WONDERFUL TOWN (2007) where the miracle does not happen 02/10/08
(By: ประวิทย์ แต่งอักษร)
หนังเรื่อง Wonderful Town (2007) ของคุณอาทิตย์ อัสสรัตน์-น่าจะเป็นหนังไทยขนาดยาวเพียงแค่หนึ่งในสองเรื่องเท่านั้นที่นำเสนอเนื้อหาเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ธรณีพิบัติภัยสึนามิ นับจากเหตุโศกนาฏกรรมครั้งนั้นผ่านพ้นไปแล้วถึงสามปีครึ่งโดยประมาณ (อีกเรื่อง-ได้แก่หนังสารคดีเรื่อง ปักษ์ใต้บ้านเรา (2008) ของคุณอารียา สิริโสดาและคุณนิสา คงศรี ที่เนื้อหาส่วนหนึ่งเกี่ยวข้องกับครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากคลื่นยักษ์) และมันบอกโดยอ้อมว่า บทบาทในการทำหน้าที่เป็นกระจกสะท้อนความเป็นจริงในสังคมหรืออย่างน้อย แสดงถึงการรับรู้ต่อเหตุการณ์ที่สร้างความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงและมหาศาลในครั้งกระนั้นของอุตสาหกรรมหนังไทยโดยรวมแล้ว-ยังนับว่าไม่เข้มแข็งและขาดกระตือรือร้นเท่าที่ควร แย่ไปกว่านั้นก็คือ หนังทั้งสองเรื่องที่เอ่ยถึงข้างต้น-ไม่ใช่แม้แต่หนังในกระแสหลักด้วยซ้ำ
แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ต้องถือว่าหนังของคุณอาทิตย์ อัสสรัตน์ได้ช่วยชดเชยความขาดตกบกพร่องในส่วนนั้นอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ เพราะนอกจากมันจะทำหน้าที่รายงาน ความคืบหน้าล่าสุด ของสถานการณ์ชายฝั่งทะเลตะวันตกของไทย มันยังบอกเล่าในสิ่งที่สัมผัสและจับต้องอย่างเป็นรูปธรรมไม่ได้โดยง่าย และนั่นก็คือ เหตุการณ์หายนะในครั้งนั้น-ไม่ได้เกิดขึ้นในวงกว้างเฉพาะในทางกายภาพเพียงลำพัง (อันได้แก่ ความบาดเจ็บล้มตายของเหยื่อเคราะห์ร้าย, ซากปรักหักพังของบ้านเรือน ไปจนถึงความซบเซาของสภาพเศรษฐกิจอันเนื่องมาจากนักท่องเที่ยวหายไปในพริบตา) แต่มันกินลึกลงไปถึงจิตวิญญาณของผู้คนและชุมชน และดูเหมือนจะมีเพียงกาลเวลาเท่านั้นที่จะช่วยปลอบประโลม
ข้อสำคัญ หนังของคุณอาทิตย์เรื่องนี้ไม่ใช่แม้แต่หนังสารคดี และในระดับผิวเผิน มันเป็นหนังดราม่าที่ว่าด้วยความรักของหนุ่มต่างถิ่นกับสาวพื้นเมือง-ที่พัฒนาไปในหนทางที่ยากจะคาดเดา
หนังเปิดเรื่องด้วยภาพของฟองคลื่นสีขาวที่เคลื่อนเข้าสู่ชายหาดในบรรยากาศที่รื่นรมย์ ลำพังช็อทนี้ช็อทเดียว มันก็น่าจะส่งสัญญาณในเชิงบวกกับผู้ชม แต่เมื่อคำนึงถึงเนื้อหาที่ผูกโยงอยู่กับผลลัพธ์ของอุบัติภัยทางธรรมชาติที่บันดาลให้เกิดความพินาศย่อยยับครั้งร้ายแรงและน่าสะพรึงกลัว มันก็กลายเป็นกลวิธีอันแยบยลที่ผู้กำกับใช้ในการสถาปนา(และย้ำเตือน)ถึงบางสิ่งบางอย่างที่ไม่ชอบมาพากล
ฉากหลังได้แก่เมืองตะกั่วป่า จังหวัดพังงา ตัวเอกได้แก่ต้น (ศุภสิทธิ์ แก่นเสน) หนุ่มสถาปนิกจากเมืองกรุงที่ถูกส่งมาคุมงานก่อสร้างรีสอร์ทชายทะเลสองสามเดือน ตลอดช่วงเวลาเหล่านี้ เขาพักที่โรงแรมเล็กๆและค่อนข้างซอมซ่อแห่งหนึ่งในเมือง-ซึ่งเป็นที่ประจักษ์แจ้งว่าเขาแทบจะเป็นแขกเพียงคนเดียว และนั่นตอกย้ำถึงความเงียบเหงาและอ้างว้างของชีวิตผู้คนในเมืองแห่งนี้ได้เป็นอย่างกระจ่างชัดเหลือเกิน (หนึ่งในฉากที่น่าขันอยู่ในตอนต้นเรื่อง เมื่อใครคนหนึ่งซึ่งได้รับระบุว่าอยู่ในเมืองนี้มาตั้งแต่เกิด-ก็ยังทนความน่าเบื่อหน่ายของการดำเนินชีวิตที่นี่ไม่ได้ และถึงกับตะโกนระบายความอัดอั้นออกมาอย่างคลุ้มคลั่ง)
ทีละน้อย ต้นก็ค่อยๆพัฒนาความสัมพันธ์กับนา (อัญชลี สายสุนทร) หญิงสาวที่เป็นทั้งเจ้าของและคนดูแลโรงแรม และทุกสิ่งทุกอย่างก็ดำเนินไปอย่างราบรื่นทีเดียว สมมติว่าจะมีอุปสรรคแต่อย่างหนึ่งประการใด มันก็มีเพียงแค่เสียงซุบซิบของชาวบ้านเท่านั้น-ซึ่งในสายตาของต้น มันเป็นเรื่องเล็กน้อยมาก
เสน่ห์ดึงดูดของ Wonderful Town ไม่ได้อยู่ที่เนื้อเรื่องซึ่งว่าไปแล้ว มันเกือบจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นเป็นเวลาเนิ่นนาน แต่ได้แก่รูปแบบการนำเสนอในลักษณะที่เรียกว่า minimalist หรือการแสดงออกแต่น้อย และขณะเดียวกัน มันท้าทายและเย้ายวนให้ผู้ชมสำรวจลึกลงไปในสิ่งที่ไม่ได้ถูกนำมาแสดง แง่มุมหนึ่งที่ไม่มีการบอกอย่างตรงไปตรงมาและผู้ชมต้องปะติดปะต่อกันเอาเอง-ก็คือ ภูมิหลังของตัวละครทั้งสองคนที่ดูเหมือนว่าต่างก็มีอดีตบางอย่างที่ถูกเก็บงำ ต้นบอกกับนาว่าเขารับอาสาเจ้านายมาคุมงานที่ตะกั่วป่า เพราะเป็นคนรักอิสระเสรี แต่ปรากฏว่านั่นไม่ใช่เหตุผลเดียว และจริงๆแล้ว เขาหนีอะไรบางอย่างมา
ส่วนเรื่องของนายิ่งคลุมเครือ ข้อมูลที่เราได้รับรู้เกี่ยวกับตัวละครนี้-ก็คือ เธออยู่กับอาม่า-ซึ่งคงจะเป็นย่าหรือยายของเธอ, อาเจ็ก น้องของพ่อผู้ล่วงลับ และอาตี๋ ลูกของน้องชายที่ชื่อว่าวิทย์ (ดล แย้มบุญยิ่ง) นักเลงหัวไม้ประจำเมือง และหญิงสาวแทบจะไม่มีชีวิตส่วนตัว อย่างไรก็ตาม ในฉากที่วิทย์พูดคุยกับต้นช่วงท้ายเรื่องในทำนองกำชับให้ชายหนุ่มดูแลพี่สาวของตัวเองให้ดี มีคำพูดอยู่ประโยคหนึ่งที่กลายเป็นเงื่อนงำให้ผู้ชมตระหนักได้ว่าเรื่องแต่หนหลังของหญิงสาว-ไม่ได้เหี่ยวแห้งอับเฉาเหมือนกับชีวิต ณ ปัจจุบันของเธอ และคลับคล้ายว่าเธอเพิ่งจะผ่านความเลวร้ายบางอย่างในชีวิตได้ไม่นาน และกำลังอยู่ในช่วงของการพยายามจะ กลับไปเป็นเหมือนเดิม
โดยปริยาย กลายเป็นว่าชีวิตของนาถูกอุปมาอุปไมยด้วยความเป็นไปของเมืองๆนี้นั่นเอง จากภาพที่หนังแสดงให้เห็น ตะกั่วป่าเป็นเมืองที่เงียบสงบจนถึงขั้นรกร้างว่างเปล่าและแทบจะปราศจากผู้คน แต่จริงๆแล้ว มันเพิ่งจะผ่านเรื่องร้ายมาได้ไม่นาน และในท่ามกลางซากปรักหักพังของสิ่งปลูกสร้างชายทะเลที่ถูกทิ้งให้วัชพืชขึ้นปกคลุม รีสอร์ทแห่งใหม่กำลังถูกสร้างในพื้นที่ติดกัน และนั่นเป็นสัญญาณของความพยายามจะฟื้นฟูตัวเองและ กลับไปเป็นเหมือนเดิม
แต่กล่าวอย่างถึงที่สุดแล้ว ผู้สร้างหนังเรื่องนี้ก็ไม่ได้มองโลกด้วยสายตาของคนที่เพ้อฝันและเพิกเฉยต่อความเป็นจริง และอย่างหนึ่งที่ผู้ชมตระหนักได้ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆก็คือ ชื่อของหนัง-ไม่ได้สื่อความหมายตามตัวอักษรโดยตรง พูดง่ายๆก็คือ นอกจากเมืองเล็กๆแห่งนี้จะไม่ได้ สุดแสนวิเศษ ดังที่ได้รับการกล่าวอ้าง มุมมืดของมันก็ยังดำรงอยู่อย่างคุกคาม และไม่มากไม่น้อย มันส่งผลให้การพยายามเยียวยารักษาตัวมันเอง-กลายเป็นกระบวนการที่ดำเนินไปอย่างลำบากยากเย็น
หนังจบลงด้วยเหตุการณ์ที่เชื่อว่าคงจะไม่มีใครมองเห็นล่วงหน้าว่ามันจะมาลงเอยในลักษณะเช่นนี้ได้อย่างไร มันเกี่ยวโยงกับความสูญเสีย-ซึ่งเกิดขึ้นอย่างปัจจุบันทันด่วน ไม่ทันให้ตั้งตัว และยากจะหาคำอธิบาย อีกทั้งยังชักชวนให้ผู้ชมอดเทียบเคียงกับความเลวร้ายที่เมืองๆนี้เผชิญเมื่อสามปีกว่าที่แล้วไม่ได้
แต่ไม่ว่าจะอย่างไร หนังก็ไม่ได้สิ้นสุดเรื่องทั้งหมดอย่างละทิ้งความหวังซะทีเดียว ความเชื่อว่าอะไรๆน่าจะดีขึ้น-ดูเหมือนจะยังอยู่กับนา เพราะอย่างน้อย เธอก็เป็นคนบอกเองว่า เมืองเล็กๆแห่งนี้เจอะเจอเรื่องร้ายๆมาหลายครั้งหลายครา (โรคระบาด, พายุ, น้ำท่วม) และก็สามารถฝ่าฟันไปได้ด้วยดี เหตุการณ์ล่าสุดก็คงไม่แตกต่างกัน
แน่นอนว่า เธอและชาวเมืองคงไม่สามารถพึ่งพาปาฏิหาริย์, สิ่งมหัศจรรย์หรือเจ้าที่เจ้าทางที่จะมาช่วยสมานบาดแผลแห่งความเจ็บปวดและสูญเสียเหล่านั้นให้อันตรธานหายไปพริบตา และขั้นตอนของการเก็บชิ้นส่วนที่แตกร้าวเพื่อนำมาประสานกลับคืน-เป็นกระบวนการที่นอกจากไม่ง่ายดายแล้ว ยังต้องดำเนินไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป ใช้เวลา และเหนืออื่นใด อาศัยความอดทน
แต่ในท้ายที่สุดแล้ว ทุกอย่างจะหวนกลับไปเป็นเหมือนเดิม
|