป็นตารางการตัดสินใจ สรุปแล้วผมกลับเมืองไทย เพราะอยากดูแลพ่อแม่ แม้จะมีปัญหารายได้ แต่เปรียบเทียบแล้ว ตอนชราถ้าอยู่อเมริกา ก็จะกลายเป็นคนแก่เหงาๆ ลูกผมคงไปอยู่อีกรัฐ รอลูกมาเยี่ยมช่วงคริสต์มาส

สุดท้ายเราก็จะแก่ลงอยู่บ้านพักคนชราให้พยาบาลฝรั่งดุและตบตี พ ยาบาลไทยอ่อนหวานกว่าเยอะ แต่ถ้าอยู่เมืองไทยก็จะเจอสภาพรถติด คนคิดอะไรก็ไม่รู้ ระบบสุขภาพแย่ แต่ผมก็คิดว่า พ่อและปู่มาจากเมืองจีน ก็ทำได้ เราก็ต้องทำได้ ด้วยฝีมือขนาดนี้ ไม่มีปัญหา

+พอกลับมาเมืองไทย คุณมีปัญหาเรื่องการปรับตัวเข้ากับสังคมไทยไหม

แค่ออกมาอยู่ในสังคมอเมริกัน ก็ต่างจากนาซาแล้ว คนนาซาจะคิดเป็นระบบ ถ้าอยู่อเมริกาต่อไป อย่างมากก็แค่กลางแถวหรือหางแถว ถ้ากลับเมืองไทยต้องเจอกับพวกเจ้าพ่อทำอะไรชั่วๆ ไม่เป็นไปตามกฎเกณฑ์ อย่างโครงการสมองไหลที่ดึงนักวิทยาศาสตร์เมืองนอกกลับมา บอกจะให้โน้น ให้นี่ ก็ไม่ใช่แบบนั้น บริษัทแห่งหนึ่งติดต่อผมตั้งแต่อยู่อเมริกา พอมาสัมภาษณ์ ก็รู้ทันทีว่า เขาไม่รับผม พราะคุณใหญ่มาจากที่อื่นมาทำงานกับเขา อาจถูกหมั่นไส้ ผมก็คิดว่าเป็นอาจารย์จุฬาฯ น่าจะดีกว่า ตอนนั้นเป็นทั้งอาจารย์ ที่ปรึกษาการบริหาร และวิทยากรอิสระ

+ชีวิตการสอนในมหาวิทยาลัยเป็นอย่างไรบ้าง

ผมจะสอนหนังสือไม่เหมือนใคร เคยมีคนว่า ผมเพี้ยน ผมพาเด็กวิศวะไปเรียนริมสระว่ายน้ำ ดูนิสิตสาวๆ ว่ายน้ำและเรียนไปด้วย ไม่เห็นเป็นไร ผมออกนอกกรอบตลอด เคยถูกผู้บริหารเรียกไปดุ ผมออกข้อสอบสนุกมาก เด็กวิศวะได้ศูนย์ทั้งห้อง ตัวอย่างข้อสอบผม "จงออกข้อสอบเอง พร้อมเฉลย"เด็กใบ้ทั้งห้อง ส่วนใหญ่คิดข้อสอบแบบตื้นๆ ตรงไปตรงมา ยกตัวอย่าง ปั้นจั่นมีกี่ชนิด แต่ผมอยากให้เป็นข้อสอบแสดงความคิด

เพราะชีวิตคนเราจะรอให้อาจารย์ตั้งโจทย์อย่างเดียวไม่ได้ ต้องหาโจทย์มาเอง คิดแล้วทำ ถ้าผิดอาจารย์จะปรับให้ แต่เด็กไทยทำไม่ได้ เด็กก็โวยวายว่า อาจารย์วรภัทร์ไม่ค่อยสอน แล้วมาออกข้อสอบประหลาดๆ ผมก็บอกเด็กว่า พวกคุณติดสันดานเด็กกวดวิชา รอคนคาบของทุกอย่างมาป้อนให้ คุณเคยทำตัวเป็นครูกวดวิชามอบความรู้ให้คนอื่นไหม ถ้าคุณรอและตั้งรับ คุณก็เป็นพวกอีแร้ง แต่คุณแย่กว่า คุณเป็นแค่ลูกอีแร้ง คือ รออาหารที่ป้อนให้ แล้วคุณจะไปสู้มหาอำนาจได้ยังไง

เด็กๆ ตามไม่ทัน จนผมขึ้นไปสอนระดับปริญญาโท ก็ใช้วิธีการสอนแบบนี้ สุดยอดการสอนคือ ไม่ต้องสอนมาก เดี๋ยวนี้ลูกศิษย์ผม ก็ยังติดต่อกัน เมื่อก่อนมาเต็มบ้าน (ศรีภรรยาบอกว่า บางครั้งเด็กๆ มานั่งปรึกษาปัญหาหัวใจ เหมือนเป็นศิราณี ) ไม่ต้องเรียนที่มหาวิทยาลัยก็ได้ มานั่งคุยกันก็ได้ เวลาผมไปเป็นที่ปรึกษาบริษัทไหน ก็เอานักศึกษาหิ้วกระเป๋าตามอาจารย์ จะได้เรียนรู้ไปด้วย ถ้าไม่ทำงานข้างนอกบ้าง อาจารย์จะโง่ อ่านตำราแล้วไปสอนเด็กอย่างเดียวไม่ได้ ในเมืองนอกถ้าอาจารย์คนไหน ไม่ทำงานข้างนอกแสดงว่า คุณห่วย

+แล้วทำไมต้องลาออกจากการเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย

ผมคิดต่าง จำได้ว่าอาจารย์เกษียณในวงการศึกษาคนหนึ่งมากระซิบผมว่า วรภัทร์...ถ้าเธอยังปากจัด เธอจะทำงานสำเร็จลำบาก ศัตรูจะมากกว่ามิตร ผมรู้ตัวว่า ปากจัด เป็นแบบฝรั่ง ซัดกันในที่ประชุมเลย แต่คนไทยประชุมกัน 3-4 ชั่วโมง ออกความคิดกันให้วุ่นวาย แต่ไม่ได้อะไรเลย
อาจารย์ในมหาวิทยาลัยบางคน ก็ทำวิจัยในสิ่งที่สังคมไม่ต้องการ ไม่ได้ถามสังคมว่า ตอนนี้สังคมอยากรู้เรื่องอะไร แต่ไม่ใช่ว่าอาจารย์เป็นอย่างนี้ทุกคน ผมรู้ตัวว่า เป็นอาจารย์คงไม่รุ่ง ผมโดนว่า เอาเวลาราชการไปหากิน ทั้งๆ ที่เราอยากนำกรณีศึกษากลับมาให้เด็ก และข้าราชการเงินเดือนน้อย สุดท้ายเราไม่อาจสร้างสมดุลชีวิตตรงนี้ได้ ก็เลยลาออก

+ตอนป่วยนอนโรงพยาบาลเป็นปีๆ คุณจัดการชีวิตอย่างไร

10 ปีที่แล้วผมหลังหัก กระดูกแตก นอนเตียงเกือบปี ผมเป็นแบบนี้บ่อยๆ ตอนนี้ก็เป็น เข้าโรงพยาบาลบ่อย ตอนนั้นผมใช้ห้องพิเศษในโรงพยาบาลทำงาน นิสิตปริญญาโทก็เอารายงานมาคุยกันตรงนั้น ผมให้คำปรึกษาบริษัทต่างๆ บนเตียงนอน ผมวางแผนการรักษากระดูกแตกให้ตัวเอง เพื่อให้ร่างกายขยับได้ ผมวางแผนไว้ว่าจะว่ายน้ำได้กี่เมตร ตั้งเป้าว่า จะต้องยืนครั้งแรกให้ได้ ถ้าพิการก็ไม่เป็นไร

+ช่วงนั้นท้อแท้มั้ย

ไม่มี อกหักสองสามครั้ง ก็ช่างมัน คิดแบบนี้ ถ้าวินาทีนี้ถึงผมจะนอนเตียง ขยับตัวไม่ได้เลย มือและปากยังเหลือ ผมจะแปลหนังสือภาษาอังกฤษให้ ตอนนั้นพยาบาลที่มาเฝ้าไข้ กำลังเรียนปริญญาโท ผมก็ทำตัวให้เป็นประโยชน์ ช่วยคิดหัวข้อให้ และตลกมากตอนนั้นหมอพาผมไปที่สถานที่คนพิการอยู่ นั่งรถเข็นเข้าไป ผมเห็นคนอื่นท้อแท้ หมดอาลัยตายอยาก มีวงดนตรีมาแสดงให้กำลังใจคนพิการ เราก็เป็นคนพิการนั่งอยู่ด้วย หลายคนท้อแท้
แต่เราวางแผนชีวิตแล้ว อีก 3 เดือนจะยืนให้ดู ถ้ายืนไม่ได้ ถึงผมต้องเป็นคนพิการ ก็ต้องเป็นแชมป์พาราลิมปิก ผมทำได้ครับ

ผมทะเลาะกับหมอ ผมถามหมอว่า เคยวางแผนการรักษาคนไข้ไหม แล้วบอกไปว่า หมอควรรักษาใจเขาด้วยนะ ผมซักถึงทางเลือกในการรักษามีกี่วิธี ยาชนิดไหนใช้แล้วประสบความสำเร็จมากกว่ากัน แล้วอีก 3 เดือนผมจะเป็นอย่างไร ถ้าพลาดมีทางเลือกอื่นไหม หมอก็บอกว่า คุณไม่ใช่หมอ ผมก็บอกไปว่า คุณกำลังจัดการชีวิตผม ผมมีสิทธิรู้ สุดท้ายผมค้นพบว่า โรคนี้รักษาไม่หาย ผมก็เลยลองมาปฏิบัติธรรม

+หันมาใช้ธรรมะรักษาโรค แล้วผลเป็นอย่างไรบ้าง

ตอนนี้ยังไม่ปรากฏผล ลองใช้สมาธิรักษา ผมอ่านงานท่านอาจารย์พุทธ หลวงปู่มั่น อ่านแล้วก็นั่งคิด คนไทยนี่ขนาดเรียนพุทธศาสนา ก็ยังคิดไม่เป็นระบบ พอหลวงพ่อบอกว่าให้ดูลมหายใจ ก็ทำกันเล่นๆ ไม่จริงจัง แต่ผมจะทำทั้งวัน ทั้งคืน ว่างเป็นปฏิบัติทุกสถานที่ เวลาผมเดินตรวจโรงเรียน ก็ดูลมหายใจทำใจให้ว่าง ความคิดมาก็ทำจิตให้ว่าง เดี๋ยวนี้ผมจะวางอารมณ์ ไม่มีอคติ ผมฝึกจริงๆ แค่ 2 ปี ก็เป็นไปโดยอัตโนมัติ อารมณ์นิ่ง แต่มีบางครั้ง เราต้องแกล้งโมโหนิดหนึ่ง เพื่อให้ยุทธศาสตร์บางเรื่องประสบความสำเร็จ

+ในช่วงบวชเป็นพระธุดงค์ คุณได้เรียนรู้อะไรบ้าง

บวช 13 วันก็ได้เรื่องได้ราว เพราะก่อนหน้านี้ก็ปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง ตอนนั้นบวชกับหลวงปู่จันทา ถาวโร วัดป่าเขาน้อย พิจิตร ผมเลือกสายปฏิบัติหลวงปู่มั่น ได้เรียนรู้การนอนน้อย ฉันมื้อเดียว พุทโธทั้งวัน ทั้งคืน จนสามารถควบคุมอารมณ์ได้ ทำให้ผมเข้าใจว่า พุทธะคือความว่าง ผมเรียนรู้ด้วยตัวเอง ตอนหลังไปเรียนเพิ่มเติม เดินในป่าช้าที่วัดธรรมอุทยาน ขอนแก่น ก็เอาเรื่องพวกนี้มาสอนคน

+อุตส่าห์เรียนวิทยาศาสตร์จนถึงขั้นสุดยอด แต่กลับรู้สึกว่า พุทธศาสนาน่าจะให้คำตอบชีวิตมากกว่า ลองอธิบายความคิดตรงนี้ได้มั้ย

ศาสนาพุทธเหมือนโลกกลม นักวิทยาศาสตร์เป็นพวกโลกแบน แล้วไม่ยอมเดินเรือออกไปที่ขอบจักรวาล เ มื่อผมอยากรู้จักพุทธ ก็ต้องศึกษาและปฏิบัติ แรกๆ ก็เชื่อเขาไปก่อน โยนความคิดทิ้งไปก่อน ถ้าพลาดก็ว่ากันใหม่ เวลาหลวงปู่หลวงพ่อสั่งให้ทำ ก็ทำเต็มที่ สุดท้ายพบว่า กายกับจิตคนละตัวกัน อย่าไปหลงกาย กายคือรถผจญภัย ผมก็ทำงานเต็มที่สร้างสมดุลทางโลกกับทางธรรม ถ้ารักษาจิตให้ว่าง ถ้าทำจิตให้เป็นศูนย์หรือว่างก็คือ นิพพาน

+แล้วคุณนำเรื่องธรรมะมาใช้กับงานอย่างไร

ปรากฏว่า สิ่งที่อาจารย์พุทธทาสสอน สุดยอดคือ บวชกับงาน หากเวลาทำงานเกิดเบื่อ ก็ให้รู้เท่าทัน แล้วทำงานต่อ ผมสอนเรื่องการเดินจิต ปฏิบัติธรรมด้วย พอสอนเสร็จก็พาไปเดินในป่าช้าที่ขอนแก่น เรื่องศาสนาผมให้เวลาเต็มที่ บางทีก็สอนปฏิบัติที่บ้าน ถ้ามีเวลาว่าง ก็จะพาไปวัด ก่อนอื่นต้องสอนตัวเองและคนรอบข้างให้ได้ก่อน ผมคิดว่า คนไทยฝึกเรื่องใจน้อยไป ตามใจลูกมากไป เด็กไม่เคยถูกสอนให้ควบคุมใจ กลายเป็นว่า ทุกคนอยู่อำเภอที่ไม่น่าอยู่คือ อำเภอใจ ไม่รู้จักควบคุมตัวเอง และแยกไม่ออกว่า ใจเป็นกุศลกับอกุศลต่างกันอย่างไร

+อาชีพที่ปรึกษาต้องใช้ความสามารถหลายด้าน แล้วคุณให้คำปรึกษาด้านไหนเป็นกรณีพิเศษ

ผมจับฉ่ายนะ ใครอยากได้เรื่องไหนบอก ผมทำได้ อย่างการวางระบบไอเอสโอ 9000 ก็มีทั้งคนรู้จริงและไม่รู้จริง แต่ตอนนี้ผมไม่ได้จับเรื่องไอเอสโอแล้ว ผมเปลี่ยนมาทำเรื่องอื่นๆ เคยให้คำปรึกษาทั้งภาครัฐและเอกชน อย่างสถาบันมหาวิทยาลัยราชภัฏทั่วประเทศ ครัวการบินไทย ธนาคาร โรงพยาบาล โรงเรียน ฯลฯ

บางคนถามผมว่า ในโลกนี้มีอาชีพนี้ด้วยหรือ อย่างการสอบเข้ามหาวิทยาลัย ครูในโรงเรียนสอนไม่รู้เรื่อง เด็กก็เลยไปโรงเรียนกวดวิชา บริษัทก็เหมือนกัน คนข้างในคิดไม่ออก ก็ต้องให้มือที่สามมอง คล้ายๆ การกินนมวัว ไม่จำเป็นต้องเอาวัวมาเลี้ยงที่บ้าน เขาเรียกว่า ขายไอเดีย อย่างคนทำการตลาดอยู่ 5-10 ปี ไอเดียก็ตัน ที่สุดก็จ้างคนนอกช่วยคิด

+คุณก็เหมือนคนขายความคิด ?

ลองคิดดูนะ วิศวกรอยู่กับบริษัทมา 10 ปี ก็จะรู้เรื่องของบริษัทเท่านั้น ทำงานเยอะ ไม่มีเวลาค้นคว้า ไม่มีพรรคพวกมาก สมมติผมเก่งเรื่องปั้มน้ำ ก็จะมีบริษัทที่ทำเรื่องนี้หลายแห่ง วันหนึ่งก็มาจัดการเรื่องปั้มน้ำให้ ก็ย่อมเก่งกว่าคนที่อยู่ตรงนั้น การบริหารสมัยใหม่จะเป็นอย่างนี้ ในโลกอนาคตจะไม่จ้างคนถาวร เป็นลักษณะจ้างเป็นช่วงๆ

บางบริษัทเห็นผมเก่งด้านทรัพยากรบุคคล ก็เรียกไปช่วย บางบริษัทเห็นผมเก่งด้านการตลาดก็เรียกไป หรือเรื่องการวิเคราะห์ความเสียหายระบบสินค้า ใครปิ้งผมอารมณ์ไหนก็จ้างไป บางบริษัทก็ให้ไปสอนธรรมะ ก็มีทั้งเหมาปี เหมาวัน เป็นครั้งคราว ถ้าจะปรึกษาให้ได้ผล ผู้บริหารต้องเข้มแข็ง แนะนำอะไรแล้วไม่ทำ ก็ไม่มีผล เข้าทำนองให้ยาแล้วไม่กิน หรือไม่สามารถบริหารลูกน้องตัวเองได้

+แล้วตอนให้คำปรึกษาในแวดวงการศึกษา คุณเจออุปสรรคอะไรบ้าง

ตอนนั้น ดร.รุ่ง แก้วแดง ชวนผมมาช่วยวางแผนการศึกษา แต่ผมก็ต้องออกมา เพราะคนดื้อเยอะ ผลประโยชน์เยอะ จนที่สุดผมมองว่า การศึกษาไทยไปไม่รอด ผมเบื่อระบบ เข้าวัดปฏิบัติธรรมดีกว่า ผมช่วยเรื่องวางระบบการประเมินคุณภาพโรงเรียน จัดวิธีคิดให้ พอผมเข้าไปทำ ก็เลยรู้ว่า ระบบการศึกษาไม่ได้สอนให้เด็กเรียนรู้ คนประเทศนี้ยังติดยึดอัตตาตัวเอง

เวลาเสนออะไรไป ก็ไม่ทำ มีอะไรให้รื้อหลายอย่าง ผมขอยกตัวอย่างง่ายๆ สนุกๆ สุดยอดการสอบเข้ามหาวิทยาลัยคือ ไม่ต้องมีการสอบ แล้วเด็กหญิงไทยที่ทำแท้งกันเยอะแยะ ส่วนใหญ่เป็นเพราะมหาวิทยาลัยไทย ไม่รับคนมีสามี หรือคนมีลูกเข้าเรียน พอเด็กผู้หญิงพลาด อนาคตถูกทำลาย ต้องฆ่าเด็กด้วยการทำแท้ง

ตอนผมสอนในอเมริกา ลูกศิษย์ผมมีลูก มีสามี ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่มหาวิทยาลัยไทยจำกัดอายุผู้เรียน พวกสิทธิสตรีน่าจะลุยตรงนี้มากกว่า ที่ผมประท้วงหนักๆ ก็คือ การเรียนการสอนของไทย จะเป็นลักษณะครอบจักรวา ล ไม่สอนให้เรียนรู้จริง แต่ตอนนี้ดีขึ้น มีโรงเรียนอย่างวิถีพุทธ ฯลฯ

สุดท้ายผมก็ปรับตัวเอง ผมเป็นคนปากจัด พอศึกษาทางพุทธ ก็ช่วยได้มาก ผมพูดตรง ทำจริง ไม่เห็นแก่หน้าใคร คิดแบบฝรั่ง ใครใหญ่ที่ไหนมาไม่สำคัญ ผมคิดว่าผู้ใหญ่ไม่จำเป็นต้องฉลาดกว่าเด็ก แต่ไม่ใช่ว่า สอนเด็กให้ไม่เคารพผู้ใหญ่นะ

+ปัญหาแบบไหนแก้ยากที่สุด

ปัญหาคือ ใจ การเลี้ยงลูกมีปัญหามาก ที่ผมไปทะเลาะกับเขาคือ หลักสูตรของไทยไม่เคยสอนเรื่องการเลี้ยงลูก หรือสอนการใช้ชีวิตง่ายๆ การใช้เงินก็ไม่สอน ไม่สอนให้ซัดกับกิเลส จริงๆ แล้วอย่าไปมองว่า การศึกษาต้องคุมครูอย่างเดียว สื่อมวลชนก็มีผลต่อเด็ก ลงข่าวการฆ่าตัวตายและภาพศพทุกวัน สื่อก็ไม่ได้เสนอข่าวเพื่อการเรียนรู้ การโฆษณาก็เน้นการใช้เงินมากจนเกินเหตุ 80% ของโทรศัพท์มือถือ โทรคุยเรื่องไร้สาระ อย่าไปโทษครูเลย การศึกษาไม่ใช่แค่ระบบโรงเรียนอย่างเดียว

มนุษย์ก็เป็นอย่างนี้แหละ เราแก้ไขคนทั้งโลกไม่ได้ ผมว่ามาแก้ที่ตัวเองก่อน เพราะสังคมไทยเลี้ยงลูกไม่เป็น ลูกงอแงก็ตี หรือไม่ก็ตามใจลูก จริงๆ ไม่ได้ตามใจลูกหรอก เขาเรียกว่า ตามใจพ่อแม่ ผมว่ามักง่ายในการเลี้ยงลูก บางคนเลี้ยงหมาได้ดีกว่าลูกตัวเอง คนไทยเวลาเล่นพระเครื่อง ก็อ่านหนังสือพระ เล่นรถก็อ่านหนังสือรถ ชอบเครื่องเสียงก็ซื้อหนังสือมาอ่าน บางทีอ่านหนังสือมาทั่วโลก แต่พอมีลูกไม่อ่านหนังสือเลี้ยงลูก

+ลองกะเทาะเปลือกปัญหาสังคมให้ฟังอีกสักนิดได้ไหมคะ

เศรษฐกิจเมืองไทย เติบโตในกลุ่มเล็กๆ ที่ร่ำรวยอยู่แล้ว ประชาชนใช้เงินไม่เป็น เป็นทาสของสินค้า ผมคิดว่าฝรั่งพยายามทำลายวัฒนธรรม แล้วใส่กิเลสลงมาเยอะๆ ญี่ปุ่นพัง เพราะกิเลสตรงนี้ ปีที่แล้วญี่ปุ่นไม่ได้เจริญขึ้น ตะวันตกมาถือหุ้นในไทยมากขึ้น เพื่อให้เราตกเป็นเมืองขึ้นทางเศรษฐกิจ ผมขอเดาว่า วัฒนธรรมจะค่อยๆ หายไป ถ้าคนไทยยังเป็นอย่างนี้ ฝรั่งจะมาครองประเทศ

เราเข้าใจสังคมอเมริกันตามแบบที่เขาอยากให้เข้าใจ ฮอลลีวู้ดกับชีวิตจริงไม่เหมือนกัน ผมอยู่ในอเมริกา บ้านไม่ต้องมีรั้ว ผู้หญิงอเมริกันที่บอกว่า แย่ๆ บางคนท้องไม่มีพ่อ แต่ไม่ได้ทำแท้ง พวกเขาตกลงกันในโบสถ์ว่า จะเลี้ยงเด็กไม่มีพ่อคนนี้อย่างไร แต่สังคมเมืองไทยน่ากลัว รีดไถรังแกคนยาก คนจน และไม่เป็นพุทธะที่แท้จริง

แต่ท่ามกลางความสับสนวุ่นวาย ก็มีดอกบัวผุดขึ้น มีพุทธสมบูรณ์แบบจำนวนไม่น้อย เวลาผมเขียนหนังสือ ก็เลยใช้ธรรมะสอดแทรกในหลักการบริหาร ผู้บริหารระดับดอกเตอร์โยธาคนหนึ่งเคยอ่านหนังสือผม แล้วไปบวชเลย หรือบางคนอ่านหนังสือผม แล้วบอกว่า ศาสนาพุทธเป็นอย่างนี้เอง ไม่ต้องบวชก็ได้ ถ้าฝรั่งได้เรียนรู้พุทธศาสนา พวกเขาคิดเป็นระบบและขยันกว่าคนไทย เขาก็จะเปลี่ยนเป็นพุทธมากขึ้น สุดท้ายศาสนาพุทธจะเจริญในประเทศอื่น

ผมคิดว่า ตัวเองใช้ชีวิตคุ้มแล้ว ได้เจอพุทธะก็พอแล้ว ตอนนี้ก็สอนคนให้เข้าใจ ถ้ามาถึงจุดหนึ่ง ก็จะรู้ว่า ไม่มีศาสนา เป็นเรื่องของความว่าง


--------------------------------------------------------------------------------

จากหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายสัปดาห์ และ pdamobiz.com







จาก: อ๊อด
วันที่: 01/09/53 - 14:07 น.
IP Address: 202.176.90.xx
ความคิดเห็นที่ 77



ขออ้างอิงความคิดเห็นที่ 68 ครับ
กระผมเพิ่งเข้ามาอ่านเจอที่ "คุณอ๊อด" ตอบถึงกระผมขอขอบคุณมากๆ นะครับ
สำหรับ "คุณอ๊อด" มีข้อมูลดีๆ เกี่ยวกับ "ธรรมะ" มากมายจริงๆ นะครับ น่าศรัทธาจริงๆ
ถ้าหากได้ "บวช" เป็น "พระ" คงสามารถเป็น "เจ้าอาวาส" ได้อย่างแน่นอนครับ ผมเชื่ออย่างนั้นครับผม
พร้อมกันนี้ขอร่วมอนุโมทนาบุญ ในสิ่งดีๆ ที่ "คุณอ๊อด" ได้สรรค์สร้างกระทู้ธรรมะดีๆ กระทู้นี้อีกครั้งครับผม

จาก: เซี๊ยะ(นพดล) บางกอกน้อย
วันที่: 02/09/53 - 12:39 น.
IP Address: 58.10.84.xx
ความคิดเห็นที่ 78




ขอบคุณและอนุโมทนากับคุณเซี๊ยะด้วยครับ

โห..ถ้าได้ "บวช" เป็น "พระ" คงไม่เอาล่ะครับ สำหรับตำแหน่ง "เจ้าอาวาส"
ขอแค่เป็นพระที่ดี พระปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ปฏิบัติตรงตามรอยพระพุทธเจ้า ก็พอแล้วครับ

จาก: อ๊อด
วันที่: 02/09/53 - 12:52 น.
IP Address: 202.176.90.xx
ความคิดเห็นที่ 79




ปฏิทินแสดงธรรม ของพระอาจารย์สุรศักดิ์ เขมรํสี เดือนกันยายน นี้ครับ

๒ กย.๕๓ - ๑๓.๐๐
การทางพิเศษแห่งประเทศไทย

๓ กย.๕๓ - ๑๒.๓๐
บมจ.ทีโอที ห้องชมรมพุทธ อาคาร 5 ชั้น 3

๘ กย.๕๓ - ๑๒.๐๐
ธนาคารกรุงเทพ สำนักงานใหญ่

๙ ก.ย.๕๓ * ๑๒.๓๐-๑๓.๓๐
บมจ. กสท.โทรคมนาคม ห้องโถงประชาสัมพันธ์ ชั้น 1 อาคารบริหาร 2 ๐-๒๑๐๔-๔๐๕๐ ๐-๒๑๐๔-๓๐๙๘

๒๖ กย.๕๓ * ๑๓.๐๐-๑๕.๓๐
มูลนิธิเผยแผ่พระสัทธรรม ๐-๒๘๘๔-๕๐๙๑-๒

๒๘ ก.ย. ๕๓ - ๑๙.๐๐ น.
เรือนธรรม อาคารอัมรินทร์ทาวเวอร์ ชั้น ๒๒ กรุงเทพฯ

๓๐ ก.ย. ๕๓ - ๑๘.๓๐ น.
มูลนิธิบ้านอารีย์ ๐๘-๙๘๒๘-๘๐๐๐

http://www.watmahaeyong.net/index2.htm


......ขอขอบคุณและอนุโมทนาภาพ,ข่าวจากคุณ Eikewsang จากเว็บพันทิปครับ



จาก: อ๊อด
วันที่: 02/09/53 - 12:57 น.
IP Address: 202.176.90.xx
ความคิดเห็นที่ 80




- ปฏิทินแสดงธรรม เดือนกันยายน ของ มูลนิธิเผยแผ่พระสัทธรรม ครับ (จากที่เดียวกับข้างบนครับ สถานที่ตามแผนที่เลยครับ)

เสาร์ที่ 4 กันยายน
09.00-11.30 เรื่อง ปฎิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม โดย พระนิธิศ เมธาวี
13.00-15.00 เรื่อง จิต-เจตสิกปรมัตถ์ โดย นายแพทย์ กนก พฤฒิวทัญญู

พุธที่ 8 กันยายน
09.00-11.30 เรื่อง แก่นคำสอนในพระพุทธศาสนาคือพระอภิธรรม โดย พระครูสมุห์ทวี เกตุธมฺโม
13.00-15.30 เรื่อง สมถะ-วิปัสสนา โดย **อ.สุภีร์ ทุมทอง**

เสาร์ที่ 11 กันยายน
09.00-11.30 เรื่อง อภิธรรมเพื่อคุณภาพชีวิต โดย อ.ทองสุข ทองกระจ่าง
13.00-15.30 เรื่อง จิต - เจตสิกปรมัตถ์ โดย นายแพทย์ กนก พฤฒิวทัญญู

พุธที่ 15 กันยายน
09.00-11.30 เรื่อง อภิธรรมกับการบริหารงาน โดย อ.เทพฤทธิ์ สาธิตการมณี
13.00-15.30 เรื่อง ปลูกรากแก้วพระพุทธศาสนา ในวัดพระราม 9 (วีดีทัศน์)

เสาร์ที่ 18 กันยายน
09.00-11.30 เรื่อง ปฎิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม โดย พระนิธิศ เมธาวี
13.00-15.30 เริ่อง จิต-เจตสิกปรมัตถ์ โดย นายแพทย์ กนก พฤฒิวทัญญู

พุธที่ 22 กันยายน
09.00-11.30 เรื่อง ใช้ชีวิตที่เหลือสู่แดนธรรมได้อย่างไร โดย อ. เทพฤทธิ์ สาธิตการมณี
13.00-15.30 เรื่อง ท่องแดนธรรมในพุทธภูมิ (วีดีทัศน์)

เสาร์ที่ 25 กันยายน
09.00-11.30 เรื่อง อภิธรรมเพื่อคุณภาพชีวิต โดย อ.ทองสุข ทองกระจ่าง
13.00-15.30 เรื่องจิตปรมัตถ์ - เจตสิกปรมัตถ์ โดย นายแพทย์ กนก พฤฒิวทัญญู

อาทิตย์ที่ 26 กันยายน
09.00-11.30 เรื่อง ความจริงแห่งนามขันธ์ โดย อ.ทองสุข ทองกระจ่าง
13.00-15.30 เรื่อง การเจริญวิปัสสนากรรมฐาน
...........โดย *** พระอาจารย์สุรศักดิ์ เขมรํสี ***

พุธที่ 29
09.00-11.30 เรื่อง การเจริญทาน-ศีล-ภาวนา โดย พระอาจารย์ชัยยุทธ ชยยุทฺโธ
13.00-15.30 เรื่อง การนำภาวนาของ พระอาจารย์มานพ อุปสโม (วีดีทัศน์)

หมายเหตุ อาจเปลี่ยนแปลงบางรายการตามความเหมาะสม

สอบถามรายละเอียด
02-8845091-2






จาก: อ๊อด
วันที่: 02/09/53 - 13:01 น.
IP Address: 202.176.90.xx
ความคิดเห็นที่ 81

ขอแก้ไขตัวเลขในแผนที่นะครับ
ผมโทรไปถามเจ้าหน้าที่ของมูลนิธิเผยแพร่พระสัทธรรมแล้ว
จากหน้าปากซอยอุดมทรัพย์ เข้าไปเพียง 200 เมตรเท่านั้นครับ ไม่ใช่ 2,000 เมตร ตามในแผนที่ คงจะลงผิดน่ะครับ
สำหรับท่านที่นำรถยนต์ส่วนตัวมา แนะนำให้ไปจอดที่ห้างเซ็นทรัลปิ่นเกล้า แล้วเดินมาอีกเพียงนิดหน่อย จะสะดวกกว่าครับ

อนุโมทนาด้วยครับ

จาก: อ๊อด
วันที่: 02/09/53 - 13:07 น.
IP Address: 202.176.90.xx
ความคิดเห็นที่ 82



สงสัยแผนที่ในคห.80 จะเก่า เพราะตรงปั๊ม Q8 ปัจจุบันคือปั๊มปิโตรนาส และสวนอาหารกุ้งหลวง เลิกไปนานแล้ว
ใกล้ๆ น่าจะเป็นห้างโลตัสมากกว่า (ตามแผนที่อันนี้ ที่อัพเดทกว่า)
เผื่อท่านที่จะไป และไม่คุ้นสถานที่ จะได้ไม่งง..ครับ

จาก: อ๊อด
วันที่: 02/09/53 - 13:11 น.
IP Address: 202.176.90.xx
ความคิดเห็นที่ 83




มีโปรแกรมธรรมะ มาแจ้งให้ทราบครับ สำหรับท่านผู้สนใจ
จากหนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจ ประจำวันนี้ครับ (ศุกร์ที่ 3 กันยายน 2553)
โปรแกรมเริ่มพรุ่งนี้แล้วครับ

จาก: อ๊อด
วันที่: 03/09/53 - 21:26 น.
IP Address: 61.90.118.xx
ความคิดเห็นที่ 84




และข่าวด่วนล่าสุดจากญาติธรรม กัลยาณมิตรของผมเองครับ

วันอาทิตย์ที่ 5 กันยายนนี้
หลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก (พระอาจารย์วีรพล ฉัตติโก) จะมาบรรยายธรรม
ในซอยเอกชัย 10 (ถ.เอกชัย ถ้ามาจากถนนตากสิน เข้าแยกถนนจอมทอง)
รายละเอียดไม่ได้บอกอะไรมากนัก บอกแต่ว่ารับนิมนต์มาทำบุญบ้านในซอยเอกชัย 10
และจะมีการแสดงธรรม
ก็คาดว่า ควรจะมาก่อนเพล การแสดงธรรมอาจเป็นช่วงบ่าย
ใครว่าง ขอเรียนเชิญนะครับ พระปฏิบัติดีอีกองค์ครับ
ผมเพิ่งไปฟังธรรมท่านมาเมื่อวันเสาร์ที่ 21 สิงหาคม ที่ผ่านมาครับ ที่ รพ.พระปิ่นเกล้า (ทหารเรือ)
ขออภัยครับที่บอกโปรแกรมนี้ไม่ทัน มานึกขึ้นได้ก็เช้าวันนั้นเลย ต้องรีบออกจากบ้านแล้ว
แต่มีรูปมาฝากนิดหน่อยครับ

จาก: อ๊อด
วันที่: 03/09/53 - 21:38 น.
IP Address: 61.90.118.xx
ความคิดเห็นที่ 85



ภาพจากการแสดงธรรมของหลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก
ที่ ร.พ.พระปิ่นเกล้า (ร.พ.ทหารเรือ) สำเหร่
เมื่อวันเสาร์ที่ 21 สิงหาคม ที่ผ่านมาครับ
คนไปกันมากมายเหยียบพันคนได้เลยครับ
หลวงปู่เทศน์ธรรมขั้นปรมัตถ์เลย คือ สติปัฏฐาน 4
แทรกมุขมากมาย งานนี้ธรรมะแอพพลาย (ประยุกต์)ไม่มีเบื่อครับ...สุดยอดจริงๆครับ
ธรรมะสมัยนี้ก็ต้องอย่างนี้แหละครับ ไม่งั้นธรรมะคงสูญหายไปแน่ (เพราะไม่มีใครสนใจ)
ธรรมะค้ำจุนโลกครับ ไม่มีธรรม โลกก็อยู่ไม่ได้แน่ครับ

จาก: อ๊อด ขอเชิญค้นหาโปรแกรมธรรมะได้ที่นี่ครับ
วันที่: 03/09/53 - 22:28 น.
IP Address: 61.90.118.xx
ความคิดเห็นที่ 86



ขอฝากรูปหน่อย แง ๆ กันไปลวงปู่จาม ปัจจุบันอายุ 101 ปี ยังมีชีวิตอยู่ครับ และทายาทรุ่นสุดท้ายสายปฏิบัติธรรมยุตของหลวงปู่มั้น ภูริทัตโต อุปัชฌาย์ผมเองตอนบวช หลวงปู่สิงห์ทอง ปภากโร ยังมีชีวิตอยู่เช่นกันครับ

จาก: ไมเคิล
วันที่: 03/09/53 - 22:36 น.
IP Address: 112.142.160.xx
ความคิดเห็นที่ 87

ขอบคุณคุณไมเคิลครับ สำหรับภาพอันทรงค่า
ดูจากภาพ ท่านงามผ่องใสเลยนะครับ ขนาดอายุ 101 ปีแล้ว
นี่แหละครับพระปฎิบัติ
มองเผินๆคล้ายหลวงปู่บุดดา และหลวงปู่ดู่ วัดสะแกเลยครับ

แสดงว่าคุณไมเคิล ได้บวชวัดดีนะครับ
ผมคนกรุงเทพ บวชวัดสุทธิวรารามครับ เป็นวัดบ้าน อยู่ตรงยานนาวาน่ะครับ
เจ้าอาวาสวัดสุทธิที่เป็นพระกรรมาวาจาจารย์ตอนผมบวช
ท่านเป็นน้องชายของพระอาจารย์โพธิ์ เจ้าอาวาสวัดสวนโมกขพลาราม (วัดธารน้ำไหล) ศิษย์เอกท่านพุทธทาสครับ

ลูกศิษย์(โดยตรง) ของหลวงปู่มั่น ที่ยังอยู่ เท่าที่พอนึกออกตอนนี้
ก็มี หลวงตาบัว ญานสัมปันโน , หลวงพ่อวิริยังค์ , หลวงปู่สิงห์ทอง
และก็หลวงปู่จาม ที่คุณไมเคิลบอกมา
น่าจะมีอีกหลายท่านนะครับ

จาก: อ๊อด
วันที่: 04/09/53 - 15:25 น.
IP Address: 58.9.26.xx
ความคิดเห็นที่ 88



ครับคุณอ๊อด อยากรู้เรื่องราว หลวงปู่สิงห์ทอง ปภากโร ลองไปหาหลวงพ่อสนธิ์ อนาลโย เจ้าอาวาสวัดพุทธบูชา แขวงบางมด เขตทุ่งครุ กรุงเทพฯ ปัจจุบันคือเจ้าคุณสนธิ์ ท่านรู้จักกันดีครับ วัดนี้ตั้งอยู่ใกล้ ๆ อู่รถเมย์สาย 75 ครับ

แบ่งปันได้เท่านี้ครับ ท่านก็เป็นสายธรรมยุตเหมือนกัน

จาก: ไมเคิล
วันที่: 05/09/53 - 19:43 น.
IP Address: 112.142.100.xx
ความคิดเห็นที่ 89

ขอบคุณครับ คุณไมเคิล
วัดพุทธบูชา ผมรู้จักครับ อยู่ไม่ไกลจากบ้านผมนัก
เคยเข้าไปไหว้แว๊บเดียวครับ แต่ยังไม่เคยไปกราบเจ้าอาวาสคือหลวงพ่อสนธิ์ ที่คุณไมเคิลบอกมา
หน้าตาท่านผ่องใสดีนะครับ

จาก: อ๊อด
วันที่: 06/09/53 - 9:35 น.
IP Address: 202.176.90.xx
ความคิดเห็นที่ 90
ได้ยินได้ฟังมา หลวงพ่อสมชาย วัดเขาสุกิม อีกองค์ครับศิษย์สายหลวงปู่มั่นไม่รู้จริงเท็จยังไงผมยังไปเคยกราบนมัสการท่านเลย

จาก: ไผ่ พงศกร
วันที่: 14/09/53 - 18:36 น.
IP Address: 125.24.209.xx
ความคิดเห็นที่ 91




ครับ น้องไผ่
หลวงพ่อสมชาย ฐิตวิริโย วัดเขาสุกิม จ.จันทบุรี
ถือเป็นลูกศิษย์หลวงปู่มั่นรุ่นสุดท้ายก็ว่าได้ บวชเณรอยู่กับหลวงปู่มั่นอยู่ถึง 5 ปีเศษ
และเมื่อบวชเป็นพระก็ได้ไปฝึกวิปัสสนากรรมฐานกับลูกศิษย์ของหลวงปู่มั่นหลายองค์
เช่น พระอาจารย์กงมา , หลวงปู่ฝั้น อาจาโร , หลวงปู่อ่อน ญานสิริ , หลวงปู่สิงห์ ฯ
ปีที่หลวงปู่มั่นมรณภาพ (พ.ย. 2492) หลวงพ่อสมชาย มีอายุ 24 (ท่านเกิด 2468)

ถึงแม้เราจะเห็นวัดของท่านสวยงามด้วยวัตถุ
นั่นเป็นเพียงช่วงหลังจากท่านผ่านการปฏิบัติมาอย่างหนักแล้ว
เพราะขึ้นชื่อว่าศิษย์สายนี้แล้ว ทุกองค์ล้วนผ่านการปฏิบัติมาอย่างหนัก
เรียกว่า นิพพาน จะผ่านได้ ต้องผ่านตายมาก่อน หรือต้องกล้าตายถึงจะได้เจอ
(พระอาจารย์ใหญ่หลายสายมักพูดคำนี้ คงเป็นทางเดียวกับพระพุทธเจ้าด้วย)
หมายถึง ทุกองค์ต้องเกิน 100 เอาชีวิตเป็นเดิมพัน ถ้ากิเลสไม่ตายก็เราตาย
เรียกว่าต้องตายไปข้าง จึงจะหลุดพ้นจากทุกข์ไม่ต้องมาเวียนว่ายอีก สุดยอดจริงๆครับ
ผมมีหนังสือ "ชีวิตแลกธรรม" เป็นเรื่องราวช่วงที่พระปฏิบัติสายพระอาจารย์มั่น ปฎิบัติอย่างอุกฤษและบรรลุธรรมกันถ้วนหน้า
เรียกว่า ทุกท่านแทบตายเลยครับ หนักมาก บางองค์อดข้าวอดน้ำเป็นเวลา 49 วัน
หรือบาดเจ็บได้รับทุกขเวทนาทางธาตุขันธ์อย่างแสนสาหัส
แต่ท่านผ่านมาได้ เรียกว่าได้บรรลุธรรมเพราะความเพียรและความองอาจกล้าหาญกล้าเอาชีวิตแลกกับธรรมะกันเลยทีเดียว
มีข้ออรรถ ข้อธรรม ดีดี แสนประเสริฐมากมาย อยากนำมาลง แต่เป็นธรรมชั้นสูง
เกรงว่าผู้อ่านบางท่านอาจเป็นผู้ใหม่ ไม่เข้าใจ แล้วจะเบื่อ หนีธรรมไปเลยก็ได้
ก็เลยไม่กล้านำมาลงครับ

แต่ข้อธรรมของฆราวาสที่ปฏิบัติธรรม (สูงพอสมควร) ก็อ่านเข้าใจง่าย
เช่น ดร.สนอง วรอุไร , ดังตฤณ , นายแพทย์สม สุจีรา , คุณฐิตินาถ ณ พัทลุง , ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ และอีกมากมายหลายท่าน
ลองไปหาอ่านได้นะครับ
อ่านแล้วก็อย่าลืมปฏิบัติด้วยนะครับ วันละนิดก็ยังดี
ปฏิบัติในที่นี้ ไม่ใช่หมายความว่า จะต้องมานั่งหลับตานั่งสมาธิ เดินจงกรม อย่างเดียวนะครับ
อย่างที่บอกว่า ให้มีสติ มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม อยู่กับปัจจุบัน อย่าส่งจิตออกนอก
อย่าฟุ้งซ่านไปในอนาคตหรือย้อนไปในอดีต ปัจจุบันคือธรรมะ ปัจจุบันคือสติ
เมื่อเกิดผัสสะ ให้ตามดู ตามรู้ตลอด ตามทันได้มากเท่าไร สติก็มีมากเท่านั้น
สติ มีมากเท่าไร กุศลก็มีมากเท่านั้น เนื่องจากกิเลสไม่มีช่องทางให้เข้าได้เลย
แม้เราจะเจออารมณ์ผัสสะทั้งของตนเองและคนอื่น ก็ตามดู ตามรู้อยู่เฉยๆ
ไม่นำมาเป็นอารมณ์ให้เกิดกิเลส ตามดูไปเรื่อยๆอย่างอุเบกขา
เมื่อจิตเห็นทุกอย่างล้วนตกอยู่ในสภาพของพระไตรลักษณ์ (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา)
ปัญญาญานสัมมาทิฎฐิจะเกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ
ตามที่พระพุทธองค์ ตรัสไว้ว่า จิตเดิมแท้ของคนเราบริสุทธิ์ แต่ที่สกปรกเพราะกิเลสจรเข้ามาเอง
ตัวสติ จะเป็นตัวสกัดกั้น ที่เราทุกข์เพราะมีกิเลส ที่เรามีกิเลสเพราะขาดทุกข์
ไม่ใช่ว่าจะไม่มีกิเลส แล้วตัวแข็งทื่อ ทำอะไรไม่ได้
แต่ให้มีแต่ตัวสติ เหมือนอย่างที่ท่านพุทธทาสว่าไว้
ทุกลมหายใจ ทุกเวลาตื่น(หรือเวลานอนสำหรับอริยบุคคล) ทุกอิริยาบท และทุกผัสสะ สามารถปฎิบัติธรรมได้ตลอดครับ
เอาอย่างนี้ได้ครับ ถามว่า ท่านรู้ลมหายใจของท่านหรือเปล่า ว่าเข้าออกตอนไหนบ้าง
ถ้ารู้หรือเห็นตอนเข้ากับตอนออก ก็แสดงว่ามีสติบ้างแล้วในขั้นตอนแรก
ธรรมะเพื่อการดับทุกข์ของพระพุทธองค์มีเท่านี้เองครับ
แต่ที่ดูว่ายากเพราะความเกียจคร้านของพวกเรามากกว่า


จาก: อ๊อด
วันที่: 14/09/53 - 22:24 น.
IP Address: 61.90.117.xx
ความคิดเห็นที่ 92

ขออภัยครับ ขอแก้คำผิด ที่ถูกคือ "ที่เรามีกิเลสพราะขาดสติครับ ไม่ใช่ขาดทุกข์"

จาก: อ๊อด
วันที่: 14/09/53 - 22:28 น.
IP Address: 61.90.117.xx
ความคิดเห็นที่ 93
ขอบคุณครับพี่อ็อดทีนำเสนอแต่สิ่งดีๆๆและไห้ความกระจ่าง

จาก: ไผ่ พงศกร
วันที่: 16/09/53 - 15:18 น.
IP Address: 125.25.223.xx
ความคิดเห็นที่ 94




หลวงพ่อสุรศักดิ์ เขมรังสี มาบรรยายธรรมเรื่อง "การเจริญวิปัสสนากรรมฐาน"
ที่ มูลนิธิเผยแผ่พระสัทธรรม เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (26 ก.ย.)
เวลา 14.00 - 15.30 น.

จาก: อ๊อด
วันที่: 29/09/53 - 8:44 น.
IP Address: 202.176.90.xx
ความคิดเห็นที่ 95



ระเบียบเรียบร้อยดีมากครับ
ห้องน้ำสะอาด แอร์เย็นฉ่ำ มีขนม,เครื่องดื่มบริการให้พร้อมสรรพเลยทีเดียว
ต้องขอชมว่า ที่นี้จัดได้ดีทีเดีรูปของพระอาจารย์สุรศักดิ์ เขมรังสี ที่ทางมูลนิธิเผยแผ่พระสัทธรรม แจก
ภายในมูลนิธิ มีซีดี,ดีวีดีธรรมะแจก แต่ขอค่าซีดีแผ่นละ 20 บาท
เป็นธรรมะจากพระดีดี พระปฏิบัติมากมายหลายท่านเลยครับ
(มีซีดีธรรมะบางชุดแจกฟรีด้วย)
สถานที่ก็สะอาด แม้สถานที่จะเล็กไปนิด (พอดีวันนั้นคนไปเต็มห้องเลย)
คล้ายๆห้องแถว 2 ห้อง แตมีหลายชั้น เดินขึ้นบันไดถิอว่าได้ฝึกปฏิบัติไปในตัวเลยครับ
ห้องที่พระอาจารย์สุรศักด์ แสดงธรรม อยู่ชั้น 5

ใครว่างและสนใจ ลองไปกันดูนะครับ
ขออนุโมทนากับผู้จัดและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกท่านด้วยครับ

จาก: อ๊อด
วันที่: 29/09/53 - 9:14 น.
IP Address: 202.176.90.xx
ความคิดเห็นที่ 96

ขออภัยครับ ข้อความข้างบนในคห.95 ขาดหายไปช่วงแรก

เป็นภาพของพระอาจารย์สุรศักดิ์ เขมรังสี
เป็นภาพที่ทางมูลนิธิเผยแผ่พระสัทธรรม แจกให้กับผู้มาฟังธรรมในวันนั้นครับ
รวมทั้งมีหนังสือธรรมะแจกให้ด้วย เรื่องทำบุญก็แล้วแต่ศรัทธาครับ

จาก: อ๊อด
วันที่: 29/09/53 - 9:18 น.
IP Address: 202.176.90.xx
ความคิดเห็นที่ 97




โปรแกรมธรรมะของมูลนิธิเผยแผ่พระสัทธรรมครับ
ยาวเหยียด มีเกือบทุกวัน วันละ 2 รอบ เช้า บ่าย ครับ

จาก: อ๊อด
วันที่: 29/09/53 - 9:19 น.
IP Address: 202.176.90.xx
ความคิดเห็นที่ 98

ส่วนใหญ่จะเป็นวันพุธ วันเสาร์ และวันอาทิตย์
มีการนำนักศึกษาไปเจริญกรรมฐาน ตามวัด,สถานปฏิบัติธรรมด้วย

จาก: อ๊อด
วันที่: 29/09/53 - 9:22 น.
IP Address: 202.176.90.xx
ความคิดเห็นที่ 99




โปรแกรมยังมีต่อครับ ยาวไปถึงสิ้นปี

จาก: อ๊อด
วันที่: 29/09/53 - 9:23 น.
IP Address: 202.176.90.xx
ความคิดเห็นที่ 100




ขอเชิญฟังธรรมบรรยาย ในรายการ ธรรมปทีป ที่ วัดยานนาวา
ทุกวันเสาร์ เวลา 16.00 - 17.00 น. ณ อาคารมหาเจษฎาบดินทร์ ชั้น 3
วัดยานนาวา เขต สาทร กรุงเทพมหานคร
โปรแกรมประจำเดือน ตุลาคม 2553 มีดังนี้ ครับ...

(ขอบคุณลิงค์จากคุณnonarav จากเว็บพันทิปครับ)

จาก: อ๊อด - โปรแกรมธรรมบรรยายที่วัดยานนาวา ประจำเดือนตุลาคม 2553 ครับ
วันที่: 05/10/53 - 13:12 น.
IP Address: 202.176.90.xx
ความคิดเห็นที่ 101



ขอร่วมอนุโมทนาบุญ กับ "คุณอ๊อด" ด้วยใจจริงครับผม
แต่เดือนนี้(ตุลาคม) กระผมก็ติดภาระกิจหลายอย่างซะด้วยซิครับ
อันที่จริงหากมีเวลาว่าง กระผมอยากไปร่วมฟังธรรมบรรยายด้วยจริงๆ
นี่ก็เริ่มๆ จะเทศกาล "กินเจ" แล้ว วันนี้เริ่มล้างท้องแล้วครับ คิดว่า "คุณอ๊อด" ก็คงจะ "กินเจ" เช่นกัน

จาก: เซี๊ยะ(นพดล) บางกอกน้อย
วันที่: 06/10/53 - 12:10 น.
IP Address: 58.10.84.xx
ความคิดเห็นที่ 102




ครับ ผมก็กินเจ เช่นกันครับ..คุณเซี๊ยะ
เริ่มกินตั้งแต่มื้อกลางวันของวันนี้ครับ
ความจริงตั้งใจจะกินตั้งแต่มื้อเช้าแล้วครับ
พอดีที่บ้านมีกับข้าวชอเหลือเยอะน่ะครับ เลยต้องช่วยเขาเก็บสแปร์ให้หมดก่อนน่ะครับ

ขออนุโมทนากับคุณเซี๊ยะและทุกท่านที่ทานเจด้วยครับ

จาก: อ๊อด
วันที่: 06/10/53 - 16:27 น.
IP Address: 202.176.90.xx
ความคิดเห็นที่ 103



สวัสดีครับ "คุณอ๊อด"

เมื่อเช้านี้(10/10/2010) กระผมเพิ่งมีโอกาสได้ไปเยี่ยมชมที่ "สวนโมกข์ กรุงเทพฯ" ครับผม
เพราะตั้งใจจะไปสำรวจเส้นทางไปที่ "หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ" ก่อนวันจริงที่นัดหมายในสัปดาห์หน้า
ผมมีส่วนได้ไปร่วมกิจกรรม "รวมพลคน มีสุข" ซึ่งจัดโดย "วิทยุครอบครัวข่าว"(เอฟเอ็ม 106) โดย "คุณมีสุข แจ้งมีสุข"
โดยมีการร่วมตักบาตรทำบุญช่วงเช้ากันด้วย นัดหมายกันเวลา 6.30 น. ทำกิจกรรมกันถึงเวลา 12.00 น. ครับผม
งานนี้จะได้พบกับ "ท่าน ว.วชิรเมธี" และแขกรับเชิญพิเศษ อีกหลายท่านหนึ่งในนั้นมี "คุณน้ำผึ้ง" ณัฐริกา ธรรมปรีดานันท์ ด้วยครับ

และด้วยความที่ยังไม่เคยไปมาก่อน วันนี้จึงมาสำรวจเส้นทางให้เรียบร้อยเพราะสัปดาห์หน้าจะได้ไม่ "หลงทาง" ครับ
บรรยากาศใน "หอจดหมายเหตุฯ" ที่ สวนโมกข์ กรุงเทพฯ ดีมากๆ ร่มรื่นเย็นสบายดีจริงๆ มีอาหารเจให้รับประทานด้วย
โดยเราร่วมบริจาคเงินใส่กล่องทำบุญไปด้วย ผมเองก็ไปรับประทานมื้อเช้าที่นั้นมาเรียบร้อยเลยครับผม
อันที่จริงก็เห็นภาพที่ "คุณอ๊อด" นำมาลงไว้เมื่อวันที่เป็นวันเปิด "สวนโมกข์ กรุงเทพฯ" เมื่อวันที่ 1 สิงหาที่ผ่านมา
คิดอยากจะไปหลายครั้งแล้ว เพิ่งสบโอกาส เพราะผมชอบฟังรายการวิทยุที่ "คุณมีสุข แจ้งมีสุข" จัดในช่วงเวลา 10 โมงเช้า
ที่คลื่นวิทยุ "ครอบครัวข่าว" ทาง เอฟเอ็ม 106 ครับผม(จัดวันจันทร์ ถึงวันศุกร์) นะครับ ให้ข้อคิดดีมากครับผม

จาก: เซี๊ยะ(นพดล) บางกอกน้อย
วันที่: 10/10/53 - 11:47 น.
IP Address: 58.10.85.xx
ความคิดเห็นที่ 104



ขออนุญาติ "คุณอ๊อด" นำภาพของ "ลานหินโค้ง" ที่ "หอจดหมายเหตุฯ" ใน สวนโมกข์ กรุงเทพฯ มาฝากนะครับ

(ภาพเหล่านี้กระผมมิได้ถ่ายเองหรอกนะครับ นำมาจากเวปไซด์อื่นที่มีผู้ไปถ่ายไว้นำมาเผยแพร่ต่อครับผม)

จาก: เซี๊ยะ(นพดล) บางกอกน้อย
วันที่: 10/10/53 - 11:50 น.
IP Address: 58.10.85.xx
ความคิดเห็นที่ 105



และปิดท้ายในช่วงนี้ด้วย "บทกลอนธรรมะ" ของ "ท่านพุทธทาส" ที่ว่าด้วยเรื่อง "เป็นอยู่ ด้วยจิตว่าง" ครับผม

ขอกล่าว "ธรรมะสวัสดี" ต่อพุทธศาสนิกชนทุกๆ ท่านครับผม

จาก: เซี๊ยะ(นพดล) บางกอกน้อย
วันที่: 10/10/53 - 11:53 น.
IP Address: 58.10.85.xx
ความคิดเห็นที่ 106




ขอบคุณครับ คุณเซี๊ยะ สำหรับภาพและข่าวดีดีจาก "สวนโมกข์กรุงเทพ"
ยินดีและขออนุโมทนากับคุณเซี๊ยะด้วยครับ

สวนโมกข์กรุงเทพ เป็นสถานธรรมอีกแห่งสำหรับคนกรุงเทพ ที่ไม่มีเวลาไปศึกษาและปฎิบัติธรรถึงต่างจังหวัด
กิจกรรม จะมีทุกวัน แต่วันหยุดเสาร์-อาทิตย์จะมีมากเป็นพิเศษสำหรับคนทำงานได้มีโอกาสมาใช้บริการ
ขออนุโมทนากับทุกท่านที่มีส่วนทำให้เกิดสิ่งดีดีนี้ครับ

จาก: อ๊อด
วันที่: 10/10/53 - 14:20 น.
IP Address: 115.87.182.xx
ความคิดเห็นที่ 107



สวัสดีครับ "คุณอ๊อด"

กระผมขออนุญาตินำ "แผนที่" เส้นทางเดินทางไปสู่ "สวนโมกข์ กรุงเทพฯ" มาฝากสำหรับท่านที่ยังไม่เคยไป
เพราะอย่างกระผมเองเมื่อวานนี้ก็ไปโดยที่ไม่ได้หา "ข้อมูล" ไว้ก่อนจึงทำให้ใช้เวลานานมากกว่าจะหาเจอเลยล่ะครับ
เพราะกระผมดันไปตั้งต้นที่ "สวนสมเด็จพระนางเจ้าฯ" ตรงหลังตลาดจตุจักรครับผม เล่นเอา "เหงื่อตก" เลยครับผม
แต่ก็ถือว่าเป็นการเดินออกกำลังกายไปในตัวเลยครับงานนี้ ดีว่าได้สอบถามเจ้าหน้าที่ภายในสวนบอกทางให้ครับผม

ป.ล. ทีแรกว่าจะโทร.ไปสอบถามเส้นทางกับ "คุณอ๊อด" แต่ไม่แน่ใจว่า "คุณอ๊อด" ติดภาระกิจใด? อยู่หรือเปล่า? อ๊ะครับ

จาก: เซี๊ยะ(นพดล) บางกอกน้อย
วันที่: 11/10/53 - 11:53 น.
IP Address: 58.10.84.xx
ความคิดเห็นที่ 108



ที่ "หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ" มีห้องหนังสือสื่อธรรมะ ที่รวบรวมหนังสือธรรมะดีๆ รวมทั้งซีดีธรรมะมากมาย
ขออนุญาติ "คุณอ๊อด" นำภาพบางส่วนมาฝากไว้ในกระทู้นี้สักภาพ สองภาพนะครับ เผื่อว่าจะสร้างแรงจูงใจให้ท่านที่ยังไม่เคยไปครับผม

จาก: เซี๊ยะ(นพดล) บางกอกน้อย
วันที่: 11/10/53 - 12:00 น.
IP Address: 58.10.84.xx
ความคิดเห็นที่ 109



ภาพนี้เป็นภาพภายใน "ห้องหนังสือสื่อธรรมะ" ที่ตั้งอยู่ ณ "หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ" ภายใน "สวนโมกข์ กรุงเทพ" ครับผม

จาก: เซี๊ยะ(นพดล) บางกอกน้อย
วันที่: 11/10/53 - 12:02 น.
IP Address: 58.10.84.xx
ความคิดเห็นที่ 110

เมื่อวาน ผมไม่ติดธุระครับ คุณเซี๊ยะ
มีอะไรโทรเข้าได้เลยครับ ไม่ต้องเกรงใจครับ
สวนโมกข์กรุงเทพ ถ้าตั้งต้นจากสถานีรถไฟฟ้า BTS หาไม่ยากครับ
ถ้ามาจากสถานีรถไฟฟ้าจตุจักร ถึงแยกวิภาวดี รังสิต เลี้ยวซ้ายเข้าวิภาวดี
แล้วชิดซ้ายตลอด เข้าไปในซอยปตท. อยู่เยื้องกับตึกปตท.เลยครับ
ทางหอฯเขาทำดี มีป้ายใหญ่บอกทางตลอด ไม่มีหลงแน่ครับ

ขออนุโมทนากับคุณเซี๊ยะด้วยครับ
รู้สึกว่าเดือนนี้ (ตุลาคม) จะเริ่มเปิดห้องโสตทัศน์ธรรม(ชื่อประมาณนี้)ให้เข้าฟังกันแล้วครับ
ในห้องจะมีเสียงเย็นๆสงบร่มรื่นของธรรมชาติให้ผู้เข้าฟังได้รับฟังกัน
ผมก็สนใจ แต่ยังไม่ได้อ่านรายละเอียดมากนัก (ไปครั้งเดียวเมื่อ 1 สิงหาคมที่ผ่านมาครับ)
ไม่ทราบเมื่อวานที่คุณเซี๊ยะไป ได้เห็นหรือเปล่าครับ
รู้สึกจะอยู่ชั้น 2 หรือ 3 ของตัวอาคารหอจดหมายเหตุน่ะครับ

จาก: อ๊อด
วันที่: 11/10/53 - 12:30 น.
IP Address: 202.176.90.xx
ความคิดเห็นที่ 111



เมื่อวันอาทิตย์ที่ 10 ตุลาคม กระผมไปถึงก็สายแล้วครับประมาณ 10 นาฬิกาเศษๆ แล้ว เดินสำรวจแต่บริเวณชั้นล่างเท่านั้นครับ
เพราะชั้น 2 เขามี "กิจกรรม" ซึ่งกำลังมีงานอยู่เกรงว่าจะไม่สะดวกและจะเป็นการรบกวนผู้ร่วมกิจกรรม เลยไม่ได้ขึ้นไปดูครับผม
วันอาทิตย์ที่ 17 ตุลาคมนี้ ผมต้องไปถึงที่ "หอจดหมายเหตุฯ" ประมาณ 6.30 น. เพื่อร่วมใส่บาตรก่อนเริ่มกิจกรรมกับ "คุณมีสุข"
ซึ่งจะมีแฟนๆ รายการ "คุยอย่างมีสุข" จาก คลื่นวิทยุครอบครัวข่าว เอฟ เอ็ม 106 ที่ลงทะเบียนไว้ประมาณ 400 ท่าน
ซึ่งกระผมเองก็เป็นหนึ่งใน 400 ท่านที่ลงทะเบียนไว้ แบบกะทันหันเลยไม่ทันได้บอกข่าวให้ "คุณอ๊อด" ทราบเรื่องครับ
เพราะต้องแจ้งชื่อจริง นามสกุลจริงไว้ด้วย และเห็นว่าเดือนตุลาคมนี้ "คุณอ๊อด" เองก็มีคิวแน่นเลยเกินอยู่แล้วด้วยครับ
ไว้กระผมกลับมาจากไปร่วมกิจกรรมดีๆ ในครั้งนี้แล้วจะมาเล่าสู่กันฟังให้ทราบก็แล้วกันนะครับ ว่าไปทำอะไรกันมาบ้างครับผม

จาก: เซี๊ยะ(นพดล) บางกอกน้อย
วันที่: 12/10/53 - 11:47 น.
IP Address: 58.10.88.xx
ความคิดเห็นที่ 112

ขอบคุณมากครับ คุณเซี๊ยะ ดีจังเลยครับโครงการนี้
ขออนุโมทนากับคุณมีสุข แจ้งมีสุข ด้วยครับ
สวยด้วย ใจบุญด้วย ขอให้เจริญในธรรมยิ่งๆขึ้นไปครับ..สาธุ

จาก: อ๊อด
วันที่: 12/10/53 - 14:41 น.
IP Address: 202.176.90.xx
ความคิดเห็นที่ 113



ท่านอาจารย์โกเอ็นก้า

นักปฏิบัติธรรมชาวอินเดีย ซึ่งแนวทางวิปัสสนาของท่าน ต้องมีพื้นฐานคือทำสมถะ(สมาธิขั้นฌาน)ก่อนถึงจะเข้าสู่วิปัสสนาญานได้

.....ท่านอาจารย์โกเอ็นก้าเป็นชาวอินเดียที่ถือกำเนิดในประเทศพม่าเมื่อปีพ.ศ.2467 ท่านได้ประกอบธุรกิจจนประสบความ สำเร็จมีชื่อเสียงมากตั้งแต่ยังอยู่ในวัยหนุ่ม ทั้งได้รับเลือกให้เป็นผู้นำชุมชนชาวอินเดียในพม่า รวมทั้งเป็นประธานองค์กรต่างๆ อาทิเช่น หอการค้ามาร์วารีแห่งพม่าและสมาคมพานิชย์และอุตสาหกรรมแห่งร่างกุ้ง นอกจากนี้ยังร่วมเดินทางไปต่างประเทศกับคณะผู้แทนการค้าของสหภาพพม่าในฐานะที่ปรึกษาอยู่บ่อยๆ

เมื่ออายุ 31 ปี ท่านได้ทดลองเข้าปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานหลักสูตร 10 วันเป็นครั้งแรกกับท่านอาจารย์อูบาขิ่น (วิปัสสนา-จารย์ที่ชาวพม่าให้ความเคารพนับถืออย่างยิ่งผู้หนึ่ง) หลังจบจากการปฏิบัติตามหลักสูตร 10 วันแล้ว ท่านโกเอ็นก้าเกิดความเลื่อมใสศรัทธาในเนื้อหาสาระของคำสอนและในแนวทางปฏิบัติเป็นอย่างมาก จึงปวารณาตัวเข้าปฏิบัติอย่างต่อเนื่องและจริงจัง จนต่อมาท่านอาจารย์อูบาขิ่นได้แต่งตั้งให้ท่านทำหน้าที่เป็นอาจารย์ผู้ช่วยสอน

ปีพ.ศ.2512 ท่านได้เดินทางกลับไปยังประเทศอินเดียเพื่อเยี่ยมมารดาที่ล้มป่วย ระหว่างที่อยู่ในอินเดีย ท่านได้จัดอบรม วิปัสสนาให้แก่มารดาและญาติพี่น้อง ซึ่งปรากฎว่ามีผู้ให้ความสนใจเป็นอันมาก นับจากนั้นขบวนการเอหิปัสสิโกก็ได้เริ่มต้น จากปากต่อปากที่บอกต่อๆ กันไป ทำให้มีผู้มาขอเข้าปฏิบัติกันมากขึ้น

และจากการที่ท่านอาจารย์อูบาขิ่นมีความฝังใจอยู่แต่เดิมว่า ประเทศอินเดียมีบุญคุณอย่างล้นเหลือที่ได้หยิบยื่นธรรมอันบริสุทธิ์ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้แก่ประเทศพม่า ซึ่งเป็นบ้านเกิดเมืองนอนของท่าน แต่ธรรมอันล้ำค่านี้กลับได้สูญหายไปจากประเทศอินเดียอันเป็นต้นกำเนิดจนเกือบหมดสิ้น ท่านโกเอ็นก้าจึงมีความปรารถนาที่จะทดแทนคุณประเทศอินเดีย ด้วยการหาทางนำเอาธรรมะอันล้ำค่านี้กลับไปเผยแผ่อีกครั้ง ซึ่งท่านอาจารย์อูบาขิ่นก็ได้ส่งเสริมและสนับสนุนให้ท่านเปิดการอบรมวิปัสสนาในแนวทางนี้ขึ้นในประเทศอินเดียอย่างต่อเนื่อง

ปีพ.ศ.2517 ท่านจึงได้ก่อตั้งสถาบันวิปัสสนานานาชาติ "ธรรมคีรี" ขึ้นที่เมืองอิกัตปุรี ใกล้ๆ กับเมืองบอมเบย์ ประเทศอินเดียนับจากนั้นมาก็ได้มีการจัดอบรมวิปัสสนาหลักสูตร 10 วันและหลักสูตรระยะยาวต่อเนื่องเรื่อยมา ปีพ.ศ.2522 ท่านเริ่มเดินทางไปเผยแผ่วิปัสสนาตามประเทศต่างๆ ทั่วโลก ท่านได้อำนวยการสอนวิปัสสนาหลักสูตร 10 วันในประเทศอินเดียและประเทศอื่นๆ ทั้งในซีกโลกตะวันตกและตะวันออกกว่า 400 หลักสูตร หลักการสอนของท่านโกเอ็นก้าได้รับการยอมรับโดยทั่วไป ทั้งในอินเดีย ประเทศที่ยังคงมีความแตกต่างทางด้านชนชั้นและศาสนาอย่างมาก และจากทั่วโลก ทั้งนี้เพราะคำสอนที่มีลักษณะเป็นสากล มิได้ขัดต่อหลักศาสนาใด ท่านเน้นเสมอว่ามนุษย์ทุกคน ไม่ว่าจะมีเชื้อชาติใด นับถือศาสนาใด และมีผิวสีอะไร ต่างก็มีความทุกข์ในรูปแบบเดียวกันทั้งสิ้น ในเมื่อความทุกข์ของมนุษย์เป็นสากล วิธีการปฏิบัติเพื่อให้พ้นจากความทุกข์จึงต้องเป็นสากลเช่นกัน

ต่อมาท่านได้เริ่มแต่งตั้งอาจารย์ผู้ช่วยให้ช่วยดำเนินการอบรมแทนท่าน โดยใช้เทปและวิดีโอของท่านเป็นแนวทางในการสอน เพื่อรองรับกับความต้องการที่จะเข้าอบรมซึ่งเพิ่มสูงขึ้น ทุกวันนี้มีอาจารย์ผู้ช่วยกว่า 700 ท่าน และอาสาสมัครช่วยงาน ต่างๆ อีกนับพันๆ คน มีการจัดอบรมวิปัสสนาในประเทศต่างๆ กว่า 90 ประเทศทั่วโลก ทั้งในอิหร่าน มัสกัต อาหรับอิมิเรสต์ อัฟริกาใต้ ซิมบับเว จีน มองโกเลีย รัสเซีย เซอร์เบีย ไต้หวัน กัมพูชา เม็กซิโกและประเทศต่างๆ ในอเมริกาใต้ โดยมีการ ก่อสร้างศูนย์วิปัสสนาทั้งสิ้น 80 แห่งใน 21 ประเทศทั่วโลก ในแต่ละปีจะมีการจัดอบรมหลักสูตรวิปัสสนาทั่วโลกกว่าหนึ่งพัน หลักสูตร โดยไม่มีการเรียกเก็บเงินค่าอบรม ที่พักหรือค่าอาหารใดๆ ขึ้นอยู่กับความสมัครใจที่จะบริจาค ทั้งตัวท่านอาจารย์ โกเอ็นก้าเองและอาจารย์ผู้ช่วยต่างๆ ก็ไม่ได้รับค่าตอบแทนใดๆ จากการอบรมดังกล่าวแม้แต่น้อย

ที่ผ่านมา ท่านอาจารย์โกเอ็นก้าได้รับเชิญให้ไปแสดงปาฐกถาธรรมตามสถาบันต่างๆ รวมทั้งในเวทีเศรษฐกิจโลกที่เมืองดาวอส ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ และการประชุมสุดยอดสันติภาพโลกสหัสวรรษใหม่ที่สหประชาชาติด้วย


จาก: อ๊อด
วันที่: 12/10/53 - 14:42 น.
IP Address: 202.176.90.xx
ความคิดเห็นที่ 114




พระอาจารย์ติช นัท ฮันห์

พระปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ชาวเวียดนาม (ปัจจุบันพำนักอยู่ที่ฝรั่งเศส)

เกิดเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2469 ที่จังหวัดกวงสี ในตอนกลางของประเทศเวียดนาม ท่านมีชื่อเดิมว่า เหงียน ซวน เบ๋า พ.ศ. 2485 อายุได้ 16 ปี ท่านได้บรรพชาเป็นสามเณรที่ วัดตื่อฮิ้ว และได้อุปสมบทเป็นพระในเวลาต่อมา ช่วงแรกที่อยู่ในเวียดนาม ท่านได้พยายามฟื้นฟูพระพุทธศาสนาด้วยการเขียบบทความ แต่กลับได้รับการต่อต้านจากผู้นำองค์กรชาวพุทธและรัฐบาลเป็นอย่างมาก ต่อมาในปี พ.ศ. 2505 ท่านได้รับทุนไปศึกษาศาสนาเปรียบเทียบ ณ มหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน สหรัฐอเมริกา ท่านได้ศึกษาที่นั่นเป็นเวลา 1 ปี แม้จะได้รับทุนจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบียต่อ แต่ท่านก็ตัดสินใจเดินทางกลับเวียดนาม เพื่อต่อตั้ง รร.ยุวชนรับใช้สังคม และทำงานด้านความร่วมมือระหว่างพระพุทธศาสนานิกายมหายานและเถรวาทในเวียดนาม ท่านพยายามสอนแนวคิดเรื่องพระพุทธศาสนาเพื่อการรับใช้สังคม เพื่อรักษาความเสียหายจากสงคราม ท่านพยายามพัฒนาวงการสงฆ์ด้วยการสอนและเขียนในสถาบันพระพุทธศาสนาชั้นสูง ภารกิจที่สำคัญของท่านคือ ก่อตั้ง "คณะเทียบหิน" ในปี พ.ศ. 2509 ในปี พ.ศ. 2510 มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ ได้เสนอชื่อของท่านให้เป็นผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ โดยกล่าวว่า "ข้าพเจ้าไม่รู้จักใครเป็นการส่วนตัวอีกที่จะมีคุณค่าพอสำหรับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ นอกเหนือไปจากพระผู้มีเมตตาจากเวียดนามผู้นี้"

[แก้] หมู่บ้านพลัม
แต่การรณรงค์เพื่อหยุดการสนับสนุนสงครามของท่านทำให้รัฐบาลเวียดนาม ที่ถึงแม้จะรวมประเทศได้แล้วก็ตาม ไม่ยอมรับท่าน และปฏิเสธการเข้าประเทศของท่าน ทำให้ท่านต้องลี้ภัยอย่างเป็นทางการที่ประเทศฝรั่งเศส และก่อตั้ง "หมู่บ้านพลัม" เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมของชุมชนสังฆะของท่าน ขึ้นที่เมืองเบอร์โดซ ประเทศฝรั่งเศส ในปี พ.ศ. 2525 ในระยะแรกเป็นแหล่งพักพิงของผู้ลี้ภัย ก่อนจะเริ่มมีนักบวชตั้งแต่ปี พ.ศ. 2531 หมู่บ้านพลัมปัจจุบันได้จัดการอบรมภาวนาเกี่ยวกับการเจริญสติทั้งในยุโรปและอเมริกาเหนือให้แก่บุคคลทั่วไป ปัจจุบันมีนักบวชกว่าห้าร้อยคน จากกว่ายี่สิบประเทศทั่วโลก ส่วนใหญ่อยู่ในหมู่บ้านพลัม และที่อื่นๆได้แก่ Green Mountain Dharma Center รัฐเวอร์มอนต์ และ Deer Park Monastery รัฐแคลิฟอร์เนีย ในสหรัฐอเมริกา และที่วัดบัทหงา เมืองบ๋าวหลอบ และ วัดตื่อฮิ้ว เมืองเว้ ประเทศเวียดนาม ท่านติช นัท ฮันห์ ได้จัดตั้ง "หมู่บ้านพลัม" (Plum Village) ขึ้น ณ ประเทศฝรั่งเศส อันเป็นชุมชนแบบอย่าง การปฏิบัติธรรมแห่งพุทธบริษัท 4 ที่เน้นการเจริญสติในชีวิต ประจำวันอย่างตระหนักรู้ในแต่ละลมหายใจเข้าออก และกลับ มาอยู่กับปัจจุบันขณะ ในชุมชนปฏิบัติธรรมแห่งหมู่บ้านพลัม มีทั้งสิ้น 12 แห่ง อยู่ใน ประเทศฝรั่งเศส อเมริกา เยอรมัน และเวียดนาม นอกจากนี้มีกลุ่ม ปฏิบัติธรรม ตามแนวทางของท่านติช นัท ฮันห์ (สังฆะ) กระจายอยู่หลายประเทศ ทั่วโลก เกือบหนึ่งพันกลุ่ม

ภายในสังฆะหมู่บ้านพลัมประกอบด้วยวัด 8 วัด ได้แก่

- Upper Hamlet, Lower Hamlet, New Hamlet, Lower Mountain Hamlet กระจายตัวอยู่ในหมู่บ้านชนบทใกล้เมือง Bordeaux ทางใต้ของ ประเทศฝรั่งเศส
- Clarity Hamlet, Solidity Hamlet ที่ Deer Park Monastery รัฐแคลิฟอร์เนีย
- Green Mountain Dharma Center, Maple Forest Monastery ที่รัฐเวอร์มอนต์ ประเทศสหรัฐอเมริกา
นอกจากนี้ยังมีสังฆะอื่นๆ อยู่ในหลายประเทศทั่วโลก

[แก้] ผลงานเขียน
ท่านติช นัท ฮันห์ เป็นผู้ประพันธ์หนังสือธรรมะชื่อดังระดับโลกหลายเล่ม ดังนี้

1.ปาฏิหาริย์แห่งการตื่นอยู่เสมอ
2.สันติภาพทุกย่างก้าว
3.ปัจจุบันเป็นเวลาประเสริฐสุด
4.ศานติในเรือนใจ
5.เดิน วิถีแห่งสติ [Walking Meditation]
6.ดวงตะวัน ดวงใจฉัน
7.ทางกลับคือการเดินทางต่อ
8.กุญแจเซน
9.สายน้ำแห่งความกรุณา
10.วิถีแห่งบัวบาน
11.คือเมฆสีขาว ทางก้าวเก่าแก่ วรรณกรรมพุทธประวัติในทัศนะใหม่ เล่ม 1-2 / Old Path White Clouds : Walking in the Footsteps of the Buddha
12.ด้วยปัญญาและความรัก
13.เธอคือศานติ : ลำนำแห่งลมหายใจและรอยยิ้ม [Being Peace]
14.ศาสตร์แห่งความเข้าใจ
15.พุทธศาสนาในอนาคต
16.อานาปนสติศาสตร์
17.พระสูตรธรรมแปดประการสำหรับมหาบุรุษ
18.เพชรตัดทำลายมายา [The Diamond That Cuts Through Illusion]
19.กุหลาบประดับดวงใจ
20.ไผ่พระจันทร์
21.ดอกบัวในทะเลเพลิง
22.เสียงร้องของชาวเวียดนาม
23.จุดยืนพระพุทธศาสนาท่ามกลางสงครามและการปฏิวัติ
24.เมตตาภาวนา : คำสอนว่าด้วยรัก [Teaching on Love]
25.เรียกฉันด้วยนามอันแท้จริง
26.ปลูกรัก
27.เริ่มต้นใหม่

จาก: อ๊อด
วันที่: 12/10/53 - 14:48 น.
IP Address: 202.176.90.xx
ความคิดเห็นที่ 115



*** "ติช นัท ฮันห์" จาริกเมืองไทย จัดภาวนา-ปาฐกถาธรรม ***


"พระอาจารย์ติช นัท ฮันห์" พระมหาเถระจากศูนย์ปฏิบัติธรรมนานาชาติ หมู่บ้านพลัม ประเทศฝรั่งเศสและคณะสงฆ์หมู่บ้านพลัมจากนานาประเทศ จำนวนประมาณ 80 รูปจะเดินทางมาเยือนประเทศไทย โดยการนิมนต์ของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ระหว่างวันที่ 11 ตุลาคม ถึง 1 พฤศจิกายน 2553

จัดกิจกรรมภาวนาและปาฐกถาธรรม ภายใต้ชื่อ "จิตสงบ ใจเปิดกว้าง" เชื่อมสัมพันธ์พระพุทธศาสนาเถรวาท-มหายาน

ภิกษุณีนิรามิสา พระธรรมจารย์รูปหนึ่งของหมู่บ้านพลัม ซึ่งขณะนี้ประจำอยู่ที่ประเทศไทย เล่าถึงที่มาของการจาริกธรรมครั้งนี้ ว่า "การจาริกธรรมครั้งนี้ ต้องการนำแนวทางปฏิบัติธรรมของหมู่บ้านพลัม เน้นที่การฝึกสติในชีวิตประจำวัน เมื่อเราฝึกจนจิตใจของเราเข้าถึงความสงบสันติ หัวใจของเราจะเปิดออกทำให้เรามองเข้าไปเห็นสิ่งที่อยู่ในใจของเราได้อย่างลึกซึ้ง และสามารถเปิดใจรับสิ่งต่างๆ ที่เข้ามาอย่างที่เป็นได้"

การเดินทางมายังประเทศไทยของคณะนักบวชหมู่บ้านพลัมครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการจาริกธรรมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปี 2553 (Thich Nhat Hanh Southeast Asia Tour 2010) โดยเริ่มจากประเทศสิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ก่อนที่จะมายังประเทศไทย และไปสิ้นสุดที่ฮ่องกง



ในช่วงเวลาเกือบเดือนที่พระอาจารย์ติช นัท ฮันห์ และสังฆะหมู่บ้านพลัมอยู่ที่ประเทศไทย ท่านจะแสดงปาฐกถาธรรม 2 ครั้ง ครั้งแรก วันที่ 18 ตุลาคม 2553 ในหัวข้อ "ปาฏิหาริย์แห่งปัจจุบันขณะ" ที่หอประชุมใหญ่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เวลา 17.00 น. และครั้งที่สอง วันที่ 23 ตุลาคม 2553 ภายใต้หัวข้อ "สันติคือหนทาง" ที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย อ.วังน้อย จ.พระนคร ศรีอยุธยา ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมงานปาฐกถาทั้งสองงานได้โดยไม่เสียค่าลงทะเบียนแต่อย่างใด หรือสามารถบริจาคได้ตามจิตศรัทธา

นอกจากนี้ วันที่ 24-28 ตุลาคม 2553 จะมีงานภาวนา 5 วันสำหรับครอบครัวและบุคคลทั่วไป ที่วังรีรีสอร์ท จ.นครนายก งานภาวนานี้รับสมัครตั้งแต่เด็กอายุ 6 ขวบขึ้นไป โดยมีข้อกำหนดว่าเด็กอายุระหว่าง 6-14 ปีจะต้องมีผู้ปกครองมาด้วย (มีค่าลงทะเบียน)

กิจกรรมสุดท้ายก่อนที่จะเดินทางต่อไปยังประเทศฮ่องกง พระอาจารย์ติช นัท ฮันห์ จะเป็นประธานในพิธีทอดผ้าป่า ซึ่งจัดขึ้นโดยสังฆะหมู่บ้านพลัมในประเทศไทย ในวันที่ 30 ตุลาคม ณ สถานปฏิบัติธรรมชั่วคราวหมู่บ้านพลัม อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา



ผู้สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ สอบถามรายละเอียดได้ที่อีเมล์ awakeningsource@yahoo.com โทร. 08-5318-2939, 08-6688-4984 เวลา 08.00-17.00 น. วันจันทร์ถึงศุกร์

"พระอาจารย์ติช นัท ฮันห์" พระมหาเถระในพุทธศาสนามหายานนิกายเซน ชาวเวียดนาม ผู้ซึ่งนำพาให้ผู้คนได้ประจักษ์ถึงการนำพระพุทธศาสนามาประยุกต์ใช้ให้เข้ากับชีวิตประจำวันอย่างสอดคล้องกลมกลืน ตลอดชีวิตนักบวชของท่านได้เขียนหนังสือและบทกวีไว้มากมายเพื่อเผยแผ่วิถีแห่งพุทธธรรม ผลงานของท่านได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ทั่วโลกมากกว่า 80 เล่ม จำนวนตีพิมพ์มากกว่า 1.5 ล้านเล่ม เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในโลกตะวันตก

ในช่วงที่บ้านเมืองของท่านมีความเดือดร้อนจากภัยสงคราม ท่านพยายามอย่างยิ่งที่จะใช้หลักพุทธศาสนาเพื่อนำพาผู้คนให้กลับสู่สันติภาพในจิตใจของตน เพื่อนำไปสู่การหยุดการก่อสงครามในทุกระดับ จนกระทั่ง มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ได้เสนอท่านติช นัท ฮันห์ รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ

ติช นัท ฮันห์ คำว่า "ติช" ในเวียดนามใช้เรียกพระ มีความหมายว่าเป็นผู้สืบทอดพุทธศาสนา "นัท ฮันห์" เป็นนามทางธรรมของท่าน มีความหมายว่า "การกระทำเพียงหนึ่ง"

ปัจจุบันท่านติช นัท ฮันห์ พำนักอยู่ในชุมชนหมู่บ้านพลัม (Plum Village) ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของฝรั่งเศส เป็นชุมชนแห่งการฝึกปฏิบัติเพื่อดำเนินชีวิตอย่างมีสติของพุทธบริษัท 4 อันประกอบด้วย ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก และอุบาสิกา

ชุมชนหมู่บ้านพลัมมีกระจายอยู่ในหลายประเทศ อาทิ ฝรั่งเศส อเมริกา เยอรมัน ฮ่องกง และล่าสุดที่ประเทศไทย โดยมีนักบวชมากกว่า 500 รูป กว่า 20 ประเทศทั่วโลก และมีกลุ่มปฏิบัติธรรมตามแนวทางของหมู่บ้านพลัม หรือสังฆะ เกือบหนึ่งพันกลุ่มกระจายอยู่ใน 31 ประเทศทั่วโลก

ทุกวันนี้ ท่านติช นัท ฮันห์ ยังคงเบิกบานกับการฝึกปฏิบัติร่วมกับคนรุ่นใหม่ และเดินทางไปนำการภาวนาในประเทศต่างๆ เพื่อสรรค์สร้างความรัก ความเข้าใจ และสันติภาวะภายในให้กับผู้คนทั่วโลก






จาก: อ๊อด - พระอาจารย์ ติช นัท ฮันห์ จาริกเมืองไทย 18 ต.ค. ที่ ม.ธรรมศาสตร์ 17.00 น.
วันที่: 12/10/53 - 15:02 น.
IP Address: 202.176.90.xx
ความคิดเห็นที่ 116



*** การทำบุญ 3 แบบ ของหลวงพ่อพุทธทาสภิกขุ ***


วันนี้วันพระหลายคนไปทำบุญมากันแล้ว และได้สอบถามหลายคุณว่าทำบุญทำอย่างไร คำตอบก็คือนำภัตตาหารไปถวายพระแล้วฟังเทศน์
ก็เป็นส่วนหนึ่งแต่จริง ๆ แล้ว บุญ มาจากคำว่า ปุญฺญ แปลว่าเครื่องชำระจิตใจให้สะอาดบริสุทธิ์ การทำบุญคือการกระทำเพื่อเป็นการชำระจิตใจให้สะอาด ทีนี้มาดูหลักธรรมที่เกี่ยวข้องบ้างว่า บุญ คืออะไร

~ บุญกิริยาวัตถุ 3 ประการ ประกอบด้วย ทาน ศีล และภาวนา คือหนทางแห่งการเกิดบุญ และได้รับบุญ ซึ่งถ้าใครปฏิบัติ 3 อย่างนี้ท่านรับรองว่าจะได้บุญแน่นอน

* ทาน คือ กุศโลบายเพื่อกำจัดกิเลสอย่างหนึ่งที่เป็นการเสียสละ ในเมื่อคนสามารถเสียสละได้แล้วก็ย่อมไม่อยากได้ของคนอื่น และเป็นพื้นฐานของการทำลายกิเลส ประกอบด้วย อามิสทาน การให้สิ่งของเป็นทาน ธรรมทาน การให้ความรู้ ความดีงามเป็นทาน และสุดท้าย อภัยทาน การรู้จักให้อภัย และการไม่คิดเบียดเบียนผู้อื่นเป็นทาน

* ศีล คือ การสำรวมกาย วาจา ใจ เพื่อไม่ให้ก่อเกิดกิเลส ลด ละ เลิกความชั่ว ถือว่าเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตไม่ให้ตกต่ำ ประกอบด้วย การไม่เบียดเบียน ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต การไม่ลัก ยักยอกทรัพย์ การไม่ประพฤติในกาม, การไม่พูดปด พูดส่อเสียดและสุดท้ายการไม่คิดอาฆาตมาดร้าย จองเวรจองกรรมผู้อื่น

* ภาวนา คือ การพัฒนาจิตใจให้เข้มแข็ง ทำให้จิตใจสงบ ไม่เกิดกิเลส ไม่มีเครื่องเศร้าหมอง เป็นการพัฒนาขั้นสูงสุด ประกอบด้วย สมถกัมมัฏฐาน อันเป็นกุศโลบายทำให้ใจสงบ และวิปัสนากัมมัฏฐาน กุศโลบายทำให้เกิดปัญญาจากการตริตรอง

เมื่อปฏิบัติทั้งสามอย่างที่กล่าวถึงได้ถือว่าได้บุญคือ จิตใจบริสุทธิ์ ไม่เศร้าหมอง แต่บางครั้งก็น่าเศร้าสำหรับหลาย ๆ คนที่คิดการทำบุญคือการถวายทานเพียงเท่านั้น และบางครั้งกลับกลายเป็นบุญในคราบของบาปไปเสียอีก ขอยกคำของหลวงพ่อพุทธทาสภิกขุ ที่ได้เปรียบเทียบบุญไว้ 3 แบบคือ..

1. อาบน้ำด้วยโคลน - เป็นการทำบุญที่เจือด้วยบาป คราบสกปรก เช่น ฆ่าสัตว์ชีวิต เพื่อทำบุญ มีเลี้ยงเหล้ายาปลาปิ้ง แถมท้ายด้วยการทะเลาะวิวาท อุปมาดั่งคนอาบน้ำด้วยโคลน ทำอย่างไรก็มีคราบกลิ่นเน่าเหม็นติดตัวอยู่ตลอดเวลา เนื้อตัวก็ไม่สะอาดสักที

2. อาบน้ำด้วยน้ำหอม - เป็นการทำบุญที่แฝงด้วยการยึดติด ทำบุญแล้วหวังผลในสวรรค์ชั้นฟ้า ยึดติดแต่สวรรค์ วิมาน เป็นการทำบุญเพราะเมาดี หลงดี และอวดดี อุปมาดั่งอาบน้ำด้วยน้ำหอมเจือด้วยแป้งอบ อาบเสร็จก็มีกลิ่นติดตัวคละคลุ้ง ก็ยังถือว่าไม่สะอาดอยู่ดี

3. อาบน้ำสะอาด - คือการทำบุญด้วยใจสงบ ไม่ยึดติดนรก-สวรรค์ ไม่ได้ทำบุญแบบค้ากำไรเกินควร แต่ทำบุญเพื่อสร้างกุศลกรรม อุปมาดั่งอาบน้ำด้วยน้ำสะอาด เมื่ออาบแล้วผู้อาบย่อมสดชื่น เย็นกายสบายตัว...
และหากเราทำบุญถูกวิธีแล้วอานิสงฆ์ผลบุญนั้นยังก่อเกิดประโยชน์ 3 ด้านคือ..

> ด้านตัวตน คือ หมดจากกิเลส สดใส ใจบริสุทธิ์

> ด้านสังคม คือ สร้างกิจประโยชน์ต่อชุม่ชนและสังคม ทำให้มีกิจกรรมร่วม มีความเอื้อเฟื้อซึ่งกันและกัน ไม่เกิดความเอาเปรียบ

> ด้านปัญญา คือ ทำให้คุณภาพชีวิตของสังคมนั้น ๆ ดีขึ้น ทำให้เกิดสติ ปัญญา สามารถนำไปใช้ในการดำรงชีวิตอย่างสงบสุข

ทั้งหมด นี้เป็นเพียงข้ออธิบายถึงบุญเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่สำหรับบุญที่แท้จริงนั้นมีคุณประโยชน์มากยิ่งเกินกว่าจะพรรณาได้หมด... มาร่วมทำบุญกันให้ถูกต้องเถอะ...





จาก: อ๊อด - การทำบุญ 3 แบบ
วันที่: 25/10/53 - 15:48 น.
IP Address: 58.9.251.xx
ความคิดเห็นที่ 117




คติธรรมและธรรมเทศนา จาก หลวงปู่ดูลย์ อตุโล แห่งวัดบูรพาราม อ.เมือง จ.สุรินทร์

จาก: อ๊อด
วันที่: 25/10/53 - 16:01 น.
IP Address: 58.9.251.xx
ความคิดเห็นที่ 118



คติธรรมและธรรมเทศนา จาก หลวงปู่ดูลย์ อตุโล แห่งวัดบูรพาราม อ.เมือง จ.สุรินทร์



จาก: อ๊อด
วันที่: 25/10/53 - 16:01 น.
IP Address: 58.9.251.xx
ความคิดเห็นที่ 119




ขยายให้อ่านกันง่ายขึ้นครับ

จาก: อ๊อด
วันที่: 25/10/53 - 16:04 น.
IP Address: 58.9.251.xx
ความคิดเห็นที่ 120
แรงศรัทธา มหากฐินที่สานุชนที่เป้นลูกศิษย์ หลวงปู่เณรคำ เป็นชาวต่างชาติ ได้ถวายเงินแต่หลวงปู่เณรคำ เป็นเงิน 20 ล้านบาท เมือวันที่ 18 กันยายนที่ผ่านมา ( ที่มาจากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ หน้า 5 เหนือฟ้าใต้บาบาล โดย ก้อง กังฟู วันอาทิตย์ 24 ตุลาคม )
เพื่อนำปัจจัยนี้ไปชื้อทองคำ 9 กิโลกรัมไปหุ้มหัวใจพระแก้วมรกต
ถวายขนานนี้แปลว่าต้องศัรทธาเป็นอย่างมาก
-ไม่ทราบว่าพี่อ็อดเคยไปปฏิบัติธรรมที่วัดหลวงพ่อยัง


จาก: ไผ่ พงศกร
วันที่: 26/10/53 - 22:52 น.
IP Address: 125.24.193.xx
ความคิดเห็นที่ 121

อนุโมทนาด้วยครับ

ยังไม่เคยไปปฏิบัติธรรมที่วัดหลวงปู่เณรคำเลยครับ
พบองค์จริงท่านครั้งเดียวเมื่อเดือนสิงหาที่ผ่านมาครับ

ตอนนี้ ผมพยายามปฏิบัติอยู่ตลอดเวลา (ถ้าไม่เผลอสติ) ครับ
คือตามดูอิริยาบถน้อยใหญ่ และทุกผัสสะที่เกิดขึ้นครับ ยังคลานเป็นเด็กอยู่เลยครับ
เรื่องการไปปฏิบัติที่วัด,สำนัก ก็แล้วแต่โอกาสครับ
น้องไผ่ ลองดูก็ดีนะครับ ทำให้เรามีโอกาสปฏิบัติมากขึ้น ไม่ต้องรอเวลา

จาก: อ๊อด
วันที่: 27/10/53 - 8:33 น.
IP Address: 202.176.90.xx
ความคิดเห็นที่ 122
พี่อ็อดยังดีนะครับที่ได้ไปปฏิบัติธรรมอยู่เรื่อยๆ
ได้อ่านประวัติหลวงปู่เณรคำแล้วน่าทึงนะครับอายุเพิ่งจะ 32 เองแต่การปฏิบัติของท่านแล้วน่าศัรทธาน่าเลื่อมใสมากชึ่งในยุคปัจจุบันนี้พระมีแต่ข่าวคาว ทั้งเรื่องสีกาและเรื่องเงินทอง
-คนเขาพูดกันว่าศาสนาเสื่อม ผมว่าไม่เสื่อมนะ คนเราเสื่อมเองไม่ว่าศาสนาไหนสอนไห้คนเป็นคนดีกันทั้งนั้น
อยากแสดงความคิดเห็นมากพี่อ็อดแต่ผมเรียบเรียงคำพูดคำเขียนไม่เป็น

จาก: ไผ่ พงศกร
วันที่: 27/10/53 - 15:33 น.
IP Address: 118.173.254.xx
ความคิดเห็นที่ 123

ครับ น้องไผ่ หลวงปู่ท่านคงสะสมบารมีแก่กล้ามานานตั้งแต่อดีต พอมากาลนี้
แค่อายุ 7 ขวบ ก็สนใจการปฏิบัติธรรมแล้ว

ใช่ครับ ศาสนาไม่มีวันเสื่อม ที่เสื่อมคือจิตใจคน
เรื่องข่าวต่างๆของพระ หรือแม้แต่ข่าวอะไรก็ตาม
เราชาวพุทธได้ฟังอะไรมาก็ต้องใช้หลักศาสนาพุทธที่พระพุทธองค์ทรงสอนไว้ คือหลักกาลามสูตร (มี 10 ข้อ) ครับ
บางเรื่อง เป็นเรื่องละเอียดอ่อน โดยเฉพาะเรื่องของศาสนา

น้องไผ่ อยากแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับธรรมะหรือศาสนาหรือสิ่งดีดี ก็แสดงมาได้เลยครับ
ไม่ต้องเกรงเรือ่งภาษาที่ใช้หรอกครับ
เป็นประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์เหมือนกันครับ
พี่เอง ก็ไม่มีความรู้เรื่องการใช้ภาษา ใช้แบบงูๆปลาๆเหมือนกันครับ


จาก: อ๊อด
วันที่: 27/10/53 - 16:34 น.
IP Address: 202.176.90.xx
ความคิดเห็นที่ 124
เราชาวพุทธได้ฟังอะไรมาก็ต้องใช้หลักศาสนาพุทธที่พระพุทธองค์ทรงสอนไว้ คือหลักกาลามสูตร (มี 10 ข้อ) ครับ


ดีค่ะ พี่อ๊อด หลักกาลามสูตรสมควรอย่างยิ่งที่จะนำมาใช้ โดยเฉพาะกับครอบครัว "ขอทานบรรดาศักดิ์" โดยเฉพาะ "หัวหน้าขอทาน" หวังว่าพี่อ๊อดคงไม่ดับเบิ้ลแสตนดาร์ดเมื่อพูดถึงครอบครัวนี้นะคะ มันก็คนเหมือนกัน สักวันก็ต้องถูกกระชากหน้ากากออกมาแน่นอนค่ะว่าไม่ได้ดีจริง ทีผ่านมาก็แค่สร้างภาพเท่านั้น แถมยังสั่งฆ่าคนไปไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่ ผงขาวก็ขายด้วย แค่ศีล 5 ก็ทำผิดทุกข้อแล้ว ที่น้องพูดมาพี่อ๊อดก็ต้องใช้หลักกาลามสูตรพินิจพิเคราะห์ด้วยเช่นกัน อย่าเพิ่งเชื่อน้องในตอนนี้ แต่น้องรับรองว่าอีกไม่นาน พี่อ๊อดต้องสะอึก รวมทั้งพี่เซี๊ยะกับพี่พักรบด้วย


จาก: รักพี่อ๊อด
วันที่: 27/10/53 - 20:59 น.
IP Address: 180.180.139.xx
ความคิดเห็นที่ 125



รูปภาพของ Daruneekarn Maneekorn - October 28, 2010
รูปภาพที่ 2 จากทั้งหมด 6 ย้อนกลับไปที่อัลบั้ม · รูปภาพของ Daruneekarn · ข้อมูลส่วนตัวของ Daruneekarnก่อนหน้านี้ถัดไป.
คลิกหน้าคนบนรูปภาพเพื่อแท็ก

."...เพื่อประโยชน์กว้างขวาง เป็นเหตุให้เราต้องฟังเรื่องอะไรๆ ต่างๆ ไว้บ้าง ยอมฟังผู้อื่นบ้าง มีการเจียมตัวยอมรับฟังแม้แต่เด็กๆ พูดบ้าง บางโอกาส บางครั้งบางคราว อย่างเอาตัวตนออกรับ ยกหู-ชูหาง เป็น 'น้ำชาลันถ้วย' อันเป็นถ้อยคำที่เขาใช้เป็นคำด่าชนิดหนึ่ง น้ำชาล้นถ้วยใสไม่ลง นั้นเป็นส่วนที่กินไม่ได้ ฉะนั้นควรมีโอกาสสักระยะหนึ่งที่เราจะต้องฟัวให้รอบด้าน ทั้งนี้มิใช่ว่าจะต้องทำกันไปตลอดชีวิต แต่ควรจะมีสักระยะหนึ่งที่เราจะศึกษาทั้งฝ่ายเถรวาท ฝ่ายมหายาน และฝ่ายอื่นๆ ที่เรายังไม่รู้ว่าเป็นเถรวาท หรือเป็นมหายาน พุทธศาสนาอย่างพม่า อย่างลังกา อย่างไทย อย่างธิเบต อย่างจีน อย่างญี่ปุ่น เหล่านี้ควรจะฟังไว้ จะเหมาเอาว่าที่ตัวรู้อยู่มันหมดแล้ว และถูกทั้งนั้น คนอื่นฝ่ายอื่นผิดหมด อย่างนี้ไม่สมควร..."

...พุทธทาสภิกขุ



เล่าเรื่องโดย อ.อภิปัญโญ

ภาพฝีพู่กันโดย เขมานันทะ


หนังสือเล่มนี้ มีใจความว่า ให้ช่วยเผยแผ่พุทธศาสนาออกไป

การให้ธรรมะชนะการให้ทั้งปวง และ การรับธรรมะย่อมชนะการรับทั้งปวง

หากต้องการหนังสือ โปรดติดต่อธรรมสภา 02-434-3566

จาก: อ๊อด
วันที่: 29/10/53 - 16:55 น.
IP Address: 202.176.90.xx
ความคิดเห็นที่ 126

คห.125 ขอยืมภาพและข้อความมาจากคุณ Daruneekarn Maneekorn จาก fb

ขอขอบคุณและอนุโมทนาด้วยครับ...สาธุ

จาก: อ๊อด
วันที่: 29/10/53 - 16:58 น.
IP Address: 202.176.90.xx
ความคิดเห็นที่ 127



เล่ม 2 ออกวางตลาดแล้วครับ
"ไอน์สไตน์พบ...พระพุทธเจ้าเห็น"

- ภาคต่อของไอน์สไตน์พบ พระพุทธเจ้าเห็น พบปริศนาแห่งจักรวาลที่พิสูจน์ได้ด้วยธรรมะ โดยทันตแพทย์สม สุจีรา นักเขียน Best Seller แห่งยุค เปิดมิติใหม่พาคุณสู่ความมหัศจรรย์เมื่อธรรมะและวิทยาศาสตร์ไม่ใช่เส้นขนานอีกต่อไป เมื่อไอน์สไตน์เปิดเผยความลับของจักรวาล พระพุทธเจ้าทรงเปิดเผยความลึกลับสุดหยั่งของจิตมนุษย์ จิตสร้างจักรวาลคือคำตอบสุดท้ายของฟิสิกส์ควอนตัม !

•ทำไมไอน์สไตน์จึงเรียกพุทธศาสนาว่า ศาสนาแห่งจักรวาล
•พบสุดยอดการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ ที่เชื่อมโยงกับศาสนาแห่งจักรวาล
•ความลับของแสงที่เป็นตัวคุมเวลาของจักรวาล แต่ยังเดินทางช้ากว่าจิต
•ปาฏิหาริย์การเหาะเหินเดินอากาศ หายตัว เป็นไปไม่ได้หรือยังพิสูจน์ไม่ได้


จาก: อ๊อด
วันที่: 17/11/53 - 14:34 น.
IP Address: 202.176.90.xx















สมัครสมาชิก Thai Film เพื่อรับข่าวสารข้อมูลทางอีเมล์และรับสิทธิประโยชน์ต่างๆสำหรับสมาชิก [ JOIN ]


Copyright © 2004
Thai Film Foundation All Rights Reserved.
Site by Redlab