พลอย (2007) flirting with disaster
11/10/07 (By: ประวิทย์ แต่งอักษร)

    
ตัวเอกในหนังเรื่อง Annie Hall ของวู้ดดี้ อัลเลน-เคยเปรียบความสัมพันธ์ระหว่างผู้ชายผู้หญิงไว้น่าฟังว่า มันเป็นเหมือนกับปลาฉลาม หมายความว่า “มันจำเป็นต้องเคลื่อนตัวไปข้างหน้าอยู่เรื่อยๆ หรือไม่เช่นนั้นแล้ว มันก็จะต้องตาย”
เหตุผลที่ตัวเอกในหนังเรื่องข้างต้น-เอ่ยประโยคดังกล่าวขึ้นมาก็เพราะเขารู้สึกว่า สิ่งที่เจ้าตัวกำลังเผชิญในขณะนั้น-ก็คือ ‘ปลาฉลามที่ตายไปแล้ว’

สถานการณ์ความสัมพันธ์ของวิทย์ (พรวุฒิ สารสิน) กับแดง (ลลิตา ปัญโญภาส) ในหนังเรื่อง “พลอย”(2007) ผลงานล่าสุดของคุณเป็นเอก รัตนเรือง-จัดอยู่ในขั้นปลาฉลามที่เกยตื้น กำลังหายใจพะงาบๆ และรอคอยความตาย สิ่งที่พวกเขากำลังต้องการอย่างจำเป็นเร่งด่วน (ในกรณีที่ยังต้องการที่จะรักษาชีวิตของเจ้าปลาฉลามตัวนี้ไว้) ก็คือ การช่วยกันค้นหาคำจำกัดความความหมายที่แท้จริงของคำว่าความรักที่พวกเขาทำหล่นหายไปในระหว่างทาง-อีกครั้ง

ข้อมูลที่ผู้ชมได้รับรู้เกี่ยวกับตัวละครทั้งสองก็คือ พวกเขาอยู่กินกันมาเจ็ดหรือแปดปี (ขึ้นอยู่กับว่า-ใครเป็นคนให้ปากคำ) และเป็นเรื่องที่ไม่ได้อยู่นอกเหนือการทำความเข้าใจว่า กาลเวลาที่ผ่านพ้นไป-ได้ดูดซับเอาความน่าตื่นเต้นหวือหวาของชีวิตสมรสให้พลอยจืดจาง แต่นั่นก็ไม่ได้ให้ภาพที่คมชัดเท่ากับการเหตุการณ์ในช่วงราวสิบหรือสิบห้านาทีแรกที่หนังให้เห็นว่านอกจากตัวละครแทบจะไม่ได้สื่อสารกันเลยแล้ว ยังเป็นที่ประจักษ์ชัดว่าพวกเขายังอยู่คนละโลกเดียวกัน

อันที่จริง ในสภาวะปกติ คนทั้งสองคงไม่จำเป็นต้องมาแบ่งปันพื้นที่ว่าง (หรือใครจะเรียกว่ากรงขัง-ก็สุดแล้วแต่จะมอง) ในระยะประชิดขนาดนี้ และต่างคนก็คงจะดำเนินชีวิตตามจังหวะที่ถนัดของตัวเอง แต่ปัญหาก็คือ ทั้งวิทย์และแดงซึ่งอพยพไปใช้ชีวิตในอเมริกาเป็นเวลานาน-มีเหตุให้ต้องเดินทางกลับมาเมืองไทยเพื่อร่วมงานศพของญาติผู้ใหญ่บางคน นั่นส่งผลให้-ไม่เพียงแค่ยี่สิบกว่าชั่วโมงบนเครื่องบินที่ทั้งสองต้องอุดอู้มาด้วยกัน แต่รวมถึงการต้องอยู่ในห้องพักของโรงแรมเพื่อเฝ้าคอยเวลา เพราะจากคำบอกเล่าของวิทย์ เขาไม่มีญาติโยมเหลือให้ไปหาอีกกี่มากน้อย

จุดประทุของเรื่องจริงๆเริ่มต้นหลังจากวิทย์ซึ่งนอนไม่หลับ ลงมาหาซื้อบุหรี่สูบที่บาร์ในช่วงเช้ามืด และนั่นคือตอนที่สายตาของเขาเหลือบไปเห็นเด็กสาวหน้าตาแป๋วแหวว เจ้าของทรงผมดัดฟูแบบผู้หญิงผิวดำยุคเซเวนตี้ที่ชื่อพลอย (อภิญญา สกุลเจริญสุข) แม้ว่าสาวน้อยจะบอกว่าเธอมารอแม่ที่กำลังเดินทางกลับจากสต็อคโฮล์มในตอนสายของวันเดียวกัน แต่กาละและเทศะของการปรากฏตัวของเธอ ตลอดจนพฤติกรรม(โดยเฉพาะการสูบบุหรี่อย่างจัดเจน)ไม่อาจชวนให้ผู้ชมสรุปเป็นอื่นได้เลยนอกจากว่า เธอคงจะเป็นเด็กสาวใจแตกที่ผ่านความโชกโชนของชีวิตมาพอตัว และนั่นยังไม่ต้องเอ่ยถึงขอบตาข้างหนึ่งที่มีรอยฟกช้ำ-ซึ่งไม่มีใครรู้ได้ว่าเป็นผลลัพธ์มาจากความโหดร้ายประเภทใด อีกทั้งคำพูดของบาร์เทนเดอร์(อนันดา เอเวอริ่งแฮม) ที่บรรยายสรรพคุณของเธอให้วิทย์ได้รับรู้ว่า “เด็กมันเมายาน่ะพี่” ก็ยิ่งทำให้สถานะของเธออยู่ห่างไกลจากเด็กสาวที่บริสุทธิ์ไร้เดียงสา-เยอะทีเดียว

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า บทสนทนาระหว่างสาวน้อยวัยสิบเก้าปี(จากคำบอกเล่าของเธอ-ซึ่งไม่ค่อยจะน่าเชื่อซักเท่าไหร่ และเป็นไปได้ว่าอายุของเธอน่าจะน้อยกว่านั้น)กับหนุ่มใหญ่อายุสี่สิบกว่า-มีนัยของการหยอกเอินทางเพศในที และนั่นทำให้กลายเป็นเรื่องยิ่งยากที่จะเชื่อว่า การที่หนุ่มใหญ่ชวนสาวน้อยขึ้นไป ‘ล้างหน้าล้างตาที่ห้อง’ มาจากความปรารถนาดีอย่างชนิดร้อยเปอร์เซ็นต์ ขณะที่การตอบรับคำเชิญของคนแปลกหน้าของสาวน้อย-ก็บอกโดยอ้อมว่า เธอคงจะมีชีวิตที่ไม่ค่อยได้ไตร่ตรองอะไรต่ออะไรอย่างถี่ถ้วนนัก หรือว่าบางที มันอาจจะเป็นส่วนหนึ่งของ ‘เกม’ ที่เธอคุ้นเคย

เหตุการณ์ยิ่งทวีความร้อนแรงและเข้มข้นยิ่งขึ้น-หลังจากที่แดงตื่นขึ้นมาพบว่าสามีของตัวเองหอบหิ้วเด็กผู้หญิงวัยขบเผาะขึ้นมาอีกคน และฉากการทะเลาะกันอย่างสมจริงที่สุดฉากหนึ่งในหนังไทยของคู่ผัวตัวเมียที่อยู่กินกันมาเนิ่นนาน-ก็เริ่มต้น กล่าวคือ มันให้ความรู้สึกว่าสมรภูมินี้คุกรุ่นมาช้านานแล้ว และผู้ชมบังเอิญได้เข้าไปมีส่วนร่วมสังเกตการณ์ในฉากรบฉากหนึ่งเท่านั้น แต่ข้อสำคัญก็คือ แต่ละคำพูดของตัวละคร-เปิดโอกาสให้ผู้ชมได้สำรวจตรวจสอบความบอบช้ำและซากปรักหักพังของความสัมพันธ์ที่ทำท่าว่ากำลังมุ่งหน้าไปสู่หุบเหวด้วยอัตราความเร็วที่น่าห่วงกังวล

ผมไม่อยากจะเรียกว่า นี่เป็นการหวนกลับมาท็อปฟอร์มอีกครั้งของคุณเป็นเอก รัตนเรือง เพราะเขารักษาระดับการทำหนังที่คงเส้นคงวามาตั้งแต่ผลงานเรื่องแรกๆ แต่ “พลอย” เป็นหนังที่กล่าวได้เต็มปากเต็มคำว่า เป็นการหวนกลับมานำเสนอเนื้อหาที่เข้าถึงได้ง่ายกว่าหนังสองเรื่องก่อนหน้า (อันได้แก่ “เรื่องรัก น้อยนิด มหาศาล” และ “คำพิพากษาของมหาสมุทร” ซึ่งล้วนเป็นหนังไทยทรงคุณค่าทั้งสองเรื่อง เพียงแต่กลวิธีของมันอาจจะยุ่งยากไปซักนิด) และความทะเยอทะยาน-ก็ไม่ได้ถูกตั้งไว้สูงเกินตัว

เหนืออื่นใด มันเต็มไปด้วยฉากและเหตุการณ์ที่ทั้งกระตุ้นและยั่วยุความสอดรู้สอดเห็นของผู้ชมอยู่ตลอดเวลา และบทสนทนาโต้ตอบระหว่างตัวละครไม่เพียงถูกเขียนให้รู้สึกว่า มันหลุดออกมาจากปากของคนที่พูดจริงๆ ทว่าบางครั้งมันแฝงไว้ด้วยอารมณ์ขันอันร้ายกาจของคุณเป็นเอกเอง บางครั้ง มันก็สะท้อนถึงมุมมองโลกและมุมมองชีวิตคู่ที่ลุ่มลึกแหลมคม และบางครั้ง-ก็เผยให้ผู้ชมมองเห็น ’จินตนาการที่ค่อนข้างจะเข้าข้างหรือเอาแต่ใจตัวเอง’ ของคนทำ

 แต่ทั้งหมดทั้งปวง นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าหนังของคุณเป็นเอกจะปราศจากฉากหรือเหตุการณ์ที่ชวนให้ฉงนสนเท่ห์ และหลายๆคนคงจะตั้งคำถามคล้ายคลึงกันว่า จุดประสงค์ของการตัดแทรกฉากร่วมรักระหว่างบาร์เทนเดอร์หนุ่มกับพนักงานทำความสะอาดสาว (พรทิพย์ ปาปะนัย) ในห้องพักหมายเลข 609 ที่ดำเนินไปอย่างเร่าร้อน ไม่ต้องพึ่งพาคอมพิวเตอร์กราฟฟิค, ลวดสลิง ตัวแสดงแทน หรือแม้กระทั่งบทสนทนา-คืออะไร

มันเป็นฉากที่เหมือนกับถูกสอดเข้ามาผิดที่ผิดทาง (หรือแม้กระทั่งผิดเรื่อง) กระทั่งผู้ชมไม่อาจมั่นใจได้เลยว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจริง แต่อย่างที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ มันกลับเกี่ยวพันกับเรื่องของวิทย์กับแดงที่กำลังคืบหน้าไปอย่างแยบยล อย่างน้อยที่สุด มันเป็นการแสดงภาพที่ตรงกันข้ามของชายหญิงสองคู่ คู่หนึ่งกำลังอยู่ในสงครามที่มีแนวโน้มว่าการปะทะกันจะเพิ่มระดับความเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่อีกคู่กำลังบรรเลงเพลงรัก-โดยมีจุดหมายร่วมกันอยู่ที่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ 

แต่ในขณะที่ฉากเซ็กซ์-มีลักษณะค่อนข้างเรียกร้องความสนใจในตัวเอง ฉากที่น่าจดจำยิ่งไปกว่านั้น-ก็คือฉากเงียบๆระหว่างวิทย์กับพลอย ซึ่งคุณเป็นเอกได้พิสูจน์ให้เห็นว่า บางครั้ง เพียงแค่การพูดคุยกันตามธรรมดา มันก็อาจจะวิเศษยิ่งกว่าการมีเซ็กซ์ แถมยังกินเวลาเนิ่นนานกว่าเยอะ และตัวละครทั้งสองได้แสดงให้เห็นว่า ทั้งๆที่โอกาสเปิดกว้างสำหรับการพากันก้าวล่วงไปสู่การมีเพศสัมพันธ์-ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ชมแอบคาดเดา แต่พวกเขาก็แสดงให้เห็นถึงความอ่อนไหวมากกว่าที่ถูกประเมินไว้ต่ำกว่าความเป็นจริง

เป็นไปได้อย่างยิ่งว่า เพราะคำถามซื่อๆง่ายๆของสาวน้อย (“ทำไมพวกพี่ไม่กอดกัน จูบกัน มีเซ็กซ์กัน มันง่ายกว่ากันตั้งเยอะ” และ “ความรักมีวันหมดอายุด้วยเหรอพี่”)-ได้ทำให้วิทย์ฉุกคิดว่า เขากำลังปล่อยปละละเลยคนที่เขาควรจะรักและห่วงใย และกล่าวอย่างไม่ต้องอ้อมค้อมปิดบังก็คือ เป็นเพราะพลอยนั่นเองที่ช่วยทำให้เจ้าปลาฉลามตัวนี้ได้ว่ายกลับสู่น่านน้ำที่คุ้นเคยของมัน

ความวิเศษยอดเยี่ยมของหนังเรื่องนี้-เป็นผลลัพธ์มาจากองค์ประกอบหลายส่วนด้วยกัน ทั้งงานเขียนบทและกำกับภาพยนตร์ของคุณเป็นเอก, งานกำกับภาพของคุณชาญกิจ ชำนิวิกัยพงศ์-ที่ใช้ประโยชน์จากพื้นที่จำกัดได้อย่างรัดกุม และถ่ายทอดช่วงเวลาที่ชวนให้อ้างว้างเปลี่ยวเหงาที่สุดของตอนเช้ามืดได้อย่างจับขั้วอารมณ์, งานลำดับภาพของ ม.ร.ว.ปัทมนัดดา ยุคล-ที่หลายครั้งหลายครา ใช้ประโยชน์จากการตัดภาพแต่น้อยจนกระทั่งแทบไม่สังเกตเห็น (หรืออาจเรียกได้ว่าราบรื่นแนบเนียนจนกระทั่งมันล่องหน) 

และปล่อยให้ช็อทที่เป็นการแช่ภาพแบบ long take รักษาความต่อเนื่องลื่นไหลของเหตุการณ์ได้อย่างเย้ายวน ชวนให้ค้นหาว่าเหตุการณ์จะคลี่คลายไปในลักษณะใด

 แต่ที่ไม่กล่าวถึงไม่ได้เลย-ก็คือ การแสดงของนักแสดงหลักของเรื่องทั้งสามคน ในกรณีของคุณลลิตา ปัญโญภาส ต้องบอกว่าเธอแทบไม่มีอะไรให้ต้องพิสูจน์ในแง่ของฝีไม้ลายมืออีกแล้ว แต่ถึงอย่างนั้น-ก็ต้องชื่นชมในรสนิยมการเลือกบทบาทสำหรับตัวเอง เพราะนอกจากมันไม่ใช่บทจำเจแล้ว ยังมีความท้าทายบางอย่างที่เชื่อมั่นว่าคุณลลิตาเองก็ไม่เคยได้บทแบบนี้ ทว่าเซอร์ไพรส์จริงๆเห็นจะได้แก่คุณพรวุฒิ สารสินที่สวมบทหนุ่มใหญ่ที่กำลังเผชิญกับภาวะวิกฤตการณ์วัยกลางคน-ได้อย่างเป็นธรรมชาติเหลือเกิน และสามารถทำให้ผู้ชมเข้าอกเข้าใจ และเห็นอกเห็นใจในตัวละครที่ไม่ใช่คนวิเศษเลอเลิศอะไร และมีด้านมืดและสว่างเหมือนกับคนทั่วๆไป

 แต่คนที่กล่าวได้ว่าเป็นจุดศูนย์ถ่วงของเรื่อง และนับเป็นการ ’ค้นพบครั้งสำคัญ’ ของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย ได้แก่คุณอภิญญา สกุลเจริญสุข เป็นไปได้อย่างยิ่งว่า สมมติว่าหนังเรื่องนี้ตกไปอยู่ในมือของคนทำหนังระดับฝีมือรองๆ ฐานะของเธอก็อาจเป็นได้แค่วัตถุทางเพศ หรืออย่างดีที่สุดก็ ’แฟนตาซี’ ของหนุ่มใหญ่ที่หวังจะได้ลิ้มรสชาติของหญ้าอ่อน แต่บทหนังของคุณเป็นเอก-พัฒนาบุคลิกของตัวละครนี้ให้มีความลึกลับบางอย่างในตัว และสุดท้ายก็ทิ้งไว้เป็นปริศนาที่ค้างคา และนั่นสอดรับการแอ้คติ้งของคุณอภิญญาเองที่ในด้านหนึ่ง ให้ความรู้สึกล่องลอยเหมือนคนที่ยังไม่สร่างจากฤทธิ์ยา ในขณะที่อีกด้าน ก็ให้เราได้เห็นว่า สาวน้อยคนนี้-ยังมองโลกด้วยเครื่องหมายคำถามและความสงสัยใคร่รู้อยู่ตลอดเวลา

 กล่าวในที่สุดแล้ว ผมอยากจะเรียกว่านี่คือหนังที่นอกจากจะสามารถถ่ายทอดเรื่องราวความรักได้อย่างงดงามในแบบที่ไม่ได้หลงละเมอเพ้อพกอยู่กับความฝันเฟื่องที่จอมปลอม หากยังเต็มเปี่ยมไปด้วยความอบอุ่นในแบบที่ยากจะได้รับไม่ว่าจากหนังชาติอะไร
ไม่ว่าจะมองในมุมใด นี่คือผลงานที่ถือเป็นทั้งชัยชนะและความภาคภูมิใจของทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับมัน และแน่นอนที่สุดว่า นั่นรวมถึงตัวผู้ชม
    














สมัครสมาชิก Thai Film เพื่อรับข่าวสารข้อมูลทางอีเมล์และรับสิทธิประโยชน์ต่างๆสำหรับสมาชิก [ JOIN ]


Copyright © 2004
Thai Film Foundation All Rights Reserved.
Site by Redlab