“ก้านกล้วย ๒” (2552) ทางที่ต้องเดิน…ดีสนี่ย์หรืออโยธยา
26/06/09 (By: ประวิทย์ แต่งอักษร)

กำกับ-ทวีลาภ ศรีวุฒิวงศ์ ให้เสียงพากย์-อรรถพร ธีมากร, แอน ทองประสม, มนตรี เจนอักษร ฯลฯ 

แม้ว่านับตามสัญชาติแล้ว แอนนิเมชั่นสามมิติเรื่อง “ก้านกล้วย” ทั้งสองภาค-จะถือพาสปอร์ตสยามประเทศของเรา แต่พิจารณาจากขนบและจารีตในการเล่าเรื่อง การสร้างและพัฒนาบุคลิกตัวละครหลักและรอง การวางปมขัดแย้งของเรื่องราว การออกแบบสถานการณ์ต่างๆนานา (ทั้งฉากแอ็คชั่นและเลิฟซีน) ไปจนถึงเทคนิคการวาดและงานด้านกราฟฟิคที่เชื่อมโยงอยู่กับการสร้างภาพลักษณ์ตัวละคร มันก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า เชื้อชาติของหนังทั้งสองเรื่องโอนเอียงไปในทิศทางของแอนนิเมชั่นค่ายดีสนี่ย์อยู่เยอะทีเดียว 



หมายความว่าในทางกายภาพ มันเป็นแอนนิเมชั่นที่มุ่งเน้นความสอดประสานกลมกลืนทั้งทางด้านภาพและเสียง หลีกเลี่ยงกราฟฟิคที่ยุ่งเหยิงและหลายครั้งหลายครา อลหม่านสับสนในแบบของแอนนิเมชั่นจากแดนอาทิตย์อุทัย ขณะที่ในส่วนของพล็อตเรื่องและกลวิธีในการเล่า มันก็ได้รับการผูกและถ่ายทอดอย่างเรียบง่าย ตรงไปตรงมา ไม่มีอะไรยุ่งยากซับซ้อน (กระทั่งแม้กับเด็กเล็กๆก็เป็นที่เชื่อได้ว่าจะไม่พลัดหลงในระหว่างทาง) ทั้งนี้ทั้งนั้น-ก็ด้วยจุดประสงค์เพื่อเปิดทางให้ผู้ชมได้มีส่วนร่วมกับหนังอย่างชนิดเต็มอิ่มในอารมณ์ พร้อมๆกับการสะท้อนคุณค่าง่ายๆที่ว่าด้วยเรื่องของครอบครัว, ความรัก และการเสียสละและอุทิศตนเพื่อมาตุภูมิ ทั้งหลายทั้งปวง ยังไม่ต้องเอ่ยถึงเพลงเอก “ทางที่ต้องเดิน” ที่ท่วงทำนองอันยิ่งใหญ่และปลุกเร้าของมัน-ก็มีสรรพสำเนียงในแบบที่แฟนๆหนังการ์ตูนดีสนี่ย์คุ้นเคย 

กล่าวอย่างให้ความเป็นธรรม ก็ต้องบอกว่า-มันไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายที่หนังเรื่อง “ก้านกล้วย” ทั้งสองภาคจะได้รับอิทธิพลจากหนังการ์ตูนของดีสนี่ย์ อันที่จริง มันออกจะเป็นการเริ่มต้นด้วยมาตรฐานทั้งในทางเทคโนโลยีและเครื่องไม้เครื่องมือ ตลอดจนความทะเยอทะยานที่สูงเหลือเกิน อย่างน้อย-เมื่อพิจารณาภายใต้ข้อเท็จจริงที่ว่า ประเพณีการสร้างหนังแอนนิชั่นขนาดยาวเพื่อการค้าในเมืองไทย-ยังเป็น ‘ลูกผี’ มากกว่า ‘ลูกคน’ ดังจะเห็นได้จากในช่วงสองสามปีที่ผ่านไป เว้นจาก “ก้านกล้วย” ทั้งสองภาคไปแล้ว ก็มี “นาค” อีกเพียงเรื่องเดียวที่ถูกสร้างและออกฉายคั่นกลาง ซึ่งดูเหมือนว่าการตอบรับจากผู้ชมจะเป็นไปอย่างเย็นชา (และนั่นไม่นับส่วนที่เป็นแอนนิชั่นที่แทรกอยู่ในตอนที่ใช้ชื่อว่า “ฝัน” จากหนังเรื่อง “ฝัน หวาน อาย จูบ” ที่ต้องยอมรับว่ายังทำงานไม่เต็มขีดความสามารถของมัน) หรือยิ่งเมื่อย้อนมองกลับไปให้ไกลกว่านั้น มันก็สามารถเรียกได้ว่ามันไม่มีตัวตนอยู่ด้วยซ้ำไป 

ประการสำคัญ เมื่อจะต้องมองหาต้นแบบหรือโมเดลที่ไหนซักแห่งสำหรับใช้เป็นคบไฟส่องนำทาง แอนนิเมชั่นที่พิจารณาอย่างกว้างๆแล้ว ไม่มีมีพิษมีภัยของดีสนี่ย์ย่อมเป็นแรงบันดาลใจที่ไม่เลว และข้อสำคัญ มันช่วยลดความเสี่ยงในแง่ของการที่ตัวหนังอาจจะเข้าไม่ถึงกลุ่มผู้ชมในวงกว้างไปได้เยอะเลย 

เพียงแต่โจทย์สองสามข้อที่ยากและท้าทายผู้สร้างอย่างกันตนาแอนนิเมชั่นและผู้สร้างรายอื่นๆมากไปกว่านั้นและอยู่หลังจากนี้-ก็คือ การทำให้แอนนิเมชั่นไทยมีตำแหน่งแห่งที่ให้ยืนอย่างมั่นคงในสารบบของตลาดหนังเพื่อการค้าในบ้านเรา ซึ่งแน่นอนว่ามันเกี่ยวข้องกับเรื่องของการผลิตที่ต่อเนื่องสม่ำเสมอ ตลอดจนการสร้างกลุ่มผู้ชมที่จงรักภักดี มากไปกว่านั้นอีกก็คือ การค้นหาอัตลักษณ์ ตัวตน หรือลักษณะเฉพาะที่ใครจะกล่าวหาไม่ได้ว่า มันสืบเชื้อสายมาจากหนังสายพันธุ์ต่างประเทศ และปราศจากจิตวิญญาณของความเป็นแอนนิเมชั่นจากสยามประเทศของเรา 

กล่าวในส่วนของเนื้อหาของ “ก้านกล้วย ๒” แล้ว เว้นไปจากบรรดาตัวละครที่มีตัวตนอยู่บนหน้าประวัติศาสตร์และพงศาวดาร (อาทิ พระนเรศวร, พระสุพรรณกัลยา, พระเจ้าหงสาวดี) มันเกือบจะไม่หลงเหลือเค้าโครงหรือเงื่อนงำที่เชื่อได้ว่าเป็นเรื่องราวที่อ้างอิงอยู่กับข้อมูลทางประวัติศาสตร์ซักเท่าใด และน่าจะเป็นเรื่องที่แต่งขึ้นแทบทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่ว่านั่นจะเป็นสาเหตุหลักหรือไม่อย่างไร มันก็น่าจะมีส่วนไม่มากก็น้อย-ที่ทำให้ “ก้านกล้วย ๒” ไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นแอนนิเมชั่นอิงประวัติศาสตร์เท่ากับการเป็นแอนนิเมชั่นแฟนตาซี อันเป็นผลให้ผู้สร้างใส่เรื่องราวของอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์และมนต์ดำเข้ามาโดยไม่ต้องเกรงอกเกรงใจบรรดาผู้เชี่ยวชาญและผู้สันทัดกรณี
อย่างไรก็ตาม ส่วนที่เป็นช่องโหว่ที่แม้ว่าอาจจะไม่ใหญ่โตนัก แต่มันก็กระเดิดออกจากภาคแรกในลักษณะที่มองเห็นได้จะแจ้ง และไม่เกี่ยวข้องกับการอ้างอิงความถูกต้องในทางประวัติศาสตร์ นั่นก็คือการที่ผู้สร้างไม่สามารถหาคำอธิบายที่หนักแน่นและเชื่อถือได้เพียงพอมาอธิบายถึงความจำเป็นต้องมีการสร้างตอนต่อขึ้นมา (แน่นอน ย่อมไม่ใช่เรื่องของกระแสตอบรับอย่างอุ่นหนาฝาคั่งของผู้ชมจากภาคแรก ซึ่งในความเป็นจริง เหตุผลอาจจะเป็นเช่นนั้น) 

เพราะใครที่จดจำได้ บทสรุปในตอนท้ายของภาคแรก-ให้ทางออกหรือช่องระบายอากาศสำหรับการสร้างภาคสองไว้น้อยเหลือเกิน ดังจะตรวจสอบได้จากการสรุปด้วยเสียงบรรยายในตอนท้ายที่ระบุว่า หลังจากสงครามยุทธหัตถีระหว่างพระมหาอุปราชากับพระนเรศวรสิ้นสุดลงด้วยความพ่ายแพ้และการจบชีวิตของฝ่ายแรก “หงสาวดีก็ไม่กล้ายกทัพมาตีกรุงศรีอยุธยา ทำให้บ้านเมืองสงบสุขสืบมานับร้อยปี…”
กลายเป็นว่าเมื่อพิจารณาร่วมกับสิ่งที่ได้รับการบอกเล่าในภาคสองแล้ว ข้อมูลทิ้งท้ายดังกล่าวไม่เป็นความจริง (โดยปริยาย “ก้านกล้วย ๒” จึงเป็นเสมือน แอนตี้ไคลแม็กซ์ของภาคแรก) เพราะถึงแม้ว่าหงสาวดีจะไม่กล้ายกทัพมาตีกรุงศรีอยุธยา แต่การระรานในระดับทหารเลว(ภายใต้การบงการของพระเจ้าหงสาวดี)ยังคงเกิดขึ้น และถึงขนาดที่มีการกวาดต้อนชาวบ้านจากอาณาจักรอโยธยาไปเป็นเชลยศึก 

แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ตัวหนังในภาพรวม-ถือได้ว่าถ่ายทอดเรื่องราวได้สนุก น่าติดตาม และในขณะที่เด็กๆจะไม่มีปัญหาในการถูกหนังดึงให้เอาใจช่วยก้านกล้วย, ชบาแก้ว, ลูกๆตลอดจนผองเพื่อนของมัน ฝ่ายผู้ชมที่เป็นผู้ใหญ่เอง ถ้าหากไม่ตั้งแง่จนเกินไปว่ามันเป็นแอนนิเมชั่นสำหรับเด็ก-ก็น่าที่จะคล้อยตามได้ไม่ยากเย็น ทั้งนี้-ก็ด้วยทักษะในการเล่าเรื่องและดึงอารมณ์ของผู้สร้างผ่านกลวิธีต่างๆนานา ตั้งแต่ในส่วนของการกำหนดสถานการณ์, งานด้านกราฟฟิค, กำกับศิลป์และออกแบบฉาก ไปจนถึงการตัดต่อและดนตรีประกอบ ซึ่งผลลัพธ์ที่ออกมาล้วนแล้วน่าพอใจ จะมีที่ไม่แข็งแรงอยู่บ้างก็ได้แก่เสียงพากย์ของหลายๆคนที่ยังไม่กลมกลืนไปกับตัวละครเท่าที่ควร (มากเกินไปนิด หรือน้อยเกินไปหน่อย หรือในบางกรณี ไปคนละทาง ซึ่งก็เป็นปัญหาคล้ายคลึงกับในภาคแรก) และมันลดทอนความน่าเชื่อถืออย่างน่าเสียดาย
แต่สรุปในท้ายที่สุด “ก้านกล้วย ๒” เป็นหนังที่ใครที่ได้ดู-ก็คงจะมองเห็นถึงความประณีต พิถีพิถัน และความมุ่งมั่นที่จะก้าวไปสู่ความเป็นเลิศทางด้านแอนนิเมชั่นภายใต้ข้อจำกัดนานัปการ (เงินทุน, จำนวนของผู้ชม) และแม้ว่าโดยข้อเท็จจริง ผลลัพธ์ที่ได้จะยังคงอยู่ห่างจากเป้าหมายที่วางไว้ไกลโขทีเดียว
แต่อย่างน้อย-ก็คงต้องคะแนนความพยายาม และแสดงความชื่นชมในเจตนารมณ์ของผู้สร้างที่มุ่งหวังให้เด็กไทยได้มีหนังการ์ตูนที่พวกเขาสามารถสนุกได้ โดยไม่ต้องเผชิญกับอุปสรรคในเรื่องของภาษาและวัฒนธรรม

ตีพิมพ์ครั้งแรก ในนิตยสารสีสัน
















สมัครสมาชิก Thai Film เพื่อรับข่าวสารข้อมูลทางอีเมล์และรับสิทธิประโยชน์ต่างๆสำหรับสมาชิก [ JOIN ]


Copyright © 2004
Thai Film Foundation All Rights Reserved.
Site by Redlab