แฟนฉัน
25/09/05 (By: ประวิทย์ แต่งอักษร)

            ใครคนหนึ่งเคยบอกไว้ทำนองว่า พวกเราทุกคนต่างก็ตกเป็นเหยื่อของกาลเวลา และไม่มีใครสามารถหยุดตัวเองไว้ที่ช่วงอายุใดอายุหนึ่งได้ตลอดไป มันอาจจะเป็นความจริงที่ใครๆ-ก็รับรู้ แต่หนังเรื่อง “แฟนฉัน” พูดถึงเรื่องราวเหล่านี้ได้อย่างซาบซึ้งและคมคาย
            คล้ายๆกับว่าเพิ่งจะไม่นานมานี้เอง-ที่ “ชาตรี”ยังเป็นวงดนตรีสุดฮิตที่กลุ่มวัยรุ่นคลั่งไคล้, เพลงของ “สาว สาว สาว” ถูกเปิดให้ได้ยินจากแทบทุกสถานีวิทยุ ขณะที่รายการคอนเสิร์ตถ่ายทอดสดเบอร์หนึ่งเมื่อเกือบๆยี่สิบปีที่แล้ว-ก็คือ “โลกดนตรี” และพื้นที่ในหัวใจของผู้ชมครึ่งค่อนประเทศ-ถูกละครทีวี.หลังข่าวเรื่อง “ดาวพระศุกร์” ฉบับที่นำแสดงโดยคุณมลฤดี ยมาภัย-จับจอง
            แต่เผลอแผล็บเดียว ทั้งหมดนั้น-ก็ผ่านพ้นไปหมดแล้วและไม่มีทางหวนคืน ยังไม่ต้องเอ่ยถึงรายละเอียดอีกนับไม่ถ้วน-ที่คงจะปลิวหายไปพร้อมกับสายลมของวันคืน ถ้าหากหนังเรื่อง “แฟนฉัน” ไม่รื้อฟื้นมันขึ้นมาย้ำเตือน อาทิ-การเล่นเป่ากบกินหนังสะติ๊กของฝ่ายตรงข้าม, กระโดดหนังยาง, การต้องนั่งเงียบๆในห้องเพื่อตัวเองจะได้ไม่ถูกจดชื่อไปส่งครู, เพื่อนผู้หญิงคนที่หัวเป็นเหา หรือแม้กระทั่งการได้ไปไหนต่อไหนที่ไม่เคยไป-เพียงลำพังตัวคนเดียวเป็นครั้งแรก
            ยังนับว่าโชคดี-ที่ถึงแม้ว่าเราจะไม่อาจหยุดยั้งวันเวลาที่คืบไปข้างหน้าอย่างเร่งรีบ หรือเก็บงำมันไว้ในขวดแก้ว(อย่างเพลงดังของจิม โครเช่) แต่อย่างน้อย-เราต่างก็มีความทรงจำที่จะสามารถใช้มันพาเราไปในช่วงไหนก็ตามที่อยากนึกถึง ซึ่งกล่าวไปแล้ว ตัวเอกของ “แฟนฉัน” ก็อาศัยวิธีการเดียวกันนี้
            หนังบอกเล่าเรื่องราวที่ผู้ชมน่าจะคุ้นเคย และเกือบไม่มีส่วนไหนซับซ้อน ชายหนุ่ม(ชวิน จิตสมบูรณ์)ได้รับทราบข่าวว่าเพื่อนคนหนึ่งในช่วงวัยเด็กกำลังจะแต่งงาน ฟังดูแล้ว-มันไม่น่าจะเป็นเรื่องสลักสำคัญอะไร แต่กลับกลายเป็นว่า-มันก่อกวนความรู้สึกบางอย่างแต่หนหลัง จากนั้น-เสียงบรรยายของชายหนุ่มก็เริ่มต้นพาคนดูย้อนกลับไปในห้วงเวลาที่ยังไม่เลือนหายไปจากความนึกคิด
เนื้อหาส่วนหลักเล่าเรื่องความสัมพันธ์ระหว่าง เจี๊ยบ(ชาลี ไตรรัตน์) กับ น้อยหน้า(โฟกัส จีระกุล) เด็กชายและเด็กหญิงวัยสิบขวบที่เติบโตมาด้วยกัน เล่นด้วยกัน ไปโรงเรียนด้วยกัน และบ้านอยู่เกือบจะติดกัน และถึงแม้ว่าพ่อของคนทั้งสองจะไม่ค่อยกินเส้นกันเท่าไหร่นัก-เนื่องจากต่างก็เป็นช่างตัดผมที่ถือว่าตัวเองไม่เป็นสองรองใคร แต่ทั้งเจี๊ยบและน้อยหน่า-ก็สามารถไปมาหาสู่กันได้อย่างไม่มีอุปสรรคขัดขวาง
            ปมขัดแย้งในใจของเจี๊ยบ-เป็นเรื่องที่นักจิตวิทยาเด็กคงจะสามารถให้คำอธิบายได้อย่างดี เมื่อจู่ๆ-เขาเกิดไม่นึกอยากจะเล่นเกม ‘พ่อ-แม่-ลูก’ กับน้อยหน่าและเพื่อนเด็กผู้หญิง และต้องการข้ามไปฝั่งตลาดเพื่อเล่นอะไรที่ ’โหด-มัน-ฮา’ อย่างพวกเด็กผู้ชาย
            แต่ความที่เจี๊ยบอยู่ในกลุ่มของเด็กผู้หญิงมาเนิ่นนาน มันส่งผลให้การแปรพักตร์ของเขาไปเข้ากับพวกของแจ็ค(เฉลิมพล ทิฆัมพรธีรวงศ์) หัวโจกที่ตัวใหญ่กว่าเพื่อน-ได้รับการปฏิเสธอย่างสุภาพตั้งแต่ต้น(“พวกกูไม่เล่นกับกระเทยโว้ย”) มิหนำซ้ำ-ยังถูกกล่าวหาต่างๆนานา นั่นรวมถึงการถูกล้อว่าเป็นแฟนกับน้อยหน่า ซึ่งเป็นสิ่งที่เด็กชายเจี๊ยบ-รับไม่ได้ และต้องหาทางพิสูจน์ว่าไม่ใช่
นั่นนำไปสู่ปมขัดแย้งที่ใหญ่โตมากขึ้น เมื่อเจี๊ยบถูกสถานการณ์บีบบังคับให้ต้องเลือกอย่างแตกหักระหว่างกลุ่มของน้อยหน่า กับกลุ่มของแจ็ค เหตุการณ์นี้ไม่เพียงก่อให้เกิดรอยร้าวในความสัมพันธ์ระหว่างเจี๊ยบกับน้อยหน่าเท่านั้น หากยังลุกลามใหญ่โตถึงขั้นทำให้ปมบาดหมางที่คุกรุ่นมาช้านานระหว่างพ่อของเด็กน้อยทั้งสอง(วงศกร รัศมิทัตและปรีชา ชนะภัย)ลุกโชน
            ตรงไหนสักแห่งในระหว่างนี้-ที่เด็กน้อยเริ่มยอมรับกับตัวเองว่าในเบื้องลึกแล้ว ตัวเขาก็แอบชอบเด็กหญิงข้างบ้านคนนี้ไม่น้อย
            โดยปกติ หนังเกี่ยวกับเด็ก-มักจะกระทบความรู้สึกของผู้ชมได้ง่ายอยู่แล้ว ในกรณีของ “แฟนฉัน” ก็ไม่ได้อยู่ในข่ายยกเว้น แต่สิ่งที่หนังเรื่องนี้-มีมากกว่านั้น ก็คือองค์ประกอบในแบบที่ผู้ชมพร้อมจะชื่นชอบหรือถึงขั้นตกหลุมรัก ตั้งแต่-เรื่องที่ผูกขึ้นได้อย่างเรียบง่าย แต่ชวนติดตาม, กลวิธีในการนำเสนอที่สะท้อนให้เห็นชั้นเชิง, อารมณ์ขันที่แทรกอยู่ตลอดเรื่อง, แง่มุมที่สะเทือนอารมณ์, ความพิถีพิถันในการเก็บรายละเอียด-ที่ชักชวนให้หวนนึกถึงความหลัง
และเหนืออื่นใด กลุ่มนักแสดงโดยเฉพาะเด็กๆที่นอกเหนือจากความน่ารักน่าชัง(บางคนทะเล้นถึงขั้นน่าตื้บ)ของแต่ละคนแล้ว ยังถ่ายทอดบทบาทของตัวเองได้ราบรื่น จนแทบไม่มีฉากไหนที่ทำให้รู้สึกว่า-พวกเขากำลังแสดง ทว่าเป็นตัวละครที่สวมบทบาทจริงๆ
            ผลลัพธ์ก็คือ-มันทำให้ “แฟนฉัน” เป็นหนังที่ให้สัมผัสที่อบอุ่น, อ่อนโยน, มองโลกในแง่ดี และเปี่ยมไปด้วยความหวัง ขณะเดียวกัน-ก็ไม่ได้ทอดทิ้งบรรยากาศของความเป็นไทย ทั้งในแง่ของวิธีคิดตลอดจนถึงพฤติกรรมของตัวละคร
ทั้งหลายทั้งปวง-ต้องยกให้เป็นความสามารถของ(กลุ่ม)คนทำหนังที่รักษาระดับการเล่าเรื่องในระดับที่พอเหมาะพอสม ไม่ทำให้รู้สึกถึงความจงใจบีบเค้น จนสูญเสียความเป็นธรรมชาติและกลายเป็นการฝืนความรู้สึกของผู้ชม อีกทั้งยังสะท้อนถึงความอ่อนไหวเพียงพอที่จะไม่แจกแจงทุกสิ่งทุกอย่างแบบถี่ถ้วน และปล่อยให้จินตนาการของผู้ชมได้สานต่อในสิ่งที่ถูกละไว้
ถึงอย่างนั้น-ก็ต้องบอกว่า หลายส่วนของหนังยังขาดและเกินอยู่บ้าง การเชื่อมร้อยในบางช่วงบางตอน-ยังไม่แนบเนียน จนขาดความต่อเนื่องทางด้านอารมณ์ นอกจากนี้ มุขตลกขบขัน-บางครั้งก็หน่วงเหนี่ยวให้เรื่องไม่คืบหน้าอย่างทันอกทันใจ แต่ทั้งหมดนั้น-ก็เป็นเพียงส่วนปลีกย่อยที่กระทบต่อโครงสร้างหลักของเรื่องน้อยมาก และผู้ชมสามารถมองข้ามไปได้
กล่าวอย่างถึงที่สุดแล้ว นี่คือหนังที่เชื่อมั่นว่า-ผู้ชมจะเดินออกจากโรงด้วยรอยยิ้ม และความประทับใจ มันไม่ใช่แค่’หนังสำหรับเด็ก’อย่างที่ภาพลวงตาของมัน-อาจทำให้นึกอย่างนั้น แต่มันเป็นหนังที่ผู้ชมทุกคนสามารถมีส่วนร่วม เพราะมันเกี่ยวข้องกับช่วงวัยที่เราก้าวพ้นกันมาแล้ว ประการสำคัญ มันย้ำเตือนให้เราได้ตระหนักว่า หลายๆเรื่องในชีวิตของเรา-ที่คลับคล้ายว่าจะจบสิ้นไปพร้อมกับวันคืนที่ผ่านเลย
แท้ที่จริง มันไม่เคยเลือนหายไปไหน และดำรงอยู่กับเราตลอดเวลา
                                                                                             














สมัครสมาชิก Thai Film เพื่อรับข่าวสารข้อมูลทางอีเมล์และรับสิทธิประโยชน์ต่างๆสำหรับสมาชิก [ JOIN ]


Copyright © 2004
Thai Film Foundation All Rights Reserved.
Site by Redlab