โรงแรมนรก (พ.ศ. 2500) มรดกหนังไทย มรดกหนังโลก
25/09/05 (By: ประวิทย์ แต่งอักษร)

            คงต้องยอมรับความจริงว่า ตลอดช่วงระยะเวลาร่วมเก้าปีที่ผ่านพ้นไป คอลัมน์ Classic Film นี้-แทบไม่ค่อยได้กล่าวถึงหนังไทยเลย เหตุที่เป็นเช่นนั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับคุณภาพของผลงาน แต่ปัญหาอยู่ที่โอกาสในการเข้าถึงหนังเก่าเก็บเหล่านั้น เป็นเรื่องยากลำบากพอสมควร ไม่เหมือนหนังจากอเมริกา, ยุโรป หรือบางประเทศในเอเชีย-ที่การตามล่าหาหนังจากประเทศเหล่านั้นเป็นไปอย่างสะดวกง่ายดาย อีกทั้งการแสวงหาข้อมูลสนับสนุนก็ไม่ได้ยากเย็น
            ปัญหาพื้นฐาน-ก็เป็นอย่างที่รู้กัน บ้านเราในอดีตไม่มีระบบจัดเก็บหรือประเพณีของการอนุรักษ์หนัง รวมถึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นเรื่องเป็นราว และหอภาพยนตร์แห่งชาติที่เพิ่งตั้งขึ้นมาได้เพียงแค่ 21 ปี ตลอดจนมูลนิธิหนังไทยที่ดูเหมือนเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงแข็งขันในการโปรโมทหนังไทยหลายต่อหลายเรื่องที่ถูกหลงลืม-ก็เป็นแค่หน่วยงานเล็กๆที่มีภาระเกินตัว
            ผลต่อเนื่องก็คือ นอกจากหนังไทยรุ่นเก่าที่ได้รับการยกย่องหลายต่อหลายเรื่องจะไม่มีโอกาสได้แนะนำตัวเองให้กับคนดูหนังรุ่นใหม่ได้รู้จักอย่างถ่องแท้จริงจัง ผลงานจำนวนมากเหล่านั้น-ก็ยังเป็นที่สันนิษฐานได้ว่า มันเสื่อมสภาพหรือหายสาบสูญไปพร้อมกับกาลเวลา
ดังนั้น มันจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไรที่ผู้ชมในบ้านเราโดยเฉลี่ยแล้ว-จะมีภูมิความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของหนังไทยในระดับที่ไม่แข็งแรง มันกระทบถึงการสานต่อคุณค่าจากคนเจนเนอเรชั่นหนึ่งไปสู่คนอีกเจนเนอเรชั่นหนึ่งทั้งในแวดวงของผู้สร้างและแวดวงของผู้เสพอย่างน่าเสียดาย
            ไม่ว่าจะอย่างไร แม้ว่าการเริ่มต้นเก็บรักษาภาพยนตร์ไทย และการเผยแพร่ข้อมูลจะล่าช้ากว่าการเริ่มต้นของประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ไทยไปเนิ่นนาน แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่า สถานการณ์รวมๆจะอยู่ในขั้นสิ้นหวังโดยสิ้นเชิง
อย่างที่นักดูหนังคงจะพอได้รับข่าวคราว ภายหลังหน่วยงานด้านอนุรักษ์ภาพยนตร์ก่อตั้งไม่นาน ปรากฏว่า มีการค้นพบหนังไทยรุ่นลายครามจำนวนมากมาย และครั้งหนึ่งที่มีความสำคัญและมีความหมายมากที่สุด-ก็คือ คราวที่หอภาพยนตร์แห่งชาติได้รับมอบภาพยนตร์ไทยขนาด 35 มิลลิเมตรที่สร้างในราวปี พ.ศ. 2500-2512 (ซึ่งยังเป็นช่วงที่ภาพยนตร์ไทยยังนิยมถ่ายทำด้วยฟิล์มขนาด 16 มิลลิเมตร หรือที่เรียกกันติดปากว่า ‘ยุคหนัง 16 มิลล์’) จากห้องแล็บของบริษัทแรงค์ แลบอราทอรี่ส์ของอังกฤษประมาณยี่สิบเรื่องด้วยกันในราวปี พ.ศ. 2538 และส่วนหนึ่งได้ถูกนำเผยแพร่ในเทศกาลที่ใช้ชื่อว่า “มหกรรมทึ่งหนังไทย” ในปีเดียวกัน
            หลายเรื่องในจำนวนนั้น เป็นหนังไทยยอดนิยมในช่วงเวลาของมัน อาทิ “เงิน เงิน เงิน” (พ.ศ. 2508), “อีแตน” (พ.ศ. 2511), “เกาะสวาท หาดสวรรค์” (พ.ศ. 2511) (ทั้งสามเรื่องเป็นผลงานกำกับของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอนุสรมงคลการ) แต่อีกจำนวนหนึ่งที่สร้างความตื่นเต้นให้กับนักอนุรักษ์ภาพยนตร์, นักวิจารณ์ และผู้ชมที่โตทันช่วงเวลาดังกล่าว-ก็คือ กรุหนังของรัตน์ เปสตันยี ซึ่งเคยเชื่อกันว่า ต้นฉบับหรือก็อปปี้ของหนังพวกนั้น-ได้สิ้นอายุขัยของมันไปหมดแล้ว อันได้แก่ “โรงแรมนรก”(พ.ศ.2500), “สวรรค์มืด” (พ.ศ. 2501), “แพรดำ” (พ.ศ. 2504), “น้ำตาลไม่หวาน” (พ.ศ. 2507) และ “ชั่วฟ้า – ดินสลาย”(พ.ศ. 2498) สี่เรื่องแรกเป็นผลงานกำกับของรัตน์ เปสตันยี ส่วนเรื่องหลัง รัตน์ทำหน้าที่อำนวยการสร้างและกำกับภาพ
            เหตุผลที่บรรดาผู้สันทัดกรณีด้านภาพยนตร์ไทยถือว่าการได้มาของภาพยนตร์ชุดนี้-เป็นเรื่องใหญ่โต ก็เพราะผลงานเหล่านี้ไม่ได้ทรงคุณค่าในแง่ของความเก่าแก่เพียงอย่างเดียว แต่ทั้งหมดเป็นหนังที่ถูกสร้างขึ้นอย่างพิถีพิถัน หนังอย่างน้อยสองเรื่อง อันได้แก่ “โรงแรมนรก” และ “แพรดำ” แสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญที่จะฝ่าออกไปจากกรอบทั้งทางด้านเนื้อหาและการนำเสนอตัวละครที่ซ้ำซากจำเจ มันเป็นหนังที่ล้ำยุคล้ำสมัย หรือกระทั่งเรียกได้ว่า-มาก่อนกาลเวลา
            เหนืออื่นใด ความที่มันไม่ค่อยประสพความสำเร็จในด้านรายได้เมื่อครั้งที่ออกฉายครั้งแรกทำให้มันถูกเพิกเฉย และตกสำรวจในฐานะผลงานอมตะไปโดยปริยาย ด้วยเหตุนี้เอง การที่จู่ๆ หนังที่เคยคิดกันว่า มันไม่ดำรงอยู่ในโลกนี้อีกแล้ว กลับถูกเก็บรักษาไว้ในห้องแล็บต่างประเทศในสภาพสมบูรณ์เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ และถูกส่งกลับมาเผยแพร่ให้คนรุ่นหลังได้ดู จึงต้องถือเป็นวาระอันยิ่งใหญ่จริงๆ
            และที่ยืนยันถึงความทนทานต่อการพิสูจน์ด้วยกาลเวลา-ก็คือ ปฏิกิริยาของผู้ชมที่จำนวนไม่น้อย บอกคล้ายๆกันว่า พวกเขานึกไม่ถึงว่า หนังไทยตอนนั้น-จะก้าวล้ำยุคถึงเพียงนี้ และถ้ากล่าวเฉพาะ “โรงแรมนรก” เพียงลำพัง หลายๆคนเห็นพ้องต้องกันว่า มันเป็นหนังไทยที่ ‘แปลกประหลาด’ ทีเดียว ไม่ว่าจะเทียบกับหนังไทยในช่วงเวลาไหนก็ตาม
            จนถึงทุกวันนี้ แม้ว่า-หนังอย่าง “โรงแรมนรก” จะสถาปนาตำแหน่งแห่งที่ของตัวเองบนหน้าประวัติศาสตร์หนังไทย แต่บทบาทหนึ่งที่ยังคงไม่จบสิ้นไปง่ายๆ-ก็คือการทำตัวเองให้เป็นที่รู้จักแก่นักดูหนังรุ่นต่อๆมา และช่วยส่องทางให้คนเหล่านั้นได้มองเห็นรากเหง้าของหนังไทยในฟากที่ไม่ประนีประนอม และมุ่งนำเสนอความแปลกใหม่ให้กับผู้ชม มากกว่าการปรนเปรอหรือตอบสนองความความพึงพอใจทางด้านอารมณ์อย่างเดียว
            ด้วยเหตุนี้เอง การที่มูลนิธิหนังไทยในพระอุปถัมภ์ของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอนุสรณ์มงคลการ นำหนังเรื่อง “โรงแรมนรก” มาเผยแพร่ในรูปแบบของ ดีวีดี. จึงนับเป็นนิมิตอันสวยงาม เพราะมันหมายความว่า ช่องว่างที่เคยเป็นอุปสรรคให้นักดูหนังไม่สามารถเข้าถึงหนังไทยรุ่นโบราณได้ง่ายๆ-ได้ถูกลดทอนลงไป และเชื่อว่าในอนาคต หนังเรื่องอื่นๆก็คงจะถูกทยอยมานำเสนอในรูปแบบของความบันเทิงภายในบ้านทำนองเดียวกันนี้ ซึ่งนอกจากจะก่อให้เกิดความสนิทชิดเชื้อมากขึ้นแล้ว มันก็ยังทำให้เราใจชื้นขึ้นมาอีกระดับหนึ่งว่า หนังเหล่านี้-จะยืนยาวต่อไปให้กับผู้ชมในรุ่นหลานและเหลนได้ชื่นชม
            “โรงแรมนรก” เป็นผลงานกำกับการแสดงเรื่องที่สองของรัตน์ เปสตันยี ต่อจาก “ตุ๊กตาจ๋า” (2494) ซึ่งเป็นหนังในระบบ 16 มิลลิเมตร และเป็นเรื่องที่ห้าของการเข้าสู่อุตสาหกรรมหนังในตำแหน่งต่างๆกัน ตรวจสอบจากเครดิตงานสร้างแล้ว-ก็จะพบว่า ความแตกต่างของรัตน์ เปสตันยีจากคนในวงการหนังรุ่นราวคราวเดียวกัน-ก็คือ เขาไม่ได้เติบโตมาจากแวดวงละครเวที แต่เริ่มต้นจากงานด้านกำกับภาพ(ประวัติส่วนตัวระบุว่า รัตน์สนใจการถ่ายภาพนิ่งตั้งแต่เด็ก) ผลงานในการถ่ายภาพยนตร์ก่อนหน้านี้ ล้วนแล้วเป็นหนังเรื่องสำคัญทั้งสิ้น อันได้แก่ “พันท้ายนรสิงห์” (2492), “สันติ – วีณา”(2497) และ”ชั่วฟ้า – ดินสลาย” ทั้งสามเรื่อง เป็นงานกำกับการแสดงของครูมารุต (หรือในชื่อจริงว่า ทวี ณ บางช้าง)
            บางที นั่นเป็นปัจจัยที่ทำให้ “โรงแรมนรก” เป็นหนังที่ให้น้ำหนักกับการสื่อสารด้วยภาษาทางด้านภาพยนตร์มากกว่าเทคนิคการแสดงของนักแสดง และองค์ประกอบสองส่วนที่ต้องถือว่าพิเศษจริงๆ นอกเหนือจากการถ่ายด้วยฟิล์ม 35 มิลลิเมตรอันเป็นฟอร์แม็ทมาตรฐานสากล-ก็คือ การบันทึกเสียงในฟิล์ม หรือที่เรียกว่า sound on film แฟนหนังไทยคงตระหนักดีว่า มันไม่ได้เพียงแค่ผิดธรรมเนียมการผลิตภาพยนตร์ไทยอย่างสิ้นเชิง ยังเป็นการปฏิเสธระบบการพากย์-ซึ่งในหลายๆกรณี มันเป็นเสมือนหัวใจห้องหนึ่งของหนังไทย และถึงขั้นกำหนดความสำเร็จหรือล้มเหลวของหนัง
ข้อน่าสังเกตก็คือ ถ้าหากจะละเว้นหนังของคนทำหนังรุ่นหลังบางคน อาทิ หนังของหม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล หรือของยุทธนา มุกดาสนิท หนังไทยเราเพิ่งจะเปลี่ยนจากระบบพากย์(หรือที่เรียกว่าการใส่เสียงในภายหลัง)มาเป็นระบบบันทึกเสียงจริงของนักแสดงในระหว่างถ่ายทำไม่น่าจะเกิน 15 ปีนี้เอง
            อีกปัจจัยที่ทำให้ “โรงแรมนรก” ไม่สามารถจัดให้อยู่ในครรลองของหนังไทยโดยทั่วๆไปในช่วงเวลานั้น-ก็คือ มันเป็นหนังที่ไม่ได้ดัดแปลงจากบทประพันธ์เรื่องไหนโดยตรง หากเป็นการผูกเรื่องขึ้นมาเอง อันที่จริง เป็นที่เชื่อได้ว่า ต้องมีหนังไทยก่อนหน้านี้หลายๆเรื่องที่เขียนบทขึ้นมาเพื่อการถ่ายทำภาพยนตร์โดยตรง แต่เทียบสัดส่วนกันแล้ว ก็ยังน้อยกว่าหนังที่สร้างจากเรื่องสั้นหรือบทประพันธ์ เพราะมันแทบจะเป็นการสร้างวิมานในอากาศขึ้นมาเลย
            การเขียนบทภาพยนตร์ดั้งเดิม หรือที่ฝรั่งเรียก original screenplay ในช่วงเวลาที่ศาสตร์ความรู้ในเรื่องดังกล่าวยังจำกัดจำเขี่ยเต็มที-ต้องเป็นเรื่องยุ่งยากแน่นอน เพราะมันไม่ได้ใช้ทักษะในทางด้านภาพยนตร์เพียงลำพัง แต่คนเขียนต้องเข้าใจการผูกเรื่อง การวางปมเรื่อง ตลอดจนพัฒนาให้เรื่องดำเนินไปอย่างมีจุดหมายปลายทางและเป็นลำดับขั้นตอน นั่นยังไม่ต้องเอ่ยถึงบทสนทนาที่ต้องไม่รกรุงรัง และควรสนับสนุนในสิ่งที่ผู้สร้างต้องการจะสื่อสารไปพร้อมกัน
            บทหนังของ “โรงแรมนรก” มีคุณสมบัติดังกล่าวอย่างครบถ้วน และยังท้าทายขนบของการสร้างเรื่องและบทในตอนนั้น-ด้วยการจำกัดสถานการณ์ให้อยู่แต่เฉพาะภายในโรงแรม ซึ่งว่าไปแล้ว ไม่ค่อยมีใครกล้าทำ(แม้ในปัจจุบัน) มองในแง่มุมหนึ่ง หนังอาจจะมีลักษณะใกล้เคียงกับละครเวทีที่ตัวแสดงผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนเข้า-ออกในฉากเดียวกัน แต่ทักษะในทางภาพยนตร์ของรัตน์-ก็ทำให้ผู้ชมไม่เกิดความรู้สึกอย่างนั้น ดังจะเห็นว่าในหลายครั้งหลายครา หนังแทบจะไม่ได้พึ่งพาบทสนทนา หรือการแสดงของนักแสดง และถ่ายทอดสิ่งที่ต้องการบอกเล่าด้วยภาษาด้านภาพล้วนๆ
            ฉากหลังของหนังได้แก่โรงแรมเล็กๆแห่งหนึ่งในต่างจังหวัดที่ชื่อว่า โรงแรมสวรรค์ ห้องพักเพียงห้องเดียวของโรงแรมแห่งนี้ถูกจับจองโดยชายหนุ่มที่ชื่อว่าชนะ(ชนะ ศรีอุบล) ซึ่งไม่ยอมเปิดเผยว่า เขาเลือกแวะพัก ณ โรงแรมแห่งนี้ด้วยจุดประสงค์อันใด
            แต่อย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดก็คือ เขาไม่ค่อยพอใจกับสภาพอันวุ่นวายโกลาหลภายในโรงแรม ซึ่งมีคนพลุกพล่านและส่งเสียงอึกทึกครึกโครมตลอดเวลา ส่วนหนึ่งเป็นพวกนักดนตรีที่มาขออาศัยห้องโถงของโรงแรมฝึกซ้อมเพลง(ข้อน่าสังเกตก็คือ เพลงส่วนใหญ่ที่แต่ละคนร้องเล่นกันล้วนเป็นเพลงต่างชาติ กระทั่งเพลง “ขี้ตู่กลางนา ขี้ตาตุ๊กแก” ก็ยังอาศัยทำนองเพลงจากโอเปร่าเรื่อง Carmen ของจอร์เจส บิเซต์) อีกส่วนหนึ่งได้แก่พวกนักแสวงโชคที่หวังจะหาเงินเล็กๆน้อยๆเข้ากระเป๋าจากการพนันงัดข้อกับน้อย (ประจวบ ฤกษ์ยามดี) คนดูแลกิจการโรงแรมที่อ้างว่าเป็นนักเลงงัดข้อแชมเปี้ยนโลก
            กล่าวได้ว่า ประมาณหนึ่งชั่วโมงเต็มๆของหนัง-ไม่ได้มีเนื้อหาอะไรที่จับต้องเป็นชิ้นเป็นอันได้เลย แต่มันก็ไม่ได้ไร้แก่นสารซะทีเดียว เพราะสิ่งละอันพันละน้อยที่หนังนำมาร้อยเรียง ให้ทั้งความรู้สึกสนุกสนาน, ตลกขบขัน, เพลิดเพลิน รวมทั้งเปิดโอกาสให้คนทำหนังได้ล้อเลียนเสียดสีวงการบันเทิง
            อย่างในฉากที่ศาสตราจารย์สมพงษ์(สมพงษ์ พงษ์มิตร)พูดถึงวงการศิลปินเมืองไทยในเชิงเหยียดหยาม แต่ตัวเขากลับเบี้ยวไม่ยอมจ่ายค่าเหล้าที่ติดค้างโรงแรมเป็นเวลานาน-ก็ดูเหมือนจะเป็นการเหน็บแนมบรรดาคนหัวสูงที่เห็นของนอกดีกว่าของไทย หรือในช่วงถัดมา โรงแรมสวรรค์ของน้อยก็ได้ต้อนรับชายหญิงคู่หนึ่งที่ล่ามโซ่ตัวเองไว้ที่ข้อมือ ฝ่ายหญิงบอกว่าเธอชื่อยุพดี(ชูศรี โรจนประดิษฐ์) เพิ่งแต่งงานกับสามีที่ชื่อหม่องส่าง และสาเหตุที่ต้องล่ามโซ่-ก็เพราะพ่อของฝ่ายชายกลัวเธอจะหนีไปมีชู้
            สำหรับคนที่เคยได้อ่านนิยาย(ของเรียมเอง)หรือได้ดูหนังเรื่อง ”ชั่วฟ้า – ดินสลาย” ก็แทบไม่จำเป็นต้องให้ใครมาอธิบายอารมณ์ขันของฉากนี้ มันเป็นมุขที่คนทำหนังหยอกล้อตัวเอง แต่ในขณะเดียวกัน มันก็บอกโดยอ้อมถึงความสำเร็จของหนังที่ผู้ชมในยุคนั้นคุ้นเคย ทำนองเดียวกันกับประโยคที่น้อยพูดแดกดันพฤติกรรมไม่เป็นสุภาพบุรุษของชนะ-ว่า “สุภาพบุรุษเสือไทย” ซึ่งก็เป็นการอ้างถึงหนังไทยยอดนิยมชื่อเรื่องเดียวของหม่อมเจ้าศุกรวรรณดิศ ดิศกุล และแท้ ประกาศวุฒิสารที่สร้างในปี พ.ศ. 2491 และเป็นหนังที่ทำเงินถล่มทลาย
            ตัวละครคนหนึ่งที่มีส่วนสำคัญต่อโครงหลักของเรื่องก็คือหญิงสาวที่มุ่งหน้ามาขอพักที่โรงแรมสวรรค์แห่งนี้ เธอแนะนำตัวเองว่าชื่อเรียม(ศรินทิพย์ ศิริวรรณ) อายุ 65 ปี อาชีพค้าฝิ่นเถื่อน เป็นแม่ม่ายและมีลูกแล้ว 12 คน ความโดดเด่นของตัวละครนี้ก็คือ นอกจากเธอจะไม่มีบุคลิกแบบผ้าพับไว้เหมือนนางเอกหนังไทย ท่าทางเธอ-จัดจ้านและเอาเรื่องน่าดู หญิงสาวยืนยันที่จะเข้าไปพักในห้องพักห้องเดียวของโรงแรม และจัดแจงโยนข้าวของของชนะออกมานอกห้องโดยไม่ใยดี ข้ออ้างของเธอก็คือ “ฉันเป็นสุภาพสตรี เพราะฉะนั้น ฉันจึงมีสิทธิ์มากกว่าสุภาพบุรุษ”
            เรื่องเพิ่มระดับความเข้มข้นขึ้นมา เมื่อชนะไม่ยินยอมให้ตัวเองตกเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำ และอาศัยความเหนือกว่าด้านพละกำลังบังคับให้ฝ่ายหลังต้องใช้เก้าอี้ยาวในห้องโถงเป็นเตียงนอน เห็นได้ว่าหนังกำหนดให้บุคลิกของตัวละครหลักสองคนนี้ขัดกันอย่างชนิดขาวกับดำ คนหนึ่งเถรตรงและแข็งกระด้าง ส่วนอีกคนเอาแต่ใจ และชอบอาศัยความเป็นผู้หญิงหว่านล้อมเพื่อให้ได้ในสิ่งที่ต้องการ หรือยั่วโทสะให้อีกฝ่ายโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ
            แต่ความขัดแย้งของคนทั้งสองก็เป็นแค่เรื่อง “พ่อแง่แม่งอน” เพราะปมหลักของเรื่องถูกเปิดเผยภายหลังการมาถึงของแขกไม่ได้รับเชิญสามคน อันได้แก่เสือสิทธิ์(สุรสิทธิ์ สัตยวงศ์ พระเอกของหนังเรื่อง “สุภาพบุรุษเสือไทย”)ซึ่งเป็นหัวโจก สมุนคนรองที่ไม่ได้ร้ายกาจหย่อนไปกว่ากันชื่อว่าไกร(ไกร ภูตโยธิน) และคนสุดท้ายที่แทบไม่มีบทบาทอะไรชื่อว่าเชียร(วิเชียร ภู่โชติ)
            วายร้ายทั้งสามล่วงรู้ว่า ชนะ ศรีทองเป็นสมุห์บัญชีของบริษัทปรีดาไทย เขาแวะพัก ณ โรงแรมแห่งนี้เพื่อรอรับเงิน 6 แสนบาทที่จะนำไปแจกจ่ายให้คนงาน แต่ไม่มีใครอาจรู้ได้ว่า เงินจำนวนมหาศาลนั้นจะมาถึงตอนไหน และใครเป็นคุมมา เงื่อนไขที่ทำให้เรื่องยิ่งยุ่งเหยิงมากขึ้นไปอีกก็คือ เสือสิทธิ์กับพวกไม่ใช่กลุ่มเดียวที่หวังจะเป็นเศรษฐีชั่วข้ามคืน แต่ยังมีเสือดิน(ทัต เอกทัต) จอมโจรที่ได้ชื่อว่าโหดเหี้ยมทารุณอีกคนที่ต้องการได้ครอบครองเงินก้อนเดียวกัน
            เนื้อหาในช่วงครึ่งเรื่องหลัง-พัฒนาไปอย่างมีจุดมุ่งหมายมากกว่าครึ่งแรก พร้อมๆกับสถานการณ์ที่ตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ ประการสำคัญ คนดูไม่อยู่ในฐานะที่จะคาดเดาว่าเรื่องจะพลิกผันไปทางใด มันส่งผลให้หนังอยู่ในตำแหน่งที่นำหน้าคนดูอย่างน้อยก้าวหนึ่งตลอดเวลา บางที นั่นอาจเป็นหนึ่งในเคล็ดลับที่ทำให้ “โรงแรมนรก” ยังคง ‘ดูดี’ ในแง่ของแท็คติกการเล่าเรื่อง-ทั้งๆที่มันผ่านพ้นช่วงเวลาของมันมาเนิ่นนาน และหนึ่งในฉากที่น่าจดจำที่สุดของหนังก็คือช่วงเปิดตัวเสือดิน-ที่หนังใช้ swish pan พร้อมกับการเล่นแสงเงาที่อึมครึม มันทำให้ผู้ชมสัมผัสภาวะอันไม่ปกติของเหตุการณ์
            แม้จะได้กล่าวไปก่อนหน้าว่า หนังของรัตน์เรื่องนี้ไม่ได้ทิ้งภาระในการเดินเรื่องไว้กับตัวนักแสดง แต่บทบาทของนักแสดงหลายๆคนมีส่วนช่วยทำให้เรื่องคืบหน้าไปอย่างชวนติดตาม ตัวชูโรงหนีไม่พ้นประจวบ ฤกษ์ยามดีในบทน้อยที่สร้างความสนุกสนานครื้นเครงให้กับเรื่องราว อีกทั้งยังเป็นตัวเชื่อมโยงระหว่างผู้ชมกับบรรดาตัวละครคนอื่นๆในหนัง อย่างน้อยที่สุด เขาก็เป็นตัวละครที่รุ่มรวยอารมณ์ขัน ไม่มีพิษมีภัย และเราไว้วางใจมากกว่าทุกคน รวมทั้งถ้าหากไม่มีประจวบในช่วงหนึ่งชั่วโมงแรก หนังก็คงจะจืดชืดและสูญเสียรสชาติอย่างไม่ต้องสงสัย
            อีกคนที่ฝีไม้ลายมือเป็นธรรมชาติ และไม่พยายาม ‘แสดง’ อารมณ์ใดๆจนเกินเลยก็คือศรินทิพย์ ศิริวรรณ มันเพิ่มทั้งความสมจริงสมจังและลดทอนบรรยากาศของความเป็นละครเวทีให้กับหนัง ฉากที่ดีหลายๆฉากมักจะมีเธอเข้าไปเกี่ยวข้องอยู่ด้วย คนที่แสดงได้แข็งกว่าเพื่อนก็คือชนะ ศรีอุบล แต่มองในอีกมุมหนึ่ง มันก็ตรงกับบุคลิกของตัวละครอยู่เหมือนกัน ตรงไปตรงมา ไม่ค่อยปิดบังอารมณ์ของตัวเอง หลายๆครั้งก็แสดงมันออกมาโดยไม่กลั่นกรอง
            กล่าวในท้ายที่สุดแล้ว “โรงแรมนรก” ไม่ได้เป็นเพียงแค่หนึ่งในหนังไทยที่เก่าแก่ที่สุดที่นักดูหนังรุ่นหลังควรได้ดู แต่มันเปี่ยมไปด้วยความสนุกสนานบันเทิงสำหรับผู้ชม อีกทั้งยังถือเป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับคนทำหนังรุ่นหลังในความกล้าหาญที่จะนำเสนอในสิ่งที่ตลาดไม่คุ้นเคย
จนถึงทุกวันนี้ นักดูหนังหลายๆคนอาจจะเคยได้ดู “โรงแรมนรก” ไปแล้ว แต่ถึงอย่างนั้น การได้ดูซ้ำหลังจากเวลาผ่านพ้นไปสักระยะหรือการเก็บหนังเรื่องนี้ไว้ก็อาจเป็นเรื่องจำเป็น มันไม่ใช่เรื่องของการตรวจสอบคุณค่าของผลงานที่เราต่างรู้ดีว่า มันผ่านพ้นการพิสูจน์ด้วยกาลเวลาไปเรียบร้อยแล้ว
แต่มันเป็นเสมือนอนุสรณ์ที่ย้ำเตือนให้เราได้ตระหนักและภาคภูมิใจว่า หนังไทยก็มีรากของตัวเองที่หยั่งลึกและแข็งแรง


ตีพิมพ์ครั้งแรก - สตาร์พิคส์ – หนังคลาสสิก
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 















สมัครสมาชิก Thai Film เพื่อรับข่าวสารข้อมูลทางอีเมล์และรับสิทธิประโยชน์ต่างๆสำหรับสมาชิก [ JOIN ]


Copyright © 2004
Thai Film Foundation All Rights Reserved.
Site by Redlab