ชำแหละสัตว์ประหลาด
01/06/04 (By: ก้อง ฤทธิ์ดี)

ขออนุญาตไม่พูดพล่ามทำเพลงและจัดการบันทึกไว้ในย่อหน้าแรกของบทความชิ้นนี้ให้ผู้อ่านได้สะใจกันไปเลยว่า ภาพยนตร์ไทยเรื่อง “สัตว์ประหลาด” หรือ Tropical Malady ของคุณอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล (หรือคุณเจ้ยที่เราคุ้นเคยกัน) เป็นหนังที่ท้าทายสัมผัสการรับรู้ทางสติปัญญาของผู้ชมมากที่สุดเรื่องหนึ่งในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ไทย อีกทั้งเป็นหนังที่ขยายขอบเขตของคำว่า “หนังไทย” ออกไปอย่างที่แทบไม่มีหนังของเราเรื่องใดทำได้ในรอบหลายทศวรรษที่ผ่านมา

อย่าเพิ่งว่าผมเว่อร์ !
กายวิภาคแห่งงานศิลปะชิ้นสำคัญนี้ประกอบขึ้นด้วยส่วนผสมอันแแปลกประหลาดของความเรียบง่าย ความอ่อนโยน ความขี้เล่น ความลึกลับ ความเศร้าเหงา ตลอดทั้งเรื่องอบอวลไปด้วยความอึดอัด ก่อนที่การเดินทางสู่ใจกลางแห่งความมืดมิดของตัวละครจะนำเขาไปสู่การเผชิญหน้ากับสันดานดิบ ที่เปรียบเสมือนนิพพานแห่งการปลดปล่อยและการทำลายล้างตนเอง ทั้งไอเดีย ปรัชญา รูปแบบ และโครงสร้างของหนัง ล้วนฝังรากลึกอยู่ในมโนคติแบบไทยแท้แต่โบราณ ถึงขั้นทำให้นักวิจารณ์โลกที่หนึ่งทั้งฝั่งอเมริกันและยุโรป ที่ถึงแม้จะรู้สึกอึ้งไปกับพลังของหนัง ยังยอมรับว่าเกิดอาการเหวอ หรืออาจถึงขึ้นเอ๋อ ปฏิกริยาฉับพลันหลัง “สัตว์ประหลาด” ได้ออกฉายรอบปฐมทัศน์ที่งานภาพยนตร์เมืองคานส์เมื่อวันที่ 17 และ 18 พฤษภาคมที่ผ่านมา เปรียบได้กับมีดอรัญญิกที่ผ่าลงกลางวงผู้ชมที่มัวแต่ละเลียดไวน์และอาบแดดเมดิเตอเรเนียนอย่างสุขี ฝั่งหนึ่งคือผู้ที่นิยมชมชอบหนังอย่างสุดใจขาดดิ้น อาจถึงขั้นหลงใหลและหลงรัก อันรวมถึงสมาชิกในคณะกรรมการของคานส์ที่สุดท้ายต้องยกรางวัล Special Jury Prize ให้ อีกค่ายหนึ่งคือผู้ที่ลุกออกจากโรงตั้งแต่สิบนาทีแรก และผู้ที่เซ็ง ง่วง หลับ กรน และอีกส่วนน้อยที่ส่งเสียงโห่ฮิ้วหลังหนังจบ (พวกนี้ชาติที่แล้วมันเป็นทาร์ซาน) การที่หนังแบ่งเสียงตอบรับออกเป็นสองฝักสองฝ่ายเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงคลื่นพลังที่ส่งออกมาปะทะผู้ชมอย่างตั้งตัวไม่ติด ซึ่งถือได้ว่าเป็นเรื่องน่ายินดีมากกว่าการที่คนดูไม่รู้สึกรู้สมอะไรกับสิ่งที่พวกเขาได้เห็นบนจอเลย อย่าลืมว่าเควนติน ตารันติโน่ก็เคยโดนโห่ที่นี่ ลาร์ส วอน เทียร์ก็โดน หรือหากจะยกตัวอย่างแบบสุดโต่งให้เห็น เมื่อนักประพันธ์เพลงอิกอร์ สตราวินสกี้ เปิดแสดงคอนเสิร์ตรอบปฐมทัศน์ของ The Rite of Spring เมื่อปี 1912 ที่กรุงปารีส บทเพลงอันเร่าร้อนรุนแรงและมีโครงสร้างซับซ้อนแบบฉีกเยื่อธรรมเนียมของเพลงตะวันตกทั้งหมด ไม่ได้เพียงแค่เรียกเสียงโห่ แต่ถึงขั้นทำให้เกิดจราจลในโรงแสดง บทเพลงนี้ต่อมาถูกยกย่องว่าเป็นมาสเตอร์พีซชิ้นแรกของศตวรรษที่ 20 เสียงโห่ในโรงหนังที่คานส์มักจะกระตุ้นให้ฝ่ายผู้สนับสนุนที่ชอบหนังลุกขึ้นยืนปรบมือเชียร์หวังกลบเสียงพวกทาร์ซาน การที่หนังสามารถจุดปะทุแรงตอบสนองอันเร่าร้อน (ฝรั่งเรียก passion) เช่นนี้เป็นปรากฏการณ์น่าสนใจที่เรียกได้ว่าไม่เคยเกิดขึ้นเลยกับหนังไทย

ไหนๆผมก็หลวมตัวเปรียบเทียบ “สัตว์ประหลาด” กับ The Rite of Spring แล้วขอต่ออีกหน่อย งานศิลปะสองชิ้นนี้ยังมีความเหมือนกันในอีกหลายๆส่วน และก็ต่างกันลิบลับในอีกหลายส่วน ทั้งสองชิ้น คือหนังของอภิชาติพงศ์กับคีตประพันธ์ของสตราวินกี้ ต่างมีโครงสร้างเป็นสองส่วนที่แยกจากกันชัดเจนแต่ต่างก็โยงใยให้เห็นแก่นแท้ในใจความซึ่งกันและกัน งานทั้งสองยังเรียกพลังลึกลับของมันออกมาโดยการปลุกวิญญาณดึกดำบรรพ์ของผืนดินผืนป่าเหมือนกัน นอกจากนี้ เพลงของสตราวินกี้อาศัยท่วงทำนองเพลงรัสเซียพื้นบ้านมาเป็นพลังขับเคลื่อน ส่วนหนัง “สัตว์ประหลาด” ก็มีลักษณะของนิทานพื้นบ้านที่คละคลุ้งไปด้วยไอดินกลิ่นใบไม้และเหตุการณ์เหนือธรรมชาติแบบที่ชาวบ้านทุกตำบลคุ้นเคย แต่ประเด็นที่สำคัญที่สุดไม่ได้อยู่ที่ความเหมือนกันที่รูปฟอร์มภายนอกของงานทั้งสองชิ้น สำหรับผมแล้วสิ่งที่อภิชาติพงศ์ทำให้พวกเราได้เห็น คือการที่เขาใช้สื่อภาพยนตร์เป็นผืนผ้าใบที่หลอมรวมเอาดีเอ็นเอขององค์ประกอบศิลปะท้องถิ่น หนังของเขามีรูปรสที่แสดงให้เห็นถึงผลรวมประวัติศาสตร์ทางวัฒนธรรมศิลป์ของไทยในบางแง่มุม ทั้งในเนื้อหา ปรัชญา หน้าตา อารมณ์ขัน โลเคชั่น และอื่นๆ แต่ขณะเดียวกัน หนังเรื่องนี้ก็ยังคงมีการวิสัชนากับสุนทรีศาสตร์แบบสากลที่เข้มข้นและชัดเจน อีกทั้งแสดง vision ในฐานะคนสร้างหนังได้อย่างหนักแน่น (แนวทางแห่งการผสมผสานนี้เป็นสิ่งที่ผู้กำกับเริ่มทดลองทำมาตั้งแต่หนังสั้นของเขา มาถึงหนังยาว “ดอกฟ้าในมือมาร” และ “สุดเสน่หา”) หลายๆคนพูดจากึ่งกระแนะกระแหนว่า “สัตว์ประหลาด” เป็นหนังที่ทำให้ฝรั่งดู ส่วนตัวผมกลับมองว่า นี่คือหนังที่สันดานของมันเป็นไทย แบบโคตรไทยมากๆ มากกว่าหนังหลายเรื่องที่โชว์วัฒนธรรมไทยแบบโจ๋งครึ่มเสียอีก (และอย่าลืมว่า คนที่โห่หนังที่คานส์ก็เป็นฝรั่งเหมือนกัน) 

เอ... ผมพล่ามจนทำให้คุณรู้สึกว่าจะดูหนังเรื่องนี้มันลำบากลำบนเกินไปหรือเปล่า? จริงๆแล้วไม่เลย “สัตว์ประหลาด” อาจไม่ใช่หนังที่คนดูจะเอ็นจอยแบบหัวเราะตกเก้าอี้ และคงปฏิเสธไม่ได้ว่าหลายคนคงโดนเก้าอี้ดูดวิญญาณจนหลับฝันไปถึงหนังเรื่องอื่นตลอดเวลาสองชั่วโมง แต่รับรองว่ามันไม่ใช่เรื่องยากเลยที่เราจะปล่อยตัวปล่อยใจให้ไหลตามกระแสเรื่อยเอื่อยและบรรยากาศที่ชวนให้เราเฝ้าจับจ้องเพื่อค้นหาว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไปในเรื่อง (พวกที่พูดว่า ต้องปีนบันไดดูหนังเรื่องนี้ เป็นพวกที่พูดจาไม่สร้างสรรค์ แต่เดี๋ยวเราค่อยมาพูดเรื่องนี้กันทีหลัง) ในขณะที่บทเพลงของสตราวินสกี้จู่โจมผู้ฟังด้วยความรุนแรงหนักหน่วง หนังของอภิชาติพงศ์เต็มไปด้วยความอ่อนโยน ไม่มีการเร่งเร้าบีบบังคับให้เรารู้สึกอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยเฉพาะครึ่งแรกของหนังนั้น เรียกได้ว่าเป็น love story แบบเชยๆที่น่ารักน่าชังมาก

หลายท่านคงได้ยินได้ฟังมาบ้างแล้วว่า “สัตว์ประหลาด” มีโครงสร้างที่แปลกประหลาดสมชื่อ คือมันถูกหั่นตรงกลางออกเป็นสองส่วน แบบว่าฟิล์มถูกหั่นเลยน่ะ ถึงขั้นที่พูดได้ว่านี่เป็นหนังสองเรื่องในเรื่องเดียว (ที่พอนึกออก หนังเรื่อง Lost Highway ของเดวิด ลินช์ ก็มีฟอร์มคล้ายๆกันเช่นนี้) สิ่งเดียวที่ดูเหมือนจะเชื่อมสองส่วนของหนังเข้าด้วยกันคือฉากเปิดเรื่อง ที่เราเห็นกลุ่มทหารพรานพบศพชายนอนโก้งโค้งอยู่ในชายป่า และภาพตัดมาให้เห็นเจ้าสัตว์ประหลาดตามท้องเรื่องวิ่งตัดข้ามเขาที่สะพรั่งเขียวชอุ่ม ไม่ทันที่เราจะตามทันว่าเกิดอะไรขึ้น หนังเริ่มเดินเรื่องในส่วนแรก อันว่าด้วยเกย์หนุ่มสองคนในอำเภอต่างจังหวัดเล็กๆ คนแรกคือโต้ง ลูกจ้างโรงน้ำแข็ง (แสดงได้อย่างเย็นชื่นใจโดยศักดา แก้วบัวดี) อีกคนหนึ่งคือพลทหารหนุ่มชื่อเก่ง (บรรลพ ล้อมน้อย) ว่าง่ายๆ หนึ่งชั่วโมงแรกของหนังเป็นการจีบกันของชายทั้งสอง และก็เป็นการจีบกันของเกย์ที่ดูเป็นธรรมชาติ และไม่ติดยึดอยู่ในแบบแผนของการแสดงภาพชาวรักร่วมเพศ (gay stereotype) อย่างที่เราเคยเห็นๆกัน เราเห็นโต้งนั่งรถสองแถวและมองลอดราวกั้นออกไปเห็นเก่งบนรถทหาร ทักทายกัน ชวนไปเที่ยวกัน เราเห็นทั้งสองนั่งหลบฝนบนศาลาชายป่า เก่งให้เทปวง Clash กับโต้ง เก่งขอนอนตักโต้ง เก่งขี่มอร์เตอไซค์พาโต้งไปเที่ยวถ้ำ เก่งพาโต้งกับหมาของโต้งไปหาหมอ เก่งดูลายมือโต้งแล้วบอกว่า “ถ้าเส้นลายมือต่อกันเป็นรูปเรือสุพรรณหงส์แปลว่าจะเป็นเนื้อคู่กัน” โต้งบอก “นี่มันเรือแจว ไม่ใช่เรือสุพรรณหงส์” โต้งบอกว่า “วันนั้นที่ให้เทป Clash ไป ลืมฝากหัวใจไปด้วย เดี๋ยวส่งให้ตอนนี้เลยนะ” โต้งบอก “ส่งมาเลย กำลังรอรับอยู่” ทั้งคู่ไปเที่ยวร้านอาหาร โต้งขึ้นไปร้องเพลงบนเวทีให้เก่ง (เพลงวนาลี) ทั้งคู่ไปเจอเข้ากับคุณป้าพูดมากสองคนที่ชวนสองหนุ่มไปกินเป๊ปซี่ ชวนไปเที่ยวโลตัส และอื่นๆ 

จิ๊กซอว์แห่งชีวิตรักกุ๊กกิ๊กของสองหนุ่มนี้มีความหมายอันใดหรือเปล่า? คำถามนี้คล้ายๆกับคนจำนวนมหาศาลที่ดู “สุดเสน่หา” แล้วถามว่า “รุ่งกับมินไปเดินท่อมๆในป่ากันเป็นชั่วโมงทำไม?” การจีบกันของโต้งกับเก่งไม่ได้ “มีความหมาย” ในเชิงสัญลักษณ์ลึกซึ้งพิสดารอะไรมากไปกว่าการที่ผู้กำกับต้องการแสดงให้เห็นภาพของคนสองคนที่มีกำลังมีความรัก คนสองคนในช่วงเวลาและสถานที่หนึ่งที่เป็นเมืองไทยแน่ๆ แต่ก็เป็นสถานที่ๆเราไม่ได้เห็นมานานมากในหนังไทย การผสมความบริสุทธิ์ไร้การปรุงแต่งแบบสารคดีเข้ากับเหตุการณ์สมมุติ เป็นแนวทางที่ผู้กำกับใช้มาตลอดในหนังของเขา 

ผู้สันทัดกรณีท่านหนึ่งในความเห็นว่า อภิชาติพงศ์ไม่ได้ “ถ่ายทอด” ชีวิตคนต่างจังหวัด แต่เขา “จับภาพ” คนเหล่านั้นให้เราดู (ภาษาอังกฤษคือ ไม่ได้ represent แต่ capture) ผมว่าก็มีส่วนจริง แต่ในขณะเดียวกัน ฉากการจีบกันของเก่งกับโต้งยังเป็นเวทีให้อภิชาติพงศ์ได้ทดลองใช้แนวทางดราม่าที่หลายคนอาจมองว่าล้าสมัยและเชย บทสนทนาของสองคู่รักถือได้ว่าเห่ยมากสำหรับรสนิยมคนเมือง และมันกลายเป็นมาตรฐานไปซะแล้วว่าอะไรที่เห่ยสำหรับคนเมืองก็ไม่ควรจะถูกแสดงออกในภาพยนตร์ แต่น่าแปลก เพราะถ้าเรามองดีๆ ไอ้ความกระอักกระอ่วน ความขัดเขินที่เห็นได้ชัดเจนในตัวละครอาจถูกมองได้ว่า 1. เป็นความกระอักกระอ่วนของตัวนักแสดงเอง หรือ 2. เป็นความกระอักกระอ่วนที่คู่รักทุกคู่ไม่ว่าต่างเพศหรือเพศเดียวกัน ย่อมรู้สึกในขณะกำลังเริ่มจีบกัน ซึ่งหมายความว่าความกระอักกระอ่วนและความเชยที่เราเห็นนี้เป็นความสมจริงอย่างที่สุด ในขณะที่หนังสมัยใหม่ส่วนใหญ่แสวงหาความสมจริงโดยการประดิดประดอยและใช้นักแสดงมีฝีมือเพื่อถ่ายทอดความรู้สึก “สัตว์ประหลาด” กลับสร้างดราม่าที่สมจริงโดยใส่ความเชย ความเห่ย ความกระอักกระอ่วน และ ความเป็นเมโลดราม่าแบหนังไทย กลับเข้าไปให้ตัวละคร นักวิจารณ์ฝรั่งที่เมืองคานส์บางคนทำความผิดพลาดอย่างมหันต์เมื่อเขียนว่า ผู้กำกับต้องการแซวหรือล้อวิถีชีวิตชาวบ้านของตัวละคร ซึ่งไม่ใช่เลยแม้แต่น้อย จริงๆแล้วผู้กำกับมองว่าความซื่อ ความบริสุทธิ์ของตัวละครของเขาเป็นสิ่งน่ารักน่าเอ็นดู และต้องการแสดงออกให้ผู้ชมได้รับรู้เช่นนั้น และถ้าหากเราเห็นสองคนนี้จีบกันแบบซื่อๆแล้วเราหัวเราะ เสียงหัวเราะนั้นไม่ได้เกิดขึ้นเพราะเราคิดว่าไอ้สองคนนี้มันเช้ย เชย แต่เพราะเรารู้อยู่แก่ใจว่ายังมีคนจีบกันแบบนี้ในประเทศนี้อยู่จริง 

ประเด็นสำคัญที่ทำให้ “สัตว์ประหลาด” เป็นงานที่แสดงความก้าวหน้าทางความคิดของผู้กำกับ คือการที่หนังเรื่องนี้มีพลังทั้งทางด้าน visceral (ความรู้สึกที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหนังมังสา) และ cerebral (ความรู้สึกที่เกี่ยวข้องกับสมองและการหาเหตุผล) ในขณะที่ “สุดเสน่หา” อบอวลไปด้วยความปีติอันอึดอัดและเสน่ห์เย้ายวนชวนฝัน หรือภาษาอังกฤษเรียกรวมๆว่า มีความ sensual “สัตว์ประหลาด” คงความรู้สึกนั้นไว้แต่เพิ่มมิติของความ intellectual เข้าไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงองค์สอง หรือหนึ่งชั่วโมงหลัง ซึ่งเราจะมาชำแหละกันต่อไปนี้
เมื่อเกี้ยวพาราสีกันได้ที่จนเก่งมาส่งโต้งที่บ้านวันหนึ่ง ทั้งคู่แสดงสัญญาณด้านความรู้สึกทางเพศออกมาเป็นครั้งแรก จากนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นบนจอทำให้ผู้ชมงงงวยมองหน้ากันเลิ่กลั่ก เพราะดูเหมือนหนังจะจบลงดื้อๆ แต่แล้วหนังเรื่องที่สองก็เริ่มต้นขึ้นในอีกอึดใจด้วยไตเติ้ลใหม่ พร้อมตัวอักษรบรรยายว่านี่เป็นงานที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องสั้นของน้อย อินทนนท์ ตรงนี้แหละครับที่ “สัตว์ประหลาด” ทิ้งอารมณ์ขี้เล่นของช่วงแรก และเริ่มเดินทางเข้าสู่ห้วงบรรยากาศแห่งความลี้ลับของป่า เมื่อนายทหารหนุ่ม ซึ่งก็คือเก่งจากช่วงแรก ออกเดินย่ำล่องวนา (คล้ายๆวนาลี ?) เพื่อตามหาตามล่าเสือผีที่ออกไล่ฆ่าวัวควายชาวบ้าน ซึ่งเสือผีหรือสัตว์ประหลาดตัวนี้ (อาจจะ) คือโต้งนั่นเอง หนึ่งชั่วโมงหลังของหนังนี้แทบไม่มีบทพูดเลย แต่หนังทวีความหลอกหลอนด้วยเสียงสัตว์เสียงแมลงเสียงใบไม้ที่ชุบให้ป่ามีชีวิต แสงแดดรำไร ความอับชื้นของผืนดินที่แทบรู้สึกได้ เหล่านี้เป็นสิ่งที่ผู้กำกับใช้เพื่อสร้างโลกอีกโลกหนึ่งซึ่งปลดเปลื้องภาระทางกายภาพขององค์แรกออกไปจนสิ้น ยิ่งนายทหารเดินลึกเข้าไปในป่าทึบ หนังยิ่งแปรสภาพเป็นสภาวะทางจิต (state of mind) มากกว่าเป็นสิ่งที่จับต้องได้ เหตุการณ์ส่วนใหญ่ในครึ่งเรื่องหลังนี้เกิดขึ้นตอนกลางคืนที่แทบจะมืดสนิท อันยิ่งเพิ่มความเย็นยะเยือกและเป็นลางบอกเหตุแห่งการเผชิญหน้าที่แน่นอนว่าจะต้องเกิดขึ้นระหว่างนายทหารกับเสือผี

ถ้าไม่มีไดอะล็อกแล้วหนังเล่าเรื่องได้ยังไง? ผมไม่บอกทุกอย่างก็แล้วกัน เพราะเดี๋ยวคนดูจะหมดสนุก เอาเป็นว่าหนังใช้ format ของนิทานพื้นบ้าน ผนวกกับสุนทรียศาสตร์แห่งการเล่าเรื่องด้วยภาพ เพื่อปลุกวิญญาณเจ้าป่าเจ้าเขา ผีดีและผีร้าย อีกทั้งเทพารักษ์ผู้ปกปักรักษาป่าให้ออกมาเป็นตัวประกอบในหนังได้ (ถ้าชอบ special effects รับรองมีให้ดูแน่) ก่อนที่ช่วงสุดท้ายหนังจะเค้นพลังที่อัดอั้นมาตลอดเพื่อกลายร่างเป็นแฟนตาซีนิพพานอันน่าฉงน คำตอบของการเดินทางของนายทหารนี้มีแน่ แต่เป็นคำตอบที่ทั้งชัดเจนมากและคลุมเครือมากพอๆกัน เป็นคำตอบที่ผุดขึ้นมาจากแนวคิดปรัชญาการปลดปล่อย การยอมรับสภาพ การค้นพบและการทำลายล้าง identity ของตัวเองรวมทั้งการปวารณาตัวกลับคืนสู่ความเมตตาและความโหดร้ายของธรรมชาติที่มนุษย์ไม่มีทางต่อสู้

แน่นอนว่าการเดินทางของนายทหารเป็น metaphor ที่อภิชาติพงศ์ใช้เพื่อนำไปสู่การบรรลุวิสัยทัศน์บางอย่าง ผู้กำกับบอกเองว่าหนังเรื่องนี้คนดูจะตีความอย่างไรก็สุดแท้แต่ หยินหยางสองส่วนที่สะท้อนกันไปมาของหนังอาจถูกมองว่าเป็นโลกทางกายกับโลกทางจิต รูปธรรมกับนามธรรม จิตสำนึกและจิตใต้สำนึก หนังส่วนที่สองอาจเป็นการแสดงภาพความคิดของหนังส่วนแรก หรือส่วนที่สองอาจจะเป็นภพที่แล้วหรือภพหน้าของตัวละครในส่วนแรกก็ได้ ตัวอภิชาติพงศ์เองเคยพูดว่า “มันเป็นเหมือนแม่เหล็กสองขั้วที่ผลักกันแต่ต้องอยู่ด้วยกัน” และ “เมื่อหนังส่วนแรกจบลง มันเหมือนกับว่าผม นายอภิชาติพงศ์ในฐานะผู้กำกับ ได้ลบความทรงจำของตัวละครทั้งสอง จนพวกเขาต้องออกแสวงหาความทรงจำของตนในช่วงหลัง” มันส์ดีไหมครับท่านผู้ชม? หนังท่อนแรกทำให้เราเกิดความรู้สึกอ้างอิงกับตัวละครในฐานะคนธรรมดาสามัญ แต่หนังในท่อนที่สองกลับหันไปใช้เทคนิคตัดหางปล่อยตัวละครให้ออกค้นหาสัจธรรมในแดนหิมพานต์ที่ผู้กำกับสร้างขึ้น ซึ่งก็เท่ากับตัดหางปล่อยผู้ชมให้ออกค้นหาความจริง (หรือสิ่งที่อาจจะใกล้เคียงกับความจริง) พร้อมๆไปกับตัวละคร

การที่หนังส่วนที่สองเริ่มต้นขึ้นหลังจากที่เก่งกับโต้งแสดงพฤติกรรมส่อไปในทางเพศ อาจบ่งบอกว่าแรงขับดันทางเพศ (ซึ่งยิ่งเข้มข้นเป็นพิเศษในที่นี้เพราะเป็นเพศเดียวกัน) เป็นแรงโลกีย์ที่ปลดปล่อยสภาวะทางจิตและให้กำเนิดหนังในช่วงที่สองออกมา ข่าวที่หลายคนอาจได้ยินกันมาบ้างก็คือ อภิชาติพงศ์ถ่ายฉากเซ็กส์ระหว่างนายทหารกับสัตว์ประหลาดซึ่งถูกวางไว้ว่าจะเป็นตอนจบของหนัง แต่เขาตัดสินใจตัดมันออกหมด และปล่อยให้นายทหารถึงจุดคลี่คลายได้โดยวิธีสันติ (ซึ่งจริงๆก็ไม่สันติเท่าไหร่ แต่รับรองไม่มีโป๊ เป็นแบบที่ทั้งเด็กจริงและเด็กโข่งดูได้สบายๆ) ถึงแม้ “สัตว์ประหลาด” จะมีเรื่องราวของเกย์อยู่เป็นส่วนสำคัญ แต่ผมไม่คิดว่านี่เป็น “หนังเกย์” ที่ยกประเด็นรักร่วมเพศขึ้นมาชูเป็นธีมหลัก แน่นอนที่เราอาจแปลสัญลักษณ์เบื้องต้นออกมาว่าการเป็นเกย์คือการเป็นสัตว์ประหลาด แต่นั่นก็ยังไม่สำคัญเท่ากับการที่ผู้กำกับใช้เรื่องราวของการรักร่วมเพศเป็นเพียงฐานความคิด หรือเป็นสปริงบอร์ด ที่พาเรากระโดดเราเข้าสู่ห้วงไอเดียที่ว่าด้วยการตรวจสอบสัญชาติญาณของมนุษย์ การปฏิเสธตัวเอง และการเดินทางที่ดำดิ่งลงสู่ความมืดมนอนธกาลของจิตใจ ไอเดียที่ว่าด้วยการปลดทุกข์แห่งวิญญาณด้วยการปล่อยวางและยอมรับสภาพ ใกล้เคียงกับหนทางแห่งพุทธศาสนาอย่างยิ่ง หากแต่ว่าหนังนำเสนอความคิดนี้ผ่านทางการสร้างดราม่าที่ทำให้เราได้สัมผัสพลังเหนือธรรมชาติที่มนุษย์ไม่สามารถควบคุมแต่ต้องยอมพ่ายแพ้ หากเราตีความพุทธศาสนาว่าไม่ได้เป็นเพียงแค่แนวทางแห่งความสงบ แต่เป็นแนวทางที่รวมความถึงความคิดแบบ nihilism หรือการลบล้างตัวตนและละทิ้งสิ่งยึดเหนี่ยวทั้งร่างกายและวิญญาณเพื่อบรรลุพรหมญาณสูญญากาศ หนังเรื่อง “สัตว์ประหลาด” กล้าหาญชาญชัยมากที่นำเสนอภาพของความ nihilism นั้นออกมาตรงๆ ชื่อภาษาอังกฤษของหนังคือ Tropical Malady ถ้าแปลให้เก๋ๆหน่อยก็คือ “โรคร้ายในป่าร้อน” ไอ้โรคร้ายที่ว่านั่นคือโรคอะไรล่ะ? โรคของการเป็นรักร่วมเพศ? หรือโรคที่เราทุกคน ไม่ว่าจะรักร่วมเพศหรือต่างเพศ ต่างก็เป็นอยู่ตั้งแต่เริ่มมีสติสัมปชัญญะ คือโรคแห่งทุกข์ (suffering) ที่เราใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อรักษามัน (แล้วก็รักษาไม่หายด้วย) 

นักวิจารณ์ต่างชาติที่ได้ดูหนังที่คานส์หลายท่านเปรียบเทียบตรงกันว่า “สัตว์ประหลาด” มีบรรยากาศอึมครึมและปรัชญาการค้นหาจิตวิญญาณที่คล้ายคลึงกับหนังเรื่อง Apocalypse Now ซึ่งผมว่าก็มีส่วนจริง แต่สิ่งแรกที่ผมนึกถึงเมื่อดูหนังจบไม่ใช่หนังสงครามเวียดนามของคอปโปล่าเรื่องนั้น แต่เป็นหนังสือที่ Apocalypse Now ได้รับแรงบันดาลใจมากอีกที คือนิยายชื่อ Heart of Darkness ของโจเซฟ คอนราด (อาจเป็นเพราะว่าหนัง “สัตว์ประหลาด” ใช้เทคนิคการเล่าเรื่องแบบนิทานในครึ่งหลัง ผมจึงนึกเปรียบเทียบมันกับหนังสือของคอนราดมากกว่าหนังของคอปโปล่า) ที่ว่าด้วยการเดินทางของตัวละครเอกเข้าสู่ป่าดงดิบในแอฟริกา ที่ซึ่งพลังลี้ลับของธรรมชาติกัดกร่อนและท้าทายความเชื่อมั่นใน civilisation ของตัวละครจนแทบเสียสติ จนกระทั่งเขาได้พบกับ “สัตว์ประหลาด” ในเรื่อง ซึ่งก็คือนายทหารที่ละทิ้งมนุษยธรรมและสถาปนาตนเป็นหัวหน้าเผ่าประหลาดและปกครองชาวบ้านของเขาราวกับราชาแห่งโลกดึกดำบรรพ์ (ใน Apocalypse Now มาร์ลอน แบรนโดเล่นเป็นนายทหารคนนี้) แต่อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ Heart of Darkness กับ Apocalypse Now ใช้ “คน” เป็นตัวแทนของพลังธรรมชาติดิบเถื่อนที่แสดงให้เห็นถึงประวัติศาสตร์ทางจิตแห่งมนุษย์ หนัง “สัตว์ประหลาด” ไปไกลกว่าและดิบกว่าโดยใช้ “สัตว์” เป็นตัวแทนของพลังเหนือธรรมชาติ อีกทั้งผนวกเอาความเชื่อท้องถิ่นแบบไทยเข้าไปจนสามารถสื่อสารกับผู้ชมที่มีพื้นฐานความเชื่อและความคุ้นเคยกับเรื่องผีสางนางไม้เทวดาอยู่แล้ว อีกทั้งจุดจบของตัวละครเอกใน “สัตว์ประหลาด” แสดงถึงแนวคิดแบบ nihilism ในดีกรีที่ไม่ประนีประนอมมากกว่าจุดจบของตัวละครใน Heart of Darkness กับ Apocalyse Now (ซึ่งไม่ได้แปลว่าดีกว่านะครับ แค่แตกต่างกันในวิสัยทัศน์เท่านั้น) 

ผมเชื่อว่ามันไม่ยากเกินไปจริงๆที่เราจะ appreciate ภาพยนตร์เรื่องนี้ ถึงแม้รูปแบบการนำเสนออาจจะผิดแผกไปจากธรรมเนียมของหนังที่เราคุ้นเคย ผมยังเชื่อเหมือนที่ผู้สันทัดกรณีหลายๆท่านเชื่อ ว่าคนไทยจะเข้าใจหนังเรื่องนี้ หรือซึมซับบรรยากาศของมัน ได้อิ่มเอมกว่าคนต่างชาติที่อาจไม่รู้จักเสือสมิง หรือไม่รู้จักน้อย อินทนนท์ หรือไม่รู้จักนิทานปรัมปราของไทย อย่างที่ว่า หนังท่อนแรกเต็มไปด้วยความเรียบง่าย น่ารักน่าชัง ในขณะที่ส่วนที่สอง ถึงแม้จะมืดไปหน่อย แต่ก็มีเสน่ห์ลึกลับชวนค้นหา อีกทั้งมีเทคนิคในการเล่าเรื่องแบบที่ไม่ได้เห็นกันบ่อยจนเราใจจดจ่อเฝ้าติดตาม ผมไม่ปฏิเสธว่าการเป็นคนไทยอาจทำให้เราอยากเชียร์หนังไทยเป็นพิเศษ แต่มันก็เป็นเรื่องธรรมดานะครับ ที่คนไทยก็น่าจะมีพื้นฐานร่วมทางวัฒนธรรมที่ช่วยให้เราเข้าใจ vision ของผู้กำกับไทยได้ชัดเจนกว่า 

เมื่อ “สัตว์ประหลาด” ได้สร้างชื่อไปชนะรางวัล Jury Prize (ซึ่งประมาณว่าเป็นรางวัลที่สาม) เสียงตอบรับในเมืองไทยกลับมีส่วนผสมของความตื่นเต้นปนหวาดระแวง ไอ้ตื่นเต้นก็พอเข้าใจได้ แต่ที่หวาดระแวงนี่น่าแปลก คืออาจจะระแวงว่าจะดูไม่รู้เรื่องหรือดูไม่สนุก จนกระทั่งถึงขั้นพาลไปพูดว่า “สงสัยผมต้องปีนบันไดดูหนังเรื่องนี้” ราวกับว่าเป็นความผิดของผู้กำกับที่ไม่ยอมทำหนังแบบที่เราอยากดู ไอ้การพูดว่าต้องปีนบันไดดูนี่มันไม่สร้างสรรค์เอาซะเลย ทำไมถึงต้องตั้งแง่กันไว้ตั้งแต่ยังไม่ได้ดูหนัง? ถ้าดูหนังแล้วเราชอบ ก็ดี ถ้าไม่ชอบ ก็โอเค เพราะมันเป็นรสนิยมและความคิดส่วนตัวอยู่แล้วที่ใครจะเห็นว่าอะไรดีไม่ดี ขนาดว่าถ้าดูหนังแล้วเกลียดมันมากอยากจะโห่ดังๆผมว่ามันก็แฟร์ดี แต่ประเภทที่ยังไม่ได้ลองสัมผัสกับมันแล้วตั้งกำแพงเอาไว้ล่วงหน้า การกระทำเช่นนี้เป็นอุปสรรคใหญ่หลวงที่จะขวางกั้นไม่ให้หนังไทยก้าวหน้าไปได้มากกว่านี้

ถ้าจะบอกว่าหนังไทยเรื่องนี้ต้องปีนบันไดดู หรือพูดง่ายๆคือดูยากมาก ลองไปที่วัดพระแก้วแล้วดูภาพเขียนฝาผนังที่นั่นสิครับ หรือจะไปเที่ยวงานลอยกระทงสุโขทัยและไปฟังเขาขับเสภาโบราณ หรือไปดูโขนกรมศิลป์เวลาเขามีแสดงก็ได้ ศิลปะชั้นสูงเหล่านั้นดูยากไหมครับ? จะมีใครพูดกระแนะกระแหนภาพเขียนฝาผนังว่าต้องปีนบันไดดูไหมครับ? แน่นอนผมไปฟังเขาขับเสภาผมก็ไม่ค่อยรู้เรื่อง ไปดูโขนรามเกียรติ์ก็เก็ทบ้างไม่เก็ทบ้าง แต่ศิลปะเหล่านี้มันมีสายใยบางอย่างที่ทำให้เราเห็นความงดงามในบางแง่บางมุม เห็นความพยายามของศิลปิน และเห็นประวัติศาสตร์แห่งพัฒนาการของงานศิลป์ไทย ผมไม่ได้บอกว่า “สัตว์ประหลาด” เป็นงานคลาสสิคสูงส่งเท่ากับศิลปะเก่าแก่อย่างที่ยกตัวอย่าง เพียงแค่อยากจะสนับสนุนให้ทุกท่านใจกว้างและกล้าเปิดประสาทรับรู้กับสิ่งที่เราไม่คุ้นเคย และไม่ตั้งแง่กับอะไรก็ตามที่เราคิดว่าเราอาจดูไม่รู้เรื่องหรือไม่เข้าใจ การเปิดใจกว้างนี่แหละที่จะทำให้บรรยากาศการเสพสมศิลปะทั้งขั้นสูงขั้นกลางขั้นป๊อปเกิดความครึกครื้นมากขึ้นในสังคมไทย

เย็นวันที่ “สัตว์ประหลาด” ได้รางวัลที่คานส์ พวกนักวิจารณ์อเมริกัน ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น หลายคนที่ผมรู้จัก เข้ามาแสดงความยินดีว่าหนังไทยได้สร้างชื่อ คนญี่ปุ่นคนหนึ่งรุดเข้ามาจับมือผมแล้วพูดว่า “นี่เป็นวันดีของหนังไทย!” ผมมานั่งนึกดูก็ขอบคุณเขา แต่ก็อยากจะบอกกลับไปว่า วันดีของหนังไทยมาถึงไม่ใช่เมื่อหนังไทยได้รางวัล แต่จะมาถึงเมื่อคนดูพร้อมที่จะค้นคว้าหาสิ่งใหม่ๆ และพร้อมที่จะใจกว้างยอมรับการแสดงออกทางวัฒนธรรมในหลากหลายรูปแบบ อคติและความใจแคบต่างหาก ที่เป็น “โรคร้ายในป่าร้อน” ตัวจริงของสังคมไทย















สมัครสมาชิก Thai Film เพื่อรับข่าวสารข้อมูลทางอีเมล์และรับสิทธิประโยชน์ต่างๆสำหรับสมาชิก [ JOIN ]


Copyright © 2004
Thai Film Foundation All Rights Reserved.
Site by Redlab